องค์ประกอบของนวนยิ ายและเรอ่ื งส้ัน
๑. โครงเรื่อง (Plot) คือการผูกเรื่องหรือสร้างเรื่องราวต่าง ๆ เพ่ือเป็นแนวทางในการดาเนินเร่ือง
โดยกาหนดพฤติกรรมเหตุการณ์ ความเคล่ือนไหวที่เกิดข้ึนตลอดเวลาและให้มีความเก่ียวเนื่องกัน
โครงเร่ืองเป็นองค์ประกอบสาคัญและพ้ืนฐานของเรื่อง เน้นการลาดับเหตุการณ์และสถานการณ์
การเผชิญหน้าของตัวละครกับเหตุการณ์ต่าง ๆ หัวใจสาคัญของโครงเรื่องคือการสร้างข้อขัดแย้งหรือ
อุปสรรคใหก้ ับตัวละคร
โครงสรา้ งของเรือ่ งทวั่ ๆ ไปมีลกั ษณะ ดงั น้ี
- ตอนเปิดเร่ือง (Exposition) ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สาคัญ การเปิดเรื่องอาจเร่ิมด้วย
การแนะนาตัวละคร สถานท่ี หรือเหตุการณ์สาคัญ บางคร้ังอาจข้ึนต้นด้วยข้อขัดแย้งหรือสถานการณ์
ปัญหา การเร่ิมเร่ืองแบ่งได้ ๒ ลักษณะ คือ เริ่มเรื่องแบบดาเนินตามปฏิทินกับเริ่มเร่ืองโดยย้อน
เหตุการณส์ ลบั ไปมา
- การดาเนินเรื่อง (Rising Action) เป็นข้ันตอนที่สืบต่อจากการเปิดเร่ือง ผู้แต่งจะ
ค่อยสรา้ งปมปัญหาและทวีความย่งุ ยากซับซ้อน จนถึงจดุ วิกฤตแลว้ จะคลค่ี ลายไปส่จู ุดจบเร่อื ง
- จุดวิกฤต (Climax) เป็นจุดวิกฤตของตัวละครและเน้ือเร่ือง เม่ือเหตุการณ์และ
ความขดั แยง้ ไดพ้ ัฒนามาถึงจดุ สงู สุดหรอื ทางตัน
- จุดคลี่คลายเรื่อง (Falling Action) เป็นตอนท่ีสืบต่อจากจุดวิกฤต เป็นตอนคลาย
ปมปญั หา
- การจบเรื่อง (Ending) การจบเรื่องได้หลายรูปแบบ เช่น จบด้วยความสุข จบด้วย
ความเศรา้ จบดว้ ยความคาดไมถ่ ึง จบแบบปลายเปิด เป็นต้น
๒. แก่นเร่ือง (Theme) หรือแนวคิดเป็นจุดสาคัญของเรื่อง เป็นความคิดอันเป็นศูนยก์ ลางของเร่ือง
ซง่ึ ผเู้ ขยี นตอ้ งการส่ือสารกับผู้อา่ น แก่นของเรอื่ งจะต้องเช่ือมโยงเรื่องทั้งหมดเข้าด้วยกัน ซึ่งจะปรากฏ
ต้ังแตเ่ ร่ิมเรอ่ื งจนจบเร่อื ง แก่นเรื่องแบง่ ออกเปน็ ๔ ประเภท ไดแ้ ก่
๑) แนวคิดแสดงทัศนะ คือ ทรรศนะหรือความคิดเห็นของผู้แต่งที่มีต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่ง เช่น
ตอ่ คา่ นยิ มในสังคม ตอ่ คุณธรรม ตอ่ เหตุการณ์บา้ นเมอื ง
๒) แนวคดิ แสดงอารมณ์ คอื การแสดงอารมณ์และความรสู้ ึกของตวั ละครเพื่อให้ผู้อา่ นได้รับรู้
และมีส่วนร่วมในความร้สู ึกน้นั คอื เกิดความรู้สกึ และอารมณค์ ลอ้ ยตาม
๓) แนวแสดงคิดพฤติกรรม คือ การที่ผู้แต่งมุ่งเสนอพฤติกรรมของตัวละคร ซึ่งพฤติกรรม
ที่เกิดข้ึน จะเป็นส่วนสาคัญของเร่ือง เช่น ทรรศนะต่อค่านิยมหรือคุณธรรมบางประการ เช่น ความ
กตญั ญู ความร้สู กึ นกึ คิดและอารมณ์ เชน่ ความร้สู ึกหวาดกลัว เปน็ ตน้
๔) แนวคิดแสดงสภาพหรอื เหตุการณ์ คือ การที่ผู้แต่งมุ่งแสดงสภาพบางอย่างหรือเหตุการณ์
บางตอนในชวี ติ ของตัวละคร เช่น สภาพการแก่งแย่งของชวี ติ ในเมอื งหลวง เปน็ ตน้
วธิ ีนาเสนอแก่นเรอ่ื งสรุปได้เป็นขอ้ ๆ ดังนี้
๑) นาเสนอผา่ นการบอกเลา่ โดยตรงของผ้เู ขยี น
๒) นาเสนอผ่านทรรศนะของผู้เลา่ เรือ่ ง
๓) นาเสนอผา่ นการกระทาของตวั ละคร
๔) นาเสนอผา่ นภาษาอุปมา
๕) นาเสนอผา่ นตัวเร่ืองทั้งหมด
๓. ตัวละคร (Characters) คือ ผู้ท่ีมีบทบาทในเรื่อง อาจเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของก็ได้ ตัวละคร
เป็นแบบจาลองชีวิตของมนุษย์ การนาเสนอตัวละครทาได้โดยการบรรยายโดยตรงหรือบอกโดยอ้อม
ประเภทตัวละครแบ่งอย่างกว้าง ๆ มี ๒ ประเภท คือ ตัวละครหลัก (Major Character) กับตัวละคร
รอง (Minor Character) หากแบ่งตามลกั ษณะนสิ ัยหรอื พฒั นาการแลว้ ยังแบง่ ได้อีก ๒ ประเภท ดงั น้ี
๑) ตัวละครมิติเดียวหรือตัวละครแบน (Flat Character) พฤติกรรมของตัวละครจะไม่
เปลยี่ นแปลง เช่น ดีตลอดหรอื เลวตลอด ไมว่ ่าเหตุการณ์จะผันผวนอย่างไรกต็ าม เป็นต้น
๒) ตัวละครหลายมิติหรือตัวละครกลม (Round Character) คือ ตัวละครมีพฤติกรรม
ทั้งดา้ นดีและไม่ดีเหมอื นมนุษย์ทว่ั ๆ ไป และเปลีย่ นไปตามสภาพแวดล้อมและเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ
๔. ฉาก (Setting) คือ สถานที่ เวลา ยุคสมัยและบรรยากาศในเรื่อง ซ่ึงเป็นท่ีเกิดพฤติกรรมของ
ตวั ละครหรอื เหตุการณ์ ฉากมหี ลากหลายประเภทแบ่งได้ดงั น้ี
๑) ฉากทเี่ ปน็ ธรรมชาติ เช่น ภูเขา แม่นา้ ปา่ ฯ
๒) ฉากทเ่ี ป็นสง่ิ ประดิษฐ์ เช่น อาคาร บ้านเรอื น ข้าวของเครอื่ งใช้ ฯ
๓) ฉากทีเ่ ปน็ ชว่ งเวลาหรือยคุ สมัย
๔) ฉากที่เปน็ สภาพการดาเนินชีวติ ของตวั ละคร เช่น เสนอภาพชีวิตของกรรมกรในโรงงาน ฯ
๕) ฉากที่เป็นสภาพแวดล้อมเชิงนามธรรม เช่น ค่านิยม จารีต ประเพณี การเมือง เพศ
ศลี ธรรม ฯ
๕. บทสนทนา (Dialogue) คือ ถ้อยคาพูดจาของตัวละคร บทสนทนาช่วยให้เร่ืองสมจริงและ
นา่ สนใจ แสดงนสิ ัยใจคอของตวั ละคร และช่วยในการดาเนนิ เรื่อง บทสนทนามคี วามสาคัญ ดงั นี้
๑) ช่วยดาเนินเร่ืองแทนการบรรยาย
๒) ช่วยแสดงลักษณะนิสัยของตัวละครผพู้ ูดและตัวละครอ่ืน ๆ
๓) ชว่ ยใหว้ ธิ กี ารนาเสนอเรอ่ื งราวไมซ่ า้ ซากจาเจ มชี วี ิตชวี า
๔) ชว่ ยสรา้ งความสมจรงิ ใหก้ ับเรอื่ ง
๖. ผู้เล่าเร่ือง (Narrator) และมุมมอง (Point of View) คือ วิธีการเสนอเนื้อเรื่อง ตัวละคร
ฉากและเหตุการณ์ในเร่ืองเล่าแต่ละเรื่อง ผู้เลา่ เร่ือง จะถกู กาหนดโดยผู้แต่ง เรื่องเลา่ ทุกเร่ืองจะมีผู้เล่า
เร่ือง ผู้เล่าเรื่องอาจเป็นตัวนักประพันธ์เอง อาจเป็นผู้เล่าเร่ืองท่ีไม่ปรากฏตัวในเรื่องมีแค่เสียง หรือ
นกั เขยี นอาจเลือกตวั ละครตวั ใดตวั หน่ึงเป็นผู้เลา่ เร่ืองก็ได้ ส่วนมมุ มองเปน็ กลวธิ เี ขียนวา่ เรอื่ งนเี้ ล่าตาม
การรู้เห็นของใคร เลา่ ตามประสบการณข์ องใคร ประเภทของผเู้ ลา่ เรอ่ื ง มีดังนี้
๑) ผเู้ ล่าเรอ่ื งทอ่ี ยู่ภายใน (Internal Narrator) หรอื เล่าเรอื่ งโดยใช้สรรพนามบุรษุ ที่ ๑ โดยให้
ตัวละครตัวใดตัวหนึ่งในเร่ืองเป็นผู้เล่าเรื่องของตน แบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ ผู้เล่าเรื่องท่ีเป็นตัวละคร
หลกั จะใช้มมุ มองของผู้เล่าเรื่องแบบจากัดขอบเขต (Limited Point of View) กับผู้เล่าเรื่องท่ีเป็นผู้รู้
เห็นเหตุการณ์หรือพยาน
๒) ผู้เล่าเรื่องท่ีอยู่ภายนอก (External Point of View) หรือการเล่าเรื่องโดยใช้บุรุษท่ี ๓
คือ ผู้เล่าเรื่องไม่ได้ปรากฏเป็นตัวละครในเร่ือง เป็นเสียงพูดบนหน้ากระดาษ เหตุการณ์และเร่ืองราว
จะถกู เสนอผา่ นการกระทา คาพูดและทศั นะของตัวละครทถี่ ูกเอ่ยถึง ผเู้ ล่าเรื่องภายนอกแยง่ ไดเ้ ปน็ ๓
แบบ คอื
- ผเู้ ล่าเร่อื งแบบรู้แจง้ (Omniscient) มกั จะเป็นเพยี ง “เสียงบนหน้ากระดาษ”
- ผู้เล่าเร่ืองแบบรับรู้จากัด (Limited) คือ ผู้เล่าจากัดความรู้แจ้งเฉพาะตัวละคร
ตัวเดยี ว ผอู้ า่ นจะทราบเหตกุ ารณ์การกระทาของตวั ละครอนื่ ผา่ นมมุ มองของตวั ละครเอกเทา่ น้ัน
- ผู้เล่าเรื่องแบบไม่แสดงทัศนะของตน (Impersonal Narrator) เป็นการเล่าเร่ือง
ที่ผู้เล่าเรื่องไม่ปรากฏตัวในเร่ือง ผู้เล่าเรื่องจะบรรยายเฉพาะลักษณะภายนอก เหตุการณ์หรือ
บทสนทนาโดยไม่เข้าไปในความคิดของตวั ละคร ผูอ้ ่านตอ้ งตีความจากการกระทาของตวั ละครเอาเอง
อาจเรยี กการเล่าเรอื่ งแบบนว้ี า่ “ตาของกล้อง” (Camera Eye) ก็ได้
๓) เล่าเรือ่ งแบบผสม โดยใชแ้ บบที่ ๑ และแบบที่ ๒
๗. ท่วงทานองในการแต่ง (Style) คือ แนวทางท่ีนักเขียนเลือกใช้ในการเรียบเรียงถ้อยคา
เพอ่ื จะแสดงความคดิ หรอื แก่นเรือ่ ง ทว่ งทานองเขียนเกิดจากองคป์ ระกอบในการใช้ภาษาของนกั เขียน
แตล่ ะคน เชน่ การเลือกใช้ วลี ความเปรยี บ ท่วงทานองโวหาร น้าเสยี งของผูแ้ ต่ง เป็นตน้