The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thirasak Hoonchai, 2024-01-15 02:33:55

คู่มือการสอบสวนและรายงานโรคเรื้อน 67

คู่มือสำหรับผู้ปฏิบัติงาน

Keywords: สอบสวนโรค,โรคเรื้อน,เรื้อน

ร่ร่ร่ ร่ า ร่ า ร่ างคู่คู่คู่ คู่ มื คู่ มื คู่ มือ มื อ มื อ มื การสอบสวนและ รายงานโรคเรื้รื้รื้ รื้รื้รื้รื้ อ รื้ อ รื้ อน 2567


สารบับับั บั ญ บั ญ บั ญ บทที่ 1 สถานการณ์และความสำ คัญของการสอบสวนโรคเรื้อน • สถานการณ์โรคเรื้อน • ความสำ คัญของการสอบสวนโรคเรื้อน บทที่ 2 ความรู้เรื่องโรคเรื้อนที่จำ เป็นต่อการสอบสวนโรค • ธรรมชาติของโรค • คำ จำ กัดความการขึ้นทะเบียนผู้ป่วยโรคเรื้อน • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ • การวินิวิ นิจฉัย และ การรักษาโรคเรื้อน บทที่ 3 เกณฑ์การสอบสวนโรคและบทบาทหน้าที่ของทีมปฏิบัติการสอบสวน โรค • เกณฑ์การสอบสวนโรค • หน่วยงานที่รับผิดชอบและบทบาทหน้าที่ บทที่ 4 การสอบสวนกรณีพบผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ หรือ กลับเป็นซ้ำ • นิยามผู้ป่วยโรคเรื้อน • วัต วั ถุประสงค์ของการสอบสวนโรคเรื้อน • ขั้น ขั้ ตอนการสอบสวนโรคเรื้อน • นิยามผู้สัมผัสโรคเรื้อน • แนวทางการคัดกรองและติดตามโรคเรื้อนในกลุ่มผู้สัมผัส บทที่ 5 การตีตราจากการสอบสวนโรคเรื้อน • ข้อควรระวัง วั และการลดการตีตราจากการสอบสวนโรคเรื้อน บทที่ 6 การรายงานโรคเรื้อน • แนวทางการรายงานผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ • แนวทางการรายงานการติดตามผู้สัมผัสโรคเรื้อน ภาคผนวก : แบบฟอร์มต่างๆที่เกี่ยวข้อง • แบบฟอร์มที่ 1: แบบสอบสวนผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ หรือ กลับเป็นซ้ำ • แบบฟอร์มที่ 2: แบบรายงานผู้ป่วยโรคเรื้อนที่พบใหม่แ ม่ ละเพิ่มเข้ามาใน ทะเบียนรักษา • แบบฟอร์มที่ 3: แบบรายงานทะเบียนการติดตามตรวจผู้สัมผัสโรคเรื้อน • แบบฟอร์มที่ 4: แบบคัดกรองโรคเรื้อน 5 ภาษา


บทที่ 1 สถานการณ์แ ณ์ ละ ความสำ คัญของ การสอบสวนโรคเรื้อ รื้ น 1 JANUARY 2023 ธีร ธี ะศัก ศั ดิ์หุ้น หุ้ ชัย ชั ภูมิ ภู มิ นัก นั วิชวิาการสาธารณสุข สุ ปฏิบัฏิติ บั กติาร


หลังจากนั้นอัตราความชุกของโรคเรื้อนมีแนวโน้ม น้ ลดลงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยในระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2565 ประเทศไทยมีผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนในทะเบียนรักษาจำ นวน 345 334 269 222 200 และ 186 ราย ตาม ลำ ดับ หรือ คิดเป็นอัตราความชุกโรคเรื้อน 0.05 0.05 0.04 0.03 0.03 และ 0.03 ต่อ 10,000 ประชากรตาม ลำ ดับ สถานการณ์โรคเรื้อ รื้ น อัตราความชุก (PREVALENCE RATE; PR) เป็นการวัดภาระงานของหน่วยบริการ สาธารณสุขในขณะนั้น ในอดีตประชากรไทยมี อัตราความชุกโรคเรื้อน (PREVALENCE RATE; PR) สูง เนื่องจากในขณะนั้นผู้ป่วป่ยต้อง รับการรักษาตลอดชีวิต แต่เมื่อประเทศไทยมี มาตรการรักษาผู้ป่วป่ยด้วยยาสูตรผสม (MULTIDRUG THERAPY; MDT) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ทำ ให้อัตราความชุกลดลงอย่าง รวดเร็ว จนสามารถบรรลุเกณฑ์การกำ จัดโรค เรื้อนขององค์การอนามัยโลกจนและทำ ให้โรค เรื้อนไม่เป็นปัญหาทางสาธารณสุข คือ มีอัตรา ความชุกโรคเรื้อนต่ำ กว่า 1 ต่อ 10,000 ประชากรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 อัตราอุบัติการณ์ข ณ์ องโรคเรื้อน (INCIDENT RATE) เป็นตัวชี้วัดการแพร่เชื้อโรคเรื้อนที่ ดีที่สุด แต่ไม่สามารถหาได้โดยตรง เนื่องจากเป็นโรคที่มีอาการเรื้อรังผู้ป่วป่ยที่ เริ่มรักษาโรคเรื้อนมีตั้งแต่พบอาการทาง ผิวหนังเพียง เล็กน้อ น้ ย จนกระทั่งบางรายมี อาการโรคเรื้อนผ่านไปแล้วหลายปีถึงได้รับ การค้นพบ ดังนั้นการอธิบายการเกิดโรค เรื้อนในประชากรจึงแทนด้วยอัตราการค้น พบผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ (DETECTION RATE; DR) โดยจะเป็นตัวแทนที่ดีได้เมื่อ ไม่มีผู้ป่วป่ยพิการ และ ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมี อาการจนถึงได้รับการวินิจฉัย (SINCE OF ONSET : SOS) น้อ น้ ยกว่า 1 ปี จากการรายงานจำ นวนผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ของประเทศไทยจะพบ ว่าในบางปีมีอัตราการค้นพบที่สูงขึ้นเนื่องจากเป็นปีที่มีการรณรงค์ ค้นหาผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ ผู้ป่วป่ยรายใหม่ที่ ค้นพบในแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมการค้นหาผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนที่ได้ดำ เนินงานในปีนั้น ต่อมาเมื่อมีการดำ เนิน กิจกรรมการค้นหาอย่างต่อเนื่องแนวโน้ม น้ อัตราการค้นพบผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่โดยรวมจึงลดลง จนสามารถ บรรลุเป้า ป้ หมายโดยมีผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ต่ำ กว่า 100 รายในปี พ.ศ. 2563 ทั้งนี้จำ นวนผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ ที่ค้นพบน้อ น้ ยลงอาจเกิดขึ้นจากเจ้าหน้า น้ ที่สาธารณสุขและชุมชนมีความตระหนักลดลงได้ด้วย โดยในระหว่างปี 2560 – 2565 ประเทศไทยค้นพบผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่จำ นวน 164 125 119 89 62 และ 73 ราย ตามลำ ดับ และคิดเป็นอัตราการค้นพบผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ 0.25 0.20 0.17 0.13 0.09 และ 0.11 ต่อ 100,000 ประชากรตามลำ ดับ การค้นพบผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ที่เป็นเด็กในพื้นที่ เป็นข้อบ่งชี้ว่ายังคงมีการแพร่เชื้อโรคอยู่ในพื้นที่และ เกิดขึ้นในเวลาไม่นานมานี้ (RECENT ACTIVE TRANSMISSION) เนื่องจากเด็กเป็นผู้มีอายุน้อ น้ ย กว่า 15 ปี การรับเชื้อจึงจำ กัดอยู่ในช่วงอายุของเด็ก เท่านั้น และวิถีชีวิตเด็กมักไม่มีการเคลื่อนย้ายมาก นัก ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่บ้านและโรงเรียนเป็นหลัก ดัง นั้นจึงมีโอกาสที่จะค้นพบผู้ป่วป่ยรายใหม่ในชุมชนที่ เด็กอาศัยอยู่ โดยเฉพาะผู้ป่วป่ยประเภทเชื้อมาก (MULTIBACILLARY LEPROSY : MB) ซึ่งเป็นผู้ แพร่เชื้อโรคเรื้อนมาสู่เด็ก จึงควรรีบดำ เนินการค้นหาผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ในชุมชนโดยเร็วที่สุดเพื่อหยุดวงจรการแพร่เชื้อในชุมชน สัดส่วนผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ที่เป็นเด็กของไทย 10 ปีย้อนหลังอยู่ในช่วงร้อยละ 1.1 – 6.1 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่ องค์การอนามัยโลกกำ หนด (ไม่เกินร้อยละ 10) อย่างไรก็ตามแนวโน้ม น้ สัดส่วนของผู้ป่วป่ยเด็กยังขึ้นๆ ลงๆ ไม่คงที่ และยังคงพบผู้ป่วป่ยรายใหม่ที่เป็นเด็กในทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่ายังคงมีการแพร่เชื้อโรคเรื้อน อยู่อย่างต่อเนื่องในประเทศไทย


ความพิการระดับ 2 เป็นความพิการที่มองเห็น ได้ด้วยสายตาในผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ ความ พิการในผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนเกิดจากเส้นประสาท ส่วนปลายของผู้ป่วป่ยถูกทำ ลายจนสูญเสียหน้า น้ ที่ รับความรู้สึก ทำ ให้อวัยวะได้แก่ ตา มือ และเท้า ไม่สามารถทำ งานได้อย่างปกติ การค้นพบผู้ ป่วป่ยในระยะเริ่มแรกและนำ เข้าสู่กระบวนการ รักษาที่เป็นมาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำ คัญที่จะลด ปัญหาความพิการจากโรคเรื้อน ปัจจุบันสัดส่วน ผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ที่มีความพิการระดับ 2 ในประชากรไทยยังไม่มีแนวโน้ม น้ ลดลง โดยมี ค่าเฉลี่ยร้อยละ 10 - 20 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ องค์การอนามัยโลกกำ หนด (ไม่เกินร้อยละ 10) ดังนั้นการค้นพบผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ในประเทศไทยยังนับว่ามีความล่าช้า ซึ่งสัมพันธ์กับข้อมูล SINCE OF ONSET ในการประเมินปี 2565 พบว่ามีความล่าช้าในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยเฉลี่ย 32 เดือน (เป้า ป้ หมาย SOS≤12 เดือน) ซึ่งสาเหตุของความล่าช้าแบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ ความล่าช้าที่เกิดจากสถานบริการสาธารณสุข เกี่ยวข้องกับการที่จำ นวนผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนน้อ น้ ยลง พื้นที่ที่ขาดกิจกรรมการค้นหาผู้ป่วป่ยและควบคุมโรคเรื้อนที่ต่อ เนื่อง ส่งผลให้บุคลากรสาธารณสุขขาดความรู้และทักษะในการวินิจฉัยโรค และ สาเหตุความล่าช้าที่เกิดจากตัวผู้ ป่วป่ยเองขาดความรู้และความตระหนักในเรื่องโรคเรื้อน ซึ่งผลกระทบต่อผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนทำ ให้ได้รับการตรวจ วินิจฉัยและรักษาล่าช้า ทำ ให้ผู้ป่วป่ยเกิดความพิการและนำ ไปสู่การตีตราผู้ป่วป่ย ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจต่อผู้ป่วป่ยและครอบครัวตามมา นอกจากปัญหาโรคเรื้อนในประชากรไทยแล้ว ยังมีรายงานการค้นพบผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ ที่เป็นประชากรข้ามชาติในประเทศไทยต่อ เนื่องทุกปี โดย 10 ปีย้อนหลังอยู่ในช่วงจำ นวน 11 – 50 รายต่อปี และพบว่ามีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆเมื่อเทียบกับผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ที่ เป็นประชากรไทย สัญชาติที่พบมากที่สุด ได้แก่ สัญชาติพม่า อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลัก ฐานยืนยันว่าเป็นการติดเชื้อภายใน ประเทศไทย และ ยังไม่พบหลักฐานการแพร่ เชื้อจากประชากรข้ามชาติมายังประชากรไทย ทั้งนี้ต้องอาศัยการสอบสวนโรคที่เข้มข้นเพื่อ เป็นข้อมูลอ้างอิงในอนาคต เนื่องจากผู้ป่วป่ยราย ใหม่ที่เป็นประชากรข้ามชาติ นั้นมีโอกาสที่จะแพร่เชื้อโรคเรื้อนสู่ประชากรไทย จึงต้องมีการติดตามเฝ้า ฝ้ ระวังและตรวจผู้สัมผัสโรคอย่างครบ ถ้วน เพื่อไม่ให้โรคเรื้อนกลับมาเป็นปัญหาสาธารณสุขในอนาคตได้


ความสำ คัญของการสอบสวนโรคเรื้อน การสอบสวนโรคเรื้อนเป็นการค้นหาข้อเท็จจริง โดยการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อยืนยันการวินิจฉัย ยืนยัน การระบาด อธิบายลักษณะทางระบาดวิทยาและความรุนแรงของผู้ป่วป่ย ค้นหาแหล่งที่มาของการแพร่เชื้อ และ ค้นหาผู้ป่วป่ยเพิ่มเติมรวมถึงการคัดกรองผู้สัมผัสโรคเรื้อน การสอบสวนโรคจะนำ ไปสู่ความเข้าใจในลักษณะการ ระบาดของโรคเรื้อนในพื้นที่ และ นำ ไปสู่มาตรการป้อ ป้ งกันและควบคุมโรคเรื้อนอย่างเหมาะสม การสอบสวนโรค จะทำ ให้สามารถประเมินณความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ และ สามารถตัดวงจรการแพร่ระบาดของเชื้อโรค เรื้อนได้จากการค้นหาผู้ป่วป่ยเพิ่มเติม และ ติดตามคัดกรองโรคเรื้อนในกลุ่มผู้สัมผัสใกล้ชิด ได้แก่ ผู้สัมผัสโรค ร่วมบ้าน ผู้สัมผัสโรคเพื่อนบ้าน และ ผู้สัมผัสโรคทางสังคม โดยเฉพาะผู้สัมผัสโรคร่วมบ้านของผู้ป่วป่ยรายใหม่ ประเภทเชื้อมาก (MB) ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะได้รับเชื้อโรคเรื้อน จึงต้องตรวจคัดกรองโรคเรื้อนในผู้สัมผัสโรคร่วม บ้านอย่างน้อ น้ ยปีละ 1 ครั้งเป็นระยะเวลา 10 ปี อีกทั้งยังสามารถนำ ผู้ป่วป่ยใหม่ และ ผู้ป่วป่ยที่พบจากการคัดกรองเข้าสู่ การรักษาที่ได้มาตรฐาน เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อต่อไป การสอบสวนโรคยังเป็นการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการ เกี่ยวกับโรคเรื้อนทั้ง ระยะฟักตัว (INCUBATION PERIOD) ระยะเวลาตั้งแต่มีอาการของโรคเรื้อนจนเข้ารับการ รักษา (SINCE OF ONSET) สาเหตุในการรักษาที่ล่าช้า (DELAY) นำ ไปสู่หลักฐานทางวิชาการเพื่อใช้ดำ เนินงาน ป้อ ป้ งกันควบคุมโรคเรื้อนในพื้นที่ได้อย่างถูกต้อง ประเทศไทยมีนโยบายการกำ จัดโรคเรื้อน เพื่อมุ่งสู่การปลอดโรค เรื้อน (ZERO LEPROSY) ในปี 2570 ทั้งนี้ตามกรอบการกำ จัดโรคเรื้อนขององค์การอนามัยโลกได้กำ หนดให้มี การตรวจสอบยืนยันข้อมูลผู้ป่วป่ยโรคเรื้อน โดยต้องยืนยันแหล่งที่มาของการติดเชื้อว่ามาจากในประเทศหรือ ภายนอกประเทศ และยืนยันความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยากับผู้ป่วป่ยก่อนหน้า น้ เพื่อนำ ข้อมูลมาพิจารณาจำ แนก พื้นที่ตามลักษณะของการระบาดในระยะต่างๆ เป็นประโยชน์ใน์ นการติดตามและกำ หนดมาตรการในการกำ จัด โรคเรื้อนในระดับพื้นที่ต่อไป เอกสารอ้างอิง 1. สถาบันราชประชาสมาสัย (2566). สถานการณ์โณ์ รคเรื้อนในประเทศไทยปี พ.ศ. 2565. HTTP://RAJPRACHA.DDC.MOPH.GO.TH/SITE/SATUS_LEP.HTML 2. THE INTERNATIONAL FEDERATION OF ANTI-LEPROSY ASSOCIATION (2001). ILEP TECHNICAL GUIDE : THE INTERPRETATION OF EPIDEMIOLOGICAL INDICATORS IN LEPROSY. 25. HTTPS://WWW.LEPROSY-INFORMATION.ORG/RESOURCE/ILEP-TECHNICAL-GUIDEINTERPRETATION-EPIDEMIOLOGICAL-INDICATORS-LEPROSY 3. WORLD HEALTH ORGANIZATION (2023). INTERRUPTION OF TRANSMISSION AND ELIMINATION OF LEPROSY DISEASE – TECHNICAL GUIDANCE. 81. HTTPS://WWW.WHO.INT/PUBLICATIONS/I/ITEM/9789290210467 องค์การอนามัยโลก (WHO) มีนโยบายกำ จัดโรคเรื้อนให้หมดไป (ZERO LEPROSY) ในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) โดยในปี พ.ศ. 2566 ได้เผยแพร่เครื่องมือสำ หรับติดตามการกำ จัดโรคเรื้อน (LEPROSY ELIMINATION MONITORING TOOL : LEMT) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำ เสนอแนวคิดในการจำ แนกพื้นที่ตามการระบาดของ โรคเรื้อน ให้คำ จำ กัดความ และสร้างตัวชี้วัดเพื่อนำ ไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับของพื้นที่ และนำ ไปสู่พื้นที่ที่ สามารถกำ จัดโรคเรื้อนได้ในที่สุด เครื่องมือนี้ช่วยให้แต่ละประเทศ หรือ พื้นที่สามารถตรวจสอบความก้าวหน้า น้ ของการกำ จัดโรคเรื้อนในระยะต่างๆ โดยแบ่งระยะของการกำ จัดโรคเรื้อนตามกรอบการกำ จัดโรคเรื้อน (LEPROSY ELIMINATION FRAMEWORK) เป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ระยะก่อนหยุดการแพร่กระจายเชื้อ (UNTIL INTERRUPTION OF TRANSMISSION) โดยจะเปลี่ยนไปสู่ระยะที่ 2 เมื่อไม่พบผู้ป่วป่ยเด็กที่มีความ เกี่ยวข้องเชื่อมโยงของการแพร่กระจายเชื้อในพื้นที่ติดต่อกันอย่างน้อ น้ ย 5 ปี ระยะที่ 2 ระยะหยุดการแพร่กระจาย เชื้อจนถึงระยะกำ จัดโรคเรื้อน (INTERRUPTION OF TRANSMISSION UNTIL ELIMINATION OF DISEASE) โดยจะเปลี่ยนไปสู่ระยะถัดไปเมื่อไม่พบผู้ป่วป่ยที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงของการแพร่กระจายเชื้อใน พื้นที่ติดต่อกันอย่างน้อ น้ ย 3 ปี ระยะที่ 3 ระยะเฝ้า ฝ้ ระวังหลังการกำ จัดโรคเรื้อน (POST-ELIMINATION SURVEILLANCE) โดยจะเปลี่ยนไปสู่ ระยะที่ 4 สถานะไม่ใช่โรคประจำ ถิ่น (NON-ENDEMIC STATUS) เมื่อคง ระยะที่ 3 ระยะเฝ้า ฝ้ ระวังหลังการกำ จัดโรคเรื้อนได้มากกว่า หรือ เท่ากับ 10 ปีขึ้นไป โดยหลังการกำ จัดโรคเรื้อน อาจ ยังพบผู้ป่วป่ยรายใหม่แบบประปราย (SPORADIC CASE) ได้ทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตามกรณีที่พบผู้ ป่วป่ยรายใหม่เฉลี่ยมากกว่า หรือ เท่ากับ 3 รายขึ้นไป ในช่วง 3 ปีติดต่อกัน จะเข้าได้กับการอุบัติซ้ำ ของโรคเรื้อนใน พื้นที่นั้นๆอีกครั้ง (RE-EMERGENCE OF LEPROSY) จากการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวทำ ให้ทราบว่าประเทศไทยยังมีจังหวัดที่อยู่ในระยะที่ 1 (ระยะก่อนหยุดการแพร่ กระจายเชื้อ) จำ นวน 8 จังหวัด ได้แก่ ตาก ชัยภูมิ มหาสารคาม สุรินทร์ อุบลราชธานี พัทลุง ปัตตานี และนราธิวาส จึงต้องดำ เนินการป้อ ป้ งกันควบคุมโรคอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อนำ ไปสู่การหยุดการแพร่กระจายเชื้อ และ เข้า สู่ระยะการกำ จัดโรคเรื้อนต่อไป โดยประเทศไทยวางแผนการป้อ ป้ งกันควบคุมโรคเพื่อให้ทุกพื้นที่ผ่านเกณฑ์ใน ระยะที่ 1 ทั้งหมด มีเป้า ป้ หมายคือไม่มีผู้ป่วป่ยโรคเรื้อนรายใหม่ที่เป็นเด็กติดต่อกันอย่างน้อ น้ ย 5 ปี ภายในปี 2570


บทที่ 2 ความรู้เ รู้ รื่อ รื่ ง โรคเรื้อ รื้ นที่จำ เป็น ป็ ต่อการสอบสวนโรค ชุติ ชุ วั ติ ล วั ย์พลเดช นัก นั วิชวิาการสาธารณสุข สุ ปฏิบัฏิติ บั กติาร


ธรรมชาติของโรค 1. เชื้อโรค MYCOBACTERIUM LEPRAE (M. LEPRAE) ถูกพบครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2416 โดยนายแพทย์ชาวนอร์เวย์ชื่อ DR. G.H. ARMAUER HANSEN เชื้อ นี้มีรูปร่างเป็นแท่ง ย้อมติดสีทนกรด (ACID FAST STAINING) อาศัยและเจริญ เติบโตอยู่ภายในเซลล์โดยเฉพาะในเซลล์ประสาท (SCHWANN CELLS) และ เซลล์ในระบบ RETICULOENDOTHELIAL SYSTEM เชื้อโรคเรื้อนเจริญและ แบ่งตัวช้ามาก ปัจจุบันยังไม่สามารถเพาะเลี้ยงโดยใช้อาหารเลี้ยงเชื้อ แต่ สามารถเพาะเลี้ยงได้ในอุ้งเท้าหนู (MOUSE FOOT PAD) และ ตัวนิ่มเก้าลาย (NINE BANDED ARMADILLO) 2. แหล่งแพร่เชื้อ คนเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่สำ คัญ ผู้ที่สามารถแพร่เชื้อได้คือผู้ป่ว ป่ ย โรคเรื้อนชนิดติดต่อซึ่งหมายถึงผู้ป่ว ป่ ยโรคเรื้อนประเภทเชื้อมาก (MULTIBACILLARY LEPROSY: MB) อย่างไรก็ตามพบว่ายาหลักที่ใช้ในการ รักษาโรคเรื้อนปัจจุบันคือ RIFAMPICIN มีประสิทธิภาพในการทำ ลายเชื้อได้ อย่างรวดเร็ว (ผลการศึกษาพบว่าการให้ยา RIFAMPICIN ขนาด 600-1,500 มก. เพียงครั้งเดียวสามารถฆ่าเชื้อโรคเรื้อนได้ถึง 99.9% ภายในเวลา 3-7 วัน) ดัง นั้นผู้ป่ว ป่ ยที่กำ ลังรับการรักษาจะไม่สามารถแพร่เชื้อโรคต่อไปได้อีก นอกจากนี้ยังพบว่าตัวนิ่มเก้าลาย (NINE BANDED ARMADILLO) อาจเป็น แหล่งแพร่เชื้ออีกทางหนึ่งซึ่งสัตว์ชนิดนี้ไม่มีในประเทศไทย 3. การแพร่เชื้อ เชื้อโรคเรื้อนออกจากร่างกายผู้ป่ว ป่ ยได้ 2 ทาง คือทางเยื่อบุจมูก และทางผิวหนังที่แตกเป็นแผล (LEPROMATOUS ULCER) แต่เชื้อโรคเรื้อนที่ ออกจากเยื่อบุจมูก จะมีความสำ คัญในทางระบาดวิทยา วิธีการแพร่เชื้อที่เป็นไปได้ มากที่สุดคือ แพร่จากฝอยละออง (DROPLET TRANSMISSION) จากทางเดิน หายใจส่วนบน ปัจจุบันเชื่อว่าเชื้อโรคเรื้อนเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจ ส่วนทางอื่น ๆ เช่นทางบาดแผลที่ผิวหนังยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ในทางระบาด วิทยาถือว่ามนุษ นุ ย์เป็นแหล่งแพร่เชื้อที่สำ คัญเพียงแหล่งเดียว สามารถพบเชื้อ M. LEPRAE ที่ยังมีชีวิตจำ นวนมากในโพรงจมูกของผู้ป่ว ป่ ย LEPROMATOUS LEPROSY ที่ยังไม่ได้รับการรักษา เมื่อผู้ป่ว ป่ ยเหล่านี้ไอหรือจามเชื้อที่มีชีวิตเหล่านี้ จะแพร่กระจายสู่บรรยากาศได้ถึง 10 ล้านตัว ต่อวัน เชื้อ M. LEPRAE สามารถอยู่ ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมได้ถึง 9 วัน และ เชื้อ M. LEPRAE ที่ยังมีชีวิตเท่านั้นที่ จะสามารถแพร่สู่ผู้อื่นได้


4. ผู้รับเชื้อ ประชากรส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่โรคเรื้อนเป็นโรคประจำ ถิ่น (ENDEMIC AREA) มักจะรับเชื้อโรคไปแล้วตั้งแต่ยังเด็ก โดยเฉพาะผู้สัมผัส โรคร่วมบ้านกับผู้ป่ว ป่ ยโรคเรื้อนประเภทเชื้อมากมีโอกาสได้รับเชื้อมากที่สุด แต่ผู้ ที่ติดเชื้อแล้วเหล่านี้จะไม่แสดงอาการของโรคเรื้อนทุกราย เมื่อพิจารณาโดย ภาพรวม ได้ข้อสรุปดังนี้ 4.1 ประวัติการสัมผัสโรค ผู้มีประวัติการสัมผัสโรคมีโอกาสป่ว ป่ ยเป็นโรคเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคจะสูงขึ้นถ้าเป็นผู้สัมผัสโรคของผู้ป่ว ป่ ยโรคเรื้อน ประเภทเชื้อมาก โดยอาจเพิ่มสูงขึ้น 4-10 เท่า ความเสี่ยงนี้จะยิ่งสูงขึ้นอีกถ้าการ สัมผัสดังกล่าวเป็นไปอย่างใกล้ชิด และเป็นเวลานาน 4.2 อายุ โรคเรื้อนพบได้ทุกกลุ่มอายุในพื้นที่ที่มีความชุกสูง (HIGH ENDEMIC AREA) และจะพบสูงสุดในช่วงอายุ 10-14 ปี และ 30-60 ปี แต่จะพบน้อ น้ ยมาก ในเด็กอายุต่ำ กว่า 5 ปี การพบโรคเรื้อนในเด็กแสดงว่าในพื้นที่นั้นยังมีการ ระบาดอย่างรุนแรง การพบผู้ป่ว ป่ ยใหม่ที่เป็นเด็กมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 10 ของ ผู้ป่ว ป่ ยใหม่แสดงว่ายังมีการระบาดในพื้นที่นั้น (RECENT ACTIVE TRANSMISSION) 4.3 เพศ ในผู้ใหญ่จะพบผู้ป่ว ป่ ยโรคเรื้อนเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่ในเด็กไม่ พบความแตกต่างระหว่างเพศ 4.4 เชื้อชาติ ชนชาติผิวขาว (CAUCASIAN) เป็นโรคเรื้อนได้ง่ายที่สุด รองลง มาเป็นคนผิวเหลือง (MONGOLOID) อินเดีย และ ชนชาติที่มีเชื้อสายจากทวีป อาฟริกา ตามลำ ดับ 4.5 ประวัติการติดเชื้อ MYCOBACTERIA อื่น ๆ การติดเชื้อ MYCOBACTERIA ชนิดอื่นรวมทั้งเชื้อวัณโรค (MYCOBACTERIUM TUBERCULOSIS) มีบทบาทต่อการเกิดโรคเรื้อน โดยอาจมี ANTIGENIC OVERLAP ซึ่งกันและกัน นอกจากนี้พบว่าการฉีดวัคซีน บีซีจี มีผลต่อการ ป้อ ป้ งกันโรคเรื้อนได้บางส่วน จากรายงานการศึกษาวิจัยพบว่าผลการป้อ ป้ งกันโรค เรื้อนโดยวัคซีนบีซีจีมีความผันแปรแตกต่างกันมากในพื้นที่ภูมิศาสตร์ที่แตก ต่างกัน 4.6 พันธุกรรม การแสดงออกของยีนบางตัวมีผลต่อความไวในการเกิดโรคเรื้อน เนื่องจากยีนเกี่ยวข้องกับการทำ งานของระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ (HOST PARASITE INTERACTION) การเกิด MUTATION ในบริเวณ HLA-DR2 และ HLA-DR3 ทำ ให้ชนชาติเอเชียและอินเดียไวต่อการเกิดโรคเรื้อนชนิด TUBERCULOID และพบว่าการเกิด MUTATION ใน HLA-DO1 เกี่ยวข้องกับ ความไวต่อการเกิดโรคเรื้อนชนิด LEPROMATOUS 5. การกระจุกตัวเป็นหย่อม ๆ ของโรคเรื้อน (CLUSTERING) การกระจายของ โรคเรื้อนจะไม่สม่ำ เสมอ พบลักษณะการกระจุกตัวในบางพื้นที่ โดยเฉพาะใน พื้นที่ที่ความชุกโรคต่ำ ลักษณะดังกล่าวสามารถนำ ไปใช้ในการแปลผลทาง ระบาดวิทยาได้ เช่น การกำ หนดพื้นที่เป้า ป้ หมายในการควบคุมโรค


6. ระยะฟักตัวของโรค (INCUBATION PERIOD) เชื้อแบคทีเรียโดยทั่วไปใช้เวลาในการแบ่งตัวเป็นชั่วโมง เช่น STAPHYLOCOCCUS AUREUS ใช้เวลาแบ่งตัว 1-2 ชั่วโมง MYCOBACTERIUM TUBERCULOSIS ใช้เวลาแบ่งตัว 10-12 ชั่วโมง แต่เชื้อ M. LEPRAE ใช้เวลาแบ่งตัว 11-14 วัน ในปัจจุบันถือว่าเชื้อ M. LEPRAE เป็นเชื้อ ที่แบ่งตัวช้าที่สุด ส่งผลให้ระยะฟักตัวของโรค (INCUBATION PERIOD) นาน มาก โดยเฉลี่ยประมาณ 5-7 ปี จากการศึกษาของ FINE PE พบว่าระยะฟักตัวอาจ นานกว่านั้น กล่าวคือ 2-5 ปี ในโรคเรื้อนชนิด TUBERCULOID และ 8-12 ปี ใน ชนิด LEPROMATOUS เมื่อผู้ป่ว ป่ ยเริ่มแสดงอาการของโรคเรื้อน เชื้อ M. LEPRAE ยังคงแบ่งตัวต่อไป อย่างช้าๆ จนกว่าจะได้รับการรักษา ดังนั้นผู้ป่ว ป่ ยโรคเรื้อนที่ไม่ได้รับการรักษาจะ ค่อยๆ พิการมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาจจะใช้เวลาเป็นปี จึงกล่าวได้ว่าโรคเรื้อนเป็นโรค ติดต่อเรื้อรัง แต่ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้อง โรคจะหายขาดได้ 7. กลไกการเกิดโรค ในผู้ป่ว ป่ ยที่ได้รับเชื้อ M. LEPRAE มีประมาณร้อยละ 3 เท่านั้นที่จะเกิดอาการของ โรคเรื้อน ประชากรส่วนใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ M. LEPRAE ปกติและสามารถ ทำ ลายเชื้อได้สำ เร็จจึงไม่ป่ว ป่ ยเป็นโรคเรื้อน ในทางกลับกันเมื่อผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่อ เชื้อ M. LEPRAE ผิดปกติได้รับเชื้อจะไม่สามารถทำ ลายเชื้อได้ เชื้อ M. LEPRAE ที่เข้าสู่ร่างกายจะแบ่งตัวในร่างกายของผู้รับเชื้อ เมื่อเชื้อแบ่งตัวมากเพียงพอจะ ทำ ให้เกิดอาการทางผิวหนัง และ/หรือ อาการทางเส้นประสาทส่วนปลายกล่าวได้ ว่าผู้ป่ว ป่ ยเกิดอาการของโรคเรื้อนขึ้นแล้ว อนึ่ง ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติต่อเชื้อ M. LEPRAE เหล่านี้ จะผิดปกติเฉพาะการต่อ ต้านเชื้อ M. LEPRAE เท่านั้น คุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อโรคอื่น ๆ ยังคงปกติ • การจำ แนกชนิดของโรคเรื้อน ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติในผู้ป่ว ป่ ยโรคเรื้อนที่แตกต่างกันจะส่งผลให้ผู้ป่ว ป่ ยโรคเรื้อน แสดงอาการแตกต่างกัน ดังนี้ มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ M. LEPRAEปานกลาง: ภูมิคุ้มกันไม่มากเท่ากับคนปกติที่รับ เชื้อแล้วแต่ไม่เกิดอาการโรคเรื้อน ภูมิคุ้มกันในผู้ป่ว ป่ ยเหล่านี้แม้จะไม่สามารถ หยุดการแบ่งตัวของเชื้อ M. LEPRAE ได้ แต่ยังสามารถสกัดกั้นมิให้เชื้อ M. LEPRAE แบ่งตัวมากเกินไปจนกระทั่งกระจายทั่วร่างกาย ดังนั้นผู้ป่ว ป่ ยเหล่านี้จึงมี อาการและอาการแสดง แต่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น ซึ่งได้แก่ ผู้ ป่ว ป่ ยกลุ่ม TUBERCULOID LEPROSY (TT) และ BORDERLINE TUBERCULOID LEPROSY (BT) ซึ่งจัดเป็นผู้ป่ว ป่ ยประเภทเชื้อน้อ น้ ย (PAUCIBACILLARY LEPROSY: PB) มีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ M. LEPRAEน้อ น้ ยมากหรือไม่มีเลย: เชื้อ M. LEPRAE สามารถ แบ่งตัวได้อย่างอิสระในร่างกายจึงพบเชื้อ M. LEPRAE มากมายในผิวหนังและ เส้นประสาทส่วนปลาย และแม้กระทั่งในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น ตับ ม้าม ต่อม น้ำ เหลือง และม่านตา เรียกโรคเรื้อนชนิดนี้ว่า LEPROMATOUS LEPROSY (LL) ซึ่งจัดเป็นผู้ป่ว ป่ ยประเภทเชื้อมาก (MULTIBACILLARY LEPROSY : MB) ในผู้ป่ว ป่ ยชนิดนี้การตรวจ SLIT SKIN SMEAR (SSS) จะพบเชื้อ M. LEPRAE มากมายในผิวหนัง


โรคเรื้อนที่หายเอง (SELF-HEALING LEPROSY) ผู้ป่ว ป่ ย TUBERCULOID LEPROSY บางคนแม้ว่าจะมีภูมิคุ้มกันต่ำ กว่าปกติ แต่บางครั้งยังสามารถทำ ลาย เชื้อ M. LEPRAE ได้สำ เร็จ อาการของโรคเรื้อนจึงหายเองได้โดยไม่ได้รับการ รักษา อย่างไรก็ตามไม่มีใครทราบว่าผู้ป่ว ป่ ยรายใดจะหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา หากปล่อยให้โรคหายเองก็อาจเกิดความพิการถาวรขึ้นก่อนเสียแล้ว ดังนั้นผู้ป่ว ป่ ย โรคเรื้อนทุกรายจึงควรได้รับการรักษาที่เหมาะสม • คำ จำ กัดความการขึ้นทะเบียนผู้ป่ว ป่ ยโรคเรื้อน ผู้ป่ว ป่ ยโรคเรื้อนรายใหม่ หมายถึง ผู้ป่ว ป่ ยโรคเรื้อนรายใหม่ที่ไม่เคยได้รับการขึ้น ทะเบียนรักษาด้วยยารักษาโรคเรื้อน (MULTI DRUG THERAPY: MDT) มาก่อน และ ได้รับการรักษาตามมาตรฐานการรักษาโรคเรื้อน ผู้ป่ว ป่ ย RELAPSE หมายถึง ผู้ป่ว ป่ ยโรคเรื้อนที่เคยได้รับยารักษาโรคเรื้อนครบถ้วน ตามเกณฑ์ และหยุดการรักษาไปแล้ว ในเวลาต่อมามีอาการแสดงของโรคเรื้อน ระยะกำ เริบขึ้นใหม่ อาจเกิดในระยะเฝ้า ฝ้ ระวังหรือภายหลังจำ หน่ายจากการควบคุม โรคแล้ว การวินิจฉัยจะต้องพิสูจน์ยื น์ ยื นยันโดยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (SLIT SKIN SMEAR : SSS) โดยมีผล BI POSITIVE ผู้ป่ว ป่ ย RE-INSTATE หมายถึง ผู้ป่ว ป่ ยโรคเรื้อนที่ไม่ได้รับยารักษาครบถ้วนตาม เกณฑ์ หรือหยุดการรักษาไประหว่างกินยาจนพ้นระยะของการรักษา และมีอาการ แสดงเป็นรอยโรคกำ เริบทางผิวหนัง • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เชื้อโรคเรื้อน (MYCOBACTERIUM LEPRAE) เป็นแบคทีเรียมีลักษณะเป็นแท่ง (ROD SHAPE) ตรงหรือโค้งเล็กน้อ น้ ยขนาด 0.3X3-8 ไมครอน เมื่อย้อมสีทน กรดจะติดสีแดง เชื้อโรคเรื้อนที่ตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จ น์ ะมีลักษณะต่างๆ คือ - SOLID FORM ลักษณะเป็นแท่งปลายใน ติดสีสม่ำ เสมอ - FRAGMENTED FORM ติดสีไม่สม่ำ เสมอหรือแตกเป็นท่อนสั้นๆ - GRANULAR FORM เป็นชิ้นเล็กๆ หรือป่น ป่ เป็นผง การตรวจเชื้อโรคเรื้อนทางห้องปฏิบัติการที่ใช้ในงานควบคุมโรคเรื้อน มีดังนี้ 1. การตรวจทางจุลชีววิทยาโดยวิธีกรีดผิวหนัง (SLIT SKIN SMEAR : SSS) ทำ ในผู้ป่ว ป่ ยที่สงสัยว่าเป็นโรคเรื้อนทุกรายเพื่อแบ่งกลุ่มการรักษาตลอดจนผู้ป่ว ป่ ย ที่อยู่ในทะเบียนรักษาเพื่อติดตามผลการรักษา 2. การตรวจทางพยาธิวิทยา การตัดชิ้นเนื้อจากรอยโรค (SKIN BIOPSY) และส่งให้พยาธิแพทย์เป็นผู้ วินิจฉัย ในทางปฏิบัติไม่จำ เป็นต้องทำ ทุกราย จะตรวจในกรณีที่อาการทางคลินิก ไม่ชัดเจนเพื่อวินิจฉัยแยกโรคผิวหนังอื่นๆ และเพื่อยืนยันการวินิจฉัยการกลับ เป็นซ้ำ (RELAPSE) การตรวจหาเชื้อโรคเรื้อน 1. การเลือกตำ แหน่งเพื่อทำ การตรวจเชื้อโรคเรื้อน เลือกตำ แหน่งที่จะมีโอกาส พบเชื้อได้มากที่สุด โดยเลือกรอยโรคระยะกำ เริบที่สุด ได้แก่ บริเวณขอบรอย โรคที่นูนแดง และที่ติ่งหู ตำ แหน่งและจำ นวนที่จะตรวจมีข้อแนะนำ ดังนี้ 1.1 ผู้ป่ว ป่ ยที่มีรอยโรคจำ นวน 1 รอยโรค ตรวจ 4 ตำ แหน่ง คือที่ติ่งหู 2 ข้าง และ ขอบรอยโรคข้างซ้ายและข้างขวา


1.2 ผู้ป่ว ป่ ยที่มีรอยโรคมากกว่า 1 รอยโรค ตรวจ 4 ตำ แหน่ง คือที่ติ่งหู 2 ข้าง และ รอยโรคที่มีลักษณะกำ เริบมากที่สุดอีก 2 ตำ แหน่ง การตรวจเชื้อโรคเรื้อนจะต้องยึดถือหลักเกณฑ์ UNIVERSAL PRECAUTION อย่างเคร่งครัดเสมอ ร่วมกับให้ผู้ป่ว ป่ ยนั่งในท่าสบาย และ ตรวจในที่มีแสงสว่าง เพียงพอที่จะได้เห็นรอยโรคชัดเจน 2. ระยะเวลาและความถี่ในการตรวจ ผู้ป่ว ป่ ยที่พบใหม่ทุกราย ต้องได้รับการตรวจ เชื้อก่อนเริ่มให้การรักษา และตรวจซ้ำ ดังนี้ 2.1 ผู้ป่ว ป่ ยประเภทเชื้อน้อ น้ ย ตรวจซ้ำ อีก 1 ครั้งก่อนหยุดการรักษา 2.2 ผู้ป่ว ป่ ยประเภทเชื้อมาก ตรวจปีละ 1 ครั้งในระหว่างการรักษา และเมื่อรักษา ครบตามหลักเกณฑ์ 2 ปี 2.3 กรณีสงสัยว่าอาการกลับกำ เริบหรือกลับเป็นซ้ำ ให้ตรวจเชื้อเพื่อช่วยยืนยัน การวินิจฉัยด้วยทุกครั้ง 3. การย้อมสี (STAINING) ย้อมด้วยสีทนกรดตามวิธี ZIEHL-NEELSEN STAINING 4. การอ่านผลและการรายงาน อ่านผลการตรวจเป็นปริมาณเชื้อที่พบในแต่ละ ตำ แหน่งที่ตรวจตาม RIDLEY’S LOGARITHMIC SCALE ตั้งแต่ 0 ถึง 6+ เรียก ว่า BACTERIOLOGICAL INDEX (BI) ส่วนการรายงานผลจะเป็นค่าเฉลี่ยของ ผลการตรวจ BI ทุกตำ แหน่งรวมกัน เรียกว่าค่า BI เฉลี่ย (AVERAGE BACTERIOLOGICAL INDEX) •การวินิจฉัย และ การรักษาโรคเรื้อน โรคเรื้อนเป็นโรคที่ทำ ให้เกิดอาการทางคลินิกได้หลากหลาย รอยโรคที่ผิวหนัง อาจเป็นเพียงวงด่างขนาดเล็กซึ่งหายได้เอง จนถึงตุ่มและผื่นกระจายทั่วร่างกาย อาการและอาการแสดงของโรคเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของภูมิคุ้มกันชนิดพึ่ง เซลล์ (CELL-MEDIATED IMMUNITY) ที่จำ เพาะต่อเชื้อโรคเรื้อน เมื่อเชื้อโรค เรื้อนเข้าสู่ร่างกาย ถ้าภูมิคุ้มกันต่อโรคเรื้อนของผู้ได้รับเชื้อปกติจะสามารถ ทำ ลายเชื้อได้และไม่เกิดอาการโรคเรื้อน แต่ถ้าภูมิคุ้มกันต่อโรคเรื้อนผิดปกติ เชื้อจะเจริญเติบโตและแบ่งตัวทำ ให้เกิดอาการต่างๆ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ เหมาะสมจะพัฒนาจนกระทั่งเกิดความพิการตามมา ประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับ เชื้อจะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคเรื้อนปกติ มีเพียงส่วนน้อ น้ ยเท่านั้นคือประมาณ ร้อยละ 3 ของผู้ที่ได้รับเชื้อทั้งหมดที่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคเรื้อนผิดปกติ และ จะมีอาการแสดงและการดำ เนินของโรคของโรคเรื้อน สรุปเป็นแผนภูมิได้ดังนี้ 97% ของผู้ได้รับเชื้อ 3% ของผู้ได้รับเชื้อ


การวินิจฉัยโรคเรื้อนอาศัยอาการแสดงทางคลินิกร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติ การ กล่าวคือ การตรวจลักษณะรอยโรค ร่วมกับ การทดสอบอาการชา ซึ่งจะพบได้ ในกรณีที่เป็นโรคเรื้อนประเภทเชื้อน้อ น้ ย หรือ การตรวจพบเชื้อจากผื่น หรือ ตุ่ม ซึ่งจะพบได้ในกรณีที่เป็นโรคเรื้อนประเภทเชื้อมาก อาการแสดงสำ คัญ (CARDINAL SIGNS) ที่ใช้วินิจฉัยโรคเรื้อน คือ 1. ตรวจพบรอยโรคผิวหนังที่มีลักษณะเฉพาะของโรคเรื้อน 2. ตรวจพบอาการชาข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ 2.1 ชาที่รอยโรคผิวหนัง 2.2 ชาที่ผิวหนังบริเวณที่รับความรู้สึกจากเส้นประสาทส่วนปลายที่ถูกทำ ลาย โดยเชื้อโรคเรื้อน 3. ตรวจพบเส้นประสาทโต 4. ตรวจพบเชื้อรูปแท่งติดสีทนกรด (ACID FAST BACILLI) จากการกรีด ผิวหนัง (SLIT SKIN SMEAR) • การรักษาโรคเรื้อน ระยะเวลาการรักษา กำ หนดให้ใช้ระยะเวลาที่แน่นอนในการรักษา (FIXED DURATION OF TREATMENT) คือเมื่อผู้ป่ว ป่ ยได้รับการรักษาครบถ้วนตามระยะ เวลาที่กำ หนด ให้หยุดยาและจำ หน่ายจากทะเบียนการรักษาทุกรายโดยไม่ต้องรอ จนอาการทางคลินิกไม่กำ เริบ และ/หรือตรวจไม่พบเชื้อ สูตรยารักษาโรคเรื้อน (MULTIDRUG THERAPY: MDT) 1. ผู้ป่ว ป่ ยประเภทเชื้อน้อ น้ ย (PAUCIBACILLARY LEPROSY : PB) ระยะเวลา 6 เดือน ยากินเดือนละครั้ง : RIFAMPICIN (RFP) 600 มก. ยากินทุกวัน : DAPSONE (DDS) 100 มก./วัน 2. ผู้ป่ว ป่ ยประเภทเชื้อมาก (MULTIBACILLARY LEPROSY : MB) ระยะเวลา 24 เดือน หรือ 2 ปี ยากินเดือนละครั้ง : RIFAMPICIN (RFP) 600 มก. และ CLOFAZIMINE (CLO) 300 มก. ยากินทุกวัน : DAPSONE (DDS) 100 มก./วัน และ CLOFAZIMINE 50 มก./วัน หรือ 100 มก./วันเว้นวัน เอกสารอ้างอิง 1. สถาบันราชประชาสมาสัย. คู่มือการวินิจฉัยและรักษาโรคเรื้อน [INTERNET]. 1–13 P. AVAILABLE FROM: HTTP://RAJPRACHA.DDC.MOPH.GO.TH/SITE/DOCUMENTS/BOOK/ ORAGEBOOKNEW.PDF 2. สถาบันราชประชาสมาสัย. แนวทางเวชปฏิบัติการดูแลรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ ป่ว ป่ ยโรคเรื้อนที่เกิดสภาวะแทรกซ้อน [INTERNET]. 2014. 36 P. AVAILABLE FROM: HTTP://RAJPRACHA.DDC.MOPH.GO.TH/SITE/DOCUMENTS/BOOK/ PINKBOOK.PDF


พ.ญ.ชญานิจ นิ มหาสิง สิ ห์ นายแพทย์ปย์ ฏิบัฏิติ บั กติาร


อำ เภอ จังหวัด/ กทม. เขต สถาบันราชประชา สมาสัย ผู้ป่ว ป่ ย สงสัยทุก ราย ผู้ป่ว ป่ ย ยืนยันทุก ราย ผู้ป่ว ป่ ย ยืนยันทุก ราย เมื่อพื้นที่ขอความ ช่วยเหลือจากทีมส่วน กลางให้ร่วมลงพื้นที่ สอบสวนโรคเรื้อน 1. เกณฑ์การสอบสวนโรค ทีมปฏิบัติการสอบสวนโรคเรื้อนมีบทบาทสำ คัญในการรวบรวม ข้อมูล สอบสวนหาสาเหตุและความเชื่อมโยงของโรค และ ประสาน งานเพื่อสนับสนุน นุ การตรวจวินิจฉัยและการรักษา รวมไปถึงการ ประเมินความเสี่ยงของการระบาด และ การให้ข้อเสนอแนะเพื่อ ควบคุมโรคที่เหมาะสม ดังนั้น การสอบสวนโรคเรื้อนจำ เป็นต้องได้ รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนขึ้นกับลักษณะความรุนแรงและ ความเสี่ยงของการแพร่กระจายของโรคเรื้อนในแต่ละพื้นที่ โดย การออกปฏิบัติการสอบสวนโรคควรพิจารณาตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ตารางที่ 3.1 เกณฑ์การสอบสวนโรคจำ แนกตามระดับของทีม ปฏิบัติการสอบสวนควบคุมโรค ระยะเวลาในการออกสอบสวนโรค ควรสอบสวนโรคเรื้อนภายใน ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน หลังจากได้รับแจ้งว่าพบผู้ป่ว ป่ ยโรคเรื้อน ยืนยันรายใหม่ 2. หน่วยงานที่รับผิดชอบและบทบาทหน้า น้ ที่ การดำ เนินงานสอบสวนโรคจำ เป็นต้องได้รับความร่วมมือ และ การ สนับสนุน นุ จากหลายภาคส่วน ดังนี้ 2.1 สถาบันราชประชาสมาสัย • จัดทีมสอบสวนโรคร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ กรณีพื้นที่ขอการ สนับสนุน นุ หรือ เกิดการระบาดในวงกว้างหลายเขต


• ให้คำ ปรึกษาด้านการตรวจวินิจฉัยโรคเรื้อนผ่านระบบ telemedicine และ รับส่งต่อผู้ป่ว ป่ ยเพื่อการวินิจฉัยรักษา ณ สถาบันราชประชาสมาสัย • สนับสนุน นุ ทางวิชาการแก่หน่วยงานและเครือข่าย จัดอบรมเรื่อง การตรวจ วินิจฉัย รักษา ฟื้นฟู และ สอบสวนโรคเรื้อนให้กับ บุคลากรที่เกี่ยวข้อง • จัดทำ แนวทางการสอบสวนโรค และ ระบบการรายงานโรคเรื้อน • กำ กับติดตามผลการสอบสวนโรคในภาพรวมของประเทศ และ จัดทำ แผนพื้นที่เฝ้า ฝ้ ระวังโรคเรื้อนเพื่อการควบคุมโรคที่เข้มข้น กรณีจังหวัดที่พบการระบาดของโรคเรื้อน • รายงานข้อมูลเฝ้า ฝ้ ระวังทางระบาดวิทยาให้กับผู้บริหารระดับสูง ของกรมควบคุมโรคและหน่วยงานทีเกี่ยวข้อง 1.1สำ นักงานป้อ ป้ งกันควบคุมโรค (สคร.) ที่ 1-12 / สถาบันป้อ ป้ งกัน ควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) •จัดทีมสอบสวนโรคร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ •ประสานส่งต่อผู้ป่ว ป่ ยไปโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการตรวจ วินิจฉัยและรักษา(กรณีโรงพยาบาลจังหวัดไม่สามารถตรวจวินิจฉัย ได้) •สนับสนุน นุ ทางวิชาการแก่หน่วยงาน และ เครือข่าย •กำ กับติดตามผลการสอบสวนโรคในภาพรวมของเขต •กำ กับติดตามการตรวจคัดกรองประจำ ปีของผู้สัมผัสโรคร่วมบ้าน ในเขตจนครบ 10 ปี •ประสานและส่งต่อข้อมูลระหว่างจังหวัด และ สถาบันราชประชา สมาสัย •รายงานข้อมูลเฝ้า ฝ้ ระวังทางระบาดวิทยาให้กับผู้บริหารระดับเขต 1.2สำ นักงานสาธารณสุขจังหวัด •จัดทีมสอบสวนโรคระดับจังหวัด ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ •ประสานส่งต่อผู้ป่ว ป่ ยไปโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการตรวจ วินิจฉัยและรักษา


•กำ กับติดตามผลการสอบสวนโรคในภาพรวมของจังหวัด •กำ กับติดตามการตรวจคัดกรองประจำ ปีของผู้สัมผัสโรคร่วมบ้านใน จังหวัดจนครบ 10 ปี •ประสานและส่งต่อข้อมูลระหว่างอำ เภอ โรงพยาบาลที่ตรวจวินิจฉัย รักษา และ สคร. •รายงานข้อมูลเฝ้า ฝ้ ระวังทางระบาดวิทยาให้กับผู้บริหารระดับจังหวัด 1.3สำ นักงานสาธารสุขอำ เภอ •จัดทีมสอบสวนโรคระดับอำ เภอร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ •ประสานหน่วยงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมดำ เนินการแก้ไข ปัญหาโดยเฉพาะกรณีที่ปัญหาส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอำ เภอ •เสริมสร้างความรู้ในการเฝ้า ฝ้ ระวังโรคเรื้อนในระดับอำ เภอ กรณีเป็น อำ เภอที่พบการระบาดของโรคเรื้อน หรือพบผู้ป่ว ป่ ยอย่างต่อเนื่องตาม ข้อบ่งชี้ทางระบาดวิทยา •กำ กับติดตามการตรวจคัดกรองประจำ ปีของผู้สัมผัสโรคร่วมบ้านใน อำ เภอจนครบ 10 ปี •รายงานข้อมูลเฝ้า ฝ้ ระวังทางระบาดวิทยาให้กับผู้บริหารระดับอำ เภอ 1.1โรงพยาบาล •จัดทีมสอบสวนโรคของโรงพยาบาลร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ •ส่งต่อ และ รับส่งต่อกรณีผู้ป่ว ป่ ยสงสัย ต้องการตรวจวินิจฉัยเพื่อ ยืนยันโรคเรื้อน •คลินิกโรคเรื้อน/ คลินิกโรคผิวหนังติดตามการกินยาต่อเนื่องของผู้ ป่ว ป่ ยจนครบการรักษา •เฝ้า ฝ้ ระวังโรคเรื้อนในผู้ป่ว ป่ ยที่มาโรงพยาบาลตามแนวทางคัดกรอง โรคเรื้อน •เวชกรรมสังคมแจ้งหน่วยปฏิบัติการสอบสวนควบคุมโรคระดับ อำ เภอ และ ระดับจังหวัดให้ดำ เนินการสอบสวนโรคเมื่อมีการวินิจฉัย ผู้ป่ว ป่ ยรายใหม่ •รายงานความก้าวหน้า น้ ต่อผู้บริหารโรงพยาบาล


1.1โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำ บล (รพ.สต.) •จัดทีมสอบสวนโรคของรพ.สต.ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ •ลงพื้นที่เพื่อตรวจคัดกรองผู้สัมผัสโรคร่วมบ้านในพื้นที่ปีละ 1 ครั้ง จนครบ 10 ปี •จัดทำ ทะเบียนผู้สัมผัสร่วมบ้าน และ จัดให้มีผู้รับผิดชอบติดตาม จนครบกำ หนด 10 ปี เฝ้า ฝ้ ระวัง และ รายงานสำ นักงานสาธารณสุขอำ เภอกรณีพบผู้ป่ว ป่ ย สงสัยจากการตรวจคัดกรอง


บทที่ 4 การสอบสวนกรณีพบ ผู้ป่วยโรคเรื้อนรายใหม่ หรือ กลับเป็นซ้ำ พ.ญ.ชญานิจ นิ มหาสิง สิ ห์ นายแพทย์ปย์ ฏิบัฏิติ บั กติาร


Click to View FlipBook Version