แผนการจัดการเรียนรู้
รายวิชา วิทยาศาสตร์ชีวภาพ รหัสวิชา ว 31101
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1/2565
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
เรื่อง การรักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์
โดย
นางสาวมณีวรรณ เฮืองฮุง
ตำแหน่ง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา อุดรธานี เขต 20
แผนการจดั การเรยี นรู้
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 เรอ่ื ง การรกั ษาดุลยภาพของรา่ งกายมนษุ ย์
โดย
นางสาวมณีวรรณ เฮืองฮุง
62040111103
สาขาวทิ ยาศาสตร์ทวั่ ไปและชีววิทยา
รหัสวชิ า ED16401
การฝกึ ปฏบิ ัติการสอนในสถานศึกษา 1
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
ก
คำนำ
การจัดทำแผนการจัดการเรยี นรู้นับเปน็ วธิ หี น่ึงท่ีทำให้ครูผูส้ อนได้มีการเตรียมการสอนลว่ งหนา้ ก่อนท่ี
จะทำการสอนจริง โดยมีการเตรียมเนื้อหาเตรียมกิจกรรม เตรียมสื่อการเรียนการสอน รวมทั้งวิธีการ วัดผล
ประเมนิ ผลซง่ึ
การเตรียมการสอนจะช่วยให้ครูผู้สอนมีความพร้อมที่ผู้เรียนบรรลุตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร การ
จัดการเรียนรู้ฉบับนี้ ผู้จัดทำได้ศึกษาค้นคว้าหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรับปรุง พุทธศักราช 2560) เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์หลักสูตร จัดทำกำหนดการสอน โครงสร้าง
รายวิชา และหารูปแบบการทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยเน้นให้ผู้เรียนได้เรียน ผ่านกระบวนการคิดด้วยตนเอง
โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของผู้เรียน โรงเรียนและชุมชนเป็นหลัก แผนการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้ เป็นแผนการ
จัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 2 เรื่อง การรักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์ โดยเน้นขั้นตอนอวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ จัดทำ
ไวเ้ พอ่ื สะดวกตอ่
การจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน สามารถนำไปประยกุ ต์ใช้ได้ทุกปกี ารศึกษา ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่าง
ยิ่งว่า แผนการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้จะช่วยให้การเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ดำเนินไปด้วยดี และทำให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ มีทักษะกระบวนการและ มี
คณุ ลักษณะอนั พึงประสงคต์ รงตามจดุ มุง่ หมายของหลกั สูตรต่อไป
มณีวรรณ เฮืองฮุง
ผ้จู ดั ทำ
ข
สารบญั
คำนำ..............................................................................................................................................................ก
สารบญั ...........................................................................................................................................................ข
หลักสูตรแกนกลางขนั้ พน้ื ฐาน พ.ศ.2551(ฉบับปรบั ปรุง 2560)......................................................................ค
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี.............................................................................................ค
หลกั การและจดุ มุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน 2551......................................................................จ
สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น................................................................................................................................จ
คุณลักษณะอันพึงประสงค์................................................................................................................... ..............ฉ
ทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21....................................................................................................................................ช
สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์..............................................................................................................................ซ
คำอธิบายรายวิชา..........................................................................................................................................ญ
โครงสรา้ งรายวชิ า..........................................................................................................................................ฎ
อัตราสว่ นคะแนน...........................................................................................................................................ฑ
แผนจัดการเรยี นรทู้ ่ี 3.............................................................................................................................................1
แผนจัดการเรยี นรูท้ ่ี 4............................................................................................................................. ................9
แผนจดั การเรยี นรทู้ ี่ 5............................................................................................................................................17
แผนจดั การเรียนรู้ท่ี 6............................................................................................................................. ...............25
ค
หลักสูตรแกนกลางขนั้ พน้ื ฐาน พ.ศ.2551(ฉบับปรบั ปรงุ 2560)
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ตัวชีว้ ดั และสาระการเรียนรแู้ กนกลาง กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) ตาม
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ นี้ได้กำหนดสาระการเรยี นรู้ออกเป็น ๔ สาระ ได้แก่
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพสาระที่ ๓ วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ และสาระ
ท่ี ๔ เทคโนโลยีมีสาระเพมิ่ เติม ๔ สาระ ไดแ้ ก่ สาระชีววิทยาสาระเคมสี าระฟสิ กิ ส์และสาระโลกดาราศาสตร์และ
อวกาศซ่ึงองค์ประกอบของหลกั สูตร ทง้ั ในดา้ นของเน้ือหา การจัดการเรียนการสอน และการวดั และประเมนิ ผล
การเรยี นรนู้ ัน้ มคี วามสำคัญอยา่ งย่งิ ในการวางรากฐานการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ของผูเ้ รยี นในแตล่ ะระดับชนั้ ใหม้ ี
ความตอ่ เน่ืองเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๑ จนถึงชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๖ สำหรับกลุ่มสาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์ได้กำหนดตัวช้ีวดั และสาระการเรียนร้แู กนกลาง ทผ่ี เู้ รยี นจำเป็นต้องเรียนเป็นพน้ื ฐาน เพื่อใหส้ ามารถ
นำความรู้นไี้ ปใชใ้ นการดำรงชีวิตหรอื ศึกษาต่อในวชิ าชพี ทต่ี ้องใช้วทิ ยาศาสตร์ไดโ้ ดยจดั เรียงลำดับความยากง่าย
ของเนื้อหาแตล่ ะสาระในแต่ละระดบั ช้นั ให้มีการเชื่อมโยงความรูก้ ับกระบวนการเรยี นรู้และการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ที่สง่ เสริมใหผ้ ู้เรียนพัฒนาความคดิ ทง้ั ความคดิ เปน็ เหตเุ ป็นผล คิดสร้างสรรค์ คดิ วเิ คราะห์วิจารณ์ มีทักษะท่ี
สำคัญท้ังทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และทกั ษะในศตวรรษท่ี ๒๑ ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ดว้ ย
กระบวนการสืบเสาะหาความรู้สามารถแกป้ ัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจ โดยใชข้ ้อมูลหลากหลายและ
ประจักษ์พยานทีต่ รวจสอบได้
สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย(ี สสวท.) ตระหนกั ถึงความสำคัญของการจัดการเรียนรู้
วิทยาศาสตรท์ มี่ ุง่ หวังให้เกิดผลสมั ฤทธิ์ตอ่ ผู้เรยี นมากที่สุด จึงไดจ้ ัดทำตัวช้ีวัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลุ่ม
สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐)ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช
๒๕๕๑ ขึ้น เพอ่ื ใหส้ ถานศึกษา ครูผ้สู อนตลอดจนหนว่ ยงานตา่ ง ๆ ได้ใชเ้ ป็นแนวทางในการพัฒนาหนังสือเรยี น
คมู่ อื ครูสอ่ื ประกอบการเรยี นการสอน ตลอดจนการวดั และประเมนิ ผล โดยตวั ชีว้ ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลาง
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน
พุทธศักราช ๒๕๕๑ ทจี่ ัดทำข้ึนน้ีไดป้ รบั ปรงุ เพอ่ื ให้มีความสอดคล้องและเช่ือมโยงกนั ภายในสาระการเรยี นรู้
เดยี วกัน และระหวา่ งสาระการเรียนร้ใู นกลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ตลอดจนการเชอ่ื มโยงเน้อื หาความร้ทู าง
วิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ด้วย นอกจากน้ียงั ไดป้ รับปรุงเพอ่ื ให้มีความทนั สมยั ต่อการเปลี่ยนแปลง และความ
เจริญกา้ วหน้าของวิทยาการต่าง ๆ และทดั เทยี มกับนานาชาติกลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตรส์ รุปเป็นแผนภาพ
ได้ดังนี้
ง
จ
หลักการและจุดมุ่งหมายของหลกั สตู รการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน 2551
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ม่งุ พฒั นาผู้เรยี นทุกคนซ่ึงเป็นกำลังของชาติใหเ้ ป็นมนุษย์ที่มคี วาม
สมดลุ ท้ังดา้ นรา่ งกาย ความรู้ คุณธรรม มจี ติ สำนกึ ในความเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ยึดมัน่ ใน การปกครองตาม
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมุข มคี วามรู้และทกั ษะพืน้ ฐาน รวมท้งั เจตคติทจ่ี ำเปน็ ต่อ
การศกึ ษา การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชวี ติ โดยมงุ่ เนน้ ผู้เรยี นเปน็ สำคญั บนพื้นฐาน ความเชื่อวา่ ทกุ คน
สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศกั ยภาพ
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มุง่ ใหผ้ ู้เรยี นเกดิ สมรรถนะสำคัญ ๕ ประการ ดังน้ี
1) ความสามารถในการสอื่ สาร เปน็ ความสามารถในการรับและสง่ สาร มีวฒั นธรรมในการใช้ ภาษา
ถา่ ยทอดความคดิ ความรู้ความเข้าใจ ความร้สู ึก และทัศนะของตนเองเพ่อื แลกเปล่ยี นข้อมูลขา่ วสาร และ
ประสบการณ์อันจะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การพฒั นาตนเองและสงั คม รวมทงั้ การเจรจาต่อรองเพอื่ ขจัดและ ลดปญั หา
ความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรบั หรอื ไม่รับข้อมูลขา่ วสารดว้ ยหลกั เหตุผลและความถกู ต้อง ตลอดจนการเลือกใช้
วิธกี ารสื่อสาร ทม่ี ีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบทีม่ ีต่อตนเองและสังคม
2) ความสามารถในการคดิ เปน็ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคดิ สังเคราะห์ การคิด อยา่ ง
สรา้ งสรรค์ การคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ และการคดิ เปน็ ระบบ เพือ่ นำไปส่กู ารสร้างองค์ความรหู้ รอื สารสนเทศเพอื่
การตดั สนิ ใจเกยี่ วกับตนเองและสงั คมไดอ้ ย่างเหมาะสม
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา เปน็ ความสามารถในการแกป้ ญั หาและอุปสรรคตา่ งๆ ท่ี เผชญิ ได้อย่าง
ถกู ต้องเหมาะสมบนพ้ืนฐานของหลักเหตผุ ล คุณธรรมและขอ้ มูลสารสนเทศ เข้าใความ สมั พนั ธ์ และการ
เปลีย่ นแปลงของเหตกุ ารณ์ตา่ งๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรมู้ าใชใ้ นการป้องกนั และแก้ไขปัญหา
และมกี ารตดั สนิ ใจท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพโดยคำนึงถงึ ผลกระทบท่เี กิดขึน้ ต่อตนเอง สังคมและ ส่งิ แวดล้อม
4) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการตา่ งๆ ไปใช้ใน การดำเนนิ
ชีวติ ประจำวัน การเรยี นร้ดู ้วยตนเอง การเรียนรู้อยา่ งต่อเน่ือง การทำงาน และการอยู่รว่ มกันใน สงั คมดว้ ยการ
สรา้ งเสริมความสมั พนั ธอ์ ันดรี ะหว่างบุคคล การจดั การปญั หาและความขดั แย้งต่างๆ อย่าง เหมาะสม การปรบั ตัว
ใหท้ นั กับการเปล่ียนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลยี่ ง พฤติกรรมไม่พงึ ประสงค์ทีส่ ง่ ผล
กระทบต่อตนเองและผูอ้ ่นื
ฉ
5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เปน็ ความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีดา้ นตา่ งๆ และมี
ทกั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพือ่ การพฒั นาตนเองและสงั คม ในดา้ นการเรียนรู้ การสื่อสาร การ ทำงาน การ
แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกตอ้ ง เหมาะสม และมคี ุณธรรม
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ 8 ประการ ดงั น้ี
1) รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
2) ช่ือสัตยส์ จุ รติ
3) มีวินยั
4) ใฝเ่ รยี นรู้
5) อยูอ่ ย่างพอเพยี ง
6) มงุ่ มัน่ ในการทำงาน
7) รักความเป็นไทย
8) มจี ิตสาธารณะ
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ในการศกึ ษาวทิ ยาศาสตร์ จำเป็นตอ้ งใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพ่ือนำไปสกู่ ารค้นหา ความรู้ จาก
การสำรวจตรวจสอบ หรือจากการทดลอง ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มที ั้งหมด 13 ทักษะ ดงั นี้
1) การสังเกต
2) การวัด
3) การจําแนก
4) การหาความสมั พันธร์ ะหว่างมิตกิ บั มติ ิ และมิติกับเวลา
ช
5) การคา้ นวณ
6) การจดั กระทำและส่อื ความหมายข้อมลู
7) การลงความเหน็ จากข้อมูล
8) การพยากรณ์
9) การตั้งสมมติฐาน
10) การกำหนดนิยามเชงิ ปฏบิ ัติการ
11) การกำหนดและควบคุมตัวแปร
12) การทดลอง
13) การตีความหมายข้อมลู และลงข้อสรปุ
ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21
การเรยี นร้ใู นปัจจบุ นั เป็นการเรียนรใู้ นศตวรรษที่ 21 ที่ตอ้ งก้าวใหท้ ันตอ่ การเปล่ยี นแปลงของโลก ซึ่งต้องอาศัย
ทักษะตา่ งๆ เพ่ือช่วยใหก้ ารเรียนรู้ ดงั น้ี
1) ทักษะการเรยี นรู้และนวตั กรรม
2) ทักษะดา้ นสารสนเทศ ส่ือ และเทคโนโลยี
3) ทักษะชวี ติ และการทางาน
ซ
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระที่ ๑ วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว ๑.๑ เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่งิ ไม่มชี วี ติ กบั สิ่งมีชวี ติ
และความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสงิ่ มีชีวติ กบั สิง่ มีชีวิตตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศการถา่ ยทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่
ในระบบนเิ วศ ความหมายของประชากร ปญั หาและผลกระทบท่ีมีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมแนวทาง
ในการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละการแกไ้ ขปญั หาส่งิ แวดลอ้ มรวมท้ังนำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัตขิ องสงิ่ มชี วี ิต หน่วยพน้ื ฐานของสิ่งมีชวี ิต การลำเลียงสารเข้าและออกจาก
เซลลค์ วามสมั พนั ธข์ องโครงสรา้ งและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตวแ์ ละมนษุ ย์ทท่ี ำงานสมั พันธก์ นั ความสมั พันธ์
ของโครงสร้างและหนา้ ท่ีของอวัยวะตา่ ง ๆ ของพืชท่ีทำงานสมั พนั ธก์ นั รวมทัง้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมสาร
พันธกุ รรม การเปล่ยี นแปลงทางพนั ธุกรรมที่มผี ลตอ่ สิ่งมีชีวติ ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวฒั นาการของ
สิ่งมชี ีวติ รวมท้ังนำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เขา้ ใจสมบตั ิของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหว่างสมบัติของสสารกับ
โครงสร้างและแรงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การเกิด
สารละลาย และการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี
มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงในชวี ิตประจำวนั ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการ
เคลือ่ นทแี่ บบตา่ ง ๆ ของวตั ถุรวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว ๒.๓ เขา้ ใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงานปฏสิ มั พันธ์
ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชวี ิตประจำวัน ธรรมชาติของคล่นื ปรากฏการณ์ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั เสยี ง แสง
และคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า รวมท้ังนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ฌ
สาระท่ี ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลักษณะ กระบวนการเกดิ และวิวัฒนาการของเอกภพกาแลก็ ซดี าว
ฤกษ์และระบบสรุ ิยะ รวมท้งั ปฏิสัมพันธภ์ ายในระบบสุรยิ ะที่ส่งผลตอ่ สิง่ มชี วี ิต และการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยี
อวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสมั พันธข์ องระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลงภายใน
โลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภยั กระบวนการเปลีย่ นแปลงลมฟา้ อากาศและภมู ิอากาศโลก รวมท้งั ผลตอ่ สิ่งมชี วี ิต
และส่ิงแวดล้อม
ญ
รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คำอธบิ ายรายวชิ า ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 4
ภาคเรยี นท่ี 1 รหัสวิชา ว31101 เวลา 40 ช่ัวโมง/ภาค
จำนวน 1.0 หน่วยกิต
ศึกษา วิเคราะห์ นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การลำเลียง
สารผา่ นเขา้ และออกจากเซลล์ การรกั ษาดลุ ยภาพของร่างกายมนุษย์ การรักษาดุลยภาพของน้ำและสารในร่างกาย
การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสของเลือด การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิภายในร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน การ
ดำรงชีวิตของพืช สารอินทรีย์ในพืช ปัจจัยบางประการที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช การตอบสนองของพืชตอ่
สง่ิ เรา้ การถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรม การถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมท่เี ป็นสว่ นขยายของพนั ธศุ าสตร์เมน
เดล ยีนกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม เทคโนโลยที างดีเอ็นเอ วิวัฒนาการ
และความหลากหลายของส่ิงมีชวี ิต ความหลากหลายทางพันธุกรรม การคัดเลอื กโดยธรรมชาติ ระบบนิเวศ ไบโอม
การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงขนาดของประชากร มนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม ปัญหาและผลกระทบที่มีตอ่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดลอ้ ม
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล การสำรวจ
ตรวจสอบ การทดลอง การแกป้ ัญหา
เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตของตนเอง
และดูแลสิ่งมีชวี ิต คดิ วิเคราะห์ ตัดสินใจ เหน็ คุณค่าของวิทยาศาสตร์ มีคณุ ธรรม จริยธรรมและค่านยิ มท่เี หมาะสม
รหัสตวั ช้ีวดั
ว 1.1 ม.4/1 ม.4/2 ม.4/3 ม.4/4
ว 1.2 ม.4/1 ม.4/2 ม.4/3 ม.4/4 ม.4/5 ม.4/6 ม.4/7 ม.4/8 ม.4/9 ม.4/10 ม.4/11 ม.4/12
ว 1.3 ม.4/1 ม.4/2 ม.4/3 ม.4/4 ม.4/5 ม.4/6
ตวั ช้ีวัด 22 ตัวชีว้ ัด
ฎ
รายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ โครงสร้างรายวิชา ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 4
ภาคเรยี นที่ 1 รหัสวิชา ว31101 เวลา 40 ช่ัวโมง/ภาค
จำนวน 1.0 หน่วยกิต
ที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา นำ้
ตัวช้วี ดั (ชั่วโมง) หนัก
1. การลำเลียงสารเข้าและ เซลล์มีการลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ โดยมีการ คะแนน
ออกจากเซลล์ ว 1.2 ควบคุมทั้งชนิดและปริมาณสารที่ผ่านเข้าออก กระบวนการนี้ทำ 4
-การลำเลยี งสารเข้าและ ม.4/1 ให้เซลล์รักษาดุลยภาพไว้ได้และเซลล์สามารถทำงานได้ตามปกติ 20
ออกจากเซลล์ ซึ่งส่งผลให้สิ่งมีชีวิตดำรงชีวิตอยู่ได้เยื่อหุ้มเซลล์ทำหน้าที่เป็นเยอ่ื
เลือกผ่านในการลำเลียงสาร โดยโครงสร้างและสมบัติของเยือ่ หุ้ม
เซลล์มีความสัมพันธ์กับการลำเลียงสารซึ่งมีหลายวิธี เช่น การ
แพร่แบบธรรมดา ออสโมซิส การแพร่แบบฟาซิลิเทต แอก
ทีฟทรานสปอรต์ เอนโดไซโทซสิ และเอกโซไซโทซิส
2. การรักษาดลุ ยภาพของ ว 1.2 มนษุ ย์จะดำรงชวี ิตอยู่ได้อย่างปกติจะต้องรักษาดลุ ยภาพใน 8 30
ร่างกายมนษุ ย์ ม.4/2 ร่างกาย การรักษาดุลยภาพของรา่ งกายได้แก่ การรักษาดลุ ยภาพ
-การรกั ษาดุลยภาพของ ม.4/3 ของนำ้ และสารในเลือดโดยการทำงานของไต การรกั ษาดุลยภาพ
น้ำและสารในร่างกาย ม.4/4 ของกรด-เบสของเลอื ดโดยการทำงานของไตและปอด การรักษา
-การรักษาดลุ ยภาพของ ม.4/5 ดลุ ยภาพของอุณหภมู ิในรา่ งกาย
กรด-เบสของเลอื ด ม.4/6 ร่างกายจะมกี ลไกการต่อต้านหรือทำลายโดยการทำงานของ
-การรกั ษาดลุ ยภาพของ ม.4/7 ระบบภูมิคุ้มกนั ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 แบบคอื กลไกการต่อตา้ นหรือ
อณุ หภูมิภายในรา่ งกาย
-ระบบภมู ิค้มุ กัน ทำลายส่ิงแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ
ท่ี ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน สาระสำคัญ ฏ
ตัวชว้ี ัด
เวลา นำ้
(ชว่ั โมง) หนัก
คะแนน
3. การดำรงชีวิตของพืช ว 1.2 สารอนิ ทรยี ท์ ่ีพชื สรา้ งขึ้นมีทงั้ ท่จี ำเปน็ ต่อการเจรญิ เตบิ โตของพืช 8 10
12 30
-สารอนิ ทรยี ใ์ นพชื ม.4/8 โดยตรงซงึ่ พบได้ในพืชทุกชนิด
-ปัจจัยบางประการทม่ี ผี ล ม.4/9 เช่น คารโ์ บไฮเดรต โปรตนี ลพิ ดิ กรดนิวคลิอกิ กรดแอมโิ น
ตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของ ม.4/10 วิตามิน คลอโรฟิลล์ ฮอร์โมนพืช และสารอินทรยี ท์ ีไ่ ม่จำเป็นตอ่
พชื ม.4/11 การเจริญเติบโตของพืชโดยตรงการเจริญเติบโตของพืชถกู ควบคุม
-การตอบสนองของพชื ต่อ ม.4/12 ดว้ ยปจั จยั ภายนอกและปจั จยั ภายใน ปัจจัยภายนอกที่มีผลตอ่
สิ่งเรา้ การเจรญิ เตบิ โต เชน่ แสง คาร์บอนไดออกไซด์ นำ้ อุณหภูมิ ธาตุ
อาหาร ออกซเิ จน และศตั รูพืช สว่ นปจั จยั ภายใน ได้แก่ ฮอรโ์ มน
พืชการตอบสนองของพืชมคี วามสำคญั ต่อการดำรงชวี ิตของพืช
โดยพชื สามารถตอบสนองต่อสงิ่ เรา้ ในรูปแบบของการเคลอื่ นไหว
ได้
4 พนั ธุกรรมและ ว 1.3 การถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมเกดิ ผ่านยนี ซึง่ เปน็ ชว่ งของ
วิวัฒนาการ ม.4/1 DNA ท่ีอย่บู นโครโมโซม โดยลำดบั
-การถ่ายทอดลกั ษณะทาง ม.4/2 นวิ คลโี อไทดข์ องยนี กำหนดลักษณะโปรตีนท่สี งั เคราะหข์ ้นึ
พนั ธุกรรม ม.4/3 การเปลย่ี นแปลงของลำดบั นวิ คลีโอไทด์จดั เปน็ มิวเทชัน ซึ่งอาจ
-ยนี กับการควบคุม ม.4/4 เกิดในระดบั ยีนหรือในระดับ
ลกั ษณะทางพนั ธุกรรม ม.4/5 โครโมโซม มนุษยน์ ำความรูเ้ ทคโนโลยที างดเี อ็นเอมาประยุกต์ใช้
-การเปลย่ี นแปลงทาง ม.4/6 ในหลายด้าน มนษุ ย์นำความรู้เทคโนโลยีทางดเี อน็ เอมา
พนั ธกุ รรม ประยุกต์ใช้ในหลายด้าน
-เทคโนโลยที าง มวิ เทชันและการสบื พันธุแ์ บบอาศัยเพศทำให้เกิดความ
ดีเอน็ เอ หลากหลายทางพนั ธุกรรมของประชากร
-ววิ ฒั นาการและความ สิ่งมีชวี ติ หนึ่ง ๆ
หลากหลายของสิง่ มชี ีวิต
ท่ี ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐาน สาระสำคัญ ฐ
ตัวชว้ี ดั
เวลา นำ้
(ช่ัวโมง) หนกั
คะแนน
5 ชวี ติ ในส่งิ แวดลอ้ ม ว 1.1 โลกแตล่ ะบรเิ วณมีสภาพทางภมู ศิ าสตรท์ แ่ี ตกต่างกนั แบง่ ออกได้ 8 10
-ระบบนิเวศ ม.4/1 เป็นหลายเขตตามสภาพภูมิอากาศ 40 100
-มนษุ ยก์ บั ม.4/2 ทำให้มีระบบนเิ วศท่หี ลากหลาย และเกิดเปน็ ความหลากหลาย
ทรัพยากรธรรมชาติและ ม.4/3 ของไบโอม
สงิ่ แวดลอ้ ม ม.4/4 ประชากรมนุษย์มกี ารเพม่ิ ขึน้ อย่างรวดเรว็ มกี ารใช้
ทรพั ยากรธรรมชาติโดยปราศจาก
ความระมัดระวังและมกี ารพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซงึ่ อาจสง่ ผล
ใหเ้ กดิ ปญั หาต่อทรัพยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดล้อม
รวม
อัตราสว่ นคะแนน ฑ
แบง่ เป็น = 50 คะแนน
คะแนนระหว่างเรียน = 20 คะแนน
คะแนนสอบกลางภาค = 30 คะแนน
คแนนสอบปลายภาค = 100 คะแนน
รวม
1
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 3
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 ช่ือหนว่ ย การรักษาดุลยภาพของรา่ งกายมนุษย์ จำนวน 8 ชวั่ โมง
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 3 เรอ่ื ง การควบคุมดลุ ยภาพของน้ำและสารในเลอื ด จำนวน 2 ชั่วโมง
รหัส- ชื่อรายวิชา ว31101 วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ ผสู้ อน นางสาวมณีวรรณ เฮืองฮงุ
1. สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ
2. มาตรฐานการเรยี นรู้
ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์
ความสัมพันธข์ องโครงสร้างและหน้าทีข่ องระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสมั พันธ์กัน ความสัมพันธ์ของ
โครงสรา้ งและหน้าท่ขี องอวัยวะต่าง ๆ ของพชื ท่ีทำงานสัมพนั ธ์กัน รวมทัง้ นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
3. ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
ช้ัน ตัวช้ีวดั • การรกั ษาดุลยภาพของน้ำและสารในเลอื ด
ม.4 2. อธิบายการควบคุมดลุ ยภาพของน้ำ เกิดจากการทำงานของไต ซึ่งเปน็ อวัยวะ
ในระบบขบั ถ่ายท่ีมีความสำคัญในการกำจัด
และสารในเลอื ดโดยการทำงานของไต ของเสยี ท่ีมไี นโตรเจนเป็นองค์ประกอบ
รวมทง้ั น้ำและสารท่มี ปี ริมาณเกินความ
ต้องการของรา่ งกาย
2
4. สาระสำคญั
ไตมีหน้าทีป่ รับสมดลุ ของน้ำ และแร่ธาตุในร่างกายคน โดยไตจะทำหน้าท่ีกรองของเสยี และสารแปลกปลอม
ออกจากกระแสเลือด แล้วขับออกทิง้ ในรูปของน้ำปัสสาวะ ในขณะเดยี วกันไตจะควบคุมนำ้ และเกลือแรต่ า่ งๆ ใน
รา่ งกายใหค้ งที่ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ไตยังทำหนา้ ที่ขับของเสยี ทเ่ี กิดจากกระบวนการเมแทบอลซิ ึมของ
สารอาหาร รวมท้งั ขบั สารแปลกปลอมท่รี ับเข้าส่รู า่ งกาย เช่น สารคาเฟอนี สารนโิ คตนิ และแอลกอฮอล์ เป็นตน้
5. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
5.1 ดา้ นความรู้ (K)
1) ระบโุ ครงสรา้ งและอธิบายการทำงานของไตมนษุ ย์
2) อธบิ ายกลไกลการรักษาดุลยภาพของนำ้ และสารในร่างกาย รวมทั้งการกำจัดของเสียท่ีเกิดจาก
กระบวนการเมแทบอลซิ ึมโดยการทำงานของไต
5.2 ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P)
1) นำเสนอกจิ กรรมตอบคำถามที่ 2.1 การรักษาดลุ ยภาพของของเหลวในรา่ งกาย
2) กระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม
5.3 ดา้ นคุณลกั ษณะ (A)
1) มคี วามใฝ่เรียนรู้
2) การรว่ มแสดงความคิดเหน็ และยอมรับฟงั ความคดิ เหน็ ของผ้อู ่นื และทำงานร่วมกบั ผู้อน่ื
อย่างสร้างสรรค์
3) ตรงตอ่ เวลาในการปฏบิ ัติกิจกรรมและการเข้าชั้นเรียน
6. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
1. ความสามารถในการส่อื สาร
- การอธบิ าย การเขยี น การพดู หน้าช้นั เรียน
2. ความสามารถในการคดิ
- การสังเกต การคดิ วิเคราะห์ การเปรียบเทยี บ การจดั ระบบความคิดเปน็ แผนภาพ
การสรา้ งคำอธิบาย การอภิปราย การสอื่ ความหมาย การสืบคน้ โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
3
4. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
7. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
ใฝ่เรียนรู้
แสวงหาความรู้จากแหล่งเรยี นรตู้ ่าง ๆ ทง้ั ภายในและภายนอกโรงเรียนด้วยการเลือกใช้ส่อื อย่างเหมาะสม
บนั ทึกความรู้ วิเคราะห์ สรุปเป็นองค์ความรู้ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
มุง่ มั่นในการทำงาน
มคี วามตง้ั ใจปฏิบัติหน้าทีท่ ี่ได้รบั มอบหมายด้วยความเพียรพยายาม ทุ่มเทกำลงั กาย กำลังใจ ในการปฏบิ ตั ิ
กิจกรรมต่างๆ ให้สำเรจ็ ลุล่วงตามเปา้ หมายทีก่ ำหนดด้วยความรบั ผิดชอบ และมีความภาคภมู ใิ จในผลงาน
8. ภาระงาน/ช้นิ งาน
- การตอบคำถามในใบกระดาษ
- เขยี นสรปุ ในสมุด
9. กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบ 5 E
ขน้ั ที่ 1 ขนั้ การสร้างความสนใจ (Engagement)
1. ครนู ำเสนอภาพพร้อมต้ังประเด็นคำถามดังนี้
- นักเรยี นเคยสังเกตรา่ งกายตัวเองหรือไม่ ในชว่ งฤดหู นาว ร่างกายของเราเปน็ อย่างไรบา้ ง
-และในชว่ งฤดูรอ้ น รา่ งกายของเราเป็นอยา่ งไร
2. ครูเปิดคลิปวิดีโอขา่ วเกีย่ วกับโรคลมแดดหรือฮีทสโตรกเพื่อนำเข้าสู่บทเรยี น
ขนั้ ท่ี 2 ข้นั สํารวจและคน้ หา (Exploration)
1. แบ่งนกั เรียนออกเปน็ 6 กล่มุ กลุ่มละ 5-7 คน
2. ใหน้ ักเรยี นแตล่ ะกลุม่ ทำกจิ กรรมตอบคำถามที่ 2.1 การรักษาดุลยภาพของของเหลวในร่างกาย(ใน
หนังสอื เรียน) สามารถใช้อินเทอรเ์ น็ตในการค้นหาความรู้
4
ขัน้ ท่ี 3 ขนั้ อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
1. ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอกิจกรรมตอบคำถามที่ 2.1 การรักษาดุลยภาพของของเหลวใน
รา่ งกาย
2. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายผลจากกิจกรรมท่ี 2.1
3. ครเู ปิดคลิปวิดโี อการรักษาดุลยภาพของนำ้ และสารในร่างกายแทนการอธิบายและครูเขยี นสรปุ ให้
นกั เรียนเขียนลงในสมดุ
ขัน้ ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
1. ครูนำเสนอรูปภาพพร้อมต้งั ประเดน็ คำถามดงั นี้
-ความเชือ่ ทว่ี า่ นัน้ เปน็ จริงหรือไม่
-และเพราะเหตุใดถงึ เปน็ เช่นนน้ั
2. ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ ดงั น้ี
โดยปกตคิ นเปน็ โรคเบาหวานมักจะปสั สาวะบ่อย เนอื่ งจากร่างกายพยายามที่จะขบั นำ้ ตาลในเลอื ด
ออกไป จึงส่งผลให้เรากระหายนำ้ และปสั สาวะบ่อยขนึ้ และการท่ีมดขนึ้ ปสั สาวะของคนที่เป็นโรคเบาหวาน ก็
เน่อื งมาจากรา่ งกายมีนำ้ ตาลตกคา้ งอยู่ในกระแสเลือดเป็นจำนวนมาก เมอ่ื ร่างกายพยายามขับน้ำตาลออกโดยผ่าน
กระบวนการทำงานของไต จึงมโี อกาสทีจ่ ะมนี ำ้ ตาลเจือปนออกมาด้วย หลกั การงา่ ย ๆ ก็คือ เมื่อเลือดไหลผา่ นไต
ส่วนทีเ่ ป็นน้ำกจ็ ะถูกกรองผา่ นไตทั้งหมด โดยส่วนท่เี ปน็ ของเสียจะถูกไตขบั ออกมาในรปู ของปสั สาวะ ขณะที่
5
สารอาหารที่รา่ งกายยงั สามารถนำไปใช้ได้ ไตกจ็ ะดูดซึมกลับมา ดงั นั้น หากมีน้ำตาลอยใู่ นเลอื ดปริมาณมากก็จะ
กรองผ่านไตสูงมากตามไปด้วย จนเม่ือถงึ จดุ ท่ีเกนิ ขีดความสามารถในการดูดกลบั นำ้ ตาลเหลา่ นน้ั จึงหลดุ ออกมา
กับปสั สาวะ
ขนั้ ท่ี 5 ประเมิน (Evaluation)
- ประเมินจากการทำกจิ กรรม
- ประเมินจากการตอบคำถาม
- ประเมนิ จากนำเสนอกจิ กรรมตอบคำถามที่ 2.1 การรกั ษาดลุ ยภาพของของเหลวในร่างกาย
- ประเมนิ จากการเขียนงานในสมดุ
10. สื่อ/อุปกรณ/์ แหล่งเรยี นรู้
ส่ือการเรยี นรู้
1. หนังสือเรยี นรายวิชาวิทยาศาสตร์ชวี ภาพ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4-6
2. คลิปวดี โี อ
3. พาวเวอร์พ้อย
แหลง่ การเรียนรู้
1. หอ้ งเรยี น
2. หอ้ งสมดุ
3. แหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศ
6
11.การวัดและประเมินผล
จดุ ประสงค์ วิธกี ารประเมนิ เกณฑ์การประเมนิ
ผ่านเกณฑ์การประเมนิ ไม่
1) ระบุโครงสรา้ งและอธิบายการ -ประเมนิ จากการตอบคำถาม นอ้ ยกวา่ ร้อยละ 75
ทำงานของไตมนษุ ย์(K) -ประเมนิ จากงานในสมุด ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ ไม่
น้อยกว่ารอ้ ยละ 75
2)อธบิ ายกลไกลการรกั ษาดลุ ยภาพ
ผา่ นเกณฑ์การประเมินไม่
ของนำ้ และสารในรา่ งกาย รวมทั้ง นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 75
การกำจัดของเสยี ท่เี กดิ จาก
กระบวนการเมแทบอลซิ ึมโดยการ
ทำงานของไต(K)
3) นำเสนอกจิ กรรมตอบคำถามที่ -การนาํ เสนอกจิ กรรมการตอบ
2.1 การรักษาดลุ ยภาพของ คำถามที่ 2.1
ของเหลวในรา่ งกาย(P) - สงั เกตพฤติกรรมโดยใช้แบบ
4) กระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม(P) สังเกตและประเมนิ
5) มีความใฝ่เรียนรู้(A) -สังเกตพฤตกิ รรมระหวา่ งเรยี น
6) การร่วมแสดงความคิดเห็นและ โดยใชแบบสงั เกตและประเมิน
ยอมรับฟังความคิดเหน็ ของผู้อ่ืน พฤติกรรมกรรม
และทำงานรว่ มกับผอู้ นื่ อยา่ ง
สร้างสรรค์
(A)
7) ตรงตอ่ เวลาในการปฏิบตั ิ
กิจกรรมและการเข้าช้ันเรียน(A)
7
8
9
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 4
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 ชื่อหน่วย การรกั ษาดุลยภาพของร่างกายมนษุ ย์ จำนวน 8 ช่วั โมง
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 4 เร่อื ง การควบคุมดลุ ยภาพของนำ้ และสารในเลือด จำนวน 2 ช่ัวโมง
รหสั - ชื่อรายวิชา ว31101 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ ผ้สู อน นางสาวมณีวรรณ เฮืองฮุง
1. สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
2. มาตรฐานการเรยี นรู้
ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าทีข่ องระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของ
โครงสรา้ งและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทำงานสมั พนั ธก์ ัน รวมทงั้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
3. ตัวช้วี ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ชั้น ตวั ชวี้ ดั • การรกั ษาดุลยภาพของกรด-เบสในเลือดเกดิ
ม.4 3. อธบิ ายการควบคุมดุลยภาพของ จากการทำงานของไตทท่ี ำหน้าท่ีขบั หรือดูด
กลบั ไฮโดรเจนไอออน ไฮโดรเจนคารบ์ อเนต
กรด-เบสของเลือดโดยการทำงานของ ไอออนและแอมโมเนยี มไอออน และการ
ไตและปอด ทำงานของปอดที่ทำหน้าที่กำจดั
คาร์บอนไดออกไซด์
4. สาระสำคัญ
ในร่างกายจะมีการรักษาดุลยภาพกรด-เบส (คา่ pH) ในเลือด และในของเหลวต่างๆ ให้อย่ใู นสภาพสมดลุ
ไม่ให้สงู หรือตำ่ จนเกนิ ไป ในสภาวะเปน็ กลางจะมีคา่ pH=7 โดยมสี ารทใ่ี ห้หรือรับ H+ และ OH- ซ่ึงส่งผลตอ่ การ
เปลี่ยนแปลงคา่ กรด-เบสในรา่ งกาย โดยหากในร่างกายมี H+ มากขน้ึ หรอื OH- นอ้ ยลง ของเหลวในร่างกายจะ
10
เพ่มิ ความเป็นกรด ในทางตรงกันขา้ ม หากในรา่ งกายมี H+ น้อยลง หรอื OH- มากขน้ึ ของเหลวในรา่ งกายจะเพ่มิ
ความเปน็ เบส ท้ังน้ี ระบบขบั ถ่าย ระบบหายใจ ระบบบัฟเฟอร์ จะใช้สมองส่วนเมดลั ลาออบลองกาตา (medulla
oblongata) และพอนส์ (pons) ในการทำกจิ กรรมดังกล่าว
5. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
5.1 ด้านความรู้ (K)
1) อธิบายการรักษาดลุ ยภาพของกรด-เบสของเลือด
2) บอกแนวทางการดแู ลรกั ษาโรคไตและโรคทเี่ ก่ยี วกับทางเดนิ ปัสสาวะ
5.2 ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)
1) กระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม
5.3 ดา้ นคุณลกั ษณะ (A)
1) มีความใฝ่เรยี นรู้
2) การรว่ มแสดงความคิดเหน็ และยอมรบั ฟังความคดิ เห็นของผูอ้ ่นื และทำงานร่วมกับผู้อื่น
อยา่ งสรา้ งสรรค์
3) ตรงต่อเวลาในการปฏิบัตกิ จิ กรรมและการเข้าช้ันเรียน
6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรยี น
1. ความสามารถในการสื่อสาร
- การอธบิ าย การเขียน
2. ความสามารถในการคิด
- การสงั เกต การคดิ วิเคราะห์ การเปรียบเทียบ การสรา้ งคำอธิบาย การอภปิ ราย การสืบค้น
โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
-การใชเ้ ทคโนโลยใี นการสบื คน้ หาความรู้
4. ความสามารถในการแก้ปัญหา
11
7. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
ใฝ่เรียนรู้
แสวงหาความรูจ้ ากแหลง่ เรยี นรตู้ า่ ง ๆ ท้ังภายในและภายนอกโรงเรียนด้วยการเลือกใช้สือ่ อย่างเหมาะสม
บันทึกความรู้ วิเคราะห์ สรปุ เปน็ องค์ความรู้ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวนั ได้
มงุ่ มน่ั ในการทำงาน
มคี วามต้งั ใจปฏบิ ัตหิ นา้ ที่ที่ได้รบั มอบหมายดว้ ยความเพียรพยายาม ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ ในการปฏิบตั ิ
กิจกรรมตา่ งๆ ใหส้ ำเร็จลลุ ่วงตามเปา้ หมายทีก่ ำหนดดว้ ยความรับผิดชอบ และมีความภาคภูมใิ จในผลงาน
8. ภาระงาน/ชน้ิ งาน
- เขยี นสรปุ ในสมดุ
- แบบทดสอบจากแอพ Flippity
9. กิจกรรมการเรยี นรู้แบบ 5 E
ข้นั ท่ี 1 ข้ันการสรา้ งความสนใจ (Engagement)
2. ครูนำเสนอภาพพร้อมต้งั ประเด็นคำถามดังนี้
- นักเรียนรจู้ ักภาวะเลือดเปน็ กรดหรือไม่
- นกั เรยี นคิดรา่ งกายมนษุ ย์มีการปรับสมดุลยภาพกรด-เบสหรือไม่
- ถา้ หากร่างรายไม่มีการปรับสมดุลยภาพกรด-เบส จะเกดิ อะไรขน้ึ
ขั้นท่ี 2 ข้นั สาํ รวจและค้นหา (Exploration)
3. แบ่งนกั เรยี นออกเปน็ กลุ่มละ 5-7 คน
4. ใหน้ กั เรียนแตล่ ะกล่มุ ศึกษาความรเู้ ร่ือง การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสของเลอื ด จากหนังสือหรอื
สืบคน้ หาความร้จู ากอนิ เทอรเ์ นต็
5. ครใู ห้นกั เรยี นแต่ละกลุ่มทำแผนภาพการควบคุมดลุ ยภาพของกรด-เบสของเลือดโดยการทำงานของ
ไต พร้อมกบั เตรียมนำเสนอหน้าช้ันเรียน
12
ข้นั ที่ 3 ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
1.ครูให้นกั เรียนนำเสนอแผนภาพ
2.ครถู ามคำถามเพือ่ ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรียน คำถามมดี งั นี้
-ถ้าเลือดมีภาวะเป็นเบส ท่อหน่วยไตจะมีการหลั่งและดูดกลับสารต่างๆอย่างไร เพื่อรักษาดุลย
ภาพของกรด-เบสของเลอื ด
(แนวการตอบ เซลล์ที่ท่อหน่วยไตจะลดหลั่งไฮโดรเจนไออนเพื่อให้มีปริมาณไฮโดรเจนไอออนในเลือด
เพิ่มขึ้น และหลั่งไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออนเข้าสู่ของเหลวในท่อหนว่ ยไตเพ่ือขบั ออกนอกร่างกายพร้อม
กบั ปัสสาวะทำให้ความเป็นกรด-เบสของเลือดกลับเขา้ สู่ภาวะสมดุล)
-ถ้าไตไม่สามารถทำงานไดจ้ ะมีผลอย่างไรต่อรา่ งกาย
(แนวการตอบ ของเสียต่างๆ โดยเฉพาะสารที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ น้ำ และสารอื่นๆ ที่มากเกิน
ความต้องการของร่างกาย รวมทั้งไอออนต่างๆ เช่น แอมโมเนียไอออน ไฮโดรเจนไอออน จะสะสมอยู่ใน
เลอื ดจนเปน็ อนั ตรายต่อเซลลท์ ำใหส้ ขุ ภาพร่างกายอ่อนแอและอาจทำให้เสียชีวติ ได้)
3. ครูเปิดคลปิ วิดีโอการรักษาดุลยภาพของกรด-เบสของเลอื ด แทนการอธิบายและครเู ขียนสรปุ ให้
นกั เรียนเขียนสรปุ ลงในสมุด
ขัน้ ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
2. ครยู กประเดน็ เรอ่ื งโรคไตและโรคท่ีเก่ียวกบั ทางเดนิ ปัสสาวะพร้อมต้งั ประเด็นคำถามดังนี้
-นักเรยี นรจู้ ักโรคไตและโรคเกีย่ วกับทางเดนิ ปัสสาวะหรือไม่
-สาเหตกุ ารเกิดโรคทงั้ สองเกิดจากสาเหตอุ ะไร
-นกั เรียนมวี ธิ กี ารรกั ษาและป้องกนั อยา่ งไร
2. ครูเปดิ คลิปวดิ ีโอโรคไตและโรคท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ทางเดนิ ปัสสาวะแทนการอธิบาย
13
ขัน้ ที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
1. ครใู ห้นักเรียนแตล่ ะกลุ่มรว่ มกันตอบคำถามใน Flippity
- ประเมินจากการทำกิจกรรม
- ประเมนิ จากการตอบคำถามในแอพ Flippity
- ประเมินจากการเขียนงานในสมดุ
10. สื่อ/อปุ กรณ์/แหล่งเรียนรู้
สอื่ การเรียนรู้
4. หนงั สือเรยี นรายวชิ าวทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4-6
5. คลิปวีดโี อ
6. พาวเวอร์พ้อย
7. แอพ Flippity
แหล่งการเรียนรู้
1. ห้องเรยี น
2. ห้องสมุด
3. แหลง่ ข้อมูลสารสนเทศ
14
11.การวัดและประเมนิ ผล
จุดประสงค์ วิธกี ารประเมิน เกณฑก์ ารประเมิน
ผ่านเกณฑ์การประเมนิ ไม่
1)อธบิ ายการรกั ษาดุลยภาพของ -ประเมนิ จากการตอบคำถาม น้อยกว่าร้อยละ 75
กรด-เบสของเลอื ด(K) -ประเมนิ จากการตอบคำถามใน ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ ไม่
น้อยกว่ารอ้ ยละ 75
2)บอกแนวทางการดแู ลรักษาโรค แอพ Flippity ผา่ นเกณฑ์การประเมินไม่
น้อยกวา่ รอ้ ยละ 75
ไตและโรคท่เี กี่ยวกับทางเดนิ -ประเมนิ จากงานในสมดุ
ปัสสาวะ(K)
3) กระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม(P) - สังเกตพฤติกรรมโดยใช้แบบ
สังเกตและประเมิน
4) มคี วามใฝ่เรยี นรู้(A) -สงั เกตพฤติกรรมระหวา่ งเรียน
5) การร่วมแสดงความคดิ เห็นและ โดยใชแบบสังเกตและประเมิน
ยอมรบั ฟังความคิดเหน็ ของผู้อ่ืน พฤติกรรมกรรม
และทำงานรว่ มกับผ้อู ่นื อย่าง
สร้างสรรค(์ A)
6) ตรงต่อเวลาในการปฏิบัติ
กจิ กรรมและการเข้าชั้นเรยี น(A)
15
16
17
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 5
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 2 ช่ือหนว่ ย การรักษาดลุ ยภาพของร่างกายมนุษย์ จำนวน 8 ช่ัวโมง
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 5 เรื่อง การควบคุมดลุ ยภาพของอณุ หภูมิภายในร่างกาย จำนวน 2 ช่ัวโมง
รหสั - ชื่อรายวิชา ว31101 วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ ผสู้ อน นางสาวมณวี รรณ เฮอื งฮุง
1. สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ
2. มาตรฐานการเรยี นรู้
ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์
ความสัมพันธข์ องโครงสร้างและหน้าทีข่ องระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสมั พันธก์ ัน ความสัมพันธ์ของ
โครงสรา้ งและหนา้ ท่ีของอวัยวะต่าง ๆ ของพชื ท่ีทำงานสัมพันธก์ นั รวมท้งั นำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
3. ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง
ชัน้ ตวั ชวี้ ัด • การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมภิ ายใน
ม.4 4. อธบิ ายการควบคุมดุลยภาพของ ร่างกายเกิดจากการทำงานของระบบ
หมุนเวียนเลือดท่คี วบคมุ ปริมาณเลือดไปท่ี
อณุ หภูมภิ ายในรา่ งกายโดยระบบ ผิวหนงั การทำงานของต่อมเหง่อื และ
หมนุ เวยี นเลือด ผวิ หนัง และกล้ามเนอ้ื กลา้ มเน้ือโครงรา่ ง ซึ่งส่งผลถึงปริมาณความ
โครงร่าง รอ้ นท่ีถูกเกบ็ หรือระบายออกจากร่างกาย
18
4. สาระสำคัญ
มนษุ ย์ใช้สมองสว่ นไฮโพทาลามสั (hypothalamus) เป็นศนู ย์กลางในการรักษาสมดุลอณุ หภมู ิ เพ่ือควบคุม
อุณหภมู ิในรา่ งกายให้คงท่ีที่ 37 องศาเซลเซยี ส หากอณุ หภูมิร่างกายสงู เกินไป เช่น เม่ืออย่ใู นสภาพอากาศร้อน
หรอื เม่ือเราออกกำลงั กาย ไฮโพทาลามัสจะสง่ สัญญาณไปกระตนุ้ หลอดเลือดฝอยท่ีผวิ หนงั ใหข้ ยายตัว เลือด
ไหลเวยี นท่ีผิวหนงั มากขน้ึ ขับเหงอ่ื เพ่ิมข้นึ และลดอตั ราเมแทบอลซิ มึ ลง เพือ่ ทำให้อุณหภูมใิ นรา่ งกายของเราลดลง
5. จุดประสงค์การเรียนรู้
5.1 ด้านความรู้ (K)
1) อธบิ ายการการควบคุมดุลยภาพของอุณหภมู ภิ ายในรา่ งกาย
2) เปรยี บเทยี บกลไกการรกั ษาดลุ ยภาพของอุณหภูมใิ นร่างกายได้
5.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ (P)
1) กระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม
5.3 ดา้ นคุณลักษณะ (A)
1) มีความใฝ่เรียนรู้
2) การรว่ มแสดงความคิดเหน็ และยอมรับฟังความคดิ เห็นของผู้อน่ื และทำงานร่วมกับผู้อ่ืน
อย่างสรา้ งสรรค์
3) ตรงตอ่ เวลาในการปฏิบัตกิ ิจกรรมและการเข้าช้ันเรยี น
6. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
1. ความสามารถในการส่ือสาร
- การอธิบาย การเขียน
2. ความสามารถในการคดิ
- การสังเกต การคิดวเิ คราะห์ การเปรยี บเทียบ การสรา้ งคำอธิบาย การอภิปราย การสบื ค้น
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
- การใช้เทคโนโลยีในการสืบคน้ หาความรู้
4. ความสามารถในการแก้ปัญหา
19
7. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ใฝเ่ รียนรู้
แสวงหาความรู้จากแหล่งเรยี นรูต้ า่ ง ๆ ทง้ั ภายในและภายนอกโรงเรยี นดว้ ยการเลือกใช้สื่ออย่างเหมาะสม
บันทกึ ความรู้ วิเคราะห์ สรปุ เปน็ องค์ความรู้ สามารถนำไปใชใ้ นชวี ิตประจำวันได้
มุง่ ม่นั ในการทำงาน
มีความตัง้ ใจปฏิบตั หิ น้าทท่ี ่ีได้รับมอบหมายด้วยความเพียรพยายาม ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ ในการปฏิบตั ิ
กจิ กรรมต่างๆ ให้สำเร็จลลุ ว่ งตามเปา้ หมายทีก่ ำหนดดว้ ยความรับผดิ ชอบ และมีความภาคภูมิใจในผลงาน
8. ภาระงาน/ช้นิ งาน
- ใบงานที่ 1.1 และ 1.2 เรอื่ งการรักษาดุลยภาพของอุณหภมู ภิ ายในรา่ งกาย
9. กิจกรรมการเรยี นรู้แบบ 5 E
ขน้ั ที่ 1 ขนั้ การสร้างความสนใจ (Engagement)
3. ครนู ำเสนอภาพพร้อมตั้งประเดน็ คำถามดังนี้
- นกั เรยี นเคยสังเกตรา่ งกายตัวเองม้ัยในชว่ งที่อากาศหนาวและอากาศร้อน ร่างกายนักเรียนเปน็ อย่างไร?
- ทำไมถึงเป็นเชน่ นัน้ เพราะอะไร
ขนั้ ที่ 2 ขั้นสาํ รวจและคน้ หา (Exploration)
6. แบง่ นักเรียนออกเปน็ กล่มุ ละ 5-7 คน
7. ใหน้ กั เรยี นศึกษาความร้เู ร่อื ง การรักษาดุลยภาพของอณุ หภูมิภายในรา่ งกาย จากหนงั สอื หรอื สืบ
คน้ หาความรจู้ ากอนิ เทอรเ์ นต็
8. จากนน้ั ใหน้ ักเรียนทำแบบฝกึ หัดที่ 1.1 และ 1.2 โดยแบบฝึกหดั ที่ 1.1 ให้ทำเป้นกลมุ่ ใส่ในกระดาษ
ทค่ี รเู ตรยี มให้ พรอ้ มกบั เตรยี มนำเสนอหนา้ ช้นั เรียน
20
ขนั้ ที่ 3 ขน้ั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
4. ครใู ห้นักเรยี นนำเสนอแบบฝกึ หัดท่ี 1.1
5. ครูถามคำถามเพอื่ ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น คำถามมดี งั น้ี
- เม่ืออุณหภูมิสงู และต่ำ ร่างกายมกี ารตอบสองเหมือนกนั หรือแตกตา่ ง ?
- สมองส่วนใดท่ีควบคมุ อณุ หภูมใิ นร่างกายใหค้ งท่ี ?
- ในเวลาขณะนี้นกั เรยี นคดิ ว่า รา่ งกายนกั เรยี นมกี ารปรบั ดุลยภาพของอุณหภูมใิ นร่างกายหรือม้ัย
.................อย่างไร ?
3. ครนู ำเสนอพาวเวอร์พ้อย เร่อื ง การรกั ษาดุลยภาพของอณุ หภมู ิภายในรา่ งกายพรอ้ มอธบิ าย
ขน้ั ท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
3. ครนู ำเสนอภาพพร้อมตง้ั ประเดน็ คำถามดังนี้
- ในช่วงทเ่ี ราไมส่ บายหรือเป็นไข้ นกั เรยี นคดิ วา่ ร่างกายเราจะมกี ารปรับอุณหภูมหิ รือไม่ ?
ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ ดังนี้
ประเด็นท่ี 1 -บางครง้ั ร่างกายจะมีอณุ หภูมสิ งู กวา่ ปกติหรือเป็นไข้ เนื่องจากได้รบั เช้อื โรคหรอื สิง่
แปลกปลอม ซ่ึงมผี ลทำให้ไฮโพทาลามสั กำหนดคา่ อณุ หภูมิในรา่ งกายสูงกวา่ ปกติ รา่ งกายจึงร้สู ึกหนาวส่นั เพราะ
อุณหภูมจิ ริงของรา่ งกายในขณะน้ันตำ่ กว่าอุณหภูมทิ ี่กำหนดข้ึนใหม่ การที่อุณหภมู ขิ องร่างกายสงู ขึ้นจะเปน็ การ
ช่วยยับย้ังการเจริญของจุลนิ ทรยี บ์ างชนิดได้
ประเดน็ ที่ 2 -นอกจากรา่ งกายเราจะมีการปรับอุณหภูมใิ หเ้ หมาะสมแลว้ ปฏิกิริยาเคมตี า่ งๆ ภายใน
รา่ งกายซงึ่ เกดิ จากการทำงานของเอนไซม์ การที่เอนไซมจ์ ะทำงานได้ปกตนิ อกจากความเป็นกรด-เบสแล้วปจั จยั ท่ี
สำคัญหนง่ึ คือ อุณหภูมิ
ข้ันที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
1. ครถู ามคำถามเพื่อตรวจสอบความเข้าใจของนักเรยี น คำถามมีดังน้ี
-เหง่ือชว่ ยในการระบายความร้อนได้อย่างไร
-การขบั เหงือ่ ออกมาปรมิ าณมากมผี ลตอ่ รา่ งกายอยา่ งไร
21
-การท่รี า่ งกายหนาวสนั่ ชว่ ยรกั ษาอุณหภมู ิร่างกายได้อย่างไร
-เพราะเหตุใดเม่ือออกกำลังกายอย่างหนัก จะมอี าการหนา้ แดง เหงอ่ื อกมาก และหายใจแรงและ
..............ถข่ี ึน้
-มนษุ ยม์ ีพฤตกิ รรมใดอกี บา้ งเพื่อชว่ ยรกั ษาสมดุลยภาพของอุณภูมิในร่างกาย
-ประเมินจากการตอบคำถามในแบบฝึกหัด 1.1 และ 1.2 เรื่อง การรักษาดุลยภาพของ
............................อุณหภมู ภิ ายในร่างกาย
2. ประเมินจากการทำกจิ กรรม
3. ประเมินจากการตอบคำถามในชน้ั เรียน
10. ส่ือ/อปุ กรณ์/แหล่งเรียนรู้
ส่อื การเรยี นรู้
8. หนงั สือเรยี นรายวชิ าวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4-6
9. พาวเวอรพ์ ้อย เรื่อง การรกั ษาดลุ ยภาพของอุณหภมู ิภายในรา่ งกาย
แหล่งการเรยี นรู้
1. ห้องเรียน
2. หอ้ งสมุด
3. แหล่งข้อมูลสารสนเทศ
22
11.การวัดและประเมนิ ผล
จดุ ประสงค์ วิธีการประเมิน เกณฑก์ ารประเมนิ
1)อธิบายการการควบคุมดุลยภาพ -ประเมนิ จากการตอบคำถามใน ผ่านเกณฑ์การประเมนิ ไม่
ของอณุ หภูมภิ ายในร่างกาย(K) กจิ กรรม น้อยกวา่ รอ้ ยละ 75
2)เปรยี บเทยี บกลไกการรกั ษาดลุ ย -ประเมินจากการตอบคำถามใน
ภาพของอุณหภูมใิ นร่างกายได้(K) แบบฝกึ หัดท่ี 1.1 และ 1.2 เรอ่ื ง
การรกั ษาดลุ ยภาพของอณุ หภูมิ
ภายในรา่ งกาย
3) กระบวนการทำงานเปน็ กลุ่ม(P) - สังเกตจากการนำเสนอ ผ่านเกณฑ์การประเมนิ ไม่
น้อยกว่ารอ้ ยละ 75
แบบฝกึ หดั ท่ี 1.1 หนา้ ชน้ั เรียน
ผา่ นเกณฑ์การประเมินไม่
- สงั เกตพฤติกรรมโดยใชแ้ บบ น้อยกวา่ รอ้ ยละ 75
สังเกตและประเมิน
4) มีความใฝ่เรยี นร(ู้ A) -สงั เกตพฤตกิ รรมระหวา่ งเรียน
5) การรว่ มแสดงความคดิ เห็นและ โดยใชแบบสงั เกตและประเมิน
ยอมรบั ฟังความคดิ เห็นของผู้อืน่ พฤติกรรมกรรม
และทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่าง
สรา้ งสรรค์(A)
6) ตรงต่อเวลาในการปฏบิ ัติ
กจิ กรรมและการเขา้ ชนั้ เรียน(A)
23
24
25
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 6
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 ชื่อหน่วย การรักษาดุลยภาพของรา่ งกายมนุษย์ จำนวน 8 ชั่วโมง
แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 6 เรือ่ ง ระบบภูมคิ มุ้ กัน จำนวน 2 ช่ัวโมง
รหัส- ชื่อรายวิชา ว31101 วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ ผูส้ อน นางสาวมณีวรรณ เฮืองฮงุ
1. สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ
2. มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์
ความสัมพันธข์ องโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ทีท่ ำงานสมั พันธ์กัน ความสัมพันธ์ของ
โครงสรา้ งและหนา้ ที่ของอวยั วะตา่ ง ๆ ของพืชท่ีทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์
3. ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง
ชน้ั ตัวชี้วดั • เมือ่ เชอื้ โรคหรือสิง่ แปลกปลอมอน่ื เขา้ สู่เนอื้ เยอ่ื ใน
ม.4 5. อธิบาย และเขียนแผนผงั เกย่ี วกบั การ ร่างกาย ร่างกายจะมกี ลไกในการตอ่ ตา้ นหรอื
ทำลายสิง่ แปลกปลอมท้งั แบบไม่จำเพาะและ แบบ
ตอบสนองของรา่ งกายแบบไมจ่ ำเพาะ และ จำเพาะ
แบบจำเพาะต่อส่ิงแปลกปลอมของรา่ งกาย
6. สบื ค้นข้อมลู อธิบาย และยกตวั อยา่ งโรค • เซลลเ์ มด็ เลอื ดขาวกลมุ่ ฟาโกไซต์จะมกี ลไกในการ
หรอื อาการทเี่ กดิ จากความผดิ ปกตขิ องระบบ ต่อต้านหรอื ทำลายส่งิ แปลกปลอมแบบไมจ่ ำเพาะ
ภมู ิค้มุ กนั
7. อธิบายภาวะภมู คิ มุ้ กันบกพร่องทม่ี ีสาเหตุ • กลไกในการต่อตา้ นหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม
มาจากการตดิ เชือ้ HIV แบบจำเพาะเปน็ การทำงานของเซลล์เมด็ เลอื ดขาว
ลิมโฟไซต์ชนดิ บีและชนิดทซี ึ่งเซลลเ์ มด็ เลือดขาว
ท้งั สองชนดิ จะมีตวั รับแอนตเิ จน ทำให้เซลล์ ท้ังสอง
สามารถตอบสนองแบบจำเพาะตอ่ แอนตเิ จน นน้ั ๆ
ได้
26
• เซลลบ์ ที ำหนา้ ทีส่ รา้ งแอนตบิ อดซี ง่ึ ชว่ ยในการ จับ
กับส่ิงแปลกปลอมตา่ ง ๆ เพือ่ ทำลายต่อไป โดย
ระบบภมู ิคุม้ กัน เซลลท์ ที ำหนา้ ทหี่ ลากหลาย เชน่
กระตุ้นการทำงานของเซลลบ์ แี ละเซลลท์ ี ชนิดอ่ืน
ทำลายเซลลท์ ต่ี ดิ ไวรสั และเซลล์ ทผี่ ิดปกติอ่ืน ๆ
• บางกรณรี ่างกายอาจเกดิ ความผดิ ปกตขิ องระบบ
ภมู ิคุ้มกัน เช่น ภมู ิคมุ้ กันตอบสนองตอ่ แอนติเจน
บางชนิดอย่างรนุ แรงมากเกนิ ไป หรือร่างกาย มี
ปฏกิ ิรยิ าตอบสนองตอ่ แอนติเจนของตนเอง อาจทำ
ใหร้ ่างกายเกดิ อาการผดิ ปกตไิ ด้
• บคุ คลท่ไี ด้รับเลือดหรอื สารคดั หลงั่ ท่มี ีเช้ือ HIV ซึ่ง
สามารถทำลายเซลลท์ ที ำให้ภมู คิ มุ้ กันบกพรอ่ ง และ
ติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่ายขึน้
4. สาระสำคญั
รา่ งกายมนุษย์มีภมู ิค้มุ กนั ซึง่ เป็นกลไกในการป้องกนั เชือ้ โรคหรอื สง่ิ แปลกปลอมเข้าสรู่ า่ งกาย อวยั วะ
บางสว่ น เชน่ ผวิ หนงั เซลล์เมด็ เลือดขาว และระบบน้ำเหลืองเปน็ ส่วนสำคัญของร่างกายท่ีทำหนา้ ทป่ี ้องกนั และ
ทำลายเช้ือโรคและส่งิ แปลกปลอมทเี่ ขา้ สู่รา่ งกาย นอกจากน้ีระบบภูมคิ ุ้มกนั มีความสำคัญสำคญั ยง่ิ ต่อร่างกาย
มนษุ ย์ การรับประทานอาหารท่ถี ูกสุขลักษณะ การออกกำลังกาย การดูแลสขุ อนามัย ตลอดจนการหลีกเลยี่ งสาร
เสพติดและพฤตกิ รรมทีเ่ สย่ี งทางเพศ และการได้รบั วัคซนี ในการป้องกนั โรคต่างๆ ครบตามกำหนด จะชว่ ย
เสรมิ สรา้ งภมู คิ ุ้มกันและรักษาภมู ิคมุ้ กันของรา่ งกายได้
5. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
5.1 ด้านความรู้ (K)
1) อธิบาย และเขียนแผนผังเก่ยี วกบั การตอบสนองของร่างกายแบบไม่จำเพาะ และแบบจำเพาะต่อส่งิ
แปลกปลอมของร่างกาย
2) อธิบาย และยกตัวอย่างโรคหรอื อาการท่ีเกิดจากความผิดปกตขิ องระบบภูมคิ ้มุ กัน
3) อธิบายภาวะภมู ิคุ้มกนั บกพรอ่ งทมี่ ีสาเหตมุ าจากการติดเชือ้ HIV
5.2 ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P)
27
1) กระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม
5.3 ดา้ นคุณลักษณะ (A)
1) มคี วามใฝ่เรยี นรู้
2) การรว่ มแสดงความคดิ เหน็ และยอมรับฟังความคดิ เหน็ ของผู้อนื่ และทำงานร่วมกบั ผอู้ น่ื
อยา่ งสร้างสรรค์
3) ตรงต่อเวลาในการปฏบิ ัติกจิ กรรมและการเข้าช้ันเรยี น
6. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการสื่อสาร
- การอธบิ าย การเขยี น
2. ความสามารถในการคดิ
- การสงั เกต การคดิ วิเคราะห์ การเปรยี บเทียบ การสร้างคำอธบิ าย การอภปิ ราย การสืบคน้
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
- การใช้เทคโนโลยีในการสบื คน้ หาความรู้
4. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
7. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
ใฝเ่ รียนรู้
แสวงหาความรจู้ ากแหลง่ เรียนรตู้ ่าง ๆ ท้ังภายในและภายนอกโรงเรยี นดว้ ยการเลือกใช้สอ่ื อยา่ งเหมาะสม
บันทึกความรู้ วิเคราะห์ สรุปเปน็ องค์ความรู้ สามารถนำไปใช้ในชวี ติ ประจำวันได้
ม่งุ ม่นั ในการทำงาน
มคี วามตั้งใจปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ที ี่ได้รบั มอบหมายด้วยความเพยี รพยายาม ทุ่มเทกำลงั กาย กำลังใจ ในการปฏิบตั ิ
กจิ กรรมตา่ งๆ ให้สำเร็จลุล่วงตามเปา้ หมายท่ีกำหนดดว้ ยความรับผิดชอบ และมีความภาคภมู ิใจในผลงาน
28
8. ภาระงาน/ช้ินงาน
- แผนผังความคิดเกี่ยวกับการตอบสนองของร่างกายแบบไม่จำเพาะ และแบบจำเพาะต่อส่ิง
แปลกปลอมของรา่ งกาย
9. กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบ 5 E
ข้นั ที่ 1 ขั้นการสร้างความสนใจ (Engagement)
4. ครนู ำเสนอภาพพร้อมต้งั ประเด็นคำถามดงั น้ี
- นกั เรียนรจู้ กั ระบบภูมิคมุ้ กนั ของรา่ งกายหรือไม่
- ระบบภูมิคุม้ กันในรา่ งกายท่ีนกั เรียนรู้จกั มีอะไรบา้ ง
- นักเรียนเคยไอจามหรือไม่
- นกั เรยี นคดิ วา่ สาเหตุทีเ่ ราไอจามเกิดจากอะไร ทำไมถงึ เป็นเช่นนนั้
- นกั เรยี นเคยฉดี วัคซีนหรือม้ัย
- วัคซีนทน่ี ักเรียนฉีดมีประโยชน์และช่วยอะไร
ข้ันที่ 2 ขน้ั สํารวจและคน้ หา (Exploration)
9. แบ่งนกั เรียนออกเปน็ กลุ่มละ 5-7 คน
10. ใหน้ ักเรยี นแตล่ ะกล่มุ จับสลากเพื่อเลอื กหวั ข้อในการทำแผนผัง โดยมีหวั ข้อดงั นี้ 1.การตอบสนอง
ของรา่ งกายแบบไม่จำเพาะ และ 2.แบบจำเพาะต่อส่ิงแปลกปลอมของร่างกาย
11. ให้นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ศกึ ษาความรู้ในเรอื่ งทีจ่ บั สลากได้ จากหนังสือหรอื สืบค้นหาความรู้จาก
อินเทอรเ์ น็ต
12. จากน้นั ใหน้ กั เรยี นทำแผนผังสรุป พร้อมกับเตรยี มนำเสนอหนา้ ช้ันเรยี น
ขน้ั ที่ 3 ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
6. ครูใหน้ กั เรยี นแต่กลุ่มนำเสนอแผนผงั ในหวั ข้อท่ีได้
7. ครถู ามคำถามเพอ่ื ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรียน คำถามมีดังน้ี
- ยกตัวอย่างการต่อต้านหรอื ทำลายส่งิ แปลกปลอมแบบไมจ่ ำเพาะทนี่ ักเรียนรจู้ กั
29
- กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะเกีย่ วกับการทำงานของเซลล์เมด็ เลือด
...............อะไร
3. ครนู ำเสนอพาวเวอรพ์ ้อย เรื่อง การตอบสนองของรา่ งกายแบบไม่จำเพาะ และแบบจำเพาะต่อสิ่ง
แปลกปลอมของร่างกาย พรอ้ มกับอธิบายและอภปิ รายร่วมกบั นกั เรียน
ขัน้ ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4. ครนู ำเสนอภาพพร้อมต้งั ประเด็นคำถามดังนี้
- นักเรียนรจู้ กั โรคที่เกย่ี วกบั ความผิดปกตขิ องระบบภมู ิคุ้มกันหรอื ไม่
- ยกตวั อย่างโรคท่เี ก่ียวกับความผิดปกตขิ องระบบภมู ิคุ้มกัน พร้อมอธบิ ายพอสังเขป
5. ครนู ำเสนอพาวเวอรพ์ ้อย เร่อื ง ความผดิ ปกติของระบบภมู ิคุ้มกัน พรอ้ มทง้ั อธบิ ายเพ่ิมเติม
6. ครตู ัง้ ประเด็นคำถาม
- สาเหตกุ ารตดิ เชอ้ื HIV
- ผทู้ ่มี เี ชื้อ HIV กลไกการป้องในรา่ งกายและภมู คิ ุ้มกันจะเป็นอยา่ งไร
- แนวทางการปอ้ งการตดิ เช้ือ HIV
ขน้ั ที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
- ประเมินจากการทำกจิ กรรม
- ประเมินจากการตอบคำถาม
- ประเมินจากแผนผังความคิด เรื่อง การตอบสนองของร่างกายแบบไม่จำเพาะ และแบบจำเพาะ
ตอ่ ส่ิงแปลกปลอมของรา่ งกาย
30
10. สื่อ/อปุ กรณ์/แหล่งเรยี นรู้
สือ่ การเรียนรู้
10. หนงั สือเรยี นรายวชิ าวทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4-6
11. พาวเวอร์พ้อย เรอื่ ง การตอบสนองของร่างกายแบบไม่จำเพาะ และแบบจำเพาะต่อส่ิงแปลกปลอม
ของรา่ งกาย
12. พาวเวอรพ์ ้อย เรอื่ ง ความผดิ ปกตขิ องระบบภูมิคุ้มกนั
แหล่งการเรียนรู้
1. ห้องเรียน
2. ห้องสมุด
3. แหล่งข้อมลู สารสนเทศ
11.การวดั และประเมนิ ผล
จุดประสงค์ วธิ ีการประเมนิ เกณฑ์การประเมิน
1)อธิบาย และเขยี นแผนผงั เกย่ี วกบั การ -ประเมนิ จากการตอบคำถามในกจิ กรรม ผ่านเกณฑ์การประเมินไม่
ตอบสนองของรา่ งกายแบบไมจ่ ำเพาะ -สังเกตจากการนำเสนอแผนผงั ความคดิ น้อยกวา่ ร้อยละ 75
และแบบจำเพาะต่อสิ่งแปลกปลอมของ เร่อื ง การตอบสนองของรา่ งกายแบบไม่
ร่างกาย(K) จำเพาะ และแบบจำเพาะตอ่ สง่ิ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมินไม่
2)อธบิ าย และยกตัวอย่างโรคหรอื แปลกปลอมของร่างกาย น้อยกวา่ รอ้ ยละ 75
อาการทีเ่ กิดจากความผดิ ปกติของระบบ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมินไม่
ภูมิคุ้มกนั (K) - สงั เกตพฤติกรรมโดยใชแ้ บบสงั เกต น้อยกว่ารอ้ ยละ 75
3)อธบิ ายภาวะภมู คิ มุ้ กันบกพร่องที่มี และประเมิน
สาเหตมุ าจากการตดิ เชอื้ HIV(K) -สงั เกตพฤตกิ รรมระหว่างเรยี น
4) กระบวนการทำงานเปน็ กลมุ่ (P) โดยใชแบบสังเกตและประเมนิ
พฤตกิ รรมกรรม
6) มคี วามใฝ่เรียนรู(้ A)
7) การร่วมแสดงความคิดเห็นและ
ยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของผ้อู นื่ และ
ทำงานรว่ มกับผูอ้ น่ื อย่างสร้างสรรค์(A)
8) ตรงต่อเวลาในการปฏิบตั ิกิจกรรม
และการเขา้ ชั้นเรยี น(A)
31
32