The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Arphaphorn Paenngoen, 2023-01-19 02:06:27

ไม้ในวรรณคดีไทย (ตอน 1)

สารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๒๓


สารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๒๓ เรื่อง : ไม้ในวรรณคดีไทย ตอนที่ ๑ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ให้นิยามคำ ว่า วรรณคดี ว่าหมายถึง เรื่องหรือ หนังสือที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี และคณาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คำ อธิบายเพิ่มเติมไว้ในหนังสือวรรณคดีทัศนา พ.ศ.๒๕๓๘ ว่า วรรณคดีเป็นศิลปะประเภทหนึ่ง ซึ่ง เกิดจากจินตนาการของผู้แต่ง ที่มุ่งจะให้ความรู้ ความบันเทิง ประสบการณ์ และแง่คิดต่างๆ โดย ใช้ภาษาเป็นสื่อ ดังนั้น วรรณคดีไทย จึงหมายถึง หนังสือของไทยที่ได้รับการยกย่องว่า แต่งขึ้น ด้วยความประณีต ด้วยศิลปะของการประพันธ์ มีเนื้อเรื่องและลีลาการดำ เนินเรื่องที่โน้มน้าวให้ผู้ อ่านคล้อยตามได้ อาจเรียกว่า วรรณคดีประจำ ชาติไทยก็ได้


สารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๒๓ เรื่อง : ไม้ในวรรณคดีไทย ตอนที่ ๑ ไทยเป็นชนชาติที่มีความละเอียดประณีต มีความรักศิลปะอยู่ในสายเลือด สิ่งเหล่านี้ แสดงออกมาในผลงาน รูปแบบต่างๆ บ้านไทยแวดล้อมด้วยพรรณไม้ มีทั้งไม้ดอก ไม้ผล พืชผักสวนครัว และพืชสมุนไพร ดอกไม้ ชนิด ใดมีกลิ่นหอมก็จะเก็บมาบูชาพระ ดอกเล็กๆ นำ มาร้อยเป็นพวงมาลัย หรือมาลัยรูปสัตว์ตัวเล็กๆ ชนิด ใดที่ ดอกแห้งแล้วยังมีกลิ่นหอม ก็จะนำ มาทำ เป็นบุหงา อบร่ำ เสื้อผ้า และของใช้ให้มีกลิ่นหอม ดอกไม้นำ มาร้อยเป็นมาลัยรูปสัตว์ พันธุ์ไม้ที่ใช้ทำ สีย้อมผ้า ต้นฝาง ดอกมะลิ ดอกกรรณการ์ กิ่งและผลมะเกลือ พรรณไม้ในวิถีชีวิตไทย


สารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๒๓ เรื่อง : ไม้ในวรรณคดีไทย ตอนที่ ๑ พันธุ์ไม้ดอกหอมที่ใช้งานประดิษฐ์และบูชาพระ พุทธชาด (Jasminum auriculatum Vahl.) ไม้รอเลื้อยวงศ์เดียวกับมะลิชนิดนี้ มีชื่อ อื่นๆ อีก ได้แก่ ไก่น้อย พุทธชาติ บุหงา และ ปะหนัน ใบเป็นใบประกอบชนิด ๓ ใบย่อย ซึ่ง มักจะลดรูปลง เหลือเพียงใบเดียว บางใบอาจ พบใบย่อยด้านข้างที่ลดรูปลงเหลือเป็นแผ่น เล็กๆ สีเขียว ๑-๒ แผ่น แผ่นใบรูปไข่ หรือรูป ไข่แกมรูปรี ยาวเพียง ๒-๓ ซม. มีขนนุ่มๆ ดอกเป็นช่อโปร่ง ที่ปลายกิ่ง และซอกใบ ดอก สีขาวคล้ายมะลิลา แต่ขนาดเล็กกว่า เส้นผ่าน ศูนย์กลางดอก ๑-๑.๕ ซม. ดอกจะบาน และ เริ่มส่งกลิ่นหอม ตั้งแต่ตอนเย็นเรื่อยไป กลิ่น หอมแรงกว่าดอกมะลิ ผลกลมเล็กๆ เมื่อสุกมีสี ดำ รสหวาน เมล็ดกลม แข็ง สีดำ นำ มาร้อย เป็นสร้อยลูกปัด สวมเล่นได้


สารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๒๓ เรื่อง : ไม้ในวรรณคดีไทย ตอนที่ ๑ พันธุ์ไม้ดอกหอมที่ใช้งานประดิษฐ์และบูชาพระ มะลิ (Jasminum spp.) ดอกไม้ที่คนไทยคุ้นเคยมากชนิดหนึ่งคือ ดอก มะลิ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องในชีวิตประจำ วันตลอด มา ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ได้รับยกย่องว่าเป็น สัญลักษณ์ของความดีและความบริสุทธิ์ ใน วรรณคดีไทยมีการกล่าว ถึงมะลิหลายชนิด ได้แก่ มะลิลา มะลิซ้อน มะลิวัลย์ และมะลุลี ซึ่งล้วนอยู่ ในวงศ์เดียวกัน มะลิลา (Jasminum sambac Ait.) ทางภาคเหนือเรียกมะลิชนิดนี้ว่า มะลิป้อม เป็นไม้พุ่มเล็กๆ ที่ปลูกกันทั่วไปตามบ้าน เพราะ ออกดอกดกเกือบทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูร้อน และ ฤดูฝน มะลิลามีใบเดี่ยว รูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปรี ปลายใบ แหลมออกเป็นคู่ตรงกันข้าม ดอกสีขาว ออกเป็นช่อเล็กๆ ๑-๓ ดอก ที่ปลายกิ่ง และซอก ใบ กลีบเลี้ยงเป็นเส้นแหลมๆ ๘-๑๐ เส้น กลีบดอก เชื่อมเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕-๘ กลีบ ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางดอก ๒-๓ ซม. ดอกจะเริ่มบาน และมีกลิ่นหอมในเวลาเย็น มะลิลาไม่ติดผล จึง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนกิ่ง หรือปักชำ กิ่ง และปลูก ในที่แจ้ง แดดจัด


สารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๒๓ เรื่อง : ไม้ในวรรณคดีไทย ตอนที่ ๑ มะลิซ้อน (Jasminum sambac Ait.) มะลิซ้อนเป็นพันธุ์ไม้ชนิดเดียวกับมะลิลา แต่ต่างพันธุ์กัน ขนาดของพุ่มจะใหญ่และสูงกว่ามะลิลา ดอกเดี่ย วหรือเป็นช่อ ๒-๓ ดอก กลีบดอกสีขาวซ้อนกันหลายชั้น คล้ายกุหลาบดอก เล็กๆ เส้นผ่าน ศูนย์กลาง ๒-๓ ซม. ดอกจะบานและมีกลิ่นใน เวลาเย็น แต่กลิ่นหอมน้อยกว่ามะลิลา นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ตามบ้าน หรือใช้ดอกปักแจกันบ้าง บูชาพระบ้าง ไม่ใช้ในการอบ กลิ่นหรือร้อยมาลัย คนไทยใช้ดอกมะลิซ้อน เป็นสัญลักษณ์วันแม่ แห่งชาติ มะลุลี (Jasminum pubescens Willd.) มะลุลีเป็นพันธุ์ไม้สกุลเดียวกับมะลิอีกชนิดหนึ่ง ที่มีดอกหอม มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น มะลิพวง มะลิเลื้อย มะลิซ่อม เป็นไม้รอ เลื้อย กระจายพันธุ์อยู่ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใน ประเทศไทยพบปลูกอยู่ทั่วไป เป็นที่นิยม เพราะปลูกง่ายเจริญ เติบโตเร็ว ออกดอกตลอดปี และจะออกดอกมากเป็นพิเศษ ประมาณ เดือนกุมภาพันธ์ มะลุลีมีใบเดี่ยว รูปไข่ ปลายใบแหลม ใบดกมาก จึงปลูกคลุมซุ้มไม้ได้ดี ดอกเป็นช่อ แน่นตามปลายกิ่ง และซอกใบ มีสีขาว แต่ละช่อมีมากกว่า ๑๐ ดอกขึ้นไป จึงเห็น เป็นช่อใหญ่สวยงาม มีขนนุ่มๆ โดยเฉพาะที่กลีบเลี้ยงซึ่งเป็นแฉก แหลมๆ ลักษณะของดอกคล้ายมะลิลา แต่กลีบแคบยาว และ ปลายแหลมกว่า พันธุ์ไม้ดอกหอมที่ใช้งานประดิษฐ์และบูชาพระ


สารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๒๓ เรื่อง : ไม้ในวรรณคดีไทย ตอนที่ ๑ พันธุ์ไม้ดอกหอมที่ใช้งานประดิษฐ์และบูชาพระ พิกุล (Mimusops elengi L.) พิกุลเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำ เนิดในอินเดียและพม่า ใน ประเทศไทย พบอยู่ตามธรรมชาติ ในป่าทางภาคใต้ และ ภาคตะวันออก นอกจากนั้นส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ที่ปลูก ประดับ เพื่อให้ร่มเงา และให้กลิ่นหอม สมัยก่อนมักปลูก พิกุลตามวัด พิกุลเป็นไม้ต้น สูง ๖-๑๕ เมตร เรือนยอดเป็นรูปเจดีย์ ใบดกแน่นค่อนข้างทึบ ใบเป็นใบเดี่ยว รูปรี หรือรูปไข่ ปลายใบแหลม กว้าง ๒-๔ ซม. ยาว ๕-๘ ซม. สีเขียวเข้ม เป็นเงางาม ออกดอกตลอดทั้งปี เป็นช่อสั้นๆ ๒-๓ ดอก ตามซอกใบ ดอกกลมมีกลีบหยักแหลมๆ อยู่โดยรอบ กลีบดอกมีจำ นวนมากถึง ๒๔ กลีบ และเรียงซ้อนกันเป็น ๒ ชั้น สีขาวนวลส่วนกลีบเลี้ยงสีน้ำ ตาลอ่อนเป็นจักแห ลมๆ ๘ อัน ขนาดเส้นผ่านศูนย์ กลางดอก ๑-๑.๕ ซม. ลักษณะการเรียงตัวของกลีบดอกพิกุลนี้ มีความงดงาม ละเอียดอ่อน จึงมีการนำ มาเป็น แบบลวดลายของเครื่อง ประดับ ลายผ้าทอ และลายเครื่องจักสาน เรียกกันว่า "ลายดอกพิกุล"


สารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๒๓ เรื่อง : ไม้ในวรรณคดีไทย ตอนที่ ๑ พันธุ์ไม้ที่ใช้ในการประทินผิว ขมิ้น ขมิ้นเป็นพืชหัวที่คนไทยมักปลูกกันไว้ตามบ้าน เพราะใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ทั้งใช้เป็นยาและปรุง แต่งอาหาร ที่นิยมใช้กันมากคือ การนำ ผงขมิ้นมา ละลายน้ำ ทาผิว หลังจากอาบน้ำ เสร็จใหม่ๆ จะ ทำ ให้ ผิวผ่องเป็นสีเหลืองนวล แก้ผดผื่นคัน และรักษาโรค ผิวหนังไปด้วย ผู้ที่ใช้ผงขมิ้นทาผิวได้แก่ เด็กและผู้ หญิง ขมิ้นเป็นพันธุ์ไม้วงศ์เดียวกับขิง ข่า และกระชาย สูง ๓๐-๙๐ ซม. มีเหง้าใต้ดิน เนื้อในเหง้า สีเหลือง หรือเหลืองอมส้ม มีกลิ่น ต้นขมิ้น มีลักษณะเป็นกอ ใบ เดี่ยวมีขนาดใหญ่ รูปใบหอก ดอกช่อมี ก้านอวบ เจริญ เติบโตจากเหง้าโผล่ขึ้นมาตรงซอกใบใกล้กลางกอ ช่อ ดอกเป็นรูปทรงกระบอก มีใบประดับสี เขียวอ่อน หรือ สีนวลเรียงซ้อนขึ้นมาเป็นชั้น ดอกสีเหลืองอ่อนๆ อยู่ ตรงซอกใบประดับ


บานเย็น (Mirabilis jalapa Linn.) ไม้ดอกต้นเล็กๆ วงศ์เดียวกับเฟื่องฟ้า มีดอกสีสวย และบานในเวลาเย็น เป็นไม้ประดับที่ปลูกกัน ตามบ้านทั่วๆ ไป ต้นสูง ๓๐-๕๐ ซม. แตกแขนงเป็นพุ่มเตี้ยๆ มีรากพองเป็นหัวใต้ดิน ใบเดี่ยวรูปหัวใจ หรือคล้ายรูปสามเหลี่ยมปลายเรียวแหลม ออกเรียงสลับ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ช่อละ ๒-๕ ดอก แต่ จะทยอยกันบาน ดอกบานเย็นเป็นรูปกรวย ปลายดอกเป็น ๕ หยัก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก ประมาณ ๓ ซม. กลีบดอกบางและนิ่ม มีหลายสี เช่น ชมพู แดง เหลือง ขาว ส้ม และสองสีปนกัน พันธุ์ดอกสีชมพูเข้ม เป็นที่รู้จัก และนิยมมาก จนมีชื่อเรียกสีชมพูเข้มแบบนั้นว่า สีบานเย็น ผลค่อนข้าง กลม ผิวขรุขระ เมื่อแก่มีสีดำ มีเมล็ด ๑ เมล็ด เมล็ดบานเย็นมีรูปร่างค่อนข้างกลม ภายในมีแป้งสีขาวเป็นผงละเอียด ผู้หญิงไทยรู้จักใช้ผัดหน้า ให้ ผิวสวย และไม่เป็นสิว สารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๒๓ เรื่อง : ไม้ในวรรณคดีไทย ตอนที่ ๑ พันธุ์ไม้ที่ใช้ในการประทินผิว


สารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๒๓ เรื่อง : ไม้ในวรรณคดีไทย ตอนที่ ๑ พันธุ์ไม้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียม ประเพณี และความเชื่อ รัก (Calotropis gigantea R. Br.) ต้นรักเป็นพันธุ์ไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามที่รกร้างว่าง เปล่าริมทาง แม้แต่ริมทะเล ก็สามารถพบได้ เพราะต้นรัก ขึ้นง่าย ทนทาน บางครั้งจะเห็นเมล็ดรัก ซึ่งมีขนสีขาว เป็นพู่ยาวๆ ปลิวตามลมไปในที่ต่างๆ เมื่อตกลงในที่ซึ่งมี ความชื้นพอสมควร จะงอกขึ้นเป็นต้นใหม่ได้ มีชื่อที่ใช้ เรียกหลายชื่อ ได้แก่ รัก รักดอก หรือรักร้อยมาลัย เพราะ คนไทยรู้จักดอกไม้ชนิดนี้มากที่สุดจากการนำ มาร้อยเป็น อุบะพวงมาลัย นั่นเอง สวาด (Caesalpinia bonduc (L.) Roxb.) ในวรรณคดีหลายเรื่องที่กล่าวถึงต้นสวาด ในเชิง เปรียบเทียบกับความรัก ความพิศวาสระหว่างชายหญิง เพราะมีความพ้องเสียงกันนั่นเอง นอกจากนั้น ตาม ธรรมเนียมไทย ในการจัดขันหมากงานแต่งงานบางแห่ง มีการใช้ใบรักและใบสวาดรองกันขันหมากโท ซึ่งใส่หมาก พลู ส่วนขันหมาก เงินทุน และสินสอด ใส่ใบรัก และใบ สวาด ลงไปรวมกับดอกไม้ และสิ่งมงคลอื่นๆ เช่น ใบเงิน ใบทอง ดอกบานไม่รู้โรย และถั่วงา เป็นต้น


สารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๒๓ เรื่อง : ไม้ในวรรณคดีไทย ตอนที่ ๑ พันธุ์ไม้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียม ประเพณี และความเชื่อ โศก (Saraca spp.) โศกเป็นพันธุ์ไม้ที่มีการกล่าวถึงบ่อยครั้ง ในวรรณคดี ไทย ส่วนใหญ่เป็นการกล่าวถึงความเศร้าโศก ในการ พลัดพรากจากผู้เป็นที่รัก เนื่องจากต้องเดินทางไปปฏิบัติ ภารกิจต่างๆ จึงมักพบชื่อโศกใน วรรณคดีประเภทนิราศ ซึ่งบรรยายถึงความห่วงหาอาวรณ์ และเมื่อได้เห็นต้น โศกก็ยิ่งทำ ให้เศร้าหมอง ยิ่งขึ้น ซ่อนกลิ่น (Polianthes tuberosa Linn.) ซ่อนกลิ่นเป็นไม้ล้มลุกหลายฤดู ขึ้นเป็นกอเล็กๆ มี หัวใต้ดิน ใบสีเขียวนวลหนา และเรียวยาว รูปแถบ ปลายแหลม เมื่อออกดอก จะแทงช่อรวมเป็นก้านกลม ตั้งตรงขึ้นกลางกอ ยาว ๖๐-๙๐ ซม. ดอกเป็นช่อ ๒-๓ ดอก เรียงสลับตามแกนช่อรวมดอกตูม เป็นสีขาวอม ชมพูเรื่อๆ ดอกบานสีขาว มีทั้งดอกชั้นเดียว และดอก ซ้อน ทยอยบานจากโคนไปหาปลายช่อ ซึ่งกว่าจะบาน หมดทั้งช่อจะใช้เวลา ๕-๗ วัน ดอกจะเริ่มบาน และมี กลิ่นหอมตั้งแต่ตอนเย็นเรื่อยไปตลอดทั้งคืน โดยเฉพาะ กลางคืนยิ่งหอมมาก การที่ดอกมีกลิ่นหอม เฉพาะตอน กลางคืน


สารานุกรมไทยสำ หรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๒๓ เรื่อง : ไม้ในวรรณคดีไทย ตอนที่ ๑ พันธุ์ไม้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียม ประเพณี และความเชื่อ ตะเคียน (Shorea odorata Roxb.) ตะเคียนเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ ๒๐-๓๐ เมตร พบตามที่ราบริมน้ำ ในป่าดิบทั่วไป เปลือกมีสีน้ำ ตาลเข้มเกือบดำ แตกเป็นสะเก็ด ใบ เดี่ยวรูปไข่แกมรูปหอก ปลายใบแหลม ขนาดกว้าง ๓-๖ ซม. ยาว ๑๐-๑๕ ซม. ดอกมีขนาดเล็ก สีขาว นวล กลิ่นหอม ออกดอกเป็นช่อยาวๆ ตามซอกใบ และปลายกิ่ง ระหว่างช่วง เดือนกุมภาพันธ์ถึง เมษายน ผลมีลักษณะกลมผิวเกลี้ยงมีติ่งคล้าย หนามแหลมที่ปลายผลมีปีกยาว ๒ ปีก และปีกสั้น ๓ ปีก ใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์ได้ ตามลำ ต้นของตะเคียนมักมียางซึมออกมา และ แห้งแข็งติดอยู่ตามเปลือก เป็นก้อนใสๆ เรียกว่า ชัน ตะเคียน นำ มาใช้ยาเรือได้ ตำ รายาไทยใช้ชัน ตะเคียนผสมยา สำ หรับรักษาแผลเรื้อรัง แก่น ตะเคียนใช้แก้โรคคุดทะราด แก้เสมหะ และแก้ไข้ ระยะเริ่มแรก เนื้อไม้แข็งทนทาน ใช้ขุดทำ เรือมาด และเรือยาว มาตั้งแต่โบราณ แม้แต่เรือยาว ที่ใช้ แข่งขันกันในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็ทำ จากต้นตะเคียน


Click to View FlipBook Version