The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เกียรติศักดิ์ เทียนธนกูล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เกียรติศักดิ์ เทียนธนกูล

เกียรติศักดิ์ เทียนธนกูล

1. ความหมายกระบวนการนอร์มไล ลไ์์

• การทานอรม์ ลั ไลเซชัน เปน็ วิธกี ารในการกาหนดแอตทรบิ ิวตใ์ หก้ ับแต่ละเอนทิตี เพือ่ ให้ไดโ้ ครงสร้างของตารางทีด่ ี สามารถควบคมุ ความ
ซาซอ้ นของข้อมลู หลีกเล่ียงความผดิ ปกตขิ องข้อมูล โดยทวั่ ไปผลลพั ธข์ องการนอร์มลั ไลเซชัน จะได้ตารางทีม่ ีโครงสรา้ งซับซ้อนน้อยลง แต่
จานวนของตารางจะมากขนึ

• การทานอรม์ ัลไลเซชัน จะประกอบดว้ ยนอร์มลั ฟอร์ม (Normal Form) แบบต่าง ๆ ท่มี เี ง่ือนไขของการทาใหอ้ ยู่ในรูปของนอรม์ ลั
ฟอร์มท่แี ตกต่างกนั ไป ขึนอย่กู ับผูอ้ อกแบบฐานขอ้ มูลว่า ตอ้ งการลดความซาซอ้ นในฐานข้อมูลให้อยใู่ นระดับใด ซึง่ ประกอบดว้ ยนอรม์ ัล
ฟอร์มแบบตา่ ง ๆ ดังต่อไปนี

• – นอรม์ ลั ฟอรม์ ที่ 1 (First Normal Form : 1NF)
• – นอรม์ ลั ฟอร์มท่ี 2 (Second Normal Form : 2NF)
• – นอรม์ ัลฟอร์มที่ 3 (Third Normal Form : 3NF)
• – บอยซ์คอดด์นอร์มัลฟอร์ม (Boyce-Codd Normal Form : BCNF)
• – นอรม์ ลั ฟอรม์ ที่ 4 (Fourth Normal Form : 4NF)
• – นอรม์ ลั ฟอร์มที่ 5 (Fifth Normal Form : 5NF)

2. นยิ ามรูปแบบบรรทลตฐาน ดลงน้ี

2.1. รูปแบบบรรทตั ฐานระดบั ที่ 1 ( First Norml Form : 1 NF )
2.2.รปู แบบบรรทตั ฐานระดบั ท่ี 2 (Second Normai Form : 2 NF)
2.3. รปู แบบบรรทตั ฐานระดับท่ี 3 (Third Normal Form : 3 NF)
2.4. รปู แบบบรรทตั ฐาน บอย-คอด์ด (Boyce – Codd Normal Form : BCNF)
2.5. รูปแบบบรรทตั ฐานระดับท่ี 5 ( Fourth Norml Form : 4 NF )
2.6. รปู แบบบรรทตั ฐานระดบั ท่ี 6 ( Fifth Norml Form : 5 NF )

2.1. รปู แบบบรรทลตฐานระดบล ที่ 1 ( FIRST NORML
FORM : 1 NF )

• คุณสมบัตขิ องรีเลชนั ของแบบจาลองขอ้ มูลเชงิ สัมพนั ธ์ กค็ อื ขอ้ มูลในแตล่ ะทัปเพิลจะตอ้ งไมซ่ ากนั และคา่ ในแตล่ ะแอตทรบิ วิ ตจ์ ะตอ้ งไม่
สามารถถูกแบง่ แยกยอ่ ยลงไปไดอ้ กี หรือมีความเป็นอะตอมมคิ

• (Atomic) รวมถึงจะต้องมีค่าเพยี งคา่ เดยี วท่อี ยู่ในแต่ละแอตทรบิ ิวตห์ รอื มคี วามเป็นซงิ เกิลแวลู (Single Value) ซึ่งในการทา
นอร์มัลไลเซชนั ใหอ้ ยูใ่ นนอรม์ ลั ฟอร์ที่ 1 กอ็ าศัยคณุ สมบตั ดิ ังทกี่ ลา่ วไว้ข้างต้น

• การที่ข้อมลู ใน 1 ทัปเพิล สามารถมีค่าในแต่ละแอตทรบิ ิวตไ์ ดม้ ากกว่าหนง่ึ ค่า (Multivalued) จะทาใหเ้ กดิ รพี ที ตงิ กรุ๊ป ดงั ตารางท่ี
แสดงในภาพขา้ งล่าง ซ่ึงเลขท่โี ครงการหนึง่ หมายเลขประกอบดว้ ยกลมุ่ ขอ้ มลู หลายกล่มุ ซง่ึ ทาให้รเี ลชันดงั กล่าว ขาดคุณสมบัติซงิ เกลิ แวลู

2.2.รูปแบบบรรทลตฐานระดลบท่ี 2 (SECOND NORMAI FORM :
2 NF)

• ในหนงึ่ รีเลชันจะประกอบด้วยแอตทรบิ วิ ตต์ า่ ง ๆ ท่ีมคี วามสมั พันธท์ ข่ี นึ ต่อกนั ซงึ่ ความสมั พนั ธ์ดงั กลา่ วจะเป็นตัวกาหนดวา่ แอตทรบิ ิวตใ์ ดเป็น
ตัวกาหนดข้อมูล หรอื คียแ์ อตทรบิ ิวต์ (Key Attribute) และและแอตทรบิ ิวตใ์ ดเปน็ ข้อมูลทถี่ กู กาหนดหรอื นอนคยี แ์ อตทรบิ วิ ต์
(Nonkey Attribute)

• ฟังกช์ ันนัลดเี พนเดนซี (Functional Dependency: FD)
• ในการทานอรม์ ลั ไลเซชนั จะต้องมีความเข้าใจหลกั การของฟงั ก์ชนั ดีเพนเดนซี
• (Function Dependency : FD) เสียกอ่ น โดยมีคาจากัดความคือ B ขนึ อยู่กับ A ถ้าทราบค่าของ A กจ็ ะทาให้รู้

คา่ ของ B ได้

2.3. รูปแบบบรรทลตฐานระดลบท่ี 3 (THIRD NORMAL FORM : 3
NF)

• ในหน่ึงรีเลชันจะประกอบคยี ์แอตทรบิ ิวต์และนอนคีย์แอตทรบิ วิ ต์ คยี ์แอตทรบิ ิวตจ์ ะต้องเปน็ ตวั กาหนดความหมายหรือการมอี ย่ขู องแอตทริ
บิวตอ์ ่นื ๆ ท่อี ยู่ในรเี ลชันเสมอ

• ทรานซทิ ฟี ดีเพนเดนซี (Transitive Dependency)
• ทรานซทิ ีฟดีเพนเดนซี หมายถึง การท่ีมฟี งั ก์ชันนัลดเี พนเดนซี ระหว่างแอตทรบิ วิ ตท์ ี่ไม่ได้เป็นส่วนของคยี ์ใด ๆ แต่มีแอตทรบิ วิ ตอ์ ่นื ๆ มา

ขึนกับแอตทรบิ ิวตน์ นั ตัวอย่างเช่น จากตารางในภาพข้างล่าง แอตทรบิ วิ ตช์ ่อื พนกั งาน และรหสั ตาแหน่งงานจะขนึ อยกู่ บั คีย์รหสั พนักงาน
ในขณะที่แอตทรบิ ิวตค์ า่ แรงตอ่ ชัว่ โมของพนักงาน จะขนึ อยู่กับแอตทรบิ ิวต์รหัสตาแหนง่ งานซงึ่ ไม่ใชค่ ยี ์อีกตอ่ หนงึ่ ทาให้มที รานซิทฟี ดีเพน
เดนซีเกดิ ขึนในรเี ลชันนี
• 1. รเี ลชนั นั้นเป็นนอรม์ ัลฟอรม์ ท่ี 2 อยู่แลว้
• 2. รเี ลชนั นัน้ ไมม่ ีทรานซิทีฟดีเพนเดนซี

2.4. รปู แบบบรรทลตฐาน บอย-คอดด์ (BOYCE – CODD NORMAL
FORM : BCNF)

• ในหน่งึ รีเลชันอาจจะประกอบด้วยหลายแคนดเิ ดตคีย์ (Candidate Key) ทกุ แอตทรบิ วิ ตใ์ นรเี ลชนั จะตอ้ งขึนอย่กู บั แคนดเิ ดต
คีย์เสมอ เราสามารถกาหนดนิยามของรเี ลชนั ทอ่ี ยใู่ นรปู ของบอยซค์ อดด์นอร์มลั ฟอรม์ กต็ อ่ เม่อื รีเลชนั มีคณุ สมบตั ติ ามเงือ่ นไขดังตอ่ ไปนี

• 1. รเี ลชนั น้ันเปน็ นอรม์ ลั ฟอรม์ ท่ี 3 อยูแ่ ล้ว
• 2. ทุกแอตทรบิ วิ ตใ์ นรเี ลชันจะต้องขน้ึ กับแคนดเิ ดตคีย์
• รีเลชนั จะอยู่ในรูปบอยซ์คอดดน์ อร์มัลฟอร์ม ถ้าทกุ แอตทรบิ ิวตข์ ึนอยูก่ ับแคนดเิ ดตคีย์ (Candidate Key) ดังนันถา้ ใน 1 รีเลชนั

มแี คนดเิ ดตคยี เ์ พียงตวั เดียวแลว้ นอรม์ ลั ฟอรม์ ที่ 3 และบอยซ์คอดด์นอร์มัลฟอรม์ จะเหมือนกนั โอกาสทีค่ ุณสมบัติของบอยซ์คอดดน์ อร์มลั
ฟอรม์ จะถกู ละเมิดนนั เกิดขนึ ได้นอ้ ย และจะเกิดไดก้ บั รีเลชนั ท่มี ีแคนดเิ ดตคีย์มากกวา่ หนึ่งเท่านนั ดังตวั อยา่ งในภาพข้างล่าง รเี ลชันการ
ลงทะเบียนเรียน รีเลชนั ดังกลา่ วอย่ใู นรูปนอรม์ ัลฟอรม์ ที่ 3 แล้ว แตก่ ็ยงั มีบางส่วนมปี ญั หาอยู่ ตรงจุดทแ่ี อตทริบิวตร์ หสั วชิ าเรยี น

2.5. รูปแบบบรรทลตฐานระดลบที่ 5 ( FOURTH NORML FORM : 4
NF )

• ในขณะที่การทาใหอ้ ยู่ในรปู ของนอรม์ ลั ฟอรม์ ต่าง ๆ ทผ่ี ่านมา จะเกี่ยวขอ้ งกบั การขึนตรงตอ่ กันของข้อมลู ในแต่ละแอตทรบิ ิวตห์ รือฟังกช์ ันนลั ดี
เพนเดนซี แตก่ ารทาใหอ้ ยู่ในรปู ของนอร์มัลฟอรม์ ท่ี 4 จะเกย่ี วข้องกบั รปู แบบของการขนึ ตรงตอ่ กนั ของขอ้ มูลในระดบั ทซี่ ับซอ้ นกว่า

• มลั ตแิ วลูดเี พนเดนซี (Multivalued Dependency)
• ถา้ แตล่ ะแอตทรบิ วิ ตใ์ นหนึ่งรเี ลชนั แบง่ ออกเปน็ กลุ่มของขอ้ มลู อิสระ เช่นแอตทรบิ ิวต์ X, Y และ Z แบ่งออกเป็นกลุม่ ข้อมลู

ของ X, Y และ Z ท่เี ปน็ อสิ ระตอ่ กัน มลั ตแิ วลลดู เี พนเดนซี X –>> Y หมายถึงว่าค่า X หนึ่งค่าสามารถท่ีจะบอกคา่ Y ได้
หลาย ๆ (X Multi-Determinse Y) ไมว่ า่ Z จะมีค่าเปน็ อะไรก็ตาม

2.6. รปู แบบบรรทลตฐานระดลบที่ 6 ( FIFTH NORML FORM : 5 NF )

• การแปลงให้อยูใ่ นรปู ของนอร์มลั ฟอร์มท่ี 5 จะพจิ ารณาถงึ การขนึ ต่อกนั ของข้อมูลในการแยกข้อมูลในรเี ลชนั ออกเป็นรเี ลชนั ยอ่ ย และประกอบรเี ลชนั ย่อย
กลบั เปน็ รีเลชันใหญเ่ ช่นเดมิ ซงึ่ เป็นการตรวจสอบว่าเมอ่ื รวมกนั ใหม่ด้วยวิธกี ารจอยนแ์ ลว้ จะได้รเี ลชันกลับมาเหมือนเดิมทุกประการหรอื ไม่

• จอยนโ์ อเปอรชัน (Join Operation)
• ถ้ามี R1(X,Y) และ R2(Y,Z) R1 JOIN R2 = R3(X, Y, Z) โดยที่ t(x, y, z) อยูใ่ น R3 ก็ตอ่ เมอ่ื มี t1(x,y)

อย่ใู น R1 และ t2(y,z) อยใู่ น R2
• จอยน์ดเี พนเดนซี (Join Dependency)
• ในการแยกรีเลชันออกเปน็ ส่วนยอ่ ย (Decomposition) R1, R2, R3, Rn มคี ุณสมบัตจิ อยน์ดเี พนเดนซี ก็

ตอ่ เมื่อ R1 JOIN R2 JOIN R3 … JOIN Rn = R นนั่ คอื เม่อื เอารีเลชันย่อยมารวมกนั ก็ต้องได้รีเลชันเดมิ ท่ไี มม่ ีข้อมลู สูญ
หาย และไม่มที ัปเพิลทีเ่ กนิ มา ที่เรยี กวา่ สพวิ เรยี สทปั เพลิ (Spurious Tuple)
• นิยามของ 5NF รีเลชนั จะเป็น 5NF ถ้า
• 1. รีเลชนั นนั้ เป็นนอร์มลั ฟอรม์ ที่ 4 อยู่แล้ว
• 2. การแบง่ แยกรเี ลชนั มคี ุณสมบตั ิจอยนด์ เี พนเดนซี

3. ตัวอย่างกระบวนการปรบั บรรทตั ฐาน 1 NF – 3 NF

• ในอดีตการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ของระบบงาน จะเป็นการเก็บรายละเอยี ดของ ขอ้ มลู ทกุ อยา่ งไว้ดว้ ยกนั อาจจะอยใู่ นหลายรปู แบบ เช่นอยูใ่ น
รปู แบบของเอกสาร หรอื รายงาน ซงึ่ จะมปี ัญหาการซา้ ซอ้ นของข้อมลู ท้าให้ขอ้ มูลมีขนาดใหญส่ ิ นเปลอื ง เนอื ที่และยากตอ่ การปรับปรุงข้อมูล
ในปี ค.ศ.1917 Dr. Edgar Frank Codd เปน็ คนแรก ทไี่ ด้คดิ หาวิธกี ารหรือแนวทางทใ่ี ชใ้ นการตรวจสอบ และแกป้ ัญหา
ดงั กลา่ วโดยการนา้ เคา้ รา่ งของตาราง มาทา้ ให้อยู่ในรูปแบบบรรทดั ฐาน (Normal Form) หรอื อกี นัยหนึ่ง คือเป็น การแปลงขอ้ มูลท่ี
มีโครงสร้างแบบตาราง จากรูปแบบที่มีความซ้าซ้อนให้อยใู่ น รูปที่ใช้งานไดง้ า่ ย ท้าให้การเพ่มิ ข้อมลู การลบข้อมูล หรือการแก้ไขข้อมูลที่อยู่ใน
ตาราง ไมเ่ กิดความผิดพลาดขึน โดยการทา้ ให้ขอ้ มลู ในแตล่ ะตารางให้อยใู่ นรปู ทเ่ี ปน็ หนว่ ยที่ เลก็ ท่ีสดุ ไมส่ ามารถแตกออกเปน็ หน่วยยอ่ ย ๆ ได้
อกี แตย่ งั คงความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง ข้อมูลในตารางต่าง ๆ ไว้ตามหลักการท่ีก้าหนดไวใ้ นแบบ จา้ ลองฐานขอ้ มลู เชงิ สมั พันธ์ เพราะการออกแบบ
ฐานข้อมลู ทด่ี ี จะตอ้ งไม่มีความซ้าซอ้ นในการจัดเกบ็ ข้อมลู

หวั ขอ้ ท่ี 2 ภาษา SQL

• 1. ความหมาย
• 2. รูปแบบคาส่งั

• 3. ตัวอย่างการเขียน

1. ความหมาย

• SQL ย่อมาจาก structured query language คือภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม เพ่ือจดั การกบั ฐานข้อมลู โดยเฉพาะ
เปน็ ภาษามาตราฐานบนระบบฐานข้อมลู เชิงสมั พนั ธแ์ ละเป็นระบบเปดิ (open system) หมายถงึ เราสามารถใช้คาสัง่ sql กับ
ฐานขอ้ มลู ชนดิ ใดก็ได้ และ คาส่ังงานเดียวกนั เมือ่ สั่งงานผา่ น ระบบฐานขอ้ มลู ที่แตกตา่ งกันจะได้ ผลลพั ธ์เหมือนกนั ทาใหเ้ ราสามารถ
เลือกใชฐ้ านขอ้ มลู ชนิดใดก็ได้โดยไม่ติดยดึ กบั ฐานขอ้ มลู ใดฐานขอ้ มูลหน่งึ นอกจากนีแลว้ SQL ยังเป็นชอื่ โปรแกรมฐานข้อมูล ซ่ึงโปรแกรม
SQL เปน็ โปรแกรมฐานข้อมูลท่มี ีโครงสรา้ งของภาษาท่ีเขา้ ใจง่าย ไม่ซับซ้อน มปี ระสทิ ธภิ าพการทางานสงู สามารถทางานทซ่ี ับซ้อนได้โดย
ใช้คาสั่งเพียงไมก่ คี่ าสง่ั โปรแกรม SQL จงึ เหมาะที่จะใช้กับระบบฐานข้อมูลเชงิ สัมพนั ธ์ และเปน็ ภาษาหนึง่ ซ่งึ แบ่งการทางานได้เปน็ 4
ประเภท ดงั นี
1. Select query ใชส้ าหรับดึงข้อมูลที่ต้องการ
2. Update query ใช้สาหรับแกไ้ ขข้อมูล
3. Insert query ใชส้ าหรบั การเพ่ิมขอ้ มลู
4. Delete query ใชส้ าหรับลบข้อมลู ออกไป

2. รูปแบบคาส่ัง

• ภาษาทก่ี ลายเป็นภาษามาตรฐานสาหรับระบบฐานขอ้ มลู คือ ภาษา Standard relational database Query
Language หรอื เอสคิวแอล (SQL) หรอื ซีควอล (SE-QUEL) ซึง่ เปน็ ภาษาที่พฒั นาขนึ มาโดยบรษิ ัท ไอบีเอ มภี าษา SQL
(Standard Query Language) เปน็ สว่ นหนง่ึ ของระบบฐานขอ้ มูลแบบรีเลช่นั เนล (Relational Database) ท่ไี ด้รบั
ความนิยมมากเพราะงา่ ยตอ่ ความเข้าใจ และอยใู่ นรปู ภาษาอังกฤษ ภาษา SQL แบ่งออกเป็น 2 สว่ น คือ เอสคิวแอล (SQL) หรือซคี วอล (SE-
QUEL)

• • ภาษาที่ใช้สาหรับนยิ ามข้อมลู (Data Definition Language-DDL)
• • ภาษาสาหรบั การจัดการข้อมลู (Data Manipulation Language: DML)
• • ภาษาควบคุม (Control Language)
• • ภาษาในการเลือกขอ้ มูล (Data Query Language)
• รปู แบบการใช้คาสั่ง SQL สามารถใชไ้ ด้เปน็ 2 รปู แบบ ดังนีคอื
• • คาสัง่ SQL ทใี่ ช้เรียกดูข้อมูลไดท้ นั ที (Interactive SQL) เป็นการเรยี กใช้คาสั่ง SQL สงั่ งานบนจอภาพ เพอื่ เรยี กดขู อ้ มูลในขณะทีท่ างาน

ไดท้ ันทีเช่น

• SELECT CITY

• FROM SUPPLIER

• WHERE SNO = ‘SE’;

• • คาส่งั SQL ท่ีใช้เขียนรวมกนั โปรแกรมอืน่ ๆ (Embedded SQL) เป็นคาส่งั SQL ที่ใช้ร่วมกบั คาสง่ั ของโปรแกรมภาษาๆ เชน่ PL/1
PASCAL ฯลฯ หรือแม้แต่กบั คาสงั่ ในโปรแกรมท่รี ะบบจดั การฐานข้อมลู นนั มใิ ช้เฉพาะ เชน่ ORACLE มี PL/SQL (Procedural
Language /SQL) ที่สามารถเขยี นโปรแกรมและนาคาสั่ง SQL มาเขยี นรว่ มด้วย เปน็ ต้น

3. ตัวอยา่ งการเขยี น

• บทความวันนี เรามาสอนเขียน basic SQL ใช้เวลาแค่ 10 นาที สาหรบั เพือ่ นๆที่ยังไมเ่ คยเรยี นดา้ นนีมาก่อนเลย และมคี วามสนใจ
อยากทางานด้าน

• อธิบายสนั ๆ SQL คือภาษาที่เราใช้ทางานกับ database หลักๆเพอ่ื ดงึ ข้อมลู ออกมาทา data analysis ถ้าเขยี น SQL
เก่งๆ กไ็ ปอยู่ได้เกอื บทุกบรษิ ัทเลย ทาไม? เพราะทกุ บรษิ ทั มี database

• ก่อนจะเรม่ิ ทาตาม tutorial วันนี เพื่อนๆต้อง set up โปรแกรม ทาตาม 3 ขนั ตอนด้านลา่ ง
• ตดิ ตังโปรแกรมฟรี DB Browser และดาวน์โหลด Chinook database สาหรับ tutorial นี
• เปิดโปรแกรม DB Browser ขึนมา ไปที่ File > Open Database > Browse หาไฟล์ chinook.db >

Open
• เสร็จแลว้ ไปทีแ่ ท๊บ Execute SQL เพ่ือเริม่ เขยี น query

หวล ข้อท่ี 3 ความรู้พื้นฐานเก่ียวกลบฐานขอ้ มูไลม่ใช่เชงิ สลมพลนธ์ (NOSQL)

• ฐานข้อมูล NoSQL ใช้โมเดลข้อมูลท่ีหลากหลายสาหรับการเข้าถึงและจดั การข้อมลู ฐานขอ้ มลู ประเภทนไี ดร้ ับการปรบั ปรุงประสิทธภิ าพ
สาหรบั แอปพลิเคชันท่ีต้องใช้ขอ้ มูลปรมิ าณมาก มีเวลาแฝงตา่ และมีโมเดลข้อมลู ท่ียดื หยนุ่ โดยเฉพาะ ซ่งึ เกดิ ขึนโดยการผอ่ นปรนขอ้ จากัด
ความสมา่ เสมอข้อมลู ของฐานข้อมลู อน่ื ๆ

• ลองดพู จิ ารณาตัวอยา่ งการสรา้ งโมเดลแบบแผนสาหรับฐานขอ้ มูลหนงั สอื แบบไม่ซบั ซ้อน:
• ในฐานข้อมูลเชิงสมั พนั ธ์ บันทกึ หนงั สอื มกั ถูกแยกออกจากกนั (หรอื “มาตรฐาน”) และจัดเกบ็ ในตารางแยก ส่วนความสมั พันธ์จะถูกกาหนด

โดยขอ้ จากดั คยี ์หลกั และคีย์นอก ในตัวอย่างนี ตารางหนังสอื มีคอลัมนส์ าหรับ ISBN, ช่ือหนังสือ และครงั ท่พี มิ พ์ ตารางผเู้ ขยี นมีคอลมั น์
สาหรบั รหสั ผู้เขยี นและช่ือผเู้ ขียน และสุดทา้ ยตาราง ISBN ของผ้เู ขียนมีคอลมั นส์ าหรบั รหสั ผ้เู ขยี นและ ISBN โมเดลเชิงสัมพันธ์ถูก
ออกแบบมาเพื่อทาให้ฐานขอ้ มูลสามารถบงั คบั ใชค้ วามสมบูรณอ์ า้ งอิงระหว่างตารางต่างๆ ในฐานขอ้ มูล ปรับใหเ้ ปน็ ปกติเพ่อื ลดความซาซ้อน
และไดร้ บั การปรับปรุงประสิทธิภาพสาหรับพืนท่ีจัดเก็บอย่างทว่ั ถึง

• ในฐานข้อมูล NoSQL บันทกึ หนงั สอื มักจะถูกจดั เก็บเปน็ เอกสาร JSON สาหรบั หนงั สอื แต่ละเลม่ รายการ, ISBN, ชื่อหนงั สอื , ครงั
ทพ่ี มิ พ์, ชอื่ ผู้เขียน และรหัสผูเ้ ขียนจะถกู จัดเกบ็ เป็นคุณลกั ษณะในเอกสารเดียว ในโมเดลนี ข้อมลู ได้รับการปรบั ปรงุ ประสิทธภิ าพสาหรับการ
พฒั นาทีง่ า่ ยและความสามารถในการปรบั ขนาดแนวนอน


Click to View FlipBook Version