The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชกรณียกิจสมัยก่อนรัตนโกสินทร์และสมัยรัตนโกสินทร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tippaphar.w, 2022-01-28 11:02:54

พระราชกรณียกิจสมัยก่อนรัตนโกสินทร์และสมัยรัตนโกสินทร์

พระราชกรณียกิจสมัยก่อนรัตนโกสินทร์และสมัยรัตนโกสินทร์

Keywords: E-Book

พระราชกรณียกิจ
ของพระมหากษัตริย์ไทย

ส มั ย ก่ อ น รัต น โ ก สิ น ท ร์แ ล ะ ส มั ย รัต น โ ก สิ น ท ร์

จัดทำโดย น.ส.ทิพปภา วงศ์มณีประทีป ม.4/8 เลขที่ 27

คำนำ




รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์ ส31104
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยมีจุดประสงค์ เพื่อการศึกษาความรู้ที่ได้
จากเรื่อง พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งรายงานนี้
มีเนื้อหาเกี่ยวกับ พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์สมัยก่อน
รัตนโกสินทร์ และ สมัยรัตนโกสินทร์ ผู้จัดทำได้เลือก หัวข้อนี้ใน
การทำรายงาน เนื่องมาจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจ รวมถึงเป็นการ
เทิดพระเกียรติวีรกษัตริย์ไทย ผู้จัดทำจะต้องขอขอบคุณ ครู
ศศธร เรืองวิริยะชัย ผู้ให้ความรู้ และแนวทางการศึกษาเพื่อน ๆ
ทุกคนที่ให้ ความช่วยเหลือมาโดยตลอด ผู้จัดทำหวังว่ารายงาน
ฉบับนี้จะให้ความรู้ และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน

ทิพปภา วงศ์มณีประทีป

พระราชประวัติ
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

พระราชประวัติ

พระประสูติกาล
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 3

ของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์กับนางเสือง โดยพระองค์มีพระเชษฐา
2 พระองค์และพระขนิษฐา 2 พระองค์ พระเชษฐาพระองค์แรก
สิ้นพระชนม์ตั้งแต่พ่อขุนรามคำแหงยังทรงพระเยาว์ พระเชษฐา
พระองค์ที่สองทรงพระนามตามศิลาจารึกว่า "พระยาบานเมือง"
ซึ่งได้เสวยราชสมบัติต่อจากพระบรมชนกนาถ และเมื่อพ่อขุน
บานเมืองได้เสด็จสวรรคตแล้ว พ่อขุนรามคำแหงจึงเสวยราช
สมบัติต่อมา

ตามพงศาวดารโยนก พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งกรุง
สุโขทัย พญามังรายแห่งล้านนา และพญางำเมืองแห่งพะเยา
เป็นศิษย์ร่วมพระอาจารย์เดียวกัน ณ สำนักพระสุกทันตฤๅษี ที่
เมืองละโว้ จึงน่าจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน โดยพญามังราย
ประสูติเมื่อ พ.ศ. 1782 พ่อขุนรามคำแหงก็น่าจะประสูติในปีใกล้
เคียงกันนี้

พระนาม
เมื่อพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีพระชนมายุ 19 พรรษา

ได้ทรงทำยุทธหัตถีมีชัยต่อขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด (อยู่ใน
บริเวณแม่สอดใกล้จังหวัดตาก แต่อาจจะอยู่ในเขตประเทศพม่า
ในปัจจุบัน) พระบรมชนกนาถจึงทรงขนานพระนามว่า "พระราม
คำแหง" ซึ่งแปลว่า "พระรามผู้กล้าหาญ" ภายหลังเมื่อพระบรม
ชนกนาถได้เสด็จสวรรคต และพ่อขุนบานเมือง พระเชษฐาธิราช
ได้เสวยราชสมบัติต่อมา พ่อขุนรามคำแหงจึงได้ไปเป็นเจ้าเมือง
ครองเมืองศรีสัชนาลัย

ราชบัณฑิตยสถานสันนิษฐานว่า พระนามเดิมของพระองค์คือ
เจ้าราม เพราะปรากฏพระนามเมื่อเสวยราชย์แล้วว่า "พ่อขุนราม
ราช" อนึ่ง สมัยนั้นนิยมนำชื่อปู่มาตั้งเป็นชื่อหลาน ซึ่งตามพระราช
นัดดาของพระองค์มีพระนามว่า "พระยาพระราม" และในชั้นพระ
ราชนัดดาของพระราชนัดดา ในเหตุการณ์การแย่งชิงราชสมบัติ
กรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 1962 ตามพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับ
หลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ปรากฏเจ้าเมืองพระนามว่า "พระยาบาล
เมือง" และ "พระยาราม"

การเสวยราชย์
นายตรี อมาตยกุล ได้เสนอว่า พ่อขุนรามคำแหง

มหาราชน่าจะเสวยราชย์ พ.ศ. 1820 เพราะเป็นปีที่ทรง
ปลูกต้นตาลที่สุโขทัย

ศาสตราจารย์ประเสริฐ ณ นคร ราชบัณฑิต จึงได้หา
หลักฐานมาประกอบพบว่า กษัตริย์ไทยอาหมถือประเพณี
ทรงปลูกต้นไทรตอนขึ้นเสวยราชย์อย่างน้อยเจ็ดรัชกาล
ด้วยกัน ทั้งนี้ เพื่อสร้างโชคชัยว่ารัชกาลจะอยู่ยืนยงเหมือน
ต้นไทร อนึ่ง ต้นตาลและต้นไทรเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของลังกา

พระราชกรณียกิจ

รัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นยุคที่กรุง
สุโขทัยเฟื่ องฟู และเจริญขึ้นกว่าเดิมเป็นอันมาก
ระบบการปกครองภายในก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย
อย่างมีประสิทธิภาพ มีการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศ
ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ประชาชนอยู่ดีกินดี
สภาพบ้านเมืองก้าวหน้าทั้งทางเกษตร การชลประทาน
การอุตสาหกรรม และการศาสนา อาณาเขตของกรุง
สุโขทัยได้ขยายออกไปกว้างใหญ่ไพศาล

การเมืองการปกครอง
เมื่ อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงขจัดอิทธิพลของเขมร

ออกไปจากกรุงสุโขทัยได้ในปลายพุทธศตวรรษที่ 18
การปกครองของกษัตริย์สุโขทัยได้ใช้ระบบปิตุราชาธิป
ไตยหรือ "พ่อปกครองลูก" ดังข้อความในศิลาจารึก
พ่อขุนรามคำแหงว่า คำพูด"....เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเรอแก่
พ่อกู กูได้ตัวเนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมาก
ส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยดี กูเอามาแก่พ่อกู กูไป
ตีหนังวังช้างได้ กูเอามาแก่พ่อกู กูไปท่อบ้านท่อเมือง
ได้ช้างได้งวง ได้ปั่ วได้นาง ได้เงือนได้ทอง กูเอามาเวน
แก่พ่อกู.."

ข้อความดังกล่าวแสดงการนับถือบิดามารดา และถือว่า
ความผูกพันในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ ครอบครัวทั้งหลาย
รวมกันเข้าเป็นเมืองหรือรัฐ มีเจ้าเมืองหรือพระมหากษัตริย์เป็น
หัวหน้าครอบครัว

ปรากฏข้อความในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่าพ่อขุน
รามคำแหงมหาราชทรงใช้พระราชอำนาจในการยุติธรรมและ
นิติบัญญัติไว้ดังต่อไปนี้

1) ราษฎรสามารถค้าขายได้โดยเสรี เจ้าเมืองไม่เรียกเก็บ
จังกอบหรือภาษีผ่านทาง

2) ผู้ใดล้มตายลง ทรัพย์มรดกก็ตกแก่บุตร
3) หากผู้ใดไม่ได้รับความเป็นธรรมในกรณีพิพาท ก็มีสิทธิ
ไปสั่นกระดิ่งที่ แขวนไว้หน้าประตูวังเพื่ อถวายฎีกาต่อพระมหา
กษัตริย์ได้ พระองค์ก็จะทรงตัดสินด้วยพระองค์เอง
นอกจากนี้ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชยังทรงใช้พุทธศาสนา
เป็นเครื่องช่วยในการปกครอง โดยได้ทรงสร้าง "พระแท่นม
นังคศิลาบาตร" ขึ้นไว้กลางดงตาล เพื่อให้พระเถรานุเถระ
แสดงพระธรรมเทศนาแก่ประชาชนในวันพระ ส่วนวันธรรมดา
พระองค์จะเสด็จประทับเป็นประธานให้เจ้านายและข้าราชการ
ปรึกษาราชการร่วมกัน

เศรษฐกิจและการค้า
โปรดให้สร้างทำนบกักน้ำที่เรียกว่า “สรีดภงส์” เพื่อนำน้ำไป

ใช้ในตัวเมืองสุโขทัยและบริเวณใกล้เคียง โดยอาศัยแนวคันดิน
ที่เรียกว่า “เขื่อนพระร่วง” ทำให้มีน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูก
และอุปโภคบริโภคในยาม ที่บ้านเมืองขาดแคลนน้ำ

ทรงส่งเสริมการค้าขายอย่างเสรีภายในราชอาณาจักรด้วย
การไม่เก็บภาษีผ่านด่านหรือ “จกอบ” (จังกอบ) จากบรรดา
พ่อค้าที่เข้ามาค้าขายในกรุงสุโขทัย ดังคำจารึกบนศิลาจารึกว่า
"เจ้าเมือง บ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง" นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่
ปรากฏว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงส่งเสริมให้ชาวสุโขทัย
นิยมการค้าขายนั้น ปรากฏตามศิลาจารึกตอนหนึ่งว่า "เพื่อนจูง
วัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจะใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า
ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า" อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า ทรง
เปิดเสรีทุกประการในการค้าขายทำให้การค้าขายขยายออกไป
อย่างกว้างขวางจนปรากฏแหล่งการค้าสำคัญในสุโขทัยได้แก่
"ตลาดปสาน" จากศิลาจารึกกล่าวว่า "เบื้องตีนนอนเมือง
สุโขทัย มีตลาดปสาน"

ในด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ พ่อขุนรามคำแหง
มหาราชทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับมหาอำนาจอย่าง "จีน"
โดยนอกจากการเพิ่มพูนสัมพันธไมตรีตามปกติแล้ว ยัง
โปรดให้นำช่างจากชาวจีนมาเพื่ อก่อตั้งโรงงานตั้งเตาทำถ้วย
ชามทั้งเพื่อใช้ในประเทศ และสามารถส่งออกไปยังประเทศ
ใกล้เคียงได้ด้วย ถ้วยชามที่ผลิตในยุคนี้เรียกว่า "ชามสังค
โลก"

ศาสนาและวัฒนธรรม
ทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้แทนตัวอักษรขอมที่เคยใช้

กันมาแต่เดิม เมื่อ พ.ศ. 1826 เรียกว่า “ลายสือไทย” และได้มี
การพัฒนาการมาเป็นลำดับจนถึงอักษรไทยในยุคปัจจุบัน
ทำให้คนไทยมีอักษรไทยใช้มาจนถึงทุกวันนี้

โปรดให้จารึกเรื่องราวบางส่วนที่เกิดในสมัยของพระองค์
โดยปรากฏอยู่ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ทำให้คนไทยยุค
หลังได้ทราบ และนักประวัติศาสตร์ได้ใช้ศิลาจารึกดังกล่าว
เป็นข้อมูลหลักฐานในการศึกษาค้นคว้าเรื่องราว
ประวัติศาสตร์สุโขทัย

ทรงรับเอาพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท ลัทธิลังกา
วงศ์ จากลังกา ผ่านเมืองนครศรีธรรมราช มาประดิษฐานที่
เมืองสุโขทัย ทำให้พระพุทธศาสนาวางรากฐานมั่นคงใน
อาณาจักรสุโขทัย และเผยแผ่ไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ในราช
อาณาจักรสุโขทัย จนกระทั่งได้กลายเป็นศาสนาประจำ
ชาติไทยมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่ อพระพุทธศาสนาได้มาตั้งมั่นที่ นครศรีธรรมราช
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเลื่ อมใสศรัทธาในพระพุทธ
ศาสนาจึงให้นิมนต์พระเถระชั้นผู้ใหญ่จากเมือง
นครศรีธรรมราชไปตั้งเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่กรุง
สุโขทัยด้วย และนับเป็นการเริ่มการเจริญสัมพันธไมตรีกับ
ลังกา อีกทั้งทรงได้สดับกิตติศัพท์ของ "พระพุทธสิหิงค์"
ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่เจ้าราชวงศ์ลังกาสร้างขึ้นด้วย
พระพุทธลักษณะที่งดงาม และมีความศักดิ์สิทธิ์ จึงทรงให้
พระยานครศรีธรรมราช เจ้าประเทศราชแต่งสาส์นให้ทูต
ถือไปยังลังกา เพื่อขอเป็นไมตรีและขอพระราชทานพระ
พุทธสิหิงค์มาเพื่ อเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองไทยสืบไป

อาณาเขต
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ทรงขยายอาณาเขตออกไป

อย่างกว้างขวางไพศาล คือ

ทิศตะวันออก ทรงปราบได้เมืองสรหลวงสองแคว
(พิษณุโลก), ลุมบาจาย, สะค้า (สองเมืองหลังนี้อาจอยู่แถว
ลุ่มแม่น้ำน่านหรือแควป่าสักก็ได้), ข้ามฝั่ งแม่น้ำโขงไปถึง
เวียงจันทน์และเวียงคำในประเทศลาว

ทิศใต้ ทรงปราบได้คนที (บ้านโคน จังหวัดกำแพงเพชร),
พระบาง (นครสวรรค์), แพรก (ชัยนาท), สุพรรณภูมิ, ราชบุรี,
เพชรบุรี, และนครศรีธรรมราช โดยมีฝั่ งทะเลสมุทร
(มหาสมุทร) เป็นเขตแดนไทย

ทิศตะวันตก ทรงปราบได้เมืองฉอด,มีสมุทรเป็นเขตแดน
ไทย

ทิศเหนือ ทรงปราบได้เมืองแพร่, เมืองน่าน, เมืองพลัว
(อำเภอปัว น่าน), ข้ามฝั่ งโขงไปถึงเมืองชวา (หลวงพระบาง)
เป็นเขตแดนไทย

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ภาพด้านหลังธนบัตรไทยชนิดราคา 20 บาท (ชุดที่

16) รูปพระบรมราชานุสาวรีย์ของพ่อขุนรามคำแหง
มหาราช

การใช้ความสัมพันธ์ทางด้านการทูตและความ
สัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะทางด้าน
พระพุทธศาสนาแทนการทำสงคราม ทำให้สุโขทัยมีแต่
ความสงบร่มเย็น ไม่เกิดสงครามกับแคว้นต่าง ๆ ใน
สมัยของพระองค์ และได้หัวเมืองประเทศราชเพิ่มขึ้นอีก
ด้วย

ทรงทำพระราชไมตรีกับพญามังรายมหาราชแห่ง
ล้านนา และพญางำเมืองแห่งพะเยา โดยทรงยินยอมให้
พญามังรายมหาราชขยายอาณาเขตล้านนาทางน้ำแม่
กก แม่น้ำปิง และแม่น้ำวังได้อย่างสะดวก เพื่อให้เป็น
กันชนระหว่างจีนกับสุโขทัย กับทั้งยังได้เสด็จไปทรง
ช่วยเหลือพญามังรายมหาราชหาชัยภูมิสร้างเมือง
เชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 1839 ด้วย

ทางอาณาจักรมอญ มีพ่อค้าชื่อ "มะกะโท" เข้ารับราชการ
อยู่ในราชสำนักของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มะกะโทได้
ผูกสมัครรักใคร่กับ "เจ้าเทพธิดาสร้อยดาว" พระธิดาของ
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช แล้วพากันหนีไปอยู่เมืองเมาะตะ
มะ แล้วจึงขออภัยโทษต่อพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ขอ
พระราชทานนาม และขอยินยอมเป็นประเทศราชของกรุง
สุโขทัย ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงได้พระราชทานนามว่า "พระเจ้า
ฟ้ารั่ว

ทางทิศใต้ ได้ทรงอาราธนาพระมหาเถรสังฆราชผู้เรียน
จบพระไตรปิฎกมาจากนครศรีธรรมราช ให้มาเผยแพ่พุทธ
ศาสนาในกรุงสุโขทัย

ส่วนด้านเมืองละโว้นั้นทรงปล่อยให้เป็นเอกราชอยู่
เพราะปรากฏว่ายังส่งเครื่องบรรณาการไปจีนอยู่ระหว่าง
พ.ศ. 1834 ถึง พ.ศ. 1840 ทั้งนี้ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ก็คงจะได้ทรงผูกไมตรีกับเมืองละโว้ไว้ นอกจากนี้ พ่อขุน
รามคำแหงมหาราชเองก็ทรงส่งราชทูตไปจีนสามครั้งเพื่ อ
เจริญสัมพันธไมตรี

ประดิษฐ์กรรม
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้

เมื่อ พ.ศ. 1826 พระองค์ได้ทรงประดิษฐ์พยัญชนะ สระ
และวรรณยุกต์ เพิ่มขึ้นให้สามารถเขียนแทนเสียงพูดของ
คำในภาษาไทยได้ทุกคำ กับทั้งได้นำสระและพยัญชนะ
มาอยู่ในบรรทัดเดียวกันโดยไม่ต้องใช้พยัญชนะซ้อนกัน
ทำให้เขียนและอ่านหนังสือไทยได้สะดวกมากขึ้น

วรรณกรรม
วรรณกรรมสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชสูญหาย

ไปหมดแล้ว คงเหลือแต่ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง
(พ.ศ. 1835) ซึ่งแม้จะมีข้อความเป็นร้อยแก้ว แต่ก็มี
สัมผัสคล้องจองทำให้ไพเราะซาบซึ้งตรึงใจ เช่น

...ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว...ลูท่างเพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่
ม้าไปขาย...เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พิน เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด

นับเป็นวรรณคดีเริ่มแรกของกรุงสุโขทัยซึ่งตกทอดมา
ถึงปัจจุบัน โดยอย่างไรก็ดี ในช่วงตั้งแต่ พ.ศ. 2520
เป็นต้นมา มีข้อสงสัยทางวิชาการว่าศิลาจารึกดังกล่าวจะ
มิได้ทำขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และมีผู้เสนอ
ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพบศิลา
นั้นเมื่อเสด็จจาริกธุดงค์ เป็นผู้ทรงทำศิลานั้นขึ้นเพื่อ
เหตุผลทางการเมืองในการสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทย
ให้ชาติตะวันตกเห็นว่ามีและรุ่งเรืองมาอย่างยาวนาน
เป็นการป้องปัดภัยการล่าอาณานิคมในสมัยนั้น ทั้งนี้ข้อ
สงสัยนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

สวรรคต
ตามบันทึกประวัติศาสตร์หยวนของจีน ได้บันทึกไว้ว่า

พ่อขุนรามคำแหงได้เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 1842 และ
พระยาเลอไทย พระราชโอรสของพระองค์ จึงเสวยราช
สมบัติต่อมา

พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

(รัชกาลที่ 5)

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราช
สมภพเมื่อวันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู เบญจศก จ.ศ.
1215 (ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396) เพลาก่อนทุ่ม
หนึ่งบาตรหนึ่ง เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่พระนางเธอ พระองค์เจ้า
รำเพยภมราภิรมย์ (ในรัชกาลที่ 6 ได้มีการสถาปนาพระบรม
อัฐิเป็นสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) ครั้งนั้นพระบรม
วงศานุวงศ์เสนาบดีเข้าชื่อกันกราบบังคมทูลว่า ทุกวันนี้เจ้าฟ้า
ก็ไม่มีเหมือนแต่ก่อน ขอให้ยกขึ้นเป็นเจ้าฟ้าอย่างสมัยก่อน
จึงพระราชทานพระนามว่า เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ถึงวันที่ 21
มีนาคม พ.ศ. 2404 จึงได้รับพระราชทานสุพรรณบัฏจารึก
พระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ บดิ
นทรเทพยมหามกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศบริพัตร
สิริวัฒนราชกุมาร แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเจ้ากรมเป็นหมื่น
พิฆเนศวรสุรสังกาศซึ่งคำว่า "จุฬาลงกรณ์" นั้นแปลว่า เครื่อง
ประดับผม อันหมายถึง "พระเกี้ยว" ที่มีรูปเป็นส่วนยอดของ
พระมหามงกุฎหรือยอดชฎา

พระองค์มีพระขนิษฐาและพระอนุชาร่วมพระมารดา
รวม 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้า
ฟ้าจันทรมณฑล โสภณภควดี กรมหลวงวิสุทธิกระษัต
ริย์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี
กรมพระจักรพรรดิพงษ์ และสมเด็จพระราชปิตุลา บรม
พงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุ
พันธุวงศ์วรเดช

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้
รับการศึกษาเบื้องต้นในสำนักพระเจ้าอัยยิกาเธอ กรม
หลวงวรเสรฐสุดา ทรงได้รับการศึกษาด้านอักษร
ศาสตร์ ภาษาเขมรจากหลวงราชาภิรมย์ ทรงได้การ
ศึกษาการยิงปืนไฟจากพระยาอภัยเพลิงศร

วันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2408 (นับแบบ
ปัจจุบันเป็น พ.ศ. 2409) โปรดให้โสกันต์สมเด็จเจ้าฟ้า
จุฬาลงกรณ์ แล้วทรงผนวชเป็นสามเณร ณ พระอุโบสถ
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2409ได้ถวาย
เทศนามหาชาติกัณฑ์สักรบรรพ ณ พระที่นั่งทรงธรรม
เมื่อวันอังคารที่ 23 ตุลาคม ภายหลังจากการผนวช
โปรดให้ตั้งพิธีเลื่ อนสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ขึ้นเป็น
กรมขุนพินิตประชานารถ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม
พ.ศ. 2410(นับแบบปัจจุบันเป็น พ.ศ. 2411) โดยทรง
กำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ
และกรมทหารบกวังหน้า

บรมราชาภิเษกครั้งที่ 1
วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า

เจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตภายหลังเสด็จออกทอดพระเนตร
สุริยุปราคา 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 โดยก่อนที่พระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคตนั้น ได้มีพระราช
หัตถเลขาไว้ว่า "พระราชดำริทรงเห็นว่า เจ้านายซึ่งจะสืบพระ
ราชวงศ์ต่อไปภายหน้า พระเจ้าน้องยาเธอก็ได้ พระเจ้าลูกยา
เธอก็ได้ พระเจ้าหลานเธอก็ได้ ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ปรึกษา
กันจงพร้อม สุดแล้วแต่จะเห็นดีพร้อมกันเถิด ท่านผู้ใดมี
ปรีชาควรจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้เลือกดูตามสมควร" ดังนั้น
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรคต จึง
ได้มีการประชุมปรึกษาเรื่องการถวายสิริราชสมบัติแด่พระเจ้า
แผ่นดินพระองค์ใหม่ ซึ่งในที่ประชุมนั้นประกอบด้วยพระบรม
วงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ โดยพระเจ้า
น้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ได้เสนอสมเด็จพระเจ้า
ลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ พระ
ราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัวขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมนั้นมีความเห็นพ้อง
เป็นเอกฉันท์

ดังนั้น พระองค์จึงได้รับการทูลเชิญให้ขึ้นครองราช
สมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา โดยในขณะนั้น มีพระ
ชนมายุเพียง 15 พรรษา ดังนั้น จึงได้แต่งตั้ง
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระองค์จะมี
พระชนมพรรษครบ 20 พรรษา โดยทรงประกอบพระ
ราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยได้รับการเฉลิม
พระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
จุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมี
พระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า

"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์
บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศ
บริพัตร์ วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันบรมมหาจักรพรรดิ
ราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ
อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิ
จิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางค

ประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรม
สุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลย
วิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิต
ประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขราชดิลก
มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษ
สิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศม
โหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัต
โนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศ
วิชิตชัย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทร
มหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธ
าทิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี
เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกล
ไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหา
ราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้า
อยู่หัว"

ผนวชและบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรง

พระผนวชเป็นพระภิกษุจุฬาลงฺกรโณ
บรมราชาภิเษกครั้งที่สอง

เมื่อพระองค์มีพระชนมายุครบ 20 พรรษาแล้ว เมื่อ
วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2416 จึงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปประทับ ณ วัด
บวรนิเวศราชวรวิหารเป็นเวลา 15 วัน หลังจากทรงลา
สิกขาแล้ว ได้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่
2 ขึ้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 โดยได้รับ
การเฉลิมพระปรมาภิไธยในครั้งนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มี
พระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า

"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทร
เทพยมหามงกุฏ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศบริพัตร
วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ
อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ มหามงกุฎราชว
รางกูร สุจริตมูลสุสาธิต อรรคอุกฤษฏไพบูลย์ บุรพาดูลย์
กฤษฎาภินิหาร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตร โสภา
คยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณต บาทบงกชยุคล ประ
สิทธิสรรพศุภผลอุดมบรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาล
เกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์
สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขมา
ตยาภิรมย์ อุดมเดชาธิการ บริบูรณ์คุณสารสยามาทินครวรุต
เมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต์มหันตวรฤทธิเดช สรรพ
วิเศษสิรินธร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหด
มบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณ
มหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหศวริ
ยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรม
นาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์
อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ
สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช
บรมนาถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"

สวรรคต
พระโกศทองใหญ่ประดิษฐานพระบรมศพพระบาท

สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งดุสิตมหา
ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ
สวรรคตด้วยโรคพระวักกะ (ไต) เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม
พ.ศ. 2453 เวลา 2.45 นาฬิกา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน
พระราชวังดุสิต สิริพระชนมพรรษาได้ 57 พรรษา นาย
แพทย์วิบูล วิจิตรวาทการ นักเขียนเชิงประวัติศาสตร์ ได้
ให้ความเห็นระบุโรคที่เป็นไปได้ คือ โรคนิ่วในไต, โรคไต
อักเสบ จากการติดเชื้อ และโรคไตชนิด Chronic
Glomerulonephritis อันเกิดจากต่อมทอนซิลอักเสบ
ฉับพลัน อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็น
โรคไตชนิดใด ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้จัดให้วันที่ 23 ตุลาคม
ของทุกปี เป็นวันปิยมหาราชและเป็นวันหยุดราชการ

พระเมรุมาศทรงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ก่อนสวรรคตเคยมีพระราชกระแสรับสั่งในพระราช
หัตถเลขาว่าให้ยกเลิกการพระเมรุใหญ่เสีย ปลูกแต่ที่
เผาพอสมควรในท้องสนามหลวงแล้วแต่จะเห็นสมควร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเคารพต่อ
พระราชประสงค์ จึงโปรดให้จัดการตามพระราชดำรินั้น

พระราชกรณียกิจ

พระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ 5 ได้แก่ ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการเลิกทาสและไพร่ใน
ประเทศไทย การป้องกันการเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิ
ฝรั่งเศสและจักรวรรดิอังกฤษ ได้มีการประกาศออกมาให้
มีการนับถือศาสนาโดยอิสระในประเทศ โดยบุคคล
ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามสามารถปฏิบัติศาสนกิจ
ได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ได้มีการนำระบบจากทางยุโรป
มาใช้ในประเทศไทย ได้แก่ระบบการใช้ธนบัตรและ
เหรียญบาท ใช้ระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น มณฑล
เทศาภิบาล จังหวัด และอำเภอ และได้มีการสร้างรถไฟ
สายแรก คือ กรุงเทพฯ ถึง อยุธยา ลงวันที่ 1 มีนาคม
ร.ศ.109 ซึ่งตรงกับ พุทธศักราช 2433 นอกจากนี้ได้มี
งานพระราชนิพนธ์ ที่สำคัญ การก่อตั้งการประปา การ
ไฟฟ้า ไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ การสื่อสาร การรถไฟ
ส่วนการคมนาคม ให้มีการขุดคลองหลายแห่ง เช่น คลอง
ประเวศบุรีรมย์ คลองสำโรง คลองแสนแสบ คลองนคร
เนื่องเขต คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองเปรมประชากร
และ คลองทวีวัฒนา ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองส่ง
น้ำประปา

จากเชียงราก สู่สามเสน อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร
ซึ่งคลองนี้ส่งน้ำจากแหล่งน้ำดิบเชียงราก ผ่านอำเภอ
สามโคก อำเภอเมืองปทุมธานี อำเภอคลองหลวง อำเภอ
ธัญบุรีและอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี,
อำเภอปากเกร็ด และ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี
และ เขตสายไหม เขตบางเขน เขตดอนเมือง เขตหลักสี่
เขตจตุจักร เขตบางซื่อ เขตดุสิต เขตพญาไท และ เขต
ราชเทวี กรุงเทพมหานคร

พระราชกรณียกิจด้านสังคม ทรงยกเลิกระบบไพร่ โดย
ให้ไพร่เสียเงินแทนการถูกเกณฑ์ นับเป็นการเกิดระบบ
ทหารอาชีพในประเทศไทย นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเลิก
ทาสแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากออกกฎหมายให้ลูกทาส
อายุครบ 20 ปีเป็นอิสระ จนกระทั่งออกพระราชบัญญัติเลิก
ทาส ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) ซึ่งปล่อยทาสทุกคนให้เป็น
อิสระและห้ามมีการซื้อขายทาส

การปฏิรูปการปกครอง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง

ตระหนักถึงการคุกคามจากจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มี
ต่อประเทศในแถบเอเชีย โดยมักอ้างความชอบธรรมใน
การเข้ายึดครองดินแดนแถบนี้ว่าเป็นการทำให้บ้าน
เมืองเจริญก้าวหน้าอันเป็น "ภาระของคนขาว" ทำให้
ต้องทรงปฏิรูปบ้านเมืองให้ทันสมัย โดยพระราช
กรณียกิจดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2416

ประการแรก ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาขึ้นมาสองสภา ได้แก่
สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (เคาน์ซิลออฟสเตต) และ
สภาที่ปรึกษาในพระองค์ (ปรีวีเคาน์ซิล) ในปี พ.ศ. 2417
และทรงตั้งขุนนางระดับพระยา 12 นายเป็น "เคาน์ซิลลอร์"
ให้มีอำนาจขัดขวางหรือคัดค้านพระราชดำริได้ และทรง
ตั้งพระราชวงศานุวงศ์ 13 พระองค์ และขุนนางอีก 36
นาย ช่วยถวายความคิดเห็นหรือเป็นกรรมการดำเนินการ
ต่าง ๆ แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง
บุนนาค)

ขุนนางสกุลบุนนาค และกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เห็น
ว่าสภาที่ปรึกษาเป็นความพยายามดึงพระราชอำนาจของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้เกิดความ
ขัดแย้งที่เรียกว่า วิกฤตการณ์วังหน้า วิกฤตการณ์ดัง
กล่าวทำให้การปฏิรูปการปกครองชะงักลงกระทั่ง พ.ศ.
2428

พ.ศ. 2427 ทรงปรึกษากับพระวรวงศ์เธอ พระองค์
เจ้าปฤษฎางค์ อัครราชทูตไทยประจำอังกฤษ ซึ่ง
พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ พร้อมเจ้านายและข้าราชการ 11
นาย ได้กราบทูลเสนอให้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น
แบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่พระองค์ทรง
เห็นว่ายังไม่พร้อม แต่ก็โปรดให้ทรงศึกษารูปแบบการ
ปกครองแบบประเทศตะวันตก และ พ.ศ. 2431 ทรงเริ่ม
ทดลองแบ่งงานการปกครองออกเป็น 12 กรม (เทียบ
เท่ากระทรวง)

พ.ศ. 2431 ทรงตั้ง "เสนาบดีสภา" หรือ "ลูกขุน ณ
ศาลา" ขึ้นเป็นฝ่ายบริหาร ต่อมา ใน พ.ศ. 2435 ได้ตั้ง
องคมนตรีสภา เดิมเรียกสภาที่ปรึกษาในพระองค์ เพื่อ
วินิจฉัยและทำงานให้สำเร็จ และรัฐมนตรีสภา หรือ
"ลูกขุน ณ ศาลาหลวง" ขึ้นเพื้อปรึกษาราชการแผ่นดินที่
เกี่ยวกับกฎหมาย นอกจากนี้ยังทรงจัดให้มี "การชุมนุม
เสนาบดี" อันเป็นการประชุมปรึกษาราชการที่มุขกระสัน
พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ด้วยความพอพระทัยในผลการดำเนินงานของกรม
ทั้งสิบสองที่ได้ทรงตั้งไว้เมื่อ พ.ศ. 2431 แล้ว พระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงประกาศตั้ง
กระทรวงขึ้นอย่างเป็นทางการจำนวน 12 กระทรวง เมื่อ
วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2435 อันประกอบด้วย

1.กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบงานที่เดิมเป็นของ
สมุหนายก ดูแลกิจการพลเรือนทั้งหมดและบังคับบัญชา
หัวเมืองฝ่ายเหนือและชายทะเลตะวันออก

2.กระทรวงนครบาล รับผิดชอบกิจการในพระนคร
3.กระทรวงโยธาธิการ รับผิดชอบการก่อสร้าง
4.กระทรวงธรรมการ ดูแลการศาสนาและการศึกษา
5.กระทรวงเกษตรพานิชการ รับผิดชอบงานที่ในปัจจุบันเป็น

ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์
6.กระทรวงยุติธรรม ดูแลเรื่องตุลาการ
7.กระทรวงมรุธาธร ดูแลเครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์
8.กระทรวงยุทธนาธิการ รับผิดชอบปฏิบัติการการทหารสมัย

ใหม่ตามแบบยุโรป
9.กระทรวงพระคลังสมบัติ รับผิดชอบงานที่ในปัจจุบันเป็น

ของกระทรวงการคลัง
10.กระทรวงการต่างประเทศ (กรมท่า) รับผิดชอบการต่าง

ประเทศ
11.กระทรวงกลาโหม รับผิดชอบกิจการทหาร และบังคับ

บัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้
12.กระทรวงวัง รับผิดชอบกิจการพระมหากษัตริย์

หลังจากวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ทรงให้
กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบกิจการพลเรือนเพียงอย่าง
เดียว และให้กระทรวงกลาโหมรับผิดชอบกิจการทหาร
เพียงอย่างเดียว ยุบกรม 2 กรม ได้แก่ กรมยุทธนาธิการ
โดยรวมเข้ากับกระทรวงกลาโหม และกรมมรุธาธร โดย
รวมเข้ากับกระทรวงวัง และเปลี่ยนชื่อกระทรวงเกษตรพา
นิชการ เป็น กระทรวงเกษตราธิการ ด้านการปกครองส่วน
ภูมิภาค มีการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ทำให้ไทยกลาย
มาเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ โดยการลดอำนาจเจ้าเมือง และนำ
ข้าราชการส่วนกลางไปประจำแทน ทรงทำให้นคร
เชียงใหม่ (พ.ศ. 2317–2442) รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ
สยาม ตลอดจนทรงแต่งตั้งให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรม
หมื่นประจักษ์ศิลปาคม ไปประจำที่อุดรธานี เป็นจุดเริ่มต้น
ของการปกครองแบบเทศาภิบาล

พ.ศ. 2437 ทรงกำหนดให้เทศาภิบาลขึ้นกับกระทรวง
มหาดไทย ยกเลิกระบบกินเมือง และระบบหัวเมืองแบบเก่า
(ได้แก่ หัวเมืองชั้นใน ชั้นนอก และเมืองประเทศราช) จัด
เป็นมณฑล เมือง อำเภอ หมู่บ้าน ระบบเทศาภิบาลดัง
กล่าวทำให้สยามกลายเป็นรัฐชาติที่มั่นคง มีเขตแดนที่
ชัดเจนแน่นอน นับเป็นการรักษาเอกราชของประเทศ และ
ทำให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

พระองค์ยังได้ส่งเจ้านายหลายพระองค์ไปศึกษาในทวีป
ยุโรป เพื่อมาดำรงตำแหน่งสำคัญในการปกครองที่ได้รับ
การปฏิรูปใหม่นี้ และทรงจ้างชาวต่างประเทศมารับราชการ
ในตำแหน่งที่คนไทยยังไม่เชี่ยวชาญ ทรงตั้งสุขาภิบาลแห่ง
แรกของประเทศที่ท่าฉลอม พ.ศ. 2448

การเสด็จประพาสยุโรป
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงเดินทางไป
ถึงทวีปยุโรป การเสด็จฯ เยือนครั้งประวัติศาสตร์ในปี
2440 ถือเป็นทั้งเรื่องใหญ่และใหม่มากในสมัยนั้น

บรรณานุกรม

th.wikipedia.org/wiki/พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
th.wikipedia.org/wiki/พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ปล.ถ้าเกิดนักอ่านท่านใดได้เห็นหน้านี้ โปรดรู้เอาไว้ว่า เราตั้งใจทำหนังสือ
ที่ไม่มีสารบัญ ไม่มีหน้า เพราะอยากให้นักอ่านลุ้นว่าเมื่อไหร่จะจบ และต่อไป
มันคืออะไร ถึงหนังสือเล่มนี้จะมีรูปที่น้อยมากๆ แต่เราอยากให้ทุกคนลุ้นไป
กับมัน


Click to View FlipBook Version