รายงานวิจยั ในชนั้ เรียน
เร่ือง
การพัฒนาทักษะการคดิ คำนวณและแกโ้ จทย์ปญั หาวชิ าฟสิ ิกส์
โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะของนักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6
โดย
นางกัญญาภคั เทพศิริ
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
โรงเรยี นธดิ าแมพ่ ระ อำเภอเมือง จงั หวดั สุราษฎรธ์ านี
ปีการศกึ ษา 2564
ก
กิตติกรรมประกาศ
การทำการศกึ ษาคน้ ควา้ ในครั้งน้ผี ู้ทำการวจิ ัยขอขอบคุณเพ่ือนครูหลายๆ ท่าน ที่คอยใหค้ ำแนะนำ
และความชว่ ยเหลอื ตลอดการทำการศึกษาคน้ ควา้ รว่ มท้ังขอขอบคุณทางโรงเรียนธิดาแม่พระที่ได้ชว่ ยเหลือ
ในดา้ นสถานท่ี และอปุ กรณ์ รวมทง้ั สือ่ ต่างๆ ท่ีใชใ้ นการศกึ ษาค้นคว้าในคร้งั นี้
กัญญาภคั เทพศริ ิ
ผู้วิจยั
ข
ชื่อเรื่อง : การพฒั นาทกั ษะการคดิ คำนวณและแกโ้ จทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ โดยใช้แบบฝึก
ทักษะของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6
ช่ือผวู้ จิ ยั :
กล่มุ สาระ : นางกัญญาภัค เทพศิริ
ปีการศึกษา :
วทิ ยาศาสตร์c]tgm8FoF]pu
2564
บทคดั ยอ่
การวจิ ยั คร้ังนี้มีวตั ถุประสงค์เพอื่ 1) พฒั นาสรา้ งแบบฝึกทักษะ เพ่อื พัฒนาความรูค้ วามสามารถในการ
คดิ คำนวณและแก้โจทยป์ ญั หาเรื่องฟิสิกสอ์ ะตอม 2) เพื่อศกึ ษาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนวิชาฟิสกิ ส์ของนักเรยี น
ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 6/2 ทีเ่ รยี นโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ เร่ืองฟิสิกส์อะตอม
กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 6/2 โรงเรยี นธดิ าแม่พระ อำเภอเมือง จังหวดั สุราษฎร์
ธานี ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 49 คน ใชแ้ ผนแบบการวจิ ยั แบบกลมุ่ เดียวทดสอบก่อน-หลัง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจยั ไดแ้ ก่ 1) แบบฝึกทักษะ เรือ่ ง ฟสิ ิกส์อะตอม 2) แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการ
เรยี นวชิ าฟิสิกส์ เรอื่ ง ฟิสกิ ส์อะตอม เป็นแบบปรนยั 4 ตัวเลอื ก จำนวน 20 ข้อ
ผลการวิจัย พบว่า
1. นักเรียนท่ีใช้แบบฝึกทักษะ เรอื่ ง ฟสิ กิ ส์อะตอม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นหลงั เรยี นสูงกวา่ กอ่ น
เรียน
2. นักเรยี นทีใชแ้ บบฝกึ ทักษะ เรอ่ื ง ฟิสิกส์อะตอม ทุกคนมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นผ่านเกณฑ์ร้อยละ
70
สารบัญ ค
บทคัดยอ่ หนา้
กติ ติกรรมประกาศ ก
สาบัญ ข
สารบญั ตาราง ค
บทท่ี 1 บทนำ ง
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา 1
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั 2
สมมติฐานการวจิ ัย 2
ขอบเขตของการวิจัย 2
นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 2
3
ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะได้รบั
บทท่ี 2 เอกสารทเี่ ก่ียวข้อง 4
5
ความหมายของแบบฝึกทักษะ 5
6
ความสำคญั แบบฝกึ ทกั ษะ 6
6
ประโยชนแ์ บบฝึกทกั ษะ 7
7
บทท่ี 3 หลกั ในการสรา้ งแบบฝึกทักษะ
ลกั ษณะของแบบฝกึ ทักษะทด่ี ี 8
หลกั การสร้างแบบฝกึ ทักษะ 8
ขนั้ ตอนการสร้างแบบฝึกทกั ษะ 9
เอกสารงานวิจัยทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง
วิธดี ำเนนิ การศกึ ษาคน้ ควา้ 11
1. ประชากรและกลุม่ เปา้ หมาย 14
2. เครื่องมือวจิ ยั /การสรา้ งเคร่ืองมือวิจยั 15
3. การดำเนนิ การทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมลู 16
บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
บทท่ี 5 สรปุ ผล อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
ง
สารบัญตาราง 12
15
ตาราง
หนา้
ตาราง 1 บนั ทึกผลคะแนนก่อนเรียนและหลงั เรยี นของนักเรยี นที่ใช้แบบฝกึ ทกั ษะเรอื่ ง การ
ตอ่ ตัวต้านทานและกฎของโอหม์
ตาราง 2 ผลการเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าฟิสิกส์ เรือ่ ง การตอ่ ตวั ตา้ นทานและ
กฎของโอหม์ กอ่ นเรียนและหลังเรียนของนักเรยี นที่ใช้แบบฝึกทักษะ
1
บทที่ 1
บทนำ
ทม่ี าและความสำคัญของปญั หา
วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ วิชาหนง่ึ ท่มี ีความสำคญั ต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก ทงั้ ในด้านชีวติ ประจำวนั ดา้ นความ
เจรญิ ก้าวหนา้ ของวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยีตา่ งๆ และเปน็ พื้นฐานของวชิ าอน่ื ๆ จากความสำคัญของวิชา
วทิ ยาศาสตรด์ ังกลา่ วกระทรวงศึกษาธกิ ารจึงได้กำหนดให้วิชาวิทยาศาสตร์บรรจุอยู่ในการเรียนการสอนท่จี ะ
มุง่ เนน้ ใหน้ กั เรยี นไดร้ ับความรู้ ความเข้าใจแล้วตอ้ งใหน้ กั เรียนไดฝ้ กึ ทักษะควบคู่กนั ไป เพื่อสง่ เสริมให้ผูเ้ รียนได้
พฒั นาทกั ษะการแก้โจทย์ปญั หาใหส้ ูงท่สี ุดตามความสามารของแต่ละบุคคล และเพือ่ ประโยชน์ในการเรียน
วทิ ยาศาสตร์ในระดับตอ่ ไป พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาตพิ ทุ ธศักราช 2542 หมวดที่ 4 ว่าด้วยแนวการจัด
การศกึ ษา มาตรา 24 การจดั กระบวนการเรียนรู้ให้สถานศกึ ษาและหนว่ ยงานทเ่ี ก่ยี วข้อดำเนนิ การจดั เน้ือหา
สาระและกจิ กรรมใหส้ อดคล้องกบั ความสนใจและความถนัดของผ้เู รียน โดยคำนึงถึงความแตก ตา่ งระหว่าง
บคุ คล ฝกึ ทักษะกระบวนการคดิ การจัดการเผชญิ สถานการณ์ และการประยุกตค์ วามรู้มาเพ่ือใชป้ อ้ งกันและ
แก้ไขปญั หา จดั กิจกรรมและใช้รูปแบบการจดั การเรียนรูท้ ่ีเออ้ื ประโยชน์แก่ผู้เรยี นให้มากท่ีสุด รวมทง้ั ปลกู ฝงั
คณุ ธรรม ค่านิยมท่ดี ีงาม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงคไ์ วใ้ นทกุ วิชา และมาตรา 30 ใหส้ ถาน ศึกษาพฒั นา
กระบวนการเรยี นการสอนทีม่ ีประสิทธิภาพ รวมท้งั การสง่ เสริมใหผ้ ูส้ อนสามารถวจิ ัยเพ่ือพัฒนาการเรยี นรู้ที่
เหมาะสมกับผู้เรียนในแตล่ ะระดับการศกึ ษา ดังนั้นหน้าท่ีของครูผูส้ อนจะต้องจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนท่ี
สอดคล้องกับจุดมงุ่ หมายของหลกั สูตรวชิ าวิทยาศาสตร์ซึง่ เปน็ สาระหลกั ที่สำคัญท่กี ำหนดให้เรยี นในหลกั สูตร
การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน แต่บางครัง้ การจัดการเรยี นการสอนในสาระวทิ ยาศาสตร์ไม่ได้ผลตามท่ตี ง้ั ไว้ ฉะนนั้
ครผู ู้สอนจงึ ตอ้ งจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนเพือ่ ใหเ้ ด็กเกดิ ทกั ษะการแก้โจทย์ปัญหา ในวิชาวทิ ยาศาสตร์ได้
เป็นอยา่ งดีและมปี ระสทิ ธภิ าพ
จากการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ของนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรยี นธิดาแมพ่ ระ ผู้สอน
พบวา่ นักเรียนมปี ัญหาเกย่ี วกับการแกโ้ จทย์ปัญหาในวชิ าฟิสกิ ส์ เนื่องจากบทเรียนมีความยาก นักเรยี นการ
ขาดการฝกึ ฝนและขาดทกั ษะดา้ นการตโี จทย์ ไมเ่ ขา้ ใจขน้ั ตอนวธิ กี ารคำนวณทีถ่ ูกตอ้ งและวชิ าฟสิ ิกสเ์ ป็นวชิ าท่ี
ตอ้ งเข้าใจทั้งทฤษฎี และการคำนวณ ควบคกู่ ันไปจงึ จะประสบผลสำเรจ็ ในการเรียนวิชาน้ี ซงึ่ ปญั หาดงั กลา่ ว
ถา้ ไม่ไดร้ ับการแก้ไขจะทำใหผ้ เู้ รียนมปี ญั หาในการเรยี นรู้เร่อื งตอ่ ไป ด้วยเหตนุ ้ผี ู้วิจยั จงึ หารปู แบบและวิธีการ
เพ่อื ให้ผู้เรียนท่ีเรยี นเก่งช่วยเพ่ือนทเ่ี รียนอ่อนและใช้แบบฝึกทกั ษะให้ผเู้ รยี นไดฝ้ กึ หัดการแกโ้ จทย์ปญั หาเร่ือง
ไฟฟ้า เพอ่ื ใหเ้ กิดความเข้าในเพิ่มมากขึ้น ผ้วู ิจยั คาดหวังวา่ หากผเู้ รียนไดฝ้ กึ หดั โดยการใช้แบบฝกึ ทกั ษะแล้ว จะ
ทำใหผ้ เู้ รยี นมคี วามรู้ความสามารถในแก้โจทย์ปญั หาเร่ืองไฟฟ้าไดม้ ากขึ้นและมีความม่ันใจ สามารถทำ
แบบฝึกหดั สามารถตอบคำถามและทำแบบทดสอบได้คะแนนอยู่ในระดับท่นี ่าพอใจ
ดังนัน้ ผ้วู ิจัยจงึ ใช้แบบฝึกทักษะมาชว่ ยนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 6/2 เพ่อื พฒั นาการแก้โจทย์ปญั หา
ในการเรยี นวชิ าฟสิ กิ สใ์ ห้ดีข้ึน
2
จดุ ม่งุ หมายของการวจิ ัย
1. พฒั นาสร้างแบบฝกึ ทกั ษะ เพอ่ื พัฒนาความรู้ความสามารถในการคดิ คำนวณและแกโ้ จทย์ปัญหา
เร่ืองฟสิ ิกสอ์ ะตอม
2. เพอ่ื ศกึ ษาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวชิ าฟิสกิ ส์ของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 6/2 ทเ่ี รียนโดยใช้แบบ
ฝึกทักษะ เรอ่ื งฟสิ ิกส์อะตอม
สมมติฐานการวจิ ยั
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวชิ าฟิสกิ สข์ องนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 6/2 ทม่ี ปี ญั หาเรื่องความรู้ความ
เขา้ ใจในการการแก้โจทย์ปญั หาเรอ่ื ง ฟสิ ิกส์อะตอม หลังการใช้แบบฝกึ ทักษะแล้วต้องมผี ลสัมฤทธทิ์ างการ
เรยี นผา่ นเกณฑ์ทก่ี ำหนดร้อยละ 70
ขอบเขตการวิจัย
ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในคร้งั นี้เป็นนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 97 คน โรงเรียนธดิ าแม่พระ
อำเภอเมืองจงั หวัดสุราษฎรธ์ านี ปกี ารศึกษา 2564
กลุม่ ตัวอย่าง
นกั เรยี นชัน้ ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 6/2 โรงเรยี นธดิ าแมพ่ ระ จำนวน 49 คน ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา
2564
ตวั แปรตน้ แบบฝึกทักษะเร่ือง ฟิสกิ ส์อะตอม
ตวั แปรตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสกิ ส์ เร่อื ง ฟิสิกส์อะตอม
เน้ือหาท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั
เนื้อหาทใ่ี ช้ในการวิจยั คือ เรื่องฟสิ ิกส์อะตอม หนังสือเรียนวิชาฟิสกิ ส์ เล่ม 6 ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง พทุ ธศักราช 2560) ของสถาบันส่งเสรมิ การสอน
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
1. แบบฝกึ ทักษะ หมายถึง ส่ือที่ใชใ้ นกจิ กรรมการเรยี นการสอนทส่ี ำคญั อย่างหนง่ึ มีไว้ใหน้ ักเรียน
ฝึกฝน เพ่อื เพมิ่ ทักษะภายหลังทน่ี กั เรยี นได้เรยี นเน้อื หาจากแบบเรยี นปกตแิ ล้ว แบบฝึกจะทำให้ผูเ้ รยี น มีความ
เขา้ ใจ มคี วามรู้ความสามารถและทักษะในสง่ิ ทีเ่ รียนมากข้ึน
2. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน หมายถงึ คะแนนท่ีได้มาจากการทำแบบทดสอบหลงั จากใช้แบบฝึกทักษะ
เร่อื ง ฟสิ ิกส์อะตอม
3
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รบั
1. ชว่ ยให้นักเรียนมผี ลสัมฤทธิท์ างการเรียน เร่อื ง ฟสิ ิกส์อะตอม สงู ข้นึ
2. ทำให้นักเรยี นมเี จตคติท่ีดีต่อการเรยี นรายวชิ าฟิสิกส์
3. ช่วยใหน้ ักเรยี นได้พฒั นาทักษะการแก้โจทย์ปัญหา
4. เป็นแนวทางในการสรา้ งและพัฒนาแบบฝึกทักษะในวชิ าฟิสิกส์ และวิชาอื่น ๆ อีกต่อไป
4
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกีย่ วขอ้ ง
การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยได้ศึกษาสาระสำคัญต่างๆที่เกี่ยว
ข้องกับการพัฒนาทักษะการคิดคำนวณและแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ โดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 ของนกั เรียนระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6/2 จำนวน 49 คน โรงเรียนธิดาแมพ่ ระ ภาคเรยี นที่
2 ปีการศกึ ษา 2564 โดยผู้วิจยั ไดก้ ำหนดสาระสำคญั ตามลำดบั ตอ่ ไปน้ี
1. ความหมายของแบบฝกึ ทักษะ
2. ความสำคญั แบบฝกึ ทักษะ
3. ประโยชนแ์ บบฝึกทักษะ
4. หลกั ในการสร้างแบบฝึกทักษะ
5. ลักษณะของแบบฝึกทกั ษะที่ดี
6. หลกั การสร้างแบบฝกึ ทักษะ
7. ขัน้ ตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ
8. เอกสารงานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วขอ้ ง
1. ความหมายของแบบฝกึ ทกั ษะ
แบบฝกึ ทกั ษะ มชี อื่ เรียกวา่ แบบฝกึ บา้ ง แบบฝึกทักษะบา้ ง หรือแบบฝึกเสรมิ ทักษะบา้ ง และมกี ารให้
ความหมายมากมาย ดังนี้ แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อที่ใช้ในกิจกรรมการเรยี นการสอนทีส่ ำคัญอยา่ งหนึ่งมไี ว้
ให้นักเรียนฝึกฝน เพื่อเพิ่มทักษะภายหลังที่นักเรียนได้เรียนเนื้อหาจากแบบเรียนปกติแล้ว แบบฝึกจะทำให้
ผูเ้ รยี น มีความเขา้ ใจ มีความรู้ความสามารถและทักษะในสิ่งท่เี รียนมากขนึ้ (นางปรยี า เฉิดโฉม) แบบฝึกทักษะ
หมายถึง แบบฝึกหัดที่ครูจดั ให้ผู้เรียน เพื่อให้นักเรียนได้มีทักษะเพิ่มขึ้น โดยการทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
ด้วยความสนใจและพอใจหลังจากนักเรยี นได้เรยี นรเู้ รื่องนน้ั ๆ มาบา้ งแล้ว ถ้านักเรยี นไดท้ ำแบบฝึกทักษะหลาย
ครั้งหลายหน พฤติกรรมของนักเรียนจะเปลี่ยนไป 3 ประการคือ (วรรณ แก้วแพรก .2526 ) 1) คล่องแคล่ว
รวดเร็วขึ้น 2) ถูกต้องแม่นยำขึ้น 3) ทำได้อย่างเป็นอัตโนมัติ ลักษณะ 3 ประการนี้ คือ องค์ประกอบการคิด
การพูด และการกระทำที่เป็นทักษะ แบบฝึกทักษะ หมายถึง เป็นสื่อการเรยี นประเภทหนึ่งสำหรับให้นักเรยี น
ฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และทักษะเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่หนังสือเรียนจะมีแบบฝึกหัดอยู่ท้าย
บทเรียน ในบางวิชาแบบฝึกหัดจะมีลักษณะเป็นแบบฝึกปฏิบัติ ( สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา
แห่งชาติ .2537 ) แบบฝึก หมายถึงเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียน ที่จะให้นักเรียนทำอะไร ทำให้สำเร็จแล้ว ผลที่
ไดเ้ ป็นอยา่ งไร ในอดีตแบบฝกึ ถูกมองว่าเป็นการบ้าน ปจั จบุ นั เปน็ งานท่ีทำในชน้ั เรียนหรือทบ่ี ้านเป็นบทเรียนที่
ต้องฝึกและเรียนรู้ เป็นโครงการที่ต้องทำให้สำเร็จ เป็นคำถามที่ต้องตอบหรือทบทวนการเรียนที่ผ่านมา
กจิ กรรมเหล่านเ้ี ปน็ หน่ึงของวงจรการเรยี นการสอน( ชาญชัย อาจณิ สมาจาร . 2540 )
5
สรุป แบบฝึกทักษะ หมายถึง ชุดเสริมการเรียนรู้ ที่ครูสร้างขึ้นเพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ทบทวน
เนื้อหาที่เรียนเพื่อสรา้ งความรูค้ วามเขา้ ใจในเนื้อหาบทเรียน ที่ได้เรียนรู้มาแล้ว ซึ่งเป็นการฝึกทักษะและเสรมิ
ความชำนาญและฝกึ กระบวนการคิดมากขน้ึ
2. ความสำคัญของแบบฝกึ ทักษะ
กลา่ วถงึ แบบฝึกที่เป็นวิถีทางท่ีสำคัญในการกระตุ้นและนำกจิ กรรมการเรียนรู้ภายในหรือภายนอกช้ัน
เรียน ช่วยสร้างเจตคติที่ดีสู่งานที่จะทำให้นักเรียนภูมิใจในความสำเร็จ สามารถกระตุ้นให้นักเรียนทำให้ดีกวา่
และพัฒนาอุปนิสัยการเรียนการสอนแบบเป็นเอกเทศ ( ชาญชัย อาจิณสมาจาร .2540 ) ทรรศนะประโยชน์
และความสำคัญของแบบฝึกทักษะที่ดี มีประสิทธิภาพช่วยให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการฝึกทักษะได้เป็น
อย่างดี แบบฝึกทักษะที่ดีเปรียบเสมือนผู้ช่วยที่สำคัญของครู ทำให้ครูลดภาระการสอนลงได้ ทำให้ผู้เรียน
สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่ และเพิ่มความเข้าใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี ( มะลิ อาจวิลัย .2540 )
กล่าวถึงความสำคัญและประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนดีขึ้น ช่วยให้การ
เรียนรู้เกิดความสนุกสนาน คงทน ผู้เรียนสามารถรู้ข้อบกพร่องและความก้าวหน้าของตนเอง สามารถนำ
แบบฝึกหัดมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองหลังจากที่ได้เรียนมาแล้ว นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลาในการ
สอนของครอู กี ด้วย ( อดุลย์ บญุ ปลืม้ .2539 )
3. ประโยชน์ของแบบฝกึ ทกั ษะ
ไดก้ ล่าวถงึ แนวคดิ เก่ียวกบั ประโยชนข์ องแบบฝึกทีน่ กั เรียนได้รับเพิ่มเติม ดงั นี้
1) เพอื่ ให้นกั เรยี นไดท้ บทวนความรู้ ความเข้าใจเก่ยี วกบั คำทไ่ี ดเ้ รียนไปแล้วในแบบเรียน
2) เพ่ือใหน้ กั เรียนได้รู้คำทนี่ อกเหนือไปจากแบบซ่ึงเป็นคำท่ีครูเห็นว่าเหมาะกับวัย และความสามารถ
ของนกั เรียน
3) เพื่อให้นักเรียนได้รู้จักคำ เข้าใจความหมายของคำ และมีทักษะในการใช้คำสูงขึ้นตามวัย และ
ระดับชัน้ ของผู้เรียน ( วรรณ แก้วแพรก .2526 )
กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะว่า แบบฝึกที่ดีและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้นักเรียนประสบ
ผลสำเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี แบบฝึกที่ดีเปรียบเสมือนผู้ช่วยที่สำคัญสำหรับครู ทำให้ลดภาระการ
สอนลงได้ทำให้ผู้เรยี นสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มที่และเพิ่มความม่ันใจในการเรยี นได้เป็นอย่างดี ( มะลิ อาจ
วิชยั .2540 ) จากประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ สรุปไดว้ า่ มีประโยชนใ์ นการทบทวนบทเรียนท่ีนักเรียนได้เรียนรู้
มาแลว้ เพ่ือความชำนาญและฝึกประสบการณ์ภาษา ทำให้ผูเ้ รยี นได้ทราบจดุ ท่ยี ังบกพร่องพร้อมแก้ไขช้ินงานได้
ทันท่วงที
4. หลักในการสร้างแบบฝึกทกั ษะ
ในการสร้างแบบฝกึ เพ่ือฝึกนกั เรียนใหเ้ กิดการเรยี นรู้ โดยคำนึงถงึ หลักการสร้างดังนี้ การเลือกสร้าง
แบบฝึกขึ้นอยู่กับลักษณะวิชา สาระสำคัญ และจุดประสงค์ของบทเรียนนั้น เช่น ลักษณะวิชาฟิสิกส์ จะต้องมี
ตัวอย่าง และฝกึ กระทำซํ้า ๆ การสร้างแบบฝึกต้องอาศัยทฤษฏจี ิตวิทยาการเรียนรู้ ทฤษฏีจิตวิทยาท่ีเกี่ยวข้อง
มี
6
1. ทฤษฏีการลองผิดลองถกู ของธอร์นไดด์ สรปุ เกณฑก์ ารเรียนรู้ คอื - กฎความพรอ้ ม หมายถึง การ
เรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลพร้อมที่จะทำกฎผลที่ได้รับ หมายถึง การเรียนรู้จะเกิดขึ้น เพราะบุคคลกระทำซ้ํา
และยง่ิ ทำมาก ความชำนาญจะเกดิ ขนึ้ ได้งา่ ย
2. ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของสกินเนอร์ พอสรุปได้ว่า บุคคลเรียนรู้ได้ด้วยการกระทำโดยมีการ
เสริมแรง เปน็ ตัวการ เม่อื บคุ คลตอบสนองการเร้าของสงิ่ เรา้ ควบคู่กันในช่วงเวลาทีเ่ หมาะสม สง่ิ เรา้ นน้ั จะรักษา
ระดับ หรือเพ่มิ การตอบสนองไดเ้ ข้มขน้ึ
3. วิธีการสอนของกาเย่ ซงึ่ มีความเหน็ วา่ การเรยี นรู้มีลำดับขัน้ และผเู้ รยี นจะตอ้ งเรียนรเู้ นอ้ื หาที่ง่าย
ไปหายาก
4. แนวคิดของบลูม ซึ่งกล่าวถึงธรรมชาติผู้เรียนแต่ละคนว่า มีความแตกต่างกัน ผู้เรียนจะสามารถ
เรยี นเนอื้ หาในหนว่ ยยอ่ ย ตา่ ง ๆ ได้ โดยใช้เวลาเรยี นท่แี ตกตา่ งกัน
5. ลักษณะของแบบฝกึ ทกั ษะท่ดี ี
1. ควรมีความชัดเจนทั้งคำส่ัง และวิธีทำ คำสั่ง หรอื ตวั อย่างแสดงวิธีทำท่ีใช้ไมค่ วรยาว เกินไป เพราะ
จะทำให้เขา้ ใจยาก
2. ตรงตามจุดมุ่งหมายของการฝึก
3. ภาษา และภาพควรเหมาะสมกับวัย และพ้ืนฐานความรขู้ องผูเ้ รยี น
4. ควรฝึกเปน็ เรอ่ื ง ๆ แตล่ ะเรอื่ งไม่ควรยาวเกินไป มกี ิจกรรมหลายรูปแบบ เพือ่ เร้าความ สนใจ
5. แบบฝึกตอ้ งมีความถกู ตอ้ ง อย่าใหม้ ีข้อผดิ พลาด
6. การฝึกแต่ละคร้ังตอ้ งให้เหมาะสมกับเวลา และเรา้ ความสนใจองผู้เรยี น
7. การสรา้ งแบบฝึกควรมหี ลาย ๆ แบบ เพ่อื เรา้ ให้ผู้เรียนเกดิ ความสนใจได้กว้างขวาง และส่งเสริมให้
เกิดความคิด
8. ควรเปิดโอกาสใหผ้ ้เู รียนไดศ้ กึ ษาไดด้ ว้ ยตนเอง ใหร้ ู้จักคน้ คว้า รวบรวมสงิ่ ที่พบเห็น บ่อย ๆหรอื สงิ่ ท่ี
ตวั เองเคยใช้ จะทำให้ผู้เรยี นเข้าใจเรื่องนั้น ๆ มากยงิ่ ข้นึ และสามารถนำความร้ไู ปใช้
9. ควรจะเปน็ แบบฝกึ สำหรับเด็กเกง่ และในขณะเดียวกนั ก็เป็นแบบซอ่ มเสริมสำหรับเดก็ อ่อนดว้ ย
6. หลักการสรา้ งแบบฝกึ ทกั ษะ
มีหลกั ดังตอ่ ไปน้ี
1. ใช้หลกั จติ วทิ ยาการเรียนรู้ของเด็กแต่ละวยั เช่น แบบฝกึ สำหรบั เด็กเล็ก หรือระดับอนุบาลและชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 1 – 2 เน้นภาพมากกว่าคำ เด็กวัย 9 – 11 ขวบ จะสนใจเรื่องราวเนื้อหาสาระประเภทสาร
คดี เรื่องราวจากตำรา ตำนาน คำบอกเลา่ มากกวา่ นทิ าน วัย 11 – 16 ปี ชอบอ่านเรอื่ งยาว ๆ ต้องเนือ้ หาสาระ
มากกวา่ รูปภาพ เปน็ ต้น
2. ใช้สำนวนภาษางา่ ย ๆ โดยเฉพาะคำส่งั ต้องกระชบั และชดั เจนไมใ่ ช้ศพั ท์ยากเกนิ ไป
3. ให้ความหมายต่อชีวิต หมายถึง แบบฝึกนั้นมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าต้องการให้ผู้เรียน ฝึกเพ่ือ
อะไร ให้ข้อคดิ คติธรรมอะไรแฝงอยู่
7
4. ฝึกให้คิดได้เร็ว และสนุก ปกติหนังสือเรียนมักจะสร้างความจำเจ ทำให้ผู้เรียนเบื่อหน่าย ได้ง่าย
ดังนั้น แบบฝึกจะต้องแตกต่างไปจากหนังสือเรียน หรือแบบฝึกหัดใน หนังสือเรียน โดยเน้นให้ผู้เรียนได้คิดให้
เรว็ และสนุก โดยมีเกม หรอื มกี จิ กรรม หลากหลาย
5. ปลุกความสนใจ ดว้ ยรูปภาพและรปู แบบที่แปลก และแตกตา่ งจากทีผ่ ู้เรียนเคยเห็น
6. เหมาะสมกับวัย และความสามารถของนักเรียน แบบฝึกที่ดีไม่ควรมากเกินไป ทำให้ผู้เรียนเบื่อ
และไม่สนใจ และไมค่ วรมีกจิ กรรมซาํ้ ๆ
7. อาจศึกษาดว้ ยตนเอง ตามลำพงั
7. ขน้ั ตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ
1. วเิ คราะห์ปญั หา และสาเหตุการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน โดยอาศยั ข้อมูลจาก
1.1 ปญั หาทีเ่ กดิ ข้ึนขณะทำการสอน
1.2 ปัญหาการผ่านจดุ ประสงค์ / ผลการเรยี นรู้ทค่ี าดหวงั ของผเู้ รียน
1.3 ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
1.4 ผลจากการสังเกตพฤติกรรมทไ่ี ม่พงึ ประสงค์
2. ศึกษารายละเอยี ดของหลกั สูตร เพือ่ วิเคราะหเ์ น้อื หา จดุ ประสงค์ และกิจกรรม
3. พิจารณาแนวทางการแก้ปญั หาที่เกิดขึน้ จากข้อ 1 โดยการสร้างแบบฝึก และเลือก เนือ้ หาในส่วนท่ี
จะสรา้ งแบบฝึกนัน้ วา่ จะทำเรื่องใดบา้ ง กำหนดเปน็ โครงเร่ืองไว้
4. ศกึ ษารปู แบบของการสรา้ งแบบฝกึ จากเอกสารตวั อยา่ ง
5. ออกแบบชุดฝกึ ทักษะแตล่ ะชุดใหม้ ีรปู แบบหลากหลาย น่าสนใจ
6. ลงมือสรา้ งแบบฝึกทกั ษะในแตล่ ะชดุ พร้อมทง้ั ข้อทดสอบก่อนเรยี น และหลังเรยี น ใหส้ อดคล้องกับ
เนอ้ื หา และจุดประสงคก์ ารเรียนรู้
7. ส่งใหผ้ เู้ ชย่ี วชาญตรวจสอบ
8. นำไปทดลองใช้ แลว้ บันทกึ ผลเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขสว่ นทบี่ กพร่อง
9. ปรับปรงุ จนมปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ท่ีตั้งไว้
10. นำไปใช้จรงิ และเผยแพร่ตอ่ ไป
8. งานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วข้อง
ภัทรินทร์ โพธิ์งาม ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะกระบวนการคิดคำนวณ เรื่องการแก้โจทย์
ปัญหาโดยใช้แบบฝึกทักษะ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง จำนวน 1 คน
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2546 ผลการวิจยั พบว่าเดก็ ชายธีราวฒุ ิ เอ่ยี มพทิ กั ษส์ กลุ มีการพฒั นาทักษะการคิด
คำนวณเรื่องการแก้โจทย์ปัญหาดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยวิธีการใช้แรงเสริมโดยการชมเชย และใช้เวลาในการทำงาน
พอสมควร จงึ จะทำให้นกั เรยี นเกดิ ทกั ษะการคิดคำนวณเร่ือง การแก้โจทย์ปัญหาได้อย่างเขา้ ใจมากยง่ิ ข้นึ
บทท่ี 3
8
วิธีการดำเนนิ การวิจัย
ประชากร/กลมุ่ เปา้ หมาย
ประชากร
ประชากรทีใ่ ช้ในการวิจยั ในครัง้ นี้เป็นนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 สายการเรียน วทิ ย์-คณติ โรงเรียน
ธดิ าแมพ่ ระ อำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปกี ารศกึ ษา 2564
กลมุ่ เปา้ หมายในการวจิ ัย
นกั เรยี นชนั้ ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรยี นธดิ าแม่พระ จำนวน 49 คน ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา
2564
ตวั แปรในการวิจยั
ตวั แปรตน้ แบบฝกึ ทกั ษะเร่อื ง ฟสิ กิ สอ์ ะตอม
ตวั แปรตาม ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาฟิสกิ ส์ เร่อื ง ฟิสกิ ส์อะตอม
เครือ่ งมือวิจัย/การสร้างเครือ่ งมือวจิ ยั
1. เครือ่ งมือ
แบบฝึกทกั ษะเรอื่ ง ฟิสิกส์อะตอม ของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6
2. วธิ ีการสร้างและพัฒนาเครอ่ื งมือ
1. ศึกษาเอกสารหลกั สูตร เน้อื หาวิชาฟสิ กิ ส์ ปญั หาการวเิ คราะห์และการคำนวณ ดำเนินการ
คดั เลือกแบบฝึกทักษะการตอ่ ตวั ต้าน (การวเิ คราะหแ์ ละการคำนวณ) โดยใชก้ ระบวนการดังน้ี
1.1. สังเกตปัญหาทีเ่ กิดขึน้ ขณะดำเนนิ การสอน
1.2. พิจารณาแนวทางการแก้ปญั หาทีเ่ กดิ ข้นึ ในหวั ข้อ 1.1 โดยการสร้าแบบฝกึ ทักษะและ
เลือกเน้ือหาในสว่ นทจี่ ะสร้างแบบฝึกนนั้ วา่ จะทำเร่ืองใดบ้าง กำหนดเป็นโครงเรื่องไว้
1.3. ศึกษารปู แบบของการสร้างแบบฝกึ จากเอกสารตวั อยา่ ง
1.4. ออกแบบชดุ แบบฝกึ ทักษะแตล่ ะชุด ให้มรี ูปแบบทห่ี ลากหลาย นา่ สนใจ
1.5. ลงมือสรา้ งแบบฝึกในแต่ละชุด
1.6. ส่งให้ผเู้ ช่ยี วชาญตรวจสอบ
1.7. นำไปทดลองใช้ แลว้ บนั ทึกผลเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขสว่ นที่บกพรอ่ ง
1.8. ปรบั ปรงุ จนมปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑท์ ี่ต้งั ไว้
1.9. นำไปใช้จรงิ และเผยแพร่ต่อไป
เครอื่ งมอื ท่ีใช้เก็บข้อมลู
9
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวชิ าฟิสิกส์ เรื่อง ฟิสิกสอ์ ะตอม เป็นขอ้ สอบแบบ ปรนัย
จำนวน 20 ขอ้ รวม 20 คะแนน ซ่ึงแบบทดสอบนี้ใช้วัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นหลังการใช้แบบฝึกทักษะเรื่อง
ฟสิ กิ สอ์ ะตอม
การดำเนินการทดลองและการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
การดำเนินการทดลอง
การวิจยั ครงั้ นผ้ี ้วู ิจัยเกบ็ รวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง มีขนั้ ตอนดงั นี้
1. ทำการทดสอบก่อนการทดลอง ดว้ ยแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวิชาฟิสิกส์ เร่อื ง
ฟิสิกสอ์ ะตอม จำนวน 20 ข้อ แล้วบันทึกผลการสอบไวเ้ ปน็ คะแนนกอ่ นเรยี น
2. ดำเนนิ การจัดการเรยี นการสอนวชิ าวิทยาศาสตรเ์ รื่อง ฟิสิกสอ์ ะตอม โดยใชแ้ บบฝึกทักษะนี้
3. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวชิ าฟสิ ิกส์ชดุ เดิม แล้วบนั ทึกผลการทดสอบ
ไว้เป็นคะแนนหลังเรยี น
การเก็บรวบรวมข้อมูล
วิธีการวิเคราะหข์ อ้ มลู
การวิจยั ครัง้ น้ีได้แบง่ การวิเคราะห์ข้อมูลออกเปน็ ดงั นี้
การวิเคราะห์ข้อมูลเพ่ือเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น โดยหาค่าหา
คา่ สถิติพ้นื ฐาน ได้แก่ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานของคะแนนท่ไี ด้จากการวดั ระดบั ความรู้กอ่ น
ระหว่างเรียน และหลงั เรยี นใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ การหาค่าสถติ พิ ้นื ฐาน ได้แก่
1.1 คะแนนเฉล่ีย (Mean) (ไกรชาติ, 2550)
จากสูตร
̅ = ∑
เม่อื ̅ แทน ค่าเฉลยี่
∑ แทน ผลรวมของคะแนนทงั้ หมดในกลุ่ม
N แทน จำนวนคนในกลมุ่
1.2 การหาส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) จากสตู ร
. . = √∑ =1( − )2
−1
เมอื่ S.D. แทน ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
10
X แทน คะแนนแต่ละตัว
N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม
∑ แทน ผลรวม
11
บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
การพฒั นาทกั ษะการคดิ คำนวณและแกโ้ จทยป์ ญั หาวิชาฟิสิกส์ โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะของนกั เรยี นชนั้
มัธยมศึกษาปที ี่ 6/2 จำนวน 49 คน ของโรงเรียนธิดาแมพ่ ระ ผวู้ จิ ยั นำเสนอผลการศึกษาดงั นี้ ผลการ
เปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6/2 จำนวน 49 คน ของโรงเรยี น
ธิดาแมพ่ ระ ก่อนเรียนและหลังเรยี นของนักเรยี นการใช้แบบฝกึ ทักษะเรื่อง ฟิสิกส์อะตอม และศกึ ษาจำนวน
นกั เรียนที่ได้ใชแ้ บบฝกึ ทักษะเรื่อง ฟิสิกส์อะตอม ทมี่ ผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิชาฟสิ กิ ส์ผ่านเกณฑร์ ้อยละ 70
ของคะแนนเตม็ ขึน้ ไป
ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นของนกั เรยี นระดับชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 6/2ของ
โรงเรยี นธิดาแม่พระ ก่อนเรยี นและหลังเรยี นของนกั เรยี นท่ีใชแ้ บบฝกึ ทักษะเรอ่ื ง ฟิสกิ ส์
อะตอม
ผ้วู ิจัยไดด้ ำเนินการแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าฟิสกิ ส์ เรื่อง ฟิสกิ ส์อะตอม เป็นขอ้ สอบ
แบบปรนัย จำนวน 20 ข้อ รวม 20 คะแนน สำหรับนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6/2 จำนวน 49 คน โดย
ใช้ค่าทางสถิติร้อยละ (%), ค่า ̅ , ค่า , S.D. ซึ่งรายละเอียดดงั ตารางท่ี 1 และตารางท่ี 2
ตารางท่ี 1 บนั ทึกผลคะแนนกอ่ นเรยี นและหลังเรียนของนกั เรยี นทใ่ี ช้แบบฝึกทักษะเรื่อง ฟิสิกส์อะตอม
เลขที่ คะแนนกอ่ นการทดลอง คะแนนหลังการทดลอง เทียบกบั เกณฑ์
(70%)
คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ
14 70 ผ่าน ไมผ่ า่ น
15 25 15 75
14 70 ✓
22 10 16 80 ✓
15 75 ✓
35 25 17 85 ✓
16 80 ✓
43 15 14 70 ✓
13 65 ✓
53 15 14 70 ✓
✓
65 25 ✓
72 10
84 20
93 15
10 5 25
เลขท่ี คะแนนกอ่ นการทดลอง คะแนนหลังการทดลอง 12
คะแนน ร้อยละ คะแนน รอ้ ยละ เทยี บกบั เกณฑ์
18 90 (70%)
11 1 5 15 75
15 75 ผา่ น ไมผ่ ่าน
12 1 5 14 70
15 75 ✓
13 5 25 15 75 ✓
14 70 ✓
14 1 5 19 85 ✓
15 75 ✓
15 2 10 14 70 ✓
15 75 ✓
16 4 20 14 70 ✓
18 90 ✓
17 3 15 15 75 ✓
14 70 ✓
18 2 10 15 75 ✓
15 75 ✓
19 2 10 15 75 ✓
19 80 ✓
20 5 25 17 85 ✓
16 80 ✓
21 2 10 16 80 ✓
14 70 ✓
22 2 10 16 80 ✓
14 70 ✓
23 5 25 17 85 ✓
14 70 ✓
24 3 15 15 75 ✓
15 75 ✓
25 3 15 ✓
✓
26 4 20 ✓
✓
27 2 10
28 5 25
29 2 10
30 2 10
31 4 20
32 4 20
33 2 10
34 3 15
35 4 20
36 3 15
37 1 5
38 3 15
39 4 20
เลขท่ี คะแนนกอ่ นการทดลอง คะแนนหลังการทดลอง 13
40 คะแนน รอ้ ยละ คะแนน ร้อยละ เทียบกับเกณฑ์
41 3 15 17 85 (70%)
42 4 20 17 85
43 1 5 17 85 ผ่าน ไม่ผา่ น
44 4 20 15 75
45 8 40 14 70 ✓
46 1 5 18 90 ✓
47 3 15 18 90 ✓
48 3 15 16 80 ✓
49 1 5 9 45 ✓
ค่าเฉลีย่ 4 20 8 40 ✓
3.12 15.60 15.20 76.00 ✓
✓
✓
✓
ตารางท่ี 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวชิ าฟิสิกส์ เรอ่ื ง ฟิสิกสอ์ ะตอม กอ่ นเรยี นและ
หลงั เรียนของนักเรียนที่ใชแ้ บบฝึกทักษะ
แหล่งข้อมลู จำนวนนักเรยี น(คน) S.D
ก่อนเรยี น 49 3.12 1.45
หลังเรยี น 49 1.98
15.20
การศกึ ษาการวิจยั ในครง้ั นี้มีวัตถปุ ระสงค์ เพื่อใหน้ ักเรียนมีทักษะ ความรู้ความเข้าใจ ในการแก้ โจทย์
ปัญหาเรื่อง ฟสิ ิกส์อะตอม เพอ่ื เพ่มิ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนเรือ่ งการการแก้โจทยป์ ัญหา เรอื่ ง ฟิสกิ สอ์ ะตอม
เม่ือเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นระหวา่ งก่อนเรียนและหลังเรยี น โดยการใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะของ
นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6/2 โดยกลมุ่ เปา้ หมายซ่ึงเปน็ นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6/2 โรงเรียนธดิ าแม่พระ
จงั หวัดสรุ าษฎร์ธานี จำนวน 49 คน โดยนักเรยี นได้คะแนนจากการทำแบบฝึกทักษะวัดผลการเรยี นระหว่าง
กอ่ นและหลงั เรียนปรากฏดงั ตารางที่ 1 ซ่ึงเหน็ คะแนนหลงั การการใช้แบบฝึกทักษะ ทกุ คนสามารถทำ
แบบทดสอบไดม้ ากกวา่ ร้อยละ 70
14
บทท่ี 5
สรปุ ผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
สรปุ ผลการวิจัย
เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะการการแก้
โจทย์ ปญั หาเรอื่ ง ฟิสกิ ส์อะตอม ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 6/2 จำนวน 49 คน พบวา่ คะแนนสอบหลัง
การใช้แบบฝึกทักษะจะสูง กว่าคะแนนก่อนการใช้ แบบฝึกทักษะและการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
นักเรียนได้คะแนนสอบเฉลี่ยร้อยละ 76.00 นับว่าเป็นคะแนนเฉลี่ยในระดับที่น่าพอใจมาก นักเรียนทุกคน
สามารถทำคะแนนไดส้ งู กว่าร้อยละ 70 แสดงวา่ การใช้แบบฝึกทักษะที่ไดจ้ ดั ทำข้นึ สามารถแก้ปัญหาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนได้ เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะเป็นการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติงานจริง เพ่ือ
เสริมสร้างสมรรถภาพการเรียนรู้ของแต่ละคน และใช้แบบฝึกทักษะให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นนักเรียนจึง
สามารถการการแกโ้ จทย์ ปัญหาเรื่อง ฟสิ กิ สอ์ ะตอม ได้ ถกู ตอ้ งและเขา้ ใจมากยิ่งข้ึน
อภิ ปรายผล
จากการจัดการเรียนรู้แบบใช้ แบบฝึกทักษะการการแก้ โจทย์ ปัญหาเรื่อง ฟิสิกส์อะตอม ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6/2 จำนวน 49 คน ในครั้งนี้สามารถอภิปรายผลได้ ดังนี้พบว่านักเรียนมีคะแนน
เฉลี่ยร้อยละ 15.20 โดยที่ก่อนการใช้แบบฝึกทักษะนักเรียนยังไม่สามารถแก้โจทย์ปัญหาเรื่อง ฟิสิกส์อะตอม
ได้ แต่ภายหลังการใช้การจัดการเรียนรู้แบบใช้แบบฝึกทักษะการการแก้ โจทย์ ปัญหาเรื่อง ฟิสิกส์อะตอม
สามารถพฒั นาทักษะของนักเรียนในการการแกโ้ จทย์ ปัญหาเร่อื ง ฟิสิกสอ์ ะตอม ไดเ้ ปน็ อย่างดีทำให้นักเรียน
สามารถเขา้ ใจและเกดิ องค์ ความรไู้ ด้ดว้ ยตนเอง
ขอ้ เสนอแนะเพื่อการวิจัยครัง้ ต่อไป
1. ควรสร้างแบบฝึกหัดเพื่อเสริมการสอนในเนอ้ื หาเรื่องอื่นๆ เพอ่ื เปน็ การสง่ เสริม ใหน้ กั เรียนได้ศึกษา
คน้ ควา้ และคน้ พบองคค์ วามรูด้ ว้ ยตนเอง ซึ่งความรทู้ ี่ไดร้ บั จะเปน็ องคค์ วามรู้ ท่คี งทน
2. ควรวิจยั พัฒนานวัตกรรมสือ่ การเรียนรทู้ ่ีเน้นให้นักเรียนเกิดกระบวนการเรียนร้ดู ้วยตนเอง
15
บรรณานกุ รม
จำนง พรายแย้มแข. เทคนิคการสอนกลุ่มสรา้ งเสริมประสบการณ์ชีวติ . กรุงเทพฯ : สสำนักพิมพ์
ไทยวัฒนาพานิช, 2543
ทศิ นา แขมมณ.ี ศาสตรก์ ารสอน . กรงุ เทพฯ : ด้านสทุ ธาการพิมพ์ จำกดั , 2545.
กวินชิ ดา ถอื สมบัติ. “การพัฒนาชุดแบบฝึกทักษะการแกโ้ จทยปัญหา เรอื่ งคลนื่ เสียงวชิ าฟิสิกส์ 3
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 ” วจิ ยั ในชั้นเรยี นบ้านแท่นวิทยา.2555
16
ภาคผนวก
17
ตัวอย่างแบบฝกึ ทกั ษะ เรอื่ ง ฟสิ กิ สอ์ ะตอม
18
19
แบบทดสอบ เรอ่ื ง แบบจำลองของโบร์ และ ปรากฏการณโ์ ฟโตอเิ ลก็ ทรกิ
ช่อื .........................................................................................ช้ัน..............เลขท.ี่ ......
กำหนดให้ h = 6.63 x 10-34 Js
ตารางแสดงความยาววคล่ืนแสง
1. จากการวเิ คราะหส์ เปคตรัมของธาตไุ ฮโดโรเจน พบวา่ ชุดความถ่ขี องสเปคตรัมในชว่ งที่สามารถมองเหน็ ได้
ด้วยตาเปล่านัน้ มีช่อื เรียกว่า
ก. Lyman series ข. Balmer series
ค. Paschen series ง. Brackett series
2. เมือ่ อเิ ล็กตรอนของไฮโดรเจนเปลยี่ นจากระดบั พลังงาน n = 4 เป็นระดบั พลงั งาน n = 2 จะปลดปลอ่ ย
แสงสีใด
ก. มว่ ง
ข. น้ำเงิน
ค. เขียว
ง. แดง
3. ตามแบบจำลองอะตอมของโบร์ รัศมขี องอเิ ลก็ ตรอนที่วงโคจรที่ 4 มคี ่าเปน็ กเ่ี ทา่ ของรัศมโี บร์
ก. 4 ข. 8 ค. 12 ง. 16
4. จะต้องให้พลงั งานอย่างน้อยทสี่ ดุ ก่ีอิเล็กตรอนโวลต์ ในการทำใหอ้ เิ ล็กตรอนในวงโคจรท่ี 3 หลดุ ออกจาก
อะตอมไฮโดรเจนเป็นอิเลก็ ตรอนอิสระ
ก. 3.4 eV ข. 1.51 eV ค. 0.85 eV ง. 0.54
5. อะตอมหนง่ึ มรี ะดบั พลังงานดังรูป
E3 -3.0 eV
E2 -4.4 eV
E1 -6.2 eV
20
เมอื่ อเิ ลก็ ตรอนถูกกระตนุ้ แล้ว จะปลดปล่อยพลังงานออกมาเพอ่ื อยู่ที่สถานะพื้น จะทำให้เกิดเส้นสเปกตรัม
แบบเส้น 3 เสน้ จงพจิ ารณาวา่ ความยาวคลนื่ ของสเปกตมั ในขอ้ ใดท่ีเปน็ ไปไมไ่ ด้
ก. 254 nm ข. 388 nm ค. 689 nm ง. 886 nm
6. ควอนตมั พลงั งานท่มี ีพลงั งาน 4.58x10-19 จลู จะมคี วามถก่ี ่เี ฮริ ตซ์
ก. 5.8 x 1014 Hz ข. 6.9 x 1014 Hz ค. 7.9 x 1014 Hz ง.
9.6 x 1014 Hz
7. โฟโตอเิ ลก็ ตรอน คืออิเลก็ ตรอนชนดิ ใด
ก. อิเลก็ ตรอนท่ีหลุดจากผวิ โลหะโดยการฉายแสง ข. อิเลก็ ตรอนทท่ี ำปฏกิ ริ ยิ ากับฟิล์มถ่ายรปู
ค. อิเลก็ ตรอนทมี่ ปี ระจุมากกว่าอิเล็กตรอนธรรมดา ง. อิเลก็ ตรอนทม่ี ีประจุเปน็ บวก
8. ขอ้ ความต่อไปนี้ เปน็ เทจ็
ก. เม่อื ใชแ้ สงความถส่ี งู ขึ้น (และสูงกวา่ ความถขี่ ีดเริ่ม) ตกกระทบแคโทด โฟโตอิเล็กตรอนจะมีพลังงานจลน์
มากข้ึน
ข. หากใชแ้ สงทีม่ ีความเข้มสงู ตกกระทบแคโทด หากเกิดโฟโตอิเล็กทริก จำนวนโฟโตอเิ ล็กตรอนจะมีมาก
ค. หากเพ่มิ ความเข้มแสง โฟโตอิเล็กตรอนจะมีพลงั งานจลน์สูงข้ึน
ง. ฟงั กช์ ันงานจะข้ึนกับชนดิ ของโลหะทีใ่ ช้ทาขั้วแคโทด
9. ความถข่ี ดี เริ่ม ทใ่ี ชใ้ นปรากฎการณโ์ ฟโตอิเล็กทรกิ คืออะไร
ก. ความถีท่ ีท่ าใหโ้ ฟตอนมีพลังงานเท่ากับพลงั งานยึดเหนยี่ ว
ข. ความถี่แสงทีท่ าใหโ้ ฟโตอิเล็กตรอนมีพลังงานจลน์เทา่ กบั ศูนย์
ค. ความถแี่ สงท่ีพอดี ทาให้อเิ ล็กตรอนหลุดจากโลหะได้พอดี
ง. ถกู ทุกขอ้
10. ข้อใดกลา่ วถึงจำนวนของโฟโตรอิเล็กตรอนทีห่ ลดุ ออกมาจากปรากฎการณน์ ี้ได้ถูกต้อง
ก. ข้นึ กับความเข้มแสง ข. ขึน้ กับชนิดของโลหะทแ่ี คโทด
ค. ขนึ้ กับการสอ่ งสว่างของแสง ง. ขน้ึ กับความถ่ีของแสง
11. ข้อใดกลา่ วถึงพลังงานจลน์สงู สุดของโฟโตรอเิ ล็กตรอนไดถ้ ูกต้อง
ก. ข้ึนกับความเขม้ แสง ข. ขึ้นกับชนดิ ของโลหะทีแ่ คโทด
ค. ข้ึนกบั การส่องสวา่ งของแสง ง. ข้นึ กับความถ่ีของแสง
12. แสงทมี่ คี วามถ่ีและความเข้มคา่ หนง่ึ ตกกระทบผวิ โลหะค่าหนึง่ จะเกิดโฟโตอเิ ล็กตรอนหลดุ ออกมา เมื่อ
เพ่ิมความถีข่ องแสง ข้อใดถูกตอ้ ง
ก. จำนวนโฟโตอิเล็กตรอนเพิ่มข้นึ
ข. พลังงานจลน์สงู สุดของโฟโตอิเลก็ ตรอนเพ่ิมขึ้น
ค. ทงั้ จำนวนและพลังงานจลน์สูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอนเพมิ่ ขนึ้
ง. ท้ังจำนวนและพลังงานจลน์สูงสดุ ของโฟโตอเิ ลก็ ตรอนไมม่ กี ารเปลย่ี นแปลง
21
13. โลหะชนดิ หน่งึ มฟี ังกช์ ันงาน 3.5 อิเลก็ ตรอนโวลต์ ถูกฉาย ด้วยแสงอัลตราไวโอเล็ตซึ่งมคี วามยาวคล่นื 300
นาโนเมตร การทดลองนี้โฟโตอเิ ล็กตรอนหลดุ หรือไม่
ก. หลุด ข. ไมห่ ลุด
ค. ข้อมลู ไม่เพยี งพอ
14. เม่ือฉายแสงท่มี ีความถ่ี 1.2 x 1015 Hz ตกกระทบลงบนผวิ โลหะใด จะเกิดปรากฎการณ์โฟโตอิเล็กทริก
(ตอบได้มากกวา่ 1 ข้อ)
โลหะ ฟงั กช์ นั งาน (eV) ก. อะลูมเิ นยี ม
อะลูมิเนียม 4.3 ข. คารบ์ อน
คาร์บอน 5.1 ค. แคลเซยี ม
แคลเซียม 2.9 ง. เงิน
เงิน 4.6 จ. แพลทินัม
แพลทนิ ัม 5.5
15. ฉายแสงความยาวคลืน่ 450 นาโนเมตร ไปตกกระทบแผ่นโลหะชนิดหน่งึ ซึ่งมีฟังก์ชนั งาน 1.2
อิเลก็ ตรอนโวลต์ โฟโตอเิ ลก็ ตรอนทีห่ ลุดออกมา จะมีพลงั งานจลน์มากท่สี ุดกอ่ี เิ ล็กตรอนโวลต์
ก. 1.02 eV ข. 1.56 eV
ค. 2.24 eV ง. 2.86 eV
16. ฉายแสงซงึ่ มีความถ่ี 9 x 1014 Hz ตกกระทบลงแผ่นโพตสั เซยี มท่ีมฟี ังก์ชนั งานเทา่ กับ 2.3 อเิ ล็กตรอน
โวลต์ จงหาคา่ ความต่างศกั ย์หยุดหยัง่ ทใี่ ช้ในปรากฏการณืครัง้ นี้มีค่ากี่โวลต์
ก. 0.24 eV ข. 0.86 eV
ค. 1.43 eV ง. 2.06 eV
17. ในการทดลองปรากฎการณโ์ ฟโตอิเลก็ ทรกิ โลหะแบเรยี มมีฟงั กช์ ันงาน 4.16 x10-19 จูล เม่ือฉายแสงที่มี
ความยาวคลน่ื 350 นาโนเมตร จะทำให้อิเลก็ ตรอนหลดุ ด้วยความเรว็ สูงสดุ เทา่ ไร
ก. 3.3 x 105 m/s ข. 4.6 x 105 m/s
ค. 5.8 x 105 m/s ง. 7.2 x 105 m/s
18. ในการทดลองปรากฎการณโ์ ฟโตอเิ ลก็ ทริก โดยการฉายแสงลงไปบนโลหะชนดิ หน่งึ กราฟความสัมพนั ธ์
ระหวา่ งพลังงานจลน์สงู สดุ (Ek) กับ ความถแี่ สง (f) ดงั รปู ถา้ แสงพลังงาน 3.2 eV อเิ ลก็ ตรอนจะหลุด
หรือไม่ Ek (x10-19 J)
f (Hz)
4.8
22
ก. หลุด ข. ไม่หลดุ
ค. ข้อมลู ไมเ่ พยี งพอ
19. จากราฟ แสดงความสัมพันธร์ ะหวา่ งความตา่ งศักย์ไฟฟ้าหยุดย้ัง (Vs) กับ ความถแ่ี สง (f) ดงั รปู ข้อใด
ถูกต้อง Vs (V)
2.5 f (x1014 Hz)
-1
ก. พลังงานนอ้ ยท่สี ุด ทีท่ ำให้เกดิ โฟโตอิเล็กทริกเท่ากบั 1 eV
ข. ความถีข่ ดี เริ่มเท่ากับ 2.5x103 GHz
ค. ค่าความชนั กราฟ เท่ากับ h
ง. โลหะในการทดลองนี้มฟี ังก์ชันงานเทา่ กับ -1 eV
20. ในปรากฎการณโ์ ฟโตอิเลก็ ทรกิ กราฟความสมั พนั ธ์ระหว่างความต่างศกั ย์ไฟฟ้าหยุดย้งั (Vs) กบั ความถ่ี
แสง (f) ของโลหะ 2 ชนดิ คือ โลหะ A และ B ถ้าโลหะ A มฟี ังก์ชันงานมากกว่า โลหะ B กราฟ
ในข้อใดถูกตอ้ ง ข. Vs BA
ก. Vs B
A
f ง. f
ค. Vs BA
Vs
AB
ff