The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เมื่อความทรงจำที่เปลี่ยนผ่านทำให้เราหาความหมายของการมีชีวิตอยู่นั้นเพื่ออะไร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by v_vbarbie, 2021-12-10 12:44:17

RAISON DE IKIGAI

เมื่อความทรงจำที่เปลี่ยนผ่านทำให้เราหาความหมายของการมีชีวิตอยู่นั้นเพื่ออะไร

RAISON
DE

IKIGAI





 「
そ気
の持
記ち
憶は
が複
悲雑
しで
い痛
雨み
のを
よ伴
うだ
だっ
。て
」、

"ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสับสนเจ็บปวดมันก็เหมือนกับความทรงจำที่มีสายฝนลงมาอย่างโศกเศร้า"

巻頭言

INTRODUCTION

“เมื่อเวลาที่ฉันอาลัยตายอยากจากความทรงจำเก่าๆ
หลายๆ อย่างมันชวนหวนนึกถึงสิ่งที่เราอยากออกไปเป็นอิสระ”

เวลาเรากลับมาเข้าลูปการกักตัวนรกของสถานการณ์โควิด-19 อีกครั้ง
ยิ่งด้วยปีนี้เราได้ออกจากSafezone หรือขอบเขตปลอดภัยที่มันล้อมกรอบตัว
เองอยู่ได้แตกหน่ออีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งเราดึงกรอบเหล่านั้นได้ออกมาอีกครั้ง
แต่มันก็ยิ่งเหมือนริบบิ้นที่ผูกพันกับตัวเอง ยิ่งแกะก็ยิ่งรัดให้ตัวเองออกจากสิ่ง
ที่เป็นอยู่ให้มากกว่าเดิม ดังนั้นเวลาหยิบอะไรเก่าๆกลับมาใช้ อย่างสิ่งที่ไม่เคย
สนใจกลับได้มาสนใจและรักมันด้วยความชั่วครูชั่วคราว หรือ ของที่รักกันมา
นานจึงได้จากไปอย่างง่ายดายพอย้อนกลับไม่ได้สนใจมันอีก หรือเพียงแค่เห่อ
กับวัตถุอย่างหนึ่งเท่านั้นไม่ต่างอะไรกับเด็กได้ของเล่นชิ้นใหม่มาเติมเต็มสิ่งที่
ขาดหายไป

บางทีเราตั้งคำถามกับตัวเองอยู่หลากหลายครั้งว่า “เป็นคนไม่ชอบการ
เปลี่ยนแปลง แต่กลับชอบท้าทายอะไรใหม่ๆ” ฟังดูมันช่างย้อนแย้งและแฝงไป
ด้วยความหมายประหลาดและกึกก้องในหัว พอยิ่งเราออกมาจากเซฟโซนแค่ไหน
เรากลับใฝ่หาความเป๊ะ หรือ เราดีมากขึ้นไปอีกหรือยิ่งต้องมากกว่านี้ไปอีก จน
บางทีอาจพู ดได้ว่า

“ความหมายของชีวิตคืออะไรกันแน่?”

การตั้งคำถามเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกคน...อย่างน้อยก็เป็นเราแล้วคนหนึ่งที่
มักตั้งคำถามเสมอ ขนาดเรื่องรายล้อมรอบตัวกับสิ่งเล็กน้อยอย่างก้อนเมฆ
ทำไมถึงแตกต่างกัน หรือทำไมฝุ่นถึงล่องลอยแถมเป็นอิสระบนพื้นผิววัตถุเมื่อ
โดนแสงก็เห็นเป็นจุดเล็กจุดน้อย มันช่างโดดเด่นสะดุดตาเหลือเกินกลับเป็นตัว
เราค่อยๆหายไปพื้ นที่เรายืนอยู่ด้วยซ้ำไป

“ถ้าหากทางกายเรารักษาให้มันอยู่คงที่ได้
ทำไมทางจิตใจเรากลับเติมให้ตายก็ไม่อิ่มเอมเสียที”

เมื่อ 3 วันก่อนเราตื่นขึ้นมาเรากลับจมลงแต่สังขารฝืนลากขึ้นมาเพื่อคุย
กับผู้คนด้วยสีหน้าอิดโรย เนื้องานที่ทำกลับไร้การพัฒนาแต่ผู้คนบอกว่าดีแล้ว
ทำต่อไป อย่าไปกลัวนะ เราแทบไม่เชื่อใจใครอีกหลังจากเกิดเรื่องราวในอดีตและ
จิบน้ำชาขมแต่กลับเติมเต็มให้หัวใจเราฟื้นมาให้สดชื่น จนกระทั่งระหว่างทำงาน
กลับนึกถึงเรื่องปรัชญาเพราะเรานั้นชอบความคงอยู่กับที่ไม่ต้องแปรเปลี่ยน
อะไรมากมาย ปรัชญาที่ว่าก็คือ

‘อิคิไก’ หรือ ‘ความหมายของการมีชีวิตอยู่’

生き甲斐 生きอิคิไก (ikigai) หรือ
มาจากภาษาญี่ปุ่นดังว่า (iki) นั้น

แปลว่าเกิด การทำสิ่งใหม่ ก่อกำเนิด ความสดหรืออะไรก็แล้วแต่ใดๆล้วนมีการ
甲 斐ทำแล้วผลิดอกออกผลมาล้วนเกิดความน่ายินดี ส่วนคำว่า
(gai) ก็แปล

ว่า คุณค่า หรือผลลัพธ์ เพราะแรกเริ่มคำนี้แปลว่าเบี้ยหอยไว้แลกจ่ายสินค้าใน

สมัยเฮอัน (ค.ศ 794-1185) อันเป็นยุคที่ก่อกำเนิดวัฒนธรรมความเป็นญี่ปุ่นใน

遣 り 甲 斐 )ทุกวันนี้ หากเป็นเช่นนั้นคุณค่าต่างๆก็ไม่ได้ใช้ในคำของ ikigai เพียงอย่าง
เดียว อาจเป็น yarigai ( คุณค่าของการทำงานก็ได้ ถ้าหากไม่เก็

ทก็อาจคุ้นๆภาพวงกลมของอิคิไกที่ว่าด้วยอะไรที่ไม่ยากแต่ไม่ง่ายเลยที่ทำให้

ชีวิตเราพู ดถึงอะไรบ้าง

“1.อะไรคือสิ่งที่คุณรักที่จะทำ
2. อะไรคือสิ่งที่สร้างรายได้ให้คุณ

3. อะไรคือสิ่งที่โลกต้องการ
4. อะไรคือสิ่งที่คุณมีทักษะทำได้ดี”

หลักการของikigaiอาจฟังดูเล็กน้อย แต่มันยิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นการอาบแสงอบอุ่นในยามอรุณ กอดแนวจอมแสบเวลาทำงาน
แม้กระทั่งการจิบน้ำชาระหว่างวันก็มีคุณค่าต่อตัวใจก็ได้ ความรู้สึกเช่นนี้ หรือ
ความหมายต่างๆของการมีชีวิตในแต่ละชนชาติก็ถูกสื่อมาในรูปแบบแตกต่างกัน
อย่างฝรั่งเศสก็มีคำว่า ‘raison d'etre’ แปลว่าเหตุผลของการมีชีวิต หรือ
hygge ของเดนมาร์ก ที่มีปรัชญาดังว่า การใช้เวลาที่แสนวิเศษและสุขสบาย
ดังนั้นปรัชญานี้เป้นของญี่ปุ่นโดยแท้จริงแต่ความรู้สึกนั้นเป็นเรื่องสากลของ
มนุษย์ที่สื่อถึงกันอย่างไร้ข้อกังขา ถึงแม้เราใช้ชีวิตด้วยความสดใสมันอาจหม่น
มองประคองอารมณ์ไปด้วยก็ได้ เพราะ ความสดใสในตัวเรามักจะมีอีกด้านซ่อน
อยู่ในใจเสมอ

「 “Even if I want to be free
真 例 in the real things must insist on my pain of life”
実え
が自
人由
生に
の解
痛放
みさ
をせ
立た
ちく
直て
なも
く、


ゃ “ถึงแม้เราอยากถูกปลดแอกด้วยอิสรภาพ
」 แต่ความจริงเราต้องยืนหยัดด้วยความเจ็บปวดของชีวิตก็ตาม”

第一課

ส า ธ า ร แ ห่ ง ชี วิ ต

ทั้ ง ห ม ด ทั้ ง ม ว ล นี่ เ รื่ อ ง ก็ สำ คั ญ ห ม ด แ ห ล ะ

「光と闇は」

แ ส ง ส ว่ า ง กั บ ค ว า ม มื ด ห ร อ ?

พอเราตื่นขึ้นมาในยามเช้าไม่ว่าคุณจะพยายามจะฝืนสังขารตัวเองให้ลุก
ออกจากเตียงนอนพร้อมกับไฟในชีวิตที่กระตุ้นให้ทุกอย่างนั้นเป็นไปดั่งใจเสมอ
หรือทำให้ชีวิตมีสีสันราวกับสีที่ถูกแต่งแต้มให้สดใสตลอดเวลา แม้กระทั่งการ
ปั้ นยิ้ม ‘ธุรกิจ’ คอยต้อนรับขับสู้และติดต่อผู้คนเหมือนหุ่นเชิดที่ทำทุกอย่างตาม
เวลา

"รู้ไหมยิ่งอยู่ยิ่งเหนื่อย ไฟเฟิงอะไรกันทำไมต้องมี”

นั่นแหละค่ะ ชีวิตฉันในช่วงไตรมาสนี้พู ดเหมือนกราฟหุ้นแต่ชีวิตเราก็เป็น

อย่างนั้นจริงๆ เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงหาความลงตัวในชีวิตยากมากเลยล่ะ พอ

ยิ่งต้องกระตุ้นตัวเองว่าต้องมีความสุข หรือ ต้องมีไฟเรียนออนไลน์ต่อไปก็ยิ่ง

จมลงเรื่อยๆและไม่อยากทำอะไรเลยในชีวิตและบ่นออกมาเป็นประจำว่า

'พอแล้ว’
‘เมื่อไหร่งานเราจะพั ฒนาเท่าคนอื่น’

ส่วนชีวิตประจำวันเราก็ไม่ต้องหาถาม เพราะเป็นคนหาทำตลอดเวลา อย่าง
การฝึกร้องเพลง ทำงานเขียนบทความ ออกกำลังกาย ดูดวง และศึกษาอะไรที่เรา
สนใจ พอยิ่งเท่าไหร่มันก็ไม่อิ่มเสียที หรือ รู้สึกไม่ว้าวกับอะไรใหม่ๆเลยและเป็น
อาการที่อันตรายต่อนักสร้างสรรค์เป็นอย่างมากเลยทีเดียว

“ความทรงจำ
กับ

ความหมายที่เราตามหาคืออะไรกันแน่”

พอเวลาเราหลับตานึกถึงสิ่งที่ทำอยู่ในอดีต หรือ จมกับความว่างเปล่า
ไม่มีอะไรเลย แต่มันกลับซ่อนความหมายบางอย่างที่ทำให้เราต้องกลับไปหาเศษ
เสี้ยวความทรงจำต่างๆ อย่างที่กล่าวกันไป “เราไม่ชอบเปลี่ยนแปลงอะไร” พอ
เราทำงานมากเข้าเข้าของที่วางไว้มันยังคงอยู่ที่เดิมเพิ่ มเติมคือความรกไม่ยอม
จัดระเบียบให้เข้าที่แต่กลับปัดฝุ่นเข้าของประจำเพราะอยากให้มันใหม่อยู่เสมอและ
ไม่เก่าไปตามความทรงจำของเราเอง

ฉะนั้นการวางสิ่งของไว้ให้คงสภาพเดิมอยู่ และปล่อยให้มันอยู่อย่างนั้น
ก็เหมือนปิดปังความเจ็บปวดให้ทุกวันของเราเดินหน้าต่อไปได้ซึ่งนั่นก็ดีอยู่แล้ว
ทั้งที่ความเป็นจริงมันกลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราเป็นก็ได้ ขนาดเราจดบันทึก
เรื่องราวในช่วงนี้ของตัวเองยังไม่มีใครอยากจะเชื่อด้วยซ้ำ

「誰かここから助けくれ」

" ใ ค ร ก็ ไ ด้ พ า เ ร า อ อ ก ไ ป จ า ก ต ร ง นี้ ที "

นอกจากการกรีดร้องจนใครไม่ได้ยิน เราก็ทำได้แค่เพ้อถึงคำคมต่างๆ และไม่

ยอมรับความจริงและวิ่งหนีไปตลอดจนกว่าเราจะปลอดภัยแม้กระทั่งพื้ นที่หายใจ

เล็กน้อยเพี ยงเท่ารูเข็มนั่นก็คงเป็นความโล่งใจแปลกๆ ฉะนั้นการพู ดถึงความ

หมายของการมีชีวิต หรือ คุณค่าของชีวิตสำหรับเราคงเป็นมุมมองตอนสมัยที่เรา

อยู่เอกเก่าเล่าให้ฟังก็แล้วกัน

生 き 甲 斐    หรือ IKIGAI เป็นการรับรู้ถึงสิ่งที่มีอยู่เล็กน้อยหรือการ

เปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยเหมือนกับการหยอดกระปุกหมูน้อยเพิ่มพู นความสุข
ของตัวเอง ซึ่งมันไม่ใช่การเปลี่ยนสิ่งของที่อยู่รอบตัว หรือ เปลี่ยนแปลงแค่ระดับ
พื้ นผิวเท่านั้นแต่เป็นการยกระดับจิตใจของคุณให้เข้าใจแก่นแท้กับสิ่งๆนั้นหรือ
นิยามในตัวตนของคุณให้ได้

“การออกจากเซฟโซน = ก้าวแรกที่กล้าเปลี่ยนแปลง”

แน่นอนว่าความคิดหรือแนวคิดเช่นนี้เป็นสากลโลกแต่มันคงแตกต่างกันตาม

ภูมิศาสตร์ หรือสภาพอากาศที่ทำให้เราต้องมองมุมที่แตกต่างกัน เนื่อง

ความชอบและรสนิยมอันปักเจกชนที่ทำให้คุณค่าที่ให้น้ำหนักบางอย่างไม่เท่ากัน แต่

ในทางภาษานั้นคำต่างกันแต่ใจความสื่อถึงกันนั้นย่อมให้ความรู้สึกเหมือนกันได้

เพราะ พวกเรายังเป็นมนุษย์ หรือ โฮโมเซเปี้ ยนส์ นั่นเอง เช่น แนวคิดแบบอุตร

ภาพนิยม หรือ trancendentalism ของอเมริกา ในยุค 1900s กว่าๆ นี่เองที่

ว่าด้วยสิ่งที่อยู่เหนือความคิดหรือสภาวะความเข้าใจเหนือมนุษย์ เช่น ความตาย

ปรัชญา หรือเรื่องเล็กน้อยที่เราข้ามจุดสำคัญอีกด้วย

“วัฒนธรรม สังคม ความเชื่อต่างกัน

แต่ความรู้สึกที่เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน”

จุดเด่นของ IKIGAI เลยก็คือนำวิถีของเซนมาปรับใช้ประกอบกับเป็นสิ่งที่
พบเจอกันอยู่ตลอดไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ตาม โดยเฉพาะการนำใช้สิ่งเล็กน้อยใน
ชีวิตประจำและเชื่อว่าทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นในทุกๆวัน เพราะแท้ที่จริงแล้วมันก็เป็น
เหมือนกับสิ่งที่ธรรมดาและพื้ นฐานแต่เป็นข้อเท็จที่คุณต้องเผชิญในชีวิตอยู่แล้ว
เช่น การเลือกทานอาหารที่รสจัดน้อยลง หรือทานผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานให้ตัวเรา
รู้สึกสดชื่นขึ้นก็ได้ หากเราทำสิ่งใดผลลัพธ์ที่ถูกกระทำในทุกๆวันเพียงแค่0.1 นั่นก็
นับว่าเป็นพั ฒนาการที่ดีแก่ตัวเราเช่นกัน

“พั ฒนาเพี ยงเล็กน้อยก็นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอย่างมากเลยล่ะ”

ถ้าหากเราตื่นมาเหนื่อยหน่ายและอ่อนล้าจากการทำงานมันไม่ใช่แค่การ
เปลี่ยนฟู กที่นอนให้นุ่ม หรือ เปลี่ยนสีผืนผ้าห่มให้สดใส แม้เปิดผ้าม่านให้แสง
แยงตาเข้ามาเพี ยงอย่างเดียวแต่เป็นการตระหนักต่อตนเองและสังเกตตัวเอง
ว่าเรานั้นเป็นอะไร,เกิดอะไรขึ้นกับตัวเรานั่นเอง

การแก้ไขปัญหาด้วย IKIGAI นั้นมีเครื่องมือที่เรียกว่า “กงล้อ
แห่งIKIGAI” นั้นจะประกอบด้วย4แกนกลาง คือ “สิ่งที่คุณรัก,สิ่งที่สร้างรายได้

 ให้เราชีวิตได้ต่อไป,สิ่งที่โลกต้องการ และสิ่งที่เป็นทักษะของคุณที่ทำได้ดี” ถ้า

หากเราสังเกตดูแล้วอะไรพวกนี้ย่อมเป็นพื้ นฐานสำคัญอย่างมากของชีวิตที่
ทำให้ลักษณะการใช้ชีวิตนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลไม่ว่าจะเป็น รสนิยม ปะ
เพณี หรือทัศนคติก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นสามารถบ่งบอกลักษณะได้
อย่างไร หรือแบ่งออกมาได้ ดังนี้

1.สิ่งที่คุณรัก + สิ่งที่ถนัด(ทักษะที่คุณทำได้ดี) = ความหลงใหล (Passion)
หมายถึง สิ่งที่เราชอบในเวลาว่าง หรือสิ่งที่เราทำแล้วรู้สึก Made my day ให้
คุณนั้นหลุดไปอีกโลกหนึ่งแม้ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่คุณก็ไม่เสียดายอยู่ดี และ
ที่สำคัญทำแล้วคลายกังวลกับเรื่องต่างๆได้ เช่น งานอดิเรก ความชื่นชอบส่วน
ตัว หรือ กิจกรรมที่เราทำแล้วสบายใจ

"เมื่อก่อนเราไม่ค่อยทำอะไรเท่าไหร่ถึงให้ทำก็ไม่รู้ว่าจะสนุกรึเปล่า หรือ

書道)ทำเพื่ อแก้ว่างเพี ยงอย่างเดียวเท่านั้น พอวันหนึ่งเรามาจับการเขียน
โชโด ( เรียกง่ายๆว่าการเขียนพู่ กันญี่ปุ่นนั่นแหละ มันทำให้เราได้

มีสมาธิและจดจ่อกับมันด้วยใจที่สงบลงได้ ไม่ก็นั่งค้นหางานtextile

ใหม่ๆนำมาประกอบกับการตกแต่งเพิ่ มเติมอะไรแบบนี้ก็ได้ เราว่ามัน

ทำให้เห็นผลว่าเราไม่ได้เบื่อไปกับมัน หรือ ไม่รู้ทำไปทำไมด้วย หรือการ

สร้างอารมณ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง"

)2.สิ่งที่รัก + สิ่งที่โลกต้องการ = หน้าที่ (Objectivity หมายถึงอะไรบ้าง เอา

ง่ายๆก็คือ การเพิ่ มประสิทธิผลของตัวงานต่อคนรอบข้างหรือการพั ฒนา

ตนเองที่มีต่อมุมมองส่วนรวม แม้สิ่งนั้นจะตอบดจทย์หรือไม่ เพระสิ่งนั้นย่อม

เป็นหน้าที่พึงกระทำ เช่น เรานั้นถูกกำหนดให้เป็นอะไรหรือต้องทำสิ่งไหนโดยที่

อยู่ภายใต้สำนึกของตนเองโดยไม่มีเงื่อนไข

"สมัยก่อนเราถูกปลูกฝังว่าการทำเพื่ อนตนเองนั้นดีที่สุดมุ่งเข้าหา
แค่เป้าหมายเพี ยงอย่างเดียวโดยที่ไม่ต้องสนใจอะไรอื่นๆ
แต่ว่าปัจจุบัน เรากลับทำงานเพื่ อรับใช้ประชาชนและคุณภาพชีวิต
ของมนุษย์ด้วยการเป็นคนช่วยสำรวจผังเมือง กับ ทำงานภาษา
เพื่ อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติ"

)3.สิ่งที่โลกต้องการ + สิ่งที่สร้างรายได้ = งาน (Vocation หมายถึง สิ่งที่

แก้ไขปัญหาให้คนอื่นจนเราสามารถให้เขาตอบแทนเงินคุณได้ โดยที่คุณนั้นใช้
ชีวิตได้ง่ายขึ้นโดยเริ่มจากทักษะที่คุณถนัดนั่นแหละจึงทำให้เราเข้าใจและเห็นภาพ
โดยรวมต่องานได้มากขึ้น

"อย่างที่เรามีทักษะภาษาและการเข้าใจประัติศาสตร์
ระดับหนึ่งจึงทำให้เรเป็นพี่ ติวสอนรุ่นน้องและคน
รอบตัวโดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายให้พวกเขาได้มีอาชีพ
และทักษะเสริมสำหรับการเพิ่ มเงินเดือน แต่ของ
ตอบแทนส่วนใหญ่จะให้เป็นเสื้อผ้า ขนม อาหารและ

ค่ากลับบ้านเท่านี้ก็พอแล้วล่ะ"

4.สิ่งที่ถนัด + สิ่งที่สร้างรายได้ = อาชีพ (Profession) หมายถึง สิ่งที่เรา
ทำได้ดีกว่าคนอื่นในแง่ของการเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและเป็นงานที่ทำให้ได้ผล
ตอบแทนในระยะยาว เช่น ทักษะที่คุณถนัดจนคุณเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้นๆ

."หากอาชีพติวเตอร์ของเราที่เป็นทักษะสามารถ
ทำให้ได้ดีแล้วนั้น เราก็มีทักษะการทำความคิด
สร้างสรรค์โดยที่ช่วยเหลือผู้คนจากตรงนี้และ
ตัวเราเองก็พั ฒนาได้ระยะยาว
ถึงแม้จะหาคำตอบได้ไม่ดีเท่าที่ควรแต่นับเป็น
แก้วแรกที่ให้เราทลายกำแพงได้"

ถึงแม้ตอนนี้เราจะรู้จักวงล้อแห่งIKIGAIไปแล้ว แต่นั่นก็มีหลายสิ่งที่หล่อ
หลอมให้เราเป็นเราในทุกวันนี้ได้เพราะความคิดฝังรากลึกแบบญี่ปุ่นที่ไม่ว่า
อย่างไรมันก็เป็นรากฐานของความเชื่อแบบญี่ปุ่นที่มีในทุกวันนี้ ส่วนIKIGAI นั้น
ก็เป็นส่วนหนึ่งที่แตกรากมาจากแนวคิดอย่างนี้อีกทีหนึ่ง ถ้าหากวันหนึ่งเราหาย
จากแผลแห่งความเจ็บปวดในอดีตได้ เราเชื่อว่าการเดินทางมันไม่มีวันจบลง
หรอก เพราะในเมื่อเวลามันไม่เคยรอใคร

ถึ ง ฝ น จ ะ ต ก พ รำ แ ต่ ค ว า ม รู้ สึ ก ดี ที่ มั น อ ะ ไ ร กั น

「時間もう止まれちゃった」

เ ว ล า เ อ๋ ย ห ยุ ด ล ง เ สี ย แ ล้ ว ล่ ะ

第二課

ลำ นำ แ ห่ ง ค ว า ม เ จ็ บ ป ว ด

「" t h a t ' s pain is....”

の ค ว า ม เ จ็ บ ป ว ด นั้ น . . .








ต อ น นี้ คิ ด ถึ ง คุ ณ น ะ แ ต่ ว่ า .

ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีก่อน อะไรๆก็เกิดขึ้นไวอย่างกับสายฟ้าฟาด ไม่ว่า
จะเป็นเหตุการณ์หลากหลายอย่างชวนประดังประเดเข้ามา ตอนนั้นเราก็เริ่มรู้สึก
ถึงจุดดิ่งเหวของตัวเองที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
การเรียน การงาน ความสัมพันธ์อันฉาบฉวย หรือสิ่งของที่วางไว้บนโต๊ะทำงาน
กระจัดกระจายอย่างกับจิตใจที่บิดเบี้ยวและอ่อนล้าเต็มที

“ความบิดเบี้ยวที่คืออะไรกัน ทำไมทุกวันการหายใจนั้นยิ่งเหนื่อยล้า”

ตอนนั้นเราบ้าเป้าหมายกับการหาคำตอบของความหมายในชีวิตแต่ละวัน ทุกๆ
วันเราต้องทำให้ได้ตามเป้าเหมือนพนักงานออฟฟิศญี่ปุ่นและแน่นอนว่า เราเรียน
เอกญี่ปุ่นของสถาบันเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ฉะนั้นคนที่เรียนเอกนี้จะต้องประสบ

「 ぼ っ た く り 」ความสำเร็จด้านภาษาอย่างแน่นอน และที่สำคัญคำว่า

(bottakuri) หรือการขูดรีดขูดเนื้อนั้นไม่ไกลกับความเป็นจริงที่เราดำเนินอยู่
เลย

คุณต้องเป๊ะทุกรายละเอียด
คุณต้องเห็นทุกตัวอักษรและเข้าใจในทันที
คุณต้องเว้นระยะห่างกับอาจารย์อย่างพอดิบพอดี
คุณต้องเขียนบันทึกเรื่องราวกับความจริงอันว่างเปล่าแลไร้สี
คุณต้องเนี๊ยบกับการแต่งตัวและเวลาที่ให้แค่เสี้ยวหนึ่งของนาที

และอีกมากมายที่ต้องทำให้ได้ไม่เว้นแต่ละวัน และยังไม่รวมกับคำครหานินทา
มากมายก่ายกองที่คอยถาโถมคุณราวกับเป็นผู้ต้องหาในคดีและศาลฎีกา
พิพากษาให้มีความผิด และไม่มีการยื่นอุธรณ์ให้การแก้ต่างของตัวเองอย่าง
แท้จริง ถ้าหากคุณนั้นไม่เป็นที่ถูกใจของส่วนใหญ่ ขนาดคนที่เขาถูกใจเราถึงแม้
มีอำนาจพิ พากษาความเป็นไปในแต่ละเรื่องก็ไม่สามารถเป็นเสียงกระพื อให้ดังได้

ส่วนคำว่า “เขียนบันทึกเรื่องราวกับความจริงอันว่างเปล่าแลไร้สี” นี่คือความ
จริงอันเจ็บปวดเมื่อคุณพู ดถึงต้องพุ ดแต่ด้าน(ดี) เท่านั้น การที่ทำตัวเหมือนกร
ขูดรีดขูดเนื้อของการให้คะแนน การทำงานข้ามคืน หรือ สิทธิต่างๆในตัว
นักศึกษานั้นกลายเป็นเรื่อง ‘ไกลตัว’ จนคุณไร้อิสรภาพในชีวิตไปในที่สุด

“แค่อยากกระโดดออกไปจากกรอบที่ล้อมอยู่
ยังเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ในชีวิตเลย”

ถ้าหากคนมาย่ำ หรือ ดูถูกเราเนี่ยมันเกิดจากอะไร คุณลองคิดดูดีๆว่า
สังคมไทยนั้นเกลียดอะไรเป็นที่สุดกันล่ะ สิ่งนั้นก็คือ

“ความแตกต่างกันยังไงล่ะ”

พวกเราล้วนเกิดมากับการตั้งคำถามไม่ได้ หรือถ้าตั้งคำถามออกมาแล้วก็อาจ
โดนคำด่าสบถมากมาย แม้กระทั่งการอธิบายก็เท่ากับว่าเถียง เหมือนดั่ง
สุภาษิตญี่ปุ่นที่กล่าวว่า

“ตะปูที่แหลมออกมาต้องตอกให้เข้าที่”

ประกอบกับความเป็นคนไทยที่ตั้งคำถามไม่ได้แถมอธิบายก็เท่ากับเถียงมันก็ยิ่ง
ประกอบกับความประสาทรบริโภคเข้าไปอีก ยิ่งมีคำถามมากเท่าไหร่ทุกคนก็จะมา

、รุมทึ้งเราให้หยุดอยู่กับคำถามเหล่านั้น อย่าง “ทำไมเราต้องเรียนเรื่องเหล่านี้”
“ประเพณีโบราณทำไมถึงได้รับการอนุรักษ์ต่อ” แม้กระทั่งการสอนให้ตั้ง
คำถามเหล่านี้ก็กลับกลายเป็นเรื่องแปลกในหมู่เพื่ อนและรุ่นพี่ แต่กับคนญี่ปุ่นนั้น
มักให้อิสระขีดเขียนได้ตามใจก็ตาม ฉะนั้นการที่คุณขีดเขียนได้ตามใจนั้นไม่ได้
แปลว่าคุณได้อิสระให้คิดได้อย่างเต็มที่ แต่ทุกอย่างต้องมีเหตุผลมารองรับ
การกระทำในตัวคุณด้วยอย่างหมดจนคนภายนอกมองว่า

“ทำไมพิ ธีรีตองมันต้องเยอะขนาดนั้นด้วย”

ประการต่อมาแนวคิดที่เราได้รับการปลูกฝังขึ้นมาคือ “ระบบสังคมอิงกลุ่ม”

เรียกง่ายๆว่า ‘อุปถัมภ์แฝง’นั้นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องถูกบรรจงอย่าง

หมดจดอย่างการที่คุณทำงานมาช้านานอายุเท่าไหร่เขาก็ไม่สน เพราะ การนับ

อายุงานนั้นจะเป็นการกำหนดว่าใครคือรุ่นพี่ และ รุ่นน้องของคุณ ทว่าในเอก

ของเราเอาวัฒนธรรมผสมอย่างอายุ ความอาวุโสเข้ามาเกี่ยวข้อง = รุ่นพี่ รุ่น

น้องตามอายุ และคำสั่งเบื้องบนเป็นอย่างไร อำนาจการต่อรองถ้าเราทำไม่ได้
「 義 理 」ตามที่บอกก็จะโดนการ “ตอกปะตู” ให้เข้าที่พร้อมกับโดนคำว่า
หรือ

พันธกิจ ที่มันติดตัวมาตั้งแต่เราเข้ามาว่าต้องทำหน้าที่อะไรในนั้นไปเรียบร้อย

แล้ว

“การอยู่ขึ้นมาด้วยความหมายอะไร
เพราะทุกอย่างถูกกำหนดเส้นทางไว้หมดแล้ว”

ตัวเราที่ขาดทั้งการหา ‘หน้าที่’ ในแบบที่เขาตามหา นั้นก็คือ ‘ทักษะ’ และความรัก
ต่อการกระทำให้วันหนึ่งที่ต้องผ่านพ้นไปนั้นต้องเต็มไปด้วย ความหมายปลอมๆ
ที่ห่อหุ้มจนเราไม่รู้ว่าอะไรจริงหรือปลอมกันแน่

“แค่การพร่ำเพ้ อต่อเหตุผลที่ต้องทำให้สิ่งเล็กๆนั้นเป็นพลังบวกในทุกวัน
ก็เป็นเรื่องไม่น่าอภิรมย์สำหรับวงอาหารในยามค่ำคืนเสียแล้วสิ”

「義理」(ถ้าให้ถามคำว่า GIRI) นั้นคืออะไร เราขอแปลว่า เป้าหมาย พันธ

กิจ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นสิ่งที่ติดตัวแต่กำเนิด เนื่องจากความเชื่อญี่ปุ่นที่

มีแต่เดิมมักปลูกฝังให้เราตระหนักในหน้าที่ทั้งต่อคนอื่น และ ตนเอง อยู่เสมอ

และอยู่ด้วยการสำนึกทุกวินาทีว่าเราควรวางตัวอย่างไร ปฏิบัติต่อสิ่งอื่น

อย่างไรเพื่อให้หน้าที่ และ การปกป้องต่อ ‘เป้าหมาย’ทั้งหมดนั้นเป็นอย่างไร

แม้ว่าการเคารพในความสามารถอย่างเท่าเทียมที่ให้โอกาสผู้คนได้หลากหลาย

คน ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวงสังคมแบบกลุ่ม หรือ อุปถัมภ์แฝงจะคอยช่วยเหลือ

เราให้ไปจนสุดทาง ทุกคนถูกสอนถึงคำว่าเป้าหมายของชีวิต ตัดอารมณ์
「人情」 「恩」ให้ได้มากที่สุด และสำนึกต่อบุญคุณ
ที่เกิดขึ้นให้เข้าถึงแก่น

ความรู้มากที่สุด แต่สิ่งที่หนึ่งขาดหายไปนั้นก็คงไม่พ้น

“การยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง
และ

การยืดหยุ่นต่อสังคมนั้นด้วยความหลากหลาย”

「 人 情 」 (ประโยคข้างต้นที่เราพู ดถึงก็คงไม่พ้นคำว่าอารมณ์หรือ NINJOU)

ก็ย่อมต้องมีเพื่ อให้มิติและความหลายของการใช้ชีวิตให้มากขึ้นโดยที่ไม่ได้เป็น

เพียงแค่ทำต่อ ‘ผู้อื่น’

แต่มันเป็นอารมณ์ต่อ ‘ตนเอง’ ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งเร้าอันแตกต่างและปักเจก ทว่า

สิ่งที่ปลูกฝังเราได้กล่าวออกมาบ่อยหนักบ่อยหนาว่าสังคมนั้นไม่ให้เอื้อนเอ่ยต่อ

การแสดงเจตจำนงที่แท้จริงไม่ได้ถึงแม้เราจะก้าวถึงความกลมกลืนของชีวิตได้

อย่างลึกซึ้งผสานกับความเป็นหนึ่งเดียวของชีวิตไปแล้วก็ตาม

การดำเนินค้นหาอย่างมีสุนทรียทางชีวิตมักมีคำคมจรรโลงจิตใจมากมานั้นเกิด
จากอะไรก็ล้วนแต่ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นบนวัตถุหรือปล่อยให้เกิดขึ้นตาม
ความเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น หรือ การทำทุกอย่างให้ธรรมชาติกำหนดตัวเรา
เองว่าให้ไปทางไหนออกมาโดยที่ไม่ฝืนนั้นย่อมเป็นเรื่องสากลที่ทำให้ถูกหล่อ
หลอมเป็น ‘ตัวตน’ ออกมาว่าเราจะทำอะไรต่อไป ฉะนั้นการมองสิ่งที่ยิ่งใหญ่อาจ
ทำให้เราเหนื่อยกับตัวเอง หรือทำออกมาเป็นวงกว้างนั้นคงกลายเป็นภาระโดยที่
ไม่รู้ตัวได้เช่นกัน

“สิ่งที่วิเศษณ์ของคุณค่าในการมีชีวิตอยู่นั้นไม่จำเป็นต้องทำให้พิ เศษอย่างยิ่งใหญ่
แต่เป็นสิ่งที่รายล้อมรอบตัวอย่างน่าอัศจรรย์โดยที่ไม่จำเป็นต้องค้นหาให้วุ่นวายใจอีก”

「 恩 」 )ประการที่หล่อหลอมออกมาที่เป็นประการสุดท้ายอย่าง
(ON หรือ

บุญคุณนั้นทางเขามองแค่ว่า ‘หากเราทำสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ต่อใคร เราก็

ต้องรักษาสัจจะที่ทำให้แก่อีกฝ่ายแม้ว่าจะอายุมากหรือน้อยก็ตาม’ เพราะมันถูก

กำหนดด้วยตำแหน่งในการถือครอง ถ้าคุณดูแลเจ้านายดีสวัสดิการที่คุ้มครอง

ต่อตัวเราก็จะถูกสนับสนุนไปตลอดชีวิตถึงสิ่งนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตามนั่นอาจ

เป็นอีกเหตุผลหนึ่งนั่นแหละที่ทำให้เราต้องดิ้นรนในการมีชีวิตอยู่ให้ผ่านพ้ นไปอีก

วันหนึ่ง ต่อให้เราบอกว่าจะไม่ต้องหาอะไรให้ไกลตัว แต่สิ่งที่ควรจะทำก็ต้องมี

การเคารพต่อตนเองและมั่นใจในการตัดสินใจได้เช่นกัน

ฉะนั้นการสร้าง“วงจรแห่ความสมดุล”ที่ทำให้เราตอบแทนตัวเองแต่ละวันนั่นก็
นับเป็นการตอบแทนตัวเราต่อวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม ปะเพณี หรืออะไรก็ได้ที่ราย
ล้อมคุณทั้งหมดนั่นแหละนับได้ว่าเป็น IKIGAI ในรูปแบบแต่ละคนได้เหมือนกัน

พอเราหันมาดูแล้ว ‘ตัวเรานั้นเป็นใคร หรือทำเพื่ออะไร’ ก็ยังไม่กระจ่างแม้ว่าเรา
จะเริ่มเห็นทางสว่างของชีวิตแล้วก็ตามอยากพู ดเลยว่า ‘ตามสภาพ’ หรือ ‘การ
ปล่อยให้ไปตามยถากรรม’ และเดินหน้ารับฟังกรอบที่ถูกมัดไว้อย่างหมดจด

 แล้วเพี ยงแค่เราต้องดึงให้ตามวิถีเป้าหมายอย่างทรมานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

จุดที่พีคอย่างสุดนั่นก็คือการตื่นมาเรียนออนไลน์ ปรับการสอบให้ไวขึ้น และใช้
เวลาอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์มากว่า 16 ชั่วโมงต่อวันและห้ามขาดเรียนใน
แต่ละวันก็ยิ่งทำให้ บาดแผลทางกายที่มีคำสวยหรูปลอบใจอยู่มากมายอยู่กับ
‘ข้อสอบ’ ตลอดเวลา มันยิ่งทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่แย่ลงกับหยุดเวลาเหมือนกับ
นาฬิ กาปลุกที่ดังตลอดเวลาในใจเสมอได้ดับลง หัวใจเรานั้นสงบลงอย่างน่า
ประหลาด โดยเฉพาะการทำวิจัยนรกที่ทำตลอดปีได้หายไปราวกับถูกมนต์สะกด
อย่างน่าประหลาดเพี ยงตัดสินใจสั้นๆว่า

“หนูทนไม่ไหวแล้วค่ะอาจารย์ ไม่รู้ว่าหนูจะย้ายไปโฟโต้ฯ”
“ครูสงสารเธอจับใจกับการที่เธออยากแสดงตัวตนออกมาอย่างเต็มที่นั้นจะ
ออกจะกลายเป็นกระโถนสังคมเล็กๆแห่งนี้ไปเสียแล้ว”
“สิ่งสุดท้ายที่หนูทำได้ก็เพี ยงแค่ออกไปจากจุดวุ่นวายแห่งนี้เอง”
“เราทุกคนล้วนมีหัวใจทั้งนั้นครูเชื่อว่าเธอต้องไปไกลเหมือนที่จิตวิญญาณ
ความเป็นญี่ปุ่นได้ฝังตัวเธอเองไปด้วย”

การตัดสินใจต่อชีวิตที่คอยหล่อเลี้ยงความเจ็บปวดก็งอกงามเป็นหนามบนกิ่ง
ดอกไม้ที่ป้องกันไม่ให้ใครย่างกรายหรือทำความรู้จักกับเราเลยด้วยซ้ำ
นอกจาก ‘การถ่ายทอด’ ความรู้สึกออกมาด้วยหัวใจที่แท้จริงกลับเป็นเรื่องไม่
ง่ายเลย บางทีเราอาจต้องให้เวลาที่เราด้อยค่าตัวเองด้วยเวลาอาจเป็นคำตอบ
ในหลายส่วนก็ได้

บางทีการเดินทางอาจเริ่มต้นขึ้นด้วยการที่เราเจ็บปวดซ้ำซาก หรือ ทรมาน
อย่างไม่เห็นแสงสว่างด้วยการทำตามสิ่งที่ตัวเองอยากทำแต่ไม่เป็นไปดังหวัง
และ การบังคันเอาแต่เขี่ยวเข็ญ ‘เรียน’ อย่างเดียว แม้จะขัดต่อความเป็น
มนุษยธรรมของสายตาภายนอกที่อยากจะยื่นมือมาช่วยเหลือก็ตาม

ถ้าหากการเรียนรู้ถึงความทุกข์ให้เป็นเราจะเข้าใจบางสิ่งบางอย่างของสิ่งที่ตรง
ข้ามกันมันไม่ได้วิ่งมาเป็นเส้นคู่ขนานเพียงอย่างเดียว ดังที่การมองว่าความสุข
กับความทุกข์ก็เป็นสิ่งเดียวกันที่ทำให้เราอยู่ได้อย่างเรียบง่าย ไม่ต้องให้มีอะไร
ต้องเติมเต็มให้อิ่มแต่แค่ดึงสิ่งเล็กๆน้อย เช่น การทำจานแตกแต่เราเข้าใจว่า
สิ่งของนั้นล้วนเสื่อมไปตามกาลเวลาก็สามารถทำป็นสิ่งสากล มันไม่ใช่ความ
สมบบูรณ์แบบอาจเป็นบทบรรยายที่เป็นกึ่งไดอารี่ประจำวัให้สิ่งนั้นเป็นความสุข
เล็กๆน้อยเหมือนการปลงก็มิปาน

การที่เราวิ่งตามสัจธรรมบนความจริงที่เนของบุคคลที่เริ่มตามไปด้วยอารมณ์
จากหน้ามาหลัง หรือจากหลังมาหน้าก่อนก็ย่อมได้เช่นกัน เพราะ การสังเกต
รายละเอียดที่เรามองข้ามไปมันอาจเติมเต็มบางสิ่งที่ขาดหายไปโดยยากที่จะเชื่อ
แก่ชีวิตอันหน่ายเนือยแต่ละวันให้มีค่าด้วยสองมือเราเอง

“การตื่นขึ้นมาทุกเช้าถึงแม้จะหนักเหนื่อยเพี ยงไหน
เพี ยงแค่เริ่มกลับมาฟังเสียงตัวเองก็อาจเป็นสิ่งพิ เศษในชีวิตคุณก็ได้”

ด ว ง ใ จ ที่ เ ปี ย ก ชุ่ ม ด้ ว ย ค ว า ม รู้ สึ ก นั้ น เ ต็ ม ไ ป ห ม ด

จ า ก นี้ จ ะ ว า ด อ น า ค ต ด้ ว ย มื อ ข อ ง ฉั น เ อ ง 「





















第三課

ด ว ง ด า ว แ ห่ ง ก า ร เ ดิ น ท า ง

「期待の星」

ด ว ง ด า ว แ ห่ ง ค ว า ม ห วั ง

ด ว ง ด า ร า นั้ น จ ะ ง ด ง า ม เ ส ม อ

ปัจจุบันนี้ช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดได้ผ่านพ้ นไปถึงแม้แผลฉกรรจ์ยังคงฝัง
ไว้ในใจอยู่ ขนาดที่เรายังคาดไม่ถึงเลยว่า “การกัดกร่อน” ในจิตใจนั้นมันก็เป็น
ความเชื่อระหว่าง อดีต ปัจจุบัน และ อนาคตที่ทำให้ในใจเรานั้นยึดติดกับบางสิ่ง
บางอย่าง

ทางความเชื่อพุ ทธในญี่ปุ่นนั้นถือเรื่องการไม่ยึดติด และ การอนัตตาสูงมาก อยู่
ที่ว่าเราจะทำอะไรต่อไปและสำนึกผิดกับการกระทำของตัวเองแต่ไม่ให้ตัวเองจม
กับความเจ็บปวดอย่างนานนัก เพราะ คำว่า Move on สำหรับเรามันไม่มีอยู่
จริงต่างหาก

”ฉะนั้นการที่เราทำคุณประโยชน์ให้แก่คนอื่น
แต่มีความสุขทางใจของเรานั้นช่างแตกต่างเสียเหลือเกิน”

พอเราย้ายคณะนั่นก็กลับเป็นจุดเริ่มต้นใหม่อะไรหลายๆอย่างมันเหมือนกับว่า
“ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของเรา” นั้นถูกเติมเต็มให้จนอิ่ม เพราะ สิ่งที่น่า
เสียดายในช่วงเวลาก่อนหน้านี้เรากลับปล่อยให้เวลา และ สิ่งที่เรารักกัดกร่อน
จนเสียตัวตนไปจนไม่เหลืออะไรอีกเลย อย่างแรกที่เราจะเล่าในบทนี้ก็คือ

การประยุกต์ใช้และความหมายของการมีชีวิตจากอิคิไกนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างแรกที่เราทำก็คือ “การแบ่งปันความรู้จากสิ่งที่ถนัด” ก่อนเลย งานที่เรา
เลือกทำเป็นการเผยแพร่การสอนหลักภาษา ศิลปะ และวัฒนธรรมญี่ปุ่น ในแบบ
ฉบับเข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็นการเขียนพู่กันญี่ปุ่น ที่ใช้เวลาทั้งใจ สมาธิ ความหนัก
เบาของเส้น หรือการปาดเส้นแต่ละทีนั้นก็ทำให้สมาธิของเรานั้นสูงขึ้นด้วย แถม
ผลลัพธ์นั้นเราจะไม่กำหนดว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ อยู่ที่ตัวบุคคลนั้นจะตัดสินว่าเขาได้
รับอะไรไปบ้างนั่นเอง

“ขอบคุณมากนะครับที่สอนวัฒนธรรมญี่ปุ่นให้นะ”
“ขอบใจนะที่มาสอนระบบสังคมให้”
“ขอบคุณมากจริงๆที่ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนไป”

สิ่งที่เรารักนั้นกลับเป็น passion หรือ เชื้อเพลิงกระตุ้นที่ทำให้พวกเขาต่อยอด
ไปทำในสิ่งที่เขารักนับว่าเป็น “หัวใจที่แห้งผาก” นั้นกลับได้ใจชื้นขึ้นมาอย่างบอก
ไม่ถูกแม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นจะเริ่มต้นอันเล็กน้อยก็ตามนับว่าเป็นก้าวที่ดีสำหรับเรา
เป็นอย่างมากเลยล่ะเพราะนี่เป็นหน้าที่สำหรับเรานำพาคนไปในทางที่ถูกได้เช่นกัน

“ไม่ว่าเรื่องอะไรฉันจะไม่กลัวที่จะก้าวไปข้างหน้า
ถึงแม้จะต้องพยายามบ้างก็ตาม”

ถึงตอนนี้จะมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆ ด้วยความเห็นชอบต่อส่วนรวม
แค่ไหน เราก็ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างวนเวียนเหมือนเป็นศูนย์กลางจักรวาลก็คงไม่
ได้แต่เรากสามารถให้คนตระหนักถึงหน้าที่ตัวเองด้วยการทำให้เรามีความสุขใน
ทุกวันได้เช่นกัน

การทำงานไม่ว่าจะหน้าที่อะไร แบบไหน คุณต้องเข้าใจบริบทโดยรวมมที่จะให้
กำลังใจ เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การที่เราสู้อย่างไม่ย่อท้อ แน่นอน
ว่าการขัดเกลาฝีมือมันจะเยู่ในหมวดงานก็ตาม ฉะนั้นการเข้าใจบริบทของหน้าที่
ว่าเป็นอย่างไรเราจะสามารถรักษาระยะให้สิ่งต่างๆได้ดีขึ้น

“ฉะนั้นการทำตามอารมณ์ในตัวเรา หรือNINJOU ออกมาให้น้อยที่สุดเช่นกัน”

บางทีการขอบคุณนั้นไม่ใช่แค่การทำออกมาด้วยหน้าที่แต่เป็นสิ่งที่ออกมาจากใจ
และการตั้งสติจากสิ่งที่เต็มด้วยตัณหาและความเป็นมนุษย์ที่ตรึงอยู่อย่าง
ทรมานอย่างไม่มีสิ้นสุดอย่างบอกไม่ถูก

ถึงคุณจะบอกว่าปีนี้ เวลานี้ และ ตอนนี้คุณจะใจดีกับเราไหมนะ?
เรามองว่าการแสดงความรู้สึกนั้นควรจะอยู่ในขอบเขตที่สมควรจะอยู่
ไม่ว่าจะเงื่อนไขใดๆ
คุณก็ต้องรักษาสัจจะที่ให้กับอีกฝ่ายไว้เช่นกัน

ตามที่เรากล่าวถึงการออกจากSafezone หรือ ขอบเขตปลอดภัยของตัวเอง
ได้หันมาพิจารณากับลมหายใจทุกครั้งของเราอีกครั้งว่าเราทำหน้าที่อะไร ดังนั้น
สัจจะที่เราได้หันมาให้แก่คนที่มีพระคุณเราเองก็ต้องให้ในส่วนที่สมควรให้ และหัด
รักตัวเองให้มากขึ้น

罪 )บางทีการเรากลับกับการโดนกัดกร่อนในสิ่งที่อยู่ในใจ หรือ (Tsumi ที่ไม่ใช่

แปลว่าบาป หรือ เรื่องผิดศีลธรรมแต่ในอดีตนั้นอาจแปลว่าการกัดกร่อนได้
ด้วย ฉะนั้นคำว่าหน้าที่ พันธกิจ หรือ GIRI ของเราก็ย่อมแปรเปลี่ยนไปด้วย
ความในใจที่มีอยู่มากมายจนกลั่นเป็นถ้อยคำบอกอีกฝ่ายไม่ถูกจนเราอยากจะ
ยอมทำให้อีกฝ่ายเห็นเอง

การเขียนพู่กันญี่ปุ่น การทำเรียงความ หรือการทำอะไรที่ก่อให้เกิดสมาธิของเรา
บางทีเราก็ต้งใส่ใจกับคำปรารถนาของคนอื่นหรือสิ่งที่เขาทำต่อเรามากขึ้นด้วย
แม้ว่าจะบกว่าให้รักตัวเองมากขึ้น แต่มันทำให้เราเรียนรู้ว่าเราต้องฟังตัวเองกัน
มากขึ้นแต่ในขณะเดียวกันคุณก็ต้องให้เกียรติต่อแรงปรารถนาของคนอื่นที่ดี
แก่ตัวเราด้วย

 คุณเคยได้ยินคำนี้ไหมว่า

“แสงนั้นย่อมเร็วกว่าเสียงแต่แรงปรารถนานั้นวิ่งไวกว่าทุกสิ่งเสมอ”

แล้วเงินที่มองว่าเป็นค่าตอบแทนของการทำงานที่เป็นค่าแลกเปลี่ยนสิ่งที่นอก
เหนือจากปัจจัย 4 แล้วนั้น การที่เราทำอะไรให้โลกต้องการนั้นไม่จำเป็นจะต้อง
ผ่านมุมมองหรือสายตาใครมากกว่า เพราะ การเปลี่ยนแนวคิดของเราเองนั้นก็
แปรเปลี่ยนได้ยากเช่นกัน ฉะนั้นการแบ่งปันสิ่งที่ถนัดและทำออกมาได้ดีย่อม
ทำให้คนมีโอกาสและอาชีพ

“หากให้ว่าใครนั้นเราควรสำนึกในการกระทำของตัวเองเสมอ”

ทุกวันนี้เราเองได้เริ่มทำอะไรใหม่ๆทำสิ่งใหม่ได้มากมาย แต่เรากลับมุ่งหน้าทางไป

ข้างหน้าเพราะเราไม่รู้จะทำอะไรต่อไป เพราะเราปล่อยให้ดวงดาวนั้นทำทางไป
ถึบทนี้เราจะเขียนน้อยลงเพราะต่อจากนี้้เป็นเรื่องของ
อย่าให้มันหลงทาง

อนาคต และเราก็เชื่อว่าคงไม่มีใครบ้า กล้า เขียนอนาคตกำหนดตัวเราเอง

นอกจากการกระทำของตัวเองกันหรอก เพราะท้ายที่สุดจุดเริ่มต้นของจุดจบนั้น

อาจไม่มีอะไรแฝงอยู่เลยก็ได้

ไม่ว่าขาวหรือดำ
ไม่ว่าหัวหรือก้อย
ไม่ว่าสูงหรือต่ำ

การที่เราจะออกไปจุดเริ่มต้นใหม่ๆนั้นอาจไม่ใช่เรื่องที่น่าสนุกต่างโลกเหมือน
นิยายที่ใครๆนั้นนึกฝันถึง การMove on ไม่ได้มีอยู่จริงอยู่ฉันท์ใดแต่การรับมือ
ต่อการต้องเดินต่อสู่อนาคตและดวงชะตาเราต้องกำหนดเองถึงจะเห็นภาพโดย
รวมและเจาะลึกในเวลาเดียวกัน

จุดเริ่มต้นกับจุดจบมันก็จุดเดียวกันน่ะแหละ

การบอกว่าการผจญภัยได้เริ่มต้นขึ้นอาจเริ่มฟังดูเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นอะไรกิ๊ก
ก๊อกที่ทำให้คุณนั้นขยาดในตัวฉัน แต่ถ้ามุ่งหน้าสู่ดวงดาวเราอาจเป็นเศษเสี้ยว
และหนี้ของจักรวาล หรือ ถ้าหากเราอยากมุ่งสู่ก้นเหวเราอาจรับรู้ได้ว่าจุดที่ลึก
ที่สุดนั้นมันลึกล้ำแค่ไหนแม้ว่าสุดท้ายเราอาจรู้คำตอบอยู่แล้ว มีตัวละครตัวหนึ่ง
ที่เราชอบมากและมันกึกก้องในหัวและยิ่งทำให้เราไปสู่อิสรภาพที่อาจเต็มไปด้วย
สันติสุขและพั นธสัญญาอันเป็นนิรันทร์จากการเดินทางสู่เส้นทางอนาคตด้วย
นั่นยิ่งเต็มไปด้วยปริศนาใหญ่เลยล่ะ

จ ง มุ่ ง สู่ ด ว ง ด า ว แ ล ะ ก้ น เ ห ว
แ ม้ ว่ า จิ ต วิ ญ ญ า ณ ข อ ง เ ร า จ า ง ห า ย ก็ ต า ม

" ด อ ก ไ ม้ ที่ จื ด จ า ง นั้ น ก ลั บ ก ล า ย เ ป็ น ค ว า ม จ ริ ง ที่ ห ว น คื น "

終章

ท้ อ ง ฟ้ า แ ห่ ง อิ ส ร ภ า พ

" ทั้ ง ตั ว ฉั น แ ล ะ พ รุ่ ง นี้ จ ะ ทำ ใ ห้ ดี ขึ้ น ไ ป อี ก "

สายฝนที่เปียกพรำได้นำพาความสดใสมาแก่ชีวิต สายลมที่หมองหม่นนั้นอาจ

ทำให้จิตใจเราหมองมัว ไม่ว่าช่วงไหนเวลานั้นกลับสำคัญที่สุดเสมอ แม้ว่าตอนนี้

เราจะหาคำตอบของนิยามว่า “เหตุผลของการมีชีวิตอยู่” นั้นคืออะไร

ดังนั้นหัวใจของเราที่เรียกร้องหาอิสรภาพนั้นอาจเรียกได้ว่ามันอาจกว้างใหญ่

เหมือนท้องฟ้าที่เราต้องแต่งแต้มเอง

“อิสรภาพนั้นอาจเอื้อมได้เองแต่ไม่อาจปฎิเสธถึงกรงที่ขังไว้ได้”

ถึงเวลาที่เราต้องเดินทางไปข้างหน้าและการก้าวออกมาทำสิ่งใหม่ๆอยู่ท่ามกลาง
สถานการณ์โควิด-19 ที่พรากอิสระจากตัวเราและวัยรุ่นหลายๆคน บางทีการไล่
ล่าความหมายของการมีชีวิตอยู่แต่ละคนก็แตกต่างกันโดยที่เราไม่จำเป็นต้อง
เป็นไม้ ‘บรรทัด’ ไปตั้งมาตรวัดว่าอะไรดีหรือเลว เพราะมนุษย์อาจมีอารมณ์หรือ
การปรุงแต่งทางอารมณ์แต่กลับกันถ้าเรามีการพั กผ่อนที่แสนวิเศษมันอาจจะดี
กับการเดินทางครั้งนี้ก็ได้

ขนาดอิสรภาพยังกว้างขนาดที่เราแต่งแต้มมันไม่หมดแต่ความรู้สึกของการ
เข้าใจถึงไฟในการใช้ชีวิตนั้นมันสำคัญแค่ไหนแล้วล่ะก็เราเองกลับต้องใส่ใจกับ
วัฒนธรรมร่วมกันและความหลากหลายที่มีมากกว่าที่คิดอีกด้วย

ส่วนอิสรภาพนั้นก็คงเหมือนกับสายลมที่ไม่มีที่สิ้นสุดถึงจะพั ดแรงแค่ไหนแต่
กลับทำให้เรารู้สึกเย็นสบายทุกครั้งที่นึกถึงและสิ่งที่เราให้ค่าแต่มวลมนุษยชาติ
นั้นอาจเห็นภาพถึงความหมายที่เราตามหาด้วยเช่นกัน

สิ่งที่เราจากมาอาจเป็นแค่เรื่องผิวเผินที่ทำให้คุณรู้สึกว่าเราอคติกับเรื่องที่ไม่ดีที่
ผ่านมา บางทีเราก็มีความเป็นมนุษย์มันก็เต็มไปด้วย รัก โลภ โกรธ หลง ขึ้นมา
โดยที่เราไม่อยากถาหา พอเรารู้ว่าการสร้างรายได้และอาชีพของเรามันทำให้เรา
หยุดใช้ยารักษาโรคที่จะทรมานและแพงแสนแพงในการรักษา

ยารักษาจิตใจนั้นไม่ได้ราคาถูก
ถ้าหากคุณเพิ่ งพายาแล้วคุณอาจต้องอยู่ใต้อาณัติมันไปตลอดชีวิตที่คุณดำรงอยู่

วงล้อ IKIGAI นั้นทำให้เราเข้าใจถึงสุนทรียแห่งชีวิตมากขึ้นและเราสามารถออก
จากกรอบที่สามารถถูกสร้างโดยครอบครัว วงสังคมที่ทำให้เรารู้สึกแปลกแยก
และ ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่เราสามารถออกไปเผชิญหน้ากับอิสระ หน้าที่ และ
ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยปลายนิ้วของเราเอง

ถ้าหากเราไม่กล้าออกจากตรงที่อยู่ตอนนี้ซึ่งเราไม่รู้ว่าโอกาสไหนจะได้ก้าวเดิน
ไปข้างหน้าและออกมาจากจุดที่เราทุกข์เสียที บางทีถ้าหากเหนื่อยหน่อยก็ต้อง
จิบน้ำชาอุ่นๆกับขนมรสขมที่ทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้นและหันมาดูแลจิตใจพร้อมกับ
ร่างกายเข้ากับวันใหม่อีกครั้ง

ในชีวิตประจำวันเรากล้าเปิดหน้าต่างทึบและทำให้อากาศที่พั ดผ่านมันพร้อมที่ให้
เราได้อยู่กับโลกที่ควรจะได้อยู่

เราเชื่อว่าสุดท้ายตัวเราเองนั่นแหละที่จะหยุดทำร้ายตัวเองลงได้เช่นไร

ที่สำคัญเราเริ่มยอมรับตัวเองจากจุดที่ควรจะเป็นได้มากขึ้น และ เข้าใจทิศทาง
ลมที่ทำให้เรานั้นมีสติและเป็นอย่างไรมากขึ้นกับการกระทำของตัวเองได้ง่ายขึ้น
ฉะนั้นเราขอบอกสิ่งๆหนึ่งกับคุณว่า “ขอให้สายลมแห่งอิสรภาพพัดพาเราไป
ตัวเราจะเข้าใจความหมายของการมีชีวิตอยู่ด้วยตัวเอง”

“ ข อ ใ ห้ ส า ย ล ม แ ห่ ง อิ ส ร ภ า พ พั ด พ า เ ร า ไ ป
ตั ว เ ร า จ ะ เ ข้ า ใ จ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ก า ร มี ชี วิ ต อ ยู่ ด้ ว ย ตั ว เ อ ง ”




















Click to View FlipBook Version