41
ี
ทรายเปนทอนที่ตัดและตกแตงอกที นับวาแปลกจากศิลปวัฒนธรรมยุคอื่นใด ทํานบสระตราว สรางดวยทอนหน
ิ
ั
ี
ั
ทรายซึ่งตดมาจากแหลงตดหนมาวางเรยงกันอยางเปนระเบียบและตอนนี้ไดมีการบูรณะและทําความสะอาด
ิ
ิ
ิ
ั
บรเวณสระตราว สามารถเก็บกักน้ํา นําขึ้นมาใชอุปโภคบรการแกเจาหนาที่ และนกทองเที่ยว ณ บริเวณ
ผามออีแดง และปราสาทเขาพระวิหารไดอยางเพียงพอ
ในเขตชายแดนฝงตะวนออกและตะวนตกของประเทศไทย ซึ่งมีอาณาเขตตดตอกับสาธารณรฐ
ั
ิ
ั
ั
ประชาชนลาว สหภาพพมา ราชอาณาจกรกัมพูชา มีสภาพภมิประเทศสวยงามดวยทิวเขายาวสุดสายตา ปกคลุม
ู
ั
ดวยปาไม น้ําตก และแมน้ําสายสําคญ เชน แมน้ําโขง แมน้ําสาละวิน นอกจากเปนแหลงทองเที่ยวแลวยังเปนที่
ั
ั
ั
ํ
จบจายใชสอยขาวของเครื่องใชของประเทศเพื่อนบาน เชน ตลาดการคาชายแดนอาเภอแมสาย จงหวดเชียงราย
ั
ั
ั
ตลาดการคาชายแดนอําเภอแมสอด จังหวัดตาก ตลาดการคาชายแดนชองเม็ก อําเภอสิรินธร จงหวดอุบลราชธานี
ตลาดการคาชายแดนจงหวดมุกดาหาร นอกจากเปนชองทางการคาระหวางประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบาน
ั
ั
แลวยังเปนเสนทางการเดินทางไปทองเที่ยวในประเทศเพื่อนบานไดอีกดวย
เรื่องที่ 3 ศักยภาพประเทศไทยกับการพัฒนาอาชีพ
3.1 ภูมิศาสตร
ู
ประเทศไทยมีสภาพทางภมิศาสตรที่หลากหลาย ภาคเหนือเปนพื้นที่ภูเขาสูงสลับซับ ซอน จุดที่สูง
ิ
ื
ที่สุดในประเทศไทย คอ ดอยอนทนนท ประมาณ 2,565 ตารางกิโลเมตรเหนอระดบน้ําทะเล รวมทั้งยังปกคลุม
ั
ื
ดวยปาไมอนเปนตนน้ําลําธารที่สําคญของประเทศ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสวนใหญเปนพื้นที่ของที่ราบสูง
ั
ั
โคราช สภาพของดินคอนขางแหงแลงและไมเอื้ออํานวยตอการเพาะปลูกผัก แมน้ําเจาพระยาเกิดจากแมน้ําหลาย
42
ั
ั
สายที่ไหลมาบรรจบกันที่ปากน้ําโพ จงหวดนครสวรรค อันไดแก แมนาปง แมน้ําวัง แมน้ํายม และแมน้ํานาน
้ํ
ทําใหภาคกลางกลายเปนที่ราบลุมแมน้ําที่มีความอุดมสมบูรณที่สุดในประเทศ และถือไดวาเปนแหลงปลูกขาวที่
สําคัญแหงหนึ่งของโลก ภาคใตเปนสวนหนึ่งของคาบสมุทรไทย-มาเลย ขนาบดวยทะเลทั้งสองดาน มีจุดที่แคบ
ลง ณ คอคอดกระ แลวขยายใหญเปนคาบสมุทรมลายู สวนภาคตะวันตกเปนหุบเขาและแนวเทือกเขาซึ่งพาดตว
ั
มาจากทางตะวันตกของภาคเหนือ
แมน้ําเจาพระยาและแมน้ําโขงถือเปนแหลงเกษตรกรรมที่สําคัญของประเทศไทย การผลิตของ
อุตสาหกรรมการเกษตรจะตองอาศัยผลผลิตที่เก็บเกี่ยวไดจากแมน้ําทั้งสองและสาขาทั้งหลาย อาวไทยกินพื้นที่
ประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งไหลมาจากแมน้ําเจาพระยา แมน้ําแมกลอง แมน้ําบางปะกง และแมน้ําตาป
ซึ่งเปนแหลงดึงดดนักทองเที่ยว เนื่องจากน้ําตื้นใสตามแนวชายฝงของภาคใตและคอคอดกระ อาวไทยยังเปน
ู
ศูนยกลางทางอุตสาหกรรมของประเทศ เนองจากมีทาเรือหลักในสัตหีบ และถือไดวาเปนประตูที่จะนําไปสู
ื่
ื
ทาเรออื่น ๆในกรุงเทพมหานคร สวนทะเลอนดามันถือไดวาเปนแหลงทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณคามากที่สุด
ั
ของไทยเนองจากมี รีสอรทที่ไดรับความนิยมอยางสูงในทวีปเอเชีย รวมไปถึงจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบ ี่
ื่
จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดตรัง
ผานกแอน ในอุทยานแหงชาติภูกระดึง
43
ภูมิภาค
สภาวิจัยแหงชาติไดแบงประเทศไทยออกเปน 6 ภูมิภาค ตามลักษณะธรรมชาติ รวมไปถึงธรณี
ั
สันฐานและทางน้ํา รวมไปถึงรูปแบบวฒนธรรมมนุษย โดยภูมิภาคตาง ๆ ไดแก ภาคเหนือ ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต ภูมิภาคทางภมิศาสตรทั้งหกนี้มีความ
ู
ั
แตกตางกันโดยมีเอกลักษณของตนเองในดานประชากร ทรัพยากรพื้นฐาน ลักษณะธรรมชาติ และระดบของ
พัฒนาการทางสังคมและเศรษฐกิจ ความหลากหลายในภูมิภาคตาง ๆ เหลานี้ไดเปนสวนสําคัญตอลักษณะทาง
กายภาพของประเทศไทย
ปาสนในจังหวัดเชียงใหม
ิ
ุ
ู
ภาคเหนือ มีลักษณะภูมิประเทศแบบภเขาสูงสลับกับหบเขาและพื้นที่สูงซึ่งตดตอกับเขตที่ราบลุม
ตอนกลางของประเทศ มีทิวเขาที่วางตวยาวในแนวเหนอ-ใต ระหวางทิวเขาจะมีหบเขาและแองที่ราบระหวาง
ั
ื
ุ
ั
ั
ภูเขาเปนที่ตั้งของตัวจังหวัด เชน จงหวดเชียงราย เชียงใหม แมฮองสอน นาน และแพร ทิวเขาที่สําคัญไดแก ทิว
ู
เขาถนนธงชัย ทิวเขาแดนลาว ทิวเขาขนตาน ทิวเขาผีปนน้ํา และทิวเขาหลวงพระบาง ชวงฤดหนาวในเขตภเขา
ู
ุ
ู
ของภาค อณหภมิต่ําเหมาะสมตอการปลูกไมผลเมืองหนาว อาทิ ลิ้นจและสตรอเบอรี่ แมน้ําในภาคเหนอหลาย
ุ
ื
ี่
สาย รวมไปถึงแมนาปง แมน้ําวัง แมน้ํายมและแมน้ํานาน ไหลมาบรรจบกันและกอใหเกิดเปนที่ราบลุมแมน้ํา
้ํ
ิ
ี
เจาพระยา ในอดต ลักษณะทางธรรมชาตเหลานี้ทําใหภาคเหนือสามารถทําการเกษตรไดหลายประเภท รวมไป
ถึงการทํานาในหุบเขาและการปลูกพืชหมุนเวียนในเขตพื้นที่สูง
ื
ื
ภาคตะวันออกเฉียงเหนอ หรอ ภาคอสาน ประกอบดวยจังหวัด 19 จังหวัดมีเนื้อที่ 168,854 ตาราง
ี
กิโลเมตร หรือประมาณหนึ่งในสามของพื้นที่ทั้งประเทศ สภาพพื้นที่อยูบนที่ราบสูง มีแมน้ําโขงเปนแมน้ําสาย
หลัก อาชีพหลัก คือ การทํานา ปลูกออย มันสําปะหลัง ยางพารา และผลิตผาไหมเปนอตสาหกรรม ซึ่งมีบทบาท
ุ
44
ั
ื
ิ
ิ
ั
สําคญตอเศรษฐกิจ เนื่องจากผาไหมเปนที่นยมทั้งคนไทยและชาวตางชาต ภาคตะวนออกเฉียงเหนอ แบง
ลักษณะภูมิประเทศเปน 5 เขต ไดแก
ทิวเขาดานทิศตะวันตก ประกอบดวยทิวเขาดงพญาเย็น มีลักษณะเดนคือสวนที่เปน
ู
ู
ิ
ํ
หนทรายจะยกตัวสูงขึ้นเปนขอบชันกับพื้นที่ภาคกลาง และมีภเขายอดตดจานวนมาก ไดแก ภเรอ ภหอ ภหลวง
ั
ื
ู
ู
ู
ภกระดึง ภูเขาดังกลาวสวนใหญเปนภูเขาหินทราย พบภูเขาหินปูนแทรกสลับอยูบาง
ทิวเขาทางดานใต มีทิวเขาสันกําแพงและทิวเขาพนมดงรักเปนทิวเขาหลัก ทิวเขา
ิ
ู
สันกําแพงมีลักษณะเปนหินปูน หินดนดานภเขาไฟ และหนทราย สวนทิวเขาพนมดงรักเปนทิวเขาที่เปนภเขา
ิ
ู
หินทราย และยังมีภูเขาไฟดับแลวตั้งอยู
ทิวเขาตอนกลาง เปนเนินและภูเขาเตี้ย เรียกวา ทิวเขาภูพาน
ที่ราบแองโคราช เปนพื้นที่ราบของลุมน้ําชี และมูล ที่ไหลลงสูแมน้ําโขง เปนที่ราบที่มีเนื้อที่
ิ
ํ
ึ
ุ
กวางที่สุดของประเทศ จดเดนของแองโคราชคอ มีการพบซากดกดาบรรพ ไมกลายเปนหน ชางโบราณและ
ื
ไดโนเสารจํานวนมาก
แองสกลนคร เปนที่ราบบริเวณฝงแมน้ําโขง มีแมน้ําสายสั้น ๆ เชน แมน้ําสงคราม เปนตน
บริเวณนี้มีหนองน้ําขนาดใหญ เรียกวา "หนองหาน" เกิดจากการยุบตัวจากการละลายของเกลือหิน
ทิวเขาเพชรบูรณ
ู
ู
้ํ
ิ
ภาคกลาง เปนพื้นที่ที่มีความสมบูรณทางธรรมชาต จนไดรบการขนานนามวา "อขาวอนา" มีระบบ
ั
ั
ชลประทานที่ไดพัฒนาสําหรบเกษตรกรรมทํานาในภาคกลาง โดยไดพัฒนาตอเนื่องมาตั้งแตอาณาจักรสุโขทัย
มาจนถึงปจจบัน ภมิประเทศเปนที่ราบลุมมีแนวภเขาเปนขอบดานตะวนออกและตะวนตก ไดแก ทิวเขา
ุ
ู
ั
ั
ู
45
ิ
ู
เพชรบูรณ และทิวเขาถนนธงชัย ลักษณะทางภมิศาสตรบรเวณภาคกลางตอนบนเปนที่ราบเชิงเขา ลานพักลําน้ํา
ั
ู
ิ
ู
ิ
และเนนตะกอนรปพัด สวนดานตะวนออกเปนที่ราบลาดเนนตะกอนเชิงเขาและภเขาโดดเตี้ยๆ ซึ่งเปนภูเขาไฟ
ิ
ิ
ู
ิ
เกา พบทั้งหนบะซอลต หนไรโอไลต และหนกรวดภเขาไฟ มีพื้นที่ราบลุมแมน้ํายม แมน้ําเจาพระยาตอนบน
และแมน้ําปาสัก สวนภาคกลางตอนลางมีลักษณะเปนที่ราบลุมโดยตลอด มีลานตะพักลําน้ํา เปนที่ราบน้ําทวม
ิ
ิ
ี
ถึง และคนดนธรรมชาตยาวขนานตามแมน้ําเจาพระยา แมน้ําลพบุร แมน้ําปาสัก แมน้ําทาจีน ที่ราบภาคกลาง
ั
ตอนกลางมีชื่อเรียกวา "ทุงราบเจาพระยา" เริ่มตั้งแตจังหวัดนครสวรรคไปจนสุดอาวไทย
ภาคตะวันออก ประกอบดวย 7 จังหวัด มีอาณาเขตตดกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือทางทิศเหนอ
ิ
ื
ประเทศราชอาณาจักรกัมพูชาทางทิศตะวันออก ติดกับอาวไทยทางทิศใต ติดกับภาคกลางดานตะวันตก มีเนอที่
ื้
34,380 ตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศของภาคตะวันออกแบงได 4 ลักษณะ คือ ภูมิประเทศสวนทิวเขา มีทิวเขาสัน
กําแพง ทิวเขาจันทบุร และทิวเขาบรรทัด ภูมิประเทศสวนที่เปนที่ราบลุมน้ํา คือที่ราบลุมน้ําบางปะกง ที่ราบ
ี
ชายฝงทะเล ตั้งแตปากแมน้ําบางปะกงไปจนสุดเขตแดนที่ จังหวัดตราด สวนใหญชายฝงทะเลจะมีหาดทราย
สวยงาม ทั้งสวนเกาะและหมูเกาะ เชน เกาะสีชัง เกาะเสม็ด หมูเกาะชาง และเกาะกูด
เมืองพัทยา
ภาคตะวันตก ประกอบดวย 5 จังหวัด มีเนื้อที่ 53,679 ไร มีเทือกเขาตะนาวศรเปนเทือกเขายาวตั้งแต
ี
ภาคเหนอมาถึงภาคตะวันตกของประเทศ และเปนพรมแดนทางธรรมชาติระหวางไทยกับพมา สภาพภูมิประเทศ
ื
ั
ของภาคตะวนตกมีลักษณะเชนเดียวกับภาคเหนอ โดยมีภเขาสูงสลับกับหุบเขาซึ่งมีแมน้ําไหลผาน มีที่ราบลุมน้ํา
ู
ื
ุ
ั
สําคัญไดแก ที่ราบลุมน้ําปง -วัง ที่ราบลุมน้ําแมกลอง และที่ราบลุมน้ําเพชรบุรี ภาคตะวนตกมีพื้นที่ปาที่อดม
ั
สมบูรณเปนจํานวนมาก ทรพยากรน้ําและแรธาตุเปนทรพยากรที่สําคัญของภาค โดยอุตสาหกรรมเหมืองแรถือ
ั
วาเปนอตสาหกรรมหลัก นอกจากนี้ ภาคตะวันตกยังเปนที่ตั้งของเขื่อนที่สําคัญของประเทศ
ุ
46
หาดมาหยา ในหมูเกาะพีพี
ภาคใต เปนสวนหนึ่งของคาบสมุทรแคบ ๆ มีความแตกตางกับภาคอื่น ๆ ของไทยทั้งในดานสภาพ
ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และทรัพยากร ลักษณะภูมิประเทศของภาคใตแบงเปน 4 แบบ ไดแก
ั
ู
ทิวเขา ประกอบดวยทิวเขาสําคญ ไดแก ทิวเขาภเก็ต ทิวเขานครศรธรรมราช และทิวเขาสันกา
ี
ลาคีร
ี
ั
ที่ราบฝงอาวไทยและที่ราบฝงอันดามัน โดยที่ราบฝงอาวไทยจะตั้งอยูทางตะวนออกของภาค มี
ลักษณะเปนอาวขนาดใหญกระจัดกระจาย ชายฝงคอนขางเรยบตรงและมีหาดทรายสวยงาม และยังมีสวนที่เปน
ี
ื
หาดเลนและโคลน จะเปนปาชายเลน มีลักษณะเดนคอมีแหลมที่เกิดจากการทับถมของทรายและโคลน 2 แหง
ั
ี
ไดแก แหลมตะลุมพุก จงหวัดนครศรธรรมราช และแหลมตาชี จงหวดปตตานี และมีทะเลสาบสงขลา เปน
ั
ั
ั
ื
็
ื
ทะเลสาบ 3 น้ํา คอ น้ําเคม น้ําจด และน้ํากรอย ซึ่งจะตางกันตามสภาพการรบน้ําที่ไหลเขาทะเลสาบ ที่เกิดจาก
ั
คลื่นและกระแสน้ําพัดพาตะกอนทรายไปทับถมเปนแนวสันทราย สวนที่ราบฝงทะเลอนดามัน จะอยูดาน
ั
ั
ิ
ตะวนตกของภาค มีลักษณะเปนชายฝงแบบยุบตว มีที่ราบแคบเนื่องจากมีชายเขาและหนาผาตดชายฝง และมี
หาดทรายขาวแคบ ๆ
ั
เกาะ ภาคใตมีเกาะและหมูเกาะมากมาย โดยฝงอาวไทยมีเกาะสําคญเชน เกาะสมุย เกาะพงัน หมูเกาะ
อางทอง เปนตน สวนฝงอนดามันมี เกาะภเก็ต ซึ่งเปนเกาะที่ใหญที่สุดในประเทศไทย หมูเกาะพีพี หมูเกาะสิมิ
ั
ู
ลัน เกาะตะรุเตา
ั
เศรษฐกิจของภาคใตขึ้นอยูกับการผลิตยางสําหรบอตสาหกรรม การปลูกมะพราว การทําเหมืองแร
ุ
ดีบุก และการทองเที่ยว โดยเฉพาะอยางยิ่ง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งไดรับความนิยมอยางมาก ลักษณะเดนของ
ี
ภูมิประเทศแบบมวนตัวกับภูเขาและการขาดแมน้ําสายใหญ ๆ มีแนวภูเขาซึ่งเรยงตวกันในแนวเหนือ-ใต และปา
ั
47
ั
ฝนเขตรอนอนลึกลับไดทําใหเกิดการโดดเดี่ยวในยุคเริ่มตนและการพัฒนาทางการเมืองแยกตางหากกับสวน
อื่น ๆ ของประเทศ การเขาถึงทะเลอันดามันและอาวไทยทําใหภาคใตเปนทางผานของทั้งพระพุทธศาสนานิกาย
ั
ั
เถรวาท โดยมีศูนยกลางอยูที่ จงหวดนครศรธรรมราช และศาสนาอสลาม โดยมีศูนยกลางอยูที่อดีตอาณาจักร
ิ
ี
ี
ปตตานซึ่งมีพรมแดนติดตอกับประเทศมาเลเซีย
3.2 ภูมิอากาศ
พื้นที่สวนใหญของประเทศไทยมีลักษณะภูมิอากาศแบบรอนชื้นหรอแบบสะวันนาตามการแบงเขต
ื
ภูมิอากาศแบบคอบเปน ในขณะที่ภาคใตและทางตะวันออกสุดของภาคตะวันออกเปนเขตภูมอากาศแบบมรสุม
ิ
เขตรอน ทั่วประเทศมีอุณหภมิเฉลี่ยระหวาง 19-38°C ในฤดูแลง อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอยางรวดเร็วในชวงครึ่งหลัง
ู
ของเดอนมีนาคม โดยสูงกวา 40°C ในบางพื้นที่ในชวงกลางเดือนเมษายนเมื่อดวงอาทิตยเคลื่อนผานจุดเหนอ
ื
ื
ศีรษะ
ื
มรสุมตะวันตกเฉียงใตซึ่งพัดเขาสูประเทศไทยระหวางเดอนพฤษภาคมและกรกฎาคม (ยกเวนภาคใต)
เปนจุดบงชี้วาประเทศไทยเขาสูฤดูฝน ซึ่งกินเวลาจนถึงเดอนตุลาคม และเมฆซึ่ง
ื
ู
ื
ปกคลุมทําใหอุณหภูมิลดลง แตมีความชื้นสูงมาก เดอนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคมเปนจุดเริ่มตนของฤดแลง
และอุณหภูมิในเวลากลางคืนเหนอพื้นดินสามารถลดต่ําลงกวาจุดเยือกแข็ง อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในชวง
ื
ื่
เดือนมกราคม เมื่อดวงอาทิตยสองแสงมายังภูมิประเทศ ฤดูแลงในภาคใตมีระยะเวลาสั้นที่สุด เนองจากการที่
ภาคใตตั้งอยูใกลทะเลจากทุกดานในคาบสมุทรมลายู พื้นที่ทั้งประเทศไดรับปริมาณฝนอยางเพียงพอ ยกเวนบาง
พื้นที่เทานั้น แตระยะเวลาของฤดูฝนและปริมาณฝนมีความแตกตางกันไปตามภูมิภาคและระดับความสูง
ประเทศไทยยังคงมีความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งพืชและสัตวอยูมาก อันเปนรากฐานอันมั่นคง
ของการผลิตในภาคการเกษตร และประเทศไทยไดมีผลไมเมืองรอนหลากชนิดพื้นที่ราว 29% ของประเทศไทย
เปนปาไม รวมไปถึงพื้นที่ปลูกยางพาราและกิจกรรมปลูกปาบางแหงประเทศไทยมีเขตรักษาพันธุสัตวปากวา 50
แหง เขตหามลาสัตวปาอีก 56 แหง โดยพื้นที่ 12% ของประเทศเปนอุทยานแหงชาต (ปจจุบันมี 110 แหง) และ
ิ
อีกเกือบ 20% เปนเขตปาสงวนประเทศไทยมีพืช 15,000 สปชีส คิดเปน 8% ของสปชีสพืชทั้งหมดบนโลกใน
ประเทศไทย พบนกจํานวน 982 ชนิด นอกจากนี้ ยังเปนถิ่นที่อยูของสัตวสะเทินน้ําสะเทินบก นก สัตวเลี้ยงลูก
ดวยน้ํานม และสัตวเลื้อยคลานกวา 1,715 สปชีส
48
3.3 ทรัพยากรธรรมชาติ
ประเทศไทยเปนประเทศที่มทรัพยากรธรรมชาตอยูอยางมากมายแบงได ดังนี้
ี
ิ
ิ
ทรัพยากรดิน ในประเทศไทยแบงออกเปน 4 ชนิด ไดแกดินเหนียว พบไดในบรเวณแองโคราช ท ี่
้ํ
ราบลุมแมน้ําบางปะกง แมนาแมกลอง แมน้ําตาป แมน้ําปากพนัง ดินรวน พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ิ
ิ
ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนบนและภาคเหนือ ดนทราย พบมากในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ดินอนทรีย พบ
มากในปาพรุ เชน ปาพรุสิรินธร จังหวัดนราธิวาส
ทรัพยากรปาไม ปาไมจะกระจายอยูทั่วประเทศ มีลักษณะแตกตางกันตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ มี
2 ประเภท ไดแก ปาผลัดใบ พบไดในทุกภูมิภาค แตภาคใตพบนอยที่สุด และปาไมผลัดใบ สวนใหญอยูในพื้นที่
ภาคใต และบนภูเขาสูงที่มีความชุมชื้น เชน อุทยานแหงชาติดอยอินทนนท แหงชาตเขาใหญ แหงชาตภูสอยดาว
ิ
ิ
เปนตน
ทรัพยากรน้ํา ในประเทศไทยมีแหลงน้ําสําคัญ 2 แหลงคอ จากน้ําผิวดิน ซึ่งมีแมน้ําเจาพระยาเปน
ื
แมน้ําสายสําคัญที่สุดของประเทศ นอกจากนี้ยังมีแมน้ําตาง ๆ ตามภูมิภาค เชน แมน้ํามูล ชี ปง วัง ยม นาน แม
กลอง ตาป เปนตน และจากน้ําบาดาล
ทรัพยากรแรธาตุ พบอยูทั่วไปในทุกภูมิภาคของประเทศไทย แตกตางกันตามสภาพทางธรณีวิทยา
เชน สังกะสีพบมากในภาคตะวันตกและภาคเหนอ ดีบุกพบมากในภาคใต แรรัตนชาตพบมากในภาคตะวันออก
ื
ิ
และแรเชื้อเพลิง ซึ่งพบมากในอาวไทย เชน แกสธรรมชาต สวนลิกไนตจะพบมากในภาคเหนอ
ื
ิ
3.4 ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต
ประเทศไทย ตั้งอยูบนพื้นฐานของเอกลักษณและศรัทธาของไทยสมัยใหม ทําใหพุทธศาสนาใน
ประเทศไทยไดมีการพัฒนาตามกาลเวลา ซึ่งรวมไปถึงการรวมเอาความเชื่อทองถิ่นที่มาจากศาสนาฮินด การถือผี
ู
และการบูชาบรรพบุรุษสวนชาวมุสลิมอาศัยอยูทางภาคใตของประเทศไทยเปนสวนใหญ รวมไปถึงชาวจีนโพน
ทะเลที่เขามามีสวนสําคัญอยูในสังคมไทย โดยเฉพาะอยางยิ่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและใกลเคียง ซึ่งการ
ปรับตัวเขากับสังคมไทยไดเปนอยางดี ทําใหกลุมชาวจีน มีตําแหนงและบทบาททางเศรษฐกิจและการเมือง
วัฒนธรรมไทยมีสวนที่คลายคลึงกับวัฒนธรรมเอเชีย กลาวคือ มีการใหความเคารพแกบรรพบุรุษ ซึ่ง
ั
เปนการยึดถือปฏิบติกันมาอยางชานาน ชาวไทยมักจะมีความเปนเจาบานและความกรุณาอยางดี แตก็ม ี
ความรูสึกในการแบงชนชั้นอยางรุนแรงเชนกัน ความอาวุโสเปนแนวคิดที่สําคัญในวัฒนธรรมไทยอยางหนึ่ง ผู
อาวุโสจะตองปกครองดแลครอบครัวของตนตามธรรมเนยม และนองจะตองเชื่อฟงพี่
ี
ู
การทักทายตามประเพณีของไทย คือ การไหว ผูนอยมักจะเปนผูทักทายกอนเมื่อพบกัน และผูที่
อาวุโสกวาก็จะทักทายตอบในลักษณะที่คลาย ๆ กัน สถานะและตําแหนงทางสังคมก็มีสวนตอการตัดสินวาผูใด
49
ควรจะไหวอีกผูหนึ่งกอนเชนกัน การไหวถือวาเปนสัญลักษณในการใหความเคารพและความนับถือแกอีกผู
หนึ่ง
ศิลปะ
พระที่นั่งไอศวรรยทิพยอาสน พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ํ
ิ
ิ
จิตรกรรมไทย เปนลักษณะอุดมคต เปนภาพ 2 มิต โดยนาสิ่งใกลไวตอนลางของภาพ สิ่งไกล
ไวตอนบนของภาพ ใชสีแบบเบญจรงค คือ ใชหลายสี แตมีสีที่โดดเดนเพียงสีเดียว
ิ
ประติมากรรมไทยเดิม ชางไทยทํางานประตมากรรมเฉพาะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชน พระพุทธรป
ู
ี
ั
ู
เทวรป โดยมีสกุลชางตางๆ นบตั้งแตกอนสมัยสุโขทัย เรยกวา สกุลชางเชียงแสน สกุลชางสุโขทัย อยุธยา และ
รตนโกสินทร โดยใชทองสําริดเปนวสดหลักในงานประตมากรรม เนื่องจากสามารถแกะแบบดวยขี้ผึ้งและ
ิ
ั
ั
ุ
ตกแตงได แลวจึงนําไปหลอโลหะ เมื่อเทียบกับประติมากรรมศิลาในยุคกอนนั้น งานสําริดนับวาออนชอยงดงาม
กวามาก
สถาปตยกรรมไทย มีปรากฏใหเห็นในชั้นหลัง เนื่องจากงานสถาปตยกรรมสวนใหญชํารุดทรุด
็
โทรมไดงาย โดยเฉพาะงานไม ไมปรากฏรองรอยสมัยโบราณเลย สถาปตยกรรมไทยมีใหเหนอยูในรูปของ
ั
ื
บานเรอนไทย โบสถ วด และปราสาทราชวง ซึ่งลวนแตสรางขึ้นใหเหมาะสมกับสภาพอากาศและการใชสอย
ั
จริง
50
แกงมัสมั่น
อาหารไทย
็
อาหารไทยเปนการผสมผสานรสชาติความหวาน ความเผด ความเปรี้ยว ความขมและความเค็ม
สวนประกอบซึ่งมักจะใชในการปรุงอาหารไทย รวมไปถึง กระเทียม พริก น้ํามะนาว และน้ําปลา และวัตถุดิบ
สําคัญของอาหารในประเทศไทย คือ ขาว โดยมีขาวกลองและขาวซอมมือเปนพื้น มีคุณลักษณะพิเศษ คือ ให
คุณคาทางโภชนาการครบถวน และใหสรรพคุณทางยาและสมุนไพร อาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดของคนไทย คือ
ื่
ู
น้ําพริกปลาทู พรอมกับเครองเคียงที่จัดมาเปนชุด สวนอาหารที่ไดรับความนิยมและเปนที่รจักไปทั่วโลกนั้นคือ
ตมยํากุงเมื่อ พ.ศ. 2554 เว็บไซต CNNGO ไดจัดอันดับ 50 เมนูอาหารที่อรอยที่สุดในโลกโดยการลงคะแนน
เสียงทางเฟสบุคปรากฏวา แกงมัสมั่นไดรับเลือกใหเปนอาหารที่อรอยที่สุดในโลก
ภาพยนตรไทย
ั
ภาพยนตรไทยมีประวติความเปนมาที่ยาวนาน ปจจุบันประเทศไทยมีภาพยนตรที่มุงสูตลาดโลก เชน
ภาพยนตรเรื่อง ตมยํากุง ที่สามารถขึ้นไปอยูบนตารางบ็อกซออฟฟสในสหรัฐอเมริกา และยังมีภาพยนตรไทย
หลายเรื่องที่เปนที่ยอมรับในเทศกาลภาพยนตร ลาสุด ภาพยนตรเรอง ลุงบุญมีระลึกชาต กํากับโดยอภิชาติพงศ
ิ
ื่
ระเศรษฐกุล ไดรับรางวัลปาลมทองคํา จากงานเทศกาลภาพยนตรเมืองคานสครั้งที่ 63 นับเปนภาพยนตรจาก
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตเรองแรกที่ไดรับรางวัลนี้ นอกจากนั้นปจจุบันเยาวชนไทยไดหันมาสนใจผลิต
ื่
หนังสั้นเขาประกวดในระดับนานาชาติ เปนความคิดสรางสรรคงาน ทั้งที่เปนหนังสั้นและแอนนิเมชั่น
51
ดนตรีไทย
ดนตรีในประเทศไทยนั้นไดรบอิทธิพลมาจากประเทศตางๆ ดนตรีไทยเปนดนตรีที่มความไพเราะนา
ั
ี
ฟง มี 4 ประเภท ไดแก ดด สี ตี เปาในอดีตดนตรีไทยนิยมเลนในการขับลํานําและรองเลน ตอมามีการนําเอา
ี
ี
ื่
ื่
เครองดนตรจากตางประเทศเขามาผสม ดนตรีไทยนิยมเลนกันเปนวง เชน วงปพาทย วงเครองสาย วงมโหรี
ดนตรีไทยเขามามีบทบาทในชีวิตประจําวันมากขึ้น โดยใชประกอบงานมงคล งานอวมงคล ฯลฯ ในปจจุบัน
ื่
ดนตรีไทยไมคอยเปนที่นิยมกันแพรหลายนักเนองจากหาดูไดยาก คนสวนใหญจึงไมคอยรูจักดนตรีไทย
การปลอยโคมลอยในงานประเพณียี่เปง
เทศกาลประเพณ ี
ั้
เทศกาลประเพณีในประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายและอลังการ ทั้งประเพณีไทยดงเดิม เชน
ประเพณีสงกรานต ประเพณีลอยกระทง ประเพณีตักบาตรดอกไม ประเพณีบุญบั้งไฟ และประเพณีที่เปนสากล
เชน เทศกาลวันคริสตมาส เทศกาลวันขึ้นปใหม ฯลฯ
สรุปจุดเดนของประเทศไทย ทั้งดานทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิประเทศ ภูมอากาศและทําเลที่ตั้ง
ิ
ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิต และความสามารถของคนไทย ที่สามารถนํามาเปนจดขายเพื่อการสรางงาน
ุ
52
อาชีพใหกับคนไทยไดอยางมากมาย หากสามารถดึงศักยภาพเหลานั้นมาคิดและหาแนวทางการสรางงานที่
สอดคลองกับความรู ความสามารถของตนเองได
ั
4. กลุมอาชีพที่สัมพันธกับศกยภาพของประเทศไทย
อาชีพ หมายถึง การทํากิจกรรม การทํางาน การประกอบการที่ไมเปนโทษแกสังคม
และมีรายไดตอบแทน โดยอาศัยแรงงาน ความรู ทักษะ อุปกรณ เครื่องมือ วิธีการ แตกตางกันไป
ั
ั
ประเภทและลกษณะของอาชีพ การแบงประเภทของอาชีพ สามารถจดแบงตามลักษณะไดเปน 2
ลักษณะ คือ การแบงตามเนื้อหาวิชาของอาชีพ และแบงตามลักษณะของการประกอบอาชีพ
ี่
ั
ลักษณะท 1 การแบงอาชีพตามเนื้อหาวิชาของอาชีพ สามารถจดกลุมอาชีพตามเนื้อหา วชาไดเปน 6
ิ
ี้
ประเภท ดังน
ุ
ั
1. อาชีพเกษตรกรรม ถือวาเปนอาชีพหลัก และเปนอาชีพสําคญของประเทศ ปจจบันประชากรของ
ไทยไมนอยกวารอยละ 60 ยังประกอบอาชีพนี้อยู อาชีพเกษตรกรรมเปนอาชีพเกี่ยวเนื่องกับการผลิต การจัด
ิ
จําหนายสินคา และบริการทางดานการเกษตร ซึ่งผลผลิตทางการเกษตร นอกจากใชในการบรโภคเปนสวนใหญ
แลวยังใชเปนวัตถุดิบในการผลิตทางอุตสาหกรรมอีกดวย อาชีพเกษตรกรรม ไดแก การทํานา ทําไร ทําสวน
เลี้ยงสัตว ฯลฯ
ุ
ุ
ั
2. อาชีพอตสาหกรรม การทําอตสาหกรรม หมายถึง การผลิตสินคาอนเนื่องมาจาก
ื
ุ
การนําเอาวัสด หรอสินคาบางชนดมาแปรสภาพใหเกิดประโยชนตอผูใชมากขึ้น กระบวนการประกอบการ
ิ
อุตสาหกรรม ประกอบดวย
ื่
ิ
ในขั้นตอนของกระบวนการผลิต มีปจจัยมากมายนับตั้งแตแรงงาน เครื่องจักร เครองมือ เครื่องใช เงินทุน ที่ดน
อาคาร รวมทั้งการบริหารจดการ
ั
การประกอบอาชีพอตสาหกรรมแบงตามขนาด ไดดังนี้
ุ
ื
2.1 อุตสาหกรรมในครอบครัว เปนอุตสาหกรรมที่ทํากันในครวเรอน หรือภายในบาน ใชแรงงานคน
ั
ในครอบครัวเปนหลัก บางทีอาจใชเครื่องจักรขนาดเล็กชวยในการผลิต ใชวัตถุดิบ วัสดุที่หาไดในทองถิ่นมาเปน
ื
ั
ั
ิ
ปจจยในการผลิตอุตสาหกรรมในครัวเรอนเชน การทอผา การจกสาน การทํารม การทําอฐมอญ การทําถั่วเนา
53
แผน น้ําพริกลาบ น้ํามันงา ฯลฯ ลักษณะการดําเนินงานไมเปนระบบมากนัก รวมทั้งการใชเทคโนโลยีแบบงาย ๆ
ไมยุงยากซับซอน และมีการลงทุนไมมาก
2.2 อุตสาหกรรมขนาดยอม เปนอุตสาหกรรมที่มีการจางคนงานไมเกิน 50 คน ใชเงินทุนดําเนินการ
ไมเกิน 10 ลานบาท อุตสาหกรรมขนาดยอม ไดแก โรงกลึง อูซอมรถ โรงงานทําขนมปง โรงสีขาว เปนตนใน
ุ
การดําเนนงานของอตสาหกรรม ขนาดยอมมีขบวนการผลิตไมซับซอน และใชแรงงานที่มีฝมือไมมาก
ิ
ุ
2.3 อตสาหกรรมขนาดกลาง เปนอุตสาหกรรมที่มีการจางคนงานมากกวา 50 คน
แตไมเกิน 200 คน ใชเงินทุนดาเนนการมากกวา 10 ลานบาท แตไมเกิน 100 ลานบาท อตสาหกรรมขนาดกลาง
ิ
ํ
ุ
ํ
ุ
ิ
ุ
ู
็
ไดแก อตสาหกรรมทอกระสอบ อตสาหกรรมเสื้อผาสําเรจรป เปนตน การดาเนนงานของอตสาหกรรมขนาด
ุ
ั
กลางตองมีการจดการที่ดี แรงงานที่ใชตองมีทักษะ ความรู ความสามารถในกระบวนการผลิตเปนอยางดี
เพื่อที่จะไดสินคา ที่มีคุณภาพระดับเดียวกัน
ุ
2.4 อตสาหกรรมขนาดใหญ เปนอตสาหกรรมที่มีคนงานมากกวา 200 คนขึ้นไป เงินทุน
ุ
ในการดําเนินการมากกวา 200 ลานบาท อุตสาหกรรมขนาดใหญ เชน อตสาหกรรมผลิตแบตเตอรี่ อตสาหกรรม
ุ
ุ
ถลุงเหล็ก อตสาหกรรมประกอบรถยนต อตสาหกรรมผลิตเครื่องใชไฟฟา เปนตน อตสาหกรรมขนาดใหญมี
ุ
ุ
ุ
ระบบการจัดการที่ดี ใชคนที่มีความรู ทักษะ ความสามารถเฉพาะดาน หลายสาขา เชน วศวกรรมอเล็กทรอนกส
ิ
ิ
ิ
ิ
ในการดาเนนงานผลิตมีกรรมวธีที่ยุงยาก ใชเครื่องจกร คนงาน เงินทุน จานวนมากขึ้น มีกระบวนการผลิตที่
ั
ิ
ํ
ํ
ทันสมัยและผลิตสินคาไดทีละมาก ๆ มีการวาจางบุคคลระดับผูบริหารที่มีความสามารถ
3. อาชีพพาณิชยกรรมและอาชีพบริการ
3.1 อาชีพพาณิชยกรรม เปนการประกอบอาชีพที่เปนการแลกเปลี่ยนระหวางสินคากับเงิน สวน
ึ
ั
ใหญจะมีลักษณะเปนการซื้อมาและขายไป ผูประกอบอาชีพทางพาณชยกรรมจงจด
ิ
เปนคนกลาง ซึ่งทําหนาที่ซื้อสินคาจากผูผลิตและนํามาขายตอใหแกผูบริโภค ประกอบดวย
การคาสงและการคาปลีก โดยอาจจัดจําหนายในรูปของการขายตรงหรือขายออม
3.2 อาชีพบริการ หมายถึง อาชีพที่ทําใหเกิดความพอใจแกผูซื้อ การบรการอาจเปนสินคาที่มี
ิ
ิ
ตัวตน หรือไมมีตวตนก็ได การบริการที่มีตัวตน ไดแก บรการขนสง บริการทางการเงิน
ั
สวนบริการที่ไมมีตัวตน ไดแก บริการทองเที่ยว บริการรักษาพยาบาล เปนตน
3.3 อาชีพพาณชยกรรม จึงเปนตวกลางในการขายสินคา หรอบรการตาง ๆ นับตั้งแตการนํา
ิ
ื
ั
ิ
ุ
็
วัตถุดิบจากผูผลิตทางดานเกษตรกรรม ตลอดจนสินคาสําเรจรูป จากโรงงานอตสาหกรรม รวมทั้งคหกรรม
ิ
ิ
ศิลปกรรม หัตถกรรม ไปใหผูซื้อ หรือผูบรโภค อาชีพพาณชยกรรมจึงเปนกิจกรรมที่สอดแทรกอยูทุกอาชีพ ใน
การประกอบอาชีพ พาณิชยกรรม หรอบริการ ผูประกอบอาชีพจะตองมีความสามารถในการจัดหา มีความคิด
ื
ริเริ่ม และมีคุณธรรม จึงจะทําใหการประกอบอาชีพเจริญกาวหนา
54
4. อาชีพคหกรรม การประกอบอาชีพคหกรรม เชน อาชีพที่เกี่ยวกับการประกอบอาหาร ขนม การ
ตัดเย็บ การเสริมสวย ตัดผม เปนตน
5. อาชีพหัตถกรรม การประกอบอาชีพหัตถกรรม เชน อาชีพที่เกี่ยวกับงานชาง โดยการใชมือในการ
ผลิตชิ้นงานเปนสวนใหญ เชน อาชีพจักสาน แกะสลัก ทอผาดวยมือ ทอเสื่อ เปนตน
ิ
6. อาชีพศลปกรรม การประกอบอาชีพศิลปกรรม เชน อาชีพเกี่ยวของกับการแสดง ออกในลักษณะ
ตาง ๆ เชน การวาดภาพ การปน การดนตรี ละคร การโฆษณา ถายภาพ เปนตน
ลักษณะที่ 2 การแบงอาชีพตามลักษณะของการประกอบอาชีพ การจัดกลุมอาชีพตาม
ลักษณะการประกอบอาชีพ เปน 2 ประเภท คอ อาชีพอิสระ และอาชีพรับจาง
ื
1. อาชีพอสระ หมายถึง อาชีพทุกประเภทที่ผูประกอบการดาเนนการดวยตนเอง
ํ
ิ
ิ
แตเพียงผูเดียวหรือเปนกลุม อาชีพอิสระเปนอาชีพที่ไมตองใชคนจํานวนมาก แตหากมีความจําเปนอาจมีการจาง
ั
ํ
คนอื่นมาชวยงานได เจาของกิจการเปนผูลงทุน และจาหนายเอง คิดและตดสินใจดวยตนเองทุกเรื่อง ซึ่งชวยให
การพัฒนางานอาชีพ เปนไปอยางรวดเร็วทันตอเหตุการณ การประกอบอาชีพอสระ เชน ขายอาหาร ขายของชํา
ิ
ิ
ซอมรถจักรยานยนต ฯลฯ ในการประกอบอาชีพอสระ ผูประกอบการจะตองมีความรู ความสามารถในเรื่องการ
บรหารการจัดการ เชน การตลาด ทําเลที่ตั้ง เงินทุน การตรวจสอบ และประเมินผล นอกจากนี้ยังตองมีความ
ิ
ิ
อดทนตองานหนัก ไมทอถอยตอปญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น มีความคดริเริ่มสรางสรรค และมองเห็นภาพการ
ดําเนินงานของตนเองไดตลอดแนว
2. อาชีพรับจาง หมายถึง อาชีพที่มีผูอื่นเปนเจาของกิจการ โดยตัวเองเปนผูรับจาง
ทํางานให และไดรบคาตอบแทนเปนคาจาง หรอเงินเดอน อาชีพรับจางประกอบดวย บุคคล 2 ฝาย ซึ่งไดตกลง
ื
ื
ั
ื
ื
วาจางกัน บุคคลฝายแรกเรียกวา "นายจาง" หรอผูวาจาง บุคคลฝายหลังเรียกวา "ลูกจาง" หรอผูรับจาง มี
คาตอบแทนที่ผูวาจางจะตองจายใหแก ผูรับจางเรยกวา "คาจาง" การประกอบอาชีพรบจาง โดยทั่วไปมีลักษณะ
ี
ั
ั
เปนการรับจางทํางานในสถานประกอบการหรอโรงงาน เปนการรบจางในลักษณะการขายแรงงาน โดยไดรับ
ื
คาตอบแทนเปนเงินเดือน หรือคาตอบแทนที่คิดตามชิ้นงานที่ทําได อัตราคาจางขึ้นอยูกับการกําหนดของเจาของ
ั
สถานประกอบการ หรอนายจาง การทํางานผูรบจางจะทําอยูภายในโรงงาน ตามเวลาที่นายจางกําหนด การ
ื
ุ
ี
ประกอบอาชีพรับจางในลักษณะนี้มีขอดคือ ไมตองเสี่ยงกับการลงทุน เพราะลูกจางจะใชเครื่องมือ อปกรณที่
ั
นายจางจัดไวใหทํางานตามที่นายจางกําหนด แตมีขอเสีย คือ มักจะเปนงานที่ทําซ้ํา ๆ เหมือนกันทุกวน และตอง
ํ
ปฏิบัตตามกฎ ระเบียบของนายจาง ในการประกอบอาชีพรับจางนั้น มีปจจัยหลายอยางที่เอื้ออานวยใหผู
ิ
ิ
ี
ิ
ประกอบอาชีพ รับจางมีความเจรญกาวหนาได เชน ความรู ความชํานาญในงาน มีนสัยการทํางานที่ด มีความ
ื
ื
ํ
กระตอรอรน มานะ อดทน และมีวินัยในการทํางาน ยอมรบกฎเกณฑและเชื่อฟงคาสั่ง มีความซื่อสัตย สุจรต
ั
ิ
ั
ี
ความขยันหมั่นเพียร รบผดชอบ มีมนษยสัมพันธที่ดี รวมทั้งสุขภาพอนามัยที่ดอาชีพตาง ๆ ในโลกมีมากมาย
ุ
ิ
55
ั
หลากหลายอาชีพ ซึ่งบุคคลสามารถจะเลือกประกอบอาชีพไดตามความถนด ความตองการ ความชอบ และ
ื
ิ
ความสนใจ ไมวาจะเปนอาชีพประเภทใด จะเปนอาชีพอิสระ หรออาชีพรับจาง ถาหากเปนอาชีพที่สุจรต
ั
ยอมจะทําใหเกิดรายไดมาสูตนเอง และครอบครว ถาบุคคลผูนั้นมีความมุงมั่น ขยัน อดทน ตลอดจนมีความรู
็
ขอมูลเกี่ยวกับอาชีพ ตาง ๆ จะทําใหมองเหนโอกาสในการเขาสูอาชีพ และพัฒนา อาชีพใหม ๆ ใหเกิดขึ้นอยู
เสมอ
ั
ั
ี
กระทรวงศึกษาธิการ โดย ฯพณฯทานรฐมนตรวาการกระทรวงศึกษาธิการ ไดมีนโยบายการจด
การศึกษาเพื่อการมีงานทําใหสถาบันการศึกษา และสถานศึกษา ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จดการศึกษา
ั
อาชีพใน 5 กลุม ดังน ี้
1. เกษตรกรรม
2. อุตสาหกรรม
3. พาณิชยกรรม
4. ความคิดสรางสรรค
5. บริหารจัดการและบริการ
โดยพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนใหสอดคลองกับศักยภาพที่มีอยูในทองถิ่น รวมถึงสนองตอ
ู
ั
ั
ตลาดแรงงานในระดบทองถิ่น ประเทศ และภมิภาคของโลก ประชาชนไทยสามารถรบบริการการศึกษาอาชีพ
ได ณ ศูนยฝกอาชีพชุมชนของสถาบันการศึกษา สถานศึกษา ตาง ๆ โดยเฉพาะศูนยฝกอาชีพชุมชน กศน. ใน
ระดับอําเภอไดทั่วประเทศ
การมองเห็นโอกาสในการประกอบอาชีพ
การมองเห็นโอกาสและความสามารถที่จะนําโอกาสนั้นมาประกอบอาชีพไดกอนผูอื่น เปนหัวใจ
สําคัญของการประกอบอาชีพ หากผูใดประกอบอาชีพ ตามที่ตลาดตองการ และเปนอาชีพที่เหมาะสมกับ
สภาพการณในขณะนั้น ผูนั้นยอมมีโอกาสประสบความสําเร็จ เราสามารถพัฒนาตนเองใหมองเหนโอกาสใน
็
ี้
การประกอบอาชีพ ดังน
ุ
ุ
1. ความชํานาญจากงานที่ทําในปจจบัน การงานที่ทําอยูในปจจบันจะเปนแหลงความรู ความคิดที่จะ
ั
ชวยใหมองเห็นโอกาสในการประกอบอาชีพไดมาก บางคนมีความชํานาญ ทางดานการทําอาหาร ตดเย็บเสื้อผา
ั
ซอมเครื่องใชไฟฟา ตอทอน้ําประปา ชางไม ชางปูกระเบื้อง เปนตน ซึ่งความสามารถ นําความชํานาญดงกลาว
ู
มาพัฒนาและประกอบ เปนอาชีพขึ้นมา บางคนเคยทํางานที่โรงงานทําขนมปง เมื่อกลับไปภมิลําเนาของตนเอง
ที่ตางจังหวัด ก็สามารถใชประสบการณ ที่ไดรับไปประกอบอาชีพของตนเองได
56
ื
ั
2. ความชอบ ความสนใจสวนตว หรองานอดเรก เปนอีกทางหนึ่งที่จะชวยใหมองเหนโอกาส ในการ
็
ิ
ู
ประกอบอาชีพ บางคนชอบประดิษฐดอกไม บางคนชอบวาดรป เปนตน บุคคลเหลานี้อาจจะพัฒนางานที่ชอบ
งานอดิเรกไดกลายเปนอาชีพหลักที่ทํารายไดเปนอยางด
ี
ิ
ิ
็
็
3. การฟงความคดเหนจากแหลงตาง ๆ การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคดเหนกับบุคคลกลุม ตาง ๆ เปน
ิ
ิ
ี
แหลงความรูและกอใหเกิดความคดรเริ่มเปนอยางด ในบางครั้งเรามีความคดอยูแลว การไดคยกับบุคคลตางๆ
ุ
ิ
จะชวยใหการวิเคราะหความคิดชัดเจนขึ้น ชวยใหมองไปขางหนาไดอยางรอบคอบ กอนที่จะลงมือทํางานจริง
4. การศึกษา คนควาจากหนงสือ นตยสาร หนังสือพิมพ การดวีดทัศน ฟงวิทยุ ดรายการโทรทัศน
ู
ั
ี
ิ
ู
เปนตน จะชวยทําใหเกิดความรูและความคิดใหม ๆ ได
5. ขอมูล สถิติ รายงาน ขาวสารจากหนวยราชการและเอกชน รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจของ
ึ
ประเทศ ในการมองหาชองทางในการประกอบอาชีพ ผูที่จะมองหาอาชีพ พัฒนาอาชีพจงควรใหความสนใจใน
ั
ขอมูลขาวสารตางๆ เพื่อติดตามใหทันตอเหตการณ แลวนํามาพิจารณา ประกอบการตดสินใจในการประกอบ
ุ
อาชีพ
ั
6. ทรัพยากรรอบ ๆ ตว หรอ ในชุมชน ที่เกี่ยวของกับการประกอบอาชีพ ทั้งดานทรพยากรธรรมชาติ
ื
ั
ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรมและวถีชีวต ที่เออตอการประกอบอาชีพ ซึ่งแตละพื้นที่แตกตาง
ิ
ื้
ิ
กัน นอกเหนือไปจากความรู ความสามารถที่มีอยู
57
กิจกรรม
1. ใหยกตัวอยางอาชีพของคนไทยที่ใชศักยภาพดานทรัพยากรธรรมชาต มาเปนองคประกอบในการ
ิ
เลือกประกอบอาชีพ 1 อาชีพ
2. อาชีพสมัยใหม ที่พึงมีขึ้นในประเทศไทย ที่เกิดจากความคิดสรางสรรคของคนไทย มีอะไรบางให
ยกตัวอยาง 1 อาชีพ พรอมอธิบายประกอบดวย
3. ในทองถิ่นที่นักศึกษาอยู มีความโดดเดนในเรื่องใดบางที่สามารถนํามาประกอบการตัดสินใจเลือก
ประกอบอาชีพได ใหยกตวอยาง 1 อาชีพ
ั
58
บรรณานุกรม
การศึกษานอกโรงเรียน, กรม. ชุดวิชาการพัฒนาโครงการ. กรุงเทพฯ : บริษัทสามเจริญพาณิชย จํากัด, 2537.
ี
การศึกษานอกโรงเรียน, กรม. ชุดวิชาวิจัยทางการศึกษานอกโรงเรยน การเก็บรวบรวมขอมูลเพื่อการวิจัย.
กรุงเทพฯ : บริษัทประชาชน จํากัด, 2538.
ี
การศึกษานอกโรงเรียน, กรม. ชุดวิชาวิจัยทางการศึกษานอกโรงเรยน การวิเคราะหขอมูล. กรุงเทพฯ : บริษัท
ประชาชน จํากัด, 2538.
เกรียงศักด หลิวจันทรพัฒนา. การวิเคราะหขอมูลทางการแพทยและสาธารณสุขดวยคอมพิวเตอร. กรุงเทพฯ :
ิ์
สํานักพิมพจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2538.
ิ
ชยันต วรรธณะภูต. คูมือการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่องานพัฒนา. ขอนแกน : สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนามหา วิทยาลัย
ขอนแกน, เอกสารอัดสําเนา.
ณัฐนร ศรีทอง. การเพิ่มศักยภาพภาวะความเปนผูนําในงานพัฒนาชุมชน. กรุงเทพฯ : โอ เอส พริ้นติ้งเฮาส,
ี
2552.
ทวีป ศิริรัศมี. การวางแผนพัฒนาและประเมินโครงการ. กรุงเทพฯ : สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว),
2544.
ิ
ปาริชาต วลัยเสถียร และคณะ. กระบวนการและเทคนิคการทํางานของนักพัฒนา. กรุงเทพฯ : สํานักงาน กองทุน
สนับสนุนการวิจัย (สกว), 2543.
ศูนยเทคโนโลยีทางการศึกษา. ความหมายเกี่ยวกับแผนงานโครงการ. กรุงเทพฯ : กราฟฟคโกร, 2545.
ศูนยการศึกษานอกหองเรียนภาคใต. ชุดวิชาแผนแมบทชุมชน. สงขลา : เทมการพิมพ, 2548.
สถาบันการพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยภาคเหนือ. คูมือการทําวิจัยอยางงาย.
อุบลราชธานี : บริษัท ยงสวัสดิ์อินเตอรกรุป จํากัด, 2552.
ี
สถาบันการศึกษาและพัฒนาตอเนื่องสิรินธร. กระบวนการจัดการศึกษานอกโรงเรยนและอัธยาศัย. เอกสาร
ประกอบการอบรมวิทยากรกระบวนการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสรางความเขมแข็งของชุมชน,
นครราชสีมา : 2544.
ั
สัญญา สัญญาวิวฒน. ทฤษฎีและกลยุทธการพัฒนาสังคม. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพแหงจุฬาลงกรณมหา วิทยาลัย,
2543.
สํานักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน. คูมือการจัดกระบวนการเรียนรูเพื่อจัดทําแผนชุมชน. กรุงเทพฯ : รังษี
การพิมพ, 2546.
เสรี พงศพิศ. วิธีทําและวิธีคิดแผนชีวิตเศรษฐกิจชุมชน. กรุงเทพฯ : 2546.
59
ั้
สุภางค จันทวานิช. วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ. (พิมพครงที่ 10) กรุงเทพฯ : สํานักพิมพแหงจุฬาลงกรณ
มหาวิทยาลัย, 2545.
http://www.jd.in.th/e.learning/th33101/pan08/t305.8002.htm.
http://www.tddf.or.th/tddf//:braly/doc/libraly-2007-02-28-240.doc.
http://www.bic.moe.go.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=192&Itemid
=148
http://www.nmt.or.th/TOTOP/Lists/OTOP2/AllItems.aspx
http://www.aseanthailand.org/index.php
http://www.geocities.com/jea_pat/
http://blog.eduzones.com/offy/5174
ดร.กระมล ทองธรรมชาติ และคณะ, สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ม.1, สํานักพิมพ อักษร
ิ
เจรญทัศน อจท. จํากัด, 2548, หนา 24-25
วิรัช มณีสาร, เรือโท. ลักษณะภูมิประเทศและลักษณะอากาศตามฤดูกาลของภาคตาง ๆ
ในประเทศไทย. เอกสารวิชาการเลขที่ 551.582-02-2538, ISBN:974-7567-25-3,
กันยายน 2538
ิ
ฝายกรรมวิธีขอมูล. สถิติภูมอากาศของประเทศไทยในคาบ 30 ป (พ.ศ.2504-2533). รายงาน
ุ
ขอมูลอุตนิยมวิทยาเลขที่ 551.582-02-2537, ISBN : 974-7554-80-1, กองภูมิอากาศ,
กรมอุตุนิยมวิทยา, กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ิ
วิรัช มณีสาร, เรือโท. สถิตองคประกอบอตุนิยมวิทยาของภาคตางๆ ในประเทศไทย คาบ 30 ป
ุ
(พ.ศ.2504-2533) เอกสารวิชาการเลขที่ 551.582-03-2538, ISBN : 974-7567-24-5,
กันยายน 2538
ุ
ิ
กลุมภูมิอากาศ, สํานักพัฒนาอุตุนิยมวิทยา, กรมอุตนิยมวทยา, กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการสื่อสาร. 2552.
ความรูอตุนิยมวิทยา - เปอรเซ็นตความถี่ที่ศูนยกลางพายุเคลื่อนที่ผานพื้นที่ของประเทศไทย
ุ
ุ
จากกรมอตุนิยมวิทยา, กระทรวงคมนาคม.
60
ภาคผนวก
ตัวอยางการเขียนโครงการ
โครงการ คายอาสาพัฒนาชุมชนโรงเรียนหนองมวง
ต.เมืองไผ อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย
องคกร/สถาบัน โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน
ที่ตั้ง สํานักงานเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร
ผูประสานงานโครงการ นายประจวบ ใจดวง
1. ความเปนมาโครงการ
ตามพระราชบัญญัติการศกษาแหงชาต พ.ศ. 2542 และที่แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2545 ใน
ึ
ิ
ี่
หมวดท 1 มาตราท 6 วาดวยการจัดการศกษาตองเปนไปเพื่อพัฒนาคนไทยใหเปนมนุษยท สมบูรณ
ึ
ี่
ี่
ทั้งรางกายจิตใจ สติปญญา ความรูและคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการ ดํารงชีวิต
ี่
ั
สามารถอยูรวมกบผูอื่นไดอยางมีความสุข ซึ่งเปนเปาหมายสําคัญในการสราง ทรัพยากรมนุษยททุก
สถานศึกษา พึงรับมาปฏิบัติความสําเร็จของเปาหมายมิใชอยูที่ความ เขมแข็งของสถานศึกษาเทานั้น
ั
ความรวมมือของภาคครัวเรือน ชุมชน จนถึงระดับรฐมีความ จําเปนที่จะตองสรางความแข็งแกรง
ั
ู
ดานคุณธรรมในทุกภาคสวน ทั้งนี้จะตองอาศยความร ความเขาใจ และแบบอยางการประพฤต ิ
ปฏิบัติ โดยผานการปลูกฝงคานิยม และจิตสํานึกที่ดีใน ทุกกลไกในการดําเนินการสรางคุณธรรมสู
สังคมไดแก ครู ผูปกครองและนักเรียน ในการดําเนินการ ทุกขั้นตอนและขณะเดียวกันจะตอง
เสริมสรางพื้นฐานจิตใจของคนในชาต ใหมีจิตสํานึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย และใหมีความรอบ
ิ
รูที่เหมาะสม ดําเนินชีวิตดวยความ อดทน ความเพียร มีสติปญญา และความรอบคอบ เพื่อใหสมดุล
และพรอมรับการเปลี่ยนแปลง อยางรวดเร็ว
61
ทางสํานักงานศกษากรุงเทพมหานครไดสงเสริมใหเยาวชน นักเรียน มีจิตสาธารณะ ในการ
ึ
ใชชีวิตอยางพอเพียง คือพอมีพอกิน พึ่งพาตนเองไดและชวยเหลือผูอื่นได โดยให เยาวชนจัดคาย
ู
อาสาพัฒนาชุมชนเพื่อเปนการปลกฝงวินัยในการทําดีเพื่อสังคม โดยเห็น ประโยชนสวนรวม
มากกวาเห็นประโยชนสวนตน ปจจุบันความวุนวายของสังคมมีมากนัก การ แขงขันที่รอนแรงใน
ทุกๆ ดาน การทําลายสิ่งแวดลอม การเอาเปรียบผูดอยโอกาส การปลอย มลพิษสูสังคม การวาราย
เสียดแทง การแกงแยงชิงดี ฯลฯ ลวนแลวแตมาจากสาเหตุเบื้องตน คลายๆกัน คือ ความเห็นแกตัว
หรือเอาแตไดในสวนตนเปนหลัก ทําอยางไรจึงจะลดความ เอาแตไดลงบาง ตรงกันขามกับการเอา
็
เขามาใสตัวกคือ “การให” แกคนอื่นออกไป เมื่อคนตางๆ เริ่มมองออกสูภายนอก แคนอกจาก
ตัวเองเทานั้น มองเห็นผูอื่นอยางลึกซึ้งแทจริงมากขึ้น เริ่มเขาใจมุมมองของคนอื่น เขาตองการอะไร
เขาอยูในสภาพไหน เราชวยอะไรไดบาง มองเห็น สังคม เห็นแนวทางที่จะชวยกันลดปญหา เริ่มแรก
ใหเริ่มสละสิ่งที่เรามีอย ไมวาจะเปนเวลา แรงงาน เงิน สิ่งของ อวัยวะหรือแมกระทั่งสละความเปน
ู
ตัวเราของเรา ซึ่งนั่นเปนหนทางการ พัฒนาจิตใจแตละคนไดอยางเปนรูปธรรม
จิตสาธารณะตรงนี้ที่มองเห็นผูอื่นเห็นสังคมดังนี้เอาที่เราเรียกกันวา “จิตอาสา” จิตใจ ที่
ั
เห็นผูอื่นดวยไมเพียงแตตวเราเอง เราอาจจะยื่นมือออกไปทําอะไรใหไดบาง เสียสละอะไร ไดบาง
ชวยเหลืออะไรไดบาง แบบเพื่อนชวยเหลือซึ่งกันและกัน ไมใชผูเหนือกวา มีน้ําใจแกกัน และกัน
ไมนิ่งดูดายแบบที่เรื่องอะไรจะเกิดขึ้นไมเกี่ยวกบฉน ฉันไมสนใจ สามารถแสดงออก มาไดในหลาย
ั
ั
รูปแบบ ทั้งการใหรูปแบบตางๆ ตลอดจนการอาสาเพื่อชวยเหลือสังคม
ี่
ู
ดังนั้น โครงการจิตอาสาพัฒนาจึงจะจัดกิจกรรมใหนักเรียนไดมีความรูทถกตอง เกี่ยวกับ
จิตอาสาเพื่อกระตุนใหแตละคนลุกขึ้นมาทําความดีกันคนละนิด คนละนิดเดียวเทานั้น ประเทศชาต ิ
ของเรานาจะงดงามขึ้นอีกไมนอย เชน เพียงรวมกันบริจาคเงินกันเพียงคนละเล็ก ละนอยเราก็จะมี
ี
งบประมาณชวยเหลือสังคมขึ้นมาทันท ในกรณีโรงเรียนมัธยมประชานิเวศน จึงจัดตั้งโครงการจิต
อาสาขึ้นโดยใหนักเรียนโรงเรยนมัธยมประชานิเวศน ไดรวมกันทําความดี เพื่อพัฒนาโรงเรียนใน
ี
ชนบท เชน บูรณะพื้นที่ตางๆ ในโรงเรียน รับบริจาคหนังสือ เครื่องใช ตางๆ ไปมอบใหแกโรงเรียน
ี่
วัดหนองมวง ตําบลเมืองไผ อําเภอหนองก จังหวัดบรีรัมย ในวันท 23 ตุลาคม 2551-26 ตุลาคม
ี่
ุ
2551
62
2. วัตถุประสงค
3. เปาหมายของโครงการ
3.1 ดานปริมาณ
ึ
ี่
บุคลากรครูทรับผิดชอบโครงการ และนักเรียนระดับมัธยมศกษาตอนตน และ
ู
ี
ตอนปลาย โรงเรยนมัธยมประชานิเวศน แบงเปนบุคลากรคร จํานวน 6 คน
และการรับสมัครและคัดเลือกจํานวน 60 คน
3.2 ดานคุณภาพ
ี
บุคลากรและนักเรยนในโรงเรยนเปนผูมีจิตสาธารณะ และเกิดความ ภาคภูมิใจ
ี
ในการชวยเหลือผูอื่นอยูเสมอ
4. กิจกรรมดําเนินการ
โครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชนประกอบดวย 4 กิจกรรม ดังนี้
63
5. ระยะเวลาดําเนินโครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชนเดือน พ.ค. 2551 ต.ค. 2551
64
6. งบประมาณ
รายละเอียดของงบประมาณดําเนินการจัดกิจกรรม ในการออกคายอาสาพัฒนาชุมชน
จํานวน 110,000 บาท โดยงบประมาณทั้งหมดไดจากการบรจาคของผูปกครอง นักเรียน คณะคร ู
ิ
พอคาประชาชน
7. ปญหาและอุปสรรค
ิ
จํานวนสิ่งของและเงินบรจาคอาจไมเพียงพอ
8. ผลที่คาดวาจะไดรับ
นักเรียนและบุคลากรที่เขารวมโครงการมีน้ําใจและจิตสาธารณะ
9. การติดตามและประเมินผลโครงการ
9.1 ผูติดตามและประเมินผล
ี
9.1.1 ครู บุคลากรและนักเรยนที่เขารวมโครงการ
9.2 วิธีติดตามและประเมินผล
ิ
9.2.1 การสังเกตพฤตกรรมของนักเรียน
9.2.2 การตอบแบบสอบถาม
65
คณะผูจัดทํา
ที่ปรึกษา
1. นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการ กศน.
2. ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ รองเลขาธิการ กศน.
3. นายวัชรินทร จําป รองเลขาธิการ กศน.
4. ดร.ทองอย แกวไทรฮะ ที่ปรึกษาดานการพัฒนาหลักสูตร กศน.
ู
5. นางรักขณา ตัณฑวุฑโฒ ผูอํานวยการกลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
ผูเขยนและเรียบเรียง
ี
1. นางมยุร ี สุวรรณเจริญ สถาบัน กศน. ภาคใต จังหวัดสงขลา
ั
ผูบรรณาธิการและพัฒนาปรบปรุง
1. นายวิวัฒนไชย จันทนสุคนธ กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
2. นางพิชญาภา ปติวรา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
3. นางสาววรรณพร ปทมานนท กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
ั
4. นายศุภโชค ศรีรตนศิลป กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
5. นายสุรพงษ มั่นมะโน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
6. นางสาวเพชรินทร เหลืองจตวัฒนา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
ิ
ผูพัฒนาและปรับปรุงครงที่ 2
ั้
1. นางสาวสุดใจ บุตรอากาศ ศึกษานิเทศกเชี่ยวชาญ
2. นางพรทิพย เข็มทอง ขาราชการบํานาญ
3. นางบุษบา มาลินีกุล ครูชํานาญการพิเศษ
4. นางพรทิพย พรรณนิตานนท กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
5. นางสาวกรวรรณ กวีวงษพิพัฒน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
คณะทํางาน
1. นายสุรพงษ มั่นมะโน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
66
ั
2. นายศุภโชค ศรีรตนศิลป กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
3. นางสาววรรณพร ปทมานนท กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
4. นางสาวศริญญา กุลประดิษฐ กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
5. นางสาวเพชรินทร เหลืองจิตวัฒนา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
ผูพิมพตนฉบับ
1. นางปยวด ี คะเนสม กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
ิ
ิ
2. นางเพชรนทร เหลืองจตวัฒนา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
3. นางสาวกรวรรณ กวีวงษพิพัฒน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
4. นางสาวชาลีน ี ธรรมธิษา กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
5. นางสาวอริศรา บานชี กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน
ผูออกแบบปก
ั
1. นายศุภโชค ศรีรตนศิลป กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน