ระบบสารสนเทศ
ทางการศึกษา
EDUCATION CENTER INFORMATION SYSTEM
ผู้ช่วยศาสตราจารย์
กรกมล ชู่วย
คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสนันทา
Content
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY 02 ระบบสารสนเทศ (Information System)
• การจดั ระบบสารสนเทศ
• วิธดี าเนินการจัดระบบสารสนเทศ
• ระบบข้อมลู สารสนเทศทดี่ ี
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM 22 ระบบสารสนเทศทางการศึกษา
22
• ระบบสารสนเทศในสถานศึกษา
22 • การนาระบบสารสนเทศไปใช้ในการพัฒนาการศึกษา
22 • กลมุ่ บคุ คลผูใ้ ช้ระบบสารสนเทศในองค์กรทางการศึกษา
• สารสนเทศในสถานศึกษา
ระบบบริหารและสารสนเทศของสถานศึกษา
• บทบาทผ้บู ริหารในการบรหิ ารงานข้อมูลสารสนเทศ
• รูปแบบการจดั ระบบสารสนเทศในสถานศึกษา
• การใชป้ ระโยชน์จากระบบขอ้ มูลสารสนเทศทวั่ ไป
• การนาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการพัฒนาระบบบริหารและสารสนเทศในสถานศึกษา
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
• เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
• ระบบสื่อสารโทรคมนาคม
การประยกุ ตใ์ ชค้ อมพิวเตอร์ในด้านต่าง ๆ ทางการศึกษา
• คอมพิวเตอรเ์ พื่อการศึกษา
• คอมพิวเตอรช์ ่วยสอน
• การเรยี นการสอนแบบอีเลริ ์นน่งิ (E-Learning)
• มลั ติมเี ดียเพื่อการเรียนรู้
• ห้องเรยี นเสมอื น (Virtual Classroom)
• Mobile Technology
KORNKAMOL CHUCHUOY 22 การประยกุ ตใ์ ช้แอพพลเิ คชน่ั ด้านการบริหารจดั การภายในสถานศึกษา
• Google Drive
• Google Documents
• Google Form
• Google Slide
• Google Sheet
• Google Calendar
• Google Sites
0
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY ระบบสารสนเทศทางการศึกษา
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology หรือ IT) ได้เจริญก้าวหน้าไปอย่าง
รวดเร็ว และมีบทบาทสำคัญในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การบริการ
KORNKAMOL CHUCHUOY สังคม สาธารณสุข ส่งิ แวดลอ้ ม รวมท้ังดา้ นการศึกษา เทคโนโลยสี ารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีทีเ่ กยี่ วข้อง
กบั การจัดเก็บ ประมวลผล และเผยแพร่สารสนเทศ ซึ่งไดแ้ ก่ เทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ เทคโนโลยกี ารสื่อสาร
และเทคโนโลยีคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา หมายถึง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศกับงานด้านการศึกษา อันได้แก่ การจัดเก็บข้อมูล และประมวลผลฐานข้อมูล การพัฒนาระบบ
สารสนเทศช่วยการเรียนการสอน การวางแผนและการบริหารการศึกษา การวางแผนหลักสูตร การแนะ
แนวและบริการ การทดสอบวัดผล การพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งเป็นที่นิยมประยุกต์ใช้ใน
ปัจจบุ ัน อาทิ
1. ระบบสารสนเทศช่วยในการเรยี นการสอน
2. การสอนทางไกลผา่ นดาวเทียม
3. การประชุมทางไกลระบบจอภาพ
4. ระบบฐานขอ้ มลู การศกึ ษา
5. ระบบสารสนเทศเอกสาร
1
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY ระบบสารสนเทศ
(Information System)
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM
ในสถานศกึ ษามีข้อมลู มากมาย กระจดั กระจายอยู่ในสว่ นตา่ ง ๆ ตามภาระหนา้ ท่ี ความรับผิดชอบ
KORNKAMOL CHUCHUOY ของครู บุคลากรในสถานศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้อง หากไม่มีการจัดระบบข้อมูลสารสนเทศให้เป็นระบบ
ระเบยี บแล้ว จะเกดิ ความไมส่ ะดวกหรือเกิดความยุ่งยากในการนาไปใช้ หรือมีข้อมูลสารสนเทศท่ีไม่ตรงกับ
ความต้องการของผใู้ ช้ ซง่ึ ไม่เกดิ ประโยชน์ต่อการพัฒนาคณุ ภาพของสถานศึกษา
• ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ซึ่งอาจแสดงเป็นตัวเลข ตัวหนังสือ หรือสัญลักษณ์
ข้อเทจ็ จริงเหลา่ น้เี ป็นสงิ่ ท่ีเก็บรวบรวมมาโดยยังไม่ผ่านการประมวลผลหรือการวิเคราะห์จัดกระทำ
จึงทำให้ส่วนมากไม่มคี วามหมายสมบูรณ์พอทีจ่ ะนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ ตัวอย่างของข้อมูล
เช่น จำนวนห้องเรียน จำนวนนักเรียน น้ำหนัก ส่วนสูง เกรดเฉลี่ย คะแนนสอบ NT คะแนนสอบ
O-NET ผลการประเมนิ ตวั ช้วี ดั ตามมาตรฐานหลักสูตรสถานศกึ ษา เป็นตน้
• สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลทีไ่ ด้ผ่านการประมวลผลหรอื การวเิ คราะห์ด้วยวิธีการ
ต่างๆ จนอยู่ในรูปแบบที่มีความหมาย สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจหรือนาไปใช้ในเรื่อง
ตา่ ง ๆ ได้ตามวตั ถุประสงค์ เช่น อัตราสว่ นครูต่อนักเรยี น การเปรียบเทียบผลการดาเนินงานต้ังแต่
เริ่มดำเนินการ การจัดเรียงลำดับคะแนนของนักเรียน ร้อยละของนักเรียนที่มีผลการเรียนตั้งแต่
ระดับ 3 ขึ้นไป ร้อยละของนักเรียนที่ผ่านการประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตร
สถานศึกษาในระดบั ดีเยยี่ ม ดี ผ่าน ไม่ผา่ น เป็นตน้
• ระบบสารสนเทศ (Information System) หมายถึง กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล การ
ประมวลผลให้อยู่ในรูปสารสนเทศที่เป็นประโยชน์สูงสุดและการจัดเก็บรักษาอย่างมีระบบเพ่ือ
สะดวกต่อการนำไปใช้ สารสนเทศที่ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ จะสามารถนำไปใช้สนับสนุนการ
บรหิ ารและการตัดสนิ ใจท้งั ในระดบั ผูป้ ฏบิ ัตแิ ละระดบั ผบู้ ริหารสถานศึกษา
สารสนเทศของสถานศึกษา จึงเกิดจากการนำข้อมูลต่าง ๆ ที่เกิดจากการปฏิบัติงานตามหน้าท่ี
ความรับผิดชอบของครู บุคลากรในสถานศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้อง มาจัดกระทำ/ประมวลผลหรือวิเคราะห์
ด้วยวิธกี ารตา่ ง ๆ เช่น การจดั หมวดหมู่ การเรยี งลำดับ การแจงนบั การวเิ คราะห์ ฯลฯ ตลอดจนการใช้สูตร
ทางคณิตศาสตร์ต่าง ๆ (คำนวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความแปรปรวน ฯลฯ)
ผลที่ได้จากการจัดกระทำด้วยวิธีการต่าง ๆ จะเป็นสารสนเทศ ซึ่งสามารถนำเสนอได้ในหลายรูปแบบ เชน่
ตาราง แผนภาพ กราฟ หรือการบรรยายเปน็ ความเรียง เป็นตน้
2
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY 01 การจดั ระบบสารสนเทศ
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM โดยทั่วไปการจัดระบบสารสนเทศ จะมีขั้นตอนการดำเนินงานหลัก ๆ 5 ขั้นตอน ซึ่งแต่ละ
ข้นั ตอนมรี ายละเอียดดังนี้
KORNKAMOL CHUCHUOY
1.1 การรวบรวมข้อมลู
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ นั้น จะต้องกำหนดรายการข้อมูลที่ต้องการ
กำหนดวิธีการจัดเก็บ สร้างหรือจัดหาเครื่องมือในการจัดเก็บให้สอดคล้องกับลักษณะของข้อมูลและ
แหล่งข้อมูล เช่น แบบสำรวจ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบบันทึก แบบสังเกต เป็นต้น นอกจากน้ัน
ควรกำหนดเวลาในการจัดเกบ็ หรือผรู้ ับผดิ ชอบในการจัดเกบ็ โดยต้องคำนึงถึงข้อมลู ท่ีตรงกบั ความต้องการท่ี
กำหนดไว้และมคี วามเชื่อถือได้
1.2 การตรวจสอบข้อมลู
ข้อมลู ท่เี ก็บรวบรวมมาได้ก่อนทจี่ ะนำไปประมวลผล ควรมกี ารตรวจสอบความถกู ต้องของ
ข้อมลู กอ่ น โดยพจิ ารณาจากความถูกต้อง ความสมบูรณ์ และความเป็นปัจจุบนั ของข้อมลู
1.3 การประมวลผลข้อมูล
เป็นการนำข้อมูลมาประมวลผลให้เป็นสารสนเทศ หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้อยู่
ในรูปแบบที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ ข้อมูลใดที่เป็นสารสนเทศอยู่แล้ว ก็นำมาจัดกลุ่ม แยกแยะ ตามลักษณะ
และประเภทของสารสนเทศ ซึ่งการประมวลผลนั้นอาจเป็นการจัดหมวดหมู่ การเรียงลำดับ การแจงนับ
ตลอดไปถึงการใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ การดำเนินการอาจใช้วิธีการง่าย ๆ ที่เรียกว่า ทำด้วยมือใช้เครื่อง
คำนวณเลก็ ๆ มาชว่ ย จนกระทง่ั ใช้เทคโนโลยีสมัยใหมค่ ือคอมพิวเตอร์ก็ได้ ในการวิเคราะห์ข้อมูลควรใช้ค่า
สถิตที่ง่ายและตรงที่สุด ค่าสถิติที่นิยมนำมาใช้ เช่น ค่าร้อยละ อัตราส่วน สัดส่วน ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน หรอื แม้กระทัง่ การแจกแจงความถี่ ที่เป็นการหาค่าสถิตทิ ี่ง่ายทสี่ ดุ
1.4. การนำเสนอข้อมลู และสารสนเทศ
ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลหรือจัดทำเป็นสารสนเทศที่มีความหมายชัดเจน มีความ
กะทัดรัด ตรงกับความต้องการและสะดวกต่อการนำไปใช้ อาจนำเสนอในรูปของตาราง แผนภาพ กราฟ
หรือการบรรยายเป็นความเรียงก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการนำไปใช้และลักษณะของ
สารสนเทศนน้ั ๆ
1.5 การจัดเก็บข้อมลู และสารสนเทศ
เป็นการจัดเก็บทั้งส่วนที่เป็นข้อมูลและส่วนที่เป็นสารสนเทศไว้ในส่ือต่าง ๆ อย่างมีระบบ
สะดวกต่อการค้นหาเพ่ือนำมาใช้ประโยชน์ การจัดเก็บอาจจัดเก็บเปน็ แฟม้ เอกสารหรือแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์
ตามศักยภาพของสถานศึกษา แต่ต้องคำนึงถึงระบบของการค้นหาให้สะดวกต่อการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง
ขอ้ มลู ให้เปน็ ปจั จุบัน การนำข้อมูลไปประมวลผลใหม่ รวมท้งั การนำสารสนเทศไปใชป้ ระโยชน์ในงานตา่ ง ๆ
3
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY 02 วธิ ีดาเนินการจดั ระบบสารสนเทศ
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM การจัดระบบสารสนเทศ สามารถจำแนกตามวิธีดำเนินการออกเป็น 3 ระบบ มีจุดเด่นและจุด
ดอ้ ย พอสรุปได้ดังนี้
KORNKAMOL CHUCHUOY
2.1 ระบบทำด้วยมือ (Manual System) เป็นระบบที่เก็บโดยการใช้เอกสารในรูปแบบต่าง
ๆ ระบบนี้มีข้อดี คือ ค่าใช้จ่ายน้อย ส่วนข้อเสีย คือ การเรียกใช้ไม่สะดวกและไม่ทันการหากจัดระบบแฟ้ม
เอกสารไม่เหมาะสมเทา่ ทคี่ วร
2.2 ระบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi – Automation) ระบบนี้ใช้มือทำส่วนหนึ่ง และใช้เครื่องกล
ส่วนหน่ึง กล่าวคือ ส่วนที่เป็นเอกสารต่าง ๆ ทำด้วยมือ และส่วนที่สร้างระบบสารสนเทศใช้เครื่อง
คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย ระบบนี้มีข้อดี คือ ค่าใช้จา่ ยไมส่ ูง การฝึกอบรมบุคลากรไม่มากนัก แต่มีข้อเสีย คือ
ถา้ รูปแบบเอกสารไมเ่ หมาะสม การปฏิบัตงิ านไม่เหมาะสม การดำเนนิ การจะล่าช้าหากข้อมลู จากการกรอก
เอกสารผิดพลาด ระบบนี้จะทำได้ดีต่อเมื่อส่วนที่ทำด้วยมือทาได้สมบูรณ์แบบ ได้แก่ การกรอกข้อมูล
ครบถ้วน ถูกต้อง มรี ะบบควบคมุ ตรวจสอบอยา่ งดี
2.3 ระบบอัตโนมัติ (Full – Automation) เป็นระบบที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ดำเนินงาน
ระบบนี้ต้องมีการออกแบบให้เข้ากับลักษณะงาน เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สร้างมาจะมีลักษณะและ
ขนาดของเครื่องแตกตา่ งกนั
03 ระบบขอ้ มลู สารสนเทศที่ดี
คุณสมบตั ทิ ดี่ ีของระบบข้อมลู และสารสนเทศ มีดังน้ี
1) เรยี กใช้ไดง้ ่ายรวดเรว็ (Accessibility)
2) ทันตอ่ เหตกุ ารณ์ (Timeliness)
3) ถกู ตอ้ งแม่นยำ (Accuracy)
4) ตรวจสอบได้ (Verifiability)
5) ครบถ้วนสมบรู ณ์ ครอบคลุม (Comprehensiveness)
6) สามารถนำไปใช้ได้หลายสถานการณ์ (Flexibility)
7) ตรงกับความตอ้ งการ (Relevance)
8) ชัดเจน (Clarity)
4
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY ระบบสารสนเทศ
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM ทางการศึกษา
KORNKAMOL CHUCHUOY 01 ระบบสารสนเทศในสถานศึกษา
ระบบสารสนเทศที่จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ประกอบด้วย ระบบสารสนเทศ
พื้นฐานของสถานศึกษา ระบบสารสนเทศที่เกี่ยวกับผู้เรียน ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการ
และระบบสารสนเทศเพอ่ื การบรหิ ารจัดการ มรี ายละเอียดดงั นี้
1.1 ระบบสารสนเทศพื้นฐานของสถานศึกษา
เป็นการนำเสนอข้อมูลสารสนเทศพื้นฐานทางการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งสามารถ
สืบค้นไดต้ ามหมวดหมู่ เพอื่ ให้ผู้บริหาร ผเู้ กย่ี วขอ้ งใชป้ ระโยชน์ในการพิจารณาวางแผนพัฒนา ปรับปรุงการ
จัดการศกึ ษาของโรงเรยี น เขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาให้มีประสทิ ธภิ าพ
ขอ้ มูลจำเปน็ สำหรบั ระบบสารสนเทศพ้ืนฐาน ได้แก่
1) ข้อมลู สถานศึกษา เปน็ ขอ้ มลู ทว่ั ไปของสถานศึกษา เชน่
1.1) ประวตั โิ รงเรยี น
1.2) ขอ้ มลู อาคารเรียน อาคารประกอบ สภาพภูมิประเทศ
1.3) ขอ้ มลู ชุมชน รายไดผ้ ปู้ กครอง
1.4) ภมู ิปัญญาทอ้ งถิน่
1.5) จดุ เด่น จดุ ดอ้ ย เกียรตปิ ระวัติ ของโรงเรียน
1.6) ข้อมูลและสารสนเทศเก่ียวกบั ภาพรวมของโรงเรยี น
1.7) สภาพเศรษฐกจิ การเมอื ง สังคม ความต้องการของชมุ ชน
1.8) สภาพการบริหารและการจัดการตามโครงสรา้ งและภารกจิ
1.9) ปฏทิ ินปฏิบตั ิงานของสถานศกึ ษา กจิ กรรมประจำวันของสถานศึกษา
2) ข้อมูลนักเรยี น เป็นข้อมลู
2.1) ข้อมูลเกยี่ วกับเขตบริการการสำมะโนนกั เรียน
2.2) ขอ้ มูลเกีย่ วกบั การบริการนกั เรียนขาดแคลน เชน่ เส้อื ผ้า เคร่อื งเขียน แบบเรียน
อาหารกลางวนั
2.3) ข้อมลู เกี่ยวกบั การบริการด้านสขุ ภาพอนามยั
2.4) ขอ้ มูลเกย่ี วกบั การบรกิ ารแนะแนว ทุนการศกึ ษา
2.5) สถิตกิ ารมาเรียนของนักเรยี น
2.6) จำนวนและอัตราซ้ำชั้นของนักเรียนจำนวนและอัตราการออกกลางคันของ
นักเรียน
2.7) การจัดกิจกรรมพฒั นาผ้เู รียน
5
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY 3) ข้อมลู บคุ ลากร เปน็ ขอ้ มูลเกี่ยวกับ
3.1) ข้อมลู รายละเอยี ดใน ก.พ.7 และแฟ้มประวัติข้าราชการ ลกู จ้างประจำ,ชวั่ คราว
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM 3.2) ข้อมูลเกี่ยวกับคุณลักษณะเชิงคุณภาพทางการศึกษา เช่น วุฒิการศึกษา ความ
KORNKAMOL CHUCHUOY ถนัด ความสามารถพิเศษ สถานที่พักอาศัย การเดินทาง การศึกษาและประสบการณ์ สถานภาพ
ครอบครวั
3.3) ข้อมูลพื้นฐานของบุคลากร เช่น ภูมิลำเนาเดิม ระดับชั้น เงินเดือน อายุ
ราชการ ความดคี วามชอบ เคร่อื งราชอิสริยาภรณ์ ประวตั ทิ างวินยั
3.4) วินัยและการรกั ษาวนิ ยั การลาของบุคลากร
3.5) การพัฒนาตนเองของบุคลากร การเผยแพรแ่ ละแสดงผลงานของบุคลากร เป็น
ต้น
4) ขอ้ มลู อาคารสถานที่ เช่น
4.1) จำนวนอาคารเรียนและอาคารประกอบ เกี่ยวกับ รูปแบบ ขนาด อายุ
งบประมาณการก่อสร้าง สภาพของอาคาร จำนวนหอ้ งเรียน
4.2) ครภุ ณั ฑ์โรงเรียน
4.3) พื้นที่โรงเรียนและพ้นื ทใี่ ช้ประโยชน์
4.4) สภาพพนื้ ท่ี
4.5) กรรมสทิ ธ์ทิ ด่ี ิน
4.6) ขอ้ มูลด้านสาธารณปู โภค
1.2 ระบบสารสนเทศท่ีเก่ียวขอ้ งกับผเู้ รยี น
ระบบสารสนเทศที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้เรียน ได้แก่ โปรแกรม Smis เช่น ข้อมูล
พื้นฐาน/ประวัตินักเรียน ครอบครัว ผู้ปกครอง ภาวะโภชนาการ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน
คุณลักษณะท่ีพงึ ประสงคข์ องผู้เรียน ผลงานและการแสดงออกของผู้เรียน
1.3 ระบบสารสนเทศทางวิชาการ
ที่มีความต้องการสูง ได้แก่ ข้อมูลและสารสนเทศที่เกี่ยวกับหลักสูตร การเรียนการสอน
การประเมนิ ผลการเรยี น และการพัฒนาบคุ ลากร
1) ด้านหลักสตู ร เชน่
1.1) สภาพแวดล้อมของชุมชน ได้แก่ สภาพทางภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ
ทรัพยากรธรรมชาตติ า่ ง ๆ ระบบนเิ วศวทิ ยา มลภาวะ
1.2) สภาพทางเศรษฐกิจของชุมชน ได้แก่ อาชีพ รายได้ ความเป็นอยู่ ศาสนา การ
ดำเนินชวี ติ บรษิ ทั ห้างรา้ น แหลง่ พลงั งาน
1.3) สภาพทางสังคมของชุมชน ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐานด้านประชากร การศึกษา
ความสัมพันธ์ในชุมชน ฐานะทางสังคม ประวัติความเป็นมา ประเพณี วัฒนธรรม ค่านิยมต่าง ๆ สถานท่ี
สำคญั ได้แก่ สถานท่ีสำคญั ทางศาสนา ทางประวตั ศิ าสตร์ แหล่งท่องเที่ยว บคุ คลสำคญั ในชมุ ชน
1.4) หลักสูตรแกนกลาง สาระของหลักสูตรที่สถานศึกษาจัดทำ และหลักสูตร
การศึกษาขัน้ พื้นฐานของสถานศึกษา
1.5) สาระสำคญั อ่นื ๆ ในเอกสารประกอบหลักสตู ร
6
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY 1.6) โครงการสำคัญที่เกย่ี วกับการปรับปรงุ หลักสตู รและการเรียนการสอน
1.7) ผลการใช้หลักสูตร
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM 2) ดา้ นการเรยี นการสอน เช่น
2.1) แหลง่ การเรยี นร้ใู นชุมชน
KORNKAMOL CHUCHUOY 2.2) ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีความสามารถพิเศษในด้านต่างๆ ภูมิปัญญา
ทอ้ งถ่นิ
2.3) ระบบสอื่ การเรยี นการสอนในสถานศึกษา
2.4) สอ่ื นวตั กรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ
2.5) หลักการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนทีเ่ น้นผเู้ รียนเปน็ สำคญั
2.6) เทคนคิ การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนในกลมุ่ สาระการเรยี นรตู้ า่ งๆ
2.7) ระบบห้องสมดุ
2.8) ผลการวิจยั ในชน้ั เรยี น
3) ด้านการวัดและประเมนิ ผล เชน่
3.1) ผลการประเมนิ กลมุ่ สาระการเรยี นร้ตู า่ งๆ กจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น
3.2) ผลการประเมินด้านคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
3.3) ผลการประเมินด้านการอา่ น คิด วเิ คราะห์และเขียนส่อื ความ
3.4) เครอื่ งมอื วิธีการ เทคนิคเก่ยี วกับการประเมนิ ผลการเรียน
3.5) ระเบียบ แนวปฏบิ ัติเก่ียวกับการวัดและประเมิน
1.4 ระบบสารสนเทศเพื่อการบรหิ ารจดั การ
ระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารจัดการ เป็นระบบสารสนเทศที่ต้องมกี ารประมวลผลรวม
มีการเปรียบเทียบข้อมูลอย่างถูกต้องและทันสมัยจึงมีความหมายต่อการจัดการและการบริหารงานอย่าง
เต็มที่และมีประสิทธิภาพ โดยมีตัวอย่างรายงานของระบบสารสนเทศ เช่น สภาพการบริหารและการ
จดั การ ความสอดคลอ้ งระหว่างวิสัยทัศน์ ภารกจิ และเปา้ หมายการพฒั นา สภาพและบรรยากาศการเรียนรู้
ทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวก การพัฒนาวิชาชีพ ความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับผู้ปกครอง
และชุมชน อัตราส่วนระหว่างจำนวนนักเรียนต่อครู อัตราส่วนระหว่างจำนวนนักเรียนต่อห้อง และอื่น ๆ
เชน่
1) งบประมาณทไี่ ดร้ บั จดั สรร แผนการใชจ้ ่ายงบประมาณ
2) เงินรายไดส้ ถานศกึ ษา ทรัพยส์ นิ ของโรงเรียน
3) แบบฟอรม์ ระเบียน ทะเบยี น สถิติในการบรหิ ารงานทงั้ 4 ดา้ น
4) บญั ชีการเงินประเภทตา่ งๆ
5) การบรหิ ารพสั ดุ และสนิ ทรัพย์ของสถานศึกษา
6) เงนิ สวสั ดิการตา่ งๆ จำแนกตามประเภท/จำนวน
7) ข้อมูลด้านสารบรรณ การรับ สง่ หนงั สอื ราชการ ระบบงานธรุ การ
8) ข้อมลู เอกสารเกีย่ วกับการตรวจเอกสาร การนเิ ทศ การเย่ยี ม สมุดหมายเหตุ เปน็ ต้น
7
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY 02 การนาระบบสารสนเทศไปใชใ้ นการพัฒนาการศึกษา
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM ระบบขอ้ มลู สารสนเทศมปี ระโยชนต์ ่อการนำไปใช้ในการบรหิ ารจัดการต่าง ๆ ดงั นี้
2.1 ด้านการวางแผน สามารถนำสารสนเทศไปใช้ในการวางแผนเกี่ยวกับการจัดการองค์กร
KORNKAMOL CHUCHUOY การบริหารทรัพยากรมนุษย์ การบรหิ ารวชิ าการ การบริหารงานทว่ั ไป และการบรหิ ารงบประมาณ
2.2 ด้านการตัดสินใจ สามารถนำสารสนเทศไปใช้ในการตัดสินใจ เพื่อเลือกแนวทางหรือ
ทางเลือกที่มีปัญหาน้อยที่สุด ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ การมีสารสนเทศท่ีสมบูรณ์ ทันสมัย และครบถ้วน จะ
ชว่ ยให้การตดั สินใจถกู ตอ้ ง รวดเร็ว และมปี ระสทิ ธิภาพ
03 กลุ่มบคุ คลผู้ใช้ระบบสารสนเทศในองค์กรทางการศึกษา
ระดบั ของผใู้ ช้ระบบสารสนเทศแบง่ ตามลักษณะการบรหิ ารจดั การได้ 3 ระดบั ดังนี้
3.1 ระดบั สงู (Top Level Management)
กลุม่ ของผ้ใู ชร้ ะดับน้จี ะเกย่ี วขอ้ งกบั ผู้บริหารระดบั สูง มหี น้าที่กำหนดและวางแผนกลยุทธ์
ขององคก์ รเพ่ือนำไปส่เู ป้าหมาย โดยมีทงั้ สารสนเทศภายใน และสารสนเทศภายนอกเพ่ือวเิ คราะห์แนวโน้ม
สถานการณ์โดยรวม ซงึ่ ระบบสารสนเทศในระดับนี้ต้องออกแบบให้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน ไม่มีความ
ซับซ้อนหรือยงุ่ ยาก แสดงผลทางดา้ นกราฟฟคิ บ้าง ต้องตอบสนองท่รี วดเร็วและทันทว่ งทดี ว้ ยเชน่ กัน
3.2 ระดับกลาง (Middle Level Management)
เกย่ี วข้องกบั กลมุ่ ผู้ใช้งานระดับการบรหิ ารและจดั การองค์กร ซึง่ มหี น้าทร่ี ับนโยบายมาจาก
ผู้บรหิ ารระดับสูง นำมาสานต่อให้บรรลุตามเป้าหมายทก่ี ำหนดไว้ ด้วยการใชห้ ลกั บริหารและจัดการอย่างมี
ประสิทธิภาพ ระบบสารสนเทศที่ใช้มักได้มาจากแหลง่ ข้อมลู ภายใน ระบบสารสนเทศจึงต้องมีการจัดอันดับ
ทางเลือกแบบต่างๆไว้ โดยเลือกใช้ค่าทางสถิติช่วยพยากรณ์หรือทำนายทิศทางไว้ด้วย หากระดับของการ
ตดั สินใจนน้ั มคี วามซบั ซ้อนหรอื ยงุ่ ยากมากเกนิ ไป
3.3 ระดับปฏิบัตกิ าร (Operation Level Management)
ผู้ใช้กลุ่มนี้จะเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือการปฏิบัติงานหลักขององค์กร เช่น การผลิตหรือ
ประกอบสินค้า งานทั่วไปที่ไม่จ าเป็นต้องใช้การวางแผนหรือระดับการตัดสินใจมากนั ก ข้อมูลหรือ
สารสนเทศในระดับน้ีจะถูกนำไปประมวลผลในระดบั กลางและระดับสงู ต่อไป
8
04 สารสนเทศในสถานศึกษา
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในการจัดการระบบสารสนเทศใน
สถานศกึ ษาในรปู ของโปรแกรมประยุกต์
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ใช้และแนวปฏิบัติใน
การจัดการระบบข้อมูลสารสนเทศในสถานศึกษา ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการนำข้อมูลสารสนเทศไปใช้
ประโยชน์ ประมวลได้ ดงั น้ี
O-BEC เป็นโปรแกรมเพื่อการจัดเก็บบันทึกประมวลผลและรายงานข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา เน้นการ
จัดเกบ็ ข้อมูลท่ีเปน็ ความต้องการในการบรหิ ารจัดการศกึ ษาการจดั ตงั้ การจัดสรรงบประมาณการวางแผน
ทางการศึกษาและการเชอ่ื มโยงขอ้ มลู กับโปรแกรม B-OBEC, M-OBEC, P-OBEC และโปรแกรมอน่ื ๆ
M-OBEC เปน็ โปรแกรมเพ่ือบันทกึ ประมวลผลและรายงานข้อมลู ครุภัณฑร์ ายโรงเรียนโดยให้โรงเรยี นหรือสำนักงาน
เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาเป็นผู้บันทกึ ปรับปรุงข้อมลู ทกุ ปงี บประมาณ
B-OBEC เป็นโปรแกรมเพื่อบันทึกประมวลผลและรายงานข้อมูลสิ่งก่อสร้างรายโรงเรียนโดยให้โรงเรียนหรือ
สำนกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษา เปน็ ผูบ้ ันทกึ ขอ้ มูล ปรับปรุงข้อมลู ทกุ ปงี บประมาณ
P-OBEC เป็นโปรแกรมเพื่อบันทึกประมวลผลและรายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคลากรในสำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษา
กลุ่มบริหารงานบคุ คล สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาเป็นผู้บันทกึ ขอ้ มูล
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM SMIS เป็นโปรแกรมระบบบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศพื้นฐานของสถานศึกษา (School Management
Information System : SMIS) พัฒนาขึ้นเพื่อจัดเก็บข้อมูลในระดับสถานศึกษาประกอบด้วยทะเบียน
โรงเรยี นขอ้ มลู นักเรียนรายบคุ คลขอ้ มลู บุคลากรรายบุคคลและขอ้ มลู งานวชิ าการ
GIS ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS)เป็นระบบที่นำเอาระบบแผนที่กราฟฟิค (Geographic) มาทางาน
ร่วมกับฐานข้อมูล(Database) ที่มีความสามารถในการจัดเก็บแก้ไขปรับปรุงสืบค้นจัดการวิเคราะห์
แสดงผลและรายงานผลข้อมูลเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์โดยอาศัยความสัมพันธ์ทางภูมิศาสตร์เป็น
ตวั เช่ือมโยงความสมั พนั ธ์กบั ขอ้ มูลอืน่ ๆ
e-office ดา้ นงานธุรการ , การบริหารงานการเงนิ ใช้โปรแกรมตน้ ทนุ ผลผลิต
Student 44 การบริหารงานวชิ าการในด้านงานทะเบยี นและวัดผลซึง่ ข้อมูลสารสนเทศท่ีจัดทำข้ึนจะต้องนำไปใช้ในการ
ให้บรกิ ารหนว่ ยงานอนื่ และผ้ขู อรับบรกิ ารจากสถานศึกษา
KORNKAMOL CHUCHUOY กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้พัฒนาระบบสารสนเทศทางการศึกษาท้องถิ่น (Local
Education Center information system : LEC) เป็น
ระบบการบันทึกข้อมูลของนักเรียนและเด็กเล็กของ
สถานศกึ ษาในสงั กัดองคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ิน (โรงเรียน
และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก) บันทึกข้อมูลจำนวนนักเรียนของ
โรงเรียนสังกัดอื่น รวมทั้งข้อมูลตามฐานข้อมูลอื่นๆ
https://lec.dla.go.th/ กรมส่งเสริมการปกครองส่วน
ท้องถิ่น จะเปิดระบบการบันทึกข้อมูล ปีละ 2 ครั้ง ครั้งท่ี
1 ช่วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน ครั้งที่ 2 ช่วงเดือน
พฤศจิกายน-ธันวาคม การบันทึกข้อมูลระบบสารสนเทศทางการศึกษาเป็นข้อมูลสำคัญเพื่อใช้เป็น
ฐานข้อมูลในการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา ทั้งเงินอุดหนุนทั่วไปและเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้แก่
องคก์ รปกครองส่วนท้องถนิ่
9
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY ระบบบรหิ ารและสารสนเทศ
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM ของสถานศึกษา
KORNKAMOL CHUCHUOY การจัดระบบบรหิ ารและสารสนเทศของสถานศึกษา นับว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการ
ดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพของ
สถานศึกษาเป็นไปตามมาตรฐานที่ต้องการ และครอบคลุมภารกิจด้านการบริหารจัดการได้อย่างมีคุณภาพ
สถานศึกษาต้องมีระบบการบริหารและการจัดการศึกษาที่นำไปสู่คุณภาพของผู้เรียน รวมถึงระบบ
สารสนเทศที่มปี ระสทิ ธภิ าพ เป็นระบบ ถูกต้อง สมบรู ณ์ เป็นปัจจบุ ัน และสามารถเรียกใชข้ ้อมูลสารสนเทศ
ได้ตลอดเวลา โดยผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนาไปใช้ในการตัดสินใจดำเนินการต่าง ๆ ตามระบบกา ร
ประกันคุณภาพภายในสถานศกึ ษาได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
ภาพ ความสัมพนั ธร์ ะหว่างระบบบริหารและสารสนเทศกบั ระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศกึ ษา
ท่ีมา : อารรี ตั น์ แกว้ ประดิษฐ์ (2565 : 13)
10
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY 01 บทบาทผบู้ รหิ ารในการบริหารงานขอ้ มลู สารสนเทศ
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในการจัดการระบบสารสนเทศใน
สถานศกึ ษาในรูปของโปรแกรมประยกุ ต์
KORNKAMOL CHUCHUOY
1.1 คัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในด้านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีข้อมูล
สารสนเทศให้มีหน้าที่จัดทำข้อมูลตามระบบการใช้โปรแกรมข้อมูลสารสนเทศให้เข้ารับการอบรมใน
โปรแกรมต่าง ๆ ที่หน่วยงานต้นสังกัดจัดขึ้น บุคลากรในด้านน้ีจะต้องเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบและมีความ
ต้ังใจในการปฏบิ ัตหิ น้าท่ี
1.2 ผู้บริหารจะต้องมีระบบระบบติดตามการปฏิบัติงานของบุคลากรที่ได้รับการแต่งตั้งให้
ดำเนินการกรอกขอ้ มลู และปรบั ปรงุ ขอ้ มลู ให้เปน็ ปัจจบุ นั
1.3 ผู้บริหารควรให้การสนับสนุนบุคลากรในสถานศึกษาให้ได้รับการอบรมพัฒนาทักษะด้าน
การใช้นวตั กรรมและเทคโนโลยีขอ้ มูลสารสนเทศในดา้ นตา่ ง ๆ อยา่ งตอ่ เน่อื ง
1.4 ผู้บริหารมีบทบาทในการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูลสารสนเทศที่ทาง
สถานศึกษาไดจ้ ดั ทำข้นึ ก่อนนำไปใช้ เพือ่ ให้เกดิ ผลดตี อ่ ภาพพจน์ของสถานศึกษา
1.5 ผู้บริหารควรสนับสนุนให้บุคลากรในสถานศึกษาทุกคนมีความรู้และสามารถสืบค้นข้อมลู
สารสนเทศที่ทางสถานศึกษาจัดทำขึ้นได้ด้วยตนเอง โดยมีการจัดทำห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ไว้
ให้บริการและให้ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่จัดทำข้อมูลสารสนเทศในด้านต่าง ๆ เป็นผู้แนะนำขั้นตอนการสืบค้น
ขอ้ มลู สารสนเทศ
02 รปู แบบการจดั ระบบสารสนเทศในสถานศึกษา
รูปแบบที่ 1 จัดระบบตามลักษณะข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐานของสถานศึกษา การจัดการ
เรียนรู้ตามหลกั สตู รสถานศกึ ษา การดำเนนิ งานตามแผนปฏบิ ัติการประจำปี
รูปแบบที่ 2 จัดระบบเพือ่ เตรยี มพร้อมรับการประเมินภายนอก ได้แก่ ผลการประเมินคุณภาพ
ภายในของสถานศึกษา ผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประจำปี ผลการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร
สถานศกึ ษา
รูปแบบที่ 3 จัดระบบตามลักษณะข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ได้แก่ ข้อมูลสารสนเทศพื้นฐานของสถานศึกษา ผู้เรียน การบริหารงานวิชาการ การบริหารจัดการ การ
รายงานตา่ ง ๆ
รูปแบบที่ 4 จัดระบบตามภารกิจการบริหารและการจัดการศึกษาของสถานศึกษาและ
บุคลากร ได้แก่ งานวิชาการ งานบุคลากร งานงบประมาณ งานบริหารทั่วไป งานจัดการเรียนการสอนของ
ครูผสู้ อน
11
03 การใช้ประโยชน์จากระบบข้อมูลสารสนเทศทว่ั ไป
3.1 ในกรณีที่ประมวลจากการจัดระบบข้อมูลสารสนเทศด้านตัวบุคคล สามารถนำไปใช้
ประโยชน์ ได้ดังน้ี
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY ระบบขอ้ มลู สารสนเทศ การใช้ประโยชน์
ด้านผู้เรียน ได้แก่ ข้อมูลผลสัมฤทธ์ิ • การจัดทำแผน/โครงการ/กิจกรรมด้านวิชาการ/กิจการนักเรียน/การบริหารจัด
ทางการเรียน สุขภาพอนามัย การศึกษา
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ การอ่าน • การจัดตั้งการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนการวางแผนทาง
คิดวิเคราะห์และเขียน กิจกรรม การศกึ ษา
พัฒนาผู้เรียน ข้อมูลนักเรียน • การประกันคุณภาพภายใน การประเมินคุณภาพภายนอก
รายบุคคล เปน็ ต้น • การนเิ ทศตดิ ตามผล รายงานประจำปี
• การพัฒนาผู้เรียน การพัฒนาการเรียนการสอน (การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
การวดั และประเมินตามสภาพจรงิ การหา/จัดทำสื่อ เทคโนโลยี แหลง่ เรียนรู้
• การจดั ทำผลงานทางวชิ าการ เป็นตน้
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM ด้านครู ได้แก่ ข้อมูลทุกด้านของครู • แผนงาน/โครงการ/กิจกรรมด้านบุคลากร(การพัฒนาวิชาชีพการอบรมเพื่อ
เช่น อายุตวั อายุราชการวฒุ กิ ารศกึ ษา พัฒนาการพฒั นาการจดั การเรียนร)ู้
การศึกษาต่อ การพัฒนาวิชาชีพ • ด้านวิชาการ (การพัฒนาการจัดการเรียนรู้การนิเทศติดตามผล การประกัน
การศึกษาต่อ การเข้ารับการพัฒนา คุณภาพภายใน การประเมนิ คณุ ภาพภายนอก การบรหิ ารจัดการศกึ ษา)
หรือฝึกอบรมแหล่งเรียนรู้และ ภูมิ • ด้านงบประมาณ(การจัดตั้งจดั สรรงบประมาณ)
ปัญญาท้องถิ่น การจัดทำ/จัดหาสื่อ • ด้านบริหารท่ัวไป (การวางแผนทางการศกึ ษารายงานโครงการ/กิจกรรม การ
เทคโนโลยี รายงานวจิ ยั ในชั้นเรยี นเปน็ ต้น จัดสภาพแวดล้อม/บรรยากาศการเรียนการสอน) เป็นต้น
ด้านผูบ้ รหิ าร • การวางแผนทางการศกึ ษา
• การประกันคุณภาพภายใน การประเมินคุณภาพภายนอก
• งานความสัมพันธ์ชุมชนการนเิ ทศติดตามผล รายงานประจำปี เปน็ ตน้
3.2) ในกรณีที่ประมวลจากการจัดระบบข้อมูลสารสนเทศตามภารกิจการบริหารและการจัด
การศึกษาของสถานศึกษา สามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ ได้ดงั น้ี
ระบบขอ้ มลู สารสนเทศ การใชป้ ระโยชน์
KORNKAMOL CHUCHUOY งานดา้ นวชิ าการ • การจดั ทำแผน/โครงการ/กิจกรรมด้านวิชาการ/กจิ การนักเรยี น /การบรหิ ารจัดการศกึ ษา
งานบรหิ ารบุคคล • การจัดตัง้ การจดั สรรงบประมาณเพอื่ พัฒนาคณุ ภาพผเู้ รียนการวางแผนทางการศึกษา
• การประกันคณุ ภาพภายใน การประเมินคุณภาพภายนอก
• การนิเทศตดิ ตามผล รายงานประจำปี
• การพัฒนาผู้เรียนการพัฒนาการเรียนการสอน (การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
การวัดและประเมนิ ตามสภาพจรงิ การหา/จดั ทำส่อื เทคโนโลยี แหลง่ เรียนรู้
• การจัดทำผลงานทางวชิ าการ เปน็ ต้น
• แผนงาน/โครงการ/กิจกรรมด้านบุคลากร(การพัฒนาวิชาชีพ การอบรมเพื่อ
พัฒนา การพฒั นาการจดั การเรยี นร้)ู
• ด้านวิชาการ (การพัฒนาการจัดการเรียนรู้การนิเทศติดตามผลการประกัน
คณุ ภาพภายใน การประเมินคณุ ภาพภายนอก การบริหารจัดการศกึ ษา)
• ดา้ นงบประมาณ ( การจดั ตงั้ จัดสรรงบประมาณ)
• ด้านบริหารทั่วไป (การวางแผนทางการศึกษารายงานโครงการ/กิจกรรม การจดั
สภาพแวดล้อม/บรรยากาศการเรียนการสอน) เป็นต้น
12
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY ระบบข้อมูลสารสนเทศ การใช้ประโยชน์
งานงบประมาณ
• แผนงาน/โครงการ/กิจกรรมด้านงบประมาณ การจัดตั้ง จัดสรรงบประมาณ
งานบริหารท่ัวไป ของงาน 4 งาน
• การนิเทศติดตามผล การประกันคุณภาพภายใน การประเมินคุณภาพภายนอก
การบริหารจัดการศกึ ษา
• การจดั ทำแผน/โครงการ/กจิ กรรมดา้ นบรหิ ารทว่ั ไป
• งานด้านวิชาการ (การจัดสภาพแวดล้อมอาคาร สถานที่ เพื่อเอื้อต่อการ
เรียนรู้)การประกันคุณภาพภายใน การประเมินคุณภาพภายนอก การนิเทศ
ตดิ ตามผล รายงานประจำปี เปน็ ตน้
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM 04 การนาคอมพิวเตอร์มาใชใ้ นการพัฒนาระบบบริหารและ
และสารสนเทศในสถานศึกษา
KORNKAMOL CHUCHUOY
การนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการบริหารการศึกษาโดยใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา
(Computer-Based Education, Instructional Computer : IC, Computer-Based Instruction : CBI)
คือ การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ประโยชน์ในด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรียนการสอน การ
ลงทะเบียน การจัดทำบัตรนักศึกษา การจัดทำผลการเรียนการสอนรวมไปจนถึงการออกใบรับรองการจบ
หลักสูตร บทบาทของคอมพวิ เตอร์ที่จำเปน็ ต้องนำมาใชใ้ นการศึกษา จึงแบ่งเปน็ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คอื
4.1 คอมพิวเตอร์เพื่อการบริหาร (Computer Applications into Administration)
การบริหารการศกึ ษานับเปน็ ปัจจัยสำคญั ในการกำหนดทศิ ทาง นโยบาย อนั นำไปสู่แนวทางปฏบิ ตั ิในการจัด
การศึกษา ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น สิ่งสำคัญในการที่จะช่วยให้การบริหารเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพก็คือ ความพร้อมของข้อมูลในการบริหารจัดการ เพื่อการตัดสินใจและกำหนดนโยบาย
การศึกษา คอมพิวเตอร์จึงเข้ามามีบทบาทในการบริหารการศึกษามากขึ้น ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานตั้งอยู่
บนฐานข้อมลู ทีช่ ัดเจนถกู ต้องและเกดิ ประสทิ ธิภาพสงู สุด
4.2 คอมพวิ เตอร์เพือ่ การจัดการเรยี นการสอน (Computer-Managed Instruction) การ
ใชค้ อมพิวเตอร์ช่วยจัดการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้ครูผสู้ อนไมต่ ้องเสยี เวลากับงานการบริหาร ครูผ้สู อนจะ
ได้มีเวลาไปปรับปรุงบทเรียนใหท้ ันสมัยและมเี วลาให้กับนกั เรยี นมากขึน้ เช่น การจดั เลือกข้อสอบ การตรวจ
และใหค้ ะแนนและวเิ คราะห์ขอ้ สอบ การเก็บประวัตนิ ักเรยี นเฉพาะวชิ าที่สอนเพ่ือดพู ฒั นาการดา้ นการเรียน
และการให้คาปรึกษา และช่วยในการจัดทำเอกสารเกีย่ วกับการเรียนการสอนของวชิ าที่สอน รวมถึงการนำ
คอมพิวเตอรม์ าช่วยในการจัดการเรียนการสอนจะทำให้ครูผสู้ อนสามารถวเิ คราะห์ผู้เรยี นเพื่อออกแบบและ
พฒั นาระบบการสอนไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ ตรงกบั วัตถปุ ระสงค์และความตอ้ งการของผเู้ รียน
4.3 คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer-Assisted Instruction : CAI) คอมพิวเตอร์ช่วย
สอนเป็นกระบวนการเรียนการสอน โดยใช้สื่อคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอเนื้อหาเรื่องราวต่าง ๆ มีลักษณะ
เป็นการเรียนโดยตรง และเป็นการเรียนแบบมปี ฏสิ มั พนั ธ์ (Interactive) คอื มีการโต้ตอบระหวา่ งผู้เรียนกับ
คอมพิวเตอร์ได้ เช่นเดียวกับการสอนระหว่างครูกับนักเรียนที่อยู่ในห้องตามปกติ ข้อดีของการใช้
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนคือ ช่วยลดความแตกต่างระหว่างผู้เรียน เช่น ผู้ที่มีผลการเรียนต่ำ ก็สามารถชดเชย
โดยการเรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนได้ และสำหรับผู้มีผลการเรียนสูง ก็สามารถเรียนเสริม
บทเรยี นหรือเรยี นลว่ งหน้ากอ่ นท่ีผ้สู อนจะทำการสอนกไ็ ด้
13
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY เทคโนโลยสี ารสนเทศ
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM เพ่ือการศึกษา
KORNKAMOL CHUCHUOY เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การติดต่อสื่อสาร การส่งข้อมูลทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ
ตัวเลข เสียง ภาพ โดยผ่านสื่อต่าง ๆ รวมทั้งการนำเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบเครือข่ายโดยผ่าน
ระบบโทรคมนาคม ความรู้ ในผลิตภัณฑ์หรือในกระบวนการดำเนินงานใด ๆ ที่อาศัยเทคโนโลยีทางด้าน
คอมพิวเตอรซ์ อฟต์แวร์ คอมพวิ เตอร์ฮาร์ดแวร์ การตดิ ต่อสื่อสาร การรวบรวม และการนำข้อมูลมาใช้อย่าง
ทันการ เพอ่ื กอ่ ใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพทง้ั ทางดา้ นการผลิต การบริการ การบรหิ าร และการดำเนนิ งาน รวมทั้ง
เพ่อื การศกึ ษาและการเรยี นรู้
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา หมายถึง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกับงานด้าน
การศึกษา อันได้แก่ การจัดเกบ็ ข้อมูล และประมวลผลฐานข้อมูล การพัฒนาระบบสารสนเทศชว่ ยการเรียน
การสอน การวางแผนและการบริหารการศึกษา การวางแผนหลักสูตร การแนะแนวและบริการ การทดสอบ
วัดผล การพฒั นาบุคลากร
เทคโนโลยีสารสนเทศที่พบเห็นในปัจจุบันสามารถจำแนกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท
ประกอบด้วย (รศ.ดร.สขุ ุม เฉลยทรพั ย์, 2555)
01 เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
เน่อื งจากความซับซ้อนในการปฏิบัติงานและความต้องการสารสนเทศท่หี ลากหลาย ทำใหม้ ีการ
จัดการและการประมวลผลข้อมูลด้วยมือไม่สะดวก เกิดความล่ำช้ำ และความผิดพลาด ปัจจุบันจึงต้อง
จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สนับสนุนในก าร
จดั การข้อมลู เพื่อใหก้ ารทางานถกู ต้องและรวดเรว็ ข้ึน
02 ระบบสื่อสารโทรคมนาคม
การสื่อสารข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการจัดการและประมวลผล ตลอดจนการใช้ข้อมูลหรอื
สารสนเทศในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ดีต้องประยุกต์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ในการสื่อสารข้อมลู
ระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และผู้ใช้ที่อยู่ห่างกันให้สามารถสื่อสารกันได้อย่าง
รวดเร็ว ถกู ต้อง ครบถว้ น ทันเหตุการณ์ และมีประสทิ ธภิ าพ
14
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY การประยุกตใ์ ช้คอมพิวเตอร์
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM ในด้านตา่ ง ๆ ทางการศึกษา
KORNKAMOL CHUCHUOY 01 คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา
คอมพิวเตอร์ศึกษา (Computer Education) หมายถึง การศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับศาสตร์
ด้านคอมพิวเตอร์ เช่น การเขียนโปรแกรมภาษาต่าง ๆ การผลิต การใช้ การบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์
และซอฟต์แวร์ รวมถึงการศึกษาวิธีการใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อกิจการด้านต่าง ๆ สรุปแล้วการใช้
คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา (Computer for Education) คือ การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในกิจการด้าน
การศกึ ษา ซง่ึ ประกอบดว้ ยงานหลัก 4 ระบบ ไดแ้ ก่
1.1 คอมพิวเตอร์เพื่อการบริหารการศึกษา (Computer for Education Administration)
เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการบริหารงานด้านต่าง ๆ เช่น การบริหารงานบุคลากรทางการศึกษา ซึ่ง
ประกอบด้วย ครู ผูเ้ รียน และเจ้าหน้าทบี่ คุ ลากรท่เี กยี่ วข้องอื่น ๆ
1.2 คอมพวิ เตอรเ์ พื่อการบริการการศึกษา (Computer for Educational Service) หมายถึง
การบริการการศึกษาดา้ นตา่ ง ๆ เชน่ การบริการสารสนเทศการศึกษา
1.3 การศึกษาความรู้คอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) เป็นการศึกษาการสอน/การ
ฝึกอบรมความรู้ ความสามารถและทักษะเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์โดยตรง รวมทั้งเจตคติที่ดีต่อการใช้
คอมพิวเตอร์ดว้ ย
1.4 คอมพิวเตอร์เพ่ือการเรยี นการสอน (Computer Assisted Instruction) หมายถงึ การนำ
คอมพิวเตอร์มาช่วยในกจิ กรรมการเรยี นการสอนในรายวิชาตา่ ง ๆ
02 คอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน เทย์เลอร์ (Taylor, 1980) ได้อธิบายว่า เราสามารถ
ใช้คอมพิวเตอรไ์ ด้ 3 ลักษณะ ดังนี้
2.1 การใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อทบทวนบทเรียน (Tutor) ในบางรายวิชานั้น เราสามารถใช้
คอมพวิ เตอร์ช่วยในการทบทวนบทเรียนบางเน้ือหาได้ โดยผ้เู ช่ยี วชาญด้านเนื้อหานั้นเปน็ ผู้พัฒนาโปรแกรม
ขึน้ มา ในโปรแกรมทบทวนบทเรยี นคอมพวิ เตอรจ์ ะเสนอส่งิ เร้า ซง่ึ อาจจะเป็นขอ้ ความ คำถาม รูปภาพ หรอื
กราฟิก และอื่น ๆ ท่ีเร้าให้ผู้เรียนตอบสนอง เมื่อได้รับผลการตอบสนองจากผู้เรียนแล้วคอมพิวเตอร์จะ
ประเมินการตอบสนอง และตัดสินว่าควรเสนอสิ่งเร้าอะไรในช่วงต่อไปตามโปรแกรมที่ได้ผลิตไว้ และเม่ือ
สิ้นสุดการทบทวนคอมพิวเตอร์ก็จะบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการเรียน และอื่น ๆ เกี่ยวกับผู้เรียนที่ใช้โปรแกรม
ทบทวนน้ันไว้
2.2 การใช้เป็นเครือ่ งมือ (Tool) ในบางรายวิชาจำเป็นต้องใช้เคร่ืองมือในการเรยี น เช่น วิชา
ฟสิ ิกส์ คณิตศาสตร์ และสถิติ คอมพวิ เตอรจ์ ะเข้าไปมบี ทบาทในฐานะทีเ่ ป็นเครื่องมือในการเรียนได้ เช่น ใช้
ในการคำนวณ การประมวลผลขอ้ มูล การวเิ คราะห์ค่าทางสถิติ และการสรา้ งกราฟจากขอ้ มลู
15
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY 2.3 ใช้เป็นเครื่องฝึก (Tutee) การใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องฝึกจะทำให้ครูและผู้เรียนได้
เรียนรู้และมีประสบการณ์ในการใช้คอมพิวเตอร์ รวมทั้งได้เรียนรู้เกี่ยวกับการผลิตโปรแกรมหรือการ
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM ประยกุ ต์ใช้โปรแกรมสำเรจ็ รูปของคอมพวิ เตอร์ได้โดยตรง
KORNKAMOL CHUCHUOY ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนการสอน คือ สามารถเลียนแบบการ
สอนได้ และมสี มรรถภาพในการรวบรวมสารสนเทศและข้อมูลต่าง ๆ ท้งั จดุ เดน่ และจุดด้อยของปฏิสัมพันธ์
การสอนได้ คุณลกั ษณะทงั้ 2 ประการน้ีอาจเป็นส่งิ จำเปน็ ถา้ เราสามารถพฒั นาคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้เป็น
เทคโนโลยีการสอนได้ แต่ความบกพร่องของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในปัจจุบันก็คือ บทเรียนหรือคอร์สแวร์
(Courseware) หรือโปรแกรมที่ผู้ผลิตผลิตออกมาสู่ท้องตลาดทั้งหลายเหล่านั้น ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ผ่านการ
ทดสอบหรอื ทดลองจริงในห้องเรยี นมากอ่ น
03 การเรียนการสอนแบบอีเลิรน์ นิ่ง (E-Learning)
E-Learning มาจากคำว่า Electronic(s) Learning ซึ่งเป็นการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ท่ี
รวมถงึ การเรยี นรู้ทางคอมพวิ เตอรห์ รือการเรยี นโดยใชค้ อมพิวเตอร์ (Computer learning) เพอื่ ช่วยในการ
สอนแทนรูปแบบเดิม โดยสามารถใช้เทคโนโลยีอื่น ๆ มาสนับสนุนด้วย เช่น วิดีโอ ซีดีรอม สัญญาณ
ดาวเทียม เครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต รูปแบบของการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์
ส่วนมากจะเป็นการเรียนแบบออนไลน์ ซึ่งทำให้สามารถโต้ตอบกันได้เสมือนการเรียนในชั้นเรียนปกติได้
การปรบั ปรงุ เนอื้ หาความรู้ให้ทันสมัย การนำเสนอดว้ ยสอ่ื มัลตมิ เี ดยี ทำให้การเรยี นการสอนแบบการเรียนรู้
ทางอิเลก็ ทรอนิกสม์ ีความนำสนใจมากยงิ่ ขนึ้
คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งของการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ นั่นก็คือ การเรียนแบบระยะไกล
(Distance learning) เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารโดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ ทำให้
ผูเ้ รยี นและผู้สอนไม่ต้องเดินทางมาเจอกันหรือเห็นหน้ากันในห้องเรยี นปกติ แต่สามารถสือ่ สารโต้ตอบกันได้
เสมอื นอย่ใู นห้องเรียน เทคโนโลยีเหล่านย้ี ังชว่ ยสง่ เสริมรปู แบบการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองอกี ดว้ ย
การเรยี นการสอนแบบ E-Learning ประกอบไปด้วยส่วนสำคญั 4 สว่ น ได้แก่ (ธงชยั แกว้ กริ ิยำ,
2558)
1) ระบบบริหารจัดการเรียนการสอน (Learning Management System : LMS) ทำ
หน้าทจ่ี ัดการเรียนการสอน เชน่ การนำเสนอบทเรียนสำหรบั ผู้เรียน ในสว่ นของผู้สอนทำหนา้ ทจี่ ัดการวิชาท่ี
ตวั เองรับผดิ ชอบ เชน่ การนำเขา้ สู่บทเรียน การเขา้ สรู่ ะบบ และการบริหารจดั การในรายวชิ าของตนเอง
2) บทเรียน (Learning Content) ที่ใช้บนระบบ LMS
3) การนำเทคโนโลยีเขา้ มาช่วยในการสื่อสาร เพื่อให้การทำงานของระบบมีประสทิ ธิภาพ
มากยงิ่ ขน้ึ
4) ส่วนของการวดั และประเมินผลการเรยี นของผ้เู รียน
การเรียนการสอนในรูปแบบ E-Learning จึงเป็นที่นิยมของผู้เรียน และได้มีการนำมาใช้
กันอย่างแพร่หลายมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังคงต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป หรือโน้ตบุ๊ค เพื่อการ
เข้าถึงข้อมูลและบทเรียน ซึ่งในบางครั้งผู้เรียนไม่สะดวกที่จะใช้งานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป หรือ
โน้ตบคุ๊ ไดท้ กุ คร้ัง เพราะปจั จุบนั ผเู้ รยี นได้มีการนำอปุ กรณ์มอื ถือมาใช้กนั มากข้ึนเรือ่ ย ๆ
16
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY 04 มัลติมีเดยี เพื่อการเรยี นรู้
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM มัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู้ หมายถึงการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการถ่ายทอด หรือนำเสนอ
เนื้อหาและกจิ กรรมการเรียนการสอน ทบ่ี ูรณาการหรือผสมผสานส่ือหลากหลายรูปแบบ (Multiple forms)
KORNKAMOL CHUCHUOY เข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ ข้อความ กราฟิก ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง วีดิทัศน์ หรือรูปแบบอื่น ๆ ท่ี
นอกเหนือจากข้อความเพียงอย่างเดียว โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนร้ทู ี่มี
ประสิทธิภาพต่อผู้เรยี น (ณัฐกร สงคราม, 2553)
05 ห้องเรียนเสมอื น (Virtual Classroom)
ห้องเรียนเสมือนเป็นห้องเรียนที่สามารถรองรับชั้นเรียนได้ในเวลาและสถานที่ ซึ่งผู้เรียนกับ
ผ้สู อนไม่ได้อยรู่ ่วมกันในสถานทเ่ี ดียวกัน โดยมคี ณุ ลกั ษณะ คือ การสนับสนุนการประเมินผลและการเข้ามา
มีสว่ นร่วมในการสอ่ื สารดว้ ยเคร่ืองมือตา่ ง ๆ ทงั้ ปฏทิ ินออนไลน์ โปรแกรมคน้ หา และคำแนะนำออนไลน์
ตวั อย่างของเทคโนโลยีทนี่ ำมาประกอบกันให้กลายเป็นสภาพการเรียนรู้เสมือน ไดแ้ ก่
1) Video Conferencing
2) Web Conferencing
3) Audio Conferencing
4) Wikis เชน่ Wikipedia
5) Virtual World เชน่ Second Life
6) Social Network เช่น Twitter, Facebook, YouTube
06 Mobile Technology
Mobile Learning คือ รูปแบบการเรียนรู้ผ่านอุปกรณ์มือถือแบบพกพา ซึ่งปัจจุบันมีการ
นำมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี เนื่องจากพฤติกรรมการใช้งานของผู้เรียนมี
การเขา้ ถึงเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ กันได้โดยงา่ ยและสะดวก โดยเฉพาะอย่างยิง่ การเข้าถงึ โดยใช้อุปกรณ์มือถือ
และสมารท์ โฟน (ธงชยั แก้วกิริยา, 2015, หนา้ 9)
โครงสร้างและองคป์ ระกอบท่สี ำคญั ของ Mobile Learning ประกอบดว้ ย 5 ส่วนประกอบดงั นี้
1) Mobile Learning Management System (M-LMS)
2) Mobile Content (M-Content)
3) Mobile Content Management System (MCMS)
4) Mobile Testing (M-Testing)
5) Mobile Learner (M-Learner)
17
การประยุกต์ใช้แอพพลิเคชั่น
ด้านการบรหิ ารจัดการภายในสถานศึกษา
SUAN SUNANDHA RAJABHAT UNIVERSITY แอพพลิเคชั่นด้านการบริหารจัดการภายในสถานศึกษาที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ Google Apps for
Education หรอื Google App เป็นแอพพลิเคชน่ั ทถ่ี กู พฒั นาขนึ้ มาโดย Google เพ่อื ให้บริการทางดา้ นการ
บริหารจดั การภายในสถานศึกษา เป็นการให้บรกิ ารฟรี ไมเ่ สยี ค่าใชจ้ ่าย เคร่อื งมือต่าง ๆ เปน็ แบบระบบเปิด
ในการใช้งานร่วมกัน เปิดกวา้ งสำหรบั ครู อาจารย์ นกั เรยี น นักศกึ ษา ชน้ั เรยี น และสมาชกิ ในครอบครัวทัว่ โลก
Google Apps for Education เป็นชุดเครื่องมือสำหรับการทำงานร่วมกันผ่าน Google Apps
เช่น Drive, Documents, Form, Slide, Sheet และ Calendar เพื่อการติดต่อสื่อสารกัน เหมาะสำหรับ
ครู อาจารย์ นกั ศึกษา และบุคลากรทางการศกึ ษา
EDUCATIONAL INFORMATION SYSTEM Google Drive เป็นการให้บริการพื้นที่สำหรับการสร้างและจัดการเอกสารที่ทำให้เรา
Google Docs สามารถนำไฟล์ต่าง ๆ ไปฝากไว้กับ Google ผ่านพื้นที่เก็บข้อมูลระบบ
KORNKAMOL CHUCHUOY Google Form คลาวด์และการสำรองข้อมูลไฟล์ที่มีความปลอดภัย ทำให้ผู้ใช้สามารถ
Google Slide แบ่งปันไฟล์และแก้ไขไฟล์รว่ มกันได้จากทุกทท่ี ่ีมีสัญญาณอินเตอร์เน็ต และ
Google Sheet ยังสามารถใช้ไดก้ ับอุปกรณ์หลายประเภท
Google Calendar
เปน็ โปรแกรมท่ีมีความสามารถจัดการเอกสารได้เหมือน Microsoft Word
และให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างงาน บันทึก แก้ไข และนำเสนอในรูปแบบ
เรียลไทม์ สามารถปรบั ปรุง แกไ้ ข เปล่ียนแปลงรปู แบบ ตลอดจนการแทรก
รปู ภาพ ตาราง หรือสงิ่ อ่ืน ๆ รว่ มกัน
สร้างแบบฟอร์มสำหรับกรอกข้อมูล เช่น แบบประเมิน แบบสอบถาม ใบ
สมัครงาน ฟอร์มสำหรับเก็บข้อมูล แบบทดสอบ และประยุกต์ใช้ในการ
เรียนการสอน เช่น การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน การ
สร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน การสร้างแบบสอบถามเพื่อเก็บ
ขอ้ มลู ต่าง ๆ
โปรแกรมที่สามารถนำเสนอชิน้ งานให้มีความหลากหลายรูปแบบท่ที ันสมยั
พร้อมเทคนิคที่ทำให้ชิ้นงานเป็นที่โดดเด่น เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับ
สร้างสไลด์ ที่สามารถสร้าง แก้ไข และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ทั้งในรูปแบบ
ออนไลน์และออฟไลน์
ลักษณะการทำงานคล้าย ๆ กับ Microsoft Excel มกี ารสร้างคอลัมน์ และ
แถว สามารถใส่ข้อมูลต่าง ๆ ลงไปในเซลล์ได้ สามารถคำนวณสูตรต่าง ๆ
ได้ แต่วิธีการใช้สตู รคำนวณจะแตกต่างจาก Microsoft Excel มีประโยชน์
มากในการเอาไปใชง้ าน เชน่ ข้อมูลผลการเรียนของนกั เรยี น บญั ชรี ายจา่ ย
เปน็ บรกิ ารปฏทิ นิ แบบออนไลน์ของ Google ทีท่ ำใหผ้ ใู้ ชส้ ามารถเก็บข้อมูล
เหตุการณ์ต่าง ๆ รวมไว้ในที่เดียวกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกำหนดการ
นัดหมายและกำหนดเวลา เหตุการณ์ต่าง ๆ สามารถส่งข้อความเชิญ
สามารถใชป้ ฏทิ นิ รว่ มกับเพื่อนร่วมงาน และคน้ หาเหตุการณต์ า่ ง ๆ ได้
18
EDUCATION CENTER INFORMATION SYSTEM
คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสนันทา