นวตั กรรมการจัดการเรียนรู้
Learning Innovation Management
นวตั กรรมการจัดการเรยี นรู้โดยใช้รูปแบบ 4 MAT
อาจารยท์ ปี่ รึกษา
ผศ.สมหวงั นิลพันธ์
นวัตกรรมการจดั การเรยี นรู้โดยใช้รูปแบบ 4 MAT
นางสาวปวันรตั น์ ราชสมบัติ รหสั นักศึกษา 6494110041
สาขาวิชาการประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ
Elementary Education Faculty of Northeastern University
ก
คำชี้แจง
เอกสารนวัตกรรมการจดั การเรยี นรูน้ ี้เปน็ ส่วนหนึง่ ของนวตั กรรมของหลกั สตู ร ED13307 สื่อ
เทคโนโลยีและนวตั กรรมสำหรบั ครปู ระถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ ประถมศึกษาภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ท่ี
ได้มีการพฒั นาหรอื พฒั นาให้เปน็ คู่มือสำหรบั บุคลากรทางการศกึ ษาดา้ นนวัตกรรมในการจดั การเรยี นรู้ โดย
นกั ศกึ ษาชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 ปกี ารศึกษา 2565 คณะครุศาสตร์มหาวทิ ยาลยั ภาคตะวันออกจากนวัตกรรม
รุน่ จำนวน 17 รปู แบบ จำนวน 17 รายการ ดงั นี้
1.นวตั กรรมการเรยี นแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)
2. รปู แบบการสอนแบบมงุ่ ประสบการณภ์ าษา
3.บนั ได5ข้ัน (QSCCS Model)
4.Story board
5.รปู เเบบการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเปน็ ฐาน (Project Based Learning )
6.วฏั จกั รการสบื เสาะหาความรู้ (EInquiry Cyele)
7.รปู แบบการจดั การเรียนโดยใช้แผนภาพความคดิ อิสระ (Mind Mapping)
8. รปู แบบการเรียนรูโ้ ดยใชโ้ ครงงาน (Project)
9.รูปแบบการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้ซิปปาโมเดล( CIPPA Model)
10. รปู แบบการสอนแบบ(Rrole play)
11.ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory)
12. หมวก6ใบ (Mind Mapping)
13.รูปแบบการจดั การเรยี นรู้โดยใช้โพลยา14.รปู แบบการจกั การเรียนรู้ Open Approach
15.รปู แบบการจดั การเรียนรูแ้ บบ 4MAT
16.รูปแบบการจดั การเรยี นรแู้ บบ (Mind Mapping)
17.การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน (Problem–based Learning : PBL)
ซงึ่ นวัตกรรมดังกล่าวไดผ้ า่ นการทดลอง ใช้ในรปู แบบการวิจยั กับนักเรียนของโรงเรยี น และสง่ ผลใน
เชิงประจกั ษ์กบั นกั เรยี นอย่างเด่น ชดั และเพื่อใหค้ รผู สู้ อนใชเ้ ปน็ แนวทางในการ ทำความเขา้ ใจเร่อื งการนำ
นวตั กรรมทางการ ศึกษา มาใชใ้ นการพัฒนาการเรียนการสอน ตามหลกั สตู รการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน
พทุ ธศักราช 2544
คณะผู้จัดทำจึงไดเ้ รยี บเรียงข้อมลู ท่ีเป็น รปู แบบของนวตั กรรมพร้อมตวั อย่างแผน การจดั การเรียนรู้
โดยใช้นวตั กรรมเพื่อใหผ้ สู้ นใจ ไดร้ ับความรูค้ วามเขา้ ใจมากยง่ิ ขนึ้ เอกสารเลม่ นี้ จะช่วยทบทวนความเข้าใจให้
ชดั เจนยิ่งข้ึนจน สามารถนำไปใช้ในการพฒั นาการจดั การเรยี นรู้ ของตนเองได้ ประโยชน์ทไ่ี ดจ้ ากเอกสารฉบบั
น้ียอ่ มเกดิ ผลโดยตรงตอ่ ผเู้ รียนและผสู้ อนใน การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ คณะผจู้ ดั ทำใครขอขอบคณุ แหลง่
วทิ ยาการทเี่ ป็นข้อมลู ใหผ้ ูจ้ ัด ทำนามาอ้างองิ เพอื่ ใช้ประโยชนใ์ นการจัดทำ เอกสารครง้ั น้ี
ข
คำนำ
ผู้จัดทำไดจ้ ดั แสดงการเผยแพร่ผลงานทางวชิ าการ รปู แบบการจดั การเรียนรทู้ ใี่ ช้นวัตกรรมรปู แบบ
ต่างๆ และจดั ทำเอกสารนวตั กรรมการจัดการเรียนรฉู้ บับน้ขี น้ึ เพอื่ เป็นคมู่ อื สำหรบั บคุ ลากรทางการศึกษา ใน
เรือ่ ง นวตั กรรมการจัดการเรียนรู้ โดย นกั ศึกษา สาขาวชิ าการประถมศกึ ษา ช้ันปีท่ี 2 คณะศึกษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ซ่ึงเป็นนวตั กรรมท่ีได้จากการทดลองใชใ้ นรปู แบบการวิจัย สง่ ผลในเชงิ
ประจักษต์ ่อนกั เรยี นอย่างเด่นชดั และเพอื่ ใหค้ รูผสู้ อนใชเ้ ป็นแนวทางในการทำความเข้าใจเรอื่ งการนำ
นวัตกรรมทางการศกึ ษามาใช้ในการพฒั นาการเรยี นการสอนตามหลกั สูตรการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช
2544
คณะผจู้ ัดทำไดเ้ รยี บเรยี งขอ้ มลู รปู แบบของนวตั กรรมโดยสรปุ เพ่ือสามารถนำไปใชไ้ ด้งา่ ยพร้อมทงั้
ยกตัวอยา่ งแผนการจดั การเรียนรู้ โดยใช้นวตั กรรมประกอบภายในฉบบั เพอ่ื ใหผ้ ้สู นใจได้รับความรคู้ วามเข้าใจ
มากยิง่ ข้นึ เอกสารจนสามารถนำไปใชใ้ นการเลม่ น้ีจะชว่ ยทบทวนความเข้าใจใหช้ ัดเจนยิง่ ข้นึ พฒั นา การเรยี น
การสอนของตนเองได้ ผลทีไ่ ด้จากเอกสารฉบับนี้ย่อมเกิดผลโดยตรงตอ่ ตัวผเู้ รียนและผูส้ อนในการจัดกิจกรรม
การเรยี นรู้ เพอ่ื พฒั นาการจดั การศกึ ษาของประเทศสบื ตอ่ ไป
จดั ทำโดย
นางสาวปวันรตั น์ ราชสมบตั ิ
(นกั ศึกษาครูประถมศึกษา)
สารบญั ค
เรือ่ ง หน้า
คำชี้แจง ก
คำนำ ข
สารบัญ ค
แนวคิดและความเป็นมาของการจัดการเรียนรู้แบบ 4 MAT 1-2
ข้ันการจัดการเรียนรกู้ ารจดั การเรียนรู้โดยใช้รปู แบบ 4 MAT 2
รูปแบบการเรียนรู้แบบ 4MAT ด้านผเู้ รยี น 2-3
รปู แบบการเรยี นรู้แบบ 4MAT ด้านผสู้ อน 4-5
รปู แบบการเรียนรูแ้ บบ 4MAT ดา้ นรูปแบบการสอน 5-6
การจัดการเรยี นรู้แบบ 4MAT 7
ข้อดีและขอ้ จำกดั ของการเรยี นร้แู บบ 4MAT 8-9
แผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้นวัตกรรม 4 MAT 10-12
ใบงาน เรอื่ ง หนูแดงกับเจา้ กระปกุ วิเศษ 13
ใบกจิ กรรม 14-15
แบบบันทึกผลการเรียนรู้ 16
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้ 17
แบบประเมินแผนการจดั เรียนรู้ 18
แผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้นวัตกรรม Mind Mapping 19-25
เอกสารอ้างอิง 26
1
นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใชร้ ปู แบบ 4 MAT
แนวคดิ และความเปน็ มาของการจดั การเรยี นร้แู บบ 4 MAT
รูปแบบการเรยี นรูโ้ ดยใชแ้ นวคดิ 4 MAT พฒั นาขน้ึ โดย McCarthy (1995) ได้ใหค้ ำแนะนำทำใหเ้ กิด
ความเข้าใจและมั่นใจวา่ เด็กแต่ละคนมคี วามแตกต่างกันทัง้ ทางด้านสตปิ ญั ญา การรบั รแู้ ละการเรยี นรู้อยา่ ง
สิ้นเชิง จงึ เปน็ แรงผลักดนั ใหเ้ กดิ งานวจิ ยั ในศกั ยภาพของผเู้ รยี นในความแตกต่างระหว่างบคุ คล โดยคำนึงถงึ
รปู แบบหรือวธิ กี ารเรยี นร้ขู องผเู้ รียนแต่ละประเภทขึน้ มาในปีค.ศ. 1979 McDonold (1979) วจิ ัย
องค์ประกอบทางสมอง บทบาทของสมองทม่ี ีอทิ ธิพลตอ่ การเรียนรแู้ ละรปู แบบการเรียนร้ขู องเด็ก นนั่ คือ
จุดเรม่ิ ต้นในการพัฒนาแนวคิดทต่ี อบสนองความแตกต่างระหวา่ งบุคคลใหช้ ดั เจนและเปน็ ภาคปฏบิ ัตมิ ากข้นึ
แมคคารธ์ ีได้แลกเปลย่ี นแนวคดิ กบั นักการศกึ ษาต่างๆ มากมาย และไดก้ ลัน่ กรองรปู แบบการศึกษาเกยี่ วกบั
รูปแบบการเรยี นรหู้ ลายรปู แบบ แตแ่ นวคดิ ที่มีอทิ ธพิ ลมากทสี่ ดุ คอื แนวคดิ และทฤษฎกี ารเรียนรขู้ อง Kolb
(1976) ปราชญ์ทางการศึกษาชาวอเมริกัน จนในทสี่ ุดกไ็ ด้ดงึ เอารปู แบบการเรียนรขู้ องคอลป์ มาเป็น
แนวความคดิ ในเรือ่ งการจดั กระบวนการเรยี นรทู้ ่ีคำนึงถงึ ความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสำคญั Kolb (1976)
ไดน้ ำรากฐานทฤษฎนี ีม้ าจาก John Dewey, Kurt Lewin และ Jean Piagetจากนนั้ ไดศ้ ึกษาและพบว่าการ
เรยี นรเู้ กดิ ขนึ้ จากความสัมพนั ธ์ใน 2 มิติคือ การรบั รู้ (Perception)และการจัดกระบวนการ (Processing) โดย
การเรียนรจู้ ะเกดิ ขน้ึ ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพเปน็ ผลมาจาก
แมคคาร์ธ(ี McCarthy) ได้พฒั นารปู แบบการจดั กจิ กรรมเรยี นรแู้ บบวัฏจกั รการเรียนรู้4 MAT นี้ โดย ไดร้ ับ
อทิ ธพิ ลแนวคดิ จากทฤษฎีการเรียนรขู้ องคอลม์ (Kolb) ที่เสนอแนวความคิดเรอ่ื งรปู แบบการเรยี นรวู้ า่ การ
เรยี นรู้เกิดจากความสมั พนั ธ์2 มติ ิ คือ การรับรู(้ perception) และกระบวนการจัดการขอ้ มลู (processing)
การ รบั รขู้ องบุคคลอาจเป็นประสบการณต์ รง อาจเป็นความคดิ รวบยอดหรอื มโนทัศน์ทเ่ี ปน็ นามธรรม สว่ น
กระบวนการจัดกระทำกับขอ้ มูลคอื การลงมอื ปฏิบัติ
ความหมายของการจัดการเรียนรแู้ บบ 4 MAT
มีนกั การศกึ ษาหลายท่านได้ใหน้ ิยามการจัดการเรียนรแู้ บบ 4 MAT ในไทยและต่างประเทศได้ให้นิยามไดน้ ี้
1.McCarthy (1995) เชื่อว่ารูปแบบการเรียนรเู้ กดิ จากความสัมพนั ธ์2 มติ ิ คือ การรบั รู้ (Perception) และ
กระบวนการจดั การข้อมลู (Processing) การรบั รขู้ องบุคคลอาจเป็นประสบการณต์ รง อาจเปน็ ความคิดรวบ
ยอดหรือมโนทัศน์ทเ่ี ปน็ นามธรรม ส่วนกระบวนการจดั กระทำกับขอ้ มลู คอื การลงมอื ปฏบิ ตั ิ ในขณะทบ่ี างคน
เรียนรโู้ ดยผ่านการสงั เกต และนำขอ้ มลู นน้ั มาคิดอย่างไตร่ตรองในทนี่ ี้McCarthy แบง่ ผ้เู รียนออกเป็น 4 แบบ
คือ
1) ผเู้ รียนที่ถนดั การเรียนรู้โดยจนิ ตนาการ (Imaginative Learners)
2) ผเู้ รียนที่ถนดั การรับรู้มโนทัศนท์ ี่เป็นนามธรรม น ากระบวนการสังเกตอย่างไตรต่ รอง หรือเรียกวา่ ผเู้ รยี นที่
ถนัดการวิเคราะห์ (Analytic Learners)
3) ผเู้ รียนท่ีถนัดการรบั รู้มโนทศั น์แลว้ ผา่ นกระบวนการลงมอื ทำหรือ ทเี่ รยี กว่า ผ้เู รียนทีถ่ นดั การใช้สามญั สำนกึ
(Commonsense Learners)
4) ผเู้ รยี นที่ถนดั การรบั รูจ้ ากประสบการณท์ เี่ ป็นรปู ธรรม (Concrete Learners)
2
2.ทิศนา แขมมณี (2557) กลา่ วถงึ นิยามของการจดั การเรยี นรู้แบบ 4 MAT หมายถงึ การจดั กิจกรรมการ
เรยี นรู้ทีเ่ นน้ ผู้เรียนเป็นสำคญั โดยมุง่ สง่ เสรมิ ความถนัดของผู้เรยี นและสง่ เสริมการใช้สมอง 2 ซกี อย่างสมดลุ
กัน อันจะสง่ ผลใหก้ ารเรยี นรู้เกดิ ประสทิ ธิภาพ และผู้เรียนไดเ้ กิดการพฒั นาอย่างเตม็ ศักยภาพ
3.ธารทพิ ย์ แก้วเหลีย่ ม (2557) การจัดการเรียนรแู้ บบ 4 MAT หมายถงึ กระบวนการเรยี นการสอนท่ี
คำนึงถงึ ความแตกตา่ งระหว่างบคุ คลในเรอื่ งรปู แบบการเรียนรู้ โดยจดั แบง่ ช่วงเวลาการเรียนใหเ้ หมาะสมกบั
รปู แบบการเรยี นรู้ของผเู้ รยี นในแตล่ ะเรือ่ ง ยึดหลกั การจัดประสบการณ์ที่หลากหลายยืดหยุ่นและเชอื่ มโยงกนั
อยา่ งต่อเน่อื งเพอ่ื ตอบสนองผเู้ รียนทกุ แบบการเรียนให้มีโอกาสได้เรียนรู้ ได้ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมทีต่ นชอบและได้
ปรบั ตวั เรียนรู้ในแบบการเรียนอืน่ ๆ ดว้ ย และมีการจดั ประสบการณ์ท่ชี ว่ ยกระตุ้นการพฒั นาสมองซีกซ้ายและ
ซีกขวาเพ่ือใหส้ มองทง้ั สองซกี มีพฒั นาการท่สี มดลุ
สรุป การจดั การเรยี นรแู้ บบ 4 MAT สามารถพฒั นาการท างานสมองทง้ั ซกี ซ้ายและซกี ขวาใหท้ ำงานไดอ้ ยา่ ง
สมดุลกัน โดยคำนงึ ถงึ ความแตกตา่ งของผู้เรยี น 4 แบบ ที่มคี วามแตกต่างกันโดยการจัดการเรียนรเู้ ปน็ ล าดับ
ขัน้ เพื่อตอบสนองผเู้ รยี นแตล่ ะแบบให้เหมาะสมกบั ความถนดั และความชอบของแตล่ ะบคุ คล
ข้นั การจดั การเรยี นรโู้ ดยใช้รปู แบบ 4 MAT
รูปแบบการเรียนรู้แบบ 4 MAT
การจดั การสอนแบบ 4 MAT เป็นรปู แบบการเรียนรใู้ ห้ความสำคัญกบั ความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล และการใช้
การสอนที่คำนงึ ถึงการใช้สมองซกี ซา้ ย และซีกขวาอย่างสมดุล McCarthyไดน้ ำเสนอประเด็นหลกั ของรูปแบบ
การเรยี นรแู้ บบ 4 MAT คือ 4 แบบ ได้แก่ (McCarthy, 1985)
1. แบบ WHY เป็นคนช่างสงสัย อยากรูอ้ ยากเห็น
2. แบบ WHAT เป็นผ้สู นใจข้อเทจ็ จรงิ เรยี นรจู้ ากการรบั ขอ้ มูลข่าวสาร
3. แบบ HOW เป็นผสู้ นใจในวิธกี ารต่างๆ ชอบลงมอื ปฏิบัติ
4. แบบ IF เปน็ ผชู้ อบคน้ หาวา่ เปน็ ไปไดห้ รือไม่
แมคคาธรี ไ์ ด้นำเสนอหลกั ของแนวคดิ ของรูปแบบการเรียนรแู้ บบ 4 MAT สรปุ ไดเ้ ปน็ 3 หลกั คือ
1. รปู แบบการเรียนรู้แบบ 4 MAT : ดา้ นผเู้ รียน
2. รปู แบบการเรยี นร้แู บบ 4 MAT : ดา้ นผสู้ อน
3. รปู แบบการเรียนรู้แบบ 4 MAT : ด้านรปู แบบการสอน
รปู แบบการเรียนรู้แบบ 4 MAT ด้านผูเ้ รยี น
ดา้ นผเู้ รยี น : แบบฉบับหรอื ลลี าการเรียนรู้ของผ้เู รยี น
การสอนแบบ 4 MAT เปน็ วิธีการสอนทใี่ ห้ความสำคัญกบั ความแตกต่างระหว่างบุคคล เนอ่ื งจากการ
สอนนักเรยี นทกุ คนใหส้ ามารถเรยี นรู้ตามวตั ถุประสงคท์ ่ตี ้งั ไวใ้ นทางปฏบิ ัตมิ กั จะเป็นสง่ิ ทที่ ำได้ยาก เพราะใน
ห้องเรยี นหนึง่ ๆประกอบดว้ ยนักเรียนหลายคนตอ่ ครูคนเดยี วแม้ว่านักจิตวทิ ยาได้พยายามสรา้ งทฤษฎีการสอน
เพ่ือช่วยให้ครูเพิม่ ประสทิ ธิภาพในการสอนและแมว้ า่ ครูจะพยายามน าทฤษฎีการสอนไปประยกุ ต์ในหอ้ งเรียน
กไ็ มส่ ามารถจะชว่ ยนกั เรยี นทกุ คน ใหเ้ รียนรจู้ น
มคี วามรอบร้ใู นวิชาต่างๆได้ปัญหาทสี่ ำคัญก็คือ ความแตกต่างระหว่างบคุ คลของนกั เรียนทง้ั ทางด้านระดับ
เชาวนป์ ัญญา ความสามารถ ความถนัด รวมทงั้ ความตอ้ งการ แรงจงู ใจ และทศั นคตขิ องนกั เรยี นท่ีมตี อ่ การ
3
เรยี น การใช้วิธกี ารสอนเพอ่ื นักเรยี นทงั้ ห้องในเวลาทเ่ี ทา่ กัน จึงเปน็ การสอนนักเรยี นเพียงจำนวนหนง่ึ เท่านัน้
กลา่ วคอื นกั เรยี นท่ีมีความสามารถสูงมักจะเบือ่ และไม่สนใจเพราะสงิ่ ทีค่ รูสอนนกั เรยี นอาจจะรแู้ ล้ว สว่ น
นกั เรียนที่มคี วามสามารถต่ำกจ็ ะไม่เข้าใจ และไม่เขา้ ใจบทเรยี น
โดยแบ่งผเู้ รียนเปน็ 4 แบบ ดังนี้
แบบที่1 WHY พฤตกิ รรมการเรยี นร้ขู องผ้เู รยี นแบบที่1 คอื เปน็ คนชา่ งคดิ ช่างสงสยั อยากรอู้ ยากเหน็ เรียนรู้
ด้วยการสังเกตและสมั ผสั เรยี นรจู้ ากการฟงั การเฝา้ ดูชอบจนิ ตนาการแล้วนำไปแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็
พดู คุยสนทนาชอบทำงานร่วมกบั ผอู้ น่ื จึงมักชอบตงั้ คำถามว่า “ทำไม” เดก็ กลมุ่ นจ้ี ึงไมช่ อบฟังครพู ูด แต่ชอบที่
จะพูดและสงั เกตความรูต้ า่ ง ๆ ดว้ ยตนเองนกั เรียนลักษณะนช้ี อบสรา้ งสรรค์สิ่งใหม่ มักมจี ินตนาการ เรียนรู้
ดว้ ยความร้สู ึก
แบบที่2 WHAT เปน็ ผูส้ นใจข้อเท็จจรงิ เรยี นรจู้ ากการรบั ขอ้ มูลขา่ วสาร และสงิ่ ต่าง ๆ จากครูหรอื จากคนอน่ื
ๆ เป็นคนชา่ งวิเคราะห์เรียนร้ดู ้วยวิธกี ารคิดไตรต่ รอง เรียนรอู้ ย่างมเี หตผุ ล มหี ลกั เกณฑแ์ ละเปน็ ระบบ ไปสกู่ าร
สร้างประสบการณ์นามธรรมหรอื ความคิดรวบยอด ชื่นชอบกบั ขอ้ มลู และการบรรยายของครผู ู้เรียนในกลมุ่ น้ี
จะตง้ั คำถามว่า “อะไร” เราจะเรยี นอะไรกันครจู ึงมกั เหน็ เดก็ กล่มุ น้ตี งั้ ใจฟังเม่อื ครพู ดู
แบบที่3 HOW เปน็ ผสู้ นใจในวธิ ีการต่าง ๆ อยากร้วู ่าสงิ่ ตา่ ง ๆ นั้น ทำงานอย่างไร ชอบทีจ่ ะไดล้ งมือปฏบิ ตั ิจรงิ
เปน็ การเรยี นรจู้ ากสามัญสำนึกทส่ี ัมผสั ไดเ้ ช่น ทำจับ ลบู คลำ ทดลองทำของจริงฝกึ ปฏบิ ัตอิ ยากเรยี นรวู้ า่ ส่งิ
ตา่ ง ๆ น้ันทำงานอยา่ งไร ส่ิงน้ีใช้การได้อย่างไร เรียนรู้จากการรับรคู้ วามคิดรวบยอดไปสกู่ ารลงมือปฏบิ ตั ทิ ่ี
สะท้อนระดบั ความเขา้ ใจของตนเอง ผู้เรยี นในกลมุ่ น้จี ะตงั้ คำถามวา่ “อย่างไร” เช่น เราจะเรยี นเรอื่ งนอ้ี ย่างไร
นักเรยี นลักษณะนี้มกั ทดลองหรอื ลงมือกระทำจรงิ ตามทต่ี นเองคิด วธิ กี ารเรียนทเี่ หมาะกบั นักเรียนแบบนี้คือ
การทดลองและการแก้ปญั หา
แบบที่4 IF ชอบค้นหาว่าเปน็ ไปได้หรือไม่ ถา้ ไม่เปน็ อยา่ งนจี้ ะเปน็ อยา่ งอืน่ ไดห้ รอื ไมจ่ ึงสนใจในการค้นหาสิ่ง
ใหมด่ ้วยตนเอง ดว้ ยการทดลองพสิ ูจนเ์ รียนรจู้ ากความร้สู กึ ของตนเองเรยี นรู้ดว้ ยการลองผิดลองถูก ชอบท่ีจะ
ลองท าดแู ละค้นพบส่ิงใหมด่ ว้ ยตนเอง ถนัดการเรยี นรจู้ ากประสบการณร์ ปู ธรรมไปสกู่ ารลงมอื ปฏบิ ัตเิ ป็น
ผูเ้ รียนทีเ่ รียนรแู้ ละสนกุ กบั การได้คน้ พบดว้ ยตนเองโดยการลงมอื ปฏบิ ัตไิ มช่ อบทำตามกำหนดการหรือวิธีการที่
เคร่งครดั
IFfi การเรียนรู้แบบพลวตั ใช้การจนิ ตนาการ WHY
HOW วธิ ีการอภิปรายโต้ตอบ วิธีการค้นพบด้วยตนเอง WHAT
ผ้เู รียน
มีการเรียนรู้ด้วย
ประสาทสมั ผสั และ ใช้การคิดวเิ คราะห์
สามัญสานึกวธิ ีการปฏบิ ตั ิ และเกบ็ รายละเอียด
ความรู วิธกี ารแสวงหาความรู้
4
รูปแบบการเรียนรแู้ บบ 4 MAT ด้านผ้สู อน
ด้านผสู้ อน: ลีลาการสอนของครูหรอื วิธีการของครู
บทบาทหนา้ ที่ของครูโดยทัว่ ไป คือ การนำแนวคิดไปจัดการ จัดกระบวนการเรียนรใู้ หผ้ เู้ รยี นเกิดการเรยี นรู้ได้
สำเร็จจรงิ McCarthy (1980) ได้เสนอลีลาการสอนของครูสำหรบั ผเู้ รยี นทง้ั 4 แบบ ดงั นี้
บทบาทท่ี1 ผู้เรียนแบบ WHY โดยครูคอื ผกู้ ระตนุ้ สร้างแรงจงู ใจ โดยใหผ้ ู้เรียนได้สงั เกตคดิ ไตรต่ รอง สัมผสั
ครนู ำประสบการณจ์ รงิ ไปสกู่ ารคดิ กระตุ้นใหไ้ ด้ฟงั ไดเ้ ห็น และอยากคดิ อยากต้งั คำถาม ซง่ึ คำถามท่เี กิดข้นึ มี
หลากหลายมากมาย แต่สงิ่ ท่คี วรเกดิ ข้ึนกับผ้เู รยี นมากท่สี ดุ คอื คำวา่ “ทำไม” วธิ ีการสอนอาจใชส้ ถานการณ์
จำลอง การอภปิ ราย การให้สงั เกตสงิ่ ต่าง ๆ การตง้ั คำถามบทบาทนจี้ ะทำให้ผเู้ รียนแบบท่ี 1 มีความสุข ความ
สบายใจในการเรยี นมากทสี่ ดุ
บทบาทที่2ผเู้ รียนแบบ WHAT โดยครูคือผสู้ อน และบอกความรู้บทบาทของครเู ปน็ ผปู้ อ้ นความรปู้ ้อนความ
จริงให้กบั นกั เรยี น เพ่ือใหเ้ กดิ ความเข้าใจลกึ ซง้ึ ย่ิงข้ึน ครูจะต้องใหค้ วามรเู้ นอื้ หาทลี่ กึ ซึ้งแกน่ ักเรียน ครมู ี
บทบาทสอน แจง้ ใหท้ ราบ บทบาทท่ี 2 นี้จะทำใหผ้ เู้ รยี นมคี วามสุข ความสบายใจในการเรยี นมากทีส่ ดุ จงึ
นบั วา่ เปน็ บทบาทแบบเดมิ ๆ ทคี่ รสู ว่ นใหญเ่ คยใช้กันมาแล้ว
บทบาทท่ี3 ผูเ้ รยี นแบบ HOW โดยครูคือโคช้ หรอื ผูฝ้ กึ สอน ครูจะปลอ่ ยให้นกั เรียนลงมอื ทำจากของจริง และ
ฝกึ ปฏิบัตจิ ากของจริงด้วยตนเอง การเรียนการสอนเนน้ เนอ้ื หาทกั ษะทเ่ี ปน็ ชวี ิตจรงิ ครเู พยี งแต่ทำหน้าทอี่ ำนวย
ความสะดวก และจดั เตรียมส่ืออปุ กรณ์ใหน้ ักเรียนครูเป็นเพยี งผ้ชู แ้ี นะแนะนำ เพ่ือให้นักเรยี นลงมอื ปฏิบตั งิ าน
ใหส้ ำเร็จ ครจู งึ เปรียบเสมือนโค้ชหรอื ผฝู้ กึ สอนครจู งึ จำเป็นตอ้ งออกแบบกจิ กรรมเพือ่ ให้นกั เรียนกระหาย
อยากลงมอื ปฏบิ ตั ไิ ปจนสำเร็จบทบาทนผี้ ู้เรยี นแบบที่3 จะมคี วามสขุ ความสบายใจทสี่ ดุ
บทบาทท่ี4 ผเู้ รยี นแบบ IF ครูคอื ผปู้ ระเมนิ ผล ผ้รู ว่ มเรียนรู้ผแู้ ก้ไข โดยครจู ัดสถานการณใ์ หน้ ักเรยี นได้ค้นหา
คิดคน้ และทดลองทำสิ่งใหม่ ๆ ดว้ ยตัวเอง โดยการกระตุ้นและกำหนดสถานการณต์ ่าง ๆให้ไดค้ ดิ ค้นหรอื ค้นพบ
สงิ่ ใหม่ๆเช่น ถ้าไมเ่ ปน็ อยา่ งนแ้ี ล้วจะเปน็ อยา่ งไรไดอ้ ีก มนั จะเป็นแบบอ่ืนได้หรอื ไม่ถ้าไม่เปน็ อยา่ งน้ีจะเกิด
อะไรข้ึน หรือถ้าเป็นอย่างน้แี ลว้ จะเกดิ อะไรขึน้ หรือถ้ามนั เปน็ อย่างนน้ั แลว้ จะทำอย่างไร ครกู ระต้นุ ให้นักเรยี น
ลองผดิ ลองถูกและเรยี นรเู้ องสอนกันเองค้นพบความรูด้ ้วยตนเอง ครูเพยี งแตเ่ ปน็ ผรู้ ว่ มเรยี นร้ไู ปพร้อมกบั
นกั เรยี นและทำหนา้ ทเ่ี ปน็ ผปู้ ระเมินความร้แู ละผลงานของนกั เรยี นวา่ เป็นอย่างไร และคอยแกไ้ ข แนะนำ
ผลงานของนักเรียนเทา่ นน้ั
5
รบั ร้/ู รู้สึก
ครูคอื ผปู้ ระเมิน ครูคือผกู้ ระตนุ้
แบบท่ี 4 IF สร้าง
แรงจงู ใจ แบบท่ี 1 WHY
ทำ ดู
ครคู อื ผฝู้ ึกสอน ครคู ือผู้สอน
บอก
แบบท่ี 3 HOW ความร้แู บบที่ 2
WHAT
คิ
รูปแบบการเรียนร้แู บบ 4 MAT ดา้ นรปู แบบการสอน
ด้านรปู แบบการสอน: 8 เทคนิค
รปู แบบการสอนหรอื วธิ กี ารสอน คือ ข้นั ตอนในการดำเนินการสอนให้สำเรจ็ ด้วยวิธกี ารต่างๆ ที่
แตกต่างกันไปตามองค์ประกอบและขนั้ ตอนสำคัญ อนั เป็นลกั ษณะเฉพาะหรอื ลักษณะเดน่ รปู แบบและวิธีการ
สอนแบบ 4 MAT เป็นรปู แบบการสอนที่เน้นผูเ้ รียนเปน็ สำคญั คือ ให้ผู้เรียนทงั้ 4 รปู แบบไดค้ ิดค้นความรู้และ
ลงมอื ปฏบิ ัตหิ รือกระทำจริงทกุ ขน้ั ตอนตามลำดบั ความสมั พนั ธข์ องสมองสองซกี จนเกดิ การเรยี นรดู้ ้วยตนเอง
รวมเปน็ 8 เทคนิค ซ่ึง McCarthyไดเ้ สนอเทคนิคการสอนทม่ี ีความสัมพันธ์กบั ระบบการทำงานของสมองท้ัง
สองซีก (ซ้าย-ขวา) ท่ีแตกต่างกนั คอื Cerebrum ทีแ่ บ่งออกเป็นสมองซกี ซ้ายและสมองซกี ขวา ซงึ่ สมองซกี
ซา้ ยจะควบคุมการทำงานของร่างกายซกี ขวาและสมองซกี ขวาจะควบคมุ การท างานของร่างกายซกี ซา้ ย ซงึ่
McCarthy (1980) ได้เสนอเทคนิคการสอนทเี่ หมาะสมกับการท างานของสมองท้ังสองซกี สำหรบั ผู้เรียนทั้ง 4
แบบ ไว้ดังนี้
ผูเ้ รยี นแบบท่ี1 WHY มลี กั ษณะช่างสงสัย ชอบพูดคยุ สนทนา เรียนรู้ด้วยความรสู้ ึกโดยใชเ้ ทคนิคของสมอง 2
ซกี คอื
1. เทคนิคสมองซีกขวา ข้ันตอนนเ้ี ป็นการแปลงแนวคิดใหเ้ ป็นกจิ กรรมโดยกระต้นุ เร้าให้นกั เรียนเรียนรจู้ าก
ประสบการณจ์ ริงครผู สู้ อนต้องจงู ใจให้นกั เรยี นเกดิ ความตน่ื เตน้ มีความอยากที่จะเรยี นรใู้ นสง่ิ ท่คี รสู อน โดย
การออกแบบกิจกรรมทเี่ ป็นประสบการณ์จริง หรือเป็นกจิ กรรมทเ่ี ชือ่ มโยงกบั ประสบการณ์ดงั้ เดมิ ของนักเรียน
และควรเป็นกจิ กรรมทสี่ อดคล้องกับแนวคิดและเนอื้ หาสาระท่ตี อ้ งการจะสอน กจิ กรรมทใี่ ชไ้ ดด้ ีในขั้นน้เี ช่น ฝกึ
ทักษะการสังเกต ทกั ษะการตัง้ คำถาม การสร้างจินตนาการหรือมโนภาพ ทกั ษะการวินจิ ฉยั การจำแนก
แยกแยะ ทักษะกระบวนการกลมุ่ เชน่ การระดมสมอง การพูด การฟงั การสนทนาโต้ตอบ เปน็ ตน้
2. เทคนคิ สมองซีกซา้ ย เป็นการใชส้ มองคิดวเิ คราะห์ไตร่ตรองประสบการณ์ที่ได้ทำมาอยา่ งง่าย ๆ
สะดวกสบาย ไม่ใชเ้ ทคนคิ การวิเคราะหท์ ี่ยงุ่ ยากมากเกินไป ไดแ้ กก่ ารอภิปรายท่คี รเู ปน็ ผนู้ ำการอภปิ ราย การ
จินตนาการ หรอื สรา้ งมโนภาพตา่ ง ๆในสมอง เช่น การคดิ คำนึงถงึ ข้อดี ข้อเสยี ของอาชพี ตา่ ง ๆ
6
ผูเ้ รียนแบบที่2 WHAT มลี กั ษณะชอบรบั ขอ้ มูลจากครูเรียนรู้ด้วยวธิ กี ารคดิ ไตร่ตรองโดยใชเ้ ทคนคิ ของสมอง 2
ซีก คือ
1. เทคนคิ สมองซกี ขวา เปน็ ขน้ั ทผี่ ้เู รยี นนำเอาประสบการณ์ส่วนตัวโยงเข้ากับเนอ้ื หาสาระทเ่ี รียน เมอื่ นกั เรยี น
ได้รับรเู้ น้อื หาสาระทค่ี รจู ดั ให้แล้วนำเอาความรเู้ หล่านั้นมาเขียนหรือแสดงความรสู้ กึ ของตนเองออกมา เทคนิค
สมองซกี ซา้ ยข้นั ที่ 4 นักเรียนได้รบั ความร้แู ละสามารถสงั เคราะห์ความรู้ได้จากการที่ครจู ัดกจิ กรรมโดยการ
สาธติ หรอื ทำการสอน หรือจดั วทิ ยากรมาถา่ ยทอดเน้อื หาสาระความรแู้ กผ่ ู้เรยี น
ผเู้ รียนแบบที่3 HOW มลี กั ษณะชอบการลงมือปฏิบัตจิ รงิ สนใจในวธิ ีการต่าง ๆ เรียนรจู้ ากสามญั สำนกึ ท่ี
สัมผสั ไดโ้ ดยใชเ้ ทคนิคของสมอง 2 ซกี คอื
1. เทคนิคสมองซีกซา้ ย ข้นั ตอนที่5 เป็นการใหน้ ักเรยี นไดฝ้ กึ ทกั ษะในการลงมือทำโดยครูฝกึ ทกั ษะใหแ้ ก่
นกั เรยี น กจิ กรรมท่ีใหล้ งมอื ทำเป็นแบบแผน เป็นข้ันตอนตามทค่ี รกู ำหนด หากเป็นการทดลองก็เป็นการ
ทดลอง ตามขั้นตอนท่ีครวู างไว้ครคู อยควบคมุ ดแู ลอยา่ งใกลช้ ิด ครูเป็นผูว้ างแผนและจดั การให้เกดิ การเรียนรู้
2. เทคนิคสมองซีกขวา เมอ่ื นกั เรียนไดฝ้ ึกทกั ษะตามท่คี รูวางแผนมาแล้ว เริ่มฝึกฝนจนเกิดความก้าวหน้า เกดิ
ความชำนาญและมคี วามมนั่ ใจในตนเองมากขน้ึ รูส้ ึกว่ามน่ั คงปลอดภยั ครูผสู้ อนควรกำหนดกจิ กรรมทม่ี ากพอที่
นักเรยี นซงึ่ มีความแตกต่างกัน จะได้เลอื กปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตามความสนใจและความเหมาะสม
ผเู้ รยี นแบบท่ี4 IF มลี กั ษณะชอบคน้ หาสงิ่ ใหมด่ ้วยตนเอง เรยี นรู้ดว้ ยการทดลองพสิ ูจนล์ องผดิ ลองถูกโดยใช้
เทคนิคของสมอง 2 ซีก คอื
1. เทคนิคสมองซกี ซา้ ย นักเรียนเรม่ิ มีความกลา้ ท่ีจะลองค้นหาคน้ คว้าสง่ิ ใหม่ ๆ ดว้ ยตนเองนักเรียนจะหา
วิธีการแบบใหม่ เรม่ิ ลองผดิ ลองถกู มีความสขุ ทจ่ี ะคิดคน้ หรอื คน้ พบสง่ิ ตา่ งๆด้วยตนเองนักเรียนเป็นสุขใจถา้ ครู
ให้คดิ คน้ ค้นหาสิง่ ตา่ งๆดว้ ยตัวเอง นอกจากน้ีนักเรียนควรไดม้ โี อกาส ทง้ั การทำงานเดย่ี วและการทำงานเป็น
ทีมด้วย
2. เทคนคิ สมองซกี ขวา ขยายความรูแ้ ละแบง่ ปนั ความรทู้ ี่คน้ พบแกก่ ันและกัน เชน่ นกั เรยี นชว่ ยกนั ตรวจสอบ
แกไ้ ขปรบั ปรงุ งานของกันและกนั การรายงานผลหนา้ ช้นั ตชิ ม วิพากษ์วจิ ารณ์งานของกันและกนั ตรวจและให้
คะแนนผลงานของเพ่อื นจากเทคนคิ การสอนท่ีสมั พนั ธก์ ับการทำงานของสมองสองซีก นำมาแบง่ เป็นลำดับใน
การจดั กจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยการพฒั นาของสมองสองซีก
7
การจัดการเรยี นร้แู บบ 4 MAT
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบ 4 MAT เป็นการจัดการเรยี นรู้ทค่ี ำนงึ ถงึ กลุม่ ผเู้ รยี น4 กลมุ่ กบั
พฒั นาการสมองซกี ซ้ายและซีกขวาอยา่ งสมดลุ ซ่งึ ไดแ้ ก่ ผเู้ รยี นแบบท่ี 1 (WHY) มจี ินตนาการเปน็ หลกั ผูเ้ รียน
แบบท2่ี (WHAT) มีการเรียนรดู้ ้วยการวเิ คราะหแ์ ละการเก็บรายละเอียดเป็นหลกั ผเู้ รียนแบบที่ 3 (HOW) มี
การเรยี นรู้ดว้ ยสามญั สำนกึ หรือประสาทสมั ผสั ผเู้ รียนแบบที่ 4(IF) มกี ารเรยี นรดู้ ว้ ยการรบั รจู้ ากประสบการณ์
รูปธรรมไปส่กู ารลงมอื ปฏิบัติซงึ่ Bernice & McCarthy (1980) ได้กำหนดลำดบั ขั้นตอนของการเรยี นร4ู้ MAT
ตามวงล้อกระบวนการเรยี นรู้ 8 ข้นั ตอน
8
ข้อดีและข้อจำกัดของการจัดการเรยี นรู้แบบ 4 MAT
การจัดการเรียนรู้โดยใชแ้ นวคดิ 4 MAT มขี อ้ ดีและข้อจ ากดั ดงั น้ี (สวุ ทิ ย์ มลู คำและอรทยั มลู คำ, 2550)
ตาราง 2 ขอ้ ดีและข้อจำกดั ของการจดั การเรียนรแู้ บบ 4 MAT
ข้อดี ข้อจำกัด
1. ผเู้ รียนทกุ คนมโี อกาสประสบความสำเรจ็ ใน 1. ใช้เวลาในการจัดกจิ กรรมการเรียนรมู้ าก
การเรียนรอู้ ยา่ งเทา่ เทียมกนั ตามความถนดั ของ พอสมควรดงั น้นั ผสู้ อนท่ยี งั จัดตารางสอนท่ีเปน็ ราย
ตนเอง ชวั่ โมงจงึ ควรวางแผนการสอนใหเ้ หมาะสม
2. ช่วยพัฒนาสมองของผเู้ รียนทั้งซกี ซ้ายและ 2. ถา้ ผ้เู รยี นขาดความรบั ผิดชอบในการเรียนรู้ จะไม่
ซีก ขวาอยา่ งสมดลุ สามารถประสบความสำเร็จในการเรียน
3.เปน็ การเรียนรทู้ เ่ี นน้ ผ้เู รยี นเป็นสำคัญเน้น 3.ถ้าผู้สอนไม่ศึกษาและไม่ทาความเขา้ ใจ เก่ียวกบั
ความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล ความถนดั ของผู้เรยี นทต่ี นรบั ผดิ ชอบ อย่างเพียงพอ
4. ผเู้ รียนมีความสุขในการเรียนรู้ จากการ อาจทาใหผ้ เู้ รียนบางคนไม่ ประสบความสำเร็จในการ
ค้นพบส่งิ ตา่ ง ๆ ดว้ ยตนเอง เรียน
5. ผเู้ รยี นสามารถนาความรู้ และประสบการณ์ 4. ผสู้ อนควรจดั กจิ กรรมทหี่ ลากหลาย เปดิ โอกาส
ไปใช้ไดจ้ รงิ ใหผ้ ้เู รียนเลือกวิธีการคน้ คว้าหาความรู้ ตามความ
6. สง่ เสรมิ ทักษะทางสงั คมอันดงี ามในตวั สนใจ
ผ้เู รยี น 5. ไม่มรี ูปแบบการเรยี นรู้ใดทีด่ ที ่ีสดุ เพราะ แตล่ ะ
รปู แบบการเรยี นรู้มคี วามแตกตา่ งกัน
กลา่ วโดยสรุปคือ การสอนแบบ 4 MAT เปน็ การจัดการเรยี นการสอน ท่คี ำนงึ ถงึ ความแตกต่างของผเู้ รยี น 4
แบบโดยการพัฒนาสมองซกี ซ้ายและซกี ขวาอยา่ งสมดลุ เพอ่ื ให้ผเู้ รยี นเรียนร้ตู ามแบบและความต้องการของ
ตนเองได้อย่างเหมาะสม โดยมขี นั้ ตอนการจดั กจิ กรรม 8 ขัน้ สำหรบั ผเู้ รยี น 4 แบบ ในการศกึ ษาคร้ังนี้ ผู้วิจัย
ศึกษาวิธกี ารสอนแบบ 4 MAT โดยมขี น้ั ตอน 8 ขั้นตอน ดงั นี้
1. การบรู ณาการประสบการณด์ ว้ ยตนเอง (WHY)
ข้นั ท่ี1 สร้างประสบการณ์ (สมองซีกขวา) ครสู รา้ งประสบการณ์ดว้ ยการกระต้นุ หรอื สร้างแรงจงู ใจ ให้ผเู้ รยี น
เชอ่ื มโยงประสบการณเ์ ปน็ ของตนเอง
ขน้ั ที่ 2 วิเคราะห์ประสบการณ์ (สมองซกี ซา้ ย) ครใู หผ้ เู้ รยี นสะทอ้ นความคิดจากประสบการณแ์ ละตรวจสอบ
ประสบการณ์
2. การพฒั นาความคิดรวบยอด (WHAT)
ขั้นที่ 3 บรณู าการการสงั เกตไปสคู่ วามคิดรวบยอด (สมองซกี ขวา) ครใู หข้ ้อมลู ข้อเทจ็ จริง และจดั กจิ กรรมไปสู่
ความคิดรวบยอด ผู้เรยี นบรู ณาการประสบการณแ์ ละความรไู้ ปสู่ความคดิ รวบยอด
ขน้ั ที่ 4 พัฒนาความคดิ รวบยอด (สมองซีกซ้าย) ครใู หผ้ เู้ รียนได้รับข้อมลู หรอื ข้อเท็จจรงิ ตามทฤษฎหี รอื
ความคดิ รวบยอด ใหผ้ เู้ รยี นวเิ คราะห์และไตร่ตรองประสบการณ์
9
3. การปฏิบัตแิ ละปรบั แต่งเป็นแนวคดิ ของตนเอง (HOW)
ขน้ั ท่ี 5 ปฏบิ ัติและปรบั แตง่ เป็นแนวคดิ ของตนเอง (สมองซกี ซ้าย) ผเู้ รยี นลองปฏบิ ตั ิโดยผา่ นประสาทสมั ผสั
เพอ่ื พฒั นาแนวคิดและทักษะ
ขั้นที่6 ปรับแตง่ เปน็ แนวคิดของตนเอง (สมองซีกขวา) ผเู้ รียนปรับปรงุ สง่ิ ทปี่ ฏิบัตดิ ว้ ยวิธกี ารของตนเอง และ
บูรณาการเป็นองคค์ วามรู้ของตนเอง
4. การบรณู าการและการประยกุ ตป์ ระสบการณ์ (IF)
ขน้ั ท่ี7 วเิ คราะหเ์ พอ่ื นำไปประยุกต์ใช้ (สมองซีกซ้าย) ผู้เรยี นวเิ คราะห์แล้ววางแผนเพอ่ื ประยุกตห์ รือดัดแปลง
สิ่งทเี่ รยี นรู้ไปใชป้ ระโยชนต์ อ่ ตนเองและผอู้ น่ื
ข้นั ที่ 8 แลกเปล่ยี นความรขู้ องตนกบั ผอู้ ืน่ (สมองซีกขวา) ผู้เรียนแลกเปลี่ยนสง่ิ ทไี่ ด้เรียนรมู้ ากับผูอ้ ่ืน
10
แผนการจัดการเรยี นร้โู ดยใชร้ ปู แบบ4 MAT
กลุม่ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 จำนวนนับ การบวก การลบ การคณู การหาร จำนวน 20 ช่ัวโมง
สาระการเรยี นรู้ยอ่ ยเร่ือง การตั้งโจทยป์ ัญหาคณติ ศาสตร์ เวลา การคณู การหาร เวลา1 ช่ัวโมง
1. สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด
การแก้โจทย์ปญั หาการบวก ลบ คูณ หารระคน หลกั สำคัญคอื การวเิ คราะห์โจทย์ปญั หา การวิเคราะหโ์ จทย์
ปัญหาโจทยถ์ ามอะไร โจทยก์ ำหนดอะไรให้บา้ ง หาคำตอบไดอ้ ยา่ งไร จากนน้ั จงเขียนเป็นประโยคสญั ลกั ษณ์
และแก้โจทยป์ ญั หา โดยการแสดงวธิ ที ำและตรวจสอบความสมเหตสุ มผลของคำตอบ
2.ตัวชี้วัด
2.1ตัวช้วี ัด
ค1.2ป.5/3 วิเคราะห์และแสดงวธิ หี าคำตอบของโจทย์ปญั หาและโจทยป์ ญั หาระคนของจำนวนนบั เศษสว่ น
ทศนิยม และรอ้ ยละ พรอ้ มทงั้ ตระหนักถงึ ความสมเหตสุ มผลของคำตอบ และสรา้ งโจทยป์ ัญหาเกย่ี วกบั จำนวน
นบั ได้
ค6.1ป.4 - 6/2 ใช้ความรู้ ทักษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตรแ์ ละเทคโนโลยใี นการแก้ปญั หาใน
สถานการณ์ต่างๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ป.4 - 6/4 ใช้ภาษาและสัญลกั ษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการสอ่ื สาร การส่อื ความหมายและการนำเสนอได้อยา่ ง
ถูกตอ้ ง
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1.วิเคราะหโ์ จทยป์ ญั หาระคนของจำนวนนบั แสดงวิธที ำ และหาคำตอบ พรอ้ มทงั้ ตระหนกั ถคงความสมเหตตุ
สมผลของคำตอบ
2.สรา้ งโจทยป์ ญั หาระคนเกย่ี วกบั จำนวนนบั ได้
4. สาระการเรยี นรู้
4.1 สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
- โจทยป์ ัญหาการบวก ลบ คณู หารระคน
4.2 สาระการเรยี นรูท้ อ้ งถน่ิ
เปน็ ไปตามหลกั สตู รของโรงเรียนน้นั ตามที่โรงเรียนกำหนด
5. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น
5.1 ความสามารถในการสอ่ื สาร
5.2 ความสามารถในการคิด
1)ทักษะการคดิ วิเคราะห์
2)ทักษะกระบวนการคิดแกป้ ญั หา
5.3ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
11
6.คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1.มีวนิ ยั
2.ใฝเ่ รยี นรู้
3.มุ่งมัน่ ในการทำงาน
7.กิจกรรมการเรยี นรู้ (รปู แบบการจัดการเรียนรู้ 4 MAT )
ข้ันตอนท่ี 1 สร้างความตระหนกั
ให้ผสู้ อนเลา่ เรื่อง "หนูแดงกบั เจ้ากระปุกวเิ ศษ เพ่ือใหผ้ ู้เรียนไดเ้ ขา้ ใจหลกั การบวก ลบ คูณ หาร และได้ข้อคดิ
เกย่ี วกับการออม
ขน้ั ตอนที่ 2 ทดสอบความรู้
ให้นกั เรียนแบ่งกลมุ่ กลมุ่ ละ 3 คน ช่วยกันระดมความคิด แก้โจทยป์ ญั หาจากเรอ่ื ง “หนูแดงกบั เจา้ กระปุก
วเิ ศษ
ข้ันตอนที่ 3 ปรบั ประสบการณ์ และเพม่ิ พูนความรู้
ผสู้ อนแจกใบกจิ กรรม โดยใหน้ กั เรยี นแต่ละกลมุ่ แตง่ โจทย์คณิตศาสตรจ์ ากชีวติ ประจำวนั
ขั้นตอนท่ี 4 ฝกึ ประสบการณ์ และวางแนวทางปฏบิ ัติ
ให้นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ เลือกวา่ ต้องการแตง่ โจทยค์ ณติ ในชวี ติ ประจำวนั แบบใด เชน่ การแต่งโจทยค์ ณติ ศาสตร์
จากการใชจ้ ่ายในแต่ละวนั โดยอาจจะเกบ็ ข้อมลู จากเพ่อื นๆ ในกล่มุ หรอื เพ่ือนต่างกลมุ่ โดย ใหแ้ ต่ละกลุ่ม
รวมกนั เสนอความคดิ เหน็
ขน้ั ตอนท่ี 5 ฝึกทกั ษะ และปฏิบัตกิ ิจกรรม
เมอ่ื แต่ละกลมุ่ ไดเ้ ร่ืองทตี่ อ้ งการนำมาแต่งเป็นโจทยจ์ ากการดำเนนิ การตามกระบวนการแลว้ นำข้อมลู มาแตง่
เปน็ โจทย์ปญั หาคณติ ศาสตร์ การบวก ลบ คณู หาร
ขน้ั ตอนที่ 6 นำผลงสนมาวจิ ารณ์และเพมิ่ ความร้สู ว่ นที่ขาด
นำโจทย์ของตนเองทแ่ี ตง่ ได้มาเพิ่มเตมิ หาหลกั การทางคณติ ศาสตร์ ในการหาคำตอบ และเพิ่มขอ้ คดิ ท่ีได้จาก
โจทยป์ ญั หาทนี่ กั เรียนแตง่
ตอนท่ี 7 สรุปสาระสงิ่ ท่ีเรียนรมู้ า
โจทย์คณติ ศาสตร์ทแ่ี ตล่ ะกลุ่มแตง่ ประกอบไปดว้ ย
1. คณิตศาสตร์ทใ่ี ช้ในชวี ิตประจำวนั ซึง่ เป็นเร่ืองราวทมี่ ปี ระโยชน์
2. ใชห้ ลกั การทางคณติ ศาสตร์ในการหาคำตอบของโจทยป์ ัญหาท่ีแตง่
3. มีการสอดแทรกเนอื้ หาทมี่ ปี ระโยชนท์ างด้านคณุ ธรรม
ขั้นตอนที่ 8 เสนอผลงาน และแนะนำการนำไปใช้
ใหแ้ ตล่ ะกล่มุ ออกมานำเสนอโจทยป์ ญั หาคณติ ศาสตรท์ ่กี ลมุ่ ของตนเองแตง่ พรอ้ มแสดงวิธที ำ เพอื่ หาคำตอบ
และบอกประโยชน์ของโจทยป์ ญั หาของกลมุ่ ตนเอง
8.สื่อ/อุปกรณ์/แหล่งการเรยี นรู้
8.1 ใบงาน
8.2 บริเวณโรงเรยี น
12
8.3 เอกสารตัวอยา่ งโจทยป์ ญั หา หนแู ดงกับเจ้ากระปุกวิเศษ
9.การวดั และประเมินผลการวัดและประเมินผล
9.1 เคร่ืองมอื ในการประเมนิ แบบประเมินตามสภาพจรงิ ผลงานนกั เรยี น) แบบบนั ทึกหลงั สอน แบบสงั เกต
พฤตกิ รรม บนั ทึกภาพ
9.2วิธกี ารวดั และการประเมนิ ครปู ระเมนิ นกั เรียนโดย
1. การสังเกตการณท์ ำกจิ กรรมทกุ ขั้นตอน
2. สงั เกตกระบวนการเรียนร้กู ารทำงานกลมุ่
3. สงั เกตกระบวนการส่ือสาร การเจรจาการตอ่ รองการอภิปรายการยอมรบั ฟังความ คดิ เห็น
ครูประเมินตนเองโดย
1. รวบรวมข้อมลู เก่ยี วกับหลกั เกณฑก์ ารวิเคราะหป์ ระเดน็ สาระสำคัญการอา่ นจบั ใจ ความการสรปุ ประเด็น
สำคญั ของเรือ่ ง รวบรวมข้อมลู เกย่ี วกบั หลกั เกณฑ์การวเิ คราะห์เกย่ี ว กบั การสรา้ งและเกดิ ความคิดรวบยอด
2. สะท้อนบทบาทครใู นการกระตุ้นและการส่งเสรมิ การเรียนรู้
ประเมินหลงั การสอน
1. ประเมินนกั เรยี น
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
2. ประเมินครู
.................................................................................................................................................................... ..........
..............................................................................................................................................................................
13
ใบงานท1ี่ เรอ่ื ง “หนแู ดงกับเจ้ากระปกุ วเิ ศษ”
“หนูแดงกับเจ้ากระปกุ วิเศษ”
ในคืนวนั หนึ่ง ในขณะทีห่ นแู ดงกาลงั นง่ั มองท้องฟ้า ก็เกิดดาวตกขึน้ หนูแดง
เลยขอ พรจากดาวตกว่า ขอให้คูณแมข่ องหนแู ดงหายป่วย “ท่านดวงดาวโปรดช่วยให้
แม่ของหนู หายป่วยเหวๆนะค่ะ หนูแดงขอพร
เม่ือหนูแดงต่ืนมาตอนเช้า ก็พบกับส่ิงแปลกๆตงั้ อยู่ข้างเตียง มันมีลักษณะ
คล้ายกับ กระปกุ ออมสิน “มนั เป็นของใครกันน่ะ” หนูแดงพูดเบาๆ และทนั ใดนนั้ หนู
แดงก็ได้ยินเสียง ตอบว่า “มนั เป็นของเจ้านนั้ แหละหนูน้อย” สีหน้าแววตาของหนูแดง
ดีใจเพียงพักเดียว แล้ว ก็พูดด้วยนา้ เสียงเศร้าๆว่า “หนูไม่มีเงินหยอดให้เจ้าหรอกนะ
แม่ของหนูป่ วย ต้องเอาเงินไป จ่ายค่ารักษาแม่ทุกๆ 30 วนั เป็นจานวนเงิน 5,000
บาท” เจ้ากระปกุ ยิม้ ตอบและพูดว่า “เจ้าไม่ ต้องนาเงินมาหยอดข้าเจ้าเพียงหยอด
ความดีท่ีเจ้าทาทุกวันให้ข้าก็พอ และความดีของเจ้าจะ กลายเป็นเงินออกมาให้เจ้า
วนั ละ 400 บาท” หนแู ดงได้ยนิ ดงั นนั้ ก็ยมิ ้ และบอกกับตวั เองวา่ ถงึ แม้เจ้ากระปกุ วิเศษ
จะชว่ ยเหลือข้าหรือไม่ สิ่งทเี่ ราต้องทาคือ “การเป็นคนดี”
อยากรู้จกั ว่า
1. ใน 30 วนั หนแู ดงจะได้เงนิ เกบ็ ในกระปกุ วเิ ศษกีบ่ าท
2. เมอื่ จ่ายค่ารักษาคุณแม่จานวนเงิน 5,000 บาท หนู
แดงจะเหลือเงนิ เท่าไหร่
3. ข้อคดิ ทไี่ ด้จากเรื่อง "หนแู ดงกบั กระปกุ วเิ ศษ มี
อะไรบ้าง
14
ใบกิจกรรม
เรื่อง“หนูแดงกบั เจ้ากระปุกวเิ ศษ”
ช่อื กล่มุ .................................................................
สมาชกิ
1)………………………………………………………………………………เลขท…่ี ………..
2)………………………………………………………………………………เลขท่ี…………..
3)………………………………………………………………………………เลขที่…………..
คำส่งั ใหน้ ักเรยี นแต่ละกลุ่มตั้งโจทย์ปญั หาคณิตศาสตรใ์ นชวี ิตประจำวนั และแสดงวธิ ที ำจากโจทย์ปญั หา
ท่ตี งั้ พรอ้ มทง้ั บอกข้อคิดจากโจทยท์ ่ไี ด้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………..
วิธที ำ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ข้อคดิ ทไี่ ด้รบั จากโจทยป์ ญั หา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
15
หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 1 จำนวนนบั การบวก การลบ การคณู การหาร
สาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปที่ ี่5
ใบงาน
คำชแ้ี จง ให้นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ ทำกจิ กรรมตามขนั้ ตอนตอ่ ไปน้ี
1. ใหผ้ ู้สอนเล่าเรอ่ื ง "หนูแดงกับเจ้ากระปุกวิเศษ เพื่อใหผ้ เู้ รยี นได้เขา้ ใจหลกั การบวก ลบ คูณ หาร และได้
ข้อคดิ เก่ยี วกบั การออม
2. แตล่ ะกลมุ่ ช่วยกันระดมความคิด แก้โจทยป์ ญั หาจากเรื่อง “หนแู ดงกบั เจ้ากระปกุ วเิ ศษ ให้นกั เรยี นแต่ละ
กลุ่มเลอื กว่าต้องการแต่งโจทยค์ ณติ ในชีวิตประจำวนั แบบใด เช่น การแต่งโจทย์คณิตศาสตร์จากการใช้จ่ายใน
แตล่ ะวนั โดยอาจจะเกบ็ ขอ้ มลู จากเพอื่ นๆ ในกลมุ่ หรือเพือ่ นตา่ งกล่มุ โดย ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มรวมกันเสนอความ
คิดเห็น
3. อธิบายข้นั ตอนของกระบวนการทำงานกล่มุ สรุปประเดน็ สาระสำคัญ
ช่อื – สกุลเลขที่
การเลา่ เร่อื ง “ หนแู ดงกับเจา้ กระปุกวิเศษ” ความรู้ ทักษะและ คุณธรรม จรยิ ธรรม แบบบันทกึ ผลการเรียนรู้
ใบกิจกรรม เร่ืองคณติ ศาสตรใ์ นชวี ติ ของเรา กระบวนการ ค่านิยม
รวมคะแนน ทาง
ร้อยละ คณติ ศาสตร์
ระดบั คณุ ภาพ
ใชว้ ธิ กี ารที่หลากหลายในการแกป้ ญั หา 16
ใชภ้ าษาและสญั ลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ฯ
มีระเบียบวินยั
มุ่งมันในการทำงาน
มีความใฝเ่ รียนรู้
17
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้ (สำหรับนักเรยี น)
ช่อื ผู้สอน........................................................................................ช้ัน..................................................................
กลมุ่ สาระการเรียนรู้.....................................................................เรอื่ ง................................................................
วันท่ี ................เดือน............................................พ.ศ.............................. เวลา…………………………………………….
คำชแี้ จง ใหผ้ ูน้ เิ ทศสงั เกตพฤตกิ รรมการสอนของครแู ละโปรดทำเครอื่ งหมาย / ลงในช่อง พฤตกิ รรมการสอน
ตามรายการ การสงั เกตพฤติกรรมการสอนดังต่อไปนี้
รายการ ผลการสังเกต ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติม
ปฏิบัติ ไม่ปฏิบัติ
1. ครจู ัดกจิ กรรมการเรียนการสอนใหผ้ ู้
เรยี นได้คดิ อย่างหลากหลาย
2. ครูเสนอ/จดั แหล่งความรู้เพ่ือให้
ผูเ้ รียนได้ ฝึกการคน้ คว้ารวบรวมข้อมูล
3. ครจู ดั กจิ กรรมและสถานการณ์ให้
ผ้เู รยี น แลกเปลยี่ นความคดิ และ
ประสบการณ์
4. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้นำเสนอ
ผลงาน ของตวั เอง/กลุ่มในรปู แบบต่าง
ๆ
5. ครจู ัดกิจกรรมให้นกั เรยี นได้ลงมือ
ปฏบิ ัติ
6. ครเู ปดิ อกาสให้นักเรยี นไดแ้ สดง
ความคิด เหน็ และยอมรบั เกย่ี วกับ
ผลงานและความ สามารถของตนเอง
และผู้อน่ื
7. ครจู ัดกิจกรรมการเรยี นร้ทู มี่ ีการ
เช่ือมโยง ความรู้เดมิ กับความร้ใู หมใ่ ห้
ผู้เรียน
8. ครมู กี ารใช้ส่ือการเรยี นรูอ้ ยา่ ง
หลากหลาย
9. ครูให้การเสรมิ แรงนักเรียนอย่าง
เหมาะสม
10. ครจู ดั กจิ กรรมการเรียนรู้ให้เอ้ือตอ่
การฝกึ ความรบั ผดิ ชอบของนักเรยี น
ลงชอ่ื ............................................
(……………………………………..)
ผู้ประเมิน
แบบประเมนิ แผนการจัดการเรยี นรู้ 18
โดยใช้รูปแบบ 4 MAT(สำหรับครู) พอใช้ ปรับปรงุ
21
รายการ มากทส่ี ดุ มาก
43
1.สาระสำคญั แสดงความคิดรวบยอดของสาระการ เรยี นรู้ที่
สอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงคก์ ารเรยี น
2. จุดประสงค์การเรียนรคู้ รอบคลมุ พฤตกิ รรมการ เรียนรู้หลาย
ดา้ นพทุ ธพิ สิ ยั ทักษะพสิ ัย จติ พสิ ยั และระบพุ ฤตกิ รรมท่ี
สามารถวดั ได้
3. สาระการเรียนรถู้ ูกตอ้ งครบถว้ นชัดเจนตามหลกั วชิ าการ
4. กระบวนการเรียนรู้
4.1 สอดคล้องกบั จุดประสงค์การเรียนรู้
4.2 จัดกจิ กรรมเตรยี มความพรอ้ มและทบทวน ความรเู้ ดมิ
4.3 จัดกจิ กรรมหรือกำหนดสถานการณ์ทเ่ี ปน็ ประเดน็ ปัญหา
ใหน้ ักเรยี นคิด
4.4 จดั กจิ กรรมใหน้ ักเรียนไดแ้ ลกเปล่ียนการเรยี นรู้
4.5 จดั กิจกรรมใหน้ ักเรียนได้นำเสนอผลงาน
4.6 จัดกิจกรรมชแ้ี นะความรเู้ พิ่มเตมิ อภปิ ราย แสดง
ข้อคดิ เหน็
4.7 จัดกิจกรรมทา่ แผนภาพความคดิ อสิ ระโดย สรปุ
สาระสำคัญ และองค์ความรเู้ ปน็ ของตนเอง
5. สอ่ื อปุ กรณแ์ ละแหลง่ การเรยี นรทู้ เ่ี หมาะสมตาม
ความสามารถของผเู้ รยี น
6. มกี ารวัดและประเมินผลทหี่ ลากหลายสอดคลอ้ งกบั
พฤตกิ รรม ท่กี ำหนดในจุดประสงค์กบั ธรรมชาตขิ อง สาระการ
เรยี นรู้
19
แผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใชน้ วตั กรรม Mind Mapping
แผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ท่พี ัฒนาโดยใช้นวตั กรรม Mind Mapping
โรงเรียน บา้ นสระบวั ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 4
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ คณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค14101
รายวชิ า คณิตศาสตร์ ภาคเรียน 1/2565
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 1 เรือ่ ง 3 เร่ือง เรขาคณติ จำนวน 14 ช่ัวโมง
แผนการเรียนรู้ท่ี 25 เรอ่ื ง การเขียนชอ่ื และสัญลกั ษณแ์ ทนมมุ เวลา 2 ชั่วโมง
ผ้สู อน นางสาวปวนั รตั น์ ราชสมบัติ 6494110041 วันท่ี เดอื น พ.ศ.
อาจารย์ทปี่ รึกษา/อาจารยพ์ ี่เลย้ี ง ผศ.สมหวงั นิลพันธ์
1.สาระที่
มาตรฐาน ค 3.1 อธบิ ายและวเิ คราะหร์ ปู เรขาคณติ สองมติ ิ และสามมิติ
มาตรฐาน ค 6.1 มคี วามสามารถในการแก้ปญั หา การให้เหตุผล การสอ่ื สาร การสอ่ื ความหมายทาง
คณิตศาสตร์และการนำเสนอ การเชอ่ื มโยงความรู้ต่าง ๆทางคณติ ศาสตร์และเชอื่ มโยงคณิตศาสตรก์ บั ศาสตร์
อื่น ๆ และมคี วามคิดริเร่มิ สรา้ งสรรค์
ตัวชว้ี ดั
ค 3.1 ป.4/1 บอกชนดิ ของมมุ ชื่อมมุ ส่วนประกอบของมมุ และเขียนสญั ลกั ษณ์
ค 6.1 ป.4/4 ใช้ภาษาและสัญลกั ษณใ์ นการสอ่ื สาร การสอ่ื ความหมาย และการนำเสนอได้อย่างถกู ตอ้ งและ
เหมาะสม
2.สาระสำคญั
การเรยี กชื่อมมุ เรยี กตามตัวอักษร 3 ตัว ชอ่ื จดุ หนง่ึ บนแขนของมุมขา้ งหนง่ึ ชอ่ื จดุ ยอดมุมและชอื่ จุด
หน่ึงบนแขนของมมุ อกี ข้างหนง่ึ เรยี งตามลำดับ หรอื เรยี กตามชอื่ จุดยอดมมุ การเขียนสญั ลักษณแ์ ทนมมุ ใช้
กขค แทนมมุ ทม่ี จี ุด ก อยู่บนแขนของมุม จดุ ข เป็นจุดยอดมุม และจุด ค อยบู่ นแขนของมมุ อกี ขา้ งหนงึ่
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรเู้ ชิงพฤตกิ รรม
เมอ่ื กำหนดมมุ ให้สามารถบอกชอ่ื มมุ จุดยอดมมุ แขนของมมุ และเขียนสญั ลักษณแ์ ทนมมุ ได้(K)
การเรียกชื่อมมุ และเขียนช่อื สัญลกั ษณแ์ ทนมมุ ได้(P)
มีวินยั ม่งุ มน่ั ในการทำงานใฝเ่ รยี นรู้(A)
4.สาระการเรียนรู้
เม่ือกำหนดมุมใหส้ ามารถบอกช่ือ มมุ จุดยอดมุม แขนของมมุ และเขยี นสัญลักษณแ์ ทนมุมได้
20
5.กระบวนการเรียนรู้
ขัน้ ที่ 1 ข้นั เตรียมความพร้อม
1.ครแู จ้งจุดประสงค์การเรยี นรทู้ จ่ี ะเรียนในวันนใ้ี ห้นกั เรียนทราบ
2.แบ่งกลุม่ นักเรยี นออกเป็น กลมุ่ ละ 3-4 คน และแนะนำกติกาข้ันตอนในการทำงาน เอกสารทก่ี ำหนด
สถานการณ์ปญั หา
ขนั้ ท่ี 2 กำหนดสถานการณ์
1.ให้นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ รบั ใบงานท่ี 1 แล้วปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตามใบงานตามลำดับแตล่ ะกลมุ่ รบั เอกสารและทำกจิ
กรรตามใบงานท่ี1
21
ข้ันท่ี 3 แลกเปลย่ี นการเรยี นร/ู้ ทำกจิ กรรมกล่มุ
ให้นักเรยี นแต่ละกลมุ่ แลกเปลย่ี นการเรียนรู้ จากนน้ั ให้นักเรยี นบอกช่อื จดุ ยอดมมุ และแขน
ของมมุ แล้วจัดทำเป็นแผนภาพความคิดกลมุ่
ขน้ั ที่ 4 นำเสนอผลงานหนา้ ชั้น
แตล่ ะกลมุ่ นำเสนอผลงานหนา้ ชั้น
ขัน้ ท่ี 5 อภปิ รายแลกเปล่ียนเรยี นรทู้ ง้ั ช้ัน
นักเรยี นและครรู ว่ มแสดงขอ้ คิดเหน็ วพิ ากวิจารณ์อย่างมีเหตุผล จากประเดน็ ทีไ่ ด้ใหน้ กั เรียนแล
รว่ มกันเพมิ่ เตมิ ประเด็นยอ่ ย ๆ ในแต่ละประเดน็
22
ขนั้ ท่ี 6 ขนั้ จัดทำเปน็ แผนภาพความคดิ อิสระ (Mind Mapping)
นกั เรียนสรปุ ความคดิ รวบยอด/สาระสำคัญท่ไี ดแ้ ลว้ เขยี นเปน็ แผนภาพความคิดเป็นของตนเองโดย
สังเคราะหอ์ งค์ความรทู้ ี่ได้จากการสรุปการคิดวเิ คราะหส์ าระสำคัญของเรอื่ ง
6.สือ่ /อปุ กรณ์/แหล่งการเรยี นรู้
1.ใบงาน
2.ห้องเรียน
7.การวดั และประเมนิ ผล
สิ่งท่วี ัด วธิ ีวัด เครือ่ งมอื วัด เกณฑก์ ารประเมนิ
แบบบันทึกคะแนน ทำใบงานผา่ นเกนิ ครงึ่
เมื่อกำหนดมมุ ให้ ตรวจใบงาน ใบงาน
ทำใบงานผ่านเกินครงึ่
สามารถบอกชอ่ื มุม จุด แบบบนั ทกึ คะแนน นกั เรยี นไดค้ ะแนนดขี น้ึ
ใบงาน
ยอดมุม แขนของมุม
แบบสงั เกต
และเขยี นสัญลักษณ์แทน
มมุ ได(้ K)
การเรียกชือ่ มมุ และเขยี น ตรวจแบบฝึกใบงาน
ช่ือสญั ลกั ษณ์แทนมมุ ได้
(P)
มวี นิ ัย มงุ่ มน่ั ในการ สงั เกตพฤติกรรมความ
ทำงานใฝเ่ รยี นร(ู้ A) รบั ผิดชอบและความ
สนใจ
23
8.ประเมนิ หลังการสอน
1.ประเมนิ นกั เรียน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.ประเมนิ ครู
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ข้อเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
24
ใบงานท่ี1
คำส่งั ใหน้ กั เรยี นเติมคำตอบใหถ้ ูกตอ้ ง
25
ใบงานที่1
1.คำชแี้ จง ใหน้ ักเรยี นเติมชอ่ื มุมและเรียนชอ่ื มุมทกี่ ำหนดไวใ้ หถ้ กู ต้อง
2.แต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานตามขัน้ ตอนดงั นี้
2.1 อธบิ ายข้ันตอนกระบวนการทำงานกลมุ่
2.2 สรปุ ประเดน็ สาระสำคญั ของเร่อื งจากขอ้ ท่ี1
3.สมาชกิ แตล่ ะคนในกล่มุ เขียนสรุปประเด็นสาระสำคญั ของเรอื่ งท่ไี ด้จากข้อท่ี1โดยเขียนเป็นแผนภาพความคิด
ของตนเอง
26
เอกสารอา้ งองิ
กรมวิชาการ. (2545). หลักสูตรการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2544. พมิ พค์ รงั้ ที่ 3. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์
องคก์ ารรบั สง่ สนิ ค้าและพสั ดภุ ัณฑ์.กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.(2551).ตัวชี้วดั และสาระการเรยี นร้แู กนกลางกลมุ่
สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐานพทุ ธศักราช2551.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์
ชุมนมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากดั . กติ ตชิ ัย สุธาสิโนบล. (2546). 4MAT การจัดกระบวนการ
เรียนรเู้ พื่อพฒั นาศกั ยภาพความเป็นมนุษย์ท่ี สมบรู ณ์ของผ้เู รียน. ราชบรุ ร โรงพมิ พธ์ รรมรกั ษก์ าร
https://xn--
42c5bow1c5cs3c6d.com/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%8C%
E0%B9%82%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B8%A3%E0%B8%B5-
%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88
%E0%B8%B1%E0%B8%94/?fbclid=IwAR263lvQV5QXy9P8QQsPVUd9YsPs1Kum3oeFRNh5zrYGF
W6XNGcEEgwdR_k