เที่ยวไหนดี
ท่ อ ง เ ที่ ย ว วิ ถี ไ ท ย
ป ล อ ด ภั ย ไ ร้ แ อ ล ก อ ฮ อ ล์
INSPRIED BY
AEY RATCHANON
วิธีการ
เดินทาง
บั น ทึ ก ก า ร เ ดิ น ท า ง โ ด ย : เ อ้ รั ช ช น น ท์
สำหรับผมแล้ว การเดินทางคือการเคลื่อนที่ นอกจากนั้นยังรวมถึงการเดินทางอาจเป็น
ของผู้คนระหว่างสถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่ค่อนข้าง ได้ทั้งในท้องถิ่น ภูมิภาค ประเทศ (ภายในประเทศ)
ห่างไกลและอาจเกี่ยวข้องกับการเดินทางด้วยเท้า หรือระหว่างประเทศ ในบางประเทศ การเดินทาง
จักรยาน รถยนต์ รถไฟ เรือ เครื่องบิน หรือวิธี ภายในประเทศ อาจจำเป็นต้องใช้หนังสือเดินทาง
การอื่น ๆ โดยมีหรือไม่มีกระเป๋าเดินทาง รวมทั้ง ภายในประเทศ ขณะที่การเดินทางระหว่างประเทศ
อาจเป็นการเดินทางเที่ยวเดียวหรือไปกลับก็ได้ การ โดยปกติแล้ว จะต้องใช้หนังสือเดินทางและวีซ่า
เดินทางอาจรวมถึงการพักระยะสั้น ๆ ในระหว่าง การเดินทาง อาจเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง
การเคลื่ อนที่ที่ต่อเนื่ องกัน แบบไป-กลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือประเภทของ
การเดินทางที่ผู้คนจะมีการเคลื่ อนย้ายที่
ความสุข
คือการเดินทาง
ไม่ใช่
จุดหมาย
ปลายทาง
ไม่ใช่ทุกคนที่ท่อง
เที่ยวไปเรื่อย ๆ
จะหลงทาง
การท่องเที่ยว
เชิงวัฒนธรรม
ตามรอยอดีต
เ ขี ย น โ ด ย : เ อ้ รั ช ช น น ท์
ความหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ก็คือเป็นการศึกษาหาความรู้ในพื้นที่หรือบริเวณที่มี
คุณลักษณะที่สำคัญ ทางประวัติศาสตร์และ
วัฒนธรรม มีการบอกเล่าเรื่องราวในการพัฒนาทาง
สังคม และมนุษย์ผ่านทางประวัติศาสตร์และ
วัฒนธรรม องค์ความรู้ และการให้คุณค่าของสังคม
โดยสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่า หรือสภาพแวดล้อม
อย่างธรรมชาติ ที่สามารถแสดงออกให้เห็นถึงความ
สวยงามและประโยชน์ที่ได้รับจากธรรมชาติ สามารถ
สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของคนใน
แต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสภาพทาง
เศรษฐกิจ สังคม หรือขนบธรรมเนียมประเพณี
การท่องเที่ยว นับเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่ได้
นำเอาวัมนธรรมมาเป็นจุดขาย เพื่อดึงดูดความ
สนใจจากทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และชาวไทย
โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันและยุโรป ที่ต่าง
สนใจที่จะเรียนรู้วัฒนธรรม มรดกทางประวัติ
ศาสตร์ เยี่ยมชมงานสถาปัตยกรรม และสัมผัสวิถี
ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในประเทศนั้น โดยเฉพาะ
ประเทศในแถบเอเชียและแอฟริกา รวมถึงซื้อของที่
ระลึกที่เป็นงานหัตถกรรม และงานฝีมือที่เกิดจาก
ภูมิปัญญาของคนในประเทศนั้น การท่องเที่ยวใน
ลักษณะดังกล่าวเรียกว่า การท่องเที่ยวเชิง
วัฒนธรรม
ที่มาของคำว่า
มอญและรามัญ
นักภูมิศาสตร์อาหรับบางท่านเรียกมอญว่า รามัญประเทศ (RAMANNADESA) ซึ่งหมายถึง
"ประเทศมอญ" คำนี้เพี้ยนมาจากคำศัพท์โบราณของ มอญ คือ "รามัญ" (RMEN) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกตัว
เองของมอญ แต่พม่าเรียกมอญว่า "ตะเลง" (TALAING) ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า TELANGANA อันเป็น
แคว้นหนึ่งทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย
ส่วนนาม รามัญ พบเก่าสุดในมหาวังสะของสิงหล ในสมัยพระเจ้าจานซิต้าแห่งพุกาม พบคำนี้ใน
ศิลาจารึกมอญ เขียนออกเสียงว่า รมีง ซึ่งในจารึกนั้น ก็พบคำเรียกพม่าอ่านว่า มิรมา อีกด้วย ส่วนใน
สมัยหงสาวดี พบจารึกแผ่นทองเขียนอ่านว่า รมัน คล้ายกับที่ไทยเรียก รามัญ ส่วนในเขตรามัญเทสะ จะ
เรียกว่า มัน หรือ มูน ซึ่งใกล้กับคำว่า มอญ ในภาษาไทย
ประวัติความเป็นมา
มอญและรามัญ
มอญเป็นชนชาติเก่าแก่ มีอารยธรรมรุ่งเรืองมากชนชาติหนึ่ง จากพงศาวดารพม่ากล่าวว่า
"มอญเป็นชนชาติแรกที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพม่า มาเป็นเวลาหลายศตวรรษก่อนคริสตกาล" คาดว่าน่าจะ
อพยพมาจากตอนกลางของทวีปเอเชีย เข้ามาตั้งอาณาจักรของตนทางตอนใต้ บริเวณลุ่มแม่น้ำสาละวิน
และแม่น้ำสะโตง ซึ่งบริเวณนี้ในเอกสารของจีนและอินเดียเรียกว่า "ดินแดนสุวรรณภูมิ"
ในพุทธศตวรรษที่ 2 ศูนย์กลางของอาณาจักรมอญ คืออาณาจักรสุธรรมวดี หรือสะเทิม
(THATON) จากพงศาวดารมอญกล่าวไว้ว่าอาณาจักรสะเทิมสร้างโดยพระราชโอรส 2 พระองค์ของพระ
เจ้าติสสะ แห่งแคว้นหนึ่งของอินเดีย ก่อนปี พ.ศ. 241 พระองค์นำพลพรรคลงเรือสำเภามาจอดที่อ่าว
เมาะตะมะ และตั้งรากฐานซึ่งต่อมาเป็นที่ตั้งของเมือง อาณาจักรสะเทิมรุ่งเรืองมากมีการค้าขายติดต่อ
อย่างใกล้ชิดกับประเทศอินเดียและลังกา และได้รับเอาอารยธรรมของอินเดียมาใช้ ทั้งทางด้านอักษร
ศาสตร์ และศาสนา โดยเฉพาะรับเอาพุทธศาสนานิกายเถรวาทมา มอญมีบทบาทในการถ่ายทอด
อารยธรรมอินเดียไปยังชนชาติอื่นอย่างเช่น ชาวพม่า ไทย และลาว เจริญสูง มีความรู้ดีทางด้าน
การเกษตร และมีความชำนาญในการชลประทาน โดยเป็นผู้ริเริ่มระบบชลประทานขึ้นในลุ่มน้ำอิรวดีทาง
ตอนกลางของประเทศพม่า
พวกน่านเจ้าเข้ามาทางตอนเหนือของพม่า และทำสงครามกับพวกปยูอาณาจักรมอญที่สะเทิม
ขยายอำนาจขึ้นไปทางภาคกลางของลุ่มแม่น้ำอิรวดีระยะหนึ่ง แต่เมื่อชนชาติพม่ามีอำนาจเหนืออาณา
จักรปยู และได้ขยายอำนาจลงมาทางใต้เข้ารุกรานมอญ มอญจึงถอยลงมาดังเดิมและได้สร้างเมือง
หลวงขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 1368 ที่ หงสาวดี
พระเจ้าอโนรธา กษัตริย์พม่าแห่งพุกาม ยกทัพมาตีอาณาจักรสุธรรมวดี และกวาดต้อนผู้คน
ทรัพย์สมบัติ พระสงฆ์ พระไตรปิฎก กลับไปพุกามจำนวนมาก ต่อมาระหว่างปี 1600-1830 กรุงหงสาวดี
ตกอยู่ใต้อำนาจพุกาม แต่กระนั้นพม่าก็รับวัฒนธรรมมอญมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาษามอญได้แทนที่ภาษา
บาลีและสันสกฤตในจารึกหลวง และพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้เป็นศาสนาที่นับถือสูงสุดในพุกาม มอญ
ยังมีความใกล้ชิดกับลังกา ซึ่งขณะนั้นเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาท และนิกายเถรวาทก็
แพร่กระจายไปทั่วเอเชียอาคเนย์
พระเจ้าจานซิต้าทรงดำเนินนโยบายผูกมิตรกับราชตระกูลของพระเจ้ามนูหะ กษัตริย์มอญแห่งสะ
เทิม โดยยกพระราชธิดาให้กับเจ้าชายมอญ พระนัดดาที่ประสูติจากทั้งสองพระองค์นี้ ก็ขึ้นครองราชย์ต่อ
จากพระองค์ พระนามว่า พระเจ้าอลองสิธู ในยุคที่พระองค์ปกครองอาณาจักรพุกามได้รวมตัวกันเป็นปึก
แผ่นมากที่สุด นอกจากนี้ในสมัยของพระเจ้าจานซิต้ามีศิลาจารึกยกย่องไว้ว่า วัฒนธรรมมอญเหนือกว่า
วัฒนธรรมพม่าอีกด้วย
ต่อมาในปี พ.ศ. 1830 จักรวรรดิมองโกลยกทัพมาตีพุกาม ทำให้มอญได้รับเอกราชอีกครั้ง มะกะโท
หรือพระเจ้าฟ้ารั่ว ราชบุตรเขยของพ่อขุนรามคำแหงได้ทรงกอบกู้เอกราชมอญจากพม่า และสถาปนา
อาณาจักรหงสาวดีพระองค์มีมเหสีเป็นราชธิดาของพ่อขุนรามคำแหง มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมาะตะ
มะ ต่อมาในสมัยพระยาอู่ได้ย้ายราชธานีมาอยู่ ณ เมืองพะโคหรือหงสาวดี ราชบุตรของพระองค์คือพญา
น้อย ซึ่งต่อมาก็คือ พระเจ้าราชาธิราช ผู้ทำสงครามยาวนานกับกษัตริย์พม่าอังวะ ในสมัยพระเจ้าสวาซอ
เก กับสมัยพระเจ้ามิงคอง (คนไทยเรียกว่า พระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ในหนังสือเรื่อง ราชาธิราช) ขุนพล
สำคัญของพระเจ้าราชาธิราช ก็คือ สมิงพระราม, ละกูนเอง และแอมูน-ทยา ในสมัยของพระเจ้า
ราชาธิราชนั้นหงสาวดีกลายเป็นอาณาจักรที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่ชายฝั่ งทะเลอ่าว
เบงกอล จากแม่น้ำอิรวดีขยายลงไปทางตะวันออกถึงแม่น้ำสาละวิน และเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่ใหญ่โต
มีเมืองท่าที่สำคัญหลายแห่งในหลายลุ่มน้ำ เช่น เมาะตะมะ, สะโตง, พะโค, พะสิมอาณาจักรมอญยุคนี้เจริญ
สูงสุดในสมัยพระนางเชงสอบูและสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ หลังจากนั้นในสมัยพระเจ้าสการะวุตพีหงสาวดีก็
เสียแก่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ในปี พ.ศ. 2081
พ.ศ. 2283 สมิงทอพุทธกิตติ กู้เอกราชคืนมาจากพม่าได้สำเร็จ และสถาปนา อาณาจักรหงสาวดี
ใหม่ ทั้งได้ยกทัพไปตีเมืองอังวะ ในปี พ.ศ. 2290 พญาทะละได้ครองอำนาจแทนสมิงทอพุทธกิตติ ขยาย
อาณาเขตอย่างกว้างขวางทำให้อาณาจักรตองอูของพม่าสลายตัวลง จนในปี พ.ศ. 2300 พระเจ้าอลอง
พญา ก็กู้อิสรภาพของพม่ากลับคืนมาได้ ทั้งยังได้โจมตีมอญ กษัตริย์องค์สุดท้ายของมอญคือ พระเจ้า
พญามองธิราชหรือพญาทะละ
ภาษาและอักษรมอญ
ภาษามอญ มีการใช้มานานประมาณ 3,000-4,000 ปี
เป็นภาษาในตระกูลภาษามอญ - เขมร มีผู้ใช้ภาษานี้อยู่
ประมาณ 5,000,000 คน ส่วนอักษรมอญ พบหลักฐานใน
ประเทศไทยที่จารึกวัดโพธิ์ร้าง อายุราวพุทธศตวรรษ 12 เป็น
อักษรมอญโบราณที่เก่าแก่ที่สุด ในบรรดาจารึกภาษามอญที่
ได้ค้นพบในแถบเอเซียอาคเนย์ เป็นจารึกที่เขียนด้วยตัว
อักษรปัลลวะที่ยังไม่ได้ดัดแปลงให้เป็นอักษรมอญ พบว่ามี
การประดิษฐ์อักษรมอญขึ้นเพื่อให้พอกับเสียงในภาษามอญ
และในจารึกเสาแปดเหลี่ยมที่ศาลสูง เมืองลพบุรี จารึกใน
พุทธศตวรรษที่ 14 ราว พ ศ. . 1314 เป็นตัวอักษรมอญโบ
ราณหลังปัลลวะ มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
หลักฐานจารึกในสมัยกลางประมาณ พ ศ. . 1600
เป็นต้นมา มีบันทึกทั้งภาษามอญและอักษรมอญ ซึ่งพม่าก็
รับอักษรมอญมาใช้เขียนภาษาพม่าเป็นครั้งแรก ประมาณ
พุทธศตวรรษที่ 16-17 ตัวอักษรได้คลี่คลายจากตัวอักษรปัล
ลวะ เป็นตัวอักษรสี่เหลี่ยมหรืออักษรมอญโบราณ และ
เปลี่ยนแปลงขนาดเล็กลงในระยะต่อมา จนในพุทธศตวรรษที่
21 ก็ได้กลายเป็นอักษรมอญปัจจุบัน ที่มีลักษณะกลม
สันนิษฐานว่าเกิดจากการจารหนังสือ โดยใช้เหล็กจารลงบน
ใบลาน อักษรมอญยุคนี้มีอายุ ประมาณ 400 ปีเศษ
ภาษามอญ จัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติก
(AUSTROASIATIC LANGUAGES) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ใน
แถบอินโดจีน และทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย และ
เมื่อพิจารณาลักษณะทางไวยากรณ์ ภาษามอญจัดอยู่ใน
ประเภทภาษาคำติดต่อ (AGGLUTINATIVE) อยู่ในกลุ่มภาษา
ตะวันออกเฉียงใต้ (SOUTH EASTERN FLANK GROUP)
นักภาษาศาสตร์ที่ชื่อ วิลเฮล์ม ชมิดท์ (WILLHELM
SCHMIDT) ได้จัดให้อยู่ในตระกูลภาษาสายใต้ (AUSTRIC
SOUTHERN FAMILY)
พระยาอนุมานราชธน ได้กล่าวถึงภาษามอญไว้ว่า "ภาษามอญ
นั้นมีลักษณะเป็นภาษาคำโดด ซึ่งมีรูปภาษาคำติดต่อปน ลักษณะคำ
มอญ จะมีลักษณะเป็นคำพยางค์เดียว หรือสองพยางค์ ส่วนคำหลาย
พยางค์ เป็นคำที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาบาลี
และสันสกฤต และคำที่เกิดจากการเติมหน่วยคำผสาน กล่าวคือ การ
ออกเสียงของคำซึ่งไม่เน้นการออกเสียงในพยางค์แรก จะสร้างคำ
โดยการใช้การผสานคำ (AFFIXATION) กับคำพยางค์แรก เพื่อให้มี
หน้าที่ทางไวยากรณ์ อีกทั้งการใช้หน่วยผสานกลางศัพท์ และการใช้
สระต่าง ๆ กับพยางค์แรก ในคำสองพยางค์ ก็จะเป็นการช่วยเน้นให้
พยางค์แรกเด่นชัดขึ้นด้วย แต่พยางค์หลังเป็นส่วนที่มีความหมายเดิม"
สรุปคือภาษามอญเป็นภาษาที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ไม่มีการผันคำนาม คำกริยา ตามกฎ
บังคับทางไวยากรณ์ ประโยคประกอบด้วยคำที่ทำหน้าประธาน กริยา และกรรม ส่วนขยายอยู่หลังคำที่
ถูกขยาย
ในปัจจุบันชาวมอญรุ่นหลังหันมาใช้ภาษาพม่ากันมาก และมีจำนวนมากที่เลิกใช้ภาษามอญจนคิด
ว่าตนเป็นพม่า อีกทั้งไม่ทราบว่าตนมีเชื้อสายมอญ จากการสำรวจประชากรมอญในปี ค.ศ. 1931 พบ
ว่ามีจำนวนแค่ 3 แสน 5 หมื่นคน ต่อมาในปี ค.ศ. 1939 ได้มีการก่อตั้งสมาคมชาวมอญและมีการสำรวจ
ประชากรมอญอีกครั้ง พบว่ามีราว 6 แสนกว่าคน พอต้นสมัยสังคมนิยมสำรวจได้ว่ามีชาวมอญราว
1 ล้านกว่าคน ชาวมอญที่ยังพูดภาษามอญในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใน รัฐมอญ แต่ในเขต
เมืองก็จะพบแต่ชาวมอญที่พูดภาษาพม่าเป็นส่วนมาก
ในประเทศไทยเอง ก็มีการใช้ภาษามอญในการสื่อสารตามชุมชนมอญในจังหวัดต่าง ๆ และ
แต่ละชุมชนก็มีสำเนียงเฉพาะที่แตกต่างกันไปตามที่อาศัย ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากชุมชนอื่นที่ไม่ใช่
ชาวมอญซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน โดยในบางชุมชนยังคงมีการสอนลูกหลานให้พูดภาษามอญกัน แตบ่ าง
ชุมชนภาษามอญก็มีการใช้สื่อสารน้อยลง แต่อย่างไรก็ตามในจังหวัดสมุทรสาคร ก็มีชาวมอญจาก
ประเทศพม่า ที่อพยพเข้ามาเป็นแรงงานต่างด้าวในจังหวัด ซึ่งได้นำภาษาพูดและภาษาเขียนกลับเข้ามา
ในชุมชนมอญแถบมหาชัยอีกครั้งหนึ่ง ทำให้มีการใช้ภาษามอญรวมไปถึงป้ายข้อความภาษามอญให้
พบเห็นโดยทั่วไป
ศิลปะวัฒนธรรม
ศิลปวัฒนธรรมมอญนั้น กลายเป็นศิลปวัฒนธรรมของพม่าไปหมด เพราะศิลปวัฒนธรรม
ส่วนใหญ่นั้นพม่าได้รับไปจากมอญ ศิลปสถาปัตยกรรมประเภทเรือนยอด (กุฎาคาร) หรือหลังคาที่มี
ยอดแหลมต่อขึ้นไป โดยเฉพาะเรือนยอดทรงมณฑปนี้ เป็นสถาปัตยกรรมมอญ ที่ไทยและพม่านำมา
ดัดแปลงใช้ต่อ
ศิลปดนตรีนั้น ไทยได้รับอิทธิพลจากมอญมามาก เช่น ไทยเรารับวงปี่ พาทย์มอญ และรับได้ดีทั้ง
รักษาไว้จนปัจจุบัน และให้เกียรติเรียกว่า วงปี่ พาทย์มอญ นิยมบรรเลงในงานศพ ดนตรีไทยที่มีชื่อ
เพลงว่า มอญ นั้น นับได้ 17 เพลง เช่น มอญดูดาว มอญชมจันทร์ มอญรำดาบ มอญอ้อยอิ่ง มอญ
ร้องไห้ มอญนกขมิ้น ฯลฯ และยังมีแขกมอญ คือ ทำนองทั้งแขกทั้งมอญ เช่น แขกมอญบางขุน
พรหม แขกมอญบางช้าง เป็นต้น เพลงทำนองของมอญมีความสง่าภาคภูมิ เป็นผู้มีวัฒนธรรมและ
ค่อนข้างจะเย็นเศร้า แต่ที่สนุกสนานก็มีบ้าง เช่น กราวรำมอญ มอญแปลง ฯ ส่วนเครื่องดนตรีประ
เภทให้จังหวะ ที่เรียกว่าเปิงมางนั้นเป็นเครื่องดนตรีของมอญ ซึ่งไทยเรานำมาทำคอกล้อมเป็น
วงกลมหลายวงเรียกว่า เปิงมางคอก ตีแล้วฟังสนุกสนาน และเครื่องดนตรีเช่น ปี่ มอญ ฆ้องมอญ
ตะโพนมอญจะเข้ ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากมอญ
ประเพณีและศาสนา
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวมอญนั้น มี
วัฒนธรรมเป็นแบบฉบับมายาวนาน บางอย่างมี
อิทธิพลให้กับชนชาติใกล้เคียง เช่น ประเพณี
สงกรานต์ ข้าวแช่ ฯลฯ บางอย่างก็ถือปฏิบัติกัน
แต่เฉพาะในหมู่ชนมอญเท่านั้น ชาวมอญมีเลื่อมใส
ในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็
นับถือผีบรรพบุรุษกับผีอื่น ๆ ที่มีอิทธิฤทธิ์รวมทั้ง
เทวดาองครักษ์
ประเพณีแห่หงส์ ธงตะขาบ ของภาคกลางใน
จังหวัดสมุทรปราการ โดยชาวพระประแดง
(มอญปาก-ลัด) ปกติมักจัดขึ้นในวันที่ 13 เมษายน
หรือตรงกับช่วงวันสงกรานต์ ความเป็นมาหรือ
สาระสำคัญของประเพณีแห่หงส์ ธงตะขาบ ก็เพื่อ
เป็นการระลึกและเป็นการบูชา รวมไปถึงการเฉลิม
ฉลองให้กับครัง้ ที่พระพุทธเจ้า เสด็จกลับลงจาก
จากชั้นภพ ดาวดึงส์ นั่นเอง เป็นการถือปฏิบัติ
สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยผู้คนต่างมักจะนำ
เสาหงส์ และ ธงตะขาบ มาใช้คู่กัน
หลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือ
เหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบที่นครปฐมและอู่ทองนั้น
พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดีศวร” และ มีรูปหม้อน้ำกลศอยู่
อีกด้านหนึ่ง ทำให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักร
ทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึ้นในภาคกลางของดินแดน
สุวรรณภูมิ มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีน
หรือ นครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้
ขยายอำนาจขึ้นไป ถึงหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว
พ ศ. . 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้
ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้งเมืองหริภุญชัยที่ลำพูน
เมืองนครปฐมบริเวณพระปฐมเจดีย์ และใกล้เคียงมีการพบ
จารึกอักษรปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ อักษรมอญโบราณ บันทึก
เรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็น
อาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้าง จังหวัดนครปฐม อายุราวพุทธ
ศตวรรษที่ 12 (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์)
และพบจารึกอักษรมอญโบราณ สมัยหริภุญชัย ราวพุทธศตวรรษที่ 17
จำนวน 7 หลัก ที่ลำพูน (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญ
ไชย จังหวัดลำพูน)
ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน
พ.ศ. 1732 อำนาจขอมก็เริ่มเสื่อมลง พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนา
เป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระ
จากการปกครองของขอมพ่อขุนรามคำแหง พระราชโอรสของพ่อขุน
ศรีอินทราทิตย์ที่ได้ครองราชย์สืบต่อมา ทรงดัดแปลงอักษรขอม
และ อักษรมอญ มาประดิษฐ์เป็นลายสือไทย
ด้านจารึกภาษามอญบนใบลานนั้น พบมากมายตามหมู่บา้ น
มอญในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตามหมู่บ้านมอญใน
เมืองสะเทิมและเมืองไจคะมีในรัฐมอญ ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวม
นำมาเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่ห้องสมุดมอญ
เมืองเมาะลำเลิง นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้
จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำรามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์
พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย
การอบพยพ
ของมอญ
ทุกวันนี้ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม
การแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานจากพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ มีการ
เกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงคราม
ในปี พ.ศ. 2300 สมัยพระเจ้าอลองพญาเป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่ชาวมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่าง
ราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนใน
เมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง
ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำนวนมากหนีเข้ามากรุง
ศรีอยุธยาพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติ
พระยาราม และครัวเรือนให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึง
พ ศ. . 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีชาว
มอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ
ครั้งที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ แล้วประกาศเอกราช
ทรงชักชวนชาวมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราว พ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่
ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราว
แรก
ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำลายใน พ.ศ. 2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของชาวมอญมาทาง
ตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยา
ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูย้ายราชธานีไปอยู่ที่อังวะ หลังจากหงสาวดีถูกทำลายแล้ว ชาวมอญก็
ตั้งอำนาจขึ้นใหม่ในดินแดนของตน ต่อมาถึงรัชกาลพระเจ้าอโนเพตลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบชาวมอญ
อีกใน พ.ศ. 2156ทำให้เกิดการอพยพของชาวมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า ชาว
มอญกลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย
ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204หรือ 2205 ชาวมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฏขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลง
ได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้
สัมพันธ์กับกลุ่มชาวมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน
ครั้งที่ 6 หลังจากทีช่ าวมอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยก
กำลังไปตีกรุงอังวะแตก ต่อมาสมัยพระเจ้าอลองพญารวบรวมกำลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้ง
ราชวงศ์โก้นบองได้ และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือกลืนมอญ
ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลายระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้น
เหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวกเม็งในปัจจุบันนี้
ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับสมัยกรุงธนบุรี ชาวมอญก่อกบฏในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่าง
ทารุณแล้วเผาย่างกุ้งจนราบเรียบ ทำให้มอญอพยพเข้าไทยอีก พระเจ้าตากสินโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้าน
เรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับ
ตัวเองเป็นชาวมอญในปัจจุบัน ล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ ส่วนชาวมอญที่อพยพ
ก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี
ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ยึดเมืองทวาย
ได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย
ก็นำเอาชาวมอญ โดยเฉพาะที่เป็นพวก
หัวหน้าเข้ามา
ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาท
สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อชาว
มอญไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อ
สร้างเจดีย์ ได้ก่อกบฏที่เมืองเมาะตะมะ
ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอก
ใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้า
มงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็น
แม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี
ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกราก
ที่สามโคก (ปทุมธานี), ปากเกร็ด และพระ
ประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียก
กันว่ามอญใหม่
ชุมชน
ของมอญ
ชาวมอญได้อพยพมาพำนักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระ
นเรศวรมหาราช พระยาเกียรติ และพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่ม
ญาติพี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน
มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มชาวมอญใหม่ได้รับ
พระราชทานที่ดินให้ตั้งชุมชนอยู่ชานกรุงศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม
ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ในบริเวณที่กล่าวถึงใน
ประวัติศาสตร์ แต่ก็ยังมีชุมชนมอญ และกลุ่มวัฒนธรรมมอญกระจายอยู่บริเวณริมฝั่ งแม่น้ำ
เจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึงกรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไป
ตามที่ราบลุ่มริมน้ำภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรีอยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี
อ่างทอง นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ
ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่
ลำพูน ลำปาง ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมามีบ้างเล็ก
น้อยที่อพยพลงใต้ อย่าง ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินโปรดเกล้าฯ
พระราชทานที่ดินทำกินให้แต่แรกอพยพเข้ามา
ชุมชนมอญในประเทศไทย
มอญหนองดู่ จ.ลำพูน มอญไทรน้อย จ.นนทบุรี
บ้านมอญ จ.นครสวรรค์ มอญปทุมธานี จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเก่า จ.อุทัยธานี มอญสามโคก จ.ปทุมธานี
มอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี มอญคลองสี่(ทุ่งรังสิต) จ.ปทุมธานี
มอญบ้านเสากระโดง จ.อยุธยา มอญบางลำภู จ.เพชรบุรี
มอญสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี มอญคลองสามวา กรุงเทพฯ
มอญไทรโยค จ.กาญจนบุรี มอญคลองสิบสี่ (มอญหนองจอก) กรุงเทพฯ
มอญบ้านโป่ง จ.ราชบุรี มอญบางไส้ไก่ กรุงเทพฯ
มอญโพธาราม จ.ราชบุรี มอญบางกระดี่ กรุงเทพ
มอญกระทุ่มมืด จ.นครปฐม มอญลาดกระบัง กรุงเทพฯ
มอญบางจะเกร็ง จ.สมุทรสงคราม คลองมอญ กรุงเทพฯ
มอญบางปลา จ.สมุทรสาคร สะพานมอญ กรุงเทพฯ
มอญเจ็ดริ้ว จ.สมุทรสาคร มอญสลุย จ.ชุมพร
มอญปากลัด (มอญพระประแดง) จ.สมุทรปราการ มอญพระเพลิง จ.นครราชสีมา
มอญปากเกร็ด จ.นนทบุรี มอญบ้านนา จ.นครนายก
มอญเกาะเกร็ด จ.นนทบุรี
ความเป็นมา
ชุมชนมอญคุ้งพยอม
เดิมในสมัยรัชกาลที่ 5 มีชาวมอญอพยพมาอาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลองและมีอาชีพค้าขาย
กับชาวแม่กลองจังหวัดสมุทรสงคราม สินค้าที่ค้าขายคือเปลือกไม้พยอม ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้น้ำตาล
มะพร้าวไม่เน่าบูดง่าย ซึ่งไม้พยอมจะมีอยู่เป็นจำนวนมาก ต่อมาเรียกขานว่าตำบลโพธิ์พยอม ต่อมา
เปลี่ยนเป็นคุ้งพยอมจนถึงปัจจุบัน
พื้นที่ สภาพทั่วไปของตำบลเป็นที่ราบลุ่ม มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ แม่น้ำแม่กลอง พื้นที่อุดม
สมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์
ไว้ขอพร
ศาลเจ้าแม่เบิกไพร
ศาลเจ้าแม่เบิกไพร ตั้งอยู่เลขที่ 1 หมู่ 1 ตำบลเบิกไพร อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ประมาณในรัช
สมัยกรุงธนบุรีหรือประมาณ พ.ศ. 2317 เมืองราชบุรี (เมืองคูบัว) เป็นเมืองท่า มีการติดต่อค้าขายกับ
ชาวต่างประเทศ มีพ่อค้าชาวจีนซึ่งเคารพศรัทธาต่อองค์เจ้าแม่เทียงโหวเชี้ยบ้อ (เจ้าแม่ทับทิม หรืออีกใน
หลายชื่อ) จากเมืองจีนได้นำผงธูปติดตัวมาเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจในระหว่างเดินทางโดยได้ เดินทางมาทาง
เรือและมาติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวจีนในเมืองไทย เมื่อมาถึงเมืองคูบัว (ราชบุรี) ซึ่งเป็นเมืองท่า ได้เดิน
ทางมาที่บ้านโป่ง โดยเดินทางมาตามลำน้ำแม่กลอง เมื่อมาถึงตำบลเบิกไพร(ในสมัยนั้นเป็นชุมชนการ
ค้าขาย ตามประวัติอำเภอบ้านโป่ง จากหนังสือลุ่มน้ำแม่กลองของมหาวิทยาลัยศิลปากรและจดหมายเหตุ
เมืองราชบุรี ซึ่งหาหลักฐานได้ที่วัดม่วง)
สถานที่นั้นถูกต้องตามตำราการสร้างศาล และยังคุ้งน้ำวนใกล้บริเวณ และสมัยนั้นบ้านคุ้งพยอม
และบ้านเบิกไพรเป็นชุมชนแลกเปลี่ยนสินค้ากันจึงได้ สร้างศาลเล็ก ๆ ขึ้นหลังหนึ่งอยู่ติดกับลำน้ำแม่
กลอง และได้นำผงธูปขององค์เจ้าแม่เทียงโหวเชี้ยบ้อ ตั้งประดิษฐานไว้ หลังจากนั้นพ่อค้าชาวจีนก็เดิน
ทางค้าขายไปมา แต่มิได้นำกระถางธูปขององค์เจ้าแม่เทียงโหวเชี้ยบ้อกลับไปเมืองจีนแต่อย่างใด ชาว
บ้านโป่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ก็ได้นมัสการองค์เจ้าแม่เทียงโหวเชี้ยบ้อ สืบสานต่อจากพ่อค้าชาวจีน
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และได้ขนานนาม เจ้าแม่เทียงโหวเชี้ยบ้อ ว่า“เจ้าแม่เบิกไพร” ตามตำบลที่อยู่
กิตติศัพท์อภินิหารของเจ้าแม่เบิกไพร เป็นที่เลื่องลือในหมู่ชาวตลาดบ้านโป่งและจังหวัดใกล้เคียงเป็น
อย่างยิ่ง ได้รับความศรัทธาเลื่อมใสเป็นที่เคารพสักการะ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของ ประชาชนใน
อำเภอบ้านโป่งและจังหวัดใกล้
เคียงมาจวบจนถึงปัจจุบัน
ศาล เจ้าแม่เบิกไพร ได้รับรางวัล “ศาลเจ้าดีเด่น” ในเขตภาคกลาง ได้เข้ารับรางวัลศาลเจ้าดีเด่น
เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ปัจจุบันบริหารงานในรูปของคณะกรรมการโดยมี นายโสม
มนัส ศรีคำและนางวนิดา ศรีคำ เป็นผู้ปกครองดูแล
เที่ยวชม แวะชิม เนื่องจากละมุดของต.คุ้งพยอม นั้นมีพันธุ์ที่ไม่
สวนละมุดร้อยปี เหมือนใคร รสชาติหวาน กรอบ ปลอดสารพิษ
เนื่องจากในพื้นที่ของต.คุ้งพยอม นั้นเป็นพื้นดินที่
ค่อนข้างชุ่มชื้นทั้งปี ทำให้ต้นละมุดนั้นมีอายุยืน
และเป็นของดีของท้องถิ่น มีเอกลักษณ์แตกต่าง
จากที่อื่น เนื่องจากพื้นดินของที่นี่จะมีแร่ธาตุค่อน
ข้างสมบูรณ์ ไม่ต้องใส่ปุ๋ยหรือฉีดยาบำรุงเหมือน
พื้นที่ทั่วไป ช่วงที่ละมุดแก่และสุกได้ที่ จะอยู่
ประมาณเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม และมกราคม
ใน 1 ปีละมุดจะออกผลเพียงครั้งเดียว สามารถมา
เลือกซื้อรับประทานได้ประมาณ 3 เดือน ขณะนี้คง
เหลือต้นละมุดอยู่ประมาณ 1,000–2,000 ต้น จาก
กว่า 4,000 ต้น เนื่องจากประสบปัญหาน้ำเปลี่ยน
ทิศทาง จึงเกิดความแห้งแล้ง ส่งผลให้ละมุดล้ม
ตายไปเป็นจำนวนมาก จึงได้คิดจัดงานนี้ขึ้นเพื่อให้
ละมุดของที่นี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป อยากให้ละมุด
นั้นมีราคาขึ้นมาบ้าง เพราะตอนนี้ผลไม้ในบางพื้นที่จะ
ตกต่ำแต่ราคาละมุดของต.คุ้งพยอมนั้นราคาคงที่ไม่
ขึ้นและไม่ลง พอให้เกษตรกรนั้นอยู่ได้ แต่ก็อยากจะ
ให้มีราคามากกว่านี้ สำหรับต้นละมุดในพื้นที่ ต.คุ้งพ
ยอมนั้นส่วนใหญ่จะมีอายุมากกว่า 100 ปี เกือบทุก
ต้น และน่าจะเป็นที่เดียวในโลกที่มีต้นละมุดที่มีอายุ
มากกว่า 100 ปี มี 3 สายพันธุ์ คือ มะกอก ฝาชี และ
ไข่ห่าน ซึ่งในปัจจุบันละมุดที่ปลูกกันนั้นจะเป็นการ
ปรุงแต่งจากสายพันธุ์ชนิดใหม่แล้ว
นอกจากนั้นและนอกจากนั้นละมุดยังถูกนำมา
แปรรูปโดยการนำมาดัดแปลง โดยการนำมา
ดัดแปลงเป็นเมี่ยงคำละมุด ก๋วยเตี๋ยวละมุด ขนม
หม้อแกงละมุด และเมนูอื่นๆอีกด้วย
กราบนมัสการ
พระใหญ่ที่
วัดตาลปากลัด
วัดตาลปากลัด ตั้งเมื่ อ พ ศ. .2323 เหตุที่ตั้งชื่ อวัด
ว่าวัดตาล เพราะบริเวณที่ตั้งวัดมีต้นตาลขึ้นมากมาย และ
อยู่ใกล้ปากลัดแม่น้ำแม่กลอง วัดตาลปากลัดเมื่ ออดีตขึ้น
อยู่กับตำบลนครชุมน์ ได้มีการย้ายวัดเมื่ อใดไม่ทราบ แต่
เหตุที่ย้ายเพราะตลิ่งพัง
จึงย้ายมาอยู่ในเขตดงตาล อาณาเขต ทิศเหนือจดแม่น้ำแม่กลอง ทิศใต้จดที่ดินเอกชน
ทิศตะวันออกจดทางหลวงเก่า ทิศตะวันตกจดที่ดินเอกชน ได้รับพระราชวิสุงคามสีมาเมื่ อวันที่
13 เมษายน พ.ศ. 2429 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย
วัดตาลปากลัด เป็นวัดหนึ่งในประเทศไทยที่ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ขององค์
พระสัมมาสัมพุ ทธเจ้า(ส่วนพระอุ ระข้างซ้าย) จากประเทศอินเดีย มาประดิษ ฐานไว้ที่วัด ปัจจุบันมี
พระครูวิลาศวรธรรม อารยธมโม เป็นเจ้าอาวาส
นอกจากนั้นวัดตาลปากลัดนี้มีพระบรม
สารีริกธาตุเพื่ อให้ชาวบ้านสักการะ มีรูปปั้ นหงส์
มอญหลายตัว เพราะชาวบ้านที่เป็นมอญทำมา
ถวาย บริเวณนี้จะมีคลองกั้นระหว่างหมู่บ้าน
ชาวมอญ และหมู่บ้านชาวไทย ซุ้มประตูหน้า
โบสถ์ ก็เป็นศิลปะการก่อสร้างที่สวยงามแบบ
รามัญ รตจิตรเดินถัดเข้าไปด้านในวัดจะมีต้น
ตะเคียนหรือแม่ตะเคียน ต้นใหญ่มาก ๆ อายุ
กว่า 700 ปี ซึ่งเป็นที่เคารพนักถือของชาวบ้าน
และคนทั่วไปที่มาวัดนี้
และที่พลาดไม่ได้ที่วัดตาลปากลัดคนใน
ชุมชน คนในชุมชนมอญ และรวมตัวกันทำ
อาหารไว้สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวตามแบบ
ฉบับของชุมชนมอญอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้าว
เหนียวแดกงา (คะเปียง) และอื่ นๆอีกมากมาย
ชมเจดีย์เก่าแก่
วัดมะขาม
วัดมะขาม ตั้งอยู่ในอำเภอบ้านโป่ง ราชบุรี เป็น
วัดมอญเก่าแก่ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ภายในวัดม
บริเวณกว้างขวางร่มรื่น มีเจดีย์มอญที่ตั้งโดดเด่นอยู่
ด้านหน้าวัด เป็นเจดีย์มอญที่สวยที่สุดองค์หนึ่งในไทย
มีเจดีย์มุมประดับทั้งสี่มุม ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว
มุมของกำแพงแก้ว เป็นเจดีย์ประกอบทั้งสี่มุม อายุ
ของเจดีย์ไม่อาจระบุแน่ชัด เพราะไม่ปรากฏหลักฐานว่า
สร้างขึ้นเมื่ อใด แต่สันนิษฐานว่ามีความเก่าแก่ราว
200 ปี ผ่านการบูรณะหลายครั้ง
คาเฟ่
ในสวน
หากมาถึงคุ้งพยอม ไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้ก็คือนี่นี่
เลย “คาเฟ่ในสวน” ซึ่งต้องบอกว่าไม่เหมือนคาเฟ่ไหนๆ
อย่างแน่นอน เมื่ อเข้ามาที่คาเฟ่คุณจะได้รับการต้องรับด้วย
Wellcome Drink โดยเป็นน้ำชาละมุดที่เสิร์ฟพร้อมกับเมี่ยง
ละมุด ซึ่งต้องบอกว่าหากใครได้ชิมจะต้องติดใจจนต้องซื้อ
ติดมือกลับไปฝากคนที่บ้านอย่างแน่นอน
ด้ ว ย วิ ถี ข อ ง ช า ว ม อ ญ ส า ม า ร ถ ส ร้า ง ส เ น่ ห์ใ ห้กั บ ชุ ม ช น
ได้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตและอาชีพของคนมอญ
ไม่ว่าจะเป็น เครื่องจักสานที่มีคนรุ่นใหญ่มาทำให้เห็นกันใน
ทุกขันตอน นอกจากนั้นยังสอนวิธีทำขนมหม้อแกงจากละมุด
สุก ด้วยเนื่ องในพื้ นที่มีจำนวนละมุดมากมาย ทำให้กระจายสู่
ตลาดไม่ทัน ทางชุมชนจึงหาวิธีในการแปลรูปละมุดเป็นขนม
หม้อแกง เพื่ อนำไปช่วยตามงานบุญต่างๆ ในหมู่บ้าน
เมื่ อมาถึงคุ้งพยอม สิ่งที่จะพลาดไม่ได้เลยคือการชม
การแสดงลิเก ที่เป็นสเน่ห์ของบ้านคุ้งพยอมเป็นอย่างมาก
เพราะด้วยอาชีพลิเกที่ถูกสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ทำให้
คุ้งพยอมนั้นมีชื่ อเสียงมาก ในเรื่องลิเกที่เป็นเอกลักษณ์
เฉพาะเพียงที่นี่เท่านั้น
นั่งชม
ลิเกในสวน
ลิเก เกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์ คำว่า ลิเก เพี้ยนมาจาก
คำว่า ซิเกร์ ในภาษาเปอร์เซีย ที่ยืมมาจากคำว่า ซิกรุ (Zakhur) ในภาษาอาหรับ อันหมายถึง
การอ่านบทสรรเสริญ เป็นการรำลึกถึงอัลลอหฺพระเจ้าในศาสนาอิสลาม พระครูศรีมหาโพธิ
คณารักษ์ก็ได้กล่าวถึงลิเกไว้ว่า พวกมุสลิมนิกายชีอะห์ หรือเจ้าเซ็นจากเปอร์เซีย นำสวด
ลิเกที่เรียกว่า ดิเกร์ เข้ามาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุ ทธเลิศหล้านภาลัยกรม
พระยาดำรงราชานุภาพก็ทรง บันทึกว่า ยี่เกนั้น เพี้ยนมาจาก จิเก
มีบันทึกว่า พวกแขกเจ้าเซ็นได้สวดถวายตัว ในการบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่ อ พ.ศ.
2423 ต่อมาคิดสวดแผลงเป็นลำนำต่าง ๆ คิดลูกหมดเข้าแกมสวด ร้องเป็นเพลงต่างภาษา
และทำตัวหนังเชิด โดยเอารำมะนาเป็นจอก็มี ลิเกจึงกลายเป็นการเล่นขึ้น ต่อมามีผู้คิดเล่น
ลิเกอย่างละคร คือ เริ่มร้องเพลงแขก แล้วต่อไปเล่นอย่างละครรำ และใช้ปี่ พาทย์อย่างละคร
“ลิเก” มีพัฒนาการที่สลับซับซ้อน อย่างไรก็ดี ประวัติของลิเกแบ่งออกได้เป็น 6 ยุคหลัก
คือ ลิเกสวดแขก ลิเกออกภาษา ลิเกทรงเครื่อง ลิเกลูกบท ลิเกเพชร และ ลิเกลอยฟ้า
การเดินทาง
เที่ยวชม
การเดินทางมาเที่ยวคุ้งพยอมนั้น ต้องบอกเลยว่า
ไม่ได้ยากเลย ด้วยระบบการคมนาคมที่ทั่วถึง สามารถเดิน
ทางได้โดยรถส่วนตัว หรือรถประจำทางก็ยังได้ ปักหมุด
GPS มาที่วัดโพธิบัลลังก์ ต.คุ้งพยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
หากใครชอบแนวแบกเป้ขึ้นรถไฟก็ยังได้ โดยการ
นั่งรถไฟมาลงสถานีรถไฟบ้านโป่ง จากนั้นต่อรถเมล์หรือ
มอเตอร์ไซค์รับจ้างก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ
ส่วนเรื่องโรงแรม รีสอร์ท ที่พักในคุ้งพยอม ก็มีไว้
บริการนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกันครับจะมาแบบ One day
trip หรือ Two day trip ก็ได้เช่นกัน
เมื่ อเดินทางมาถึง ทางชุมชนมีรถซาเล้งไว้บริการ
นักท่องเที่ยว โดยคนในชุมชนจะเป็นคนพานักท่องเที่ยวไป
เที่ยวชมจุดต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดด้วยรอยยิ้มที่สดใจ
พร้อมแบะเต็มใจบริการอย่างแน่นอนครับ
หากนักท่องเที่ยวต้องการข้อมูลการท่องเที่ยวคุ้งพ
ยอมเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์การเรียนรู้วิถีชาติ
พันธ์บ้านคุ้งพยอม หมายเลขโทรศัพท์ 086-1613783
ขอขอบคุณ
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี
องค์การบริหารส่วนตำบลคุ้งพยอม
วัดโพธิบัลลังก์
พระคำนึง จิรวฑุฒโน
ศู น ก า ร เ รีย น รู้วิ ถี ช า ติ พั น ธ์ บ้ า น คุ้ ง พ ย อ ม
โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ
(1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย)
มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง
วิทยาลัยเทคนิดราชบุรี 2
เครือข่ายประชาคมงดเหล้า จังหวัดราชบุรี
สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)
สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคตะวันตก
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
แหล่งอ้างอิง
↑ สืบค้นเมื่ อ ↑"The World Factbook". CIA.gov.
January 24, 2018. Taylor, Erin
Marie (2013). "Nations on the move: Burmese migration to Australia". The
↑ สืบค้นเมื่ อUniversity of Melbourne. April 13, 2021.
"มอญ : ชนชาติเจ้าของอารยธรรมอันเก่าแก่ในแผ่นดินพม่า". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก
↑แหล่งเดิม เมื่ อ 2009-07-23. สืบค้นเมื่ อ 2013-07-27.
"มอญ : ชนชาติบนแผ่นดินสุวรรณภูมิ". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่ อ
↑2008-05-30. สืบค้นเมื่ อ 2013-07-27.
5.0 5.1 "จารึกวัดโพธิ์ร้าง". ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.
↑2006. คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่ อ 30 มีนาคม 2016.
"สำเนาที่เก็บถาวร". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่ อ 2018-03-12. สืบค้นเมื่ อ
↑2 0 1 7 - 0 5 - 0 6 .
"อักษรมอญ". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่ อ 2014-08-30. สืบค้นเมื่ อ 2013-
↑0 7 - 2 7 .
"ภาษามอญ". คลังข้อมูลเก่า เก็บจาก แหล่งเดิม เมื่ อ 2008-05-30. สืบค้นเมื่ อ 2013-
↑0 7 - 2 7 .
วิรัช นิยมธรรม, มอญ : ต้นตออารยธรรมอุ ษาคเนย์ Archived 2008-05-30 ที่ เวย์
แบ็กแมชชีนเรียบเรียงจากข้อเขียนของนายปันหละ พิมพ์ในสารานุกรมพม่า ฉบับที่ 10
↑ สุกัญญา เบาเนิด ว่าด้วยตัวตนคนมอญย้ายถิ่นในมหาชัย. วารสารเมืองโบราณ
↑ ประวัติและความเป็นมาของจะเข้
↑ ดนตรีมอญในพม่าว่าด้วย"จะเข้"
↑ เครื่องดนตรีไทย จะเข้ (เครื่องดีด)
↑ จะเข้ในบริบทสังคมไทย
↑ วรลักษณ์ กรรณวัฒน์. "พิธีกรรมเลี้ยงผีมอญ /รำผีมอญ". มรดกภูมิปัญญาทาง
↑วัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี.
"จารึกกลุ่มอักษรมอญโบราณ". จารึกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย. กรม
↑ศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม.
จุลลดา ภักดีภูมินทร์, เล่าเรื่องมอญ Archived 2011-07-28 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
↑บทความ-สารคดี ฉบับที่ 2486 ปีที่ 48 ประจำวันอังคารที่ 11 มิถุนายน 2545
ชุมชนมอญ Archived 2008-05-30 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน monstudies.com
INSPRED BY
AEY RATCHANON