บทเรยี นความสําเรจ็ ผู้นําต้นแบบ
โคก หนอง นา พฒั นาชุมชน
ด.ต. นิรนั ดร์ พมิ ล
ผูอ้ าํ นวยการศูนยก์ สิกรรมธรรมชาติทุ่งสง
ศูนยก์ สิกรรมธรรมชาติทุ่งสง
อาํ เภอทุ่งสง จังหวดั นครศรธี รรมราช
คานา
กรมการพัฒนาชุมชน โดยสถาบันการพัฒนาชุมชน กาหนดดาเนินการโครงการตลาดนัด
ความรู้ งานพฒั นาชมุ ชน (KM Market) ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 กจิ กรรมท่ี 2 เสริมสร้างการเรียนรู้
และสร้างแรงจูงใจในการจัดการความรู้ (Capture & Learn) กิจกรรมย่อยท่ี 2.1 การจัดการความรู้ โครงการ
พฒั นาพนื้ ท่ตี ้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ ตามหลักทฤษฎใี หม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล (KM สัญจร)
โดยมอบหมายใหศ้ นู ยศ์ กึ ษาและพัฒนาชุมชนทง้ั 11 แหง่ จัดทีมจัดการความรู้ ( KM Team) ในการลงพ้ืนท่ีเพื่อ
จัดเก็บและถอดองคค์ วามรู้ผนู้ าตน้ แบบ โคก หนอง นา พัฒนาชมุ ชน จานวน 2 ครัวเรือน
ศนู ยศ์ กึ ษาและพัฒนาชมุ ชนนครศรธี รรมราช เปน็ หน่วยงานทีม่ ภี ารกิจเกี่ยวกับการให้บริการ
ความรู้และ งานวชิ าการด้านการพฒั นาชุมชน ได้ดาเนินการจัดการความรู้โดยการจัดเก็บและถอดองค์ความรู้
การพฒั นาพ้นื ท่ีตน้ แบบการพัฒนาคณุ ภาพชีวิตตามหลกั ทฤษฎใี หม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา โมเดล ของผู้นา
ตน้ แบบเปา้ หมาย ดต.นริ ันดร์ พิมล (ศนู ยก์ สิกรรมทุง่ สง) ต.นาโพธ์ิ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราชให้เป็นพื้นที่
ต้นแบบของการน้อมนาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาประยกุ ต์ใช้สกู่ ารปฏิบัติอยา่ งเปน็ รูปธรรม
หนงั สือเล่มน้ีจัดทาขึ้นเพ่ือรวบรวมบทเรียนความสาเร็จผู้นาต้นแบบ โคก หนอง นา พัฒนา
ชุมชน โครงการพัฒนาพ้ืนที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา
โมเดล” เพอื่ ใช้เปน็ แนวทางในการพัฒนาและสรา้ งแหล่งเรยี นรตู้ ามหลกั ปรัชญาชองเศรษฐกิจพอเพียง ผู้จัดทา
หวงั เปน็ อย่างยิง่ วา่ หนังสือเล่มน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ศึกษาท่ีจะได้นาองค์ความรู้นี้ไปปรับประยุกต์ใช้ เพื่อให้
สามารถดาเนินชวี ติ ดว้ ยการพ่งึ พาตนเองไดอ้ ยา่ งยง่ั ยืน
ศูนยศ์ กึ ษาและพฒั นาชุมชนนครศรธี รรมราช
กรกฎาคม 2564
บทเรยี นความสาเรจ็ ผนู้ าตน้ แบบ โคก หนอง นา พฒั นาชุมชน โครงการพัฒนาพ้นื ท่ีตน้ แบบการพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ตาม
หลกั ทฤษฎใี หม่ ประยุกตส์ ู่ “โคก หนอง นา โมเดล” (KM สัญจร)
สารบัญ หน้า
1
ขอ้ มูลทวั่ ไป 1
จุดเร่มิ ต้น จุดเปลี่ยน 2
เรยี นรูจ้ ากปญั หา 4
น้อมนาหลกั คดิ ...สูก่ ารปฏบิ ัติจรงิ 7
ศาสตร์พระราชา ผลสาเรจ็ เชงิ ประจักษช์ ว่ ยไทย - แกว้ ิกฤตโลก 11
‘3 ระดบั 5 กลไก 7 ภาคี’กญุ แจสาคญั ของการขบั เคลือ่ นสืบสานศาสตรพ์ ระราชา 12
กลยทุ ธก์ ารทางาน 12
เทคนคิ การทางาน 13
ปัญหาและอปุ สรรค 15
ข้อชวนคิดจากลงุ ดาบ
บทเรยี นความสาเรจ็ ผนู้ าต้นแบบ โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน โครงการพัฒนาพน้ื ทีต่ น้ แบบการพฒั นาคุณภาพชีวติ ตาม
หลกั ทฤษฎใี หม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” (KM สญั จร)
การประยกุ ต์ศาสตร์พระราชาสู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
ตามแบบฉบับของคนนคร
ณ ศูนย์กสกิ รรมธรรมชาติทงุ่ สง อาเภอท่งุ สง
จังหวดั นครศรธี รรมราช
[1]
ขอ้ มูลทว่ั ไป
ชือ่ – สกลุ ด.ต. นริ นั ดร์ พมิ ล ผ้อู านวยการศูนย์
กสิกรรมธรรมชาตทิ ่งุ สง
ที่อยู่ ศนู ยก์ สกิ รรมธรรมชาติทงุ่ สง อาเภอทงุ่ สง
จังหวดั นครศรธี รรมราช
ตาแหนง่ ผู้อานวยการศูนยก์ สิกรรมธรรมชาตทิ ุ่งสงฯ
ขนาดพ้ืนที่ 15 ไร่
กิจกรรมในพนื้ ท่ี ได้แก่ ไมผ้ ลหลากหลายชนิด ,
ปลูกผกั และสมุนไพร เช่น มะเขือพวง ฟักทอง ตะไคร้ ขา่ ฯลฯ เลีย้ งไก่ไข่ ,เลีย้ งปลา ณ ศนู ยก์ สิกรรมธรรมชาตทิ ุ่ง
สง อาเภอทุ่งสง จงั หวัดนครศรธี รรมราช
จดุ เริม่ ตน้ จุดเปลี่ยน
ด.ต. นิรันดร์ พมิ ล ผอู้ านวยการศนู ย์กสกิ รรมธรรมชาติทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ประธานเครือข่าย
กสิกรรมธรรมชาติภาคใต้ หรือ “ลุงดาบ” อดีตตารวจตระเวนชายแดน เม่ือรับราชการได้ 37 ปีเศษ ในปี
พ.ศ. 2547 เขาลาออกเพราะได้ส่งลูกท้ัง 3 คนจนจบการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกสมตามความ
มุ่งหวัง และต้ังใจนาเงนิ ท่ีได้รับจากการเกษยี ณก่อนกาหนดไปซอ้ื สวนปาล์มน้ามัน 50 ไร่ สวนยางพารา 20 ไร่ แต่
ชีวติ ของเขาได้เปลี่ยนไป เมอื่ ดร.ววิ ฒั น์ ศัลยกาธร (อ.ยักษ์) ได้มาพักท่ีบ้านและถามว่าจะทาอะไรต่อไป เขาจึงเล่า
ให้ อ.ยกั ษ์ ฟัง วา่ ตอ่ ไปจะร่ารวยแล้ว เพราะจะมสี วนปาล์มนา้ มนั และสวนยางพาราของตวั เอง อ.ยักษ์ ย้ิม และตอบ
[2]
ว่า "กด็ ี ก็รวยไปคนเดียว แต่ถา้ ยางตายนง่ึ ทุกอย่างกจ็ ะหายวับไปกบั ตา ให้หันไปดูว่าเกษตรกรรอบข้างว่าพวกเขาจะ
พง่ึ ใคร" จึงไปนอนคดิ อยู่ 2 คืน แล้วบอกกบั ภรรยาทีล่ าออกจากครมู าพรอ้ มกันวา่ ตอ่ ไปน้จี ะเดนิ ตามรอยพ่อฯ
จากการทผ่ี ูบ้ งั คับบญั ชาบงั คบั ให้ไปเรยี นกับ อ.ยกั ษ์ ซ่งึ เขาไม่เคยรู้จกั มาก่อน เมอ่ื ไปอบรมท่ีศูนย์กสิกร
รมธรรมชาติมาบเอื้องกไ็ มส่ นใจฟัง จนกระท่ังได้ยิน อ.ยักษ์ พูดเรื่องจุลินทรีย์ในดิน ทาให้เขาตระหนักว่าบุคคลผู้นี้
เปน็ ผู้รจู้ ริง ลุงดาบจึงตั้งใจศึกษาหาความรู้โดยไปอบรมถึง 8 รุ่น และลงมือทดลองปฏิบัติด้วยตนเองมาแล้วทั้งสิ้น
ได้ผลดที กุ อย่าง จงึ เกดิ ความศรัทธาและมั่นใจว่าหนทางน้ีคอื ทางรอด
เรียนรู้จากปัญหา....
ขณะเป็นตารวจตระเวนชายแดน ลุงดาบพบว่าปัญหาของชาวบ้านคือการถูกข้าราชการเอารัดเอา
เปรยี บ เขาจึงพยายามชว่ ยเหลือชาวบ้านทกุ อย่างเท่าที่ทาได้ โดยเฉพาะการให้การศึกษา ปัญหาที่เกิดจากนโนยาย
รัฐที่ในอดีตส่งเสริมให้ปลูกยางพาราและปาล์มน้ามัน ปัจจุบันส่งเสริมให้ปลูกทุเรียน และมะพร้าว ซ่ึงการปลูกพื ช
เชิงเดี่ยวน้ันต้องใช้พ้ืนที่มากข้ึน ทาให้เกิดการตัดไม้ทาลายปุา ไม่มีรากไม้ใหญ่ยึดดิน สวนสมรม (สวนท่ีปลูกพืช
หลากหลายประเภท) อันเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวใต้หายไป อีกท้ังสิ่งปลูกสร้างท่ีขวางทางน้า รวมถึงสภาพ
ภูมิอากาศท่ีเปลี่ยนไป ทาให้พ้ืนที่ภาคใต้เส่ียงต่อการเกิดภัยพิบัติรุนแรง เช่น การเกิดพายุเกย์ท่ี จ.ชุมพร มหา
อุทกภัยที่หมู่บ้านคีรีวง และโคลนถล่มท่ีบ้านกระทูน จ.นครศรีธรรมราช จึงเป็นที่มาของการฝึกหลักสูตรพัฒนา
ศักยภาพผู้นาอาสาสมัครเพื่อปูองกัน เตือนภัย และฟ้ืนฟูชุมชนในภาวะวิกฤติ แน่นอนว่าในพ้ืนท่ีภาคใต้ส่ิ งที่นิยม
ปลูกกันแทบจะทุกพ้ืนท่ี คือ “ยางพาราและปาล์มน้ามัน” ซ่ึงล้วนแต่เป็นการปลูกพืชเชิงเด่ียว อาจเน่ืองมาจากพืช
ทัง้ สองอยา่ งน้ี คือหนง่ึ ใน “พชื เศรษฐกจิ ” ทสี่ ร้างรายไดใ้ หก้ บั ประเทศ สร้างกาไรให้กับเกษตรกรเป็นกอบเป็นกาใน
ยุคหนึ่ง และเปน็ ผลพวงจากนโยบายส่งเสริมของภาครัฐในอดีต แต่เม่ือทุกคนแห่มาปลูกกันมากข้ึน ราคายางท่ีเคย
สูงถงึ หลกั รอ้ ยบาทตอ่ กโิ ลกรัมกล็ ดต่าลงทุกๆ ปี ตามกลไกตลาด
นอกจากนั้น เกษตรกรชาวสวนยางยังเผชิญกับปัญหา “ยางตายน่ึง” คือ การกรีดแล้วไม่มีน้ายาง
ออกมา เน่ืองจากหน้ายางเปลือกแห้งหรอื หนา้ ยางตาย ซ่งึ ปัญหาน้กี ลายเปน็ ปัญหาอนั ดบั ตน้ ๆ ของการทาสวนยางท่ี
ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างถาวร และไม่เพียงแต่ในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น ในพ้ืนที่อ่ืนๆ เช่น ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ท่ีหันมาปลูกยางจานวนมากก็เจอปัญหานี้ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายหม่ืนล้าน
บาทในปี พ.ศ. 2555 เม่ือยางตายน่งึ มากข้ึน เกษตรกรมองว่าเป็นความผิดพลาดในการปลูก จึงลงทุนในการดูแล
มากขน้ึ ท้ังการใสป่ ุย๋ กาจัดวัชพชื ไปจนถึงการใช้สารเคมี เพ่ือเร่งผลผลิตน้ายาง รวมถึงการถางปุาเพื่อปลูกยางใน
พน้ื ทม่ี ากข้ึน ไม่มรี ากไมใ้ หญย่ ดึ ดิน สวนสมรม (สวนทป่ี ลูกพืชหลากหลายประเภท) อนั เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวใต้
หายไป ผลพวงจากทั้งหมดท่ีกล่าวมา แสดงออกมาผ่านทางความรุนแรงในรูปแบบ “ภัยพิบัติ” อันเป็นส่ิงที่ “ลุง
ดาบ” เจอมากับตัวเองขณะเป็นตารวจตระเวนชายแดน ก่อนที่ ลุงดาบ จะศรัทธาศาสตร์พระราชา ในปี พ.ศ.
2547 ลุงดาบตัดสินใจเกษยี ณอายุราชการ หลงั จากสง่ เสียลูกๆ เรียนจบปริญญาโทและปริญญาเอกแล้ว จึงนาเงิน
ไปซอ้ื สวนปาล์มนา้ มนั 50 ไร่ สวนยางพารา 20 ไร่ เพอ่ื เลย้ี งชพี แต่ดว้ ยคาของอาจารย์ยักษ์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกาธร
อดีตรัฐมนตรชี ว่ ยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่วี า่ ....“กด็ ี ก็รวยไปคนเดยี ว แตถ่ ้ายางตายนงึ่ ทุกอยา่ งก็จะ
[3]
หายวบั ไปกบั ตา ใหห้ ันไปดูว่าเกษตรกรรอบข้างว่าพวกเขาจะพ่ึงใคร” คาพูดน้ันวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของ
ลงุ ดาบ 2 คืน ลุงดาบจึงตดั สินใจชวนภรรยา “เดินตามรอยศาสตรพ์ ระราชา” นับตัง้ แต่วนั นั้นเปน็ ต้นมา
จากการเขา้ อบรมกบั อาจารย์ยักษ์ เรยี นรู้ศาสตร์พระราชา ทั้งปุา 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ลุงดาบ
เกดิ ความศรทั ธาและเชอ่ื ว่าน่ีคือทางรอดทจี่ ะช่วยชาวบา้ นพ่ีนอ้ งคนใต้ได้ จงึ เข้าอบรมถงึ 8 ร่นุ ด้วยการลงมือปฏิบัติ
เองจนได้ผลดี จึงเกิดความตั้งใจว่า “จะเดินตามรอยพ่อ” ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อช่วยชาวบ้าน ลุงดาบ
กลับมาเปิด ศนู ย์กสิกรรมธรรมชาติทงุ่ สง เครอื ขา่ ยมลู นธิ ิกสิกรรมธรรมชาติ ถา่ ยทอดองค์ความรู้ให้กับชาวบ้าน โดย
มวี ชิ าเอกคือ “เตือนภัย ปูองกัน ฟื้นฟูภัยพิบัติ โดยใช้ศาสตร์พระราชา” ที่มาของการฝึกหลักสูตรพัฒนาศักยภาพ
ผนู้ าอาสาสมัครเพอ่ื ปูองกนั เตือนภัยและฟื้นฟูชุมชนในภาวะวิกฤติ (Crisis Management Survival Camp: CMS)
อันเป็นหัวใจสาคัญในการเตรียมพร้อม ให้ชาวบ้านรับมือหากมีภัยพิบัติเกิดข้ึนในอนาคต ขณะเดียวกันเมื่อรู้วิธี
ปอู งกันและรบั มอื แล้วลุงดาบยังได้ทาการ “ฟน้ื ฟอู าชีพใหเ้ กษตรกร” เพอื่ นาไปตอ่ ยอดทากินในผืนดินของแต่ละคน
ไม่เพยี งเท่าน้ัน การทมุ่ แรงกายและใจในการช่วยชาวบ้านจากศาสตร์พระราชายังสร้างแรงบันดาลใจ
ให้กับลูกชาย นรากร พิมล (ปลัดเบิร์ด) ปลัดองค์การบริหารส่วนตาบลคลองยาง จ.กระบี่ วิทยากรศูนย์กสิกรรม
ธรรมชาติทุ่งสง และ ลูกสาว พรพรรณ พิมล (บี) ผู้ประสานงานศูนย์กสิกรรมธรรมชาติทุ่งสง อันเป็นกาลังหลัก
สาคัญทจ่ี ะรับชว่ งต่อจากลงุ ดาบ ขณะเดยี วกันก็พรอ้ มท่จี ะสง่ ต่อให้รุ่นหลานตอ่ ไปดว้ ย เพราะ “พ่อสอนเสมอว่า เมื่อ
มโี อกาสตอ้ งทดแทนใหผ้ อู้ ่นื ” จากการเฝาู ดพู ่อทางานใหช้ าวบา้ น นรากร พิมล (ปลัดเบิร์ด) ได้เห็นนวัตกรรมต่างๆ
ที่พ่อนามาใช้กับศูนย์ และรู้สึกว่าอาจเกินกาลังท่ีชายคนหน่ึงจะรับไหว จึงเอ่ยขอช่วยและได้ไปอยู่ที่ศูนย์กสิกรรม
ธรรมชาตมิ าบเอื้อง 6 วนั ซึมซับความรเู้ รื่องดิน เร่ืองป๋ยุ และด้วยทางานใกลช้ ิดกับเกษตรกร ก็ได้เห็นว่า จากหลาย
พื้นท่ีที่เคยเป็นปุา กลายเป็นปุายางที่ใช้แต่เคมีภัณฑ์ เม่ือเจอกับภัยพิบัติหน้าดินพังทลาย สารเคมีจึงซึมซับไปทุก
พ้นื ท่ีต้ังแตพ่ น้ื ทีส่ งู จนถึงทะเล เป็นเหมอื นสงครามท่กี าลงั สร้างหายนะใหก้ บั โลก และ “พ่อคือต้นแบบของการไม่น่ิง
ดูดายต่อหายนะทกี่ าลงั จะเกิดขนึ้ ” จึงนาสิ่งที่ไดเ้ รียนรู้จากทั้งพ่อและศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอ้ือง มาถ่ายทอด
ให้กบั เกษตรกรในพื้นท่ี
เช่นเดียวกับ พรพรรณ พิมล (บี) ผู้ประสานงานศูนย์กสิกรรมธรรมชาติทุ่งสง ที่ทาหน้าที่ด้านงาน
ธุรการเอกสาร ประชาสัมพันธ์ รวมถึงการเป็นวิทยากรเร่ืองการทาผลิตภัณฑ์ให้กับชาวบ้านภายใต้ช่ือว่า “คนมี
น้ายา” โดยใช้ความรูด้ ้านเคมที เี่ รยี น มาทาการวิจัยบาบัดสารปนเปื้อน หันมาทดลองทาผลิตภัณฑ์ใช้เองโดยใช้สาร
ธรรมชาติเพื่อใช้ในชีวิตประจาวัน นอกจากรับไม้ต่อจากพ่อแล้ว ทั้งสองคนยังพร้อมจะส่งต่อไปถึงรุ่นหลาน “คา
สอนของในหลวงรัชกาลท่ี 9 ตอ้ งไม่หาย ภูมิปญั ญาบรรพบุรษุ แต่ละพนื้ ทจี่ ะตอ้ งไม่หายและถูกส่งต่อ” นรากร พิมล
(ปลัดเบิร์ด) บอกอยา่ งหนักแน่น...ไม่ตอ้ งรอสงครามทจ่ี ะทาใหท้ ุกคนบนโลกเกง่ เพอ่ื ให้ดารงชีวติ อยู่ได้ เพราะทุกวันนี้
สง่ิ ที่เรากาลังเผชิญอยู่ก็คือ “สงคราม” ในรูปแบบหน่ึง และศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลท่ี 9 ก็คือหนทาง
“รอด” ท่ียงั่ ยืน
[4]
นอ้ มนาหลกั คดิ ...ส่กู ารปฏบิ ัตจิ รงิ
เม่อื พูดคยุ กันถึงความเปน็ มาสักครใู่ หญ่ จึงได้เข้าสู่ประเดน็ คาถามตา่ งๆ ท่ีเก่ยี วข้องกับ ศาสตร์
พระราชา สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”เร่ิมตน้ ในประเดน็ ทว่ี ่า .. แต่ละภูมิภาคสามารถใช้ “โคก หนอง นา โมเดล” ได้
หรือไม่
ลงุ ดาบเล่าวา่ ทาได้ทั้งหมด โดยเฉพาะตามแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” สามารถทาได้ตงั้ แต่พืน้ ที่ 1
ไร่ 5 ไร่ 15 ไร่ 50 ไร่ หรือจะถึง 100 ไร่ ก็ทาได้หมด เกษตรกรท่ีอยากใชว้ ธิ ีแบบ “โคก หนอง นา โมเดล” ตอ้ ง
อธิบายใหเ้ ข้าใจก่อนวา่ หลักสาคญั จรงิ ๆ ตอ้ งออกแบบตามหลักภมู สิ ังคม ซ่งึ เปน็ คาท่ีในหลวงรชั กาลท่ี 9 ท่านได้
พระราชทานให้ ภมู ิ คือ กายภาพ ดนิ นา้ ลม ไฟ สงั คม คอื วฒั นธรรม ความเชอื่ ภูมิปญั ญาดงั้ เดิมทอ่ี ยใู่ นพ้นื ทนี่ ้นั
โดยต้องทาตามแบบคนทอ่ี ยู่ เหมอื นสานวนทวี่ า่ ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ พืชแต่ละชนิดท่ีปลกู ไม่เหมอื นกนั ความ
ตอ้ งการน้าย่อมไม่เหมือนกนั เราเลยตอ้ งรูว้ า่ ในพื้นท่ขี องเรานั้นตอ้ งการอะไร อยา่ งไร โดยทีห่ ลักของภูมิ จะใช้หลักที่
เหมอื นกันทั้งประเทศ เช่น ปรมิ าณนา้ ฝนในพนื้ ทีแ่ ตล่ ะพ้นื ที่ เรากน็ าปริมาณน้าฝนนน้ั มาเป็นตวั คานวณ ต่อไปก็ดู
ทศิ ทางแดด ทิศทางลม การวางผงั อะไรก็ตามต้องคิดถงึ เรือ่ งนีห้ มดเลย
การออกแบบหลุมขนมครก หรอื ก็คอื “โคก หนอง นา” ในพน้ื ที่ จะต้องคานงึ ถงึ ตัวแปรอะไรเปน็
สาคญั “โคก หนอง นา” ตอ้ งการอยู่ 5 อย่าง คือ
1) นา้ มองให้เหน็ คุณค่าของนา้ ฝนท่ีตกลงมา และตอ้ งเก็บไว้ให้ไดม้ ากที่สุด ไมว่ า่ จะเป็นการเก็บใน
ภาชนะ เกบ็ ในดนิ เกบ็ ในตน้ ไม้ เก็บในภาชนะธรรมชาติ เราตอ้ งร้ใู หไ้ ด้ว่า ในพื้นที่ของเราน้ัน หากมีฝนตกลงมา จะ
บริหารจดั การนา้ กักเกบ็ น้าไว้ใชใ้ นพ้นื ที่ได้อย่างไรบา้ ง ดังนั้นจึงต้องขุดคลองไส้ไก่ ขุดหลุมขนมครก อย่างน้อยเมื่อ
ผ่านไปแลว้ 4-5 วัน นา้ ก็ยังเก็บไว้ใช้ได้
2) ดิน ลักษณะของการอุ้มน้าท่ีต่างกัน มีผลต่อการออกแบบพื้นที่ สิ่งท่ีสาคัญอีกอย่าง คือ การ
ฟนื้ ฟูดนิ ใหด้ ีขน้ึ
3) ลม ซง่ึ จะหอบท้งั รอ้ นและฝนเข้ามาในพื้นท่ี ต้องรูว้ ่าลมพัดเข้ามาทางไหน
4) ไฟ นั่นคือ แสงจากดวงอาทิตย์ ควรสังเกตหลายๆ คร้ังในทุกฤดู ซึ่งแต่ละฤดูมีทิศทางและ
ชว่ งเวลาท่ีไมเ่ หมอื นกัน
5) คน ความต้องการของคน คนคิดอย่างไร ออกแบบให้เหมาะสมกับการดารงชีวิตของผู้อยู่ท่ีนั่น
จึงจะดที ี่สุด
“นอกจากการบรหิ ารจัดการนา้ แล้ว “โคก หนอง นา” สามารถเล้ียงชีวิต ได้หรอื ไม่”
ลงุ ดาบกล่าวอยา่ งหนกั แน่นว่า “ได้แน่นอน” อยากให้ไปดูกันที่บ้านลูกศิษย์ผมคนน่ึง ซ่ึงหลังจากท่ีได้มา
เรียนรู้แลว้ กไ็ ดก้ ลับไปโค่นต้นยาง โคน่ ทเุ รยี นพนั ธ์บุ างสว่ น เพอ่ื ปรับใชว้ ชิ าความรู้ท่ีได้ไป จนตอนนี้มีกิน มีใช้ มีเงิน
เข้าบา้ นทกุ วัน ในส่วนของรายละเอียดลกึ ๆนน้ั อยากให้มาลองเรียนภาคปฏบิ ัตดิ ้วยกันทีน่ ี่ 5 วนั 4 คนื
[5]
เล่าขาน.....ความสาเรจ็
ในอดีตพ้ืนทต่ี รงนเี้ จ้าของเดมิ ขุดทาเปน็ แปลงปลกู มะพรา้ วน้าหอม เจ้าของเดิมได้คนเอาดินชั้นล่างข้ึนมา
ไว้ด้านบนหลังจากน้ันธาตุอินทรียวัตถุไม่ค่อยมีทาให้ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น เมื่อท่ีดินผืนนี้ตกเป็นของลุงดาบก็ได้นา
หลักการห่มดินต่างๆมาใช้หลังจากนาหลักการห่มดินมาใช้ได้ประมาณเดือนกว่า ๆ ปลูกอะไรก็ขึ้นใช้ระยะเวลา
ประมาณ 8-9 เดอื นจากพืน้ ท่ที ีไ่ ม่มอี ะไรปลกู หญ้ากไ็ มข่ ึ้น หลักในการห่มดินโดยใช้หลัก “ อย่าปลอกเปลือกเปลือย
ดนิ ใหห้ ่มดนิ ” เปน็ การใช้ธรรมชาติให้เกดิ ประโยชนส์ งู สดุ หลกั การ
1 การใช้จลุ ินทรีย์ ลุงพยายามส่ือว่าจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตท่ีล่องลอยอยู่ทุกอณูของอากาศจุลินทรีย์จริงๆ
แลว้ มีอยู่ 3 พวกไดแ้ ก่
1.1 จุลนิ ทรยี ์จาพวกทาลายมีหน้าที่ย่อยสลายน้ันก็เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติยกตัวอย่างใบไม้
ร่วงหลน่ ลงมาเนี่ยทกุ ปเี มอื่ ใบไม้ร่วงหล่นลงมา 3 วนั แลว้ มนั ไปไหนล่ะใบไม้ลงไปคลุมพ้ืนหรือคลุมโคนต้นไม้เรียกว่า
การห่มดินแบบธรรมชาตแิ ตค่ นยุคใหม่ไมร่ ู้ไมไ่ ด้ความร้มู าจากไหนบอกใบไม้ท่ีร่วงหล่นลงมาจะต้องกว่าเราไปเผาให้
หมดกอ่ นวา่ แทนทมี่ ันจะย่อยสลายใหร้ ะบบไหลราบปรากฏไปทาลายธรรมชาติหมดเลย
1.2 จลุ ินทรีย์พวกสรา้ งสรรค์สร้างสรรค์น้ีสภาวะแวดล้อมท่ีเขาชอบอยู่คือดินหรือแหล่งน้าหรือ
สภาวะอากาศทม่ี ีความเปน็ กลางปลูกอะไรก็ขึ้นต้นไมอ้ ยูต่ รงไหนก็ข้ึนมา
1.3 จุลินทรียจ์ าพวกหนึง่ เขากเ็ รยี กวา่ พวกท่ีเป็นพวกตามตรงน้ีสภาวะธรรมชาติสร้างมาเยอะมี
หน้าท่ีตามอยา่ งเดียวแลว้ แตจ่ ลุ ินทรีย์ฝุายไหนจะเป็นผนู้ า
จุลินทรีย์เป็นส่ิงมีชีวิตต้องการอาหารและสารอาหารของจุลินทรีย์คือไอระเหยหรือออร่าของระบบราก
ของพืชแตล่ ะชนิด ลองขุดรากยางพารา หรือรากพืชแต่ละชนิดล้างน้าให้สะอาดเอาเฉพาะปลายรากขนอ่อนเสร็จ
แล้วมาบดให้ละเอียดผสมด้วยน้ากล่ันเป็นน้า ลองส่องด้วยกล่อง ฯ เราจะเห็นเชื้อโรคจะเป็นส่ิงมีชีวิตเคลื่อนไหว
ตลอดเวลาซึง่ กค็ ือจลุ นิ ทรยี ์
2 การห่มดนิ เม่ือใชห้ ลกั การห่มดินจะทาให้เกดิ จลุ นิ ทรียเ์ กดิ ความร้อนช้ืนส่ิงมีชีวิตที่นั่นก็คือจุลินทรีย์จะ
เกิดความร้อน “ห่มดิน” หรือ “คลุมดิน” โดยใช้ฟาง เศษหญ้า หรือใบไม้ท่ีสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ
และใส่อาหารให้แก่ดิน ด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพลงไป เพื่อให้อาหารแก่ดิน แล้วดินจะปล่อยธาตุอาหารให้พืช
โดยกระบวนการยอ่ ยสลายของจลุ ินทรยี เ์ รยี กหลกั การน้วี า่ “เลย้ี งดิน ใหด้ นิ เล้ียงพืช”
วธิ ีการห่มดนิ
1) ห่มดนิ ดว้ ยฟาง เศษหญ้า หรอื ใบไม้ รอบโคนตน้ ไมป้ ระเภทไม้ยืนตน้ โดยเว้นให้ห่างจากโคนต้นไม้
1 คืบ ห่มหนา 1 คบื –1 ฟตุ ทาเปน็ วงเหมือนโดนัท โรยด้วยปุ๋ยคอก (มูลสัตว์) บาง ๆ และรดด้วยน้าหมักชีวภาพ
ผสมน้าเจอื จาง อตั ราส่วน 1 : 50-100
2) หม่ ดนิ ในท่ดี นิ ผืนใหม่ทเ่ี พง่ิ ขดุ ปรบั พื้นท่ี หรือดินท่ีเส่ือมสภาพ เพื่อปรับปรุงคุณภาพของดินก่อน
เร่ิมการเพาะปลกู ดว้ ยการหม่ ฟาง เศษหญ้า หรือใบไม้ ให้หนาอย่างน้อย 1 ฟุต ทั้งแปลง โรยด้วยปุ๋ยคอก แล้วราด
รดดว้ ยน้าหมกั ชวี ภาพผสมนา้ เข้มขน้ อัตราสว่ น 1 : 10
[6]
3) โดยวิธีน้ี เปน็ การระเบิดดินท่แี หง้ แขง็ ใหม้ ีความชมุ่ ชน้ื (ฟางหม่ คลมุ ดนิ เพื่อลดการระเหยของน้าในดิน
ปุ๋ยคอกทใี่ สเ่ พ่ือเพิ่มอนิ ทรยี วตั ถุ นา้ หมกั ทาหน้าท่ียอ่ ยสลายทัง้ ปุ๋ยและฟาง ให้กลายเปน็ อนิ ทรียวัตถุได้เร็วขึ้น) ซึ่งวิธี
นี้อาจต้องใช้เวลา 3 เดือนขึ้นไป โดยยังไม่ควรปลูกพืชใด ๆ เพราะน้าหมักที่เข้มข้นอาจทาให้ต้นไม้ตายได้ การ
ปฏบิ ตั ิเชน่ นี้ จะทาใหด้ ินกลับมามชี วี ิต เป็นการ “คืนชีวติ ให้แผน่ ดิน”
ประโยชนข์ องการห่มดิน
เป็นทอ่ี ยู่อาศยั ของจลุ นิ ทรีย์
เปน็ อาหารให้สตั ว์หนา้ ดนิ เช่นไส้เดือน ก้งิ กือ ฯลฯซึง่ ช่วยพรวนดนิ และถา่ ยมลู เป็นปยุ๋ ให้พืช
เกบ็ รักษาความช้ืน
เม่อื ย่อยสลายจะกลายเป็นฮวิ มสั ซึ่งเป็นปุ๋ยให้กบั พชื
ประโยชน์ของจุลินทรยี ์
ชว่ ยตรงึ ไนโตรเจนจากอากาศ ซงึ่ ในอากาศมีกา๊ ชไนโตรเจนอยูถ่ งึ 78%
ช่วยย่อยสลายซากพชื ซากสตั ว์
ช่วยย่อยแร่ธาตุท่ีอยู่ในหิน ลูกรัง ทราย เช่น ธาตุอาหาร กลุ่ม เหล็ก แมงกานีส สังกะสี
ฟอสฟอรสั เปน็ ตน้
ชว่ ยผลติ ฮอร์โมนใหพ้ ืชชว่ ยผลติ สารปอู งกันโรคพชื
ชว่ ยผลติ สารปูองกันโรคพชื
หลกั การท่ีๆทล่ี ุงทาลงไป ลุงไม่ต้องการธุรกิจดา้ นอ่ืนหลายคนรู้ว่าลุงมีท่ี 15 ไร่ก็บอกว่าต่อไปน้ีลุงจะรวย
และปลกู ปาลม์ นา้ มันก็ 8 ไรป่ ลกู ยางพาราสกั 7 ไรอ่ นั นั้นไม่ใชว่ ิถชี วี ิตของลุง วิถีชีวิตของตัวเองเปน็ ขา้ ราชการอยู่ป่า
เป็น ตชด. อย่ปู ่ายางความยากยากของชาวบา้ น ความทุกขข์ องเกษตรกรในพ้ืนที่กันดาร ลุงตั้งใจไว้นานแล้วจะเปิด
เป็นศูนยเ์ รยี นรไู้ มห่ วงั เงินตอบแทนใดๆทงั้ สนิ้ ...เหตผุ ลวา่ ตอ้ งการเปรยี บศนู ยเ์ รยี นรู้เสมอื นวัดใครก็ได้เข้ามาเรียนรู้ไม่
ว่าจะเปน็ นักเรยี น นกั ศึกษา เกษตรกรที่ปรบั ปรงุ ดนิ ไมเ่ ปน็ หรอื ปลกู อะไรไม่ขน้ึ สามารถเขา้ มาดูในน้ีได้ มีแหล่ง
น้า โคก หนอง นา ถ้าหน้าแล้งเราก็มีแหล่งน้า เม่ือ
ฝนมาเราก็มีแหล่งอาหารทาอาหารอยู่บนพ้ืนท่ีสูง
สามารถเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ปลูกพืชผักที่เรามา
สามารถมาใชใ้ นการดารงชีวิตอย่ไู ด้
พ้ืนท่ีเพียง 1 ไร่เราสามารถทาให้รอดพ้น
จากความอดอยากได้ ตวั อยา่ งเชน่ “บ้านพอเพียง”
ภายในแปลงสาธติ ศูนยก์ สกิ รรมธรรมชาตทิ งุ่ สงจริงๆ
แล้วมันมีอยู่แค่ 1 - 2 งาน แตอ่ าหารการกนิ มีต้ังแต่
พืชผักหลายชนิด เช่น เป็นมะละกอและต่างๆ
[7]
สามารถเลีย้ งไกไ่ ด้เลี้ยงครอบครัว ซ่ึงลุงได้เล้ียงแม่เล้ียงไก่ไข่ไว้ 20 ตัวมันไข่วันละ 22 ใบหลายคนหัวเราะท่ีย้าอีก
ครั้งทีบ่ อกว่า 22 ฟองไปเพราะมันเปน็ พื้นท่ีทป่ี ลอดสารพษิ ปลอดสารเคมยี า ฆ่าหญ้า ไก่ป่ามันเข้ามาไข่ มาอยู่กับ
ไกแ่ ม่ไก่ท่เี ราเล้ยี งไวแ้ ลว้ ก็ไขว่ นั ละ 22 ฟอง ด้วย 20 ตัวเป็นไก่ของเรา ไก่ป่ามาไข่ไว้ให้ 2 ใบแต่ไม่ได้ไข่ทุกวันนะ
4 วนั 5 วันมาไขท่ ี คอ่ ยๆปรับพน้ื ที่
ทว่ี า่ ศูนยก์ สิกรรมธรรมชาติทุ่งสงไม่ใช้สารพิษ ไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้ายาฆ่าแมลงก็ไม่มี ใช้หลัก
ของธรรมชาตทิ งั้ หมดน้นั พื้นที่ทอ่ี ุดมสมบรู ณ์มงี ูมาอยู่บ้างที่ 2 ตัวสัตว์มีพิษก็มีบ้างประปราย ส่วนใหญ่ท่ีไปเข้าไป
ใช้พชื สมนุ ไพรมาแกต้ ัวทากไมก่ ลา้ เขา้ มากัดเร่ืองต่างๆ ท่ีศูนย์กสกิ รรมธรรมชาติทุ่งสงจะปลูกสมุนไพรด้วยสมุนไพร
ไมไ่ ดร้ ับเปน็ หมอรกั ษาโรคแตเ่ พยี งแต่ใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพท้ังหมด ก็ใชพ้ ชื สมนุ ไพรภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิ
ปญั ญาบรรพบรุ ษุ แต่โบราณนามาใช้รักษาโรคบางชนิดได้ อย่างโรคโควิช 19 มีข่าวว่าสามารถใช้สมุนไพรพื้นบ้าน
ของเราปอ้ งกนั ไดโ้ ดยกนิ พชื สมุนไพรต่างๆ เช่น มะนาว หวั กระชาย ขิง ข่าประมาณนนั้ จริงๆแล้วมันเป็นอาหารของ
คนไทยเราในอดีต ปัจจุบันทุกคนลืมตัว อย่างสมัยก่อนทหารไปรบมาเกิดบาดแผลก็ไม่ได้หาไม่หาหมอหรอกใช้
สมุนไพรพื้นบ้านในชมุ ชนแต่ละชุมชนนน่ั แหละในการรกั ษา
ศาสตร์พระราชา ผลสาเรจ็ เชงิ ประจกั ษ์ช่วยไทย - แกว้ กิ ฤตโลก
หลังจากที่ลุงออกจากราชการเมื่อปี 2547 อดีต
ไมเ่ คยเชอ่ื เรอ่ื งว่าหลกั กสกิ รรมธรรมชาติเวลาไปอบรมที่ไหน
ก็มักบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ทาง
สายกลาง “เศรษฐกิจพอเพียง” ยังเป็นเร่ืองเข้าใจยากเม่ือ
ได้ไปเรียนรู้กับอาจารย์ยักษ์ (อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกาธร)
ตอนแรกลุงไม่เข้าใจเข้าใจทะลุปรุโปร่งเลยติดใจตอนที่
อาจารย์สอนไว้ว่าปี 2547 ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชน
กาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ใน
หลวงรัชกาลท่ี 9 ทรงเตือนคนไทยผ่าน ส.ค.ส. พ.ศ. 2547
ไว้ว่าระเบิด 4 ลูกท่ีกาลังจะเกิดข้ึน (ลูกระเบิดทั้ง 4
ลูกใน ส.ค.ส.) ซง่ึ ระเบดิ 4 ลกู ได้แก่
ร ะ เ บิ ด ลู ก ท่ี 1 วิ ก ฤ ติ สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม
(Environmental Crisis) ภัยธรรมชาติ ฟูาดินลงโทษ
อากาศแปรปรวน ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของผิว
โลก สารพนั ปญั หา จะหนกั ขนึ้ เรอ่ื ยๆ โรคระบาด ทั้งในคน ในพืชที่เป็นแหล่งอาหารของคนและสัตว์ โรคระบาดใน
สตั ว์ ท่านลองทบทวนดวู า่ เกดิ โรคระบาดอะไรบา้ ง ทย่ี งั ไม่มยี ารักษา ทั้งโรคท่ีไม่ระบาด ฯลฯ
[8]
ระเบดิ ลกู ที่ 2 วิกฤติสังคม (Social Crisis) โรคเส่ือมคุณธรรม ภัยสังคม ยาเสพติด อาชญากรรม ปัญหา
เยาวชน ปญั หาคอรัปชั่น ฯลฯ
ระเบิดลูกท่ี 3 วิกฤติเศรษฐกิจ (Economic Crisis) ข้าวยากหมากแพง ทุกวันน้ี สังคม "บ้าเงิน บ้าวัตถุ
บริโภคนิยม เงินนยิ ม บันเทงิ นิยม สุขนยิ ม" มงุ่ กาไรสูงสุด เบยี ดเบยี น แข่งขนั ชงิ ดชี งิ เด่น เหน็ เพอื่ นมนุษย์ เป็นเพียง
ทรัพยากร (มนุษย์) เห็นเพื่อนมนุษย์เป็นสินค้า เป็นผู้บริโภค ผู้ขายมีหน้าท่ี ในการกระตุ้น กิเลสของเพ่ือนมนุษย์
วิกฤติเศรษฐกจิ ลกุ ลามไปทวั่ โลก (ค่าเงินทกุ ประเทศรอบบ้านเราตกต่าอยา่ งทเี่ หน็ ) อกี ๑๐ ปีข้างหน้า เงินทองจะไม่
มคี า่ "เงินทองเปน็ ของมายา ข้าวปลาสิของจรงิ " ฯลฯ
ระเบดิ ลูกท่ี 4 วกิ ฤติความขดั แย้งทางการเมือง การปกครอง (Political Crisis) ขัดแย้งแย่งชิงน้า อาหาร
ท่ีดิน เมล็ดพนั ธุพ์ ชื ขัดแย้งทางความคิด ความเช่ือ ทางศาสนา และวฒั นธรรม ผู้คนจะเข้าประหัตประหารกันไม่มี
วันจบส้นิ วกิ ฤติการเมอื งภายในประเทศและระหว่างประเทศ สงครามนิวเคลียร์ สงครามเชื้อโรค ฯลฯ และสุดท้าย
สงครามอาวุธ เส้นแสง ในเรเยอร์เหนือกว่านิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐฯและยุโรปมี เม่ือไม่นานมาน้ี ท่ี โอบามา มาเย่ียม
เยอรมนี ยังออกปากชักชวนยโุ รปมาร่วมมือกัน
จากพระราชดารัสที่ทรงเตือนผ่าน ส.ค.ส.พระราชทาน อ.ยักษ์ได้น้อมนาศาสตร์พระราชามาปฏิบัติและ
เผยแพร่องค์ความรู้เพือ่ พลกิ ฟื้นชีวิตประชาชน
“แตด่ ้วยแนวคิดปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ในหลวงทรงทาไว้เป็นแบบอย่างจะเป็นทางรอดท่ีแท้จริงของ
คนไทย ทุกคน” อดีตข้าราชการท่ีใช้ชีวิตตัวเองบนวิถีพ่ึงพาตนเองมาเป็นบทพิสูจน์ของ การนาหลักเศรษฐกิจ
พอเพียงมาใช้ บอกด้วยความเช่อื มนั่ อันเป็นท่ีมาของปณิธานในการจัดต้ัง ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ท่ีบ้าน
มาบเอ้ือง ตาบลหนองบอนแดง อาเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ ที่เรียกกว่า “ศาสตร์
พระราชา” ให้คนไทย จากทกุ ภมู ิภาค สามารถอยู่รอดทา่ มกลางสงั คมท่ปี รวนแปรจากวกิ ฤตริ ะเบิด ทงั้ 4 ลกู
"หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" เช่ือเร่ือง "การให้จะทาให้รวย" ในหลวงทรงเคยรับสั่งว่า Our loss is
our gain. หรอื "ขาดทุนคอื กาไร" เช่อื เร่อื งการให้ การบรจิ าค แต่การจะบริจาคได้ ในบ้านต้องทาให้เหลือกิน ของใช้
ต้องเหลือ
โดยแปลงไปสู่ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง ม่ัง
คงั่ ยั่งยืน โดยไม่ให้นาเงินมาเปน็ ตัวตง้ั ให้เรมิ่ จาก "การเดินทีละ
กา้ ว กนิ ข้าวทลี ะคา ทาทีละอย่าง"ด้วยการสร้างแหล่งอาหารใน
บนั ไดขั้นท่ี 1-4 คอื เศรษฐกจิ พอเพยี งขัน้ พ้นื ฐาน
ขั้นท่ี 1 พอกิน พื้นฐานท่ีสุดของมนุษย์ คือ ความ
ต้องการปัจจัย 4 และประการสาคัญท่ีสุดของปัจจัย 4 คือ
อาหาร ข้ันท่ี 1 ของแนวทางแกป้ ัญหาท่ยี ั่งยืนคือ ตอบคาถามให้
ไดว้ ่า “ทาอยา่ งไรจงึ จะพอกิน” โดยให้ความสาคัญกับ ข้าวปลา
อาหาร ไม่ให้ความสาคญั กับเงิน ซึ่งเป็นเพียงแค่ “ตัวกลาง” ใน
การแลกเปล่ียนตามมาตรฐานสากล โดยยึดหลักว่า “เงินทอง
[9]
เป็นของมายา ข้าวปลาสิของจริง”
เกษตรกรตอ้ งเริ่มจากการอยู่ให้ได้โดยไม่ใช้เงนิ มีอาหารพอมี พอกิน ดว้ ยการปลกู พืช ผัก ผลไม้ ให้พอกิน
ชาวนาต้องเกบ็ ขา้ วไว้ให้เพียงพอสาหรบั การมกี ินทั้งปี ไม่ขายข้าวเปลอื กเพ่ือนาเงินไปซอื้ ข้าวสาร
นอกจากนน้ั หัวใจสาคญั ของ “พอกิน” ยงั มคี วามหมายรวมไปถงึ ความปลอดภยั ในอาหาร กนิ อยา่ งไรให้มี
สุขภาพดี ไมส่ ะสมเอาความเจ็บไขไ้ ดป้ วุ ยไวใ้ นร่างกาย นี่คอื ความหมายของบันไดขั้นท่ี ๑ ทีเ่ กษตรกรต้องก้าวข้ามให้
ได้
ขั้นท่ี 2-4 พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น เกิดข้ึนได้พร้อมกัน ด้วยคาตอบเดียวคือ “ปลูกปุา 3 อย่าง
ประโยชน์ 4 อยา่ ง” ซึง่ ปุา 3 อยา่ งจะให้ทงั้ อาหาร เคร่อื งนุ่งห่ม สมุนไพรสาหรับรักษาโรค ท้ังโรคคน โรคพืช โรค
สัตว์ ให้ไม้สาหรับทาบ้านพักที่อยู่อาศัย และให้ความร่มเย็นกับบ้าน กับชุมชน กับโลกใบนี้ ซึ่งเป็นแนวทางในการ
แก้ปญั หาความยากจนของเกษตรกรไทย
ซงึ่ ได้รับการพิสจู นแ์ ลว้ ว่าสามารถแก้ปญั หาได้จรงิ และยังสามารถยอ้ นกลับไปแก้ไขปัญหาหนี้สินซ่ึงสะสม
พอกพูนจากการทา เกษตรเชิงเด่ียว ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ปัญหาความขาดแคลนนา ภัยแล้ง
ท้งั หมดลว้ นแกไ้ ขได้จากแนวคดิ ปุา 3 อยา่ งประโยชน์ 4 อยา่ งขององคพ์ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวฯ
บนั ไดข้นั ท่ี 5-9 คอื เศรษฐกิจพอเพยี งขัน้ กา้ วหนา้
ข้ันท่ี 5-6 บญุ และทาน เครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียง เช่ือมั่นว่าสังคมไทยเป็นสังคมบุญ สังคมทาน ไม่
เนน้ การแลกเปลี่ยนทางการค้า แต่เน้นการทาบญุ ไม่เน้นการสะสมเป็นของสว่ นตวั แต่เน้นการให้ทานและสะสมโดย
มอบใหเ้ ป็นทรัพย์สนิ ส่วนรวมโดยวดั หรือศาสนสถานตามแต่ละศาสนาเปน็ ศูนย์กลาง
เป็นการฝึกจิตใจ ใหล้ ะซึง่ ความโลภ และกิเลสในการอยากได้ ใคร่มี ลดปัญหาช่องว่างระหว่างชนช้ัน ตาม
ความหมายอันลึกซ้ึงของคา “ย่ิงทายิ่งได้ ย่ิงให้ยิ่งมี” การให้ไปคือได้มา และเช่ือมั่นในฤทธิ์ของทาน ว่าทานมีฤทธ์ิ
จริง และจะส่งผลกลับมาเปน็ เพือ่ น เปน็ กลั ยาณมิตร เป็นเครือขา่ ยทช่ี ว่ ยเหลือกันในทุกสถานการณ์ แม้ในวันที่โลกน้ี
ประสบกับวกิ ฤตการณ์
ขนั้ ที่ 7 เกบ็ รักษา ขน้ั ต่อไปหลงั จากสามารถพงึ่ ตนเองได้ พอมี พอเหลือทาบุญ ทาทานแล้ว คือการรู้จัก
เกบ็ รกั ษา ซึ่งเป็นการตั้งอยู่ในความไมป่ ระมาท และการรู้จักเก็บรักษา ยังเป็นการสร้างรากฐานของการเอาตัวรอด
ในเวลาเกดิ วกิ ฤตการณ์ โดยยดึ แนวทางตามวิถชี ีวติ ชาวนาสมยั ก่อนซง่ึ เกบ็ รักษาข้าวไว้ในยุ้งฉางเพื่อ ให้พอมีกินข้าม
ปี คดั เลอื กและเกบ็ รักษา “ข้าวพนั ธ์ุ” ไวส้ าหรบั เป็นพันธ์ขุ ้าวในปีต่อไป
ซ่งึ ผดิ กับวถิ ีชาวนาในปัจจบุ ันที่ใช้วิธีการขายข้าวท้ังหมด แล้วนาเงินที่ขายได้ไปซ้ือพันธ์ุข้าวเพื่อปลูกในปี
ต่อไป สง่ ผลให้เกิดการขาดความม่ันคงและเปรียบเสมือนการใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางสาย ความประมาท เพราะหาก
เกิดภัยแลง้ น้าท่วม ผลผลิตไม่ไดต้ ามท่ตี ้งั ใจไว้ ยอ่ มหมายถงึ ปัญหาหนีส้ นิ และการขาดแคลนพันธ์ุข้าวสาหรับปลูกใน
ปีต่อไป
นอกจากเก็บพันธ์ุขา้ วแล้ว ยงั เนน้ ใหร้ จู้ กั วิธีการถนอมอาหาร การสะสม อาหารไว้กินในยามหน้าแล้ง ด้วย
การแปรรปู อาหารหลากชนดิ อาทิ ปลาร้า ปลาแห้ง มะขามเปียก พรกิ แห้ง หอม กระเทียม เพอ่ื เก็บไว้กินในอนาคต
[10]
ขนั้ ท่ี 8 ขาย เน่ืองจากเศรษฐกจิ พอเพยี ง ไมใ่ ชเ่ ศรษฐกิจการค้า แต่ก็ไม่ใช่เศรษฐกิจหลังเขา การค้าขาย
สามารถทาได้ แต่ทาภายใต้การร้จู กั ตนเอง รูจ้ กั พอประมาณ และทาไปตามลาดับ โดยของท่ขี าย คือ ของท่ีเหลือจาก
ทกุ ขน้ั แลว้ จงึ นามาขาย เช่น ทานาอนิ ทรีย์ ปลูกขา้ วปลอดสารเคมี ไม่ทาลายธรรมชาติ ได้ผลผลิตเก็บไว้พอกิน เก็บ
ไว้ทาพันธุ์ ทาบญุ ทาทาน แล้วจึงนามาขายด้วยความรู้สึกของการ “ให้” อยากที่จะให้ส่ิงดีๆ ที่เราปลูกเอง เผื่อแผ่
ใหก้ ับคนอื่นๆ ได้รบั สิง่ ดๆี นั้นๆ ด้วย
การค้าขายตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นการค้าท่ีมองกลับด้าน “เพราะรักคุณจึงอยากให้คุณ
ไดร้ ับในสิง่ ดีๆ” พอเพยี งเพอ่ื อมุ้ ชู เผอ่ื แผ่ แบ่งปัน ไปด้วยกนั
ขั้นท่ี 9 เครือข่าย กองก้าลังเกษตรโยธิน คือการสร้างกองกาลังเกษตรโยธิน หรือการสร้างเครือข่าย
เช่ือมโยงท้ังประเทศ เพื่อขยายผลความ สาเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิวัติแนวคิด และวิถีการ
ดาเนินชีวิตของคนในสังคม ในชุมชน เพื่อการแก้ปัญหาวิกฤต 4 ประการ อันได้แก่ วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม ภัย
ธรรมชาติ วิกฤตการณ์โรคระบาดท้ังในคน สตั ว์ พืช วิกฤตเศรษฐกจิ ข้าวยากหมากแพงวิกฤตความขัดแยง้ ทางสงั คม
โดยสรุปแล้ว ‘ทฤษฎีบันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง’ เป็นรูปแบบการดาเนินชีวิต และการทาการเกษตรท่ี
พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดชได้พระราชทานไว้ให้ดาเนินการโดยใช้หลักปรัชญาแห่งเศรษฐกิจ
พอเพียงมาเป็นแนวคิดในการพัฒนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนในพื้นท่ีที่เหมาะสม กล่าวคือเป็นพื้นฐานความคิดจาก
การเกษตรผสมผสาน ผนวกกับการบรหิ ารจดั การพ้ืนทจ่ี านวนน้อย การบริหารจัดการแหล่งน้า เพื่อให้เป็นการผลิต
เพ่อื ยังชีพมผี ลผลติ พอกนิ ตลอดท้งั ปจี นเม่ือผลผลิตเหลอื แล้วจงึ นาไปจาหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว นั่นคือ
เศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน เม่ือก้าวข้ามขั้นพื้นฐานสู่ขั้นก้าวหน้าแล้วก็จะกล่าวถึงการร่วมกลุ่มกันของเกษตรกร
เพอื่ พัฒนาการผลติ สวู่ ิสาหกิจชมุ ชน และเพื่อการดูแลกันด้วยความเอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผ่แบ่งปัน ตลอดจนให้ความสาคัญ
กบั การพฒั นาการศึกษาโดยชุมชน การพัฒนาสังคมและการอยู่ร่วมกันโดยมีศาสนาเป็นศูนย์กลาง ก่อนขยายผลสู่
ก้าวตอ่ ไปด้วยการเสาะแสวงหาแหลง่ ทนุ เพือ่ การพัฒนาผลิตภัณฑแ์ ละยกระดับคุณภาพชีวิต
ยกตัวอยา่ ง มที ่ดี ิน 10 ไร่ แบ่งเปน็ ปลูกพชื เศรษฐกจิ 7 ไร่ อีก 3 ไร่ไว้ปลูกปุา 3 อย่างสร้างระบบนิเวศ
บริหารจัดการพ้ืนท่ีนามาขุดโคกปลูกปุาไว้อุ้มน้า ขุดหนองไว้รองรับน้าฝน ทาปุ๋ยแห้ง ปุ๋ยน้าหมักไว้ใช้เอง โดยใช้
วตั ถดุ บิ จากในธรรมชาตใิ นครัวเรอื น ไม่เริ่มตน้ ดว้ ยการซอื้ ถา้ ไมม่ ใี ชร้ ะบบแลกเปลย่ี นแบ่งปนั เปน็ ต้น
การเข้าไปเรียนรู้ท้ังภาคทฤษฎี มีตัวอย่างให้เห็นจากปุาของจริง การบริหารจัดการพื้นที่ เพ่ือบริหาร
จัดการน้าให้เพยี งพอด้วยการขดุ "โคก หนอง นา โมเดล" เพอ่ื บรหิ ารจัดการน้าไว้ใช้อย่างเพียงพอ และลงมือปฏิบัติ
ด้วยตัวเอง ทาให้กล้าพดู อยา่ งไมอ่ ายว่า "เพ่ิงเร่ิมเข้าใจ" พระราชดารัสท่พี ระองค์ทา่ นเพียรสอนลกู หลานไทย และยัง
ตอ้ งใชเ้ วลาศกึ ษาตอ่ ไป เพราะส่ิงท่พี ระองคท์ า่ นดารัสไว้มีมากมายหากใครสนใจไปเรยี นร้ไู ดท้ ศ่ี ูนยก์ สิกรรมธรรมชาติ
ฯเปิดหลายหลกั สูตรที่น่าสนใจ
[11]
‘3 ระดบั 5 กลไก 7 ภาคี’
กุญแจสาคญั ของการขบั เคลือ่ นสืบสานศาสตรพ์ ระราชา
หลักการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาให้ยั่งยืน ซ่ึงเป็นการพัฒนาท่ีมีประชาชนเป็นแกนกลาง
และภาคีอ่ืน ๆ ร่วมบรู ณาการเพือ่ เสริมกลไกเดิมของภาครัฐที่มอี ยู่ เปน็ การขบั เคล่ือนในพ้ืนท่ี 3 ระดับ ภายใต้การมี
ส่วนร่วมของ 5 กลไก ที่จะช่วยหนุนเสริมงานขับเคล่ือนสืบสานศาสตร์พระราชา ประกอบด้วย กลไกการ
ประสานงานภาคีเครือข่าย กลไกแผนงานและยุทธศาสตรเ์ ชิงบูรณาการ กลไกการติดตามและประเมินผล กลไกการ
จดั การความรู้ อันเปน็ องคค์ วามรทู้ ่ีได้จากการปฏิบัติท่ีต้องนามาจัดทาเป็นตาราหรือคู่มือเฉพาะในแต่ละพ้ืนที่ และ
กลไกการส่ือสารสังคมให้รับรู้ ร่วมด้วย การบูรณาการของ 7 ภาคี คือ ภาครัฐที่ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ
กฎหมาย รวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ ภาควิชาการและสถาบันการศึกษา ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาค
ประชาสงั คม และภาคสือ่ มวลชน
ผู้มีส่วนเก่ยี วข้องในการเขา้ มาสนบั สนนุ กิจกรรมในพน้ื ที่ และสนับสนุนกจิ กรรมอะไรบ้าง
1) สานักงานพฒั นาชุมชนอาเภอ ประสานงาน คณะทางานพื้นที่จริง ดาเนินการติดตาม โครงการ
พฒั นาพื้นทต่ี น้ แบบ การพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตตามหลักทฤษฎีใหมป่ ระยกุ ตส์ ู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
2) สานักงานพัฒนาชมุ ชนจังหวัด - กากบั ดูแลการปฏิบัตภิ ารกจิ ของนักพัฒนาพื้นที่ตันแบบ (นพต.)
ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการและสอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติภารกิจของนักพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ
(นพต.) ตามลาดับความสาคัญของการปฏบิ ตั งิ าน ตามท่ีกรมการพัฒนาชุมชนกาหนด กากบั ดูแลในกรณีพ้ืนที่เรียนรู้
ครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (HLM) ระดับครัวเรือน ยังไม่สามารถดาเนินการตามโครงการได้ ให้
มอบหมายนักพัฒนาพ้ืนท่ีตันแบบ (นพต.) ผู้รับผิดชอบ ไปเรียนรู้การปฏิบัติภารกิจจากพ้ืนที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ
การพัฒนาคุณภาพชีวิต (CLM) ระดับตาบลในพ้ืนท่ี หรือในพื้นที่ใกล้เคียง หรือมอบหมายการกิจที่สอดคล้องกับ
วตั ถุประสงค์ของโครงการเท่าน้ัน พัฒนาพืน้ ทีต่ ้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ "โคก
หนอง นา โมเดล"
3) ครัวเรือนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต (HLM) - สนับสนุนองค์ความรู้ แนะนา ส่งเสริม
ครวั เรอื นตน้ แบบการพฒั นาคุณภาพชีวิตในตาบลท่ีพ้ืนท่ีเรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ระดับตาบล
ต้ังอยู่ เรียนรกู้ ารเปน็ ครูพาทา
4) นักพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบ (นพต.) ร่วมพัฒนาพ้ืนท่ีเรียนรู้ชุมชนตันแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
(Community Lab Model for quality of life : CLM) ระดับตาบล
ร่วมกันวางแผน ปรับปรุงสภาพแวดล้อมพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ตามแบบมาตรฐาน โคก หนอง นา โมเดล
ทางานและเรยี นรู้ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ (หลักการทาเกษตรแบบพ่ึงพิงธรรมชาติ) เช่น
การปรับปรงุ ดิน ดแู ลระบบนา้ การปลูกพืช เล้ียงสัตว์ บารุงรักษา ทาให้พืช สัตว์เจริญเติบโต โดยการไม่ใช้สารเคมี
ทาการเกษตรแบบใช้เทคโนโลยแี ละภูมปิ ญั ญาชาวบ้าน ในพืน้ ท่เี รียนรูช้ มุ ชนต้นแบบการพฒั นาคุณภาพชวี ติ
[12]
พัฒนาฐานการเรยี นรเู้ พอ่ื การพึ่งตนเอง และจัดทาส่ือเรยี นรู้ประจาฐาน
แลกเปลี่ยนองคค์ วามรู้ ระหว่างวิทยากรประจาฐานการเรียนรู้เพ่ือการพัฒนา และ ส่งเสริม
การเรยี นรู้ โดยวิธีการพาทา ปฏบิ ัตจิ ริง จดั กจิ กรรมการเรียนรู้รว่ มกนั บนสถานการณจ์ รงิ
สื่อสารสังคมให้ทราบถึงการดาเนินงานโครงการในพื้นที่เรียนรู้ชุมชนต้นแบบการพัฒนา
คณุ ภาพในรปู แบบโซเชยี ลมเี ดยี (Social Media)
กระบวนการดาเนนิ การในการดงึ เครอื ขา่ ยหรอื หน่วยงานมาสนบั สนนุ ในพนื้ ที่ของทา่ น
การพัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนา
พื้นที่ ในการทาแปลงจะใช้ภารกิจของการ ‘เอา
มอื้ สามคั คี’ หรือ การลงแขกตามประเพณีด้ังเดิม
ของคนไทยมาเป็นกลวิธีในการขับเคลื่อน เพ่ือ
ประสานความสามัคคี การร่วมช่วยเหลือลงแรง
กันหรืออาจเรียกได้หลากหลายเช่น การลงแขก
การซอแรง เป็นต้น เช่ือมโยงเครือข่ายต่างๆ เข้า
ไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ยังเป็นการแลกเปล่ียน
ความร้จู ากการปรบั ปรงุ พ้ืนที่ตามแนวทางศาสตร์
พระราชาในสภาพภูมิสังคมท่ีแตกต่างกัน ด้วย
การยึดหลักเรียนให้รู้ ดูให้เห็น ทาให้เป็น ลงมือทาจริง เรียนรู้และฝึกปฏิบัติการยังชีพในภาวะวิกฤต และวาง
แผนพฒั นาคุณภาพชวี ิตของตนเองสคู่ วามย่งั ยนื
กลยทุ ธ์การทางาน
การแบ่งคนให้เหมาะกับงาน องค์ความรู้ กาลังงานที่มี จะทาให้การทางาน รวดเร็วและมี
ประสทิ ธภิ าพ เป็นไปตามเป้าหมายทีต่ งั้ ไว้
เทคนคิ การทางาน
เม่ือเราแบ่งคนให้เหมาะกับงานท่ีทา ในกระบวนการทางานจะเกิดเทคนิคต่างๆ ปัญหาท่ีพบจาก
การปฏิบตั ิงานซ่ึงจะเปน็ ความสามารถเฉพาะตวั ของแตล่ ะคนอย่แู ล้ว
[13]
ปญั หาและอปุ สรรค
๑. ปัญหามอี ะไรบา้ ง
ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิค 19 การลงพื้นที่ของ นพต. ทาได้ยากข้ึน จึง
จาเป็นต้องปรับเปลีย่ นกระบวนการทางาน ลดการพบปะรวมตัวกนั ใชส้ ือ่ ออนไลน์ในการทางานมากขน้ึ
สภาพอากาศท่ไี ม่เปน็ ใจ เมื่อระยะเวลาทีต่ อ้ งเล่ือนออกไป ทาใหไ้ ปเจอกับช่วงฤดูฝนการปรับแต่
ละพื้นท่ี การทางานของการขุดยากยิง่ ขึ้น งานที่ออกมาไมเ่ ปน็ ไปตามที่ต้องการหนัก จึงต้องแก้ไขปัญหาไปตามหน้า
งาน และเทคนิคต่างๆ ของผู้รับเหมา หรือควบคุมระยะเวลาในการทางานในคร้ังต่อไปให้ดีย่ิงขึ้น ให้เหมาะสมกับ
ภมู อิ ากาศในการดาเนินงาน
ความเขา้ ใจทไ่ี มต่ รงกันของบุคลกรท่ีดาเนินโครงการ ความเข้าใจที่แตกต่างกัน ทาให้การทางาน
ขดั ข้องต้องเสยี เวลากระทาความเข้าใจสว่ นน้นั มากข้นึ และส่งผลให้งานที่ออกมาไมม่ ีประสทิ ธิภาพ การเข้าทาความ
เข้าใจ ในจุดประสงค์ เปูาหมายของโครงการ องค์ความรู้ท่ีต้องใช้ในการ ปฏิบัติงานดาเนินโครงการเข้าไม่มากพอ
บุคลากรทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการน้ี การคิดให้คนอ่ืนทาเป็นเรื่องที่ยาก แต่ท่ียากกว่าคือการนา
ความคิดของคนอ่ืนมาลงมือปฏิบัติจรงิ ฉะนน้ั คนท่ีทาควรคานงึ ถึงคนทท่ี าเป็นหลัก ฉะนัน้ ทกุ ภาคสว่ น ควรจะศึกษา
ทาความเข้าใจ ตวั เนอื้ งานของโครงการและจากความรู้ต่างๆใหม้ ากข้นึ
๒. ปัญหานี้สง่ ผลกระทบอะไร
การขาดตอนของกระบวนการอบรม ทาให้ระยะเวลาในการดาเนินการต้องเล่ือนตาม ไม่เป็นไป
ตามแผนงาน ท่วี างไว้ การลงพื้นท่ีของ นพต. ทาไดย้ ากขึน้
เม่ือระยะเวลาที่ต้องเลื่อนออกไป ทาให้ไปเจอกับช่วงฤดูฝนการปรับแต่ละพื้นท่ี การทางานของ
การขุดยากยงิ่ ข้นึ งานทอ่ี อกมาไม่เป็นไปตามท่ตี อ้ งการหนกั
ความเขา้ ใจท่ีแตกตา่ งกนั ทาให้การทางานขัดข้องต้องเสียเวลากระทาความเข้าใจส่วนนั้นมากข้ึน
และสง่ ผลใหง้ านท่อี อกมาไม่มีประสิทธภิ าพ
๓. ปัญหาเกดิ จากอะไร
การเข้าทาความเข้าใจ ในจุดประสงค์ เปูาหมายของโครงการ องค์ความรู้ที่ต้องใช้ในการ
ปฏบิ ตั ิงานดาเนนิ โครงการเข้าไม่มากพอ
1. สาเหตุ/ผู้เก่ียวขอ้ งกับปญั หานีค้ ือใคร
บคุ ลากรทกุ ภาคส่วน ทร่ี ่วมกันขบั เคลือ่ นโครงการนี้ การคิดให้คนอื่นทาเป็นเร่ืองที่ยาก แต่ท่ียาก
กว่าคือการนาความคดิ ของคนอืน่ มาลงมือปฏบิ ัตจิ รงิ ฉะนนั้ คนท่ีทาควรคานึงถงึ คนทที่ าเป็นหลัก
[14]
การแก้ไขปัญหา
๑. การแก้ไขปัญหามอี ะไรบา้ ง
- เปลีย่ นกระบวนการทางาน ลดการพบปะรวมตวั กัน ใช้สือ่ ออนไลน์ในการทางานมากข้ึน
- แก้ไขปญั หาไปตามหน้างาน และเทคนิคตา่ งๆ ของผู้รบั เหมา หรือควบคุมระยะเวลาในการทางาน
ในครัง้ ตอ่ ไปใหด้ ยี ่งิ ข้ึน ใหเ้ หมาะสมกับภมู ิอากาศในการดาเนนิ งาน
- ทกุ ภาคส่วน ควรจะศึกษาทาความเขา้ ใจ ตัวเนื้องานของโครงการและจากความร้ตู า่ งๆให้มากข้นึ
๒. ผู้มสี ่วนเกย่ี วขอ้ ง/เครอื ข่ายในการแกไ้ ขแก้ไขปัญหา
- ส่วนรายการ ผทู้ า ประสานงาน คณะทางานพ้นื ทจี่ ริง
- เจ้าของแปลง
- ผูต้ ามงาน
- ผรู้ บั เหมา
- นักพฒั นาพน้ื ทตี่ ้นแบบ (นพต.)
๓. เจ้าของแปลง/คนในชมุ ชนมสี ว่ นร่วมในการแก้ไขปญั หาอยา่ งไร
- เจ้าของแปลงศึกษาในเรอ่ื งเนอ้ื หาของโครงการมากขนึ้ และเพ่ิมเตมิ องค์ความรู้ ท่ีจะต่อนามาใช้ใน
การปฏบิ ัตงิ านในแปลง
- คนในชุมชน ช่วยกนั แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ในชว่ งของการปรบั แต่งพื้นท่ี แบกนาเคร่ืองสูบน้า มา
สูบนา้ ออก จากพ้นื ท่กี ารทางานทน่ี า้ ท่วมขัง ทาการทางานเปน็ ไปง่ายขนึ้
๔. ผลของการแกไ้ ขปญั หาเปน็ อยา่ งไร
- กระบวนการทางานเป็นระบบ มีประสิทธิภาพมากข้ึน เนื้องานที่ออกมาก็เป็นท่ีน่าพึงพอใจ ของ
เจ้าของแปลง
- การปรับแต่งพน้ื ที่ ทาไดส้ ะดวก และสวยงามตามความตอ้ งการของเจ้าของแปลงทางานได้งา่ ยขึ้น
[15]
ขอ้ ชวนคิดจากลุงดาบ....
น อ ก จ า ก น้ี สิ่ ง ส า คั ญ ข อ ง ห ลั ก
เกษตรทฤษฎีใหม่ก็คือ ต้องสร้างกิจกรรมท่ีดี
และเหมาะสม เพ่ือให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นว่า
อาชีพเกษตรกรซ่ึงเป็นผู้ท่ีสร้างอาหารให้ทุก
คนได้บริโภค เป็นอาชีพที่สาคัญของโลกที่มี
ศักด์ิศรี ควรมีการทากิจกรรมต่าง ๆ อย่าง
หลากหลายท่ีเอื้ออานวยต่อการพัฒนาพื้นที่
นั้น ๆ นอกจากนี้การทาตามหลักดังกล่าว
จะต้องตอบโจทย์ในเรื่องของความสวยงาม
โดยทาให้เหมือนเปน็ ศิลปะของแผน่ ดนิ ให้ผูท้ ีอ่ ยอู่ าศัยรู้สกึ เสมือนไดพ้ กั ผอ่ นในสถานท่ีที่งดงาม ซึ่งนอกจากจะทาให้
มสี ภาพแวดล้อมท่ีดีเช่นน้ีแล้ว สิ่งที่ได้รับตามมาก็คือการพัฒนาคน เพราะทุกคนจะมีความเป็นอยู่ท่ีดีขึ้น สังคมจะ
เกิดความมนั่ คงท้งั ในดา้ นอาหารและการเงิน
ชาวบ้านเราไม่บอกใหเ้ ขาโค่นยางพารา แต่เราต้องเรม่ิ ชวนคยุ วา่ ใครเป็นคนบอกให้พวกเขาเอาต้นยางมา
เขา้ แถว บรรพบรุ ษุ ในอดตี ไปกรีดยางกลับมาหิ้วพืชผัก มีวัตถุดิบกลับมาทากับข้าว ต่างจากปัจจุบัน กลับมามีแค่ข้ี
ยาง เพราะไปเชื่อคาแนะนาต่อๆกันมา ลุงได้คิดออกแบบการปลูกยางพาราไว้สองแปลง ใช้วิธีปลูกแบบธรรมชาติ
อยา่ งที่บรรพบุรุษไดท้ ามา ชาวบ้านจะปลูกยาง ปลกู ปาล์มก็ให้เขาปลูก ส่วนเราอาจแนะนาให้ชาวสวนยางเร่ิมปลูก
ผกั ในหว่างยาง(ระหวา่ งตน้ ยาง) เอาผกั ไปเสริม เอาพชื ไปเสรมิ โดยท่ไี ม่ตอ้ งทาลายตน้ ยาง เลอื กพืชทไ่ี ม่ต้องการแดด
มาก เชน่ การปลูกผักเหรียง ปลกู มะมว่ งหมิ พาน ชะอม ยอดจกิ นา เหล่าน้ีลว้ นเปน็ พชื เศรษฐกจิ สามารถสร้างรายได้
เสริมได้อีกด้วย ลุงดาบท้ิงท้ายไว้ว่า “ถ้ารู้ว่าจะดีขนาดนี้ คงจะลาออกจากราชการนานแล้ว พร้อมกับหัวเราะ
อย่างสนกุ สนาน”
ชอ่ื เอกสาร บทเรยี นความสาเรจ็ ผนู้ าต้นแบบ โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน
ด.ต. นิรันดร์ พมิ ล (ผู้อานวยการศนู ยก์ สิกรรมธรรมชาตทิ ่งุ สง) ศูนย์กสิกรรมธรรมชาตทิ งุ่ สง
อาเภอท่งุ สง จงั หวดั นครศรธี รรมราช
ตามโครงการ ตลาดนัดความรู้งานพฒั นาชุมชน (KM Market) ปีงบประมาณ 2564: การจัดการความรู้
โครงการพฒั นาพื้นท่ีตน้ แบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกตส์ ู่
“โคก หนอง นา โมเดล” (KM สญั จร) กรมการพัฒนาชมุ ชน สถาบันการพัฒนาชุมชน:
ศูนยศ์ กึ ษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช
ประเภทเอกสาร เอกสารวิชาการ
ขนาดหนังสอื เอ 4 จานวน 16 หนา้
ท่ีปรึกษา นายธนวัฒน์ ปิ่นแกว้ ผูอ้ านวยการสถาบันการพฒั นาชมุ ชน
นายชัยวฒุ ิ ครฑุ มาศ ผู้อานวยการศนู ยศ์ กึ ษาและพัฒนาชมุ ชนนครศรีธรรมราช
นายยอดชาย ผ้าเจรญิ ผู้อานวยการกล่มุ งานการจัดการความรู้
ว่าที่ ร.ต.สมโชค จักร์หรัด ผช.ผอ.ศนู ย์ศกึ ษาเเละพัฒนาชุมชนนครศรธี รรมราช
ทมี KM สญั จร ศพช.นครศรีธรรมราช นกั ทรพั ยากรบคุ คลชานาญการ
1) นายปยิ พงศ์ ตุลาธร นักทรพั ยากรบคุ คลชานาญการ
นกั ทรพั ยากรบุคคลปฏิบตั กิ าร
2) นางสาวรศั มณ์ ิศชาช์ ศรีสุขใส จพง.โสตทัศนศึกษาชานาญงาน
3) นายไววิทย์ หนูเอก
4) นางสาวสทรรยรัศม์ิ เมอื งนลิ นักทรัพยากรบุคคล
5) นางสาวบุษยมาส คุ้มนยุ้
ทาน นายไววทิ ย์ หนูเอก นักทรพั ยากรบุคคลปฏบิ ัติการ
เรยี บเรียง/พมิ พ์ นางสาวรศั ม์ณิศชาช์ ศรสี ุขใส นกั ทรพั ยากรบคุ คลชานาญการ
ออกแบบปก นางสาวรัศมณ์ ศิ ชาช์ ศรสี ขุ ใส นักทรัพยากรบคุ คลชานาญการ
ปีทพี่ มิ พ์ 2564
แหลง่ เผยแพร่ กรมการพัฒนาชมุ ชน
ศูนย์ศกึ ษาและพฒั นาชุมชนทกุ แหง่
สานกั งานพัฒนาชุมชนอาเภอและจงั หวดั ทกุ แห่ง
บทเรยี นความสาเร็จผูน้ าตน้ แบบ โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน โครงการพฒั นาพน้ื ที่ตน้ แบบการพัฒนาคุณภาพชวี ติ ตาม
หลักทฤษฎีใหม่ ประยุกตส์ ู่ “โคก หนอง นา โมเดล” (KM สัญจร)
การจัดการความรู้
โครงการพัฒนาพืนทีต้นแบบ
การพัฒนาคุณภาพชีวติ ตามหลักทฤษฎีใหม่
ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”
(KM สัญจร)
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช
กรมการพัฒนาชุมชน สถาบันการพัฒนาชุมชน