ขอบข่ายของเน้ อื หา มาตรฐาน/ตวั ช้ ีวดั
ขอบข่ายเน้ อื หา
เรือ่ ง พฒั นาการทางประวตั ิศาสตร์ สงั คม เศรษฐกจิ และการเมืองของทวีปยโุ รป
ท่ตี ้ังและสภาพภมู ศิ าสตร์ท่มี ีผลต่อพัฒนาการของภมู ภิ าค
ความเป็นมาทางประวัตศิ าสตร์
ยุโรปสมัยโบราณ
ยุโรปสมัยกลาง
ยุโรปสมัยใหม่
ยุโรปสมัยปัจจุบัน
พัฒนาการทางการเมอื งการปกครอง
พัฒนาการทางเศรษฐกจิ
พัฒนาการทางสงั คม
มาตรฐาน ส 4.2
เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาตจิ ากอดีตจนถงึ ปัจจุบัน ในด้านความสมั พันธแ์ ละการเปล่ียนแปลง
ของเหตกุ ารณอ์ ย่างต่อเน่ือง ตระหนักถงึ ความสาคัญและสามารถวิเคราะห์ผลกระทบท่เี กดิ ข้นึ
ตวั ช้ ีวดั
ม.3/1 อธบิ ายพัฒนาการทางสังคม เศรษฐกจิ และการเมอื งของภมู ภิ าคต่างๆ ในโลกโดยสงั เขป
จุดประสงค์
1. อธบิ ายท่ตี ้ังและสภาพทางภมู ิศาสตร์ท่มี ีผลต่อพัฒนาการของภมู ิภาคในทวีปยุโรปได้
2. อธบิ ายพัฒนาการทางสังคม เศรษฐกจิ และการเมืองของภมู ภิ าคต่างๆ ในทวีปยุโรปได้
3. วิเคราะห์ผลกระทบจากการเปล่ียนแปลงทางสงั คม เศรษฐกจิ และการเมืองต่อสังคมโลกได้
1
เรือ่ ง พฒั นาการทางประวตั ิศาสตร์ สงั คม เศรษฐกิจและการเมือง
ของทวีปยโุ รป
ท่ตี ้งั และสภาพภมู ศิ าสตร์ท่มี ผี ลต่อพัฒนาการของภมู ภิ าค
ทวีปยโุ รปไดช้ ือ่ ว่าเป็ นดินแดนแห่งคาบสมุทรของคาบสมทุ ร
ทวีปยุโรป มีฐานะเป็นทวีปท้งั ในแง่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ในทางภมู ศิ าสตร์ ยุโรปเป็นอนุ
ทวีปท่อี ยู่ทางด้านตะวันตกของมหาทวีปยูเรเชีย ยุโรปมพี รมแดนทางเหนือตดิ กบั มหาสมุทรอาร์ตกิ ทาง
ตะวันตกตดิ กบั มหาสทุทรแอตแลนติก ทางใต้ตดิ กบั ทะเลเมดเิ ตอร์เรเนียนและทะเลดา ด้านตะวันออกตดิ
กบั เทอื กเขายูรัลและทะเลแคสเปี ยน ทวีปยุโรปมพี ้ืนท่ี 10,600,000 ตร.กม. เลก็ ท่สี ุดเป็นอนั ดบั สองรอง
จากทวีปออสเตรเลีย แต่มีจานวนประชากรมากท่สี ดุ เป็นอนั ดับ 3 รองจากทวีปเอเชียและทวีปแอรริกา ปี
พ.ศ. 2546 ยุโรปมปี ระชากรราว 799,566,000 คน หรือประมาณ 1 ใน 8 ของประชากรโลก
ทวีปยุโรปเป็ นทวีปท่ีมีลักษณะทางกายภาพท่ีเหมาะสมในการต้ังถ่ินฐานท้ังในด้านลักษณะภูมิ
ประเทศทีมีราบลุ่ม เทือกเขาท่ีไม่ต้ังก้ันทางลม มีแม่น้าหลายสาย ลักษณะภูมิอากาศท่ีอบอุ่นชุ่มช่ืน มี
ทรัพยากร ธรรมชาติ คือ เหลก็ และถ่านหิน ซ่ึงเป็นส่วนสาคัญอย่างย่ิงต่อการพัฒนาอตุ สาหกรรมขนาดใหญ่
จึงส่งผลให้ทวีปยุโรปมีประชากรต้ังถ่ินฐานหนาแน่นท่สี ุดในโลก อีกท้งั เป็นทวีปท่มี ีอารยธรรมท่เี ก่าแก่ คือ
อารยธรรมกรีกและโรมัน
2
แผนทีแ่ สดงประเทศต่าง ๆ ของทวีปยุโรป
ท่มี า http://www.trueplookpanya.com/learning/detail
ทวีปยุโรปต้ังอยู่ในช่วงละติจูด 35-70 องศาเหนือ ซ่ึงอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สตู รมากพอสมควรฉะน้ัน
จึงไม่มีภมู อิ ากาศเมืองร้อนเหมอื นอย่างทวีปอ่นื ๆ ท่มี ีดินแดนใกล้เส้นศูนย์สตู ร จะเหน็ ได้ว่าทางตอนใต้สดุ
ของทวีปเป็นเขตภมู อิ ากาศแบบเมดเิ ตอร์เรเนียนซ่ึงมภี มู ิอากาศอบอนุ่ อณุ หภมู ิปานกลาง
3
ภูมิหลงั ทางประวตั ิศาสตรข์ องทวีปยุโรป
ทวีปยุโรปเป็ นดินแดนท่ีเคยเป็ นแหล่งอารยธรรมโบราณแห่งหน่ึงท่ีมีประวัติศาสตร์ความเจริญ
ต่อเน่ืองกนั มาเป็นเวลากว่า 2,000 ปี มาแล้วมีหลักฐานปรากฏอย่างชัดเจนว่า ความเจริญของทวีปยุโรปท่มี ี
รากฐานกาเนิดจากอารายธรรมไมโนน (Minoan Civilization) ท่มี ีศูนย์กลางอยู่ท่ี เกาะครีต (Crete)
ตอนใต้ของคาบสมุทรกรีก และต่อมาได้แผ่ขยายไปยังคาบสมุทรกรีกและคาบสมุทรอติ าลีในทะเลเมดเิ ตอร์
เรเนียน
พัฒนาการทางประวัตศิ าสตร์ของทวีปยุโรปแบ่งออกเป็น 4 สมัย คอื
1. ยุโรปสมัยโบราณ เร่ิมต้งั แต่มนุษยต์ ้งั ถ่ินฐาน ประดิษฐ์ตวั อกั ษรและสร้างอารยธรรม
2. ยุโรปสมัยกลาง เร่ิมต้ังแต่คริสต์ศตวรรษท่ี 5 -14
3. ยุโรปสมยั ใหม่ เร่ิมต้งั แต่กลางคริสต์ศตวรรษท่ี 15 - 19
4. ยุโรปสมยั ปัจจุบัน เร่ิมต้ังแต่คริสตศ์ ตวรรษท่ี 20 จนถงึ ปัจจุบัน
1. ยโุ รปสมยั โบราณ (3,500 ปี ก่อนคริสตศ์ ักราช – ค.ศ. 476)
เร่ิมเกิดข้ึนเป็นคร้ังแรกบริเวณ ดินแดนเมโสโปเตเมียแถบลุ่มแม่น้ าไทกริส-ยูเรรทสี และดินแดน
อียิปต์แถบลุ่มแม่น้าไนล์ ท่ีชาวเมโสโปเตเมียและชาวอียิปต์รู้จักประดิษฐ์ตัวอักษรได้เม่ือ 3,500 ปี ก่อน
คริสต์ศักราช จากน้ันอิทธพิ ลของความเจริญของสองอารยธรรมกไ็ ด้แพร่หลายไปยังทางใต้ของยุโรปส่เู กาะค
รีต ต่อมากรีกได้รับเอาความเจริญจากเกาะครีต และความเจริญของอียิปต์มาสร้างสมเป็นอารยกธรรมกรีก
ข้ึน และเม่ือชาวโรมันในแหลมอิตาลียึดครองกรีกได้ ชาวโรมันกน็ าอารยธรรมกรีกกลับไปยังโรม และสร้าง
สมอารยธรรมโรมันข้ึน ต่อมาเม่ือชาวโรมันสถาปนาจักรวรรดิโรมัน พร้อมกบั ขยายอาณาเขตของตนไปอย่าง
กว้างขวาง อารยธรรมโรมันจึงแพร่ขยายออกไป จนกระท่งั จักรวรรดิโรมันล่มสลายลงเม่อื พวก
อนารยชนเผ่าเยอรมันเข้ายึดกรุงโรมได้ใน ค.ศ. 476 ประวัติศาสตร์สมยั โบราณของชาติตะวันตกจึงส้นิ สดุ ลง
แหล่งอารยธรรมโบราณเร่ิมแรกท่สี าคัญ ได้แก่
4
เมโสโปเตเมีย เร่ิมต้ังแต่ 3,500 ปี ก่อนคริสต์กาล ลุ่มแม่นา้ ไทกรีสและยูเรรติส เร่ิมใช้ตัวอักษร
เรียกว่าคูนิรอร์ม มีกษัตริย์ท่สี าคัญ เช่น พระเจ้าฮัมมูราบีในท่สี ุดจักรวรรดิเปอร์เซียได้เข้ามาครองครองราว
539 ปี กอ่ นคริสตกาล
อกั ษรแรกเร่ิมของโลกกค็ อื อกั ษรรูปล่ิม หรือ คูนิรอร์ม (Cuniform) อกั ษรล่ิม เร่ิมแรกน้ันถูกประดษิ ฐ์
ข้นึ โดยชาวสเุ มอเรียน เช่ือว่าเขยี นข้ึนด้วยก้านอ้อหรือไม้ท่ตี ัดปลายเป็นเหล่ียม แล้วกดลงไปบนแผ่นดนิ
เหนียวท่อี อ่ นตวั จากน้ันกน็ าไปเผาหรือตากแดดให้แห้ง
ท่มี า: http://worldcivil14.blogspot.com (13ก.ค.2562)
อียปิ ต์ เร่ิมต้งั แต่ 3,100 ปี ก่อนคริสตก์ าล ประดษิ ฐ์ตวั อกั ษรเฮียโรกลิรริ ค (Hieroglyphic) ในช่วง
เวลาใกล้เคียงกับเมโสโปเตเมีย อียิปต์เจริญต่อเน่ือง จนถึงสมัยโรมัน เม่ือส้ินสุดสมัยพระนางคลีโอพัตรา
ราชวงศ์ปโตเลมีอยี ิปต์จึงตกเป็นสว่ นหน่ึงของจักรวรรดิโรมัน
อกั ษรภาพเฮียโรกลิรริ คคอื อกั ขระท่ชี ่างฝีมอื พระนางคลีโอพัตรา พระราชินีองค์
ต้องใช้ความสามารถในการแกะสลักลงบน สดุ ท้ายของอยี ิบต์
แผ่นหินด้วยรายละเอยี ดท่ดี ูสวยงามมองเหน็
เป็นภาพส่งิ ของต่างๆอย่างชัดเจน ท่มี า :http://www.gypzyworld.com
5
พีระมดิ ( pyramid ) เป็นสสุ านฝังพระศพของ ราโรห์ (Pharaoh) ตลอดจนพระราชวงศ์และขุนนาง พีระมิด
ท่ใี หญ่ท่สี ดุ คอื มหาพีระมิดแห่งเมืองกเิ ซห์
ที่มา : https://wallhere.com/th
กรีก พัฒนาจากอารยธรรมไมนวลท่เี กาะครีตราว 3,000 ปี กอ่ นคริสตก์ าล กรีกปกครองเป็นนครรัฐ
เรียกตนเองว่าเฮเลน และสร้างอารยธรรมเฮเลนนิค (Helenic) ในสมัยพระเจ้าอเลก็ ซานเดอร์มหาราชแห่ง
นครรัฐมาซิโดเนีย ได้ขยายอทิ ธพิ ลอารยธรรมกรีก ท่มี ีรูปแบบเฉพาะ เรียกว่าเฮเลนนิสตคิ (Helenistic) ไปสู่
ดินแดนต่างๆรวมอียิปต์และเปอร์เซีย เม่ือจักรวรรดิโรมันย้ายศูนย์กลางความเจริญไปท่ีไบเซน็ ไทต์ กรีก
ยังคงเป็ นส่วนหน่ึงของอาณาจักรโรมัน จน ค.ศ. 600 จึงได้ตกอยู่ใต้อาานาจของจักรวรรดิออตโตมัน
(Ottoman Empire)
ลักษณะของหัวเสา วิหารพาร์เธนอนในกรุงเอเธนส์
https://nokngamphol.wordpress.com
6
กรีกมีรูปแบบการปกครองเป็ นนครรัฐหรืออะโคโปลิส (Acropolis) เช่นเอเธนส์ สปาร์ตา
มาซิโดเนีย แต่ละนครรัฐมีอสิ ระในการปกครอง
นครรัฐเอเธนส์เป็ นรัฐต้นกาเนิดการปกครองแบบ
ประชาธปิ ไตย
ท่มี า : https://sites.google.com
นครรัฐสปาร์ตา เป็นรัฐทหารท่เี ข้มงวดระเบียบวินัย
ได้รับการยอมรับว่าเป็ นนครรัฐท่ีมีความเข้มแขง็ ทาง
ทหารมากท่สี ดุ ของกรีก
ท่มี า : https://sites.google.com
ความเจริญอีกด้านหน่ึงของอารยธรรมกรีก คือ ปรัชญาและแนวความคิดซ่ึงถือได้ว่ามีความ
เจริญรุ่งเรือง นักปรัชญาคนสาคัญของกรีก เช่น โซเครตีส (Socrates) เพลโต (Plato) อริสโตเติล
(Aristotle)
โซเครตสิ เน้นเร่อื งของการ เพลโต เน้นความสาคญั อรสิ โตเตลิ เป็นศิษยข์ องเพล
วิเคราะห์ปัญหาโดยใช้เหตผุ ลจน เร่อื งผ้ปู กครองต้องเป็นผ้มู ี โตเช่ือในความมเี สรีภาพและ
ได้คาตอบท่ชี ัดเจน ความสามารถ ความเทา่ เทยี ม
7
โรมนั เป็นอารยธรรมของพวกอินโด-ยูโรเปี ยนเผ่าละติน (Latin) ซ่ึงอพยพจากทางตอนเหนือมา
ต้ังถ่ินฐานในแหลมอิตาลีเม่ือประมาณ 1,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และเรียกตัวเองว่า “โรมัน” อายธรรม
โรมนั มศี ูนยก์ ลางอยู่ท่กี รุงโรม
ชาวโรมันได้ สถาปนาการปกครองระบอบสาธารณรั ฐข้ ึนหลั งจากรวมอานาจในแหลมอิต า ลี ไ ด้
ระบอบสาธารณรัฐสร้างความเป็นปึ กแผ่นให้แกช่ าวโรมัน เพราะเป็นระบอบท่เี ปิ ดโอกาสให้พลเมืองโรมันทุก
คนท้งั ชนช้ันสูง สามัญชน และทหาร มีส่วนร่วมในการปกครอง ด้วยการเลือกต้ังตัวแทนของกลุ่มตนเข้าไป
บริหารออกกฎหมาย
สาเหตุท่ที าให้ชาวโรมันสามารถขยายอานาจ
ไ ด้ อ ย่ า ง ก ว้ า ง ข ว า ง เ พ ร า ะ มี ก อ ง ทั พ ท่ี มี
ประสทิ ธิภาพ กองหน้าจะมีอาวุธและเส้ือเกาะท่ีมี
ประสิทธิภาพ ส่วนกองหลังถืออาวุธเบา การจู่
โจมศัตรูกองทหารเดินหน้ าเข้ าหาศัตรูพร้ อมกัน
ต่อมาได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพของกองทพั
ให้ ดีย่ิงข้ึนทหารโรมันมีความพร้ อมท่ีจะทา
สงครามเพ่ือชาวโรมัน
ท่มี า : https://sites.google.com
เม่ือโรมันขยายอานาจครอบครองดินแดนอ่ืนๆ อย่างรวดเร็ว จึงเปล่ียนระบอบปกครองเป็ น
จักรวรรดิ มีจักรวรรดิเป็นผู้มีอานาจสูงสุด จักรวรรดิได้แต่งต้ังชาวโรมันปกครองอาณานิคมต่างๆ โดยตรง
ทาให้สามารถควบคุมดนิ แดนต่างๆ และส่งผลให้จักรวรรดโิ รมนั มีอานาจยนื ยาวหลายร้อยปี
จักรวรรดโิ รมันเร่ิมเส่อื มอานาจลง เน่ืองจากไม่สามรถปกครองจักรวรรดทิ ่มี ีขนาดกว้างใหญ่มากๆได้
ใน ค.ศ. 324 จักรพรรดิคอนสแตนติน (Constantine) ได้การย้ายศูนย์กลางการปกครองจากกรุงโรมไปยัง
กรุงคอนสแตนติโนเปิ ล (Constantinople) เรียกว่าจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine) เม่ือ ค.ศ. 330 ทาให้
จักรวรรดิโรมันถูกแบ่งแยกเป็น 2 ส่วน คือ จักรวรรดิโรมันตะวันตก ซ่ึงยังคงมีศูนย์กลางท่ีกรุงโรม และ
จักรวรรดิไบแซนไทน์หรือหรือจักรวรรดิโรมันตะวันออก มีศูนย์กลางท่กี รุงคอนสแตนติโนเปิ ล (ปัจจุบันคือ
นครอสิ ตันบูลในประเทศตุรก)ี ในท่สี ดุ เผ่าเยอรมนั กย็ ดึ กรุงโรมได้เม่ือ ค.ศ.476 จึงถอื ว่าส้นิ สดุ ยุคโบราณ
8
มรดกของอารยธรรมโรมนั
โรมันมีกฎหมายมาต้ังแต่สมัยสาธารณรัฐ ในระยะแรกกฎหมาย
ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์ การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามวินิจฉัยของผู้
พิพากษาซ่ึงเป็นกลุ่มชนช้ันสูง ดังน้ันพวกสามัญชนจึงเรียกร้องให้เขียน
กฎหมายเป็นลายลักษณ์ ซ่ึงต่อมาได้แกะสลักบนแผ่นไม้รวม 12 แผ่น
เรียกว่า กฎหมายสิบสองโต๊ะ (Twelve Tables) ซ่ึงเป็นแม่บทกฎหมาย
ของประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป
ท่มี า : https://sites.google.com
การก่อสร้างและสถาปัตยกรรม ผลงานด้านการก่อสร้างเป็ นมรดกท่ีย่ิงใหญ่ของชาวโรมัน โรมัน
เรียนรู้พ้ืนฐานและเทคนิคการก่อสร้าง การวางผังเมืองและระบบระบายนา้ จากกรีกจากน้ันได้พัฒนาระบบ
กอ่ สร้างของตนเอง ชาวโรมนั ได้สร้างผลงานไว้เป็นจานวนมาก เช่น ถนน สะพาน ทอ่ สง่ นา้ ประปา อฒั จันทร์
คร่ึงวงกลม สนามกฬี า
สนามกีฬาโคลอสเซียม ในกรงุ โรม โรงอาบน้าสาธารณะ
ซุม้ ประตูโคง้ สาหรบั ลาเลยี งน้าในสมยั โรมนั ลกั ษณะของถนนในสมยั โรมนั
9
2. ยโุ รปสมยั กลาง (ค.ศ. 476-ค.ศ. 1492)
เร่ิมต้งั แต่การส้นิ สุดของจักรวรรดโิ รมนั ตะวันตกใน ค.ศ. 476 เม่อื ถูกพวกอนารยชนเยอรมันเผ่า
วิสิกอธ (Visigoth) โจมตี ซ่ึงเหตุการณ์น้ีถือเป็นจุดส้ินสุดของจักรวรรดิโรมันตะวันตก เม่ือจักรวรรดิโรมัน
ตะวันตกล่มสลายลงสภาพท่วั ไปของกรุงโรมเตม็ ไปด้วยความวุ่นวาย การเมือง เศรษฐกจิ และสงั คมอ่อนแอ
ประชาชน อดอยาก ขาดท่ีพ่ึง มีปัญหาเร่ืองโจรผู้ร้าย เน่ืองจากช่วงเวลาน้ียุโรปตะวันตกไม่มีจักรวรรดิท่ี
ย่งิ ใหญ่ปกครอง ดงั เช่น
จักรวรรดิโรมัน นอกจากน้ียังถูกพวกอนารยชนเผ่าต่างๆ เข้ามารุกราน ส่งผลให้อารยธรรมกรีกและ
โรมันอันเจริญรุ่งเรืองในยุโรปตะวันตกได้หยุดชะงักลง นักประวัติศาสตร์สมัยก่อนจึงเรียกช่วงสมัยน้ีอีกช่ือ
หน่ึงว่า ยุคมืด (Dark Ages) หลังจากน้ันศูนย์กลางของอานาจยุโรปได้ย้ายไปอยู่ท่ีเมืองไบแซนติอุม
(Byzantium) ซ่ึงอยู่ในประเทศตุรกีปัจจุบัน โดยจักรพรรดิคอนสแตนติน (Constantion) เป็ นผู้สถาปนา
จักรวรรดิแห่งใหม่ท่มี ีความเจริญรุ่งเรืองซ่ึงต่อมาเป็นท่รี ู้จักกันในช่ือ คอนสแตนติโนเปิ ล (Constantinople)
ประวัติศาสตร์สมัยกลางน้ ีเป็ นช่วงเวลาท่ีมีการเปล่ียนแปลงอารยธรรมตะวันตกจากอารยธรรมโรมันไปสู่
อารยธรรมคริสต์ศาสนา เป็นสมัยท่ตี ะวันตกได้รับอิทธพิ ลอย่างมากจากคริสต์ศาสนา ท้งั ทางด้าน การเมือง
เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม นอกจากน้ีสังคมสมัยกลางยังมีลักษณะเป็ นสังคมในระบบริ วดัล
(Feudalism) หรือสงั คมระบบศักดินาสวามิภักด์ิ
ระบบฟิ วดลั
1. กษัตริย์ มฐี านะเป็น Lord สงู สดุ โดยมีขุนนางเป็น
Vassal มพี ันธะผูกพันทางหน้าท่ตี ่อกนั กษัตริย์จะพระราชทาน
ท่ดี นิ เป็นการมอบหมายอานาจในการปกครองให้กบั ขนุ นาง
2. ชนช้ันปกครองหรือขนุ นางเจ้าของท่ดี ิน (Suzerain)
นับต้งั แต่อศั วินข้นึ ไปในฝร่ังเศส มีบรรดาศักด์ิเป็น
Duke,Earl, Lord, Baron, Count มกี ารปกครองลดหล่ัน
ตามลาดับข้นั ขุนนางจะคอยดูแลปกครองเสรีชน เสรีชนมี
ฐานะเป็น Vassal ของขนุ นาง
3. เสรีชน (Villain) ส่วนใหญ่เป็นชาวนา เป็นผู้เช่าท่ดี ิน
ซ่ึงเคยเป็นของตนเองแต่ไม่มีภาระผูกติดกบั ท่ดี ินหรือเป็นเจ้าของท่นี าขนาดเลก็ ชาวนารายเลก็ ๆ
4. ทาสตดิ ท่ดี นิ (Serf) คอื ชาวนาท่อี าศัย ทากนิ บนท่ดี ินต้ังแต่บรรพบุรุษ ต้องผูกติดกบั ท่ดี ิน จะโยกย้าย
ไปไหนไม่ได้ อยู่ในการควบคุมของเจ้านาย และดารงชีวิตอยู่ในเขตแมเนอร์ (Manor) ของขนุ นาง ซ่ึงเป็น
ลักษณะพิเศษของสงั คมสมัยกลาง
5. พระและนักบวช มีบทบาททางการอบรมจิตใจให้แก่สามญั ชน
10
นอกจากน้ีในสมัยกลางน้ีได้เกิดเหตุการณ์สาคัญ คือ สงครามครูเสด ซ่ึงเป็นสงครามความขัดแย้งระหว่าง
คริสตศ์ าสนากบั ศาสนาอสิ ลาม เพ่ือแย่งชิงนครเยรูซาเลม็
https://hilight.kapook.com
สงครามครูเสด มีความหมายว่า เป็นการต่อส้เู พ่ือความถูกต้องชอบธรรม เป็นความถูกต้องชอบธรรมตาม
หลักศรัทธาทางศาสนา เป็นสงครามท่ตี ่อส้เู พ่ือความถูกต้องตามพระประสงคข์ องพระผู้เป็นเจ้า ซ่ึงชาวมุสลิม
ใช้คาว่า จิฮัด ในภายหลังคาว่า สงครามครูเสดถูกนาไปใช้ในทานองการรณรงคต์ ่อส้เู พ่ือความชอบธรรมด้าน
ต่าง ๆ เป็นสงครามศักด์ิสทิ ธ์ติ ามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ฆ่าคนนอกรีต-คนต่างศาสนา ไม่บาป แล้ว
ยังได้ข้นึ สวรรค์
สงครามครูเสดในมุมมองศาสนาคริสต์
คือ สงครามไม้กางเขน เดิมมาจากคาว่า "ครอส" (Cross) และเดิมทดี ินแดนศักด์ิสทิ ธ์ิ เยรูซาเลม็
(Jerusalem) น้ันเป็นของชาวคริสต์อยู่แล้ว แต่ถูกชาวมุสลิมรุกราน ฝ่ ายคริสต์มีการประกาศความชอบธรรม
ในการทาสงคราม และยังยกหน้ีสนิ ให้กบั คนท่เี ข้าร่วมสงคราม และผู้นาศาสนายังประกาศว่าผู้ใดท่รี ่วมรบจะ
ได้ข้นึ สวรรค์
สงครามครูเสดในมุมมองศาสนาอิสลาม
คอื การรุกรานของชาวคริสต์ท่กี ระทาต่อมุสลิม สาเหตุสงครามเกดิ จากการท่ชี าวคริสตไ์ ม่พอใจชาว
มุสลิมท่ไี ม่ต้อนรับพวกตนในการเข้าไปแสวงบุญท่เี ยรูซาเลม็ เป็นต้น
ผลกระทบของสงครามครูเสด
1. ระบบริ วดลั เส่อื มลง สงครามครูเสดทาให้ขุนนางลดจานวนเน่ืองจากเสยี ชีวิตในสงครามขนุ นางท่ี
เหลือกย็ ากจนลง สถาบันกษัตริย์จึงแขง็ แกร่งข้ึน และพวกข้าติดท่ดี ินได้รับอสิ ระ
2. สงครามครูเสดทาให้การค้าขยายตัวไปทว่ั ท้งั ดนิ แดนภาคตะวันตกและดนิ แดนภาคตะวันออก
สนิ ค้าจากภาคตะวันออกได้เข้าไปแพร่หลายในยุโรป เช่น ผ้าไหม เคร่ืองเทศ
3. เมืองต่างๆ กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าท่มี คี วามเจริญรุ่งเรือง เช่น นครรัฐในอติ าลี
11
4. เม่อื การค้าขยายตัวส่งผลให้เมืองต่างๆขยายตัว และมกี ารนา
แร่เงินและแร่ทองเข้ามาเผยแพร่ในยุโรป ทาให้การซ้ือขายใช้ระบบ
เงนิ ตราแทนท่กี ารแลกเปล่ียนสนิ ค้า
5. ชนช้ันผู้นาของกองทพั ครูเสดได้นาเอาอารยธรรมกรีก-โรมนั
ท้งั จากดินแดนจักรวรรดิไบแซนไทน์และจักรวรรดิมุสลิมกลับเข้ามา
เผยแพร่ในยุโรปอกี คร้ัง
6. เกดิ การแลกเปล่ียนทางวัฒนธรรมและศิลปวิทยาการทุก
แขนงระหว่างตะวันตก
https://sites.google.com
สงครามครูเสดทาให้ระบบศักดินาสวามิภักด์ิถูกทาลายลงเพราะขุนนางต้องสญู เสียกาลังคนและกาลังทรัพย์
ในการรบ ส่วนทาสติดท่ีดินท่ีอาสาไปรบหากรอดชีวิตกลับมากไ็ ด้เป็ นอิสระ อานาจของขุนนางจึงลดลง
อทิ ธพิ ลของศาสนาคริสต์น้อยลง เกดิ การเรียนร้องให้มกี ารปฏริ ูปศาสนา (Reformation) และการร้ื นรูศิลปะ
วิทยาการ (Renaissance) ในช่วงปลายสมยั กลาง
3. ยโุ รปสมยั ใหม่ (ค.ศ.1453 – ค.ศ.1945)
โดยเร่ิมนับจากการล่มสลายของจักรวรรดิไบแซนไทน์และส้ินสุดลงหลังสงครามโลกคร้ังท่ีสองยุติ
ยุโรปสมัยใหม่ (ราว ค.ศ.1492 – ค.ศ.1945) เป็นสมัยแห่งการร้ื นรูอารยธรรมกรีก-โรมัน และมีการ
พัฒนาทางด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกจิ สังคม ศิลปะวิทยาการ เป็นยุคท่มี ีอารยธรรมเจริญรุ่งเรือง
อย่างมาก และแพร่ไปยงั ดินแดนต่างๆ
เม่ือระบบศักดินาสวามิภักด์ิเส่ือมลง ทาให้เกดิ พัฒนาการในดินแดนต่าง ๆ ส่งผลทาให้เกดิ รัฐชาติ
(Nation State) ท่ีกษัตริย์มีอานาจมากข้ึน รัฐชาติท่ีสาคัญในระยะแรกได้แก่ สเปน โปรตุเกส ฝร่ังเศส
องั กฤษ
ปัจจยั ทีท่ าใหเ้ กิดรฐั ชาติ
1. การขยายตัวทางเศรษฐกจิ การค้า การเปิ ดเส้นทางเดนิ เรือ ทาให้เครือข่ายการค้าขยายตัวข้นึ โดย
เพ่ิมท้งั ด้านระดบั การค้า ปริมาณและชนิดของสนิ ค้า พวกพ่อค้าและนายทุนซ่ึงเป็นพวกท่ไี ด้รับประโยชน์จาก
การขยายตัวทางด้านการค้ากลายเป็ นชนช้ันท่ีมีบทบาทในสังคม ชนกลุ่มน้ีเองท่ีให้การสนับสนุนสถาบัน
กษัตริย์ด้านการเงิน เพ่ือไปสร้างฐานอานาจทางการเมืองและทหารในการรวมชาติ ส่วนกษัตริย์กใ็ ห้ความ
สะดวกและความคุ้มครองแก่เหล่าพ่อค้าให้ปลอดภัยจากโจรสลัดท่คี อยดักปล้นสนิ ค้า
12
2. ความเส่อื มของขนุ นาง ช่วงต้นสมยั ขนุ นางในระบบริ วดัลอ่อนแอลงจากการรบในสงครามครูเสด
ประกอบกบั ภาวะเงินเร้ อทาให้ขุนนางต้องขายทรัพย์สนิ แก่พ่อค้า ขุนนางจึงยากจนลง จนไม่สามารถสะสม
กาลังในการสร้างความวุ่นวายกับกษัตริย์ได้อีกต่อไป แต่กลับต้องพ่ึงการอุปถัมภ์จากกษัตริย์แทน และได้
กลายเป็นข้าราชบริพารของกษัตริย์ เทา่ กบั เป็นการเพ่ิมอานาจให้กษัตริย์มากข้นึ
3. ความสานึกในความเป็นชาติ เกดิ ข้นึ เม่อื มกี ารใช้ภาษาของตนในดนิ แดนต่าง ๆ แทนภาษาละตินซ่ึงมีมา
แต่ด้งั เดิม โดยการใช้ภาษาน้ีกอ่ ให้เกดิ ความภมู ใิ จและจงรักภกั ดีต่อชาตขิ องตนในเวลาต่อมา
4. กาเนิดระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชย์ ประเทศฝร่ังเศส โปรตเุ กส สเปน และองั กฤษ เกดิ การล่ม
สลายของระบบริ วดัล และปัจจัยอ่นื ๆ ท่ีกล่าวมาข้างต้น รวมถึงการปฏริ ูปศาสนาทาให้คริสต์จักรแตกแยก
อานาจพระสันตะปาปาลดลง ทาให้เกิดการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีระบบการบริหารท่ี
รวมศูนยอ์ านาจไว้ท่สี ่วนกลาง และประชาชนกย็ อมรับรวมถึงภักดีต่อกษัตริย์
ปัจจยั สาคญั ทีท่ าใหเ้ กดิ ความเจริญรุ่งเรืองของยโุ รปในช่วงประวตั ิศาสตรส์ มยั ใหม่
1.การร้ื นรูศิลปะวิทยาการ ( Renaissances ) ทาให้ยุโรปกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
2.การสารวจเส้นทางเดนิ เรือ โดยมุ่งหมายทางการค้าและการเผยแผ่คริสต์ศาสนา
นาไปส่กู ารค้นพบทวีปอเมริกาของคริสโตเรอร์ โคลัมบัส
ในปี ค.ศ.1492
เรอร์ดนิ านด์ แมกเจลแลน วาสโกดา กามา เดนิ เรือมาทวปี เอเซีย นาโธโลนวิ ไดแอส สามารถเดนิ เรือ
เดนิ ทางรอบโลกเป็นคนแรก ข้นึ ฝง่ั ท่ปี ระเทศอนิ เดยี ในปี ค.ศ.1497 เลยี บทวแี อรริกา อ้อมแหลมกดู๊ โฮป
ในปี ค.ศ.1519
13
3.การเกิดชนช้ันกลาง (พ่อค้า) เข้ามาควบคุมเศรษฐกิจแทนพวกขุนนางในระบบริ วดัล และ
สนับสนุนกษัตริย์ ในด้านการปกครอง ทาให้ฐานะกษัตริย์เข้มแขง็
4.ความก้าวหน้าทางด้านการพิมพ์ มีการประดษิ ฐ์แทน่ พิมพ์ได้สาเรจ็ ทาให้มีการพิมพ์หนังสอื
เผยแผ่ความรู้และวิทยาการใหม่ๆออกไปอย่างรวดเรว็
สมัยใหม่ช่วงหลัง (นับแต่กลางคริสตศ์ ตวรรษท่ี 18 จนส้นิ สดุ สงครามโลกคร้ังท่ี 2)มีเหตกุ ารณ์
สาคญั ได้แก่ การปฏวิ ัตอิ ุตสาหกรรม
การปฏวิ ัติอตุ สาหกรรมระยะแรก เป็นการใช้พลังไอนา้ ใน
การขบั เคล่ือนเคร่ืองจักรในอตุ สาหกรรมทอผ้า และต่อมามกี ารใช้
ถ่านหินเป็นเช้ือเพลิง ประเทศองั กฤษเป็นผู้นาอุตสาหกรรม
ประเทศแรกในการปฏวิ ัติอตุ สาหกรรม
เคร่อื งจกั รไอนา้ ของเจมส์ วตั ต์ ซ่งึ เป็นจุดเร่ิมต้นการปฏวิ ตั อิ ตุ สาหกรรม
การปฏวิ ัตอิ ุตสาหกรรมระยะท่สี อง เป็นช่วงท่มี กี ารใช้พลังงานไรร้ า กา๊ ซ และนา้ มันมาใช้แทนถ่าน
หินหรือเป็นการปฏวิ ัติอตุ สาหกรรมเหลก็ กล้า มีกระบวนการ
ผลิตแยกสว่ นแล้วนามาประกอบกนั มีโรงงานขนาดใหญ่ข้นึ มีจานวนคนทางานในเมืองมากข้นึ เกดิ เป็น
สงั คมเมอื งขนาดใหญ่
การปฏวิ ัตอิ ุตสาหกรรมระยะท่สี าม เป็นสมัยเคร่ืองอิเลก็ ทรอนิกส์ มกี ารประดิษฐ์เคร่ืองจักรไดนาโมของ
ไมเคิล ราราเดย์ เช่น ภาพยนตร์ โทรเลข โทรศัพท์ การพิมพ์
ไมเคลิ ราราเดย์ (Michael Faraday) เป็นนักริ สกิ สแ์ ละ
นกั เคมผี ้คู ้นพบการเหน่ียวนาแม่เหลก็ ไรร้ า “บดิ าแห่งไรร้ า”
14
การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ คือ การพัฒนาความเจริญก้าวหน้าในวิทยาการขอโลกตะวันตก ใน
คริสต์ศตวรรษท่ี 17 มีการค้นคว้างแสวงหาข้อเทจ็ จริงเก่ียวกบั ธรรมชาติ โลก และจักรวาล ทาให้ความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์เจริญรุ่งเรือง เป็นผลให้ชาตติ ะวันตกพัฒนาความเจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ อย่างรวดเรว็
การร้ื นรูศิลปวิทยาการ ทาให้มนุษย์เช่ือม่ันในความสามารถของตน มีอสิ ระทางความคิด หลุดพ้น
จากอทิ ธพิ ลการครอบงาของคริสต์จักร และมุ่งม่ันท่จี ะเอาชนะธรรมชาติเพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิต และความ
เป็นอยู่ของตนให้ดีข้ึน การพัฒนาเทคโนโลยีในดินแดนเยอรมันตอนใต้ โดยเฉพาะการประดิษฐ์เคร่ืองพิมพ์
แบบใช้วิธเี รียงตัวอกั ษรขอกูเตนเบิร์ก ในปี ค.ศ.1448 ทาให้สามารถพิมพ์หนังสอื เผยแพร่ความรู้ต่าง ๆ ได้
อย่างกว้างขวาง
การปฏวิ ัตทิ างวิทยาศาสตร์ในระยะแรก เป็นการค้นพบความรู้ทางดาราศาสตร์ ทาให้เกดิ คาอธบิ าย
เก่ยี วกบั ปรากฏการณ์ทางธรรมชาตติ ่าง ๆ ซ่ึงเป็นการท้าทายความเช่ือด้ังเดมิ ของคริสต์ศาสนา สรุปได้ดังน้ี
การคน้ พบทฤษฎีระบบสุริยจกั รวาลของนโิ คลสั (Nicholaus
Copernicus) ชาวโปแลนด์ ในต้นคริสต์ศตวรรษท่ี 17 สาระสาคัญ คอื ดวง
อาทติ ย์เป็นศูนยก์ ลางของจักรวาล โดยมโี ลกและดาวเคราะห์ดวงอ่นื ๆ
โคจรโดยรอบ ทฤษฎีของโคเปอร์นิคสั ขดั แย้งกบั หลักความเช่ือของ
คริสตจ์ ักรอย่างมากท่เี ช่ือว่าโลกเป็นศูนยก์ ลางของจักรวาล แม้จะถูก
ประณามอย่างรุนแรง แต่ถอื ว่าความคิดของโคเปอร์นิคัสเป็นจุดเร่ิมต้นของ
การปฏวิ ัตทิ างวิทยาศาสตร์ ทาให้ชาวตะวันตกให้ความสนในเร่ืองราวล้ีลับ
ของธรรมชาติ
นโิ คลัส โคเปอรน์ ิคสั (Nicholaus Copernicus)
การประดษิ ฐ์กล้องโทรทรรศน์ (Telescope) ของกาลิเลโอ
(Galileo Galilei) ชาวอติ าลีในปี ค.ศ. 1609 ทาให้ความรู้เร่ือง
ระบบสรุ ิยจักรวาลชัดเจนย่งิ ข้นึ เช่น ได้เหน็ จุดดบั ในดวงอาทติ ยไ์ ด้
สงั เกตการณ์เคล่ือนไหวของดวงดาว และได้เหน็ พ้ืนขรุขระของ
ดวงจันทร์ เป็นต้น
กาลิเลโอ (Galileo Galilei)
15
การค้นพบทฤษฎีการโคจรของดาวเคราะห์ ของ
โจฮันเนส เคปเลอร์ (Johannes Kepler) ชาวเยอรมนั ในช่าง
ต้นคริสต์ศตวรรษท่ี 17 สรุปได้ว่า เส้นทางโคจรของดาว
เคราะห์รอบดวงอาทติ ยเ์ ป็นรูปไข่หรือรูปวงรี มิใช่เป็นวงกลม
ตามทฤษฎีขอโคเปอร์นิคัส
โจฮันเนส เคปเลอร์ (Johannes Kepler)
การค้นพบทฤษฎีกฎแรงโน้มถ่วงของโลก ของ ไอแซก นิวตนั (Isaac Newton) ชาวองั กฤษ
เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เช่ียวชาญท้งั ด้านคณติ ศาสตร์
ดาราศาสตร์ และริ สกิ ส์ รวมท้งั ยังเป็นนักเทววิทยา
อกี ด้วย ผลงานของนิวตันจัดว่าเป็นระดบั “สดุ ยอด”
ของแต่ละสาขาวิชา เขาเป็ นผู้คิดค้นวิชาแคลคูลัสท่ี
เป็นคณติ ศาสตร์ช้ันสูง เป็นผู้บัญญัตกิ ฎการเคล่ือนท่ี
ซ่ึงเป็ นพ้ืนฐานท่ีสาคัญย่ิงของวิชาริ สิกส์ เป็ นผู้
ค้นพบและสร้างกฎแรงโน้มถ่วงสากลอันเป็ นแกน
หลักของวิชาดาราศาสตร์ ไอแซก นิวตนั (Isaac Newton
4. ยโุ รปสมยั ปัจจุบนั (ค.ศ.1954 – ปัจจุบนั )
เร่ิมต้งั แต่สงครามโลกคร้ังท่ี 2ส้นิ สดุ ลง ซ่ึงมีผลกระทบอย่างรุนแรงท่วั โลก
และก่อให้เกดิ การเปล่ียนแปลงท้งั ทางด้านเศรษฐกจิ สงั คม การเมืองการปกครองของสงั คมโลกในปัจจุบัน
โดยช่วงประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบันมเี หตุการณ์ ดังน้ี
4.1 สมัยสงครามเยน็ (ค.ศ. 1945-1991) เม่ือสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ส้ินสุดลงได้เกิดการขัดแย้ง
ทางด้านอดุ มการณท์ างการเมืองของสองอภิมหาอานาจ คือ สหรัฐอเมริกาผู้นาค่ายประชาธปิ ไตยและสหภาพ
โซเวียตผู้นาค่ายคอมมิวนิสต์ เพ่ือแข่งขันเก่ียวกบั ลัทธิความเช่ือทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกจิ
โดยไม่ได้ทาสงครามเหมือนสงครามโลกท่ผี ่านมา แต่ใช้วิธีการโฆษณาชวนเช่ือเป็นหลักในการหาพันธมิตร
และประเทศใต้อิทธิพล ประเทศเล็กๆ จึงจาเป็ นต้องเข้าข้างและรับการสนับสนุนจากฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึง
สงครามเยน็ ส้ินสุดลงเม่ือผู้นาประเทศสหภาพโซเวียตได้ปรับนโยบายการเมืองท้ังภายในและภายนอก
ประเทศท่เี น้นการร่วมมือกบั นานาประเทศในการแก้ปัญหาต่างๆ และปฏริ ูปประเทศให้เป็นประชาธปิ ไตย
16
มากข้ึน ต่อมาเม่ือประเทศยุโรปตะวันออกซ่ึงเป็นพันธมิตรของสหภาพโซเวียตได้แยกตัวออกจากสหภาพโซ
เวียต ส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศยุโรปตะวันออกส้ินสุดอานาจลง ต่อมาใน ค.ศ. 1989
สหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตตกลงลงนามร่วมกันท่ีเกาะมอลตา ประกาศการส้ินสุดภาวะสงครามเยน็
บรรยากาศสันติภาพจึงแพร่กระจายไปท่วั ภูมิภาคต่างๆ ของโลก ใน ค.ศ. 1990 กาแพงเบอร์ลิน ซ่ึงเป็น
สญั ลักษณ์ของสงครามเยน็ กถ็ ูกทาลายลง และปี ต่อมาเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออกกร็ วมตัวเป็น
ประเทศเดียวกนั และในปลาย ค.ศ. 1991 สหภาพโซเวียตกล็ ่มสลายสงครามเยน็ จึงส้นิ สดุ อย่างเป็นทางการ
ภาพถ่ายกาแพงเบอร์ลินจากฝ่ังตะวันตก(ฝ่ังของ
ประเทศเยอรมนั ตะวนั ตก) กาแพงถูกสร้างใน ค.ศ.
1961 เพ่ือป้ องกันมิให้ชาวเยอรมันตะวันออกหนี
และหยุดการหล่ังไหลของแรงงานซ่ึงเป็ นภัยพิบัติ
ทางเศรษฐกิจ กาแพงเบอร์ลินเป็ นสัญลักษณ์ของ
สงครามเย็นและการทลายกาแพงใน ค.ศ. 1989
เป็นสญั ลักษณว์ ่าสงครามเยน็ ใกล้ยุติ
4.2 สมัยโลกาภิวัตน์ ต้ังแต่ช่วงคร้ังหลังของคริสต์ศตวรรษท่ี 20 เป็ นช่วงเวลาท่ีโลกมีความ
เจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมท้งั วิทยาการแขนงต่างๆ ทาให้สภาพความเป็นอยู่ของ
มนุษย์โดยท่ัวไปเจริญข้ึน มนุษย์สามารถเดินทางไปสารวจอวกาศและดาวเคราะห์ดวงอ่ืนๆ รู้จักประดิษฐ์
คิดค้นเคร่ืองมือท่ที าให้สะดวกสบาย ความเจริญทางด้านการแพทย์ทาให้มนุษย์มีชีวิตยืนยาวและมีคุณภาพ
การคมนาคมขนส่งข้ามทวีปเป็นไปอย่างรวดเรว็ หรือการส่อื สารข้อมูลแพร่หลายท่สี ่อื ภาพและเสียงโดยผ่าน
ทางดาวเทยี ม อนิ เทอร์เนต็ โทรศัพทม์ ือถอื อย่างรวดเรว็ ภายในเวลาไม่ก่วี ินาที
อย่างไรกต็ าม ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่พี ัฒนาไปอย่างไม่หยุดย้ังได้ส่งผลต่อ
มนุษย์และเกิดปัญหาใหม่ๆ ตามมาอย่างรวดเร็ว การเพ่ิมข้ึนอย่างรวดเร็วของจานวนประชากร การใช้
พลังงานนิวเคลียร์ การเกดิ สภาวะท่อี ณุ หภมู ิของโลกร้อนข้ึนจนมีผลทาให้นา้ แขง็ ข้ัวโลกและยอดเขาสูงละลาย
ท่เี รียกว่า ภาวะเรือนกระจก เป็นต้น ดังน้ันในยุคโลกาภิวัตน์นอกจากจะทาให้ชีวิตมนุษย์สุขสบายข้ึน แต่ก็
ส่งผลให้เกดิ ปัญหาใหม่ๆ ตามมาด้วยเช่นกนั
17
พฒั นาการทางการเมืองการปกครอง
พัฒนาการทางด้านการปกครองของยุโรป มีพัฒนาการตามลาดับดังน้ี
การปกครองแบบนครรฐั หรือแว่นแควน้
หลังจากท่ีมนุษย์เร่ิมต้ังถ่ินฐานเป็ นหลักแหล่ง มีการรวมตัวกันเป็ นกลุ่มชนเผ่า มีการติดต่อ
ค้าขายระหว่างกนั ต่อมามีการรวมกลุ่มเผ่าต่างๆและแลกเปล่ียนวัฒนธรรม การกปครองพัฒนามาเป็นนคร
รัฐ หรือแว่นแคว้น เช่น นครรัฐของกรีก อาณาจักรโรมัน ซ่ึงเป็นตัวอย่างของรูปแบบการปกครองท่ีสาคัญ
ของโลก กรีกประกอบด้วยนครรัฐมากมาย แต่ท่สี าคญั ได้แก่ นครรัฐเอเธนส์ และนครรัฐสปาร์ตา
นครรัฐเอเธนส์มีรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยทางตรง ซ่ึงประชาชนมีสิทธิ
เสรีภาพในขอบเขตท่กี ว้างขวางจนกลายเป็นพ้ืนฐานการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยในปัจจุบัน
สว่ นนครรัฐโรมนั ในช่วงแรกมีรูปแบบการปกครองเป็นแบบนครรัฐเข่นเดียวกบั กรีก ต่อมาพัฒนา
เป็นแบบสาธารณรัฐ (Republic) โดยมุ่งให้คนสว่ นใหญ่ได้มีสว่ นร่วมในการเมอื งการปกครอง แต่ปรากฏว่า
อานาจสว่ นใหญ่อยู่ในกลุ่มคนท่มี ีฐานะทางสังคมสูง รูปแบบการปกครองของอาณาจักรโรมันได้พัฒนามา
เป็ นจักรวรรดิ
การปกครองแบบจักรวรรดิ เป็นรูปแบบการปกครองท่รี วมเอานครรัฐหรือแคว้นต่างๆเข้า
ด้วยกนั การปกครองในรูปแบบจักรวรรดิน้ันเป็นการปกครองดินแดนท่กี ว้างใหญ่ไพศาล มีชาวต่างชาติ
หลายเผ่าพันธุ์ แต่อานาจปกคองถูกรวมอยู่ท่ศี ูนย์กลางโดยมีจักรพรรดิเป็นผู้อานาจสงู สดุ จักรวรรดิโรมัน
ล่มสลายลง ทาให้เกดิ การปกครองในระบบศักด์นิ าสวามภิ กั ด์ิข้ึน
การปกครองในระบบศกั ดนิ าสวามิภกั ด์ิ การปกครองในระบบศักดนิ าสวามิภักด์ิ กาเนิดข้ึนใน
คริสต์ศตวรรษท่ี 9 เป็นการปกครองท่กี ษัตริย์ให้อานาจขุนนางท้องถ่นิ ปกครองเขตการปกครองของตนเอง
ทาให้ขนุ นางมอี านาจมาก มีกองทพั และออกกฎหมายใช้ในขอบเขตของตนเองได้ การปกครองระบบศักดิ
นาสวามภิ กั ด์พิ ัฒนามาจนถึงกลางศตวรรษท่ี 15 จ่ึงส้นิ สดุ ลง
การเมอื งการปกครองในยุครัฐชาติ หมายถึง รัฐท่มี ีการปกครองเป็นปึ กแผ่น มอี าณาเขตท่ี
แน่นอน ประชาชนมีเช้ือชาติ ภาษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีแบบเดียวกนั ปัจจัยท่สี าคญั ใน
การกอ่ ให้เกดิ รัฐชาติ คือ ความรู้สกึ ชาตินิยม (Nationalism) ทาให้ประชาชนเกดิ ความภมู ิใจและมีความ
จงรักภักดีต่อชาตแิ ละพระมหากษัตริยข์ องตนเอง รัฐชาติในระยะแรกของยุโรปได้แก่ สเปน โปรตเุ กส
ฝร่ังเศส และองั กฤษ ซ่ึงปกครองในระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย์ ในช่วงคริสต์ศตวรรษท่ี 18 -19 ยุโรปมี
ประเทศท่เี กดิ ข้ึนใหม่คอื อติ าลี (ค.ศ.1861) และเยอรมนี (ค.ศ.1870) ซ่ึงแต่ละประเทศมอี ุดมการณ์
18
การปกครองท่แี ตกต่างกนั ไปเช่น ฝร่ังเศสและอังกฤษมอี ุดมการณป์ ระชาธปิ ไตย เยอรมนีและอติ าลีมี
อดุ มการณช์ าตินิยมและลัทธิทหารนิยม สว่ นรัสเซียเกดิ การปฏวิ ัตเิ ปล่ียนการปกครองเป็นคอมมวิ นิสต์ เม่ือ
ค.ศ.1917 และเปล่ียนช่ือประเทศเป็นสหภาพโซเวียต
การเมอื งการปกครองในปัจจุบนั ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปมีพัฒนาการการปกครองจาก
ระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชยท์ ่กี ษัตริยม์ ีอานาจสงู สดุ มาเป็นรูปแบบการปกครองในปัจจุบันซ่ึงส่วนใหญ่เป็น
การปกครองแบบประชาธปิ ไตย ได้แก่
การปกครองแบบประชาธปิ ไตยแบบรัฐสภา อาจมปี ระมุขของรัฐ เช่น พระมหากษัตริย์ หรือประธา
นาธบิ ดี ทาหน้าท่เี ป็นประมุขของประเทศ แต่การบริหารประเทศเป็นอานาจหน้าท่ขี องคณะรัฐมนตรีท่มี ี
นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าซ่ึงมาจากการเลือกต้งั ของราษฎรในทวีปยุโรป ประเทศท่มี กี ารปกครองแบบน้ี คือ
ประเทศสหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ เบลเย่ียม เดนมาร์ก สเปน อติ าลี
การปกครองประชาธปิ ไตยแบบก่งึ รัฐสภาก่งึ ประธานาธบิ ดี โดยประธานาธบิ ดมี าจากการเลือกต้ัง
ของประชาชนและประธานาธบิ ดจี ะแต่งต้ังนายกรัฐมนตรีและคณะนายกรัฐมนตรีให้ทาหน้าท่บี ริหารประเทศ
ในทวีปยุโรปท่มี ีการปกครองแบบน้ี คอื ประเทศฝร่ังเศส ริ นแลนด์ โปรตุเกส
การปกครองแบบราชาธปิ ไตยท่มี พี ระมหากษัตริย์เป็นประมุขและทรงอานาจในการบริหารประเทศ
ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซ่ึงมอี ยู่ 2 ประเทศ คือ ประเทศรัฐโมนาโก ราชรัฐลิกเตนสไตน์
การปกครองของนครรัฐวาตกิ นั ของคริสตจักร ซ่ึงอานาจการปกครองแห่งสนั ตะปาปา ทรงดารง
ตาแหน่งประมุขของประเทศจนส้นิ พระชนม์ จึงมีการเลือกต้งั สนั ตะปาปาองค์ใหม่
สมเดจ็ พระราชินนี าถเอลซิ าเบธท่ี 2แห่งสหราช สนั ตะปาปาทรงดารงตาแหน่งประมุขของ
อาณาจกั ร พระองคเ์ ป็นประมุขเครือจกั รภพและ นครรฐั วาติกนั
สมเดจ็ พระราชินนี าถแห่งรัฐอสิ ระในเครอื จกั รภพ
19
พฒั นาการทางเศรษฐกิจ
สมยั โบราณ เศรษฐกจิ ของยุโรปสมัยโบราณข้นึ อยู่กบั การเกษตรตามบริเวณลุ่มแม่นา้ และการค้า
ซ่ึงการค้าส่วนใหญ่เป็นการค้าขายผลผลิตเกษตรและงานหัตถกรรม มกี ารสร้างเมอื งทา่ การค้าเพ่ือใช้ขนสง่
สนิ ค้า
สมยั กลาง เศรษฐกิจในช่วงคริสต์ศตวรรษท่ี 5 – 11 ระหว่าง ค.ศ. 476-1050 หรือสมัยกลาง
ตอนต้นชาวไร่ชาวนาส่วนใหญ่ต่างสญู เสียอสิ รภาพและกลายเป็นทาสติดท่ดี นิ (serf) ต้องอยู่ในสงั กดั ของขุน
นางเจ้าของท่ดี ินและดารงชีวิตอยู่ในเขตแมเนอร์ (manor) ซ่ึงเป็นเขตท่ดี นิ ในปกครองของขนุ นาง และเป็นท่ี
เพาะปลูกและอยู่อาศัยโดยมีเขตท่เี ป็นท่ตี ้ังปราสาทของขุนนางเจ้าของท่ดี ิน และเขตหมู่บ้านซ่ึงเป็นเขตท่ีอยู่
อาศัยของพวกทาสติดท่ีดินและชาวไร่ชาวนาบาง
คนท่ีเป็ นเสรีชน เศรษฐกิจในเขตแมเนอร์เป็ น
เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ อ เ ล้ี ย ง ต น เ อ ง ( self-sufficient
economy) ท่ีชาวไร่ชาวนาต่างประกอบอาชีพพอ
กินพอใช้และผลิตสนิ ค้าเพ่ือใช้เองหรือแลกเปล่ียน
กนั ระบบเศรษฐกจิ แบบแมเนอร์ไม่ส่งเสริมการค้า
ท่มี า : http://worldcivil14.blogspot.com
จนกระท่งั หลังสงครามครูเสดในช่วงคริสต์ศตวรรษท่ี 12 – 13 จึงเกิดเมืองการค้าข้ึนในอิตาลี แถบทะเล
บอลตกิ เนเธอร์แลนด์ และเบลเย่ียม ในช่วงน้ีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการเดินเรือ ทาให้มีการค้า
ขายระหว่างทวีปยุโรปและเอเชีย ในด้านอุตสาหกรรมในสมัยกลางมีท้ังอุตสาหกรรมอาหาร ทอผ้า ผลิต
เคร่ืองมือการเกษตร และอาวุธ
สมยั ใหม่ ในช่วงน้ีระบบเศรษฐกจิ ของยุโรปเป็นแบบทุนนิยม ซ่ึงประกอบด้วยปัจจัยการผลิต คอื
ทุน ท่ดี นิ แรงงาน และผู้ประกอบการ ต้ังแต่คริสตศ์ ตวรรษท่ี 15 เป็นต้นมาเม่อื มีการสารวจทะเล การ
ค้นพบเส้นทางเดนิ เรือ และการต้งั เป็นอาณานิคม ทาให้กจิ การค้าในยุโรปขยายมากข้ึน ผู้มีบทบาททางธรุ กจิ
เป็นชนช้ันกลาง ได้แก่ บรรดาพ่อค้า นักธรุ กจิ และนายธนาคาร สาเหตทุ ่ที าให้มกี ารสารวจพบดินแดนใหมา
น้ันมีสาเหตุมาจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคนิคการเดินเรือ ชาวยุโรปต้องการเผยแผ่คริสต์
ศาสนา ต้องการผูกขาด คือเคร่ืองเทศ ประเทศต่างๆ จึงพยายามสารวจเส้นทางเพ่ือไปยงั อนิ เดียและหมู่
เกาะเคร่ืองเทศ ประเทศท่มี ีบทบาทในการสารวจทางทะเล คือ โปรตเุ กส สเปน องั กฤษ และเนเธอร์แลนด์
20
ทาให้มกี ารยดึ ครองดนิ แดนโพ้นทะเลเป็นอาณานิคมในทวีปเอเชีย แอรริกา อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้
ในช่วง ค.ศ.1760 – 1830 ได้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ( The Industrial Revolution) ใน
ประเทศองั กฤษเป็นชาติแรกท่สี ามารถพัฒนาอุตสาหกรรม เน่ืองจากองั กฤษมีความพร้อมก่อนประเทศอ่นื ๆ
เช่น มีวัตถุดิบ พลังงาน ทุน แรงงาน และนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมของอังกฤษทาให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงการผลิต เร่ิมจากการใช้พลังงานไอน้า พัฒนาเป็ นพลังงานท่ีใช้ของโลก เพราะเศรษฐกิจ
ขยายตัวอย่างรวดเรว็ ประเทศอ่นื ในยุโรป เช่น ฝร่ังเศส และเยอรมันนีได้หันไปพัฒนาอุตสาหกรรม จึงเกิด
การแข่งขันกนั เพ่ือแสวงหาวัตถุดบิ และขยายตลาดไปยังภมู ิภาคอ่นื ๆ จนนาไปสคู่ วามขดั แย้งระหว่างประเทศ
ในยุโรปในคริสต์ศตวรรษท่ี 20 เป็นสงครามโลกคร้ังท่ี 1 และคร้ังท่ี 2
หลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ประเทศต่างๆ ในยุโรปประสบความเสียหายอย่างมาก ยุโรปจึงเหน็ ความ
จาเป็นต้องรวมกลุ่มกนั เพ่ือร้ื นรูประเทศ โดนเร่ิมต้นจากการจัดต้งั ประชาคมถ่านหินและเหลก็ กล้ายุโรป
(European Coal Steel Community : ECSC ) ในค.ศ.1952 ต่อมาได้จัดต้ังประชาคมพลังงานปรมาณู
ยุโรปหรือยูราตอม (European Atomic Energy Community : EURATOM) และประชาคมเศรษฐกจิ ยุโรป
หรือออี ซี ี (European Economic Community : EEC) ต่อมาประชาคมท้งั สามได้รวมตัวกนั เป็นประชาคม
ยุโรปหรืออซี ี (European Community : EC ) ใน ค.ศ.1986 และเป็นสหภาพยุโรปหรืออยี ู (European
Union : EU) ใน ศ.ค.1993 โดยพยายามท่จี ะทาให้เกดิ การบูรณาการยุโรปในการดาเนินนโยบายด้าน
การเมือง เศรษฐกจิ การเงิน การต่างประเทศตลอดจนด้านสงั คมและวัฒนธรรม โดยคาดว่าจะนาไปสู่
ยุโรปท่ไี ร้พรมแดนได้ในท่สี ุด
พฒั นาการทางสงั คม
สังคมของยุโรปมีพัฒนาการอย่างต่อเน่ืองมาเป็ นเวลานาน ในสมัยกลางสังคมยุโรปเป็ นสังคม
เกษตรกรรมในระบบศักดินาสวามิภกั ด์ิ ซ่ึงแบ่งคนออกเป็น 3 ชนช้ัน คอื ชนช้ันขุนนาง ซ่ึงเป็นเจ้าของท่ดี ิน
มีหน้าท่ใี นการปกครองชนช้ันสามัญชน ซ่ึงเป็นคนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ช่าง และทาสติดท่ดี ินและชนช้ัน
นักบวช สังคมของยุโรปในสมัยกลางอยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนาคริสต์ท้ังทางด้านศิลปวัฒนธรรม
การเมืองการปกครอง และวิถีการดาเนินชีวิตจนกล่าวได้ว่ายุโรปสมัยกลางเป็ นสมัยแห่งศรัทธา (Age of
Faith) ก่อให้เกดิ ศิลปกรรมและวิทยาการด้านต่างๆ
เม่ือระบบศักดินาสวามิภักด์ิได้เส่ือมลง เศรษฐกิจและการค้าขยายตัวเพ่ิมข้ึน ทาให้ชุมชนเมือง
ขยายตัวเพ่ิมข้ึน เกิดการเปล่ียนแปลงทางสงั คมอย่างมาก ศูนย์กลางของสงั คมกลายเป็นเมืองใหญ่และเมือง
ทา่ สาคัญ ๆ การค้าขายและอตุ สาหกรรมมคี วามสาคัญข้นึ เกดิ เป็นชนช้ันกลาง ได้แก่ บรรดาพ่อค้า นักธรุ กจิ
นายธนาคาร และช่างฝีมือต่างๆ
21
ในสมัยใหม่กลุ่มชนช้ันกลางหรือสามัญชนมีโอกาสได้รับการศึกษาเพ่ิมข้นึ และประสบความสาเรจ็
ทางด้านการค้าและอตุ สาหกรรม ทาให้กลายเป็นผู้มบี ทบาทสาคัญทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกจิ และ
สงั คม ประกอบกบั การปฏวิ ัตทิ างวิทยาศาสตร์ การปฏวิ ัตทิ างอตุ สาหกรรมเป็นผลให้เกดิ นักประดิษฐ์
นักวิทยาศาสตร์ นักคิดและนักปรัชญาจานวนมากเช่น
โจฮันน์ กูเตนเบิร์ก (Johann Gutenberg) เป็นชาวเยอรมัน ประดิษฐ์
เคร่ืองพิมพ์ได้ทาให้การเผยแพร่ความรู้และวิทยาการแพร่ขยายออกไปได้อย่าง
กว้างขวาง นักประดิษฐ์ชาวเยอรมนั มีช่ือเสียงจากการมีสว่ นพัฒนาเทคโนโลยกี าร
พิมพ์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1450
ท่มี า : http://workerton.blogspot.com/
หลุย ปาสเตอร์ (Louis Pasterue) ชาวฝร่ังเศส ได้ค้นพบจุลินทรียใ์ นอากาศซ่ึง
เป็นสาเหตุทาให้อาหารเสีย และกระบวนการฆ่าเช้ือโรคท่เี รียกว่า วิธพี าสเจอไรเซซัน
(pasteurization)
ท่มี า : https://th.wikipedia.org/wiki
นักปรัชญาทางการเมืองการปกครอง เช่น จอห์น ลอ็ ค (Jon Locke) มองเตสกเิ ออ (Monteaquieu)
วอลแตร์ (Valetaire) และฌอง จาค รูสโซ (Jean Jaque Rousseau) ได้แสดงความคิดเหน็ ว่าสทิ ธเิ สรีภาพ
มีความสาคญั และการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยเป็นการปกครองท่เี หมาะสมกว่าการปกครองระบอบ
สมบูรณาญาสทิ ธริ าชย์ ซ่ึงทาให้เกดิ การเปล่ียนแปลงทางการเมอื งการปกครองในประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป
ข้นึ
สงั คมของยุโรปในปัจจุบันมลี ักษณะเป็นสังคมเมอื ง อนั เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทาง
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเน่ือง ประชากรสว่ นใหญ่เป็นผู้ได้รับการศึกษาสงู และมีมาตรฐานการ
ครองชีพสงู ชาวยุโรปมีมโนทศั น์ทางด้านวิถีชีวิตแบบประชาธปิ ไตย เช่น เคารพในสทิ ธเิ สรีภาพ มรี ะเบียบ
วินัยและมีความขยันขันแขง็ ในการทางาน ปัจจุบันสงั คมยุโรปมีคนหลายเช้ือชาติ ภาษา และหลาย
วัฒนธรรมรวมกนั อยู่ เพราะมีการอพยพจากทวีปอ่นื ๆ เข้ามาอยู่ผสมผสานกบั คนพ้ืนเมอื ง เช่นชาวผวิ เหลือง
จากทวีปเอเชีย และชาวผิวดาจากทวีปแอรริกา