The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by piyada2989, 2019-06-04 03:00:21

Unit1

Unit1

ห ่นวย ี่ท1

ค ูร ิปยดา เทพ ูภธร

[พิมพบ์ ทคดั ยอ่ ของเอกสารที่น่ี โดยปกติแลว้ บทคดั ยอ่ คือสรุปแบบส้นั ๆ
เกี่ยวกบั เน้ือหาของเอกสาร พิมพบ์ ทคดั ยอ่ ของเอกสารท่ีน่ี
โดยปกติแลว้ บทคดั ยอ่ คือสรุปแบบส้นั ๆ เกี่ยวกบั เน้ือหาของเอกสาร]

แผนกวิชาพืชศาสตร์
วิทยาลยั เกษตรและเทคโนโลยรี ้อยเอ็ด

หนว่ ยท่ี 1

ความสาคัญของพืชและการปฐมนเิ ทศพืช

1. ความเป็นมาของอาชพี เกษตรกรรม

ถ๎าจะกลาํ วถงึ อาชีพเกษตรกรรมวาํ มคี วามสาคัญอยํางไรคงเปน็ ทน่ี าํ ภูมใิ จกับประเทศไทยท่ปี ระชากร
สํวนใหญขํ องประเทศประกอบอาชีพน้ีเป็นอาชพี ท่ีเกดิ ข้ึนมาต้งั แตํสมัยโบราณท้ังนีเ้ ปน็ เพาระเป็นอาชพี ที่
กอํ ให๎เกิดปจั จัยตาํ งๆ ท่จี าเป็นตอํ การดารงชวี ติ ของมนุษย์ ปจั จัยดงั กลําวไดแ๎ กํ อาหารที่อยํูอาศยั เคร่ืองนํุงหมํ
และยารกั ษาโรค จึงถือไดว๎ ําเปน็ อาชีพเกษตรกรรมเกดิ ข้นึ กอํ นอาชพี อ่ืนๆ

มนุษยม์ ีสภาพเป็นคนปาุ จึงยงั ไมรํ ๎จู ักการปลูกพชื การเลี้ยงสัตว์ตลอดจนการสรา๎ งท่ีอยูํอาศัยให๎เปน็ หลกั
แหลงํ ดาเนินชีวติ มักจะเรํรํอนหาของกินเชนํ ผลไม๎ตํางๆ เผือกมนั เนื้อสตั วเ์ พื่อเลีย้ งชีวิตใหอ๎ ยูรํ อดไปวันๆหนง่ึ
ล๎วนแตํโชคชะตาวนั ใดหาได๎มากเหลอื เฟอื ก็อ่ิมหนาสาราญ ถา๎ วนั ใดหาไมํได๎ก็ต๎องอดอยากซ่ึงมชี วี ติ ไมแํ ตกตําง
กบั สัตว์ปาุ ทงั้ หลายเทาํ ใดนัก

ตํอมาเนื่องจากมนุษย์มกี ารพัฒนากวาํ สัตวอ์ น่ื ๆ จึงรจู๎ กั การคิดคน๎ และการประดษิ ฐ์ซึง่ นามาจาก

ประสบการณ์ตํางๆ มนุษย์จึงเกิดความคิดขน้ึ วาํ ถ๎านาเอาเมลด็ พชื หรือรากพืชทเี่ หลือจากกนิ แลว๎ นามาทิ้งหรือ

ฝงั ไว๎ตอํ ไปพวกเขากจ็ ะไมํต๎องออกไปหากินไกลๆ อีก จากความคิดอนั นี้ทาใหม๎ นุษยร์ ๎ูจกั การปลกู พชื การต้งั

ถนิ่ ฐานใหเ๎ ปน็ หลักแหลํงและการนาใบไม๎ หรือหนังสตั วม์ าหอํ หมุ๎ รํางกายเพ่ือความอบอํุน

สวํ นพวกท่ีมีความถนดั ในการจบั สตั ว์กินเป็นอาหารนน้ั เม่ือจบั มาได๎มากๆทต่ี ายก็กนิ เปน็ อาหารท่ยี ังไมํ

ตายกน็ ามากกั ขังไว๎บางท่กี ็จับสัตวท์ ่กี าลังทอ๎ งมาขังไวต๎ ํอมากอ๎ อกลกู ออกหลานเจรญิ เตบิ โตและเปลี่ยนนสิ ัย

จากสัตว์ปาุ เป็นสัตวเ์ ลีย้ ง ท่เี ชอื่ ซึง่ สามารถเลยี้ งได๎ ทาใหม๎ นษุ ย์เราไมํต๎องออกไปหากินไกลๆ และเสยี่ ง

อันตรายอีกตํอไป ด๎วยเหตุน้ี อาชพี การปลูกพืชและการเลีย้ งสตั วจ์ งึ ไดเ๎ กดิ ขน้ึ หรือท่ีเราเรียกวํา “อาชพี กสิ

กรรมและสตั วบาล”

จากประสบการณ์ดงั กลําวทาใหม๎ นุษย์ร๎จู กั นามาปรบั ใช๎ให๎เกิดอาชพี จนเปน็ กิจกรรมเป็นล่าเป็นสนั
สามารถสร๎างความเจริญกา๎ วหน๎าเป็นปกึ แผนํ ซึ่งมีอยํูมากมายหลายสาขาดว๎ ยกันอยํางไรก็ตามอาชีพทเี่ กยี่ วกับ
การปลกู พชื และเล้ยี งสัตวน์ ้ี เราเรียกรวมกันไดว๎ ํา “อาชพี เกษตรกรรม”

ภาพที่ 1.1 ภาพที่ 1.2
ภาพท่ี 1.3

เพอ่ื ใหเ๎ กิดความเขา๎ ใจกํอนการศึกษาในบทตํอๆไปจึงขอใหน๎ ักศึกษามาร๎ูจกั ความหมายของคา ทีม่ กั จะใชใ๎ น
การศึกษาทางดา๎ นการผลติ พชื

ก. พืช หมายถึง ส่งิ มชี วี ิตซึง่ สามารถกินอาหาร เคล่อื นไหว เจริญเตบิ โต และขยายพันธไ์ุ ดส๎ วํ นใหญแํ ลว๎ จะประกอบไป
ดว๎ ยรากลาตน๎ ใบดอกผลและเมลด็ ยกเว๎นพชื บางชนดิ อาจประกอบด๎วยสวํ นอ่นื ๆ ซ่งึ ทาหน๎าทีแ่ ทนสวํ นอ่นื ๆ ซ่ึงทา
หนา๎ ท่ีแทนสวํ นตาํ งๆ ดังกลาํ วขา๎ งตน๎ เชํน เห็ด สาหรําย เปน็ ตน๎

ข. เกษตรกรรม หมายถงึ การปลูกพืชและการเลยี้ งสตั วโ์ ดยอาศัยความรปู๎ ระสบการณท์ รัพยากรธรรมชาตติ ลอดจนทุน
เพอ่ื ให๎ได๎ผลผลิตทางการเกษตรขน้ึ ผท๎ู ีป่ ระกอบอาชพี น้เี รียกวํา “เกษตรกร”

ค. สิกรรม หมายถึง การเพาะปลกุ ทั้งหมดเชนํ การทาไรกํ ารทาสวนเปน็ ตน๎ แตํไมํรวมถงึ การเลย้ี งสตั วผ์ ๎ูทป่ี ระกอบอาชพี น้ี
เรยี กวํา “กสิกรรม”

ง. การศกึ ษาเกษตรกรรม หมายถึง การเรยี นรู๎เกยี่ วกับการเกษตรทง้ั ในและนอกโรงเรยี นต้ังแตํระดบั ประถมศกึ ษาจนถึง
ระดบั อุดมศกึ ษาตลอดจนการให๎ความรู๎แกเํ กษตรกรรมและประชาชนผ๎ูสนใจในเทคนคิ ใหมํๆ ทางการเกษตร

จ. เกษตรกรรมศลิ ป์ หมายถึง วชิ าที่จัดสอนในระดบั มธั ยมศึกษาซึ่งเกย่ี วกับความรข๎ู ั้นพ้นื ฐานทางการเกษตร เพ่อื สรา๎ ง
ทศั นคตทิ ี่ดีตอํ อาชีพเกษตรกรรม และสามารถนามาใช๎ใหเ๎ กิดประโยชน์ในชวี ิตประจาวนั ได๎

ฉ. อาชีวเกษตร หมายถงึ วชิ าทีจ่ ัดสอนขนึ้ เฉพาะนกั เรยี นผท๎ู ม่ี ีความสนใจทจ่ี ะศกึ ษาหาความรท๎ู างการเกษตรเพื่อศึกษา
ตอํ หรอื ประกอบอาชีพการเกษตรได๎ โดยอาศัยหลกั การ “เรียนรโู๎ ดยการ กระทาจรงิ (Learning by Doing) ทง้ั ใน
และนอกโรงเรยี น

ช. เกษตรศาสตร์ หมายถึง วิชาทางเทคนิคและวิชาทางการเกษตร ซึ่งจัดสอนในระดับอุดมศึกษา วชิ าเหลํานเี้ กิดจากผล
การทดลองค๎นคว๎าจากสถาบันตาํ งๆ ของทกุ ประเทศ ซงึ่ ไดม๎ ีการพสิ จู น์รับรองและรวบรวมข้นึ เปน็ หลักวชิ า เพอ่ื เปน็
แนวทางการปฏบิ ตั ิในการศึกษาสงํ เสรมิ และเผยแพรคํ วามรูใ๎ หแ๎ กํเกษตรกรม โดยแบงํ เป็นสาขาใหญํๆ ได๎หลายสาขา
เชนํ สัตวบาล พืชกรรม วนศาสตร์ ประมง สตั วแพทย์ เป็นตน๎

ซ. การปฏริ ปู การเกษตร หมายถงึ การเปลยี่ นแปลงทางการเกษตรจากสมัยโบราณมาเป็นสมยั ใหมโํ ดยอาศัยความร๎ู
และเทคนคิ ใหมๆํ ซึ่งไดจ๎ ากการคน๎ คว๎าทดลอง เพ่ือให๎มปี ระสิทธิภาพในการผลติ สงู ขึน้ เชํนการใชเ๎ ครอ่ื งทุํนแรง การ
ปรับปรุงพนั ธพุ์ ชื การใชส๎ ารเคมตี าํ งๆ ในการเกษตร เป็นตน๎

ฌ. การเกษตรกรรม (Tillage หรือ Cultivation) หมายถึง การกระทาดินเพื่อให๎เหมาะสมแกํการเจริญเติบโตของพืช
นับต้งั แตกํ ารเตรียมแปลงปลกู การไถการพรวนเปน็ ต๎น และรวมไปถงึ การปฏบิ ตั ริ ักษาระหวาํ งทพี่ ชื เจรญิ เติบโต
จนกระทั่งเกบ็ เกีย่ ว

นอกจากน้ีนักศกึ ษายงั ควรทาความเข๎าใจกบั การเขียนชือ่ ทางพฤกษศาสตรข์ องพชื โดยเฉพาะพชื ท่ีมี

ความสาคญั ทางเศรษฐกจิ อาทเิ ชนํ ข๎าว ขา๎ วโพด มนั สาปะหลงั ยางพารา กํอนท่ีจะไปสรูํ ายละเอยี ดดังกลาํ วขอทา

ความเข๎าใจกบั การเปลีย่ นแปลงชือ่ วงศ์ (Family) เพ่ือให๎ลงท๎ายเป็น ACEAE ทกุ วงศ์ ซง่ึ มอี ยํูทงั้ หมด 8 วงศด์ ังตํอไปนี้

1. GRAMINEAE เปล่ยี นเปน็ POACEAE

2. COMPOSSITAE เปลย่ี นเปน็ ASTERACEAE

3. LABIATAE เปลย่ี นเปน็ LAMIACEAE

4. LEGUMINOSAE เปลย่ี นเปน็ FABACEAE

5. PALMAE เปล่ยี นเปน็ ARECACEAE

6. UMBELLIFERAE เปลยี่ นเปน็ APIACEAE

7. CRUCIFERAE เปล่ียนเปน็ BRASSICACEAE

8. GUTTIFERAE เปลี่ยนเปน็ CLUSIACEAE

ตวั อยํางการจาแนกพืช โดยอาศยั หลกั พฤกษศาสตร์

การจาแนกพืชตามหลักพฤกษศาสตร์ (Botannicalclassification) เป็นการจาแนกพชื โดยอาศยั

หลกั ความคลา๎ ยคลงึ และความแตกตํางๆ ของพชื เน่อื งจากพืชมที งั้ ความแตกตาํ งและความคลา๎ ยกันถา๎ เปน็

กลํุมท่ีมคี วามคลา๎ ยกนั จะจดั หมวดหมํูเขา๎ เป็นชนดิ เดยี วกนั หลายๆชนิดรวมกนั เปน็ สกุล หลายๆสกุล เป็น

วงศ์ตัวอยาํ ง เชนํ ขา๎ วหอมมะลิ จะจาแนกไดด๎ ังตอํ ไปน้ี

Plant Kingdom Metaphysic

Division Tracheophy

Class Angiospermae

Order Graminales

Family Poaceae (Gramineae)

Genus Oryza

Speries Sativa

Tribe ขา้ วหอมมะลิ

ก. พชื ทม่ี คี วามสาคัญตํอเศรษฐกิจ

(1) พชื ไรํเป็นพืชที่มีความสาคัญทางเศรษฐกิจของไทยนอกจากใชเ๎ ป็นอาหารประจาวันแกล๎วยงั เปน็ พชื ที่ทา 5

รายได๎ใหแ๎ กปํ ระเทศมาโดยเราสงํ ออกไปจาหนํายยังตาํ งประเทศ เชนํ ข๎าว

ขา๎ วโพด เส๎นใยพืช มันสาปะหลัง อ๎อย ยาสบู ละหํงุ เป็นตน๎

(2) พชื สวนมคี วามสาคญั ทางเศรษฐกจิ โดยมกี ารผลติ และจาหนํายท้งั ภายในและภายนอกประเทศสาหรบั พชื ท่ี

เปน็ สนิ ค๎า ออกมีเพยี งไมกํ ชี่ นดิ แตทํ ารายไดใ๎ หก๎ บั ประเทศเปน็ จานวนไมํน๎อย เชํน ยางพารา มะพร๎าว

มะขาม

ส๎มโอ สม๎ เลก็ มะมํวง กลว๎ ยหอม ทุเรยี น เงาะ เปน็ ตน๎

จากความสาคัญดังกลําว ในดา๎ นเศรษฐกิจ สามารถดูไดจ๎ ากปริมาณการสํงออกของสินคา๎ ในหลายๆ ประเภท

อาทเิ ชํน ขา๎ ว ข๎าวโพด ยางพารา นอกจากสนิ ค๎าสํงออก กย็ ังมสี นิ คา๎ ที่ซื้อขายกันภายในประเทศไมวํ าํ จะเป็นพชื ผัก ไม๎ผลดัง

รายละเอยี ดดังตํอไปน้ี

ราคา/ราคาข้าว สัปดาหน์ ี้ สัปดาห์กอ่ น เปรยี บเทยี บสปั ดาห์นี้

ของปกี ่อน

ราคาขา๎ วเปลือก(บาท/ตัน)

ขา๎ วเปลอื กหอมมะลิ เกํา 8,000-8,100 8,000-8,100 8,000-8,800

ข๎าวเปลอื กหอมมะลิใหมํ 6,000-6,200 6,000-6,200 6,000

ข๎าวเปลือกเจ๎านาปี 5 % เกํา 5,700-5,800 5,400-5,600 5,400-5,500

ข๎าวเปลือกเหนยี ว เกํา 4,900-5,000 4,900-5,000 4,000-4,200

ราคาขายสํงขา๎ วสาร(บาท/100กก.)

ข๎าวสารหอมมะลิ เกาํ 2,000-2,200 2,000-2,200 1,650-1,800

ข๎าวสารเจา๎ 100 % เกาํ 1,120-1,130 1,120-1,130 1,000-1,130

ขา๎ วสารเจา๎ 5 % เกํา 1,000 1,000 900-1,020

ขา๎ วสารเหนยี ว 5 % เมลด็ ยาว เกํา 1,100 1,100 1,000

ราคาขายปลกี ขา๎ วสาร(บาท/หนํวย)

ขา๎ วสารหอมมะลิ เกํา (15 กก.) 330-360 330-360 285-300

ข๎าวสารเจ๎า 100 % เกาํ (15 กก.) 195 195 210-225

ขา๎ วสารเจา๎ 5 % เกํา 180-195 180-195 195-210

ขา๎ วสารเหนียว 5 % เมล็ดยาว เกาํ (15 กก.) 180-195 180-195 165-195

ข๎าวสารหอมมะลิบรรจุถุง 5 กก. 105-110 105-110 95-100

ขา๎ วสารเจ๎า 100% บรรจถุ งุ 5 กก. 70-75 70-75 90-95

ขา๎ วสารเจ๎า 5% บรรจุถงุ 60-65 60-65 60-65

สรปุ สถิตริ าคาขายสงํ ผักเฉลยี่ รายเดอื น ณ ตลาดส่มี มุ เมืองรังสติ ประจาปี 2549

1. กล๎วยหอม 6

1.1 กลว๎ ยหอมดิบ ใหญํ - เขงํ (7หวี) 200.-
180.-
1.2 กลว๎ ยหอมดบิ กลาง - เขํง(7หว)ี 180.-
150.-
1.3 กล๎วยหอมหาํ ม ใหญํ - เขงํ (7หวี)
17-20.-
1.4 กลว๎ ยหอมหาํ ม กลาง - เขํง(7หว)ี 15.-
13-14.-
2. แกว๎ มังกร 35.-
27.-
2.1 แกว๎ มงั กรเนอ้ื ขาว ใหญํ - กโิ ลกรมั 25.-

2.2 แกว๎ มังกรเนือ้ ขาว กลาง - กโิ ลกรมั 27.-
25.-
2.3 แก๎วมังกรเน้อื ขาว เลก็ - กโิ ลกรมั -
25-27.-
2.4 แกว๎ มังกรเนื้อแดง ใหญํ - กโิ ลกรัม 20.-
-
2.5 แก๎วมงั กรเนอื้ แดง กลาง - กิโลกรัม 25.-
20.-
2.6 แกว๎ มังกรเนื้อแดง เลก็ - กิโลกรัม -

3. แคนตาลูป 17.-
16.-
3.1 แคนตาลูปซันเลดี้ ใหญํ - กิโลกรัม 15.-
17.-
3.2 แคนตาลปู ซนั เลด้ี กลาง - กิโลกรมั 16.-
15.-
3.3 แคนตาลปู ซันเลดี้ เล็ก - กโิ ลกรมั
900.-
3.4 แคนตาลปู ฮนั นี่เวริ ด์ ใหญํ - กโิ ลกรัม 850.-
750.-
3.5 แคนตาลปู ฮันนี่เวริ ์ด กลาง - กิโลกรมั

3.6 แคนตาลปู ฮนั นี่เวริ ์ด เลก็ - กิโลกรัม

3.7 เมลํอน ใหญํ - กโิ ลกรมั

3.8 เมลอํ น กลาง - กิโลกรมั

3.9 เมลํอน เล็ก - กิโลกรัม

4. ฝรงั่

4.1 ฝร่งั สาล่ี ใหญํ - กโิ ลกรมั

4.2 ฝร่งั สาล่ี กลาง - กิโลกรมั

4.3 ฝรั่งสาลี่ เล็ก - กโิ ลกรัม

4.4 ฝร่ังแปูนสที อง ใหญํ - กโิ ลกรัม

4.5 ฝรั่งแปนู สที อง กลาง - กโิ ลกรมั

4.6 ฝรงั่ แปูนสที อง เล็ก - กิโลกรัม

5. พลบั

5.1 พลบั นวิ ซีแลนด์ 12 - กลํอง(4กก.)

5.2 พลบั นวิ ซแี ลนด์ 14 - กลํอง(4กก.)

5.3 พลับนวิ ซแี ลนด์ 16 - กลอํ ง(4กก.)

6. พทุ รา ใหญํ - กโิ ลกรมั 12.-
6.1 พทุ ราสาล่ี กลาง - กิโลกรัม 10.-
6.2 พุทราสาลี่ ใหญํ - กิโลกรัม 12.-
6.3 พุทราสามรส กลาง - กิโลกรมั 10.-
6.4 พุทราสามรส
ใหญํ - กโิ ลกรมั 60.-
7. ลองกอง กลาง - กิโลกรัม 50.-
7.1 ลองกองแหง๎ (ตนั หยงมัส)
7.2 ลองกองแหง๎ (ตันหยงมัส)

ราคาผักตลาดไท สารวจราคา ระหวาํ งวนั ท่ี 9 – 13 ตลุ าคม 2549

รายการสนิ คา๎ หนวํ ย ราคาสงํ /บาท 7
มะระขีน้ ก
มะระจีน กิโลกรัม -
มะเขอื มํวง
มะเขอื ยาว กิโลกรมั 20
มะเขอื เทศเชอร่ี
มะเขอื เทศเปรีย้ ว กโิ ลกรมั 9
มะเขอื เทศสีดา
มะเขอื เทศผลใหญํ กิโลกรมั 6
มะเขอื ลงิ
มะเขอื นา้ หยด กิโลกรมั -
มะเขอื พวง
มะละกอแขกนวลดิบ กโิ ลกรัม 10
มะละกอดาเนนิ ดบิ
มะละกอปูอมดบิ กโิ ลกรัม 5
มะนาวแปนู
มนั เทศ กโิ ลกรัม 10
มนั เทศตํอเผือก
มนั หา๎ นาที กิโลกรัม 9
มนั ฝรัง่
แครอทไทย กิโลกรมั -
แครอทนอก
แตงโมอํอน กิโลกรมั 24
แตงมมั ม่ี
แตงไทย กิโลกรมั 2.5
แตงกวา
ใบแมงลัก กโิ ลกรัม 8
ใบมะกรดู
ใบโหรพา กโิ ลกรัม 1
ใบสะระแหนํ
ใบกระเพา กโิ ลกรัม 90-160

กิโลกรมั 8

กิโลกรัม 10

กโิ ลกรัม 6

กโิ ลกรัม 30

กิโลกรมั 10

กโิ ลกรมั 20

กิโลกรัม 6

กิโลกรัม 7

กโิ ลกรัม -

กโิ ลกรัม 7-8

รอ๎ ยละ 50

รอ๎ ยละ 20

ร๎อยละ 300

ร๎อยละ 300

ร๎อยละ 150

เผือก เบอร์ 1-2 กโิ ลกรัม 15-20
กระเจีย๊ บเขยี ว กิโลกรมั -
กระเทียมจนี กโิ ลกรมั 28
กระเทยี มจกุ กโิ ลกรมั 50
กระเทียมตดั จกุ กิโลกรัม 50
กระชายหัว กโิ ลกรมั 15
กะหล่าดอก กิโลกรัม 20
กะหล่าปลี กิโลกรมั 10
ขาํ กิโลกรมั 22
ขา๎ วโพดฝกั ออํ น กิโลกรัม 7

ข. พืชทมี่ ีความสาคัญตอ่ ชีวติ ประจาวัน 8
(1) กอํ ให๎เกดิ ปัจจัยสี่ อนั เป็นเคร่ืองยังชีพของมนุษย์ และทาใหม๎ นษุ ย์อยูํดี กนิ ดี คอื ทาใหเ๎ กดิ อาหารบริโภค

ประจาวนั เชํน ขา๎ ว ผัก และผลไมต๎ ํางๆ ฯลฯ ทาใหเ๎ กิดวัตถุท่ีใช๎เปน็ เครอ่ื งนุํงหมํ เชํน ฝาู ย ทาใหเ๎ กดิ มีไมแ๎ ละอปุ กรณ์
ในการกํอสร๎างทอ่ี ยอํู าศัย เชํน ปุาไมต๎ าํ งๆ กํอให๎เกิดมยี ารักษาโรค เชํน ฝนิ่ ควนิ ิน สมุนไพรตาํ งๆ

(2) เป็นรากฐานกํอใหเ๎ กิดอาชีพอ่นื ๆ ได๎แกํ
การพาณชิ ย์ คอื การคา๎ ขายผลติ ผลทางการเกษตร หรอื ผลติ ผลซง่ึ ใช๎ในการเกษตรเชนํ ยาฆําแมลงปยุ๋ เคมี
เมลด็ พันธุ์พืช
การอุตสาหกรรมการเกษตร เป็นการสรา๎ งวตั ถดุ บิ ในการอุตสาหกรรมตํางๆ เชนํ
การทอผา๎ การทายางรถยนต์ การแปรรปู อาหารเปน็ ตน๎
การเภสัชกรรม ไดแ๎ กกํ ารผลิตยารกั ษาโรคตํางๆ เชํน ยาควนิ นิ
การหัตกรม ไดแ๎ กํ งานชาํ งฝีมือตาํ งๆ การจกั สาน
การขนสงํ เกิดจากการขนสงํ ผลติ ภณั ฑ์ทางการเกษตรตาํ งๆ
การคมนาคม จะเจรญิ ขนึ้ เม่อื องคป์ ระกอบขา๎ งตน๎ พร๎อม
(3) ชวํ ยให๎เกิดโรคทรพั ย์ตาํ งๆ
ทมี่ ีความสาคญั ตํอเศรษฐกิจดังจะเหน็ ได๎วาํ รายไดส๎ วํ นใหญขํ องประเทศ ไดม๎ าจากการเกษตรกรรมถา๎ ปีใดดนิ
ฟาู อากาศเหมาะสม ประชาชนจะมีเงนิ ทางพอจับจาํ ยใชส๎ อยตาํ งๆ ได๎ แตถํ า๎ ปีใดฝนไมตํ กต๎องตามฤดกู าล ประชาชน
ยากจน โจรผรู๎ ๎ายชุกชุม สรปุ ไดว๎ าํ ถ๎าผลผลิตทางเกษตรได๎ผลดกี จิ การตาํ งๆ กม็ ักจะดีข้นึ ด๎วย แตํถา๎ ผลผลติ ทางเกษตร
ตก กจิ การดา๎ นอืน่ ๆ ก็ซบเซา
(4) ชํวยใหท๎ รพั ยากรมคี าํ ข้นึ เชนํ ที่ดนิ ซงึ่ ปลํอยให๎รกร๎างวาํ งเปลําไรป๎ ระโยชน์ เมื่อมกี ารเกษตรกรรรม
เกดิ ขน้ึ
ท่ีรกรา๎ งเหลํานั้นถกู นามาใชป๎ ระโยชนแ์ หลงํ นา้ ตํางๆ ตามธรรมชาตอิ าจนามาใชใ๎ นการชลประทานเพือ่ การเกษตรได๎
(5) ชวํ ยให๎ประชาชนมีงานทาตลอดท้งั ปี ซ่งึ เปน็ การใชแ๎ รงงานให๎มีประโยชนแ์ ละมคี าํ ยิ่งข้ึน

(6) ชวํ ยใหเ๎ กิดสนั ติสขุ ในครอบครวั และการครองชีพดีขนึ้ อาชพี เกษตรกรรมนอกจากจะเป็นอาชพี ทท่ี าให๎
ผป๎ู ระกอบการไดผ๎ ลทางเศรษฐกจิ แล๎วยงั ทาเพ่ือพักผํอนเปน็ งานอดเิ รกซงึ่ กํอใหเ๎ กิดความเพลดิ เพลนิ กบั ธรรมชาตไิ ด๎
เปน็ อยํางดี เรียกวาํ สนั ทนาการ(Recreation) บคุ คลในครอบครัวมีความสุข เพราะทุกคนมงี านทา ไมํเอารัดเอาเปรยี บ
ซ่งึ กนั และกัน

(7) ชํวยให๎ประชาชนมีพลานามยั สมบรู ณ์ เพราะมีอาชพี เกษตรกรรม สํวนมากเปน็ งานกลางแจง๎ โดยเริม่
ทางานต้ังแตเํ ชา๎ ทาให๎ได๎อากาศสดช่นื มีการออกกาลังกายโดยใชแ๎ รงงานเพือ่ ใหเ๎ กิดประโยชน์ประกอบกับ รับประทาน
อาหารสดจึงทาให๎มีสุขภาพสมบรู ณ์


Click to View FlipBook Version
Previous Book
unit1
Next Book
หน่วยที่ 2 สารชีวโมเลกุล