แนวคดิ เกี่ยวกบั ภาวะสขุ ภาพของผ้ใู หญ่
เอกสารประกอบการเรียนการสอน
วิชา NU 112201 การพยาบาลสขุ ภาพผู้ใหญ่ 1
ภาคการศกึ ษาตน้ ปกี ารศกึ ษา 2565
อาจารย์ผสู้ อน: ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. วาสนา รวยสูงเนิน
อาจารย์ ดร.ปาริชาติ วงศก์ อ้ ม
สำหรับนักศกึ ษาหลักสตู รพยาบาลศาสตรบณั ฑติ ชั้นปีท่ี 2
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น
1
เอกสารประกอบการเรียนการสอน
หน่วยท่ี 1 แนวคิดเก่ียวกับภาวะสุขภาพของผู้ใหญ่
เนอ้ื หาในหนว่ ยท่ี 1 แนวคดิ ท่ีเก่ยี วกับภาวะสุขภาพของผูใ้ หญ่ ประกอบด้วย
1. แนวคิดเก่ียวกบั วัยผใู้ หญ่และพฒั นาการในชีวติ
2. แนวคดิ เกี่ยวกบั ภาวะสขุ ภาพในวยั ผใู้ หญ่
3. แนวคิดเกี่ยวกับการเจบ็ ป่วยเฉียบพลัน วิกฤต และเร้ือรงั และบทบาทพยาบาล
4. การฟื้นฟสู ภาพและบทบาทพยาบาล
วัตถุประสงค:์ เพอ่ื ให้ผเู้ รยี นสามารถ
1. อธิบายความหมายและระยะต่างๆ ของวยั ผูใ้ หญไ่ ด้
2. อธิบายปัจจยั ทม่ี อี ิทธิพลตอ่ การเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการในวัยผูใ้ หญ่ได้
3. อธบิ ายถงึ การเปลย่ี นแปลงท่เี กิดขึ้นในวยั ผใู้ หญ่ระยะตา่ งๆ ได้
4. อธิบายถึงภาวะสุขภาพในวัยผู้ใหญ่ได้
5. อธิบายถึงความหมายของภาวะเจบ็ ป่วย วิกฤต เฉียบพลัน และเรื้อรัง รวมทั้งผลกระทบที่เกดิ
จากความเจ็บป่วยในวยั ผ้ใู หญ่ได้
6. อธิบายถึงบทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่มีภาวะเจ็บป่วยวิกฤต เฉียบพลัน เรื้อรัง
และการฟ้นื ฟูสภาพได้
แนวคิดเกยี่ วกบั วัยผู้ใหญแ่ ละพัฒนาการในชวี ติ
วยั ผูใ้ หญ่ (Adulthood) ตามความหมายในทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ หมายถึง ระยะวัยทม่ี กี าร
เจรญิ เตบิ โตเตม็ ที่ ทงั้ ทางด้านรา่ งกายและจิตใจ ทำให้มีวฒุ ภิ าวะสมบูรณ์ พร้อมทีจ่ ะรับสถานภาพดา้ นสังคม ใน
การดำเนนิ ชวี ิต ซึ่งเกดิ ขนึ้ หลงั จากผ่านพน้ ชว่ งวยั ร่นุ ทำให้โดยทัว่ ไปถือวา่ บคุ คลเขา้ สู่วัยผู้ใหญ่หลงั จากอายคุ รบ
แนวคดิ เกี่ยวกับวยั ผู้ใหญแ่ ละพฒั นาการในชีวิต 2
18 ปีบรบิ รู ณ์1-2 แต่อย่างไรก็ตามในบางประเทศ หรือบางวัฒนธรรมอาจนบั วยั เร่มิ ตน้ ของความเป็นผ้ใู หญ่
แตกตา่ งกนั ไประหว่างอายุ 16-20 ปี
การเปลีย่ นแปลงจากชว่ งวัยรุ่นเข้าสู่วัยผู้ใหญน่ ับเป็นสง่ิ ท่ีท้าทายสำหรบั คนเรา เพราะมคี วาม
เปล่ียนแปลงหลายด้านทจ่ี ะต้องเผชิญ นบั ต้ังแต่การตัดสนิ ใจเลือกอาชพี การสรา้ งฐานะของตนเอง การสรา้ ง
สัมพันธภาพในสังคม การตัดสนิ ใจแตง่ งานสร้างครอบครัว การเปลยี่ นแปลงสถานะเป็นพ่อและแม่ ช่วงวยั ผู้ใหญ่
ถือเป็นช่วงวัยทย่ี าวนานทส่ี ดุ ของมนุษย์ คือตั้งแตห่ ลังวัยรุน่ ไปจนกระทัง่ สน้ิ สดุ ชวี ิต ดังน้ันนักจิตวิทยาหลายทา่ น
ไดแ้ บง่ ระยะวยั ผใู้ หญ่ออกตามระยะพฒั นาการทางจติ วทิ ยาและบทบาททางสังคมในวัยผใู้ หญ่ ซง่ึ โดยรวมแล้ว
แบ่งออกกว้างๆ เป็น 3 ระยะคอื วัยผใู้ หญ่ตอนตน้ (Early adulthood) วยั ผูใ้ หญ่ตอนกลาง (Middle
adulthood) และวัยผ้ใู หญ่ตอนปลาย (Late adulthood)3-5 นกั วชิ าการบางทา่ นอาจแยกวยั ผู้ใหญต่ อนปลาย
ออกเป็น วยั สงู อายหุ รือวัยชรา
• วัยผู้ใหญ่ตอนต้น (Early adulthood) หมายถึง ช่วงที่เริ่มมีพัฒนาการเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ใน
ระยะแรก ซง่ึ ถอื ชว่ งอายุที่แตกต่างกันไปในแต่ละตำราข้ึนอยู่กบั หลักการท่ีนำมาพิจารณา แต่โดยทั่วไปอยู่ในช่วง
อายุระหว่าง 18-40 ปี ซ่ึงมกี ารเปล่ยี นแปลงท่ีสำคญั ตา่ งๆเกดิ ข้นึ ในช่วงวัยผู้ใหญต่ อนตน้ ดงั น้ี
การเปลย่ี นแปลงดา้ นร่างกาย สำหรบั คนส่วนใหญ่ วยั ผ้ใู หญต่ อนต้นเปน็ วยั ทม่ี ีความเจรญิ เตบิ โตทางกาย
การเปล่ียนแปลงด้านอารมณ์ สมบรู ณ์และพัฒนาเต็มท่ี ประสิทธิภาพและความสามารถของอวัยวะต่างๆ
ของร่างกายสงู สุด รวมท้งั ความสามารถทางดา้ นการสบื พนั ธ์ุ รปู ลักษณ์ทาง
กายทแี่ สดงออกจากการเปล่ียนแปลงในวัยนี้ ไดร้ ับอิทธิพลส่วนใหญจ่ ากการ
ถ่ายทอดทางพันธุกรรม สภาพแวดลอ้ ม และภาวะสขุ ภาพโดยรวม ผู้หญิง
มกั จะหยุดความสูงในชว่ งอายุ 17-18 ปใี นขณะทผ่ี ู้ชายส่วนใหญ่จะยังคงสูง
ต่อไปจนกระท่งั อายุ 18-20 ปี ในช่วงอายุ 30-45ปี ความสูงจะคงท่ี หลงั จาก
นัน้ จะค่อยๆลดลงเลก็ น้อยจากขอ้ ต่อกระดูกสนั หลังทีเ่ ส่อื มลง
อารมณ์และความมน่ั คงทางจิตใจดกี ว่าระยะวัยร่นุ มักจะประสบความตึง
เครียดทางอารมณ์ในเร่ืองตา่ งๆ เพราะเปน็ วยั ท่ีมีหนา้ ที่และความรบั ผิดชอบ
เพิม่ มากขนึ้
การเปลี่ยนแปลงดา้ นสังคมและ เป็นวัยแห่งการเริ่มสร้างหลักฐานในชีวิต โดยประกอบอาชีพการงาน มีคู่ครอง
การงาน มีบุตร ทำใหต้ อ้ งปรบั ตวั เองหลายอยา่ งเพื่อรับการเปลยี่ นแปลงดังกลา่ ว
แนวคิดเกยี่ วกบั วยั ผู้ใหญแ่ ละพฒั นาการในชวี ติ 3
การเปล่ยี นแปลงด้านสติปัญญา มีประสิทธิภาพทางสมองพัฒนาเต็มที่และคงอยู่สูงสุดไปจนถึงวัยกลางคน เร่ิม
มีการคิดที่ซับซ้อน จากการเรียนรู้และการพยายามแก้ปัญหา การคิดแบบ
สังเคราะห์เพ่ิมมากขึ้น
พนั ธกจิ ท่สี ำคญั ของการพัฒนาเขา้ สวู่ ัยผู้ใหญ่ตอนตน้ ของมนุษย์เรา ได้แก่ การพง่ึ พาตนเองใน
การดำรงชวี ิต การพฒั นาความเปน็ ตัวของตัวเองและสง่ เสริมคุณคา่ แหง่ ตน การพฒั นาสัมพันธภาพในสังคมอยา่ ง
มเี ป้าหมายและพึงพอใจ การแสดงออกถึงความรบั ผดิ ชอบและการมอี ิสระทางความคดิ การเรยี นรู้ที่จะรักษา
สมดลุ ระหว่างความต้องการของตนเองกับความคาดหวงั ของสงั คม การยอมรับในตวั เองและบุคคลอ่ืน การ
แยกแยะระหว่างความชน่ื ชอบในรปู ลกั ษณ์ภายนอกกบั ความรกั และพันธะผูกพัน การตัดสนิ ใจสรา้ งครอบครัว
และมีบุตร6
ปัญหาสขุ ภาพทส่ี ำคญั ในวยั ผู้ใหญ่ตอนต้น คืออบุ ตั ิเหตุ ซ่ึงอาจเกิดขนึ้ จากการทำงาน การขับข่ี
การเล่นกีฬา และอาจเกดิ การจากถกู ทำร้ายในบางกลุ่ม
บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมสุขภาพ สำหรบั วัยผใู้ หญต่ อนต้นที่สำคัญเพ่ือสขุ ภาพทีด่ ีและ
การป้องกันโรค ได้แก่ การส่งเสริมให้หลกี เลยี่ งการสบู บุหร่แี ละใช้สารเสพตดิ การบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณที่
เหมาะสมหรือหลีกเลีย่ งในบางรายทีม่ ีความเส่ียงเฉพาะ การควบคมุ น้ำหนักตัวท่เี หมาะสม โดยพลงั งานท่ีไดจ้ าก
การรบั ประทานอาหารในวัยนีใ้ ช้สำหรบั การซอ่ มแซมเซลล์ท่ีเสือ่ มและการใช้พลงั งานในชีวิตประจำวนั จงึ ไม่สูง
เท่าในวัยรุ่นทีย่ งั มีการเจรญิ เติบโต การออกกำลังกายอยา่ งสม่ำเสมอ การนอนหลบั พกั ผ่อนอย่างเพยี งพอระหว่าง
7-9 ชม.ต่อวัน การหาวธิ ีการขจดั ความเครียดท่เี หมาะสม การมีกจิ กรรมผ่อนคลายในชวี ิต และการตรวจสุขภาพ
ประจำปจี ะช่วยให้บคุ คลที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ตอนตน้ คงไว้ซง่ึ ภาวะสุขภาพท่เี หมาะสม
• วัยผู้ใหญ่ตอนกลาง (Middle adulthood) หมายถึง ช่วงวัยกลางคน ซึ่งส่วนใหญ่นับที่ช่วง
อายุ 41-60 ปี (65 ปีในบางตำรา) เป็นวัยที่เริ่มมีการเสื่อมถอยของศักยภาพทางกายจากที่สูงสุดในวัยผู้ใหญ่
ตอนตน้ วยั นี้มีการเปลีย่ นแปลงดา้ นร่างกายทั้งที่เกิดข้ึนภายในและปรากฏใหเ้ ห็นภายนอก ซง่ึ เปน็ อทิ ธิพลมาจาก
พันธกุ รรม การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การพกั ผ่อน สภาพจิตใจ และความเจ็บป่วย ดังน้ี
การเปลี่ยนแปลงดา้ นร่างกาย การเคลื่อนไหวช้าลง จากมวลกลา้ มเนือ้ ลดลง และการมกี จิ กรรมทางกายที่
นอ้ ยลง มวลกระดูกน้อยลง ทำใหค้ วามสูงค่อยๆลดลง เกิดปัญหาขอ้ กระดูก
เสื่อม กำลงั เริ่มน้อยลง เหน่ือยงา่ ย รปู รา่ งเปล่ียนแปลงจากการเผาผลาญ
แนวคดิ เกี่ยวกบั วัยผใู้ หญแ่ ละพัฒนาการในชีวติ 4
ลดลง (basal metabolism) ประสาทสัมผัสต่างๆรบั รชู้ า้ ลง สายตาเริม่ สั้น
หรือยาว ผมเริม่ หงอก ความต้องการทางเพศลดลง ผู้หญิงอายปุ ระมาณ 45-
60 ปี ประจำเดือนหมด เร่มิ เกดิ ปญั หาสุขภาพ เชน่ โรคความดนั โลหติ สูง
เบาหวาน ข้อและกระดูกเสื่อม ฟันผุ สำหรบั เพศชาย การเปลี่ยนแปลงดา้ น
รา่ งกาย เชน่ นำ้ หนักตัวเพ่ิมข้ึน ผมบางลง กลา้ มเนื้อเหย่ี วเล็กลง สง่ ผล
ต่ออตั มโนทัศนเ์ ก่ยี วกบั ภาพลักษณ์ของตน ทำให้เกดิ ภาวะท่เี รยี กวา่
“midlife crisis” ซึ่งในหลายรายทำใหเ้ กดิ สัมพนั ธภาพเชงิ ชูส้ าว เพอ่ื สรา้ ง
ความม่ันใจในรปู ลักษณ์ นำมาส่กู ารหยา่ รา้ ง
การเปล่ียนแปลงดา้ นอารมณ์ เนอ่ื งจากบุคคลวัยนมี้ ีความกังวลใจเกยี่ วกับภาวะสขุ ภาพที่เปลีย่ นแปลง แต่
ยงั มีภาระหนา้ ที่การงานและครอบครัวท่ีต้องรบั ผดิ ชอบ จึงทำให้อารมณ์
เปลย่ี นแปลงไปจากเดิม เช่น หงดุ หงดิ ง่าย ฉุนเฉียว เครง่ เครยี ด วิตกกงั วล
เหน็ ไดช้ ัดในผหู้ ญงิ มากกวา่ ผู้ชาย ซงึ่ บางคร้งั สง่ ผลกระทบต่อความสมั พันธ์ใน
ครอบครวั และชีวติ สมรส
การเปลย่ี นแปลงด้านสงั คมและ เปน็ วัยที่ประสบความสำเร็จในด้านอาชีพการงาน หรอื มกี ารโยกย้ายตำแหน่ง
การงาน หนา้ ทีส่ ูงขนึ้ ทำใหต้ ้องมกี ารปรับตัวท้งั ในดา้ นชีวติ ส่วนตวั ครอบครวั และ
เพอื่ นร่วมงาน ความรบั ผิดชอบต่อหนา้ ท่ีการงานทีส่ ูงข้นึ ทำให้ต้องเผชิญ
ความเครยี ดมากขนึ้
การเปลย่ี นแปลงด้านสติปัญญา ความสามารถเกี่ยวกบั ตวั เลขและการคิดคำนวณคอ่ ยๆ ลดลง แต่
ความสามารถทางสมองด้านอื่นๆส่วนใหญ่จะสงู ข้ึน เช่น การจำคำศัพท์ และ
ผลการศกึ ษาค้นคว้าพบวา่ ผลงานของผ้ทู ี่มีความสามารถพิเศษระยะอายุ 40
ปขี ึ้นไป เปน็ ช่วงทมี่ ผี ลงานมากทส่ี ุด และผลงานจะลดลงเมื่ออายุ 60 ปีข้นึ ไป
พันธกิจท่ีสำคญั ของการพัฒนาเข้าสูว่ ัยผู้ใหญ่ตอนกลาง ได้แก่ การรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมาย
ในชีวิตกับสภาพความเป็นจริง การเอาใส่ใจและห่วงใยต่อสังคมรอบข้าง เช่น เพื่อนบ้าน ชุมชน ประเทศชาติ
แนวคดิ เก่ยี วกับวัยผูใ้ หญแ่ ละพัฒนาการในชีวติ 5
นอกเหนอื จากครอบครวั ความพึงพอใจต่ออาชีพและหนา้ ที่การงาน การปรบั ตวั ตอ่ การเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย
การพฒั นาบทบาทและสมั พนั ธภาพใหมใ่ นครอบครวั ในฐานะ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย
บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมสุขภาพ สำหรับวัยผู้ใหญ่ตอนกลางที่สำคัญ ได้แก่ การ
รับประทานอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสมกับพลังงานที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน การมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะกับ
สภาวะสุขภาพและข้อจำกัดทางกายอื่นๆ การแนะนำให้ได้รับอาหารเสริมและวิตามินในเฉพาะกลุ่มที่มีความ
ต้องการพิเศษ เช่น สตรีวยั หมดประจำเดอื นควรไดร้ บั แคลเซยี มเสริม 1,000-1,200 มก.ตอ่ วัน อาหารทไี่ ด้รับควร
มอี งค์ประกอบของฟอสฟอรสั และแมกนีเซียม และควรแนะนำให้จำกดั ปรมิ าณไขมันในอาหารท่ีบรโิ ภคสำหรับวัย
นี้ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งและอุดตัน (atherosclerosis) โรคหลอดเลือดหัวใจ และ
โรคมะเร็ง การส่งเสริมการนอนหลับที่เพียงพอสำคัญสำหรับวัยนี้ เนื่องจากผู้ใหญ่วัยกลางคนมักประสบปัญหา
นอนไมห่ ลับและตน่ื บอ่ ยเวลากลางคืน การสง่ เสรมิ ให้นอนกลางวันเพม่ิ เตมิ อาจเป็นสิ่งจำเปน็
• ผู้ใหญ่ตอนปลาย (Late adulthood) หมายถึง ช่วงระยะท้ายของวัยผู้ใหญ่ เป็นวัยแห่งการ
เสื่อมถอย ซึ่งในบางตำราอาจนับแยกออกจากวัยผู้ใหญ่ ถือว่าเป็นวัยสูงอายุหรือวัยชรา ส่วนใหญ่นับหลังจาก
อายุ 61 ปีขึ้นไป (65 ปีในบางตำรา) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ตอนปลายเป็นกระบวนการปกติ ที่
เกิดขึ้นกับทุกคนแต่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และมีหลายทฤษฎีที่ใช้อธิบาย
กระบวนการสูงอายุ เช่น Autoimmune theory, Free radical theory, Wear-and-Tear theory, Biologic
programming theory, และ Psychological theory of aging6 ซึ่งนักศกึ ษาจะไดเ้ รียนรายละเอยี ดในรายวิชา
การพยาบาลผสู้ ูงอายุต่อไป ผใู้ หญใ่ นวยั น้กี ำลงั เพิ่มจำนวนมากขน้ึ ในปจั จบุ นั พยาบาลจึงควรทำความเข้าใจการ
เปล่ียนแปลงในวัยผ้ใู หญต่ อนปลายที่สำคัญๆ ซง่ึ มีดงั นี้
การ กระบวนการชราภาพส่งผลต่อความเสื่อมในหน้าที่และการลดลงของเซลล์ เนื้อเยื่อ และ
เปลี่ยนแปลง อวัยวะ ซง่ึ แสดงใหเ้ ห็น เช่น ผิวหนงั จะแห้ง เหี่ยวย่น ผมบางและหงอก ความสูงลดลง หลัง
ด้านร่างกาย โก่ง สุขภาพด้านต่างๆเสื่อมถอยลง เฉื่อยชา ไม่กระฉับกระเฉง ความสามารถในการ
มองเห็นและได้ยินลดลง การได้กลิ่นและรับรสน้อยลง ปรับตัวกับสภาพดินฟ้าอากาศที่
เปลยี่ นแปลงไดย้ าก การเปลี่ยนแปลงของชอ่ งทรวงอกและปอด ทำให้ปอดขยายตัวไดล้ ดลง
กลไกการไอลดลง ทำใหเ้ หน่อื ยงา่ ย เจบ็ ป่วยไดง้ า่ ย โอกาสเกิดอุบตั เิ หตงุ า่ ยขึ้นในผูส้ งู วัย
แนวคดิ เก่ยี วกบั วัยผ้ใู หญแ่ ละพฒั นาการในชีวิต 6
การ การเปลย่ี นแปลงดา้ นอารมณ์และจิตใจในวยั นี้ ไดร้ ับอิทธิพลส่วนใหญ่มาจากความสำเร็จ
เปลย่ี นแปลง และความพึงพอใจในชีวติ ท่ีผา่ นมา ผใู้ หญท่ ย่ี ่างเขา้ สวู่ ยั ตอนปลายโดยทปี่ ระสบความสำเร็จ
ดา้ นอารมณ์ และม่ันคงในชวี ิตมากกว่า จะมจี ติ ใจและอารมณม์ ั่นคง สงบ ภาคภูมิใจในตวั เอง ในขณะที่
ผทู้ ่ีผิดหวงั ในชีวิตท่ีผ่านมาจะวิตกกงั วลและกระวนกระวายกับความรสู้ กึ ว่าเวลากำลังจะ
หมด และตนเองไม่พร้อม นอกจากน้ีปญั หาสุขภาพทเ่ี กิดมากขึ้นในวยั นี้ ส่งผลกระทบตอ่
จิตใจและอารมณ์ ทำใหห้ งุดหงดิ งา่ ย เครยี ด กังวล ผู้สงู อายุสว่ นใหญ่ ข้ีน้อยใจ ตอ้ งการให้
คนเอาใจใส่ เกดิ ขึน้ เน่ืองจากการถกู ปลีกตวั ออกจากสังคมและหน้าท่ีการงาน และการท่ี
ลูกหลานเติบโตและแยกย้ายออกจากครอบครัว
การ ผลจากการเปล่ยี นแปลงทางกาย และทางจติ ใจ ทำให้ประสทิ ธภิ าพในการปฏิบตั งิ าน
เปลี่ยนแปลง ภารกจิ ประจำวนั ตลอดจนการปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กับสง่ิ แวดล้อมในสงั คมทำได้ยากข้ึน
ดา้ นสังคม
และการงาน
การ ผสู้ ูงอายุที่มีภาวะสุขภาพดแี ละอยู่ในสภาพแวดลอ้ มท่ีเอื้ออำนวยจะยังคงเพิ่มพูนศักยภาพ
เปลี่ยนแปลง ในการคิด และถ่ายทอดส่ผู ู้อ่ืนโดยเฉพาะอยา่ งย่ิงในส่ิงท่ตี นเชยี่ วชาญ ปัจจยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ การ
ดา้ น คงไว้ซึ่งศักยภาพด้านน้ี ได้แก่ ระดับการศึกษา บทบาทการทำงาน บคุ ลิกภาพ ภาวะ
สติปัญญา สขุ ภาพ วิถชี ีวติ และความผกู พนั เกย่ี วข้องกับส่งิ ทต่ี ้องทำ
พนั ธกจิ ท่ีสำคญั ของการพฒั นาเข้าส่วู ัยผู้ใหญต่ อนปลายอยา่ งสมบรู ณ์ (Successful aging) ได้แก่
การมกี ิจกรรมทช่ี ื่นชอบ การมองเห็นคุณค่าและความหมายของชวี ิต การคงไวซ้ ึง่ มุมมองท่ีดีตอ่ ภาพลักษณ์ของตน
การมองโลกในแง่ดี การเชื่อมั่นและคงไว้ซึ่งศักยภาพของตนแม้จะเปลี่ยนแปลงตามวัย การออกกำลังกาย
สมำ่ เสมอ
บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมสุขภาพ สำหรับวัยผู้ใหญ่ตอนปลายที่สำคัญ ได้แก่ การส่งเสริม
ให้ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาวะร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการออกกำลังกายมีผลดีทั้งต่อสุขภาพ
ทางกาย จิต และสังคม การแนะนำให้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่และปอดอักเสบ (Pneumococcal
and influenza vaccines) ประจำปี โดยเฉพาะอย่างย่ิงผู้ท่ีมีภมู ิตา้ นทานต่ำ การส่งเสรมิ ให้รับประทานอาหารที่
มีสารอาหารที่จำเป็นในปริมาณพอควร อาหารที่เหมาะสมสำหรับวัยนี้คืออาหารที่มีกากใยสูง มีวิตามินเกลือแร่
แนวคิดเกย่ี วกบั วัยผู้ใหญแ่ ละพัฒนาการในชวี ติ 7
แตม่ คี ารโ์ บไฮเดรตและไขมันอ่ิมตัวตำ่ ผสู้ ูงวัยควรไดร้ บั การส่งเสริมให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 1,500 ซีซีต่อวัน หากไม่มี
ข้อจำกัดทางสุขภาพอย่างอื่น การส่งเสริมการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ผู้สูงวัยจะนอนหลับในช่วงเวลาสั้นลง แต่
ต้องการการพักผ่อนในช่วงระหว่างวันมากขึ้น การตื่นในช่วงกลางคืนมักทำให้เกิดอุบัติเหตุในกลุ่มนี้ จึงต้อง
แนะนำให้ระมัดระวังอุบัติเหตุโดยการจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เช่น แสงสว่างมากพอ มีราวจับ พื้นไม่ต่าง
ระดับ เป็นต้น
แนวคิดเกีย่ วกับภาวะสุขภาพในวัยผ้ใู หญ่
ภาวะสุขภาพ ตามความหมายขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO)
หมายถึง สภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจและสังคมของบุคคล ซึ่งไม่ได้หมายความเฉพาะเพียงแค่การ
ปราศจากโรคหรือความเจ็บป่วยเท่านั้น7 ความหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นความสำคัญของการมองบุคคลอย่าง
เป็นองค์รวม ที่ผลกระทบจากด้านใดด้านหนึ่งจะมีผลต่อภาวะสุขภาพท่ีดี (Well-being) และทำให้เบ่ียงเบนจาก
ความสมดุลไปสภู่ าวะเจ็บปว่ ย (Illness) ได้ และการปราศจากโรคไมไ่ ด้หมายความวา่ บุคคลคนนัน้ จะอย่ใู นภาวะ
สุขภาพที่ดีเสมอไป ดังนั้นภาวะสุขภาพของบุคคล เป็นภาวะท่ีไม่คงที่ เกิดการเปล่ียนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่
กบั ส่งิ แวดลอ้ มท่ีมากระทบต่อความสมดุลทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปมาระหวา่ งสุขภาพดีและภาวะเจ็บป่วย ดัง
ภาพ (ดดั แปลงจาก "Wellness Inventory" Wellness Assoc. Publications, 1975, 1981, 1988)
มมุ มองตามภาวะสขุ ภาพ: สง่ เสริมสุขภาพ
ภาวะสุขภาพ
เสยี ชีวติ พกิ าร อาการ อาการแสดง สง่ เสรมิ ความตระหนกั ใหค้ วามรู้ พัฒนา สมบรู ณส์ งู สดุ
กอ่ นวยั
มุมมองตามการแพทย์แบบเดมิ : ป่วย รกั ษา
จดุ กลางๆ
ไมช่ ัดเจนระหวา่ งภาวะ
สุขภาพทด่ี ีหรอื เจบ็ ปว่ ย
จากความหมายและมุมมองเกี่ยวกับภาวะสุขภาพดังกล่าว บทบาทพยาบาลในฐานะบุคลากรทาง
สุขภาพคือการส่งเสริมให้บุคคลอยู่ในภาวะสุขภาพที่ดี ด้วยการสร้างความตระหนักในภาวะสุขภาพและ
ผลกระทบของพฤติกรรมและส่ิงแวดล้อมต่อภาวะสุขภาพของตน การให้ความรู้เพื่อให้บุคคลสามารถนำไปใช้ใน
การจัดการภาวะสุขภาพของตน และการพัฒนาส่งเสริมศักยภาพของบุคคลในการจัดการภาวะสุขภาพให้อยู่ใน
แนวคิดเกย่ี วกับวัยผใู้ หญแ่ ละพัฒนาการในชีวติ 8
ภาวะสมบรู ณ์ แต่อย่างไรก็บคุ คล จะต้องประสบภาวะเบีย่ งเบนของสุขภาพข้ึนในชว่ งใดชว่ งหน่ึงของชีวิต ภาวะ
เจ็บป่วย (illness) ที่เกิดขึ้นนั้น แบ่งได้ใหญ่ๆ เป็น 3 ประเภท คือภาวะเจ็บป่วยเฉยี บพลัน ภาวะเจ็บป่วยวิกฤต
และภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยแบบใดก็ตาม ย่อมส่งผล
กระทบต่อความเป็นองค์รวมของบุคคล ซึ่งหมายถึง การเจ็บป่วยทางกายย่อมส่งผลต่อจิตใจ สังคม หรือ
แม้กระทั่งจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ได้ บทบาทของพยาบาลที่สำคัญคือการประเมินผลกระทบของความ
เจ็บป่วยต่อการตอบสนองและความสามารถในการปรับตัวด้านต่างๆดังกล่าวมาแล้ว ผลกระทบของความ
เจ็บป่วยต่อความเป็นองค์รวมของบุคคลในวัยต่างๆจะแตกต่างกันไปตามพัฒนาการ หน้าที่และบทบาท
รับผิดชอบของวัยนั้นๆ รวมทั้งความแตกต่างส่วนบุคคลที่พยาบาลจะต้องพิจารณาจากการซักประวัติอย่าง
ละเอียด ผลจากการประเมินจะนำไปสู่การวางแผนและการให้การพยาบาลเพื่อช่วยเหลือ โดยการให้ความรู้
ดแู ล สง่ เสรมิ และฟ้ืนฟูสุขภาพของผูร้ ับบรกิ ารต่อไป
แนวคิดเก่ยี วกับการเจบ็ ปว่ ยเฉียบพลนั วิกฤต และเรื้อรัง
ความเจ็บป่วย หรือ Illness หมายถึงภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงหน้าที่ปกติทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ
และสังคม ทำใหเ้ กิดความไมส่ มดุล ความเจบ็ ปว่ ย แบ่งไดห้ ลายระดับ ไดแ้ ก่
1. เจ็บปว่ ยเลก็ น้อย เช่น อาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อย แน่นท้อง ทำให้เกดิ อาการไมส่ ขุ สบาย
(Discomfort) ซง่ึ มผี ลกระทบตอ่ การทำหนา้ ท่ีของร่างกายเพยี งชวั่ ขณะ
2. เจ็บป่วยปานกลาง มีความผิดปกติของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะ ทำให้เกิดความ
ไม่สมดุลของร่างกาย จิตใจ ความผิดปกติท่ีวา่ นีม้ ีผลทำให้สมรรถภาพการทำหน้าที่ของบุคคลขาดความสมบรู ณ์
ไปชั่วระยะ แต่อาจฟื้นคืนกลับได้ใช้ระยะเวลาต่างกันขึ้นอยู่กับภาวะสุขภาพเดิมและการดูแลสุขภาพขณะ
เจ็บปว่ ย
3. เจ็บป่วยวิกฤต เป็นภาวะที่เกิดความไม่สมดุลอย่างรุนแรง มีผลให้หน้าที่ทั้งด้านร่างกาย
จิตสังคม ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนอาจสูญเสียหน้าที่ของอวัยวะในร่างกายและเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับ
การดแู ลรกั ษาและพยาบาลอยา่ งเหมาะสม ทนั เวลา
ภาวะเจ็บปว่ ยเฉียบพลัน วกิ ฤต และเรอ้ื รงั
• ภาวะเจบ็ ป่วยเฉียบพลัน หมายถึง ภาวะเจ็บป่วยทเ่ี กิดขน้ึ ทนั ทที นั ใด จากการมีส่ิงมากระทบ
ภาวะสุขภาพ ซึ่งอาจเป็นการเกิดแบบไม่คาดฝัน เช่น อุบัติเหตุ หรือมีระยะของการดำเนินโรคสั้นๆ เช่น เป็น
แนวคิดเกีย่ วกับวยั ผูใ้ หญแ่ ละพฒั นาการในชวี ติ 9
ไข้หวัด กระเพาะอาหารอักเสบ เป็นต้น ภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลันมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับ
ปญั หาสขุ ภาพที่มากระทบ หากเปน็ การเจ็บปว่ ยไม่รนุ แรงและบุคคลนน้ั มภี าวะสุขภาพท่ีดีอยู่เดิม มักจะฟ้ืนหาย
โดยเร็วและได้รับผลกระทบจากความเจ็บป่วยไม่มาก แต่หากเป็นการเจ็บป่วยเฉียบพลันที่รุนแรง เช่น การติด
เช้อื ทรี่ ุนแรงประเภท Severe Acute Respiratory Syndrome (SARS) หรือเกดิ โรค Leptospirosis อาจทำให้
การเจ็บป่วยเฉยี บพลนั กลายเปน็ ความเจบ็ ปว่ ยวิกฤตได้
• ภาวะเจ็บป่วยวิกฤต หมายถงึ ภาวะเจ็บป่วยรนุ แรง ทมี่ ีผลกระทบใหเ้ กดิ ภาวะเสยี่ งท่ีคุกคาม
ต่อชีวิต ผู้ป่วยจำเป็นต้อง ได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะพ้นภาวะวิกฤต โดยการสังเกตประเมิน
อาการ พร้อมทั้งให้การช่วยเหลือประคับประคองและแก้ไขรักษาอย่างใกล้ชิด โดยส่วนใหญ่จะต้องเข้ารับการ
รกั ษาในหอผู้ปว่ ยหนัก และมกั มผี ลกระทบรนุ แรงตอ่ รา่ งกาย จติ ใจ อารมณ์ สังคม และจติ วญิ ญาณทั้งของผู้ป่วย
เองและครอบครัว ที่พยาบาลจะต้องให้การพยาบาลที่ครอบคลุม การเจ็บป่วยวิกฤตบางครั้งทำให้เกิดความ
พิการ หรือภาวะแทรกซ้อนหลงเหลืออยู่ภายหลังการรกั ษา ทีจ่ ะต้องใหก้ ารดูแลตอ่ เนอ่ื ง
• ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง หมายถึง ภาวะเจ็บป่วยทส่ี ่งผลให้เกิดพยาธิสภาพ และความต้องการใน
การดูแลตนเองที่ต่อเนื่องไปตลอดชวี ิต เพื่อให้ผู้ป่วยคงไว้ซึ่งระยะเจ็บปว่ ยที่สามารถดำเนินชีวิตในสงั คมได้ปกติ
แมใ้ นบางช่วงของการเจบ็ ปว่ ยอาจทำให้ผู้ป่วยจำเป็นตอ้ งเข้ารบั การรักษาในโรงพยาบาล ผู้ปว่ ยเรือ้ รังจึงต้องการ
การดูแลจากพยาบาลโดยการให้ความรู้ คำแนะนำ เฝ้าสังเกต ติดตาม ระยะยาว เพื่อช่วยให้มีชีวิตอยู่อย่างมี
คุณภาพชีวิตที่ดีแม้จะเจ็บป่วย ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังที่มักพบในวัยผู้ใหญ่ หากเป็นวัยผู้ใหญ่ตอนต้น มักเป็นโรค
เกี่ยวกับความเครียดจากการทำงานหรือการใช้ชีวิต เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน แผลในกระเพาะอาหาร
เรือ้ รงั วยั ผใู้ หญ่ตอนกลาง มักพบความเจ็บป่วยเร้ือรังท่ตี ่อเน่ืองจากวยั ตอนต้น เช่น จากเบาหวานและความดัน
โลหิตสูงเป็น โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว หลอดเลือดสมอง หรือ ไตเรื้อรัง ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือมีบุคคลใน
ครอบครวั สบู บุหรีจ่ ะพบเปน็ โรคถงุ ลมโปง่ พอง โรคมะเรง็ เปน็ ตน้
ภาวะเจบ็ ปว่ ยวิกฤตและบทบาทพยาบาล
• พฤตกิ รรมตอบสนองของผู้ป่วยที่มีภาวะเจบ็ ป่วยวิกฤตและบทบาทพยาบาล
พยาบาลทีท่ ำงานอย่ใู นหอผู้ป่วยหนักตระหนักวา่ กำลังให้การดแู ลผูท้ อ่ี ยใู่ นภาวะเปราะบาง เจบ็ ปว่ ย
รนุ แรง จำเปน็ ตอ้ งไดร้ บั การดูแลอยา่ งใกล้ชดิ ตลอดเวลา ในขณะเดยี วกัน ผ้ปู ่วยวิกฤตและครอบครัว อาจรับรู้
วา่ การเข้ารบั การรักษาตัวในหอผ้ปู ว่ ยหนกั หรอื วกิ ฤต หมายถงึ ผู้ปว่ ยกำลงั อยู่ในภาวะเสย่ี งเป็นเสยี่ งตาย ตาม
ประสบการณ์ตรงหรือตามที่ไดย้ ินไดฟ้ ังมา การทำความเขา้ ใจว่าผู้ป่วยและครอบครวั มีการรับรู้อย่างไรต่อภาวะ
แนวคดิ เก่ยี วกบั วยั ผู้ใหญแ่ ละพฒั นาการในชีวติ 10
เจบ็ ป่วยวิกฤต อาจชว่ ยให้พยาบาลดแู ลผู้ปว่ ยไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ แตอ่ ย่างไรก็ตาม การสื่อสารกับผ้ปู ่วย
วกิ ฤตได้อยา่ งเข้าใจชัดเจนเป็นเรอ่ื งท่ียากและทา้ ทายสำหรับพยาบาล อุปสรรคสำคญั อาจเกดิ จากสภาพ
ร่างกายของผปู้ ่วย การใส่ท่อช่วยหายใจ ซง่ึ ทำใหส้ ่ือสารโดยวาจาไมไ่ ด้ การให้ยาบางประเภท และสภาวะอื่นๆที่
มผี ลต่อระดับการร้สู กึ ตวั และการตอบสนอง ในรายที่มีระดับรสู้ ตดิ ีแต่ไม่สามารถส่ือสารด้วยวาจา พยาบาลควร
จดั หาวธิ ีการสื่อสารอนื่ แทน เช่น ใชป้ ากกาและกระดาษเขียน หรือใชส้ ัญลกั ษณ์สื่อสารระหวา่ งผูป้ ว่ ยกบั
พยาบาล เพ่ือประเมนิ ปญั หาและความต้องการของผปู้ ่วย
การศกึ ษาทผ่ี ่านมา รายงานประสบการณข์ องผู้ปว่ ยขณะรักษาตวั ในหอผู้ปว่ ยวิกฤต วา่ มีทัง้ ประสบการณ์
เชิงบวก เป็นกลาง และเชิงลบ8 โดยประสบการณ์เชิงลบมักจะเป็นเรื่องของความกลัว ความวิตกกังวล การ
รบกวนการนอนหลับ ความบกพร่องของการคิดและรบั รู้ และความปวด ไม่สุขสบาย สว่ นประสบการณ์ทางบวก
เป็นความรู้สึกปลอดภัย มั่นคง และส่วนใหญ่ความรู้สึกเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการดูแลของพยาบาลใน
หอผู้ป่วย ผู้ป่วยที่ผ่านการเจ็บป่วยวิกฤต ระบุว่าความต้องการของตนขณะอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤตคือ ต้องการ
ความรู้สึกปลอดภัย และได้รับข้อมูลที่ต้องการ โดยการแสดงออกของพยาบาลว่าขาดทักษะความชำนาญ และ
การให้ข้อมูลที่ไม่สอดคล้องความต้องการ เป็นที่มาของความรู้สึกไม่ปลอดภัยและขาดความไว้วางใจ การ
ตอบสนองของผปู้ ว่ ยตอ่ ภาวะเจ็บปว่ ยวกิ ฤต ทพี่ บบอ่ ย ได้แก่
• ความเครยี ด ซง่ึ เปน็ สภาวะสงิ่ มีชวี ติ ถกู ส่ิงเรา้ มากระตุน้ ทำให้อยใู่ นภาวะเสยี สมดุลระหว่างการ
ทำหน้าที่ทางกายและทางจิตใจ ความเครียดเป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกาย ภาวะ
เครียดที่สูงมากทำให้เกิดอันตรายต่อเซลล์และส่งผลให้การปรับตัวล้มเหลว ความเจ็บป่วยวิกฤตเป็นตัวกระตุ้น
ชนิดหนึ่งที่รุนแรง หากผู้ป่วยสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมส่งผลให้เกิดการฟื้นหาย แต่ในทาง
ตรงกันข้าม หากปรับตัวไม่ได้ ภาวะตึงเครียดจะเพิ่มขึ้น ความต้องการพลังงานจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่ม
อิทธิพลจากการกระตุ้นของความเครียดให้สูงกว่าสาเหตุที่เกิดจากความเจ็บป่วยเพียงอย่างเดียว พยาบาล
จะต้องทำการประเมินความเครยี ดทั้งด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยที่อยใู่ นภาวะเจบ็ ป่วยวกิ ฤตอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อให้การดูแล การปฏิเสธความรว่ มมือในการดูแลรักษา การแสดงออกอย่างหนึ่งของความเครียด หรือการไม่
ยอมพึ่งพาช่วยเหลือตนเอง หลังจากที่สภาพร่างกายคงที่แล้ว อาจเป็นพฤติกรรมบ่งชี้ถึงความกลัวและความ
กังวลต่อความเจ็บป่วยเฉียบพลันที่จะเกิดตามมา การพยาบาลโดยการเตรียมการส่งเสริมฟื้นฟูให้ผู้ป่วยกลับสู่
ภาวะสุขภาพปกติ การให้ข้อมูลเพื่อเพิ่มระดับการทำกิจกรรม และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลอย่างใกล้ชิด
หน้าที่ที่สำคัญของพยาบาลในการแลผู้ป่วยวิกฤต คือการคาดการณ์ การประเมิน และการเฝ้าระวังการ
ตอบสนองดังกล่าวอย่างใกล้ชิด การเข้าใจและส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ และการ
ช่วยปรบั และลดพฤตกิ รรมการปรับตวั ทีไ่ ม่เหมาะสม
แนวคดิ เกยี่ วกับวัยผู้ใหญแ่ ละพฒั นาการในชีวติ 11
• ความวิตกกังวล เป็น ความรู้สึกที่ส่งผลคุกคามความเป็นองค์รวมของบุคคล ความสงบสุข
ความมั่นคง และความสามารถในการควบคุม สาเหตุสำคัญของความรู้สึกวิตกกังวลในผู้ป่วยวิกฤต คือการถูก
แยกออกจากสังคมของตน แม้ผู้ป่วยวิกฤตจะอยู่ท่ามกลางบุคลากรการแพทย์และผู้ป่วยอื่นๆ แต่เป็นความรู้สกึ
โดดเดี่ยว ถูกแยกตัว เพราะเป็นการอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมท่ีไม่คุ้นเคย เจ้าหน้าที่มักจะทำงานยุ่งอยู่
ตลอดเวลาโดยไมไ่ ดใ้ สใ่ จความเปน็ บคุ คลของผู้ป่วยวา่ อยู่ ณ ทีน่ ้ัน แมผ้ ู้ปว่ ยจะรู้สึกตัว จงึ ทำใหเ้ กดิ ความรสู้ ึกโดด
เดี่ยว การสนทนากับผู้ป่วยเกี่ยวกับสภาพความเจ็บป่วย การสัมผัสตัวผู้ป่วยเมื่อเกิดความกลัว หรือกังวล และ
การปลอบโยนด้วยวาจา เช่น “เดี๋ยวคุณก็ดีขึ้น” จะช่วยลดความกังวลจากความรู้สึกโดดเดี่ยว ถูกแยกตัวได้
พยาบาลจะต้องคอยประเมินความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย และให้การดูแลช่วยเหลือ เพื่อลดผลกระทบจาก
ความรู้สึกดังกล่าว ความรู้สึกวิตกกังวลส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยรู้สึกว่าช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ไม่สามารถ
ควบคมุ ตนเอง รู้สกึ สูญเสยี หน้าที่และคุณค่าในตนเอง สูญเสียความสามารถในการปกป้องตนเอง รู้สึกถูกแยกตัว
โดดเดี่ยว กลัวตาย ความวิตกกังวลสามารถประเมินทางอ้อม ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถให้ข้อมูลได้ โดยตรวจ
พบว่า ชพี จรเตน้ เร็ว ความดนั โลหิตสูงข้ึน หายใจเร็วข้ึน มา่ นตาขยาย ปากแหง้ หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว มือ
เทา้ เย็น
ในภาวะที่มีความเครียด ผู้ป่วยวิกฤตจะตอบสนองแบบถดถอยเพื่อสงวนการใช้พลังงาน ยกตัวอย่างเช่น
ในระยะที่เกิดอาการกำเริบ หรือต้องปรับตัวอย่างมาก ผู้ป่วยอาจจะแสดงพฤติกรรมถดถอยไปสู่ระยะที่ผ่าน
มาแล้ว เช่น ระยะที่กำหลังหย่าเคร่ืองช่วยหายใจ หรือลดการใช้ยา จะกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวล ผู้ป่วยอาจ
ไม่ยอมช่วยเหลอื ตนเอง ซึมลง หรอื แสดงความโกรธ ซึง่ ทำใหพ้ ยาบาลรูส้ กึ ว่าผู้ป่วยมีพฤติกรรมผิดแปลก หรือไม่
มเี หตุผลได้ ในกรณีนี้ พยาบาลควรใหก้ ำลังใจและสนบั สนุนการปรับตัวด้วยความเข้าใจ
บทบาทการพยาบาลผู้ปว่ ยวิกฤตในภาวะท่ีมคี วามเครียด และวติ กกังวลสงู คอื การประเมินประสิทธิภาพ
ของวิธีการเผชิญความเครียดและการปรับตัวที่ผู้ป่วยใช้ เนื่องจากการขจัดสิ่งเร้าที่เป็นสาเหตุของความเครียด
และวติ กกงั วลเป็นสิ่งท่ีทำได้ยากในหลายกรณี หากวิธกี ารเผชญิ ความเครยี ดและการปรบั ตัวเหมาะสม พยาบาล
ทำหน้าที่ส่งเสริม ให้กำลังใจ และหากวิธีการไม่เหมาะสม พยาบาลช่วยในการปรับเปลี่ยนวิธีการเผชิญ
ความเครยี ดนนั้ วิธีการดังตอ่ ไปน้ี ชว่ ยสง่ เสริมการปรบั ตวั ทด่ี ีในผ้ปู ว่ ยวิกฤต
1. การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฟื้นหาย เช่น การให้การพยาบาลโดยจำกัดระยะเวลา
เพื่อให้โอกาสผู้ป่วยได้พักผ่อน การลดระดับเสียงดัง การหลีกเลี่ยงการพูดคุยที่ไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการตะโกน
พูดคุยกัน หลีกเลี่ยงการเปิดวิทยุหรือโทรทัศน์เสียงดัง ลดเสียงโทรศัพท์ให้ค่อยลง การจัดการความปวดอย่างมี
แนวคิดเกี่ยวกบั วยั ผู้ใหญแ่ ละพัฒนาการในชีวติ 12
ประสิทธิภาพ การเปิดดนตรีเบาๆให้ผ่อนคลาย และการสอนฝึกหายใจแบบลึก สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ปว่ ยวกิ ฤต
ได้พักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้ การจัดแยกเวลากลางวันและกลางคืน โดยการหรี่แสงไฟในเวลา
กลางคืน เปิดผ้าม่านในเวลากลางวัน และปิดผ้าม่านในเวลากลางคืน จัดอาหารทุกมื้อให้รับประทาน ทำให้รู้
เวลาว่าเป็นช่วงกลางวัน การมีนาฬิกาและปฏิทินแขวนไว้ที่ผนังให้ผู้ป่วยรู้วันเวลา การพูดคุยกับผู้ป่วยโดยการ
แนะนำบุคคล สถานทีแ่ ละเวลาอยา่ งสม่ำเสมอ จะช่วยกระตนุ้ การรับรเู้ วลา สถานท่ี และบุคคล
2. การสร้างสัมพันธภาพเพื่อให้เกิดความไว้วางใจ โดยการแนะนำตนเอง สบตากับผู้ป่วย นั่ง
ข้างเตียง ให้เวลาในการรับฟังเสมอ แตะตัวผู้ป่วยด้วยความนุ่มนวลด้วยท่าทีเห็นใจ พร้อมทั้งให้การช่วยเหลือ
ทางด้านรา่ งกาย รวมทัง้ การแสดงออกซึ่งการมีทกั ษะ ความสามารถในการให้การพยาบาลทด่ี ี จะช่วยสง่ เสริมให้
เกดิ ความไวว้ างใจ
3. การสร้างความรู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายควบคุม เป็นการช่วยให้ผู้ป่วยคงไว้ซึ่งเอกสิทธิ์แห่งตน
ไม่รู้สึกถูกควบคุมโดยผู้อื่นมากเกินไป พยาบาลสามารถส่งเสริมความรู้สึกควบคุมตนเองได้โดยการให้การ
พยาบาลที่เป็นกิจวัตรซึ่งทำให้ผู้ป่วยคาดเดาเหตุการณ์ได้ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหัตถการที่จะกระทำพร้อมเหตุผล
ก่อน ใหโ้ อกาสผู้ปว่ ยตดั สินใจเสมอในทกุ ๆโอกาสท่ที ำได้ ใหท้ างเลอื กแกผ่ ปู้ ่วยหากทำได้ ยดื หยนุ่ เวลาเขา้ เย่ียม
4. การให้ข้อมูล การทักทายและให้ความสนใจผู้ป่วยอยา่ งสมำ่ เสมอ ให้ความเคารพในความเป็น
บคุ คลของผู้ปว่ ย พรอ้ มท้งั อธบิ ายและบอกถึงเหตุการณท์ ่ีเกิดขึ้นกับผปู้ ่วย เหตุผลการรักษาพยาบาล ปัญหาและ
อุปสรรคสำคัญของการให้ข้อมูลผู้ป่วยวิกฤต คือสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมที่จะรับรู้ของผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยมี
ปัญหาความเจ็บปวด ความไม่สุขสบาย อ่อนเพลีย วิตกกังวล และมีความสับสน ดังนั้นการให้ข้อมลู ผู้ป่วยตอ้ งมี
เป้าหมายในระยะสั้น ข้อความที่พูดนั้นเป็นคำง่ายและให้อธิบายซ้ำๆ บ่อยๆ การที่พยาบาลอธิบายครั้งเดียว
ผู้ป่วยอาจจะไม่เข้าใจหรือผู้ป่วยอาจอยู่ในระยะปฏิเสธข้อมูล หรืออยู่ในภาวะวิตกกังวลได้ การให้ข้อมูลควรให้
ครอบคลมุ เกย่ี วกบั แนวทางการรักษาโรคทีเ่ ปน็ อยู่ จดุ มุง่ หมายการรกั ษา การพยากรณข์ องโรค ท้งั นี้เพอื่ ใหผ้ ู้ปว่ ย
และญาตไิ ดร้ ับรู้ขอ้ มลู ท่ีเป็นจรงิ เข้าใจถงึ เปา้ หมายการรกั ษา และเพื่อความร่วมมอื ท่ดี ใี นการดูแลรักษา
ตวั อยา่ งปัญหาทางการพยาบาลที่พบบ่อยในผูป้ ่วยวกิ ฤต ได้แก่
• Actual nursing diagnosis หมายถึง ปัญหาที่เป็นการตอบสนองของบุคคลต่อภาวะสุขภาพหรือ
ส่ิงแวดล้อมท่เี ป็นส่งิ เร้า เช่น
แนวคิดเกีย่ วกับวัยผ้ใู หญแ่ ละพัฒนาการในชีวติ 13
o เนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอเนื่องจากประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจลดลง ดังเห็นได้
จาก....(objective data แสดงถึง tissue hypoxia)
o ของเสียคั่งจากการทำหน้าที่ของไตลดลง ดังเห็นได้จาก....(objective และ objective data
แสดงถึงภาวะของเสยี คั่ง)
o ท้องผูกเนื่องจากได้รับสารน้ำไม่เพียงพอและมีการเคลื่อนไหวร่างกายลดลง ดังเห็นได้จาก....
(objective และ objective data แสดงถงึ ทอ้ งผูก)
• Risk nursing diagnosis หมายถึง ปัญหาที่เป็นการตอบสนองของบุคคลต่อภาวะสุขภาพหรือ
ส่งิ แวดลอ้ มทเี่ ปน็ สิง่ เร้า ทีอ่ าจเกดิ ข้นึ ในผ้ทู ี่มีความเสี่ยงหรือเปราะบาง ปญั หาชนิดน้ีจะต้องระบุปัจจัย
เสย่ี งในตวั ปญั หา เช่น
o เส่ียงต่อ (มโี อกาสเกิด) ผิวหนงั สูญเสียหน้าทเ่ี นอ่ื งจากการถกู จำกดั การเคลื่อนไหว
o เส่ยี งต่อ (มโี อกาสเกดิ ) อันตรายตกเตียงเนอื่ งจากระดับรสู้ ตเิ ปลีย่ นแปลง
o เสี่ยงตอ่ (มโี อกาสเกดิ ) การติดเช้อื เนื่องจากภมู ิตา้ นทานลดลง
• Syndrome nursing diagnosis หมายถึง ปัญหาท่ีเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มของ actual หรือ risk diagnoses
มแี นวโนม้ จะเกิดข้นึ ภายใตส้ ถานการณน์ ้นั ๆ เช่น
o กลุ่มอาการรับรู้สภาพแวดล้อมบกพร่อง (เช่น กรณีเกิดกลุ่มอาการ ICU syndrome ที่เกิดใน
ผู้ป่วยที่อยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤตระยะหนึ่ง จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการรับรู้ จากการถูกกระตุ้น
ระบบประสาทต่างๆ โดยสิ่งแวดล้อมในหอผู้ป่วยและการทำงานของเจ้าหน้าที่ มากหรือน้อย
เกนิ ไป)
o เสี่ยงต่อการเกิด disuse syndrome ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน
เกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤตเป็นเวลานาน ประกอบด้วย impaired skin integrity,
constipation, altered respiratory function, altered peripheral tissue perfusion,
activity intolerance, impaired physical mobility, injury, altered sensory
perception, powerlessness, และ body image disturbance
• Collaborative problem (diagnosis) หมายถึง ปัญหาที่เป็นภาวะแทรกซ้อนทางกายต่อพยาธิสภาพ
ใดพยาธิสภาพหนึ่ง ซึ่งพยาบาลจะต้องเฝ้าติดตามประเมินอย่างใกล้ชิด ว่าเกิดขึ้นหรือไม่ และการให้
การดูแลตามแผนการรักษาและแผนการพยาบาลเพ่อื ลดโอกาสเกดิ ปัญหากลุม่ นี้ เช่น
o มโี อกาสเกดิ ภาวะแทรกซ้อนนำ้ ตาลในเลอื ดต่ำ (หรอื สูง)
แนวคดิ เกย่ี วกับวัยผ้ใู หญแ่ ละพฒั นาการในชวี ิต 14
o มโี อกาสเกดิ ภาวะแทรกซ้อน diabetic ketoacidosis
o มโี อกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน bleeding
การเตรียมผปู้ ่วยและญาติออกจากหอผ้ปู ่วยวิกฤต
การยา้ ยผปู้ ่วยออกจากหอผปู้ ว่ ยวิกฤตนน้ั ทำใหผ้ ปู้ ว่ ยบางรายที่มีความรสู้ ึกวา่ ตนเองเปน็ อสิ ระมากขึ้น มี
อาการดขี ึ้น แตก่ ็มผี ้ปู ว่ ยจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกวติ กกังวลต่อการย้ายออกหอผู้ป่วยวิกฤต เน่ืองจากเป็นหอผู้ป่วยที่
มีเครื่องมือที่ทันสมัยในการรักษา มีแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด
พร้อมให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงที เมื่อต้องย้ายออกจากสภาพแวดล้อมเหล่านี้ ทำให้เกิดความรู้สึกกลัว วิตก
กงั วล ไม่มั่นใจ ไมป่ ลอดภยั ต่อการถกู ย้ายออกไป ดงั นั้น พยาบาลควรเตรียมความพร้อมผปู้ ว่ ยและญาติก่อนย้าย
ออกจากหอผูป้ ่วยวกิ ฤต เพือ่ ลดความวติ กกงั วล และสร้างความมั่นใจใหก้ บั ผู้ปว่ ยและญาติ ดงั นี้
1. ให้ข้อมูลถึงความพร้อมด้านร่างกายของผู้ป่วย โดยการแสดงผลการตรวจร่างกาย ผลการตรวจเลือด
และอื่นๆ ทีแ่ สดงใหเ้ ห็นวา่ ผูป้ ่วยมีอาการโดยรวมดีข้นึ
2. พยาบาลควรถอดเครื่องมือที่ช่วยชีวิตผู้ป่วย หรือเครื่องมือที่ตรวจสอบอาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย
ออกระยะหนึ่งก่อนที่จะย้ายผู้ป่วยออก โดยจะต้องย้ำให้มั่นใจว่าผู้ป่วยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือ และเม่ือ
ถอดออกแลว้ ผู้ป่วยจะมั่นใจได้ว่าปลอดภยั ไม่ควรถอดเคร่ืองมือตา่ งๆออกกอ่ นทีจ่ ะย้ายผู้ปว่ ยในทนั ที
3. การยา้ ยผูป้ ่วยออกควรกระทำในเวลากลางวันมากกว่ากลางคนื เพื่อชว่ ยให้ผปู้ ว่ ยมเี วลาทำความคุ้นเคย
กับสถานทใ่ี หม่ และเจา้ หน้าทพ่ี ยาบาล รวมถึงญาติมีโอกาสทอ่ี ยเู่ ปน็ เพอ่ื นผ้ปู ว่ ยเม่ือย้ายออก
4. ก่อนที่จะย้ายออก ควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพของหอผู้ป่วยทั่วไป ความพร้อมของเครื่องมือและ
พยาบาลที่ให้การดูแล และส่งเสริมให้ผู้ป่วยสังเกตอาการเปลี่ยนแปลงของตนเอง ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยได้
เผชญิ ปญั หาไดอ้ ย่างเหมาะสมและมีความมัน่ ใจ
5. การแนะนำผู้ป่วยรู้จักพยาบาลที่หอผู้ป่วยทั่วไป พยาบาลที่หอผู้ป่วยวิกฤตเมื่อนำผู้ป่วยไปส่ง ควรจะ
แนะนำให้ผ้ปู ว่ ยและญาตไิ ดร้ ู้จักกับพยาบาล หรือเจ้าหนา้ ที่ในหอผปู้ ว่ ยน้ัน พรอ้ มท้งั รายงานอาการของ
ผู้ป่วยเพอ่ื สงั เกตตอ่
แนวคดิ เกีย่ วกับวยั ผใู้ หญแ่ ละพัฒนาการในชวี ติ 15
บทบาทพยาบาลในการช่วยเหลือครอบครัวของผปู้ ่วยท่ีมีภาวะเจบ็ ป่วยวิกฤต
พยาบาลที่ให้การดูแลผู้ป่วยวิกฤต สามารถให้การช่วยเหลือครอบครัวและญาติของผู้ป่วย เพื่อให้
สามารถเผชญิ ปญั หาและปรับตัวไดด้ งั น้ี
• ยอมรับภาวะเศร้าโศกของญาตผิ ปู้ ่วย
ภาวะเจ็บป่วยวิกฤต เป็นภาวะเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นทันทีทันใด โดยเฉพาะการเกิดอุบัติเหตุ เช่น
รถยนตช์ นกนั ตกต้นไม้ ไฟไหม้ ยงิ กนั เปน็ ต้น ก่อใหเ้ กิดการบาดเจบ็ ท่ีคุกคามกบั ชีวติ อาจถึงแก่ความตาย หรือ
มีความพิการตามมาภายหลงั เหตุการณเ์ ช่นน้ยี อ่ มก่อใหเ้ กิดความเศร้าโศกในครอบครวั พยาบาลที่ปฏิบัติงานใน
หอผู้ป่วยวิกฤต ต้องมีแสดงความรู้สึกเข้าใจและเห็นใจในเหตุการณท์ ่ีเกิดขึ้น พร้อมทัง้ ใหเ้ วลาในการให้ข้อมูลกับ
ญาติและครอบครัวอยา่ งเพยี งพอ
• ให้ขอ้ มลู เก่ยี วกับเคร่อื งมอื เครอื่ งใชแ้ ละสภาพภายในหอผู้ปว่ ยวกิ ฤต
ภายในหอผู้ป่วยวิกฤตมีเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ในการช่วยเหลือและรักษาผู้ป่วย
เป็นจำนวนมาก เช่น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องกระตุ้นหัวใจ เครื่องเตือนสัญญาณชีพ (Cardiac monitor, Vital
signs monitor) เครื่องมือควบคุมการให้สารน้ำต่างๆ เครื่องดูดเสมหะ สายหรือท่อที่ต่อออกจากตัวผู้ปว่ ย เช่น
chest drain, N.G. tube และท่อปัสสาวะ เป็นต้น สิ่งเหล่าน้ีทำให้ญาติเกิดความตกใจกลัว เพราะไม่เข้าใจว่า
เครื่องมือและท่อเหล่านี้ทำหน้าที่อะไร มีความจำเป็นต้องใช้อย่างไร และต้องใส่ไว้นานเท่าไร จับต้องได้หรือไม่
พยาบาลสามารถลดความกลัว และช่วยเหลือให้ญาติผู้ปว่ ยได้เข้าใจในเคร่ืองมือเหลา่ นี้ได้ โดยการบอกและสอน
ให้รู้จักชื่อและประโยชน์ของเครื่องมือ เครื่องมือและท่อนั้นเข้าสู่ร่างกายส่วนไหน จะก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด
หรือไม่ ทำไมต้องใส่ และเมื่อใดจะเอาเครื่องมือออก จุดประสงค์ของการให้ข้อมูลเพื่อลดความวิตกกังวล ซ่ึง
ควรพจิ ารณาการให้ขอ้ มูลไม่ควรให้มากหรือน้อยเกนิ ไป เพราะอาจก่อให้เกิดความสบั สนและเขา้ ใจผดิ ได้
• ใช้คำท่ีงา่ ยและคุ้นเคย
คำศัพท์ทางการแพทย์ ไมว่ ่าจะเป็นการสนทนาระหวา่ งกลุม่ บุคลากร การวนิ ิจฉัยโรคการรักษา
เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จอภาพแสดงการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด
ล้วนแต่เปน็ สิง่ แปลกใหมส่ ำหรับญาติ ท่ีก่อให้เกดิ ความสับสน และไมเ่ ขา้ ใจ บางครัง้ อาจจะก่อใหเ้ กดิ ความเข้าใจ
ผิด จนเกิดความวิตกกังวล ดังนั้นบุคลากรในทีมสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงการสนทนาอาการผู้ป่วยต่อหน้าญาติ
พยาบาลควรจะอธิบายให้ญาตขิ องผู้ป่วยเข้าใจในภาษาง่าย ตามพน้ื ฐานความรแู้ ละประสบการณ์
• ทำให้จดุ สนใจของญาติแคบลง
แนวคดิ เกีย่ วกับวยั ผใู้ หญแ่ ละพัฒนาการในชีวิต 16
ญาติของผู้ป่วยมักจะมีความวิตกกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง กลัวว่าภาวะวิกฤตอาจจะมีความ
รุนแรงมากขึ้น พยาบาลต้องพยายามบอกถงึ อาการเจบ็ ปว่ ยท่ีเป็นปัจจุบัน สิ่งที่ญาติจะต้องปฏิบัติ และวางแผน
ใหก้ ารพยาบาลแก่ผู้ปว่ ยในอนาคต เช่น การดแู ลผ้ปู ่วยหลงั ผ่าตัด หรือหลังจากแพทย์อนญุ าตใหก้ ลบั บ้าน
• หลกี เล่ียงทจ่ี ะก่อให้เกิดภาวะวกิ ฤตกบั ญาติ
ภาวะวกิ ฤตท่ีเกิดขึ้นกบั ญาติของผู้ป่วย บางคร้งั เกิดจากระบบบริหารจัดการภายในโรงพยาบาล
หรือหอผู้ป่วย บางครั้งอาจเกิดจากคำพูด การสนทนา หรือการกระทำของบุคลากรในทีมสุขภาพที่จะต้อง
ระมัดระวัง เช่น การย้ายผูป้ ่วยออกโดยไม่แจ้งญาติล่วงหนา้ ควรมีป้ายบอกว่าผู้ปว่ ยยา้ ยไปทีใ่ ด เป็นการสื่อสาร
ให้ญาติเขา้ ใจ เพ่อื ลดโอกาสเข้าใจผิดว่าผ้ปู ่วยเสียชวี ิต เม่ือมาเยย่ี ม
• จัดให้ญาตไิ ดอ้ ยกู่ ับผู้ป่วยและมีบทบาทในการชว่ ยเหลือผปู้ ว่ ย
พยาบาลควรสอนให้ญาติรู้จกั วธิ ีการสงั เกตอาการ เปน็ ผู้ปลอบใจใหก้ ารสนับสนนุ หรือช่วยดูแล
กจิ วัตรประจำวัน เชน่ ป้อนอาหาร อาบนำ้ เชด็ ตวั เปน็ ตน้ ทำให้ญาตผิ ้ปู ว่ ยรูส้ กึ ว่ามีสว่ นร่วมในการดูแลผปู้ ว่ ย
• ช่วยเหลอื ในการตดั สินใจ
สมาชิกภายในครอบครัวต้องเผชิญกับการตัดสินใจหลายเรื่องเมื่อมีบุคคลภายในครอบครัว
เจ็บป่วยด้วยภาวะวิกฤต การตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา การตัดสินใจการจัดการกับศพ พยาบาลอาจจะช่วยให้
ข้อมูลรายละเอียด เพื่อช่วยในการตัดสินใจแก่ญาติผู้ป่วย เนื่องจากในสถานการณ์ขณะนั้นญาติผู้ป่วยกำลังเกิด
ความสบั สน คิดอะไรไม่ออก แต่ควรหลกี เลยี่ งการตดั สนิ ใจแทน
• ชว่ ยใหค้ รอบครัวของผปู้ ่วยไดร้ ับความชว่ ยเหลือ
ในชว่ งวกิ ฤตที่ญาติต้องมาดูแลผู้ป่วยทีโ่ รงพยาบาล ทำให้ภารกิจทั้งงานบ้าน และงานที่ทำต้อง
หาคนช่วยเหลือ พยาบาลอาจจะเป็นผู้ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำให้ญาติของผู้ปว่ ยจัดลำดับความสำคัญของงานที่
ต้องรับผดิ ชอบ และอาจชว่ ยแนะแนวทางผู้ท่สี ามารถเข้าชว่ ยเหลือ เช่น ญาติพนี่ ้องหรือเพ่อื นบ้าน
• เปลย่ี นแปลงบทบาทภายในบ้าน
เมื่อมีสมาชิกภายในครอบครัวเจ็บป่วยวิกฤตหรือเฉียบพลัน ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงบทบาท
หน้าทภี่ ายในบา้ น พยาบาลอาจตอ้ งใหค้ ำแนะนำเกย่ี วกบั การเปล่ยี นแปลงบทบาทในครอบครวั
• จดั หาสิ่งช่วยเหลอื ทางดา้ นจติ วญิ ญาณ
แนวคดิ เกี่ยวกับวัยผู้ใหญแ่ ละพฒั นาการในชวี ิต 17
สมาชิกภายในครอบครัวต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่คุกคามชีวิตของผู้ป่วย ครอบครัวอาจเกิด
ความรู้สึกขาดทย่ี ึดเหน่ียว เสียขวญั และกำลังใจ พยาบาลอาจจะช่วยเหลือโดยการแนะนำให้หาที่ยึดเหนี่ยวช่วย
ทางด้านจติ ใจและจติ วญิ ญาณ เช่น ทำบญุ ปรกึ ษาพดู คุยกบั ผู้ที่เคารพนับถือ
ภาวะเจบ็ ปว่ ยเร้อื รังและบทบาทพยาบาล
ลักษณะเฉพาะของภาวะเจบ็ ป่วยเรือ้ รงั
ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งสเตราส์ (Strauss, 1984) ได้นำเสนอลักษณะเฉพาะของ
ภาวะเจบ็ ป่วยน้ไี ว้ เพอื่ จะได้เข้าใจถึงลักษณะและปญั หาความต้องการของผปู้ ่วย ดังนี้
1. ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นภาวะเจ็บป่วยที่ยาวนานหรือเป็นตลอดชีวิตท่ีต้องได้รับการรักษาและ
ดูแลตลอดไป บางครั้งอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากอาการของโรครุนแรงหรือกำเริบข้ึน
อาจต้องอยู่รักษาหลายวัน หลายสปั ดาห์ หรอื เปน็ เดือน เมอื่ อาการของโรคสงบลง แพทยใ์ ห้กลบั มารักษาพักฟื้น
ทบ่ี า้ นและตอ้ งปฏบิ ัติตนตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลตลอดไป
2. ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นภาวะเจ็บป่วยที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมากมาย ก่อให้เกิด
ความเครียดตอ่ ผปู้ ่วยและญาติ
3. ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง ต้องการการดูแลรักษาที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด และไม่สุข
สบาย ผู้ป่วยต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรค ผลข้างเคียงของยาและการรักษา ทำให้ผู้ป่วยต้องการให้ญาติ เพื่อนที่
ใกล้ชิด เข้าใจตนเอง และให้การช่วยเหลือเมื่ออาการของโรคกำเริบขึ้น ต้องการการประคับประคองทางด้าน
จติ ใจ
4. ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นภาวะเจ็บป่วยที่มีโรคเรื้อรังหลายโรคอยู่ร่วมกัน เมื่อมีภาวะเจ็บป่วย
เรื้อรังเป็นเวลานานมักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรค ทำให้เกิดปัญหาที่อวัยวะอื่นๆตามมา เช่น โรคความดัน
โลหิตสูง และเบาหวาน ส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจวาย โรคไตเรื้อรัง และโรคหลอดเลือดสมอง
ตามมา เปน็ ตน้
5. ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นภาวะเจ็บป่วยที่รบกวนต่อการดำเนินชีวิต ผู้ป่วยต้องปรับตัวกับการ
รักษาและข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตไดต้ ามปกติ ต้องใช้เวลาในการปรับตวั กบั
การรักษา ปรับการรับประทานอาหาร การดำเนินชวี ิตประจำวัน และที่สำคัญต้องปรับตัวกบั บทบาทหนา้ ที่การ
งานและบทบาทในสงั คมอ่ืนๆ เพ่ือใหเ้ หมาะสมกับภาวะเจ็บปว่ ยกับการรักษา
แนวคิดเกี่ยวกับวัยผใู้ หญแ่ ละพฒั นาการในชวี ติ 18
6. ภาวะเจ็บปว่ ยเรือ้ รัง ต้องการความช่วยเหลอื จากแหล่งบริการต่างๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีปัญหา
ความพกิ ารทางดา้ นร่างกายและจติ ใจ จะต้องการการสนับสนุนจากบุคคลรอบข้าง และแหล่งบริการทางสุขภาพ
ในการให้คำปรกึ ษา แหล่งบริการฟน้ื ฟสู ภาพ และแหลง่ ฝึกอาชพี
7. ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง ต้องใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างสูง ผู้ป่วยต้องใช้เวลาในการรักษา
ยาวนานหรือตลอดชวี ิต ซง่ึ ต้องสญู เสียค่าใช้จา่ ยคอ่ นข้างมากเพื่อซ้ือยาและอุปกรณก์ ารแพทยท์ จี่ ำเป็น
จากลักษณะเฉพาะของการเจ็บป่วยเรื้อรังทั้ง 7 ประการนี้ แสดงให้ปัญหาความต้องการและ
ผลกระทบจากความเจบ็ ปว่ ยเร้อื รังตอ่ ชีวติ ผู้ป่วยและครอบครัว
บทบาทพยาบาลในการดูแลผปู้ ่วยทีม่ ภี าวะเจ็บปว่ ยเร้ือรงั
พยาบาลทดี่ แู ลผปู้ ว่ ยที่มภี าวะเรื้อรัง จะต้องเปน็ ผู้ท่ีมีความรู้เข้าใจพยาธิสภาพ การดำเนินของโรค
และแนวทางการรักษาผู้ป่วยเรื้อรังอย่างดี เพื่อจะได้สอน ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย นอกจากน้ี
พยาบาลยังต้องเข้าใจถึงลักษณะของภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง ผลกระทบต่อความเป็นองค์รวมด้านต่างๆ วิธีการ
เผชิญปัญหาและพฤติกรรมตอบสนองต่อภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง พยาบาลจะต้องหาแนวทางในการช่วยเหลือ
ส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ป่วยรับการรักษาและดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นพยาบาลต้องคอยประเมินปัญหา
อยา่ งสมำ่ เสมอ ด้วยทา่ ทเี ปน็ มติ ร พรอ้ มใหค้ วามชว่ ยเหลือ และชว่ ยเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาท่ีอาจ
เกิดตลอดระยะการเจ็บปว่ ย
บทบาทพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่มภี าวะเจบ็ ป่วยเรือ้ รงั ท่ีสำคญั มดี ังน้ี
1. สรา้ งสมั พนั ธภาพกบั ผู้ปว่ ย
การสรา้ งสมั พันธภาพ เป็นบทบาทแรกทจี่ ะนำไปส่บู ทบาทอนื่ ๆ หากพยาบาลและผู้ป่วยหรือ
ผูร้ บั บริการไมม่ ีสมั พันธภาพท่ีดีต่อกัน การดแู ลอืน่ ๆ ก็อาจจะไม่เกิดข้ึน การสรา้ งสมั พนั ธภาพเป็นการท่ีจะสร้าง
ความไว้วางใจกัน ทีน่ ำมาสกู่ ารใหข้ ้อมลู ตามความเปน็ จริง ความจริงใจในการแก้ไขปัญหารว่ มกัน
ลักษณะของภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยต้องการการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา
ยาวนาน ซึ่งในระหว่างการดแู ลผูป้ ่วยอาจเผชิญปัญหาเดิมๆซ้ำซาก ที่ต้องการการช่วยเหลือจากพยาบาล ทำให้
พยาบาลรู้สกึ ว่าเปน็ งานที่นา่ เบื่อ มปี ัญหาเกดิ ข้ึนตลอดเวลาไมส่ น้ิ สุด ดงั นนั้ พยาบาลจงึ ต้องสร้างความตระหนัก
รู้ในตนเอง ให้เกดิ ความเห็นใจ พยายามเข้าใจพฤติกรรมและเหตุการณ์ท่ีเปลี่ยนแปลง อย่างไม่แนน่ อนของผู้ป่วย
วิธีการสร้างสัมพันธภาพกับผู้ปว่ ย พยาบาลควรทำตัวให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้ง่าย เป็นผู้ฟังที่ดี ให้เกียรติและ
แนวคิดเกี่ยวกบั วัยผ้ใู หญแ่ ละพัฒนาการในชีวติ 19
เคารพความคิดเหน็ ของผู้ปว่ ย แสดงความเห็นอกเหน็ ใจ เข้าใจถึงความรู้สึกย มคี วามจริงใจ มีเหตุผล และมีการ
สื่อสารทช่ี ดั เจน
2. ให้ข้อมูลเพื่อการดูแลตนเอง
บทบาทพยาบาลที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้ป่วย ญาติหรือสมาชิกภายใน
ครอบครวั มคี วามรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับพยาธสิ ภาพของโรคและการรกั ษาสามารถที่จะนำไปปฏบิ ัติไดด้ ว้ ยตนเอง
เมื่ออย่บู ้าน ตงั้ แต่ 1) การประเมินอาการเปลย่ี นแปลงท่ีเกิดจากความก้าวหน้าของโรค ภาวะแทรกซ้อนจากการ
โรคหรือการรักษา และตัดสินใจได้ว่าควรมาพบแพทย์ก่อนวันนัดครั้งต่อไปหรือไม่ 2) วิธีการดูแลตนเองตาม
แผนการรักษา ที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในการรักษา เช่น การรับประทานยา การฉีดยา ตามแผนการรักษา
การปรับวิธีการรับประทานอาหารที่เหมาะสมกบั โรค การออกกำลังกาย และการพักผ่อน เป็นต้น การให้ข้อมูล
ผู้ปว่ ย พยาบาลควรคำนงึ ถึงวิธกี ารใหข้ อ้ มูล เนอื้ หาข้อมลู ท่ใี ห้ ความพรอ้ มของผูป้ ่วย ชว่ งเวลาท่เี หมาะสมในการ
ใหข้ ้อมูล ท้งั นเ้ี พอื่ ให้การใหข้ ้อมลู น้นั เกดิ ประสิทธผิ ล ผ้ปู ่วยสามารถนำไปปฏิบัติตอ่ ทีบ่ ้านดว้ ยตนเอง
3. ตดิ ตามดูแลผู้ปว่ ยตอ่ เน่อื ง
การติดตามเยี่ยมดูแลผู้ป่วยเรื้อรังต่อเนื่องที่บ้าน เป็นบทบาทหน้าที่สำคัญของพยาบาล
เนื่องจากผู้ป่วยเจ็บป่วยเรื้อรัง มีชีวิตอยู่บ้านมากกว่าโรงพยาบาล การเยี่ยมบ้านมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้
พยาบาลสามารถประเมินปัญหาผู้ป่วยได้ตามบริบทที่แท้จริง การให้คำแนะนำเพื่อการแก้ไขปัญหาจะอยู่บน
พื้นฐานความเข้าใจในชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ป่วย รวมทั้งเป็นวิธีที่เอื้อให้พยาบาลประสานแหล่งทรัพยากรใน
ชมุ ชนเพอื่ ใชใ้ นการแลผ้ปู ่วยได้
4. ชว่ ยเหลอื ส่งเสริมสนับสนุนการเผชิญปญั หา
ผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังเป็นเวลานาน มีความท้อแท้ เบื่อหน่าย ขาดความพึงพอใจในชีวิต
ขาดความหวงั มองตนเองเป็นคนไร้คณุ คา่ มักแยกตวั อยโู่ ดดเดี่ยว ซง่ึ วิธกี ารเผชิญปัญหาไม่ถูกต้อง พยาบาลควร
ที่จะช่วยเหลือ สนับสนุนให้ผู้ป่วยเหล่านี้เผชิญกับปัญหาอย่างเหมาะสม เช่น การให้ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึก
การสนับสนนุ ใหค้ รอบครัวให้กำลังใจแกผ่ ู้ป่วย
• วิธกี ารเผชิญปัญหาของผูป้ ่วยเร้อื รงั ท่ีพบโดยท่ัวไป มีดังนี้
1. การแสวงหาข้อมูล ผู้ป่วยจะทำการแสวงหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งจากคนที่รู้จัก
ผู้ป่วยรายอื่น แพทย์ พยาบาล หรือแหล่งสารสนเทศ เพื่อนำมาใช้ตอบคำถามที่ตนเองสงสัยเกี่ยวกับโรค การ
แนวคิดเกีย่ วกับวัยผู้ใหญแ่ ละพฒั นาการในชวี ติ 20
รักษา และภาวะแทรกซ้อนของโรคที่จะตามมา และหาวธิ ใี นการดแู ลตนเอง ซึง่ บางคร้งั ขอ้ มูลท่ีได้มาอาจมีความ
คลาดเคลอ่ื น หรอื เป็นขอ้ มลู เชงิ พาณิชย์ซ่ึงไม่เกดิ ผลดีต่อการดูแลตนเองของผปู้ ว่ ย ดังนั้น พยาบาลควรประเมิน
ความต้องของผู้ป่วยเกี่ยวกับข้อมูลที่ต้องการได้รับ หาวิธีการในการให้ข้อมูลทั้งที่เป็นแบบแผนหรือไม่เป็นแบบ
แผนทเ่ี หมาะสมสอดคล้องกับความต้องการดังกลา่ ว และทส่ี ำคัญในรปู แบบที่ผู้ปว่ ยสามารถนำไปใช้ได้จรงิ การ
ให้ข้อมูลควรพิจารณาความพรอ้ มของผู้ปว่ ย วิธีการให้ขอ้ มูลอาจเปน็ กลมุ่ หรือรายบคุ คลแล้วแต่ความเหมาะสม
2. การปฏิบตั ติ นตามแนวทางการรกั ษาอย่างเครง่ ครัด ผปู้ ่วยเรือ้ รังบางรายจะเผชิญปญั หา
วติ กกังวลเกย่ี วกบั โรคของตนเอง โดยปฏบิ ตั ิตนอย่างเคร่งครดั ตามแนวทางการรักษา ซงึ่ ในบางคร้งั การปฏิบัติตัว
ทเี่ ครง่ ครัดมากเกนิ ไป ทำใหผ้ ปู้ ว่ ยขาดความสุขในการดำเนินชีวิต แยกตัวจากสังคม และซึมเศร้า ดงั นน้ั พยาบาล
ควรติดตามประเมินผลกระทบจากการปฏิบัติตามแผนการรักษาต่อภาวะจิตสังคมที่เปลี่ยนแปลงของผู้ป่วย
เรอ้ื รังเป็นระยะๆ
3. การหลีกเลยี่ งกจิ กรรมทีก่ ่อใหเ้ กดิ อนั ตราย ผปู้ ว่ ยเรอื้ รังเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงหรือ
จากผปู้ ่วยรายอ่ืนๆ ถงึ กจิ กรรมที่ก่อให้เกดิ ผลเสียต่อโรคของตน ซ่งึ จะใชก้ ารเรียนรดู้ ังกล่าวในการแก้ปัญหาเม่ือ
ตอ้ งเผชิญ พยาบาลสามารถให้ข้อมูลในลักษณะท่ีเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ปว่ ยรายอื่นๆ เพ่ือช่วยให้
ผูป้ ่วยมวี ธิ กี ารในการแก้ปญั หาเพื่อหลีกเลย่ี งอันตรายจากโรคและการรกั ษาโดยเรียนร้จู ากผอู้ นื่
4. การใช้กระบวนการทางจิตใจ ผู้ป่วยเรื้อรังใช้กระบวนการทางจิตใจในการเผชิญปัญหา
เช่น การปฏิเสธ หลีกเลี่ยงการใช้เหตุผล เป็นต้น อาจจะพบในระยะแรกๆ ของภาวะเจ็บป่วย หรือระยะโรค
กำเริบ เมื่อเกิดแล้วผู้ป่วยได้ประเมินซ้ำอกี หรือคิดทบทวนใหม่เมือ่ แสดงพฤติกรรมเชน่ นั้น และหาทางแก้ไขโดย
ใช้เหตุผล บางครั้งพบว่าการใช้กลไกทางจิตใจในการปรับตัวอาจจะเป็นประโยชน์ เช่น ผู้ป่วยมะเร็งใกล้ตาย
ปฏิเสธการตายที่กำลังคุกคาม โดยพยายามหลีกเลี่ยงการพูดคุยถึงความตาย โดยการทำชีวิตท่ีเหลือน้ันให้ร่าเริง
สดช่นื มคี ณุ ค่า เพื่อใหร้ ู้สกึ ว่าชวี ติ ท่มี อี ยู่ขณะน้นั ไมท่ กุ ข์ทรมาน
5. การขอความช่วยเหลือสนับสนุนจากผู้อ่ืน ผู้ป่วยเรื้อรังอาจขอความช่วยเหลือสนบั สนนุ
จากผู้อื่นในหลายดา้ น เช่น ด้านอารมณ์ ด้านการประเมนิ ตนเอง ด้านข้อมูลข่าวสาร และด้านวัตถุสิ่งของ การท่ี
ผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บป่วยเรือ้ รงั ได้รับแรงสนับสนุนจากผู้อ่ืนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังใจในการเผชญิ
ปญั หาต่างๆ ทเี่ ป็นผลกระทบจากภาวะเจบ็ ป่วยเรื้อรังได้
• บทบาทพยาบาลในการจัดระบบบริการพยาบาลแก่ผ้ปู ่วยเรอื้ รัง
แนวคิดเกี่ยวกับวัยผู้ใหญแ่ ละพฒั นาการในชีวิต 21
ผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บป่วยเรือ้ รังต้องการได้รับการดูแลระยะยาวหรือตลอดชีวิต พยาบาลมีบทบาทในการ
จัดการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ เป็นการลดค่าใช้จ่ายและป้องกัน
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิด ผู้ป่วยที่มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังมีชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่บ้าน สังคมและชุมชน แต่
จำเป็นต้องไปพบแพทย์ตามนัดเป็นระยะๆ หรือเมื่ออยู่ในระยะกำเริบของโรคอาจต้องเข้ารับการรักษาใน
โรงพยาบาล ดังนั้นควรมกี ารขยายระบบบริการสุขภาพออกไปยงั ชุมชน และควรมีสถานที่หรือระบบทีเ่ ชื่อมโยง
ระหว่างบ้านกับโรงพยาบาล หรือสถานบริการในการให้คำแนะนำ ปรึกษาหารือ ระบบบริการสุขภาพสำหรับ
ผู้ป่วยเรอ้ื รงั ควรประกอบด้วย
1. การจัดระบบส่งต่อที่ดี เป็นการอำนวยสะดวกและลดความยากลำบากของผู้ป่วยในการ
เดินทาง
2. การจัดระบบช่วยเหลือผู้ปว่ ยและญาติ ทั้งในแง่ของขอ้ มูลข่าวสาร และทรัพยากรอื่นๆท่ี
จำเป็นในการดูแลผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องให้การดูแลผู้ป่วยเป็นระยะเวลานาน มักเกิดความรู้สึกเครียด
เบื่อหน่าย ซึมเศร้า เนื่องจากไม่มีเวลาเป็นของตนเอง จึงควรมีการดูแลและให้คำแนะนำเพือ่ การช่วยเหลอื ญาติ
ด้วย
3. การจัดบริการสุขภาพที่บ้าน เป็นการติดตามเยี่ยมผู้ป่วยและญาติที่บ้าน เนื่องจากความ
ต้องการการดูแลตนเองบางเรื่องมีความซับซ้อน และต้องการการประเมินปัญหาตามบริบทชีวิตของผู้ป่วย การ
เย่ียมบ้านจะช่วยให้สามารถประเมินและช่วยแก้ปัญหาไดต้ ามสภาพการณ์จรงิ
4. การจัดกลุ่มสนับสนุนช่วยเหลือกันเอง เป็นการจัดกลุ่มพบปะระหว่างผู้ป่วยกลุ่มโรค
เดียวกันและญาติ ซึ่งจัดขึ้นในโรงพยาบาลหรือในชุมชน เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติได้สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้
ระบาย ไดเ้ ห็นตัวอย่าง และไดร้ ่วมชว่ ยเหลอื กันในการแก้ไขปญั หา
5. การให้ขอ้ มลู สุขภาพผ่านส่ือต่างๆ เพื่อสนับสนนุ การดูแลตนเอง หรอื อาจเปิดช่องทางใน
การสอื่ สาร เพอ่ื ตอบคำถามท่ผี ูป้ ่วยและญาตขิ อ้ งใจ
กลยุทธ์ในการส่ือสารสำหรบั ผทู้ มี่ คี วามแตกต่างทางวัฒนธรรม
เนือ่ งจากในพยาบาลผปู้ ว่ ยวยั ผู้ใหญ่ทงั้ ทม่ี ีภาวะเจ็บป่วยวิกฤตเฉียบพลนั หรือเร้ือรงั การส่ือสารถือ
เป็นช่องทางในการให้การดูแลท่สี ำคัญทสี่ ุด ไมว่ า่ จะเปน็ การสื่อสารโดยวาจาหรือโดยไม่ใช้วาจา การสื่อสารเป็น
ชอ่ งทางในการสร้างสมั พนั ธภาพ ประเมนิ ปญั หา และใหข้ อ้ มูลเพื่อแก้ไขปัญหา ระหวา่ งพยาบาลและผู้รบั บริการ
แต่อย่างไรก็ตามพยาบาลและผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยผู้ใหญ่ จะมีวัฒนธรรมบางอย่างที่แตกต่างกัน ซึ่ง
แนวคดิ เกี่ยวกบั วยั ผ้ใู หญแ่ ละพัฒนาการในชีวติ 22
อาจมีผลต่อประสิทธิภาพในการส่ือสาร และผลลัพธ์ของการพยาบาล กลยุทธส์ ำหรับพยาบาลเพือ่ การสื่อสารที่มี
ประสิทธิภาพสำหรับผู้ท่ีมีวัฒนธรรมแตกต่าง ไม่ว่าจะโดยเชื้อชาติ เพศ อายุ ภาษา ศาสนา หรือความเชือ่ ใดๆก็
ตาม ได้แก่
• ให้เวลาในการทำความรู้จัก สร้างบรรยากาศเปน็ กนั เองระหว่างพยาบาลและผ้รู บั บรกิ าร
• ถามคำถามแบบไม่เร่งรัดเอาคำตอบ ให้เวลาผู้ป่วยคิด หากคำตอบที่ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ เปล่ียน
ลักษณะคำถาม และถามใหมอ่ กี ครั้ง
• สังเกตความแตกต่างในวิธีการสนทนาซึ่งเกิดจากวัฒนธรรมการสื่อสารที่แตกต่างกัน เคารพใน
วิธีการพูดที่แตกต่าง สบสายตาขณะพูด ใช้การสัมผัส หากไม่เป็นข้อห้าม จัดลักษณะการนั่งแบบที่
ผปู้ ว่ ยรู้สึกสะดวกใจ
• ถามคำถามเกี่ยวกับความเชื่อ ความสำคัญของภาวะสุขภาพ และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนการรักษา
สอบถามว่าความเจ็บปว่ ยมผี ลกระทบต่อชวี ิตผปู้ ่วย บทบาทสมั พันธภาพในครอบครัว และความรสู้ ึก
ตอ่ ตนเองอยา่ งไรบ้าง สอบถามความคิดและการรบั รเู้ กี่ยวกับสาเหตุของความเจบ็ ปว่ ย ส่ิงที่คิดว่าจะ
ทำเพือ่ การจดั การความเจบ็ ป่วย
• เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่เอื้อต่อการพยาบาล การรับฟังผู้ป่วยจะต้องกระทำอย่างตั้งใจและให้ความ
เคารพ ยอมรับตอ่ ความเชอื่ ทีแ่ ตกตา่ ง
• อย่าคาดหวังการตอบสนองใดๆจากผู้ปว่ ยระหว่างการสนทนา เพราะอาจมวี ิธีตอบสนองทแ่ี ตกตา่ ง
• พูดคยุ แบบไม่รีบร้อน เรง่ รดั เอาคำตอบ
• ใชเ้ ทคนิคตา่ งๆในการยนื ยันว่าผ้ปู ว่ ยเขา้ ใจจริงๆ การผงกศรี ษะและพยกั หน้าของผูป้ ่วย บางครั้งเป็น
การกระทำใหผ้ ู้พูดรับร้วู ่าตนสนใจฟงั เท่าน้นั ไมไ่ ดแ้ ปลว่าเขา้ ใจเสมอไป
• เพศที่แตกต่างระหว่างพยาบาลและผู้ป่วย อาจเป็นอุปสรรคในการสื่อสารในบางวัฒนธรรม ดังน้ัน
หากเป็นไปได้พยาบาลและผรู้ บั บริการเพศเดียวกนั อาจชว่ ยสง่ เสรมิ ใหก้ ารส่อื สารราบรื่นมากขน้ึ
• หากผู้ปว่ ยใช้ภาษาทแ่ี ตกต่าง อาจจำเป็นต้องใชล้ ่ามหรือคมู่ ือภาษาเพ่ือช่วยในการสื่อสาร
• ใชค้ ำพูดทเี่ ข้าใจง่าย ใช้ท่ัวไปในสังคม
ตัวอย่างปญั หาทางการพยาบาลท่พี บบ่อยในผปู้ ่วยเร้อื รัง ได้แก่
• Actual nursing diagnosis
แนวคดิ เก่ยี วกบั วยั ผูใ้ หญแ่ ละพัฒนาการในชวี ิต 23
o การดูแลตนเองไมเ่ หมาะสมจากการขาดความร้ทู ีเ่ พยี งพอ
o วติ กกังวลจากภาพลักษณ์ทเี่ ปลี่ยนแปลง
o การเผชญิ ปญั หาไม่มีประสิทธภิ าพจากภาวะซึมเศร้า
o ความทนในการทำกิจกรรมลดลงจากภาวะหวั ใจล้มเหลว
• Risk nursing diagnosis
o เส่ียงต่อ (มีโอกาสเกดิ ) การเกิดแผลที่เท้าเนอื่ งจากระบบประสาทสว่ นปลายสูญเสียหน้าท่ี
o เส่ยี งต่อ (มีโอกาสเกิด) การติดเชื้อเนือ่ งจากภมู ติ า้ นทานลดลง
o เสย่ี งตอ่ (มโี อกาสเกดิ ) โรคหลอดเลือดสมองเฉยี บพลันจากความดนั โลหติ สูงวิกฤต
การฟ้นื ฟูสภาพและบทบาทพยาบาล
• ความหมายของการฟ้ืนฟูสภาพและบทบาทพยาบาล
การฟื้นฟูสภาพ เปน็ กระบวนการของการคงไว้หรอื นำสภาวะการทำหนา้ ทข่ี องอวยั วะที่มีพยาธิ
สภาพกลบั คืนมา เพ่อื สง่ เสริมใหบ้ คุ คลสามารถดำเนินชีวติ และดำรงบทบาทได้อย่างใกลเ้ คียงปกติมากท่สี ดุ การ
เกิดพยาธิสภาพขึ้นกับบางอวัยวะทำให้เกิดความพิการหรือจำกัดการทำหน้าที่ของอวัยวะ หลงเหลือ ซึ่ง
จำเป็นต้องมีการฟื้นฟู เพื่อช่วยผู้ป่วยด้านร่างกายและจิตใจให้มีความพร้อมที่จะกลับสู่สังคมและมี
ความสามารถที่จะดูแลตนเองได้ โดยการให้มีการเรียนรู้หรือฝึกทักษะที่จะต้องใช้ในกิจวัตรประจำวัน การ
ฝกึ ฝนอาชพี ใหมแ่ ละการชว่ ยเหลอื ในการปรับตัวดา้ นจิตใจให้เหมาะสมกับข้อจำกัดทางกายทีเ่ กิดข้นึ
ประเภทผ้ปู ว่ ยที่ต้องการการฟน้ื ฟูสภาพ ได้แก่ ผู้ป่วยทีม่ คี วามผดิ ปกติของระบบกล้ามเน้ือและ
ประสาท เช่น Cerebrovascular accident (CVA), Cerebral palsy, Poliomyelitis, Myophathy และ
Spinal cord injury (SCI) ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น Arthritis, Fracture
ผู้ป่วยที่ถูกตัดแขน ขา ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบหัวใจและปอด เช่น Myocardial infarction, COPD,
Bronchietasis, Lung abscess เปน็ ตน้
พยาบาลที่ทำหน้าที่ฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วย จะต้องเข้าใจถึงลักษณะการฟื้นฟูว่า จะต้องเร่ิม
กระบวนการฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วยตั้งแต่แรกเข้ามารับการรักษา จนกระทั่งการดูแลระยะยาว ทั้งนี้เพื่อป้องกัน
ความพิการและภาวะแทรกซ้อน สอนให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยและญาติระหว่างการฝึกกิจวัตรประจำวัน ฉะนั้น
พยาบาลที่ทำหน้าที่นี้ต้องมีความรู้พิเศษเกี่ยวกับการฟื้นฟูสภาพ ผลของการฟื้นฟูสภาพต่อการทำหน้าที่ของ
อวัยวะ หลักการในการฟื้นฟู และมีการปฏิสัมพันธ์กับทีมสหสาขาวิชาชีพ (แพทย์ นักกายภาพบำบัด นัก
แนวคดิ เกย่ี วกบั วัยผใู้ หญแ่ ละพัฒนาการในชวี ติ 24
กิจกรรมบำบัด นกั อรรถบำบดั นกั จิตวิทยา เปน็ ต้น) ความรพู้ ิเศษ การดแู ลผิวหนัง การจดั ทำโปรแกรมการดูแล
การขับถ่าย เปน็ ตน้
บทบาทพยาบาลท่สี ำคญั ในการฟนื้ ฟสู ภาพ มดี ังนี้
1.1 ประเมินปัญหาและความต้องการด้านการฟื้นฟูสภาพ ของผู้ป่วย รวมทั้งประเมินสุขภาพ
โดยรวมของผปู้ ว่ ยทอี่ าจเปน็ อปุ สรรคต่อการฟ้ืนฟู
1.2 วางแผนการฟื้นฟูสภาพ ตั้งจุดมุ่งหมายร่วมกับทีมฟื้นฟูสภาพ ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาและป้องกัน
ภาวะแทรกซ้อน หรอื ปญั หาทคี่ าดวา่ จะเกิดขึ้น
1.3 นำแผนการฟื้นฟูสภาพให้แกผ่ ู้ป่วยและญาติซึ่งตอ้ งให้การดแู ล ร่วมกันพจิ ารณา
1.4 ประเมนิ ผลและแกไ้ ขปัญหา หรือปรับเปลย่ี นแนวทางการพยาบาลในการฟนื้ ฟสู ภาพ พร้อมท้ัง
เตรยี มผูป้ ว่ ย/ญาติกลับไปฟ้นื ฟูตอ่ ที่บ้าน หากจำเป็น
เอกสารอ้างองิ
1. Adulthood. (n.d.) Segen's Medical Dictionary. (2011). Retrieved August 5 2015 from
http://medical-dictionary.thefreedictionary.com/adulthood
2. Adulthood. (n.d.) Mosby's Medical Dictionary, 8th edition. (2009). Retrieved August 5
2015 from http://medical-dictionary.thefreedictionary.com/adulthood
3. Erikson, E. H. (1980). Identity and the life cycle. London: W.W. Norton & Co.
4. Levinson, D. J. (1986). A conception of adult development. American Psychologist, 41,
3–13.
5. Wrightsman, L.S. (1994). "Theories and Concepts". Adult Personality Development 1:
59–132.
6. Polan, E.U. 2010. Life Span Development (Unit1: Chapter 9) in B.L. Christensen & E.O.
Kockrow. (Eds.). Foundations and Adult Health Nursing (6th ed.). (pp. 180-217). St.
Louis, MO: Mosby Elsevier.
7. Preamble to the Constitution of the World Health Organization as adopted by the
International Health Conference, New York, 19-22 June, 1946; signed on 22 July 1946
แนวคิดเกย่ี วกับวยั ผใู้ หญแ่ ละพัฒนาการในชวี ิต 25
by the representatives of 61 States (Official Records of the World Health Organization,
no. 2, p. 100) and entered into force on 7 April 1948.
8. Stein-Parbury J, McKinley S: Patients’ experiences of being in an intensive care unit: A
select literature review. Am J Crit Care. 9(1):20–27, 2000
9. Bizek, K. (2013). The patient’s experience with critical illness. In & P.G. Morton & D.K.
Fontaine (Eds.) Critical Care Nursing: A Holistic Approach (10th ed.). Part 1: The Concept
of Holism Applied to Critical Care Nursing Practice (pp. 12-26). Philadelphia, PA:
Wolters Kluwer Health.