The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือปฐมนิเทศOPDKNH

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chanpen thongthae, 2023-08-20 03:46:29

คู่มือปฐมนิเทศOPD KNH

คู่มือปฐมนิเทศOPDKNH

7. ชุดปฏิบัติงานพนักงานช่วยเหลือคนไข้ (Nurses’ aides /Care givers) เป็นชุดติดกันสีเหลือง ทั้งชุด ตัดด้วยผ้าเนื้อหนา แขนสั้น ปลายแขนพับตลบขึ้นด้านบน ห้ามไม่ให้แต่งกายด้วยชุดสีขาวทั้งชุด และห้ามสวมหมวก ชุดปฏิบัติงานแบบมีผ้าคลุมศีรษะ ให้ใช้ผ้าคลุมสีขาว เก็บชายผ้าไว้ในคอเสื้อ แขนเสื้อสั้นเหนือข้อศอก ชายกระโปรงสูงจาก พื้นไม่น้อยกว่า 8 นิ้ว โดยแบบการแต่งกายให้มีเครื่องหมายและสิ่งประกอบอื่น ดังนี้ (1) รองเท้าสีดำ ชนิดหุ้มส้น และปิดปลายเท้า (2) ป้ายชื่อ ระบุชื่อตัว ชื่อสกุล และตำ แหน่ง ที่สามารถเห็นได้ชัดเจน ชุดปฏิบัติงานพนักงานช่วยเหลือคนไข้ สวัสดิการโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช 1. ให้บุคลากรทางการพยาบาลพักในบ้านพักที่ทางโรงพยาบาลจัดให้(เฉพาะพยาบาลโสด) 2. สำ หรับข้าราชการบิดาหรือมารดา ของข้าราชการที่ถึงแก่กรรม โรงพยาบาลเป็นเจ้าภาพสวด อภิธรรมศพให้ 1 คืน โดยจ่ายเงิน 3,000 บาท 3. สวัสดิการจากกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล 3.1 เยี่ยมพยาบาลวิชาชีพและผู้ช่วยพยาบาลที่เจ็บป่วยพักรักษาตัวในโรงพยาบาลรายละ 300 บาท/ครั้ง 3.2 สำ หรับบิดา มารดา และญาติสายตรงของพยาบาลที่ถึงแก่กรรมให้พวงหรีดเคารพ ศพ ราคา 500 บาท 3.3 ส่งเสริมการหารายได้เพิ่มโดยการจัดบริการเฝ้าไข้พิเศษ


เป็นพยาบาล/เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ER ทั้งข้าราชการ ลูกจ้าวชั่วคราว นักเรียนทุน และพนักงาน ราชการที่เดิม เป็นนักเรียนทุนรวมถึงบุคลากร ที่ได้รับการพิจารณา จากคณะกรรมการสวัสดิการ บ้านพัก สถานภาพโสด กรณีสถานภาพสมรสเข้าพักได้เฉพาะตนเองเท่านั้น และ เป็นผู้ที่ต้องอยู่เวรปฏิบัติงาน หรือมีหน้าที่ที่ต้องติตามตัวได้ทันที และ เป็นผู้ที่มีภูมิลำ เนาอยู่นอกเขตเทศบาล ต่างอำ เภอ ต่างจังหวัด และ เป็นผู้ไม่เบิกค่าเช่าบ้านตาม พรบ. ค่าเช้าบ้านข้าราชการ กรณีจะขอเข้าพักเป็นครอบครัว ทำ บันทึกเสนอคณะกรรมการสวัสดิการบ้านพักเพื่อนำ เข้า พิจารณา ในคณะ กรรมการสวัสดิการบ้านพัก กรณีนอกเหนือจากนี้เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการสวัสดิการบ้านพัก/หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล/ผู้ อำ นวยการโรงพยาบาล ห้องพักเดี่ยวจัดให้พักอย่างน้อยห้องละ 2 คน ห้องพักครอบครัวจัดให้พักอย่างน้อยห้องละ 4 คน ผู้มีสิทธิพักเดี่ยวได้แก่ หัวหน้างานการพยาบาลเฉพาะสาขา/หัวหน้าหอผู้ป่วยผู้ป่วย นอกจาก นี้ให้อยู่ในดุลพินิจ ของคณะกรรมการสวัสดิการบ้านพัก เป็นผู้ยื่นขอรับสวัสดิการบ้านพักต่อคณะกรรมการสวัสดิการบ้านพัก ที่ฝ่ายสนับสนุนการพยาบาล กลุ่มภารกิจ ด้านการพยาบาล กรณีเข้าพักโดยไม่ยื่นแบบฟอร์มขอรับสวัสดิการบ้านพัก คณะกรรมการสวัสดิการบ้านพักจะ พิจารณาตัดสิทธิ การรับสวัสดิการบ้านพักเป็นเวลา 3 ปี การโอนบ้านพักหรือให้กุญแจผู้อื่น เพื่อเข้าอยู่อาศัยโดยพลการจะกระทำ ไม่ได้ นอกจากจะได้รับ อนุญาตจาก คณะกรรมการบ้านพักแล้ว สวัสดิการหอพักพยาบาล/บ้านพักโรงพยาบาล ผู้มีสิทธิ์ขอรับสวัสดิการบ้านพัก 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. หลักเกณฑ์การจัดที่พักอาศัย 1. 2. 3. 4. 5. 6.


ต้องเป็นผู้ลงทะเบียนขอรับสวัสดิการบ้านพัก ต้องรับฟังคำ ชี้แจง ตักเตือนจากหัวหน้าหอผู้ป่วยพักและคระกรรมการสวัสดิการบ้านพัก ปฏิบัติตามกฎระเบียบของหอพัก ตรวจสอบของใช้ในห้องพัก (ถ้ามี) ก่อนเข้าพัก หากภายหลังพบการชำ รุดเสียหาย ผู้พักต้อง ดำ เนินการซ่อมแซม หรือชดใช้ค่าเสียหาย ผู้พักต้องชำ ระค่าส่วนกลางกับหัวหน้าหอผู้ป่วย/ผู้ที่ได้รับมอบหมายตามวัน เวลาที่กำ หนด และเข้าร่วม ประชุม หอพักตามวัน เวลาที่กำ หนด รักษาความสะอาดในบริเวณห้องและรอบ ๆ ห้องพัก ให้ทิ้งเศษอาหารหรือขยะในที่ ที่จัดไว้ให้ และสามารถให้ คณะกรรมการตรวจเยี่ยมได้ ไม่ส่งเสียงดัง หรือทำ เสียงรบกวนข้างห้อง เช่น เปิดวิทยุ ทีวี หรือตะโกนข้ามตึก ห้ามนำ บุคคลภายนอกมาค้างในห้องพัก ยกเว้นบิดา มารดา พี่น้องเพศหญิงที่ต้องพักอาศัยชั่วคราว ต้องแจ้ง หัวหน้าบ้านพักทราบก่อน และดูแลให้บุคคลที่พักอาศัยปฏิบัติตามระเบียบของหอพัก ไม่เล่นการพนัน สูบบุหรี่ ดื่มสุราหรือกระทำ การใด ๆ ที่ผิดกฎหมายและต้องไม่นำ สิ่งผิดกฎหมาย มาไว้ในหอพัก หรือบริเวณโรงพยาบาล ไม่เลี้ยงสัตว์/ให้อาหารสัตว์ในหอพัก หรือกระทำ การใดๆที่เป็นอันตรายต่อผู้พักอาศัยอื่น การย้ายออกจากหอพักต้องแจ้งให้หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลและหัวหน้าหอผู้ป่วยพักทราบ เพื่อคืนกุญแจ ห้องและแจ้งคืนสิ่งของเครื่องใช้ที่อยู่ในห้องตามรายการที่เขียนไว้เมื่อแรกเข้า ภายใน 30 วัน กรณีถูกยกเลิกสิทธิ การอยู่หอพักต้องส่งคืนกุญแจห้องและแจ้งคืนสิ่งของเครื่องใช้ที่ อยู่ในห้องภายใน 15 วัน ช่วยกันประหยัดในการใช้กระแสไฟฟูาและน้ำ ประปาหากใช้เกินสิทธิให้รับผิดชอบจ่าย ส่วนเกินเอง ผู้ขอรับสวัสดิการไม่เข้าพักอาศัยภายใน 10 วันหลังได้รับการอนุมัติให้เข้าพักอาศัย นำ บุคคลภายนอก เช่น สามี/เพื่อนชาย เข้าหอพักโดยไม่มีเหตุอันควรหรือไม่ได้รับอนุญาต เข้าพักในหอพักน้อยกว่า 3 วัน/สัปดาห์ ออกจากราชการหรือย้ายออกจากโรงพยาบาล แต่งงาน ลาศึกษาต่อ ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ฝ่าฝืนกฎระเบียบของบ้านพัก หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ขอรับสวัสดิการบ้านพัก 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. การยกเลิกสิทธิอยู่หอพัก 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7.


ดำ เนินชีวิตโดยปฏิบัติตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ ดำ รงตนเป็นคนดี มีคุณธรรม มีมนุษยสัมพันธ์ มารยาทงาม รักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของตน ปฏิบัติตนด้วยการใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ปฏิบัติงานตนตามกฎหมายบ้านเมือง อนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของธรรมชาติ เคารพในสิทธิหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น มีส่วนร่วมในกิจกรรมการส่งเสริม ยกย่อง สนับสนุนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 9. ปฏิบัติงานด้วย ความยุติธรรม ไม่มีอคติ ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ประกอบวิชาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช้หรือไม่ยินยอมให้ผู้อื่นประกอบวิชาชีพเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้ ปฏิบัติตนตามกฎหมายวิชาชีพและข้อบังคับของวิชาชีพ ยอมรับความเชื่อและค่านิยมของผู้อื่น ตระหนักในคุณค่าของตนเองและภูมิใจในวิชาชีพ พัฒนาตนเองให้มีความยึดมั่นในคุณงามความดีและความถูกต้องชอบธรรม พัฒนาตนเองให้มีความรู้ ทักษะในการปฏิบัติงานที่ทันสมัยอยู่เสมอ สามารถปรับตัวให้มีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม ปฏิบัติวิชาชีพด้วยเจตนาดีไม่คำ นึงถึงความแตกต่างด้านฐานะ ศาสนา เชื้อชาติ สังคม และ การเมือง ประกอบวิชาชีพโดยไม่มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตนเกินกว่าที่พึงได้รับ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อการเลือกใช้บริการของผู้รับบริการ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้รับบริการตามสิทธิ ให้บริการโดยคำ นึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้รับบริการ ไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้รับบริการเว้นแต่เป็นการรักษาพยาบาลหรือต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นตัวแทนผู้รับบริการที่สื่อความต้องการด้วยตนเองไม่ได้ ปกป้องการละเมิดสิทธิของผู้รับบริการในการรักษาพยาบาล ประกอบวิชาชีพโดยคำ นึงถึงความถูกต้อง ปลอดภัย และรวดเร็วต่อผู้รับบริการ ปฏิบัติการพยาบาลตามขอบเขตวิชาชีพพยาบาลเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้รับบริการ ส่งเสริมสนับสนุนการประกอบวิชาชีพของผู้ร่วมงาน ไม่ทับถมให้ร้าย หรือกลั่นแกล้งกัน ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นและความต้องการพื้นฐานของแต่ละคน พฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ คณะอนุกรรมการจริยธรรม สภาการพยาบาล (วาระ พ.ศ. 2541-2545)ได้กำ หนดเกณฑ์ของ จรรยาบรรณ วิชาชีพไว้ดังนี้ ด้านจริยธรรมทั่วไป 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. ด้านจริยธรรมวิชาชีพ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. 14. 15. 16. 17. 18. 19. 20.


21. เคารพในสิทธิยอมรับความสามารถตามศักยภาพของแต่ละคน 22. ยกย่องผู้มีความรู้ ความสามารถ และผู้ประพฤติดี 23. ละเว้นการส่งเสริม ปกป้องผู้ประพฤติผิด 24. ละเว้นการนำ ผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน 25. ช่วยเหลือผู้อื่นในวิสัยที่ช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องรอการร้องขอ 26. ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อประสานสัมพันธ์และมุ่งให้เกิดความสามัคคีในหน่วยงาน 27. ร่วมคิดและหาแนวทางแก้ไขปัญหาการประกอบวิชาชีพให้เกิดความร่วมมือที่ดีและ ปรับปรุง 28. พัฒนางานสม่ำ เสมอ 29. ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ร่วมงานในงานที่ชอบ 30.ส่งเสริมความเสมอภาคในการพัฒนาและความก้าวหน้าในหน้าที่ของผู้ร่วมงานและผู้ร่วมวิชาชีพ 31. เผยแพร่ชื่อเสียงและคุณค่าของวิชาชีพเพื่อเป็นแบบอย่าง 32. ดำ รงไว้ซึ่งสิทธิอันชอบธรรมในการประกอบวิชาชีพ 33. มีน้ำ ใจ และแสดงความเต็มใจในการให้บริการ 34.ไม่เรียกร้องหรือยอมรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่นใดนอกเหนือจากสิทธิ ที่พึงได้รับ 35. ให้ข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างถูกต้องครบถ้วนและเสมอภาค เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาล 1. มีบุคลิกภาพดี เหมาะสมในการประกอบวิชาชีพและในการดำ รงตนในสังคม 1.1 การแต่งกายถูกต้องตามระเบียบ สะอาดเรียบร้อย 1.2 รักษาสุขวิทยาส่วนบุคคล 1.3 วางตัวได้เหมาะสมตามกาลเทศะ น่าเชื่อถือเป็นแบบอย่างที่ดี สังคมยอมรับ 1.4 กิริยาท่าทางสุภาพ น้ำ เสียงอ่อนโยนใช้คำ สุภาพ 1.5 คล่องแคล่ว ว่องไว 1.6 สุขภาพแข็งแรง 1.7 สุขภาพจิตสมบูรณ์ 2. ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม สอดคล้องกับค่านิยมวัฒนธรรมและกฎเกณฑ์ของสังคม 2.1 ไม่มีประวัติการทำ งานผิดศีลธรรม 2.2 ดำ รงตนอยู่ในขอบเขตกฏหมายบ้านเมือง 2.3 ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ 2.4 รักษาระเบียบวินัยวัฒนธรรมขององค์กร 2.5 มีความเสียสละ 2.6 มีความเพียรพยายามมานะอดทน 2.7 ละเว้นการส่งเสริม ปกป้องผู้ประพฤติผิด 3. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี 3.1 กระตือรือร้นให้ความช่วยเหลือผู้รับบริการและผู้ร่วมงานอย่างเต็มความสามารถ 3.2 ยกย่องให้เกียรติ เคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน 3.3 สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดี 3.4 ได้รับการยอมรับจากอื่น


อัธยาศัยในการต้อนรับ ความสุภาพและความอ่อนโยน มีมนุษยสัมพันธ์ ความกระตือรือร้น การควบคุมอารมณ์ การให้ความภาคเสมอ การให้เกียรติ ตอบคำ ถามด้วยความเต็มใจ ให้คำ แนะนำ ที่เป็นประโยชน์ รับฟังและช่วยคลี่คล้ายปัญหาและให้คำ ปรึกษา 4. แสดงความเป็นมิตรต่อผู้รับบริการและประชาชนทั่วไป 4.1 ให้การต้อนรับด้วยอัธยาศัยที่ดี 4.2 สนใจรับฟังตอบข้อซักถามและอธิบายให้ผู้รับบริการทราบ ด้วยความเต็มใจ 5. ให้บริการพยาบาลด้วยความเอื้ออาทรเต็มใจ 5.1 ดูแลเอาใจใส่ ห่วงใยผู้รับบริการสม่ำ เสมอด้วยความเต็มใจและเท่าเทียมกัน 5.2 แสดงออกด้วยกิริยา วาจา น้ำ เสียงและสัมผัสที่อ่อนโยนอย่างเหมาะสม 6 รักษาสิทธิของผู้รับบริการ 6.1 ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้รับบริการ 6.2 ปกปูองสิทธิในความเป็นส่วนตัว และไม่เปิดเผยความลับของผู้รับบริการ 6.3 เป็นตัวแทนผู้รับบริการที่สื่อความต้องการด้วยตนเองไม่ได้ 6.4 ไม่ละเมิดสิทธิของผู้รับบริการ 7 มีความรับผิดชอบต่อตนเองผู้รับบริการและสังคม 7.1 ตรงต่อเวลา 7.2 ไม่ละทิ้งหน้าที่ 7.3 ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายได้สำ เร็จครบถ้วน 7.4 ช่วยเหลืองานนอกเหนือจากงานที่ได้รับมอบหมายตามโอกาสอันสมควร 8 ให้บริการด้วยเทคนิคที่ถูกต้องตามขอบเขตและมาตรฐานวิชาชีพ 8.1 ปฏิบัติการพยาบาลถูกต้องตามหลักการ วิธีการตรงกับปัญหาและความต้องการของ ผู้รับบริการ 9 มีการพัฒนาความรู้อย่างสม่ำ เสมอ ต่อเนื่องเกี่ยวกับการดำ รงตนในการประกอบวิชาชีพ 9.1 สนใจศึกษาค้นคว้าหาความรู้และทักษะด้านศาสตร์ ทางวิชาชีพ ศาสตร์ทางจริยธรรม และศาสตร์อื่น ๆ ที่เป็น ประโยชน์กับการปฏิบัติวิชาชีพและการดำ รงตนในสังคม 10 มีส่วนในการพัฒนาองค์กรวิชาชีพ 10.1 เป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพ 10.2 เข้าร่วมกิจกรรมในการพัฒนาวิชาชีพ 10.3 ส่งเสริมสนับสนุนและเผยแพร่กิจกรรมวิชาชีพ 10.4 ปฏิบัติตามมาตรฐานจรรยาบรรณและกฎหมายวิชาชีพ 10.5 ติดตามข้อมูลข่าวสารของวิชาชีพอย่างสม่ำ เสมอ เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมของพยาบาลโดยผู้รับบริการ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10.


อย่าสนใจพฤติกรรมบริการส่วนตัวลูกค้า มากกว่าพฤติกรรมบริการของเรา อย่านำ พฤติกรรมส่วนตัวมาใช้เป็นพฤติกรรมบริการ รับรู้การมาของลูกค้าอย่างรวดเร็วที่สุด อย่าเล่นสนุกบนความเดือดร้อนของลูกค้า เมื่อพบลูกค้าจงใช้พฤติกรรมที่ดีงามของเราไปสร้างให้เกิดพฤติกรรมที่ดีขึ้นกับลูกค้า แต่อย่าเปิดโอกาสให้ลูกค้า นำ พฤติกรรมที่ไม่ดีของเขามาสร้างให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ดีขึ้นกับเรา เมื่อบริการเกิดปัญหา จงรีบเสนอทางเลือกทางออกให้ลูกค้าให้มากและเร็วที่สุด วางกิริยาอาการให้ดูสงบ มั่นคง หนักแน่น จริงจัง แต่สุภาพอ่อนหวาน กระตือรือร้น รับรู้การมาของผู้รับบริการเร็วมากที่สุด ให้ความช่วยเหลือผู้รับบริการด้วยความ รวดเร็วและ ชำ นาญ ถ้าผู้ป่วยมีญาติมาด้วย ให้ถือว่าญาติคือส่วนหนึ่งที่จะต้องให้บริการ ต้องให้เกียรติ ให้ความสำ คัญ ถ้าญาติตามผู้ป่วยเข้ามาในห้อง เจ้าหน้าที่ต้องการเชิญให้ญาติรอข้างนอก ต้องพูดด้วยคำ พูดที่สุภาพ “ขอโทษ นะคะ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการช่วยเหลือผู้ป่วย ญาติกรุณารอข้างนอก นะคะ” ไม่อารมณ์เสีย ไม่เอะอะ ส่งเสียงดังแข่งกับผู้ป่วยและญาติ(ใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว) อธิบายอาการความรุนแรงของโรคขั้นตอนการรักษาให้ผู้ปุวยและญาติทราบเป็นระยะ เป็นสื่อกลางทำ ความเข้าใจระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยและญาติ พูดให้กำ ลังใจผู้ป่วยและญาติด้วยความตั้งใจ จะทำ อะไรกับผู้ป่วยและญาติ ต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนเสมอ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเหมาะสม เช่น ให้การพยาบาลระหว่างรอแพทย์ ทำ บัตรให้เอง 11. รักษาสิทธิของผู้รับบริการ 12. รักษาความลับของผู้รับบริการ 13. อธิบายให้เข้าใจทั้งก่อนและหลังการให้บริการ 14. ปลอบโยนให้กำ ลังใจ 15. ความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการบริการ 16. ความนิ่มนวลในการปฏิบัติการพยาบาล 17. มีน้ำ ใจ (สนใจ เต็มใจ เอาใจใส่) 18. ช่วยเหลือให้บรรเทาความเจ็บปวดหรือความไม่สุขสบาย 19. ความสะอาดเรียบร้อยในการแต่งกาย 20. พฤติกรรมโดยทั่วไปน่าเชื่อถือและน่าศรัทธา บัญญัติ 6 ประการ ของพฤติกรรมการบริการ 1. 2. 3. 4. 5. 6. พฤติกรรมบริการสำ หรับเจ้าหน้าที่อุบัติเหตุและฉุกเฉิน 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11.


สร้างความประทับใจแรกพบด้วยการบริการเชิงรุก คือมองหน้า สบตา ยิ้ม ทักทาย ไต่ถาม เชื้อเชิญ ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ผม ดิฉัน แทนผู้รับบริการว่า คุณ คุณลุง คุณปูา พูดมีหางเสียง “ครับ ค่ะ” ใช้ภาษา บริการ “สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ กรุณา” จนเคยชิน ควบคุมกิริยามารยาทให้สุภาพเรียบร้อย อบอุ่น เป็นมิตรกับผู้รับบริการทุกคนอย่างสม่ำ เสมอ ไม่ปฏิเสธ ไม่ตำ หนิ นินทาว่าร้ายผู้รับบริการหรือเพื่อนร่วมงาน อธิบายให้ผู้รับบริการทราบก่อนทุกครั้งที่จะทำ อะไรกับผู้รับบริการ แนะนำ ขั้นตอนบริการต่อไปให้ผู้รับบริการทราบเสมอ หรือให้เจ้าหน้าที่พาไปติดต่อกับส่วนอื่น ให้กำ ลังใจผู้รับบริการทุกครั้งที่มีโอกาส เป็นสื่อกลางสร้างความเข้าในระหว่างผู้รับบริการและแพทย์ ต้องอธิบายการนัดตรวจ นัดพบแพทย์ครั้งต่อไป ตลอดจนแนะนำ การตรวจพิเศษ การปฏิบัติตัวให้ ผู้รับบริการ เข้าใจ เมื่อบริการเกิดปัญหา รับฟังด้วยความสงบ ต้องแน่ใจว่าข้อมูลทุกอย่าง ทุกครั้งที่ให้แก่ผู้รับบริการจะต้องถูกต้องและครบถ้วน มีอะไรพอที่จะช่วยเหลือได้ ถึงผู้รับบริการไม่ร้องขอก็ให้ความช่วยเหลือ พยายามลดขั้นตอนที่ให้ผู้รับบริการทำ เองลงให้มากที่สุด โดยให้เจ้าหน้าที่ทำ แทน รับทันที่ที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ไม่ควรทิ้งให้กริ่งเรียกเกิน 3 ครั้ง อย่าให้คนอื่นรอนาน ยิ้มก่อนพูด (Put a smile in your voice) ใช้คำ พูด สวัสดีค่ะ แทนฮัลโหล ทุกครั้งที่รับโทรศัพท์ พูดว่า สวัสดีค่ะ ต่อด้วยการบอกสถานที่และ ยินดีรับใช้ค่ะ ก่อนเสมอ ในกรณีที่ปลายสายรอ ต้องให้บริการทุก 20 วินาที ไม่ปล่อยให้รออยู่ว่าง ๆ นานเกินไปเมื่อครบ 60 วินาที ให้ยุติ การติดต่อ โดยปลายสายเลือกเองว่าจะให้คนที่ต้องการพูดด้วยโทรกลับ ไปที่หมายเลข อะไร……………หรือจะ โทรมาใหม่ หรือจะให้ฝากข้อความไว้ ใช้โทรศัพท์พร้อมด้วยสำ นึกแห่งบริการ คือ พร้อมด้วยความร่วมมือ ช่วยเหลือบริการเท่าที่จะทำ ได้ เช่น กรณีที่ เขาต่อมาผิดเบอร์ ถ้าเรารู้ก็ช่วยบอกเขา ถ้าจำ เป็นต้องโอนสายก็โอนให้หรือช่วยตามคนที่ ต้องการจะพูดด้วย ใช้คำ ว่า สวัสดี เมื่อเริ่มและจบการสนทนา อย่าสนทนาหรือพูดโทรศัพท์ 2 เครื่อง หรือพูดคุยกับคนอื่นในขณะใช้โทรศัพท์ อย่าผูกขาดการพูดเสียคนเดียว อย่าออกนอกเรื่อง อย่าขัดจังหวะ อย่าจับผิด อย่าชวนทะเลาะ อย่าฟังเพียงอย่างเดียว คือ เงียบ หรือ ผงกหัว แต่ต้องส่งเสียงโต้ตอบไปเป็นครั้งคราว ให้ ความสำ คัญแก่คน และเรื่องราวที่ติดต่อมา ถ้าจำ ชื่อได้รีบเรียกชื่อเขาทันที อย่าจบการสนทนาโดยใจความยังไม่สมบูรณ์ชัดเจน อย่าพูดขณะที่มีอะไรอยู่ในปาก อย่าหายใจหรือพ่นลมในกระบอกโทรศัพท์ อย่าดัดเสียงให้ทุ้มแหลม ค่อยดัง ช้าเร็ว สูงต่ำ ผิดไปจากธรรมชาติ อย่าเผลอแสดงอาการหงุดหงิดรำ คาญ ฉุกเฉิน เบื่อหน่ายเมื่อปลายสายพูดไม่ถูกใจ พฤติกรรมบริการสำ หรับเจ้าหน้าที่ OPD (พยาบาล ห้องตรวจ – ซักประวัติ) 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. มาตรฐานการรับโทรศัพท์ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. 14.


15. อย่าใช้โทรศัพท์เป็นที่ระบายอารมณ์ หรือกล่าวโทษ นินทา ให้ร้ายคนอื่น 16. ในกรณีที่ให้ผู้อื่นมาร่วมสนทนาด้วย จะต้องบอกว่าคนที่พูดชื่ออะไร ความสำ คัญต่อการพูดอย่างไร 17. จดทุกครั้งที่รับโทรศัพท์ ข้อมูลข่าวสารใดที่ไม่เข้าใจ ถามก่อนที่จะผ่าน เมื่อมีโทรศัพท์ถึงคนที่ไม่อยู่ที่ ทำ งาน อย่าลืมใช้แบบฟอร์มการรับโทรศัพท์ 18. จบการพูดลงด้วยมิตรภาพ สบายใจ ขอบคุณ สวัสดี 19. ในกรณีที่เป็นฝ่ายรับต้องรอให้ฝุายเรียกมาวางหูก่อน ถ้าเราต้องการวางก่อน อย่าลืมใช้นิ้วตัด สัญญาณก่อนวาง 20. อย่าทิ้งคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าไปใช้โทรศัพท์ในกรณีที่กำ ลังสนทนากับคนอื่น เมื่อโทรศัพท์ดังขึ้นอย่า ทอดทิ้งคนที่ กำ ลังนั่งอยู่ข้างหน้าไปรับโทรศัพท์ ควรบอกให้ต่อเข้ามาใหม่ ในกรณีที่จำ เป็นต้องพูดก็ ควรขอโทษเขาก่อน 21. ขณะกำ ลังสนทนาอยู่กับใคร ไม่ควรต่อโทรศัพท์ถึงคนอื่นในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่เป็นประโยชน์ต่อ การ สนทนา 22. อย่าต่อโทรศัพท์ออกไปโดยไม่มีธุระอันควร 23. เมื่อต้องการถามชื่อ ต้องถามว่า ไม่ทราบว่าให้เรียนว่าใครจะเรียนสายด้วยค่ะหรือ จากไหนค่ะ 24. พูดโทรศัพท์ทุกครั้งจะต้อง ข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน กระบวนความภาพพจน์สวยงามประทับใจ


แนวทางปฏิบัติในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพ.ศ. ๒๕๕๙ ------------------------------------ ในปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ได้เข้ามามีบทบาทสาคัญในชีวิตประจำ วันของ ประชาชนเป็น อย่างมาก ผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ ด้านสุขภาพ ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานอื่นๆ ในระบบสุขภาพ ได้มี การใช้งานสื่อสังคม ออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ทั้งในเรื่องส่วนตัว และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ และ บทบาท หน้าที่ ด้านสุขภาพ การใช้งานสื่อ สังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ จำ เป็นจะต้อง มีความเหมาะสม เพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย องค์กร วิชาชีพ และระบบสุขภาพโดยรวมได้ ซึ่งที่ผ่าน มา ปรากฏกรณีที่มีประเด็น วิพากษ์วิจารณ์ ถึงความเหมาะสมในการใช้ งาน หรือแสดง ความเห็นบนสื่อ สังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้าน สุขภาพเป็นระยะๆ จึงควรมีแนวทางปฏิบัติในการ ใช้งานสื่อสังคม ออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ที่เป็น มาตรฐานกลางสาหรับสภาวิชาชีพและหน่วยงานต่างๆ ใน ระบบสุขภาพของประเทศไทยขึ้น เช่นเดียวกับ แนวทางปฏิบัติในลักษณะเดียวกันในต่างประเทศ โดยยึดหลักกฎหมาย และหลักจริยธรรมทางการแพทย์ที่ เกี่ยวข้องและกำ หนดแนวทางที่เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย เพื่อให้การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหมาะสม และมีจริยธรรม อันจะเป็นการ ธำ รงรักษาเกียรติภูมิและความเชื่อมั่นศรัทธาที่ประชาชน มีต่อวิชาชีพและการ ทำ งานขององค์กรและ บุคคลต่างๆ ในระบบสุขภาพ คณะกรรมการสุขภาพ แห่งชาติ จึงมีมติให้ประกาศใช้ แนวทางปฏิบัติในการใช้งานสื่อ สังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้าน สุขภาพฉบับนี้ขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางของ สภาวิชาชีพ สถานพยาบาล องค์กร ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ สุขภาพ ในการนำ ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทและ อำ นาจหน้าที่ของตน และเป็นแนวทาง เบื้องต้นสำ หรับการใช้งานอย่างเหมาะสมของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ต่อไป หมวด ๑ บททั่วไป ______________ ข้อ ๑ แนวทางปฏิบัติฉบับนี้ เป็นแนวทาง (guidelines) เบื้องต้น เพื่อประกอบการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งรวมถึงการใช้งานในเรื่องวิชาชีพ และการใช้งาน ส่วนตัวที่ อาจ เกี่ยวข้องหรือส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยวิชาชีพ หรือระบบสุขภาพ โดยรวมได้ สภาวิชาชีพ และ คณะกรรมการ การ ประกอบโรคศิลปะ ควรพิจารณานาแนวทางปฏิบัติฉบับนี้ ไปปรับใช้หรือกกำ หนดเป็นแนวทางในการกำ กับ การใช้งาน สื่อสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพในความ ดูแลของตน สถานพยาบาล และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับสุขภาพทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชนควร พิจารณา นำ แนวทางปฏิบัติฉบับนี้ไปปรับใช้หรือกำ หนดเป็นแนวทางในการ กำ กับการใช้งานสื่อสังคมออน ไลน์ ของบุคลากรที่สังกัดหรือปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรของตน ทั้งที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ด้าน สุขภาพโดยตรง และบุคคลอื่นที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางสุขภาพแก่ผู้ป่วย หรือเกี่ยวข้องกับข้อมูล สารสนเทศ สุขภาพหรือการสื่อสารสุขภาพ ซึ่งการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์อาจททำ ให้เกิดปัญหา ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อ การดำ เนินงานขององค์กรและระบบสุขภาพโดยรวมด้วย ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพไม่ว่าจะเป็นผู้ ประกอบวิชาชีพด้าน สุขภาพ ผู้ให้บริการทางสุขภาพ หรือบุคลากรอื่นที่ ทำ งานในระบบสุขภาพ ตลอดจนผู้ที่ทำ งานเกี่ยวข้องกับข้อมูล สารสนเทศสุขภาพ หรือการสื่อสารสุขภาพ และนิสิตนักศึกษา ที่กำ ลังศึกษาในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ควร พิจารณานำ แนวทางปฏิบัติฉบับนี้ ไปเป็นแนวทางในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของตนด้วย


ข้อ ๒ ในการนำ แนวทางปฏิบัติฉบับนี้ไปใช้ผู้เกี่ยวข้องควรคำ นึงถึงบริบท เหตุผลเจตนาความรุน แรง ความเสียหายและผลกระทบ วิสัย พฤติการณ์ความตระหนัก และสำ นึกความรับผิด ชอบของผู้กระทำ ตลอดจน ปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้นั้นประกอบกัน ผู้ใช้งานสื่อ สังคม ออนไลน์ สภา วิชาชีพ สถานพยาบาล และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ พึงติดตามความก้าวหน้า ของ เทคโนโลยีและ บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ และปรับใช้แนวทาง ปฏิบัติฉบับนี้ได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากทัศนคติ ความคาดหวัง และพฤติกรรม ของคนใน สังคม ตลอดจน ความ ก้าวหน้าของเทคโนโลยี มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว องค์ความรู้ที่เพิ่มมากขึ้น กฎหมาย และนโยบาย ของรัฐอาจเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา จึงควรมีการทบทวน และปรับปรุงแนวทางปฏิบัติฉบับนี้เป็น ระยะๆ ข้อ ๓ ในแนวทางปฏิบัติฉบับนี้ “ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ” หมายความว่า ผู้ประกอบ วิชาชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และหมายความรวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ตาม กฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการสาธารณสุข ชุมชนด้วย “ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ” หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ผู้ให้บริการทาง สุขภาพ และ บุคลากรอื่นที่ ทำ งานในระบบสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นงานทางคลินิก หรืองานด้านสาธารณสุข ทั้งเชิงรับ และเชิงรุก ตลอดจนผู้ที่ทำ งาน เกี่ยวข้องกับข้อมูลสารสนเทศสุขภาพหรือการสื่อสารสุขภาพ และนิสิต นักศึกษาที่กำ ลัง ศึกษาในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง กับสุขภาพ “สภาวิชาชีพ” หมายความว่า สภาวิชาชีพต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์ในการควบคุมการ ประพฤติของ ผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านสุขภาพในแต่ละสาขา และหมายความรวมถึงคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะ และ คณะกรรมการวิชาชีพ สาขาต่างๆ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะด้วย “ผู้ป่วย” หมายความว่า ผู้ป่วยตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และหมายความรวมถึง ผู้ที่รับบริการด้านสุขภาพ จากสถานพยาบาลหรือจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพด้วย “สื่อสังคมออนไลน์” หมายความว่า สื่อหรือช่องทางในการติดต่อสื่อสาร หรือแลกเปลี่ยน ข้อมูล ระหว่าง บุคคลโดยใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เน้นการสร้างและเผยแพร่เนื้อหาระหว่างผู้ใช้งานด้วยกัน (creation and exchange of usergenerated content) หรือสนับสนุนการสื่อสารสองทาง หรือการ นำ เสนอและเผยแพร่ เนื้อหาในวงกว้างได้ด้วย ตนเอง ซึ่งนิยมเรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่า social media หรือ social network ซึ่ง รวมถึงสื่อดังต่อไปนี้ (๑) กระดานข่าว (web board หรือ online forums) (๒) เครือข่ายสังคมออนไลน์(social networking services) เช่น Facebook, Google Plus, Myspace, LinkedIn, LINE, WhatsApp, Viber, Skype (๓) สื่อสาหรับการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนเนื้อหาที่เป็นภาพนิ่ง เสียง วีดิทัศน์หรือแฟ้มข้อมูล หรือให้บริการเนื้อที่เก็บข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (photo-sharing, audio-sharing, video-sharing, file-sharing, and online storage services) เช่น Flickr, Podcast, YouTube, Instagram, Dropbox, Google Drive, Microsoft OneDrive (๔) บล็อก (blogs) เช่น WordPress, Blogger และไมโครบล็อก(microblogs) เช่น Twitter (๕) เว็บไซต์สำ หรับการ สร้างและแก้ไขเนื้อหาร่วมกัน (wikis) เช่น Wikipedia (๖) เกมออนไลน์หรือโลกเสมือนที่มีผู้ใช้งานหลายคน(multi-user virtual environments) เช่น World of Warcraft, Second Life (๗) สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อออนไลน์อื่นในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันที่เปิดให้ใช้งานเพื่อ เป็นช่องทางสื่อสาร ระหว่างบุคคล ระหว่างกลุ่มบุคคล หรือกับสาธารณะ


หมวด ๒ หลักทั่วไปของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับสื่อสังคมออนไลน์ __________________ ข้อ ๔ หลักการเคารพกฎหมาย (Respect for the Law) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติ งานด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่าง เคร่งครัด ซึ่งรวมถึงประมวลกฎหมายอาญา กฎหมาย ว่าด้วยการกระทำ ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล กฎหมายว่าด้วย สุขภาพแห่งชาติ กฎหมายของวิชาชีพต่างๆ ด้านสุขภาพ และ กฎหมายที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น ข้อ ๕ หลักการเคารพในจริยธรรมแห่งวิชาชีพ (Respect for Professional Ethics) ในการใช้ งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตามหลักจริยธรรม และข้อบังคับ ว่า ด้วย การรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ตลอดจนข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้อง ของสภาวิชาชีพที่ตน เป็น สมาชิกอย่างเคร่งครัด การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอยู่ภายใต้ความ ควบคุมของสภา วิชาชีพ ในกรณีที่มีการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สภาวิชาชีพย่อมมีอำ นาจ หน้าที่ดำ เนินการตามที่บัญญัติใน กฎหมาย ข้อ ๖ หลักการเคารพในกฎระเบียบและนโยบายขององค์กร (Respect for Institutional Policy) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตามกฎระเบียบและนโยบายของ องค์กร ต่างๆ ที่ตนปฏิบัติงานหรือเป็นสมาชิกอยู่ในกรณีที่องค์กรนั้น มีกฎระเบียบหรือนโยบายเกี่ยวกับการใช้งาน สื่อ สังคมออนไลน์ หรือการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือนโยบายนั้น ในการใช้งาน สื่อสังคมออนไลน์ของตนอยู่เสมอ การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ของผู้ปฏิบัติ งาน ด้านสุขภาพ ที่ไม่สอดคล้องกับกฎ ระเบียบหรือนโยบายขององค์กรดังกล่าว อาจถูกลงโทษทางวินัย หรือมีผลต่อ หน้าที่การงานหรือสภาพการจ้างใน องค์กรได้ ข้อ ๗ หลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการหลีกเลี่ยงการทาให้ผู้อื่นเสียหาย (Respecting Human Dignity and Avoiding Defamation and Cyber-bullying) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหลีกเลี่ยงการกระ ทำ หรือการเผยแพร่เนื้อหาที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรืออาจทำ ให้ บุคคลอื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูก เกลียดชัง ถูกคุกคาม หรือถูกกลั่นแกล้ง (cyber-bullying) ข้อ ๘ หลักการรายงานพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ (Report of Misconduct) ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ รับรู้ว่ามีการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม โดยเพื่อน ร่วมงาน ผู้ปฏิบัติ งานด้านสุขภาพคนอื่น หรือบุคคลอื่นใด โดยเฉพาะหากเป็นกรณีที่มีความสำ คัญ หรือไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง พึงแจ้ง ให้ผู้นั้นทราบเพื่อพิจารณาหยุดการกระทำ ดังกล่าว และแก้ไขผล ที่เกิดขึ้น หรือรายงานให้ผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น สภา วิชาชีพ องค์กรที่ผู้นั้นปฏิบัติงานอยู่ หรือหน่วยงาน ที่มีหน้าที่กำ กับ ดูแลทราบเพื่อพิจารณาดำ เนินการตามอำ นาจ หน้าที่ต่อไป ทั้งนี้ตามความรุนแรงของการ กระทำ ความเหมาะสม ของสถานการณ์และวิสัยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ข้อ ๙ หลักเสรีภาพทางวิชาการ (Academic Freedom) ในฐานะผู้ปฏิบัติงานบนพื้นฐานความรู้ (knowledge workers) ที่อาศัยความรู้ทางวิชาการด้าน สุขภาพ เป็น สำ คัญ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการในการแสดงความเห็นหรือจุดยืน ทางวิชาการใน เรื่องต่างๆ แต่การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ต้องอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบต่อความเห็นนั้น และสอดคล้องกับ หลักการอื่นใน แนวทางปฏิบัตินี้ตลอดจนจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพของตน


หมวด ๓ หลักจริยธรรมทั่วไปของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับสื่อสังคมออนไลน์ __________________ ข้อ ๑๐ หลักการป้องกันอันตรายต่อผู้อื่น (Protection from Harms) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ หากพบการกระทำ ที่เป็นการ ละเมิดสิทธิของผู้ ป่วย หรืออาจเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ ทรัพย์สิน หรือชื่อเสียงของผู้ใดโดย เฉพาะกรณีที่ อาจส่งผลกระ ทบรุนแรง ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพควรแจ้งผู้ที่กระทำ การนั้นเพื่อให้ หยุดการกระทำ ดังกล่าว แจ้งผู้ที่อาจได้รับ อันตรายเพื่อให้หลบเลี่ยงจากอันตรายนั้น หรือแจ้งหน่วยงาน ที่มีหน้าที่กำ กับดูแล หรือรักษา ความสงบเรียบร้อย เพื่อ ระงับยับยั้งอันตรายและดำ เนินการกับผู้ที่กระทำ การดังกล่าว ทั้งนี้ ตามความรุนแรง ของการกระทำ ความเหมาะสม ของสถานการณ์ และวิสัยและ พฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ในกรณี ฉุกเฉินอันจำ เป็น เร่งด่วนและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ผู้ ประกอบวิชาชีพ ด้านสุขภาพ พึงให้การช่วยเหลือ เบื้องต้นเพื่อระงับยับยั้ง อันตรายดังกล่าว เท่าที่ตนอยู่ในฐานะที่จะ ช่วยได้ อย่างปลอดภัยตามกฎหมาย จริยธรรมแห่งวิชาชีพ ตลอดจน วิสัยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ข้อ ๑๑ หลักการมุ่งประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสาคัญ (Beneficence) ในการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพพึงมุ่งประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำ คัญ ไม่ ว่ากรณีใด การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์จะต้องไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการ สุขภาพแก่ผู้ป่วยหรือทำ ให้ผู้ ป่วยไม่ได้รับบริการสุขภาพด้วยมาตรฐานในระดับที่ดีที่สุดในสถานการณ์ นั้นๆภายใต้ความสามารถและข้อจำ กัดตาม ภาวะวิสัย และพฤติการณ์ที่มีอยู่ หมวด ๔ ความเป็นวิชาชีพ (Professionalism) __________________ ข้อ ๑๒ หลักการรักษาความเป็นวิชาชีพตลอดเวลา (Maintaining Professionalism) ในการ ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงรักษาความเป็นวิชาชีพด้วย การวางตัวอย่าง เหมาะสม โดยไม่จำ กัดแต่เพียงเฉพาะขณะปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น เนื่องจากการกระทำ ส่วนตัวนอกเวลา ปฏิบัติหน้าที่ย่อมส่งผลกระ ทบต่อความน่าเชื่อถือและความเป็นวิชาชีพในการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจน องค์กรวิชาชีพ และระบบสุขภาพโดยรวมได้ เสมอ ทั้งนี้ตามความเหมาะสมของบริบทและสถานการณ์ ข้อ ๑๓ หลัก “คิดก่อนโพสต์” (Pausing Before Posting) เนื่องจากเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ อาจคงอยู่อย่างถาวรตลอดไป และอาจถูกนำ ไปใช้โดยผู้อื่น ได้ผู้ปฏิบัติงาน ด้าน สุขภาพ จึงพึงมีสติคานึงถึงความเหมาะสม ข้อดีข้อเสีย และผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้น จากการ เผยแพร่เนื้อหาบน สื่อสังคมออนไลน์ก่อนทำ การเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวเสมอ (“คิดก่อนโพสต์”) นอกจากนี้ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงรับผิดชอบต่อการกระทำ ของตนทั้ง ในทางกฎหมาย ทางวินัย ทางจริยธรรม และทางสังคม ข้อ ๑๔ หลักการมีพฤติกรรมออนไลน์อย่างเหมาะสม (Appropriate Behaviors Online) ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงวางตัวอย่างเหมาะสมในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำ ที่ไม่ สุภาพหรือไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ การเล่าเรื่องขำ ขันที่ลามกหรือไม่สุภาพ การถ่ายภาพ และเผยแพร่


ภาพที่ อาจแสดงถึงการขาดความเป็นมืออาชีพหรือขาดความเป็นวิชาชีพ เช่น ภาพขณะดื่มสุรา เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ หรือใช้ยาเสพติด ภาพที่ส่อไปในทางเพศหรือลามกอนาจาร ภาพที่อุจาด หวาดเสียว หรือ รุนแรง การแสดงตัว หรือทา ให้เข้าใจได้ว่าเหยียดหยามหรือดูหมิ่นคนบางกลุ่ม เป็นต้น พึงระมัดระวังใน การแสดงความเห็นใน ลักษณะบ่นระบาย อารมณ์หรือการนินทา บนสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้าน สุขภาพ พึงระมัดระวังในการ แสดงความเห็นบนสื่อ สังคมออนไลน์ที่เป็นข้อถกเถียงหรือสุ่มเสี่ยง อย่างมาก ในสังคม เช่น ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์การเมืองการ ปกครอง เป็นต้น ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงใช้ ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการ เผยแพร่ภาพหรือเนื้อหาในขณะ ปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพ ในลักษณะที่อาจ ถูกมองว่าไม่เหมาะสมหรือไม่มีความ เป็นวิชาชีพได้เช่น การเผยแพร่ภาพถ่าย ในหอผู้ป่วย ห้องคลอด หรือ ห้องผ่าตัดขณะมีการดูแลหรือทำ หัตถการ กับผู้ป่วยอยู่ภาพถ่ายขณะให้การดูแลรักษาผู้ บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากปรากฏตัว ผู้ป่วยหรือข้อมูลของผู้ป่วยอยู่ในภาพหรือเนื้อหาดัง กล่าวด้วย ไม่ว่าจะสามารถระบุตัวตนของผู้ป่วยได้หรือไม่ก็ตาม ข้อ ๑๕ หลักการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวอย่างเหมาะสมและแยกเรื่องส่วนตัวกับวิชาชีพ (Privacy Settings and Separating Personal and Professional Information) ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงศึกษาและตั้งค่าความเป็นส่วนตัว (privacy settings) ของสื่อ สังคม ออนไลน์ที่ใช้งาน อย่างเหมาะสม เพื่อจำ กัดการเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นเรื่องส่วนตัวจากบุคคลภายนอกและ อาจพิจารณาแยกบัญชีผู้ใช้งาน (user account) หรือเนื้อหาที่เป็นเรื่องส่วนตัว กับเรื่องทางวิชาชีพออก จากกัน ข้อ ๑๖ หลักการตรวจสอบเนื้อหาออนไลน์ของตนอยู่เสมอ (Periodic Self-Auditing) ผู้ปฏิบัติ งานด้านสุขภาพ พึง ตรวจสอบเนื้อหาหรือข้อมูลของตนหรือเกี่ยวกับตนบนสื่อสังคมออนไลน์ และบน อินเทอร์เน็ตเป็นระยะ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลเกี่ยวกับตนเองมีความถูกต้อง และไม่มีเนื้อหาที่ไม่ เหมาะสม หรืออาจ สร้างผลเสียให้กับตนในภายหลังหลงเหลืออยู่ ข้อ ๑๗ หลักการกำ หนดขอบเขตความเป็นวิชาชีพกับผู้ป่วย (Professional Boundaries with Patients) เนื่องจากในการประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพมักมีอิทธิพล เหนือความคิด และการ ตัดสินใจของผู้ป่วย ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านสุขภาพ พึงกำ หนดขอบเขต ความเป็น วิชาชีพ (professional boundaries) และรักษาระยะห่าง (keep distance) กับผู้ป่วยให้เหมาะสม ข้อ ๑๘ หลักการกำ หนดขอบเขตความเป็นวิชาชีพกับผู้อื่น (Professional Boundaries with Others) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพพึงกำ หนดขอบเขตความ เป็นวิชาชีพ (professional boundaries) และรักษาระยะห่าง (keep distance) กับผู้บังคับบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน อาจารย์ นิสิต นักศึกษาหรือผู้รับการฝึกอบรม และบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ป่วยให้เหมาะสม และพึงตระหนัก และเคารพใน ความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น ตลอดจนไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นความ ลับของผู้อื่น ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ อาจเลือกที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้ หากพิจารณาแล้ว เห็นว่ามีผลดีมากกว่าผลเสีย ในกรณีเช่น นี้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพพึงกำ หนด ขอบเขตความเป็นวิชาชีพ และรักษาระยะห่างให้เหมาะสมเช่นเดียวกับใน ชีวิตจริง


หมวด ๕ การคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย (Protection of Patient Privacy) __________________ ข้อ ๑๙ หลักการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและการไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของ ผู้ป่วย (Protecting Information Security and Non-Disclosure of Patient Information) ในการ ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงให้ความสำ คัญกับการรักษาความมั่นคง ปลอดภัย ของ ระบบ สารสนเทศและข้อมูลสารสนเทศ (information security) อยู่เสมอ พึงระมัดระวัง ไม่ให้การใช้งาน สื่อ สังคม ออนไลน์ของตนส่งผลกระทบสำ คัญต่อความมั่นคงปลอดภัยหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวของ ข้อมูลผู้ป่วย และ พึงระมัดระวังไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลผู้ป่วยจากการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่มีความจำ เป็น และสมควรในการใช้ งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงตระหนักในหน้าที่ตาม กฎหมายในการ คุ้มครองความลับ (confidentiality) และความเป็นส่วนตัว (privacy) ของข้อมูลผู้ป่วย และพึงหลีกเลี่ยงการ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ของผู้ป่วยในประการที่สามารถระบุตัวตนของผู้ป่วยได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอม จากผู้ป่วยหรือผู้แทนโดยชอบ ธรรม หรือเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติและ แม้จะได้รับความยินยอมแล้วก็ตาม ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงพิจารณา ข้อดีข้อเสียของการเปิดเผยข้อมูล ส่วนบุคคลดังกล่าว ทั้งผลต่อผู้ป่วย ตนเอง และประโยชน์สาธารณะ ประกอบกัน อย่างรอบคอบ ในกรณี ที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ประสงค์จะเผยแพร่ เนื้อหาที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยในสื่อสังคม ออนไลน์ เพื่อประโยชน์ต่างๆ เช่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพด้วยกัน การแลกเปลี่ยน ความเห็นทางวิชาการ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงลบ (de-identify) ข้อมูลระบุตัว ตน (identifiers) ของผู้ป่วยทั้งหมด และ รายละเอียดอื่นที่อาจทำ ให้ผู้อื่นสามารถระบุตัวตน ของผู้ป่วยได้ออกก่อน ผู้ ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึง ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วย ที่แม้ไม่ได้ มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลใน ประการที่สามารถระบุ ตัวตนของผู้ป่วยได้โดยตรง แต่มีการระบุราย ละเอียดมากพอที่จะทำ ให้ผู้อื่นสามารถคาดเดา หรือระบุตัวตนของ ผู้ป่วยในภายหลังได้ (re-identification) เช่น แม้ไม่ได้มีการระบุชื่อหรือเลขประจำ ตัวผู้ป่วย แต่มี การเปิดเผย สถานพยาบาล หอผู้ป่วย และ/หรือ หมายเลขเตียงที่ผู้ป่วยนอนอยู่ เป็นต้น ข้อ ๒๐ หลักการให้ความยินยอมโดยได้รับการบอกกล่าว (Informed Consent) ในการขอความยินยอมจากผู้ป่วยหรือผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงแจ้งให้ ผู้นั้นทราบ วัตถุประสงค์ รูปแบบ ช่องทาง และผลดีผลเสียของการเก็บรวบรวม ใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วน บุคคลดังกล่าวให้ทราบ และเข้าใจอย่างถ่องแท้ พร้อมทั้งมีโอกาสซักถามก่อนให้ความยินยอม ทั้งนี้ต้องเป็น ความยินยอมโดยสมัครใจอย่าง แท้จริง หมวด ๖ การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม (Integrity) __________________ ข้อ ๒๑ หลักการไม่โฆษณา (Non-Advertising) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพพึงไม่โฆษณา ใช้จ้างหรือยินยอม ให้ ผู้อื่นโฆษณา การประกอบวิชาชีพ ความรู้ความชำ นาญในการประกอบวิชาชีพทั้งของตน และของผู้อื่น ใน ลักษณะที่ขัดกับข้อบังคับ ของสภาวิชาชีพว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ผู้รับอนุญาต และ ผู้ดำ เนินการ ตามกฎหมายว่าด้วยสถาน พยาบาล ต้องไม่โฆษณาหรือประกาศหรือยินยอม ให้ผู้อื่นโฆษณา หรือประกาศด้วย ประการใดๆ อันเป็นความผิดตาม กฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ผู้ปฏิบัติงาน ด้านสุขภาพ ต้องไม่โฆษณา ผลิตภัณฑ์สุขภาพในลักษณะที่เป็นความผิด ตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงกฎหมาย


ว่าด้วยเครื่องมือแพทย์กฎหมายว่า ด้วยเครื่องสำ อางค์ กฎหมายว่าด้วยยาและกฎหมายว่าด้วย อาหาร เนื่องจากสื่อ สังคมออนไลน์มีลักษณะเฉพาะ ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่ากรณีใดเข้าข่ายการโฆษณาที่ขัดกับ ข้อบังคับของสภาวิชาชีพหรือ กฎหมายหรือไม่ บุคคล ตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ควรสอบ ถามสภาวิชาชีพหรือหน่วยงานที่บังคับใช้ กฎหมายเพื่อความชัดเจน ข้อ ๒๒ หลักการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน (Full Disclosure) ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือบริการสุขภาพแก่ผู้ป่วย หรือประชาชน หรือผ่าน สื่อ สังคมออนไลน์ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงเปิดเผยอย่างชัดเจน ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ (conflicts of interest) ซึ่งรวมถึงผลประโยชน์ทั้งที่เป็นตัวเงินและ ไม่ใช่ตัวเงินที่ตน ได้รับจากผู้ประกอบธุรกิจ เกี่ยว กับผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือสถานพยาบาล ที่อาจมีผลต่อการให้ข้อมูล ดังกล่าว ทั้งนี้ โดยระบุรายละเอียดตามความ เหมาะสมกับสถานการณ์ ข้อ ๒๓ หลักการระบุวิชาชีพและความรู้ความชำ นาญของตน (Self-Identification) ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือบริการสุขภาพแก่ผู้ป่วยหรือประชาชน ผ่านสื่อสังคม ออนไลน์ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงระบุวิชาชีพและความรู้ความชำ นาญของตนที่เกี่ยวข้อง ตามความเป็นจริง เพื่อให้ ผู้รับข้อมูลสามารถประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ จะต้องไม่เป็นการโฆษณาที่ผิด จริยธรรมวิชาชีพหรือกฎหมาย ข้อ ๒๔ หลักการหลีกเลี่ยงการสำ คัญผิดว่าเป็นผู้แทนองค์กร (Avoiding Misrepresentation) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงระมัดระวังไม่ให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าตนกำ ลังให้ ข้อมูล หรือทำ หน้าที่ในฐานะผู้แทนขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง โดยไม่ถูกต้อง(misrepresentation) ในกรณีที่การ ใช้งานสื่อ สังคมออนไลน์มีโอกาสเข้าใจผิดดังกล่าวได้ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงระบุให้ ชัดเจนว่าเนื้อหา ดังกล่าวเป็นของตน และไม่ใช่ในฐานะผู้แทนขององค์กรนั้น ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือนโยบายเกี่ยวกับการใช้ ชื่อเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ขององค์กรที่ตน ปฏิบัติงานอยู่หรือเป็นสมาชิก และหลีกเลี่ยงการใช้ชื่อเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ เช่น โลโก้ขององค์กร นั้นในประการที่อาจทำ ให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าตนเป็นผู้แทนขององค์กรนั้นได้ ข้อ ๒๕ หลัก “เช็คก่อนแชร์” (“Fact Checking before Sharing”) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม หรือ ความน่าเชื่อถือ ของเนื้อหาที่เกี่ยวกับสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือบริการสุขภาพ ก่อนจะเผยแพร่ ต่อไป พึงให้ ข้อมูลตามความเป็น จริงและตามมาตรฐานวิชาชีพ และพึงหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ ข้อมูลเท็จ (false claims) ข้อมูลที่มีเจตนาชี้นำ โดยมิชอบ (misleading claims) หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้องกับความรู้ทางวิชาการหรือมาตรฐานของวิชาชีพ โดยเฉพาะ กรณีที่อาจเป็นอันตราย หากทำ ได้ควรอ้างอิงแหล่งที่มา หรือระบุ ว่าเป็นเนื้อหาที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนเพียง ใด หรือเป็นเพียง ความเห็นของตนหรือของผู้เชี่ยวชาญบาง คนไว้ด้วย หากผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ได้เผยแพร่เนื้อหา ที่อาจเป็นอันตราย ไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้องกับความรู้ ทางวิชาการ หรือมาตรฐานของวิชาชีพไปแล้ว และทราบภาย หลังว่าไม่ถูกต้องเหมาะสม ผู้ปฏิบัติงานด้าน สุขภาพพึงดำ เนินการตรวจสอบ และแก้ไข การเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าว หากทำ ได้ เช่น อาจลบข้อความเดิมที่เป็น ปัญหา แก้ไขข้อความเดิมให้ถูกต้อง หรือเผยแพร่ข้อความที่แก้ไขแล้วอีกครั้ง เป็นต้น ตลอดจนระงับยับยั้งไม่ให้ มีการเผยแพร่เนื้อหาเดิมหากทำ ได้ หากผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ได้รับรู้ถึงการเผย แพร่เนื้อหาที่ไม่ถูกต้อง เหมาะสมดังกล่าว โดยบุคคล อื่น ซึ่งเป็นกรณีที่อาจเกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้หลงเชื่อ และอยู่ ในวิสัยที่ตนสามารถดำ เนินการได้อาจ พิจารณาตรวจสอบ และชี้แจงแก้ไขเนื้อหาให้ถูกต้อง หรือแจ้งหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ตาม ความเหมาะสม และคำ นึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น


หมวด ๗ การให้คำ ปรึกษาออนไลน์ (Online Consultation) _________________ ข้อ ๒๖ หลักการปฏิบัติด้วยความระมัดระวังในการให้คำ ปรึกษาออนไลน์ (Cautious Practice for Online Consultation) ในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ได้รับคำ ปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพผ่านเทคโนโลยี สารสนเทศ หรือสื่อสังคม ออนไลน์จากผู้ป่วย หรือจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่น ผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านสุขภาพ พึง พิจารณาผลดีและผล เสียของการให้คำ ปรึกษาออนไลน์อย่างรอบคอบ พึงเลือกใช้ตามความจำ เป็นและเหมาะสม อย่างระมัดระวัง และคำ นึง ถึงข้อจำ กัด นอกจากนี้ พึงหลีกเลี่ยง การให้คำ ปรึกษา ในลักษณะที่แสดงถึงความ มั่นใจ ความชัดเจนแน่นอน โดยไม่ได้ คำ นึงถึงโอกาสเกิดปัญหา หรือภาวะ แทรกซ้อนที่รุนแรงหรือกรณีฉุกเฉิน ซึ่ง หากเกิดปัญหาขึ้น อาจนำ ไปสู่ปัญหา ความสัมพันธ์ หรือ การฟ้อง ร้องได้ ในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ พิจารณาแล้วเห็นว่า ควรให้คำ ปรึกษา ออนไลน์ ผู้ประกอบ วิชาชีพด้านสุขภาพพึงชี้แจงให้ผู้ป่วยเข้าใจ และ ตระหนักในความเสี่ยง และข้อจำ กัดของการให้ คำ ปรึกษา ออนไลน์ก่อนให้คำ ปรึกษาหรือคำ แนะนำ พร้อมทั้งให้ ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตัว และการรับบริการใน กรณี ฉุกเฉินหรือกรณีที่ไม่แน่ใจว่าเป็นอันตรายหรือไม่ ในกรณี ที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพไม่ประสงค์ จะให้คำ ปรึกษาออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพพึงตอบ ปฏิเสธอย่างสุภาพ โดยอาจชี้แจงเหตุผล ประกอบก็ได้ และ แนะนำ ให้ผู้นั้นติดต่อขอคำ ปรึกษาผ่านช่องทางปกติ ซึ่งอาจรวมถึงการให้บริการ การแพทย์ฉุกเฉินในกรณีจำ เป็น ข้อ ๒๗ หลักการบันทึกการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพ (Documentation of Professional Communications) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์เพื่อติดต่อสื่อสารกับผู้ป่วย หรือผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ผู้ปฏิบัติ งานด้านสุขภาพพึง บันทึกการให้ความยินยอมของผู้ป่วย (ถ้ามี) ข้อมูลและรายละเอียดการให้คำ ปรึกษา และรายละเอียดของการติดต่อ สื่อสารดังกล่าว ไว้เป็นส่วนหนึ่งของเวชระเบียน หรือประวัติสุขภาพ ของผู้ป่วย สำ หรับการอ้างอิงและเพื่อความต่อ เนื่องในการให้บริการผู้ป่วย หากอยู่ในวิสัยที่สามารถทำ ได้ ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยพนักงานกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2556 โดยที่เป็นการสมควรให้มีการปรับปรุงรูปแบบจ้างงานเจ้าหน้าที่ในส่วนราชการสังกัด กระทรวง สาธารณสุข เพื่อ ให้การปฏิบัติราชการเกิดความคล่องตัว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องกับ นโยบาย ในการแก้ไขปัญหา ความขาดแคลนอัตรากำ ลังคนที่เป็นภารกิจสำ หรับการ ปฏิบัติงานของ กระทรวงสาธารณสุข อาศัยอำ นาจตามความใน มาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ แผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่ แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบมติคณะ รัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2555 และมติ คณะกรรมการ กำ หนดเป้าหมาย และนโยบายกำ ลังคนภาครัฐในการ ประชุมครั้งที่ 3/2555 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2555 : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจึงวางระเบียบไว้ ดังนี้ ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่าระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยพนักงานกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2556" ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้อ 3 ในระเบียบนี้ "คณะกรรมการ" หมายความถึง คณะ กรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุขเรียกโดยย่อว่า "กพส."


"ส่วนราชการ" หมายความถึง กระทรวง กรม หรือส่วนราชการอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากรมใน สังกัดกระทรวง สาธารณสุข "หน่วยบริการ" หมายความถึง หน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขตามระเบียบ กระทรวงสาธารณสุขว่า ด้วยเงินบำ รุงของหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยให้หมายรวมถึง สถานศึกษาในสังกัดกระทรวง สาธารณสุขที่มีรายรับจากการผลิต ศึกษา ฟิกอบรม และการพัฒนา บุคลากรสาธารณสุข "การสาธารณสุข" หมายความถึง การบริหารด้านสาธารณสุข การส่งเสริมสุขภาพ การฟื้นฟู สมรรถภาพ การ รักษาพยาบาล การควบคุมและปูองกันโรค การศึกษาวิจัยค้นคว้า การชันสูตรและการ วิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์การ แพทย์ การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุข ตลอดจนการผลิต ศึกษา ฝึกอบรม และการพัฒนาบุคลากรสาธารณสุข "เงินรายได้ของหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข" หมายความถึง เงินบำ รุง ตาม ระเบียบกระทรวง สาธารณสุขว่าด้วยเงินบำ รุงของหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขหรือเงิน รายรับอื่นที่กระทรวงสาธารณสุข กำ หนด "พนักงานกระทรวงสาธารณสุข" หมายความถึง บุคคลซึ่งได้รับการจ้างและได้รับเงิน ค่าจ้าง จากเงินรายได้ของ หน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขตามระเบียบนี้ "สัญญาจ้าง" หมายความถึง สัญญาจ้างพนักงานกระทรวงสาธารณสุขตามระเบียบนี้ ข้อ 4 บรรดากฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับ คำ สั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีที่ กำ หนดให้ ข้าราชการหรือ ลูกจ้างของส่วนราชการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หรือ เป็นข้อห้ามในเรื่อง ใด ให้ ถือว่าพนักงาน กระทรวงสาธารณสุขต้องปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหรือเป็นข้อห้ามเช่นเดียวกับ ข้าราชการ และลูกจ้างของส่วน ราชการด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่เรื่องใดมีกำ หนดไว้แล้ว โดยเฉพาะในระเบียบนี้ หรือ ตาม เงื่อนไขของสัญญาจ้าง หรือเป็น กรณีที่ กพส. ประกาศกำ หนดให้พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ประเภทใด หรือตำ แหน่งในกลุ่มตามลักษณะงานใด ได้ รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติเข่นเดียวกับข้าราชการ หรือลูกจ้างของ ส่วนราชการในบางเรื่อง เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพ การปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวง สาธารณสุขในกรณีที่ กพส. เห็นสมควรอาจกำ หนดแนวทางการดำ เนินการตาม วรรคหนึ่ง เพื่อกำ หนดเป็น มาตรฐานทั่วไปให้หน่วยบริการปฏิบัติ ข้อ 5 ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามระเบียบนี้ หมวด 1 พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ข้อ 6 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขมีสองประเภท ดังต่อไปนี้ (1) พนักงานกระทรวงสาธารณสุขทั่วไป ได้แก่ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งปฏิบัติงาน ใน ลักษณะเป็นงานประจำ ซึ่งเป็นภารกิจหลักและภารกิจสนับสนุนทั่วไปของหน่วยบริการในด้าน งานเทคนิค งานบริการ งานบริหารทั่วไป งาน วิชาชีพเฉพาะ (2) พนักงานกระทรวงสาธารณสุขพิเศษ ได้แก่ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งปฏิบัติงาน ในลักษณะที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถหรือความเชี่ยวชาญสูงมากเป็นพิเศษ เพื่อปฏิบัติงาน ในเรื่องที่มี


ความสำ คัญและจำ เป็นเฉพาะเรื่องของหน่วยบริการ หรือมีความจำ เป็นต้องใช้บุคคลที่มีลักษณะดังกล่าว และไม่ สามารถหาผู้ปฏิบัติที่เหมาะสมในหน่วยบริการได้ ข้อ 7 ในการกำ หนดตำ แหน่งของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ให้กำ หนดตำ แหน่งโดยจำ แนก เป็น 3 กลุ่มตาม ลักษณะงาน ดังนี้ (1) กลุ่มเทคนิค บริการ และบริหารทั่วไป (2) กลุ่มวิขาชีพเฉพาะหรือกลุ่มที่ต้องปฏิบัติงานภายใต้พระราชบัญญัติวิชาชีพ (3) กลุ่มเชี่ยวชาญในแต่ละกลุ่มตามวรรคหนึ่ง กพส. อาจกำ หนดให้มีกลุ่มย่อยเพื่อให้เหมาะสม กับลักษณะงานของ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขได้ การกำ หนดให้พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ประเภทใดมีตำ แหน่งในกลุ่มใด และ การกำ หนดลักษณะงานและคุณสมบัติเฉพาะของกลุ่ม ให้เป็นไปตาม ประกาศของ กพส. ข้อ 8 ผู้ซึ่งจะได้รับการจ้างเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุขต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (1) มีสัญชาติไทย (2) มีอายุไม่ ต่ำ กว่าสิบแปดปี (3) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย (4) ไม่เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไร้ความสามารถ หรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็น โรคตามที่กำ หนดไวในกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการพลเรือน (5) ไม่เป็นผู้ดำ รงตำ แหน่งทางการเมือง กรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรค การเมือง (6) ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำ คุก โดยคำ พิพากษาถึงที่สุดให้จำ คุก เพราะกระทำ ความผิดทาง อาญา เว้นแต่เป็นโทษ สำ หรับความผิดที่ได้กระทำ โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (7) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออกปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ รัฐวิสาหกิจหรือ หน่วยงานอื่นของรัฐ (8) ไม่เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานอื่นของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ พนักงานหรือลูกจ้างของราชการส่วนท้องถิ่น (9) คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่ส่วนราชการกำ หนดไว้ในประกาศการสรรหา หรือการเลือกสรรบุคคลเพื่อ จ้างเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ ต้องเป็นไปเพื่อความจำ เป็นหรือ เหมาะสมกับภารกิจของส่วนราชการนั้น ความใน (1) ไม่ให้ใช้บังคับกับพนักงานกระทรวงสาธารณสุขชาวต่างประเทศ ซึ่งส่วนราชการ จำ เป็นต้องจ้างตามข้อ ผูกพันหรือตามความจำ เป็นในภารกิจของส่วนราชการ ในกรณีที่เห็นสมควร กพส. อาจประกาศกำ หนดคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามเพิ่มขึ้นหรือ กำ หนดแนวทางปฏิบัติ ของส่วนราชการในการจ้างพนักงานกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ของการกำ หนดให้มี พนักงานกระทรวงสาธารณสุขตามระเบียบนี้ ข้อ 9 การจ้างพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ให้จ้างได้ตามกรอบอัตรากำ ลัง โดยคำ นึงถึงภารกิจ ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสอดคล้องกับเป้าหมายการปฏิบัติราชการของหน่วยบริการ และต้องไม่กระทบ ต่อการให้บริการสุขภาพ ของประชาชน ทั้งนี้โดยได้รับความเห็นชอบจาก กพส. ข้อ 10 หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารงานบุคคล ที่ว่าด้วยวินัยและการรักษาวินัย การดำ เนินการ ทางวินัย การ ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ ให้นำ ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย


ลูกจ้างประจำ ของส่วนราชการ พ.ศ. 22537 มาใช้โดยอนุโลม ข้อ 11 การแต่งกายและเครื่องแบบปกติ ให้เป็นไปตามประกาศของ กพส. สำ หรับเครื่องแบบ พิธีการ ให้เป็นชุด สากลนิยม ข้อ 12 บัตรประจำ ตัวพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นไปตามประกาศของ กพส. ข้อ 13 วัน เวลา ทำ งาน ให้เป็นไปตามที่หน่วยบริการกำ หนด โดยเทียบเคียงกับลักษณะงานของ ตำ แหน่ง ข้าราชการหรือลูกจ้างประจำ หมวด 3 ระบบการจ้างพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ข้อ 16 การจ้างพนักงานกระทรวงสาธารณสุขและการทำ สัญญาจ้าง ให้ส่วนราชการเป็นผู้ว่าจ้าง โดย ให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กพส. กำ หนด ข้อ 17 เพื่อประโยชน์ของหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก พนักงาน กระทรวงสาธารณสุขอาจ ย้ายไปปฏิบัติงานในหน่วยบริการอื่นในส่วนราชการเดียวกัน โดยได้รับความยินยอม ของส่วน ราชการคู่สัญญา ทั้งนี้ให้ ถือว่าสัญญาจ้างเดิมยังมีผลใช้บังคับโดยให้เป็น ไปตามหลักเกณฑ์ที่ กพส. กำ หนด ข้อ 18 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่มีตำ แหน่งและลักษณะงานเช่นเดียวกับข้าราชการ อาจได้รับ การแต่งตั้งจากส่วนราชการให้เป็นผู้บังคับบัญชาหรือทำ หน้าที่ทำ นองเดียวกับข้าราชการได้ ทั้งนี้ พนักงาน กระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับการแต่งตั้งจะมีอำ นาจหน้าที่ใดให้เป็นไปตามกฎหมายว่า ด้วยการนั้น หมวด 4 ค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ ข้อ 19 ให้นำ บัญชีเงินเดือนข้าราชการหรือบัญชีค่าจ้างลูกจ้างประจำ มาใช้กำ หนดเป็นบัญชี ค่าจ้างของ พนักงาน กระทรวงสาธารณสุขโดยอนุโลมตามลักษณะงานที่จ้าง ทั้งนี้ กพส. อาจกำ หนด เงินเพิ่มอีก เพื่อเป็นเงิน ค่าจ้างแก่ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขโดยให้เป็นไปตามที่ กพส. กำ หนด ให้พนักงานกระทรวงสาธารณสุขได้รับการเพิ่มค่าจ้างและหรือค่าตอบแทนกรณีค่าจ้างเต็มอัตราตามผล การประเมินผล การปฏิบัติงานในวันที่ 1 ตุลาคม ทั้งนี้คุณสมบัติของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ที่จะได้รับเงินเพิ่มค่าจ้างและหรือค่า ตอบแทนตามที่ กพส. กำ หนด ข้อ 20 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มสำ หรับตำ แหน่งที่มีเหตุพิเศษ พื้นที่ ทุรกันดาร พื้นที่ พิเศษและขาดแคลนอัตรากำ ลังคน และเงินเพิ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ค่าจ้างก็ได้ ทั้งนี้ตาม หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ กพล. กำ หนด ข้อ 21 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขตำ แหน่งใดอาจได้รับสิทธิประโยชน์ ดังต่อไปนี้ (1) สิทธิเกี่ยวกับ การลาประเภทต่าง ๆ (2) สิทธิในการได้รับค่าจ้างระหว่างลา (3) สิทธิในการ ได้รับค่าตอบแทน การ ปฏิบัติงานนอกเวลางาน (4) ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง (5) ค่าเบี้ยประชุม (6) กองทุน สำ รองเลี้ยงชีพ ของพนักงาน กระทรวง สาธารณสุข (7) สิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม (8) สิทธิอื่น ๆ ที่ กพส.กำ หนด หลักเกณฑ์การได้ รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่ กพส. ประกาศกำ หนด ข้อ 22 การพัฒนา ศักยภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ให้นำ ระเบียบกระทรวง การคลัง ว่าด้วยการทำ สัญญา และการชดใช้เงินกรณีรับทุนลาศึกษา ฝึกอบรม


ปฏิบัติการวิจัย และปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ พ.ศ. 2548 และระเบียบสำ นักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการ ให้ข้าราชการ ไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการ วิจัยและดูงาน ณ ต่างประเทศ พ.ศ. 2549 มาใช้บังคับ โดยอนุโลม และ ต้องเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข มาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี จึงจะใช้สิทธิ ลาศึกษาต่อได้ หมวด 6 การสิ้นสุดสัญญาจ้าง ข้อ 24 สัญญาจ้างพนักงานกระทรวงสาธารณสุขสิ้นสุดลงเมื่อ (1) ครบกำ หนดตามสัญญาจ้าง (2) อายุครบหกสิบปี หรือขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามระเบียบนี้ (3) ตาย (4) ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานตามข้อ ๒๓ (5) ถูกปลดออก หรือไล่ ออก เฉพาะกระทำ ผิดวินัยอย่างร้ายแรง (6) เลิกจ้างเนื่องจากหน่วยบริการเสร็จสันภารกิจ (และฐานะทางการเงินของหน่วยบริการ) (7) ลาออก ข้อ 26 ในระหว่างการจ้าง พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้ใดประสงค์จะลาออกจากการปฏิบัติ งาน ให้ยื่นหนังสือ ลาออกต่อหัวหน้าหน่วยบริการตามหลักเกณฑ์ที่ กพส. ประกาศกำ หนด ข้อ 27 เพื่อประโยชน์ของทางราชการ ส่วนราชการอาจมอบหมายให้พนักงานกระทรวง สาธารณสุขไป ปฏิบัติงาน นอกเหนือจากเงื่อนไขที่กำ หนดในสัญญาจ้างได้ โดยไม่มีเหตุให้พนักงาน กระทรวงสาธารณสุข อ้างขอเลิกสัญญาจ้าง หรือเรียกร้องประโยชน์ตอบแทนใด ๆ ในการนี้ส่วนราชการ อาจกำ หนดให้ ค่าล่วงเวลา หรือค่าตอบแทนอื่นจากการสั่ง ไปปฏิบัติงานดังกล่าวก็ได้ ข้อ 28 ในกรณีที่บุคคลใดพ้นจากการเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุขแล้ว หากในการ ปฏิบัติงาน ของบุคคลนั้น ในระหว่างที่เป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ส่วนราชการ หรือหน่วยบริการ ให้บุคคลดัง กล่าวต้องรับผิดชอบในความเสียหายดังกล่าว เว้นแต่ความ เสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย ในการนี้ส่วนราชการหรือ หน่วยบริการอาจหักค่าจ้างหรือเงินอื่นใด ที่บุคคลนั้นจะได้รับจากส่วนราชการไว้ เพื่อชำ ระค่าความเสียหายดังกล่าว ก็ได้ ทั้งนี้ให้นำ พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของ เจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาใช้โดยอนุโลม หมวด 8 การประเมินผลการปฏิบัติงาน ข้อ 23 ในระหว่างสัญญาจ้าง ให้หน่วยบริการจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน กระทรวง สาธารณสุข ดังต่อไปนี้ (1) การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขทั่วไป ให้นำ ผลการ ประเมินไปใช้เป็นข้อมูล ประกอบการพิจารณาในกรณีดังต่อไปนี้ (ก) การประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มค่าจ้าง


(ข) การประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อต่อสัญญาจ้าง (2) การประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขพิเศษให้กระทำ ในกรณี การประเมินผลสำ เร็จ ของงานตามช่วงเวลาที่กำ หนดไว้ในสัญญาจ้าง หรือเพื่อต่อสัญญาจ้าง หลักเกณฑ์ ว่าด้วยการประเมินผลการปฏิบัติ งานเพื่อเพิ่มค่าจ้าง และต่อสัญญาจ้างของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นไปตามที่ กพส. กำ หนด ข้อ 24 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้ใดไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงาน ตามข้อ 23 (1) ข ให้ถือว่า สัญญาจ้างของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้นั้นสิ้นสุดลง โดยให้หน่วยบริการแจ้งให้ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ทราบผลการประเมินผลการปฏิบัติงาน ของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้นั้น ประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สิทธิประโยชน์ของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขทั่วไป พ.ศ 2556 เพื่อให้การกำ หนดสิทธิประโยชน์พนักงานกระทรวงสาธารณสุขเป็นมาตรฐานให้ส่วนราชการใน สังกัด ถือปฏิบัติอาศัย อำ นาจตามความในข้อ 21 ของระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยพนักงาน กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ2556 . คณะ กรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข จึงออกประกาศ ไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ในประกาศนี้ "ปี" หมายความว่า ปีงบประมาณ ข้อ 2 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขมีสิทธิลาในประเภทต่าง ดังต่อไปนี้ (1) การลาป่วย (2) การลาคลอดบุตร (3) การลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร (4) การลากิจส่วนตัว (5) การลาพักผ่อน (6) การลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์ (7) การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล (8) การลาไปศึกษา อบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงาน ในประเทศ ข้อ 3 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขมีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างลาตามข้อ 2 โดยให้เป็นไปตาม ตารางที่ 1 สำ หรับ อำ นาจอนุญาตการลาประเภทต่าง ๆ ให้เป็นไปตามตารางที่ 2 ข้อ 4 ให้พนักงานกระทรวงสาธารณสุขได้รับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ดังนี้ (1) ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง หรือระเบียบ หรือข้อบังคับกระทรวง สาธารณสุขว่าด้วยการนั้นโดยอนุโลม (2) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ของข้าราชการโดย อนุโลม (3) ค่าเบี้ยประชุม ตามกฎหมายว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ โดยอนุโลม (4) ค่าใช้จ่ายในการ'ฝึกอบรม ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ของส่วนราชการ โดย อนุโลม ข้อ 5 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้ใดถึงแก่ความตายในระหว่างรับราชการ ให้จ่ายเงินช่วย


พิเศษจำ นวน สามเท่าของค่าจ้างเต็มเดือนที่พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้นั้นมีสิทธิได้รับในเดือนที่ถึงแก่ ความตาย ให้จ่ายแก่บุคคลซึ่งได้แสดงเจตนาไว้ โดยทำ เป็นหนังสือตามแบบที่ กพส.กำ หนดยื่นต่อ หน่วยงานผู้จ้าง กรณีไม่ได้ทำ เป็นหนังสือแสดงเจตนาไว้ ให้จ่ายแก่ทายาทตามกฎหมายที่กำ หนดไว้ใน มาตรา 24 แห่ง พระราชกฤษฎีกาการจ่าย เงินเดือน เงินปี บำ เหน็จ บำ นาญ และเงินอื่นในลักษณะ เดียวกัน พ.ศ2534 . และที่ แก้ไขเพิ่มเติม พนักงานกระทรวง สาธารณสุขผู้ใด ตายในระหว่างละทิ้งหน้าที่ ราชการโดยไม่มีเหตุผล อันสมควรหรือหนีราชการห้ามมิให้จ่ายเงินช่วย พิเศษ ข้อ ๖ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์การลาออกจากการปฏิบัติงานในระหว่างสัญญาจ้าง ของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขทั่วไป พ.ศ.2556 โดยที่เป็นการสมควรกำ หนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการลาออกจากการปฏิบัติงานใน ระหว่างสัญญาจ้าง ของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นไปด้วยความ เรียบร้อย และมีมาตรฐานเดียวกัน อาศัยอำ นาจตามความในข้อ 26 แห่งระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยพนักงานกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2556 คณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข จึงออก ประกาศไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ผู้มีอำ นาจอนุญาตการลาออกตามหลักเกณฑ์นี้ คือ หัวหน้าส่วนราชการ ข้อ 2 พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้ใดประสงค์จะลาออกจากการปฏิบัติงานในระหว่าง สัญญาจ้าง ให้ยื่นหนังสือขอ ลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่งตามแบบหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติ งาน ท้ายประกาศนี้การยื่น หนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติงาน ยกเว้นกรณีลาออกเพื่อดำ รงตำ แหน่ง ทางการเมืองหรือเพี่อสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาก่อนวันขอลาออกไม่ น้อยกว่า 30 วัน และให้การลาออกมีผล นับตั้งแต่วันที่ผู้นั้น ขอลาออกจากการปฏิบัติงาน หนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติงานที่ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกน้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ได้ รับอนุญาตเป็นลาย ลักษณ์อักษรจากหัวหน้าส่วนราชการ หรือกรณีที่มิได้ระบุวันขอลาออก ให้ถือวันถัด จากวัน ครบกำ หนด 30 วัน นับ ตั้งแต่วันยื่นเป็นวันขอลาออกจากการปฏิบัติงาน ในกรณีมีเหตุผลความจำ เป็นเป็นพิเศษ ผู้บังคับบัญชาจะอนุญาตให้พนักงานกระทรวง สาธารณสุข ซึ่งประสงค์จะลา ออกจากการปฏิบัติงานในระหว่างสัญญาจ้างยื่นหนังสือขอลาออกล่วงหน้า น้อยกว่า 30 วัน ก็ได้ ข้อ 3 เมื่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่งของผู้ขอลาออกจากการปฏิบัติงานได้รับหนังสือขอ ลาออกแล้ว ให้บันทึก วันยื่นหนังสือขอลาออกนั้นไว้เป็นหลักฐาน และให้ตรวจสอบว่าหนังสือขอลาออก ดังกล่าว ได้ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอ ลาออกไม่น้อยกว่า 30 วัน หรือไม่ พร้อมทั้งพิจารณาเสนอความเห็น ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไปแต่ละระดับเสนอ ความเห็นตามลำ คับ จนถึงหัวหน้าส่วนราชการ ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติงานนั้น ข้อ 4 เมื่อหัวหน้าส่วนราชการได้รับหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติงานของพนักงาน กระทรวงสาธารณสุขผู้ใดแล้ว ถ้าเป็นหนังสือขอลาออกที่ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกไม่น้อย กว่า 30


วัน หรือ ที่มิได้ ระบุวันขอลาออกให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาว่า จะสั่งอนุญาตให้ผู้นั้นลาออกจาก การปฏิบัติงาน หรือจะสั่งยับยั้งการอนุญาตให้ลาออก โดยให้ดำ เนินการ ดังนี้ (1) ในกรณีที่หัวหน้าส่วนราชการ พิจารณาเห็นว่าควรอนุญาตให้ลาออกจากการ ปฏิบัติงาน ในระหว่างสัญญาจ้างได้ ให้หัวหน้าส่วนราชการ มีคำ สั่งอนุญาตให้ลาออก เป็นลายลักษณ์อักษรให้เสร็จสิ้นก่อนวันขอ ลาออกแล้วแจ้งคำ สั่งดังกล่าว ให้ผู้ขอลาออก ทราบก่อนวันขอลาออกด้วย (2) ในกรณีที่หัวหน้าส่วนราชการ พิจารณาเห็นว่าควรยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกจากการ ปฏิบัติงานในระหว่าง สัญญาจ้าง เนื่องจากจำ เป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการให้หัวหน้า ส่วนราชการ มีคำ สั่งยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกเป็น ลายสักพนอักษรให้เสร็จสิ้นก่อนวันขอลาออกแล้วแจ้งคำ สั่ง ดังกล่าวพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ขอลาออกทราบก่อนวันขอลา ออกด้วย ทั้งนี้ การยับยั้งการอนุญาตให้ ลาออกให้สั่งยับยั้งได้ เพียงครั้งเดียว ไม่เกิน 90 วัน ในกรณีเป็นหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติงานที่ยื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออก น้อยกว่า 30 วัน เมื่อหัวหน้าส่วน ราชการได้รับหนังสือขอลาออกดังกล่าวแล้ว ให้มีคำ สั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ก่อนวันขอลาออกว่าจะอนุญาตให้ยื่นล่วง หน้าก่อนวันขอลาออกน้อยกว่า 30 วัน ตามที่ผู้ขอลาออก ได้ยื่นไว้หรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อจะได้ทราบว่าวันขอลาออกในกรณี ดังกล่าว คือ วันที่ระบุไว้ในหนังสือขอ ลาออก หรือวันถัดจากวันครบกำ หนด 30 วันนับแต่วันยื่นหนังสือขอลาออก แล้วให้พิจารณาดำ เนิน การตาม (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี ข้อ 5 ในกรณีที่ผู้ขอลาออกจากการปฏิบัติงานได้ออกไปโดยผลของกฎหมาย เนื่องจากหัวหน้า ส่วนราชการ มิได้มีคำ สั่งอนุญาตให้ลาออกและมิได้มีคำ สั่งยับยั้งการอนุญาตให้ลาออก ก่อนวันขอลาออก หรือ เนื่องจากครบกำ หนดเวลา ยับยั้งการอนุญาตให้ลาออก ให้หัวหน้าส่วนราชการมีหนังสือแจ้งวันออก จากการปฏิบัติงานให้ผู้ขอลาออกทราบตามที่ เห็นสมควร นับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากการปฏิบัติงานและ แจ้งให้ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบด้วย ข้อ 6 การยื่นหนังสือขอลาออกจากการปฏิบัติงานเพื่อดำ รงตำ แหน่งทางการเมืองหรือเพื่อ สมัครรับเลือกตั้ง ตามข้อ 6 วรรคสอง ให้ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปขั้นหนึ่งอย่างช้าภายในวันที่ ขอลาออก จากการปฏิบัติงาน และให้ผู้ บังคับบัญชาดังกล่าวเสนอหนังสือขอลาออกนั้นต่อผู้บังคับบัญชา เหนือขึ้นไป ตามลำ ดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการโดย เร็ว ข้อ 7 เมื่อหัวหน้าส่วนราชการ ได้รับหนังสือขอลาออกตามข้อ 2 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วให้มีคำ สั่งอนุญาตให้ลา ออกจากราชการได้ตั้งแต่วันที่ขอลาออก ข้อ 8 ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการลาของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ตามประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสิทธิประโยชน์ ของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขทั่วไป พ.ศ. 2556 เพื่อให้พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่ได้สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการลา ภายใต้ประกาศคณะ กรรมการบริหาร พนักงานกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สิทธิประโยชน์ของพนักงานกระทรวง สาธารณสุข ทั่วไป พ.ศ. 2556 ปฏิบัติเป็น แนวทางเดียวกัน อาศัยอำ นาจตามข้อ 4 วรรคสอง แห่งระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยพนักงานกระทรวง สาธารณสุข พ.ศ. 2556 จึงกำ หนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการลาของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขไว้ดังนี้


1. ผู้มีอำ นาจพิจารณาหรืออนุญาต และการใช้อำ นาจพิจารณาหรืออนุญาตการลาสำ หรับ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นไปตามตารางแนบท้ายประกาศคณะกรรมการบริหาร พนักงานกระทรวง สาธารณสุข เรื่อง สิทธิประโยชน์ของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขทั่วไป พ.ศ. 2556 ในกรณีที่ผู้มีอำ นาจอนุญาตการ ลาตามประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข กำ หนด ไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ และผู้ลามีเหตุจำ เป็นเร่งด่วนไม่อาจรอขออนุญาต จากผู้มีอำ นาจได้ ให้ผู้ลาเสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้มีอำ นาจอนุญาต การลาชั้นเหนือชั้นไปเพื่อพิจารณา และเมื่ออนุญาตแล้ว ให้แจ้งผู้มีอำ นาจตามตารางแนบท้ายของประกาศดังกล่าว ทราบด้วย การลาของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขในช่วงก่อนและหลงวันหยุดราชการประจำ สัปดาห์หรือ วันหยุดราชการ ประจำ ปีเพื่อให้มีวันหยุดต่อเนื่องกัน ให้ผู้มีอำ นาจพิจารณาหรืออนุญาตใช้ดุลยพินิจตาม ความเหมาะสมและจำ เป็นที่ จะอนุญาตให้ลาได้ โดยมีให้เสียหายแก่การปฏิบัติราชการ 2. การนับวันลาให้นับตามปีงบประมาณการนับวันลาเพื่อประโยชน์ในการเสนอ หรือจัดส่ง ใบลา และอนุญาตให้ลา สำ หรับการลาทุก ประเภท จะต้องนับต่อเนื่องกัน โดยนับวันหยุดราชการ ที่อยู่ในระหว่างวันลาประเภทเดียวกันรวม เป็นวันลาด้วยการนับวันลา เพื่อประโยชน์ในการคำ นวณวันลา หากเป็นวันลาป่วย วันลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอด บุตร วันลากิจส่วนตัว และวันลาพักผ่อนให้นับ เฉพาะวันทำ การ โดยหักวันหยุดราชการที่มีอยู่ระหว่างนั้น ออก เพื่อให้ เหลืออยู่เฉพาะวันเปิดทำ การที่ จะต้องนำ ไปคำ นวณวันลา ส่วนวันลาประเภทอื่นให้นับ ต่อเนื่องกันโดยนับวันหยุด ราชการที่อยู่ใน ระหว่างวันลาประเภทเดียวกันรวมเป็นวันลาด้วย การลาป่วยหรือการลากิจส่วนตัว ซึ่งมีระยะเวลา ต่อ เนื่องกันจะเป็นในปีเดียวกันหรือไม่ก็ตาม ให้ นับเป็นการลาครั้งหนึ่ง ถ้าจำ นวนวันลาครั้งหนึ่งรวมกัน เกินอำ นาจของผู้ มีอำ นาจอนุญาตระดับใด ให้นำ ใบลา เสนอขึ้นไปตามลำ ดับจนถึงผู้มีอำ นาจอนุญาต พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับอนุญาตให้ลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร ลากิจส่วนตัว หรือลาพักผ่อน ซึ่งได้ หยุดราชการไปยังไม่ครบกำ หนด ถ้ามีราชการจำ เป็นเกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอำ นาจ อนุญาตจะเรียกตัวมา ปฏิบัติงานระหว่างการลาก็ได้ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่ถูกเรียกกลับมาปฏิบัติงานระหว่างการลาให้ถือว่าการลาเป็นอันสิ้นสุดก่อนวันมา ปฏิบัติงาน เว้นแต่ผู้มีอำ นาจอนุญาตเห็นว่าการเดินทางต้องใช้เวลา ให้ถือว่าสิ้นสุดก่อน วันเดินทางกลับ การลาครึ่งวันในตอนเช้า หรือ ตอนบ่าย ให้นับเป็นการลาครึ่งวันตามประเภทของการลานั้น ๆ พนักงานกระทรวง สาธารณสุขซึ่งได้รับอนุญาตให้ลา หากประสงค์จะยกเลิกวันลาที่ยังไม่ได้หยุด ราชการ ให้เสนอขอยกเลิกวันลาต่อผู้ บังคับบัญชาตามลำ ดับจนถึงผู้มีอำ นาจอนุญาตการลา และให้ถือว่า การลาเป็นอันสิ้นสุดก่อนวันมาปฏิบัติงาน 3. เพื่อควบคุมการปฏิบัติงานของพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ให้ส่วนราชการจดทำ บัญชี ลงเวลาการปฏิบัติงานของ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขในสังกัด โดยใช้แบบเช่นเดียวกับของข้าราชการ โดยอนุโลมหรือจะใช้เครื่องบันทึกเวลา การปฏิบัติงานแทนก็ได้แต่จะต้องมีหลักฐานให้สามารถ ตรวจสอบ วันเวลา การปฏิบัติงานไต้ด้วย 4. การลาให้ใช้แบบการลาตามระเบียบสำ นักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของ ข้าราชการ พ.ศ. 2555 หรือที่แก้ไขเพิ่ม เติม โดยอนุโลม กรณีจำ เป็นหรือรีบด่วนจะใช้ใบลาที่มีข้อความไม่ครบถ้วนตาม แบบ หรือจะลาโดยวิธีการอย่างอื่น ก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องส่งใบลาตามแบบในวันแรกที่มาปฏิบัติงาน ส่วนราชการอาจนำ ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาประยุกต์ใช้ในการเสนอใบลา อนุญาตให้ลา และ ยกเลิกวันลา สำ หรับการ ลาป่วย ลากิจส่วนตัว หรือลาพักผ่อน ก็ได้ทั้งนี้ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว จะต้องเป็นระบบที่มีความปลอดภัย รัดกุม สามารถตรวจสอบตัวบุคคล และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการลา


เป็นหลักฐาน ในราชการได้ 5. พนักงานกระทรวงสาธารณสุขประสงค์จะไปต่างประเทศในระหว่างการลาตามประกาศคณะ กรรมการบริหาร พนักงานกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สิทธิประโยชน์ชองพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ทั่วไป พ.ศ. 2556 หรือใน ระหว่างวันหยุดราชการให้เสนอขออนุญาตต่อผู้บังคับบัญชาตามลำ ดับจนถึง หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ที่ได้รับมอบ หมายจากหัวหน้าส่วนราชการ 6. พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้ใดไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้อันเนื่องมาจากพฤติการณ์พิเศษ ซึ่งเกิดขึ้นกับบุคคล ทั่วไปในท้องที่นั้น หรือพฤติกรรมพิเศษซึ่งเกิดขึ้นกับพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ผู้นั้น และมีได้เกิดจากความ ประมาทเลินเล่อหรือความผิดของพนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้นั้นเอง โดย พฤติกรรมพิเศษดังกล่าวร้ายแรงจนเป็น เหตุขัดขวาง ทำ ให้ไม่สามารถมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ตั้ง ตามปกติ ให้พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้นั้นรีบรายงาน พฤตการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งอุปสรรคขัดขวาง ที่ทำ ให้มาปฏิบัติงานไม่ได้ต้องรายงาน ผู้บังคับบัญชาตามลำ ดับจนถึง หัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ที่ได้รับ มอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการในวันแรก ที่มาปฏิบัติงานในกรณีที่หัวหน้าส่วน ราชการหรือผู้ที่ได้รับ มอบหมายจาก หัวหน้าส่วนราชการ เห็นว่าการที่พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้นั้นไม่สามารถ มา ปฏิบัติงานได้เป็นเพราะ พฤติกรรมพิเศษตามวรรคหนึ่ง ให้สั่งให้การหยุดราชการชองพนักงานกระทรวง สาธารณสุขผู้นั้นไม่นับเป็น วันลาตามจำ นวนวันที่ไม่มาปฏิบัติงานได้ อันเนื่องมาจากพฤติกรรมพิเศษ ดังกล่าวถ้าเห็น ว่าไม่เป็นพฤติการณ์พิเศษให้ถือว่าวันที่พนักงานกระทรวงสาธารณสุขผู้นั้นไม่มา ปฏิบัติงานเป็นวันลากิจส่วนตัว 7. วิธีปฏิบัติเกี่ยวกบการลาตามประเภทต่าง ๆ ให้ดำ เนินการด้งนี้ 7.1 การลาป่วย พนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งประสงค์จะลาป่วยเพื่อรักษาตัว ให้เสนอหรือ จัดส่งใบลาต่อผู้บังคับ บัญชาตามลำ ดับจนถึงผู้มีอำ นาจอนุญาตก่อนหรือในวันที่ลาในกรณีจำ เป็นจะเสนอ หรือจัดส่งใบลาในวันแรกที่มา ปฏิบัติงานก็ไต้ ในกรณีที่พนักงานกระทรวงลาธารณสุขผู้ขอลามีอาการป่วยจนไม่สามารถจะลงชื่อในใบลา ได้จะให้ผู้อื่นลาแทนก็ได้ แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้วให้เสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว การลาป่วยตั้งแต่ 30 วันขึ้นไป ต้องมีใบรับรองแพทย์จาก สถานพยาบาลที่ทางราชการรับรอง ประกอบการลาหรือ พิจารณาอนุญาต 7.2 การลาคลอดบุตร พนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งประสงค์จะลาคลอดบุตร ให้เสนอหรือ จัดส่งใบลาต่อผู้บังคับ บัญชาตามลำ ดับ จนถึงผู้มีอำ นาจอนุญาตก่อนหรือในวันที่ลา เว้นแต่ไม่สามารถ จะลงชื่อในใบลาได้ จะให้ผู้อื่นลาแทน ก็ได้ แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้วให้เสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว การลาคลอดบุตรจะลาในวันที่คลอด ก่อนหรือหลังวันที่คลอดบุตรก็ได้ แต่เมื่อรวมวันลาแล้ว ต้องไม่เกิน 90 วัน พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับอนุญาตให้ลาคลอดบุตรและได้หยุดราชการ ไปแล้วแต่ไม่ได้ คลอดบุตรตาม กำ หนด หากประสงค์จะขอยกเลิกวันลาคลอดบุตร ให้ผู้มีอำ นาจอนุญาต อนุญาตให้ยกเลิกวันลาคลอดบุตรได้โดยให้ ถือว่าวันที่ไต้หยุดราชการไปแล้วเป็นวันลากิจส่วนตัว การลาคลอดบุตรคาบเกี่ยวกับการลาประเภทใดซึ่งยังไม่ครบกำ หนดวันลาของการลาประเภท นั้น ให้ถือว่าการลาประ เภทนั้นสินสุดลง และให้นับเป็นการลาคลอดบุตรตั้งแต่วันเริ่มวันลาคลอดบุตร 7.3 การลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร พนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งประสงค์จะลาไปช่วย เหลือภริยาโดยขอบ ด้วยกฎหมายที่คลอดบุตร ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำ ดับจนถึงผู้มี อำ นาจอนุญาต โดยยื่นใบลา ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ภริยาคลอดบุตรและให้มีสิทธิลาไปช่วยเหลือภริยา ที่คลอดบุตรครั้งหนึ่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 15 วันทำ การ ซึ่งผู้มีอำ นาจอนุญาตอาจให้แสดงหลักฐานประกอบ


พิจารณาอนุญาตด้วยก็ได้เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจงจะหยุดราชการได้ เว้นแต่มีเหตุจำ เป็นไม่สามารถรอรับ อนุญาตได้ ทัน จะเสนอหรือจัดส่งใบลาพร้อมระบุเหตุจำ เป็นไว้ แล้วหยุดราชการไปก่อนก็ได้ แต่จะต้อง ชี้แจงเหตุผลให้ผู้มีอำ นาจ อนุญาตทราบโดยเร็ว 7.4 การลากิจส่วนตัว พนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งประสงค์จะลากิจส่วนตัวให้เสนอหรือ จัดส่ง ใบลาต่อผู้บังคับ บัญชาตามลำ ดับจนถึงผู้มีอำ นาจอนุญาต และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจงจะหยุดราชการได้ เว้นแต่มีเหตุจำ เป็นไม่ สามารถรอรับอนุญาตไต้ทันจะเสนอหรือจัดส่งใบลาพร้อมระบุเหตุจำ เป็น ไว้แล้วหยุดราชการไปก่อนก็ได้ แต่จะต้อง ชี้แจงเหตุผลให้ผู้มีอำ นาจอนุญาตทราบโดยเร็ว ในกรณีมีเหตุพิเศษที่ไม่อาจเสนอหรือจัดส่งใบลาก่อนไต้ ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาพร้อมทั้ง เหตุผลความจำ เป็นต่อผู้ บังคับบัญชาตามลำ ดับจนถึงผู้มีอำ นาจอนุญาตทันที่ในวันแรกที่มาปฏิบัติงาน 7.5 การลาพักผ่อน พนักงานกระทรวงสาธารณสุขมสิทธิลาพักผ่อนประจำ ปี ในปีหนึ่งได้ 10 วัน ทำ การโดยไม่มีการ สะสมวันลา สำ หรับในปีแรกที่ไต้รับการจ้างงานเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่ครบ 6 เดือน ไม่มีสิทธิลาพัก ผ่อน พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่เคยได้รับการจ้างงานเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ติดต่อกัน มาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน และได้พันจากการเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว แต่ต่อมา ได้รับการ จ้างเป็นพนักงานกระทรวง สาธารณสุขในส่วนราชการ (กรม) เดียวกันซึ่งอยู่ใน ปีงบประมาณ เดียวกัน ให้มี สิทธิลาพักผ่อนได้ 10 วันทำ การ หรือ ตามจำ นวนวันลาพักผ่อน ที่เหลือจากการใช้สิทธิ ในปีงบประมาณนั้นไปแล้ว พนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งได้ปฏิบัติงานในหน้าที่ประจำ ในจังหวัดขายแดนภาคใต้ตามที่ ระเบียบสำ นักนายก รัฐมนตรีว่าด้วยบำ เหน็จความขอบสำ หรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ พ.ศ.2550 หรอที่แก้ไขเพิ่ม เติมกำ หนด ต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 3 เดือน มีสิทธิลาพักผ่อนประจำ ปี ในปีหนึ่งได้เพิ่มขึ้นอก 10 วันทำ การโดยไม่มี การสะสมวันลาพนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งประสงค์จะ ลาพักผ่อน ให้เสนอหรอจัดส่งใบลาต่อ ผู้บังคับบัญชา ตามลำ ดับจนถึงผู้มีอำ นาจอนุญาต และเมื่อได้รับ อนุญาตแล้วจึงจะหยุดราชการได้ การอนุญาตให้ลาพักผ่อน มีอำ นาจอนุญาตจะอนุญาตให้ลาครั้งเดียวหรอหลายครั้งก็ได้ โดยมิให้เสียหายแก่ราชการ 7.6 การลาอุปสมบทหรอลาไปประกอบพิธีฮัจย์ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขซึ่งประสงค์ จะลา อุปสมบทใน พระพุทธศาสนา หรือพนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่ง ประสงค์จะลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมีองเมกกะ ประเทศชาอุดิอาระเบีย ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อ ผู้บังคับบัญชาตามลำ ดับ จนถึงผู้อำ นาจพิจารณาหรือ อนุญาตก่อนวันอุปสมบท หรือก่อนวันเดินทางไป ประกอบพิธีฮัจย์ไม่น้อยกว่า 60 วัน กรณีมีเหตุพิเศษไม่อาจเสนอหรือจัดส่งใบลาก่อนตามวรรคหนึ่ง ให้ชี้แจงเหตุผลความจำ เป็น ประกอบการลา และให้ อยู่ในดุลยพินิจของผู้มีอำ นาจพิจารณาหรืออนุญาตที่จะพิจารณาให้ลาหรือไม่ได้ พนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับ อนุญาตให้ลาอุปสมบทแล้ว ให้ส่วนราชการจัดทำ แบบใบอนุญาต ตามเอกสารแนบท้าย สำ หรับพนักงานกระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับอนุญาตให้ลาอุปสมบท หรือลาไประกอบพิธีฮัจย์ และได้หยุดราชการไป แล้ว หากปรากฏว่ามีปัญหาอุปสรรคทำ ให้ไม่ สามารถอุปสมบทหรือไปประกอบ พิธีฮัจย์ตามที่ขอลาไว้ เมื่อได้รายงาน ตัวกลับเข้าปฏิบัติงาน ตามปกติและขอยกเลิกวันลาให้ผู้มีอำ นาจ พิจารณา หรืออนุญาตให้ยกเลิกวันลาอุปสมบท หรือ ไปประกอบพิธีฮัจย์ โดยให้ถือว่าวันที่ได้หยุดราชการ ไปแล้วเป็นวันลากิจส่วนตัว


7.7 การลาเช้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้รับ หมายเรียกเข้ารับ การตรวจเลือก ให้รายงานลาต่อผู้บังคับบัญชาก่อนวันเข้ารับการตรวจเลือก ไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง ส่วนพนักงาน กระทรวงสาธารณสุขที่ได้รับหมายเรียกเข้ารับการเตรียมพล ให้รายงานลาต่อผู้บังคับบัญชาภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่ เวลารับหมายเรียกเป็นต้นไป และให้ไปเข้ารับ การตรวจเลือก หรือเข้ารับการเตรียมพล ตามวันเวลาในหมายเรียกนั้น โดยไม่ต้องรอรับคำ สั่งอนุญาต และให้ผู้บังคับบัญชาเสนอรายงานลาไป ตามลำ ดับจนถึงผู้มีอำ นาจอนุญาต 7.8 การลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงานในประเทศ พนักงานกระทรวง สาธารณสุขซึ่งประสงค์จะลา ไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงานในประเทศ ให้เสนอ หรือจัดส่งใบลา ต่อผู้บังคับบัญชาตามลำ ดับจนถึงผู้ มีอำ นาจเพื่อพิจารณาอนุญาต เมื่ออนุญาตแล้ว ให้รายงานหัวหน้าส่วน ราชการทราบด้วย สำ หรับกรณีการลาไปศึกษา ภายในประเทศ ต้องเป็นพนักงาน กระทรวงสาธารณสุข ที่จ้างงานต่อเนื่องมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยมระยะเวลา การลาศึกษาไม่เกิน 2 ปี แต่ต้องมีระยะเวลา การจ้างงานก่อนครบสัญญาจ้างไม่น้อยกว่าระยะเวลาที่ปฏิบัติงานชดใช้ ทุน 8. พนักงานกระทรวงสาธารณสุขมีสิทธิไต้รับค่าจ้างระหว่างลาตามประเภทการลาต่าง ๆ โดยให้ เป็นไปตามตาราง แนบท้ายชองประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสิทธิ ประโยชน์ของพนักงานกระทรวง สาธารณสุขทั่วไป พ.ศ. 2456 สำ หรับจำ นวนวันลาของพนักงาน กระทรวงสาธารณสุขที่เกินจากที่กำ หนด 9. ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นี้ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด


Click to View FlipBook Version