ประวัตศิ าสนาอสิ ลาม
ประวตั ิศาสนาอสิ ลาม
ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาสำคญั ศาสนาหนง่ึ ของโลก เปน็ ศาสนาประเภทเอกเทวนิยม
นับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ อัลลอฮ. (ซ.บ) โดยมที า่ นนบีมูฮมั หมัดเป็นศาสดา และเปน็ ผู้
ประกาศศาสนา ศาสนาอิสลามไมม่ ีพระหรอื นกั บวชเพ่อื ทำหนา้ ทีป่ ระกอบพิธีกรรม และเผยแผ่
ศาสนาโดยเฉพาะ เช่น อิหมา่ มกเ็ ปน็ เพียงผนู้ ำในการนมัสการพระเจา้ เท่านั้น มิใชพ่ ระท่ที ำ
หน้าทีเ่ ปน็ กลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์
ผ้นู บั ถอื ศาสนาอสิ ลาม เรยี กวา่ “ มสุ ลมิ ” มสุ ลมิ ทกุ คนตอ้ งปฏบิ ัตศิ าสนากิจเหมือนกนั หมด
จึงไมม่ นี กั บวช และมิได้แบ่งแยกแนวทางปฏบิ ตั ิ ระหวา่ งศาสนิกชนกับนักบวช แมแ้ ต่บคุ คลท่ี
ได้รบั การยกยอ่ งว่าเป็น อิหม่าม หรือ ทา่ นจุฬาราชมนตรี กถ็ ือวา่ เป็นผนู้ ำทางศาสนกจิ และ
ผูน้ ำมสุ ลิมในประเทศไทยเท่านนั้ มิไดม้ ฐี านะเปน็ ผนู้ ำนักบวชแต่อยา่ งใด
ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาหนง่ึ ที่มีผนู้ ับถอื อยู่หลายลา้ นคนทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศแถบ
ตะวันออกกลาง ประชาชนส่วนใหญ่จะนบั ถอื ศาสนาอิสลาม สว่ นในภมู ิภาคเอเชยี ตะวันออก
เฉียงใต้ เช่น ในประเทศมาเลเซียมผี ้นู บั ถอื ศาสนาอิสลาม มาก สำหรบั ประเทศไทยมี
ประชาชนที่นับถอื ศาสนาอิสลาม อยู่ท่วั ไป แต่บรเิ วณทมี่ ากที่สดุ คือ ในพืน้ ท่ี ๕ จงั หวดั
ชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้แก่ จงั หวดั สงขลา ยะลา สตลู ปตั ตานี และนราธิวาส
ประวตั คิ วามเปน็ มา
ศาสนาอสิ ลาม เป็นศาสนาท่ีถอื กำเนิดขน้ึ ในนครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบยี หลงั
พุทธศักราชประมาณ ๑,๑๑๓ ปี ผู้ที่นับถือ ศาสนาอสิ ลาม เรียกวา่ มสุ ลมิ แปลว่า ผู้แสวงหา
สันติ หรือ ผ้นู อบน้อมตอ่ ประสงคข์ องพระเจา้
มุสลิม นบั ถือพระผู้เปน็ เจ้าทยี่ งิ่ ใหญ่ ทรงพระนามวา่ อลั ลอฮ.(ซ.บ) อลั ลอฮ.ทรงเลอื กบคุ คลที่
พรอ้ มด้วยคณุ ธรรมอนั สูงส่ง ในแตล่ ะยคุ แตล่ ะสมยั ใหเ้ ปน็ ศาสนทตู ของพระองค์ มหี นา้ ท่ี
ข้อบญั ญัติทางศาสนามาเผยแพร่แกม่ วลมนุษย์ ศาสนทตู องคส์ ดุ ทา้ ย คอื นบมี ฮุ มั มัด ท่านเอา
หรบั กำเนดิ ทเ่ี มอื งมักกะฮ์ มารดาชอ่ื อามนี ะฮ์ เปน็ ชนในเผ่ากุร็อยชฺ ทา่ นศาสดาเป็นกำพรา้
ตัง้ แตเ่ ยาว์วยั ในเวลาต่อมาจงึ ต้องไปอยู่ในความอุปการะของอาบูฏอลิบผูเ้ ปน็ ลงุ โดยช่วยลุง
เลย้ี งปศสุ ตั ว์ คา้ ขาย และทำงานอนื่ ๆในครอบครัว เมอื่ โตเปน็ หนุม่ ได้ไปทำงานกบั นางคอ
ดีญะฮ์ เศรษฐมี า่ ย โดยทา่ นทำหนา้ ที่ควบคุมกองคาราวานสินค้า ไปขายยงั ประเทศใกล้เคยี ง
ซ่ึงในเวลาต่อมาทัง้ สองกไ็ ดแ้ ต่งงานกัน มีบุตรธิดาด้วยกัน ๖ คน
ในสมยั ท่ีท่านศาสดาถือกำเนิดนั้น สงั คมอาหรบั อยู่ในสภาพท่ีเสอ่ื มโทรมมาก ผูค้ นมั่วสมุ ดื่ม
นำ้ เมาและเลน่ การพนัน การละเมดิ ประเวณเี กิดขนึ้ เปน็ ประจำ มกี ารฝังเด็กหญิงท้งั เปน็ เพราะ
ถอื ว่าเปน็ สงิ่ อปั มงคล การแกแ้ ค้นดว้ ยการประหัตประหารเป็นเรือ่ งปกตผิ ูค้ นงมงายกับการบูชา
รูปเคารพ และการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ท่สี ้นิ เปลืองและไรส้ าระ ท่านศาสดาพยายามหา
หนทางแก้ปัญหาในสงั คมที่ท่านพบเหน็ อย่เู สมอจนกระท่งั วันหนง่ึ ขณะทท่ี ่านหลบไปหาความ
สงบวิเวกในถำ้ บนภเู ขาอริ อฮ์ เทวทตู ญบิ รออลี ก็ไดน้ ำโองการของพระเจ้า (พระอลั ลอฮ)์ มา
ประทานแกท่ า่ น ทา่ นศาสดามุฮัมมดั จงึ เริ่มประกาศศาสนา คนแรกที่เข้ารบั นับถอื ศาสนา
อิสลาม กค็ อื นางคอดญี ะฮ์ ผเู้ ปน็ ภรรยา การประกาศศาสนาชว่ งแรกเตม็ ไปดว้ ยความ
ยากลำบากและถูกต่อตา้ นเพราะ ศาสนาอสิ ลาม ทำใหผ้ มู้ ีอิทธพิ ลเสียผลประโยชน์ รวมทั้งให้
คนทัว่ ไปซง่ึ นับถอื รูปเคารพตา่ งๆ ขัดเคอื
หลังจากประกาศศาสนาได้ ๑๓ ปี ท่านศาสดา และสาวกได้ลภ้ี ยั จากการตามลา้ งผลาญของ
ชาวเมอื งมักกะฮ์ โดยไปอยูท่ เ่ี มอื งมะดนี ะฮ์ ปที ที่ า่ นศาสดามฮุ ัมมัดอพยพมาอยู่เมอื งมะดีนะฮ์น้ี
ถือเป็นการเรม่ิ ต้นนับศกั ราช อิสลาม เรียกวา่ ฮจิ เราะหศ์ ักราช (ฮ.ศ.) จนกระทั่งถงึ ปี พ.ศ.
๑๑๗๓ ทา่ นศาสดากส็ ามารถรวบรวมผคู้ นกลบั ไปยึดเมอื งมกั กะฮไ์ ว้ได้ โดยปราศจากการสู้รบ
ให้เสยี เลอื ดเนอ้ื ท่านศาสดาให้ทำลายรูปเคารพตา่ งๆ และประกาศนริ โทษกรรมแก่ชาวเมอื งท่ี
เคยเปน็ ปฏปิ กั ษต์ ่อทา่ น หลังจากน้นั ทา่ นศาสดามฮุ มั มดั กไ็ ดก้ ลบั ไปเมืองมะดนี ะฮ์ ต่อมา
ภายหลังชนอาหรับเผา่ ตา่ งๆ และประเทศขา้ งเคียงกไ็ ด้สง่ ทูตเข้ามาขอเป็นพันธมติ รบา้ ง เพ่ือ
ขอรบั นบั ถอื ศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลาม จงึ ไดแ้ พร่ขยายไปทว่ั ดนิ แดนตะวนั ออกกลาง
อนิ เดีย และทีอ่ นื่ ๆ นับตงั้ แต่บัดนั้
ท่านศาสดามฮุ มั มดั ถงึ แกก่ รรมเม่อื พ.ศ. ๑๑๗๕ ตรงกับ ฮ.ศ. ๑๑ ในขณะทท่ี า่ นศาสดามีชีวติ
อยู่ต้งั แตเ่ ป็นเด็กเล้ียงแพะ จนกระทั่งเป็นศาสดา และเป็นประมขุ แหง่ ประชาชาตอิ าหรบั ท่าน
ไดด้ ำรงตนเป็นผูเ้ สมอตน้ เสมอปลาย อย่งู า่ ย กนิ ง่าย มเี มตตากบั ทกุ คน โดยเฉพาะผ้ทู ี่ยากไร้
และต่ำต้อยทา่ นไมถ่ อื ยศถือศกั ดิ์ มีกำลังใจเข้มแขง็ มีความยุติธรรม และความซอื่ สัตย์เป็นเลิศ
จนไดร้ บั ฉายาตั้งแตส่ มัยเป็นหน่มุ วา่ “อลั ลามีน” ซง่ึ แปลวา่ ผู้ซ่ือสัตย์
นิกายสำคญั
ในศาสนาอสิ ลาม การแยกนิกาย มิได้อยทู่ คี่ วามขัดแย้งเกีย่ วกับความเชื่อในหลกั คำสอน หรือ
ในการปฏบิ ตั ิศาสนกจิ แตอ่ ย่ทู ่คี วามขัดแยง้ ทางการเมอื งเป็นสำคัญ กล่าวคอื กอ่ นสน้ิ ชวี ติ
ท่านเปน็ ศาสดามูฮัมมดั มไิ ด้ตัง้ ใครเป็นทายาทสืบแทน หลงั มรณกรรมของทา่ น ก็มปี ัญหาเรอ่ื ง
การตั้งผูน้ ำโลกมุสลมิ ซ่ึงเปน็ ท้ังผนู้ ำศาสนจกั ร และอาณาจักรในเวลาเดียวกนั เหมอื นกบั ที่
ท่านศาสดาเคยเป็นกลมุ่ คอวาริจญเ์ หน็ วา่ ควรเลอื กต้ัง กลมุ่ ชีอะห์ว่าควรเอาผ้สู บื เชื้อสายของ
ท่านศาสดา
เหตุการณข์ ัดแยง้ เหลา่ นท้ี ำให้เกดิ กลุ่มศาสนาข้นึ อีกกลมุ่ หนึ่ง ซงึ่ ไม่เห็นด้วยกบั กลมุ่ คอวารจิ ญ์
เรยี กว่า ซุนนะห์ ( คนไทยเรียกสุหน่ี ) กลุ่มนีไ้ มเ่ ปน็ ทง้ั พวกคอวาริจญ์ และชีอะห์ แต่เปน็ พวก
ท่ีถอื แนวของอัล - กรุ อาน และซุนนะห์ ( ซุนนะห์ หมายถึง แบบแผนท่ีได้จากจรยิ วตั ร และ
โอวาทของทา่ นศาสดามุฮัมมดั )
นกิ ายตา่ งๆ ของศาสนาอิสลามมดี งั น้ี
1) นกิ ายซนุ นหี รือซุนนะห์ เครง่ ครัดการปฏบิ ตั ติ าม คมั ภีรอ์ ลั -กรุ อาน และซุนนะหเ์ ท่านั้น และ
ยอมรบั ผูน้ ำ 4 คนแรก ซึ่งเป็นผใู้ กล้ชดิ ท่านศาสดา มุสลมิ สว่ นใหญใ่ นโลกรวมทั้งประเทศ
อนิ โดนีเซีย มาเลเซีย และไทยนับถือนกิ ายนี้
2) นกิ ายชอี ะห์ ชีอะห์ แปลว่า พรรคพวก หมายถงึ พรรคพวกท่านอาลนี ่ันเอง นกิ ายนี้ถือว่า
ท่านอาลี บุตรเขยของศาสดามูฮมั มดั คนเดยี วเท่านั้นเป็นผ้ทู ถี่ ูกต้อง ผ้ถู อื นิกายนีส้ ่วนใหญ่อยูใ่ น
ประเทศอิหรา่ น อิรกั เยเมน อนิ เดีย และประเทศในทวีปแอฟริกาด้านตะวันออก
คัมภีรท์ างศาสนา
คมั ภรี ์ทาง ศาสนาอิสลาม เรียกว่า คัมภีร์อลั -กรุ อาน คมั ภีร์น้ถี อื วา่ เป็นวจนะของพระเจ้า ทีไ่ ด้
ประทานแกม่ วลมนุษยผ์ า่ นทางท่านศาสดานบีมุฮมั มัด ซ่งึ เปน็ บุคคลท่พี ระเจ้าอลั ลอฮ์ทรงเลือก
ใหท้ ำหนา้ ทีป่ ระกาศศาสนา และเป็นผูน้ ำในการปฏิบัตศิ าสนกิจตามคำสอนของพระองค์
พระอัลลอฮ์ประทานคัมภรี แ์ ก่ท่านศาสดาโดยการดลใจ การทำใหเ้ ห็นภาพเวลาตกอยู่ในภวงั ค์
และการสง่ เทวทตู มาพร้อมกับโองการ ท่านศาสดาไดร้ บั โองการจากพระอลั ลอฮ์เป็นระยะๆ
ร่วมเวลาทง้ั ส้ิน 23 ปี เมอื่ ได้รับโองการมากใ็ หส้ าวกจดจารึกลงบนหิน หนงั สัตว์ และอืน่ ๆ เก็บ
ไว้
คมั ภีร์อลั -กุรอาน แปลว่า คมั ภรี ์สาธยายมนต์ มี 30 ภาค 114 บท เปน็ แนวทางการปฏิบตั ิ
สำหรบั บคุ คลและสังคม มีคำสอนเก่ยี วกบั การทำความดี การดำเนนิ ชวี ติ อยรู่ ว่ มกนั การ
แตง่ งาน ความตาย อาชีพ การทำมาหากิน รวมท้ังมเี รอื่ งการเมอื ง เศรษฐกิจ กฎหมาย และ
สังคมไว้อย่างครบถ้วน
ภาษาที่ใชบ้ ันทึกคมั ภีรอ์ ลั -กุรอาน คือ ภาษาอาหรับ ข้อความในคัมภรี ์เปน็ ภาษาทไ่ี พเราะ มิใช่
รอ้ ยแกว้ และมิใชร่ อ้ ยกรอง แต่ก็มีสมั ผสั ในแบบของตัวเอง คมั ภรี ์แบ่งออกเปน็ 114 บท แตล่ ะ
บทแบ่งเป็นโองการหรือวรรค มีทงั้ หมด 6,000 โองการ ปัจจบุ นั นไ้ี ด้มกี ารแปล คัมภีรอ์ ลั -กุ
รอาน เป็นภาษาตา่ งๆ ทวั่ โลก ชาว มุสลมิ ถอื ว่าคัมภรี ์นเี้ ปน็ สิ่งศักดส์ิ ทิ ธิ์ เพราะทกุ คำ ทกุ
ตวั อักษร เกดิ จากพระอัลลอฮ์ และเปน็ ความจริงทบ่ี ริสุทธิ์ และเปน็ ธรรมนญู สำหรับชีวิต
สัญลกั ษณ์ ศาสนาอสิ ลาม"ดาวกับเดอื น"
ในสมัยกอ่ นเม่อื มุสลิมออกรบก็ไม่รวู้ า่ จะใช้อะไรเป็นสัญลกั ษณใ์ นการที่จะรวมพล หรอื ต้องฐาน
ทพั เพ่ือทำใหม้ ุสลิมร้วู า่ ตนเองอยทู่ ีฐ่ านน้ี พวกเขาจงึ คดิ หาสัญลักษณ์เป็นรปู ดาวเดอื นน่นั เอง
จุดเดน่ ของอสิ ลามหนง่ึ ท่ไี มเ่ หมือนกบั ศาสนาอ่ืนคอื " ศาสนาอิสลามไมม่ ีเครอ่ื งหมาย หรือ
สญั ลกั ษณ์ใดๆ ท่เี ป็นสงิ่ แทนศาสนาอสิ ลาม "แตด่ เู หมือนวา่ ศาสนาอื่นจะมีสัญลกั ษณ.์ ...แทน
ศาสนากนั ท้ังน้ัน
ความเป็นมา : บรรดาแม่ทัพมุสลมิ ตา่ งสรรหาสญั ลกั ษณไ์ ว้บนธงรบเพือ่ ให้เกิดความแตกตา่ ง
ระหวา่ งรบพงุ่ กบั ศัตรู, แมท่ พั มุสลมิ บางคนกใ็ ชธ้ งสเี ขียวเป็นสัญลักษณบ์ า้ ง, บางคนก็ใชส้ สี นั
ตา่ งๆ กันออกไป แตม่ แี มท่ ัพอยูค่ นหนง่ึ ให้ตัวอกั ษรภาษาอรฺ ับวา่ " " نอกั ษรนูน ซึ่งหมายถงึ
รัศมี คำเต็มคอื " " نورอา่ นวา่ นูร,ฺ โดยถอื เป็นคำย่อของ " " نوراللهอ่านวา่ นูรลุ ลอฮ์
แปลวา่ รัศมีของอลั ลอฮ์, ภายหลังที่ใชต้ ัวอกั ษรอาหรับวา่ " " نภายหลังจากนัน้ มุสลิมหลาย
คนพากันพจิ ารณาคำวา่ " " نซง่ึ เสน้ โค้งของตัวอักษร "นนู "คล้ายกับจันทรเ์ สี้ยว และจุดท่ีอยู่
ตรงกลางคล้ายกบั ดวงดาว, มสุ ลมิ ในรุ่นหลงั ๆ ก็ออกแบบจากตัวอกั ษรนนู ใหก้ ลายมาเปน็
ดวงดาวท่ีถกู วางไวช้ ่วงสว่ นโคง้ ของจันทรเ์ ส้ียวตราบจนปจั จุบนั นี้, ข้างตน้ เป็นตำนานหนึ่งท่ี
กลา่ วถงึ ทม่ี าของสัญลกั ษณ์ดาวเดือน, มุสลมิ ในยุคหลงั หรอื ในยุคปัจจบุ ันกเ็ ลยนำดาวเดือนมา
เปน็ สัญลักษณ์ติดอยูบ่ นโดมของมัสญดิ หรือเป็นสญั ลักษณ์ไวต้ ามรา้ นคา้ มุสลมิ หรอื เป็น
สญั ลกั ษณบ์ นธงชาตขิ องประเทศมสุ ลมิ ฯลฯ แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามหากสญั ลกั ษณ์ ดาวเดือน
ปรากฏ ณ ทีใ่ ด เราเองกส็ ามารถแสดงไดล้ ำดบั หนง่ึ วา่ สถานทีแ่ หง่ น้ันต้องมมี ุสลมิ อย่างแนน่ อน
นั่นเอง.....
หลักคำสอนพ้ืนฐาน
หลกั การของอสิ ลาม แบ่งออกเป็นสว่ นใหญๆ่ ได้ 2 สว่ น คอื
1.หลักการอันเป็นขอ้ บงั คบั สำหรับบคุ คล (ฟรั ดูอยั นยี )์ ได้แก่ หลักการพ้ืนฐานอันจำเป็น
สำหรับมุสลิมทกุ คนจะตอ้ งรู้ ต้องประพฤติ เรม่ิ ตง้ั แตอ่ ายุ 3 ขวบเป็นต้นไป แบง่ ออกเป็น 3
สว่ น ดงั น้ี
1.หลกั ศรทั ธา หรอื ความเชือ่ ในศาสนา เรียกว่า อีมาน
2.หลักปฏิบัติ หรือ หนา้ ที่ในศาสนา เรียกวา่ อบิ าดะห์
3.หลักคณุ ธรรม หรือ หลักความดี เรยี กวา่ อหิ ซ์ าน
หลักการทงั้ 3 ส่วนนี้ ผู้นับถือศาสนาอิสลามท้งั ทสี่ บื ทอดจากบิดามารดามาแตเ่ ดิม หรอื เพิง่
เขา้ รับใหม่ก็ตาม จะต้องศึกษาใหเ้ ข้าใจโดยถอ่ งแท้และสามารถประพฤติปฏบิ ัติอยา่ งตอ่ เน่อื ง
ตลอดไ
2.หลกั การอนั เป็นขอ้ บงั คับสำหรับสงั คม(ฟรั ดูกฟิ ายะฮ์) ได้แก่ หน้าที่ตา่ งๆ ทางสังคม ซงึ่
นบั ต้ังแตส่ งั คมหน่วยเล็กสุด คือ ครอบครวั จนถงึ สงั คมที่ใหญทีส่ ดุ คอื ประเทศชาติ
บุคคลจะต้องรับผิดชอบสงั คมด้านตา่ งๆ มากมาย ซึ่งอิสลามไดม้ ีบญั ญัตใิ หท้ ุกคนไดแ้ สดง
ความรบั ผิดชอบนั้นอยา่ งสม่ำเสมอในทกุ ๆ ด้าน ทกุ คนต้องเสยี สละเพือ่ ครอบครวั เพ่ือสงั คม
เพ่อื ประเทศชาติ และเพ่ือศาสนา สำหรับมสุ ลมิ แห่งสยามกค็ ือ ต้องเสียสละเพอื่ ชาติ ศาสนา
พระมหากษัตรยิ ์ อนั เปน็ สถาบันหลักของชาติไทยเรา
โดยหลักการน้ี ศาสนาอสิ ลามจึงมไิ ด้วางบทบัญญตั ิแต่เฉพาะในด้านการปฏิบัตศิ าสนาอยา่ ง
เดยี ว แตไ่ ด้วางบทบัญญตั แิ ละข้อกำหนดตา่ งๆ ท่ีเกย่ี วกับประเทศชาตเิ อาไวด้ ้วย ในอิสลามจึง
มีบทบัญญตั เิ ก่ยี วกบั การเก็บภาษี การจดั กองทพั การบริหารประเทศ การทูต เป็นอาทิ เปน็ อกี
สว่ นหนึง่ แหง่ คำสอน
หลักศรทั ธา 6 ประการ
( 1 ) ศรทั ธาต่อพระอัลลอฮ์ มุสลมิ เชอื่ ว่ามพี ระเจา้ องคเ์ ดียวเป็นผ้สู ร้างสรรพสง่ิ ผู้เป็น มสุ ลมิ
จะต้องศรัทธาตอ่ พระอัลลอฮ์เพียงพระองคเ์ ดยี วศรทั ธาในพระผูเ้ ปน็ เจา้ หมายถงึ ตอ้ งเชอ่ื ม่ัน
และศรัทธาในพระเจา้ ซง่ึ เรยี กว่า "อลั ลอฮ์ พระองคท์ รงเปน็ พระเจา้ และมอี ยจู่ รงิ มสุ ลมิ ทกุ คน
ต้องศรทั ธาในอัลลอฮ์ ว่าเปน็ พระเจ้าองคเ์ ดียว" และเป็นผู้ทรงคณุ ลักษณะดังนี้ คือ ทรงมีอย่าง
แนน่ อน ไมม่ ขี อ้ สงสัย ทรงมมี ากอ่ นสรรพสง่ิ ทัง้ ปวง ทรงเป็นผูส้ รา้ งทุกส่ิงทกุ อย่างในเอกภพ
ทรงดำรงอยู่ได้โดยพระองคเ์ อง ไมม่ ใี ครสรา้ งพระองค์ ทรงเปน็ ผู้มีอยูต่ ลอดกาล ไม่มจี ดุ เริ่มต้น
และไม่มจี ดุ จบทรงเอกานุภาพ ไม่มสี ิง่ ใดเปน็ ภาคี ทรงสรรพเดช ทรงเป็นสัพพญั ญู ทรงความ
ยตุ ิธรรม ทรงพระเมตตา ทรงเป็นผพู้ พิ ากษาในการตดั สินชวี ติ มนษุ ย์ในวนั สดุ ทา้ ยทเ่ี รียกวา่ วัน
พพิ ากษา
ศรัทธาท่แี ท้จรงิ ของมสุ ลมิ ตอ่ อัลลอฮน์ ัน้ หมายถงึ การถวายท้ังกายและใจใหแ้ ก่พระองค์ การ
ปฏบิ ัตผิ ิดไปจากน้ี เช่น การยอมรับนับถอื พระเจา้ องค์อ่นื ด้วย หรือการนบั ถอื ส่ิงอืน่ ใดเทยี บเท่า
พระองค์ถอื วา่ เป็นบาปมหนั ตท์ ่ีมอิ าจยกโทษให้ได้ มสุ ลิมท่ศี รัทธาต่ออลั ลอฮอ์ ย่างแทจ้ รงิ จะทำ
ใหเ้ ขาละเวน้ จากการทำช่ัว ทำแตค่ วามดี มีพลังใจท่จี ะเผชญิ กบั เหตกุ ารณ์ตา่ งๆ ไม่ว่าจะดี
หรือร้าย การศรทั ธาต่ออัลลอฮจ์ ึงเป็นหัวใจของการเป็นมุสลมิ
( 2 ) ศรัทธาต่อเทพบรวิ ารของพระอลั ลอฮ์ (เทวทูต) คอื ผู้รับใชพ้ ระเจา้ ซึ่งมีจำนวนมากมี
หน้าท่ตี ่างๆ กนั เทวทตู เปน็ คนกลางทำหนา้ ที่สอื่ สาร ระหว่างทา่ นนบมี ุฮัมมดั กบั พระเจ้า
กลา่ วคือ ท่านนบมี ฮู มั มดั ได้รับโองการจากพระเจ้าโดยทางเทวทตู ซึง่ เรยี กวา่ “ มลาอกี ะฮ์ ”
เปน็ วิญญาณท่ีมองไม่เห็น แตส่ ามารถแปลงร่างเปน็ มนษุ ย์ไดต้ ามบญั ชาของพระอัลลอฮ์
คุณลกั ษณะของมลาอกิ ะหม์ ดี ังนี้
- เปน็ สง่ิ ทีอ่ ลั เลาะฮ์ทรงสร้างขน้ึ เพือ่ ทำหนา้ ท่ีตา่ งๆ ตามทพ่ี ระองค์กำหนด
- ไมต่ อ้ งการหลับนอน
- จำแลงเปน็ รูปรา่ งตา่ ง
- ไมม่ บี ิดา มารดา บุตร ภรรยา
- ปฏิบัติคุณธรรมลว้ น
- ไมล่ ะเมิดฝา่ ฝนื บัญชาของอัลลอฮฺเลย
- ไม่กนิ ด่ืม ขับถ่าย ไม่มกี ิเลสตัณหา
มลาอิกะหป์ ฏบิ ตั ิหน้าทต่ี ามคำส่งั ของพระเจ้าอย่างเคร่งครดั ซ่งึ มีจำนวนมากมายมหาศาล
เท่าท่ีมีระบุช่ือและหนา้ ทเ่ี ฉพาะก็มีอยู่ 10 มลาอกิ ะห์ คือ
1. ยิบรออลี ทำหนา้ ทส่ี ื่อโองการพระเจา้ กับศาสดา
2. มกี าฮีล ทำหนา้ ทีน่ ำโชคลาภจากพระเจา้ สูโ่ ลก
3. อิมรอพีล ทำหนา้ ท่ีเป่าสังขใ์ นวนั สิน้ โลก
4. อิสรออลี ทำหนา้ ที่ถอดวิญญาณของมนษุ ย์และสตั ว์
5. รอกบี ทำหน้าทบ่ี นั ทึกความดแี ละความชัว่ ของมนษุ ย์
6. อะตดิ ทำหนา้ ที่บนั ทกึ ความดแี ละความชั่วของมนษุ ย์
7. มงุ กรั ทำหนา้ ท่สี อบถามคนตายในกบุ ูร (หลุมฝังศพ)
8. นะกีร ทำหน้าท่ีสอบถามคนตายในกุบรู (หลุมฝงั ศพ
9. รดิ วาน ทำหน้าทดี่ แู ลกิจการของสวรรค์
10.มาลิก ทำหน้าทดี่ แู ลกจิ การของขมุ นรก
ผทู้ ี่จะเปน็ มุสลมิ อย่างสมบรู ณไ์ ด้ตอ้ งศรัทธาว่าเทวทูตเหลา่ นมี้ จี ริงอนั จะเปน็ ผลดีแก่ผู้ศรัทธา
เอง คือจะทำใหเ้ ขาทำแต่ความดี ละเวน้ ความชวั่ เพราะแต่ละคนมเี ทวทูตคอยบันทกึ ผลความ
ดแี ละความช่ัวอยู่ตลอดเวลา
(3 ) ศรทั ธาในพระคมั ภีร์ท้ังหลาย คอื คมั ภรี ์ทีพ่ ระเจ้าไดป้ ระทานมาก่อนหนา้ น้ี 104 คมั ภีร์ ซึ่ง
รวมทง้ั คัมภรี ์ของศาสนายูดาย และศาสนาครสิ ต์ แต่ใหถ้ อื ว่าคัมภรี ์อลั -กรุ อาน เปน็ คมั ภรี ์
สดุ ทา้ ย และสมบรู ณ์ทสี่ ุด ทพี่ ระเจา้ ไดป้ ระทานพรลงมาใหแ้ ก่มนษุ ยชาติ โดยผ่านทางศาสดา
มุฮัมมดั
คัมภีร์ทีว่ ่านี้หมายถึงคมั ภรี จ์ ำนวน 104 เล่มทอ่ี ลั เลาะฮ์ได้ประทานแกเ่ หล่าศาสนทูต ของ
พระองค์ เพื่อนำมาประกาศเผยแผ่แก่ปวงประชาชาติใหเ้ หินห่างจากความมดื มนไปสทู่ างอัน
สว่างไสวและเท่ียงตรง ซงึ่ คัมภีรท์ ่สี ำคัญมอี ยู่ 4 คมั ภีร์ คือ
1. คมั ภรี โ์ ตราห์ หรือเตารอต (Torah) ประทานแก่นบีมซู าหรอื โมเสส (Moses) เป็นภาษา
ฮบี รู
2. คัมภรี ์ซะบรู ์ (Zaboor) ประทานแก่นบดี าวดู หรอื ดาวดิ (David) เปน็ ภาษาอียิปต์โบราณ
3. คัมภีร์อินญลี (Injeel or Gospel) ประทานแกน่ บอี ีซาหรือเยซู (Jesus) เป็นภาษาซีเรีย
โบราณ
4. คัมภีรอ์ ลั -กุรอาน (Al-Quran) ประทานแกน่ บมี ฮุ ัมมัด (Muhammad) เปน็ ภาษา
อาหรับ อัลกรุ อาน เปน็ คัมภรี ์ฉบับสดุ ท้ายทีส่ มบรู ณ์ทส่ี ุดและมสุ ลิมเช่ือว่าทา่ นนบีมุฮมั มัดเป็นน
บีคนสุดทา้ ย
คมั ภีร์ต่างๆ ทงั้ หมดนสี้ รุปคำสอนได้เป็น 2 ประการ คือ
1.สอนถงึ ความสมั พันธร์ ะหว่างมนุษย์กับพระเจ้า
2.สอนถงึ ความสมั พันธร์ ะหว่างมนษุ ยก์ บั มนษุ ยด์ ว้ ยกนั
( 4 ) ศรทั ธาตอ่ บรรดาศาสนทตู ศาสนทูตเปน็ มนษุ ย์ธรรมดา แตพ่ ระเจา้ ได้เลือกสรรว่าเปน็ คน
ดี เหมาะแก่การท่ีจะเป็นผ้ปู ระกาศศาสนา ซึ่งท่านนบมี ฮุ มั มัดเป็นศาสนทตู องคส์ ดุ ทา้ ย
มสุ ลิมเชื่อว่าศรทั ธา โลกมนุษยใ์ นแต่ละยคุ ทผ่ี า่ นมานับจากยุคแรก คือ อาดัมน้นั ตอ้ งมีศาสดา
หรือ ศาสนทูต เป็นผู้รบั บทบญั ญตั ขิ องพระเจา้ มาประกาศเพื่อเผยแผ่โองการของพระเจา้
ซง่ึ ศาสนทูตน้นั มจี ำนวนมากมาย ลกั ษณะคำประกาศของแตล่ ะศาสดาย่อมผิดแปลกไปตามยคุ
สมัย แตส่ ่ิงหนึ่งท่ีทกุ ศาสดาประกาศออกมาเหมอื นกนั คอื ความเชอ่ื ในพระเจ้าองค์เดยี วกัน
และหา้ มกราบไหวบ้ ชู าวตั ถโุ ดยส้ินเชงิ บรรดาศาสดาทร่ี ับโองการพระเจ้ามาเผยแผเ่ ท่าที่มี
ปรากฏในคมั ภีร์อลั กรุ อานมที ง้ั สน้ิ 25 ท่าน คอื
1. นบอี าดัม (อ.ล.) 14. นบอี ซี า (อ.ล.)
2. นบีอิบรอฮมี (อ.ล.) 15. นบีอนิ ยาส (อ.ล.)
3. นบีอสิ ฮากร (อ.ล.) 16. นบอี สิ มาอีล (อ.ล.)
4. นบยี ากฟู (อ.ล.) 17. นบอี ลั ย่าซะอ์ (อ.ล.)
5. นบนี ัวฮ์ (อ.ล.) 18. นบยี ูนสุ (อ.ล.)
6. นบดี าลดู (อ.ล.) 19. นบลี ูด (อ.ล.)
7. นบสี ไุ ลมาน (อ.ล.) 20. นบอี ดิ รีส (อ.ล.)
8. นบีไอยบู (อ.ล.) 21. นบฮี ดู (อ.ล.)
9. นบยี ซู ูบ (อ.ล.) 22. นบซี ไู่ อบ (อ.ล.)
10. นบมี ูซา (อ.ล.) 23. นบซี อและซ์ (อ.ล.)
11. นบฮี ารนู (อ.ล.) 24. นบซี ุลกฟิ ลี่ (อ.ล.)
12. นบซี าการีบา (อ.ล.) 25. นบมี ฮุ มั มัด (ศ็อลฯ) (อ.ล.)
13. นบยี าหย่า (อ.ล.)
คุณสมบตั ขิ องศาสนทตู มี 4 ประการคือ
1.ศดิ กนุ คือ วาจาสัตย์ ไมพ่ ดู เท็จ
2.อะมานะฮ์ คือ ไวว้ างใจได้ ซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ ไม่กระทำความชวั่ ฝ่าฝืนบทบัญญัติของอลั ลอฮ์
3.ตับลิค คอื นำศาสนามาเผยแผ่แก่มนุษยโ์ ดยท่วั ถึงไมป่ ดิ บังแม้แตน่ ้อย
4.ฟะตอนะฮ์ คอื เฉลยี วฉลาด
บรรดาศาสดาทกุ ท่าน เป็นมนษุ ย์ธรรมดานเ่ี อง จงึ ดำรงชีวติ แบบสามัญชนทั่วไป มกี ารกินอยู่
หลบั นอน แต่งงานและประกอบอาชีพ
สาเหตทุ ่ีพระเจา้ เลือกคนธรรมดาขึน้ มาเป็นศาสดา ก็เพราะความเปน็ ศาสดา หมายถึง การเปน็
ตวั อย่างในการปฏบิ ัตติ ามคำสอนของตวั เองท่ไี ด้รบั มาจากพระเจา้
หากศาสดาไมใ่ ช่คนสามัญชนธรรมดาแบบเดยี วกบั ประชาชนท่ัวไป คำสอนก็จะขาดการนำไป
ปฏิบตั ิ ซง่ึ ในที่สดุ คำสอนกจ็ ะหมดความหมาย และแน่นอนกจ็ ะไมม่ ีใครพร้อมทจี่ ะนำไป
ประพฤติปฏิบตั ิในการดำเนนิ ชวี ิตอกี ดว้ ย
ทกุ สง่ิ ทกุ อย่างทีศ่ าสดาสอนผูอ้ น่ื ท่านก็ปฏบิ ัติเชน่ น้นั ด้วย คำสอนที่ทา่ นสอนออกไปจงึ เปน็
กฎหมายทที่ า่ นตอ้ งปฏิบตั ิตาม เพราะส่ิงท่ที า่ นสอนกค็ ือ บทบัญญัตทิ ่พี ระเจา้ ทรงดำรสั ผา่ นมา
ทางท่านนัน่ เอง
ศาสนาอิสลามจำแนกพระศาสนทตู หรอื ผูแ้ ทนของพระอัลเลาะหห์ รอื ผู้รับโองการจากพระเจา้
ให้นำบญั ญตั ขิ องพระองคม์ าสั่งสอน ชแ้ี นะแก่มวลมนษุ ย์ดว้ ยกนั ในแตล่ ะยุคแต่ละสมยั
ออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ผไู้ ดร้ บั มอบหมายหนา้ ทใ่ี หป้ ฏิบัติตนเปน็ แบบอย่างทดี่ ตี ามบทบัญญัตขิ องพระเจา้ เพียง
อยา่ งเดียวเทา่ น้ัน ศาสนทูตประเภทนเี้ รยี กว่า "นบ"ี
2. ผู้ได้รับมอบหมายหนา้ ที่ใหป้ ฏิบัตติ นเป็นแบบอย่างทดี่ ีตามบทบัญญตั ิของพระเจ้าทำการ
เผยแผ่บทบัญญตั นิ ้นั แกม่ วลมนุษยช์ าตทิ ่วั ไปดว้ ย ศาสนทูตประเภทน้เี รยี กว่า "ซลู " หรอื
"เราะซูล"
ส่วนองค์พระมฮุ มั มัด ชาวมสุ ลมิ เชื่อกันว่า พระองค์เป็นทัง้ นบแี ละเราะซูล เพราะพระองคเ์ ป็น
แบบอย่างท่ดี ตี ามบทบญั ญัตขิ องพระอลั เลาะห์และทรงเปน็ ผ้เู ผยแผ่บทบญั ญัตนิ น้ั แก่มวล
มนษุ ยชาตอิ กี ดว้ ย
( 5 ) ศรัทธาในวันพพิ ากษา คือ วันสุดท้ายของโลก ชาว มุสลมิ เชอ่ื วา่ โลกมีวันแตกดบั เมือ่ ถึง
วันน้ันมนษุ ย์ทกุ คนต้องตาย และจะถกู ทำใหฟ้ น้ื ขึน้ มา เพอื่ พิจารณาโทษ ด้วยการสอบสวน
พพิ ากษาตามความดคี วามช่วั ท่ีตนไดก้ ระทำไว้
ศาสนาอิสลามเรยี กโลกในปจั จบุ ันวา่ "โลกดุนยา" และอธิบายว่า ดุนยาเปน็ โลกแหง่ การ
ทดลอง ไม่จรี ังยั่งยืน รอวนั แห่งความพนิ าศแตกสลายเรยี กว่า "วันกียามะฮฺ" ซึ่งเปน็ วนั
พพิ ากษาหรอื วันกำเนิดปรโลก โลกใหมท่ เ่ี กิดขึ้นในวันดังกล่าวเปน็ โลกอมตะ เรยี กวา่ "โลก
อาครี ัต" มนุษย์และสรรพสิ่งท้งั หลายท่เี กิดขึน้ ในโลกนี้จะมีชวี ติ เปน็ นิรันดรในวันกยี ามะฮ์ นี้
ทุกชีวติ ทต่ี ายไปแลว้ จะกลับฟืน้ คืนชีพอกี คร้ังหนึ่ง เพ่ือชำระผลกรรมท่ีทำไวส้ มัยที่มชี ีวติ อยู่
มสุ ลิมผศู้ รทั ธาในวนั พิพากษาและสรา้ งสมความดีไวม้ ากจะไดไ้ ปสู่ปรโลกพบกับชวี ติ นิรนั ดร
( 6 ) ศรทั ธาในการกำหนดสภาวะของโลก และชวี ติ ว่าเปน็ ไปตามเจตจำนงของพระอลั ลอฮ์
มุสลิมทกุ คนจะต้องศรทั ธาว่ากำหนดการต่างๆ ในโลก และชวี ติ ของบุคคลแต่ละคนเป็นไปโดย
อำนาจของพระเจ้าทง้ั สิ้น มนษุ ย์ต้องปฏบิ ตั ติ ามครรลองทถี่ ูกกำหนดไว้แล้ว การด้ินรน
ขวนขวายและวิริยภาพของมนษุ ยด์ ำเนนิ ไปจะอยภู่ ายใต้ข้อกำหนดดังกลา่ วนท้ี ง้ั สน้ิ
ความเชือ่ ในอำนาจการลิขิตของพระเจา้ นี้ มิได้หมายถึงการตดั ทอนในดา้ นสร้างสรรค์ของ
มนษุ ยแ์ ต่อยา่ งใด ซ่งึ จะทำใหม้ นุษย์เกยี จคร้านและไม่คดิ จะทำหน้าทอ่ี ะไรโดยทุกสิ่งเป็น
กำหนดของพระเจ้า
ความเชือ่ ขอ้ น้ีนำมาประกอบในการดำเนินชวี ิตของมนุษย์ไดเ้ ป็นอย่างดแี ละสขุ มุ มีสตแิ ละไม่
ประมาท ใหม้ ีสติ ตงั้ มั่นวา่ ทุกสิง่ ทกุ อยา่ งดำเนินไปโดยการลิขิตของพระเจา้ ซึ่งมนุษยเ์ องกด็ ิน้
รนพยายามและม่งุ ม่นั อยูเ่ สมอ มีความขยันขนั แข็ง และเรม่ิ บุกเบกิ การงานความคดิ ทกุ
ประการ ดว้ ยจติ ใจทส่ี ำนกึ อยเู่ สมอวา่ อยภู่ ายใตข้ อ้ กำหนดของพระเจา้ อยเู่ ป็นนิตย์ ดังน้ันผล
ของการกระทำกจิ การทง้ั หลายไมว่ า่ จะสำเรจ็ หรือไม่สำเรจ็ กต็ าม มนุษยก์ จ็ ะมสี ติสมั ปชัญญะ
มน่ั คงเสมอ
หากประสบผลสำเร็จในการทำกิจการใดๆ ก็ระลกึ วา่ เป็นไปโดยกำหนดลิขติ ของพระเจา้ ตัวเอง
จะได้ไม่ลำพอง ไม่หยงิ่ จองหอง ไมถ่ อื วา่ ตัวเองเปน็ ผู้วิเศษเหนอื คนอื่นใด แตถ่ า้ หากประสบ
ความลม้ เหลวในการกระทำกร็ ะลกึ เสียวา่ เปน็ ไปโดยลิขติ ของพระเจ้า ตวั เองจะไดไ้ ม่เสียใจ ไม่
อกหกั ไม่โวยวาย
ความเชอ่ื ในลขิ ติ พระเจา้ จะปรบั จติ ใจของมวลมนษุ ย์ใหม้ น่ั คงในพระเจา้ ดำเนินชีวติ อยู่ด้วย
ความมั่นใจ มเี ป้าหมายและมีกำลงั ใจตลอดไป
คนใดท่เี ชอื่ ในลิขิตพระเจา้ จะปรับปรุงตัวอย่เู สมอ ไม่ทำอะไรแบบเช้าชามเย็นชามเฉอี่ ยชาทำ
ตวั เรอ่ื ยๆ เฉอ่ื ยแฉะเหมือนเรือท่ไี ม่มหี างเสอื เปน็ ความเช่อื ท่มี ีเหตผุ ลอยา่ งแทจ้ ริง ถา้ มีเหตุ
บกพรอ่ งจะรบี แก้ไขทนั ที
ดงั น้นั ศาสนาอิสลามจงึ กล่าวถึงกฎสภาวการณ์ไว้ว่า พระอัลเลาะหเ์ จ้าทรงลิขติ หรอื เป็นผู้ทรง
กำหนดกฎสภาวการณ์ (ความเปน็ ไป) แหง่ โลกและมวลมนษุ ยช์ าตไิ วใ้ น 2 ลักษณะ ดังนี้
1. สภาวการณท์ ีค่ งท่ี ได้แก่ กฎแห่งธรรมชาติ เชน่ ดนิ ฟ้าอากาศ ระบบการโคจรของ
ดวงดาว และชาติพนั ธุข์ องมนุษยท์ ั้งปวง
2. สภาวการณ์ทีเ่ ปลี่ยนแปลงได้ คือ สภาวการณ์ท่ีขน้ึ อยกู่ บั เหตแุ ละผลทีม่ นษุ ยแ์ ตล่ ะ
คนจะใช้สติปญั ญาของตนเลอื กปฏิบตั ิ เชน่ พระเจา้ สรา้ งมนษุ ยใ์ หม้ สี ภาพของความเป็นคน
เหมือนๆ กนั พรอ้ มทงั้ ทรงประทานแนวปฏิบัติเพ่ือความดีงามให้ทุกคน ส่วนผ้ใู ดมสี ถานภาพ
อยา่ งไรนั้นในกาลต่อมาน้นั เป็นเร่อื งของแต่ละบคุ คลเป็นผู้ทำเอง กอ่ เอง เลือกทางเดนิ ของ
ตวั เอง
หลักปฏบิ ัติ 5 ประการ
หลกั ปฏบิ ตั หิ รอื หนา้ ทใี่ นศาสนา (อิบาดะห)์ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประเภท "เอกเทวนิยม"
(Monotheism) คือ นับถือพระเจา้ องคเ์ ดียววา่ สงู สดุ คอื พระอลั ลอฮ์ มีคณุ ลกั ษณะทส่ี มบรู ณ์
ท่ีสดุ สรา้ งทุกสงิ่ ทกุ อยา่ งไดแ้ ละสามารถทำลายทกุ สิง่ ทุกอย่างได้ ในส่วนทเ่ี กย่ี วกบั การปฏบิ ัติ
นั้น มุสลมิ ทุกคนจะต้องถอื เปน็ หนา้ ที่และเป็นกจิ วตั รอันจะขาดมิได้
การปฏบิ ตั พิ ธิ กี รรมทางศาสนาของ ศาสนาอสิ ลาม จะปฏบิ ตั ิในสถานทีท่ ีเ่ รยี กวา่ “ มสั ยดิ ”
หรอื “ สุเหรา่ ” ชาว มุสลมิ จะตอ้ งปฏิบตั ศิ าสนกจิ ใหพ้ ร้อมทั้ง 3 ทาง คือ กาย วาจา และใจ
หลกั ปฏบิ ัติสำคัญใน ศาสนาอสิ ลาม 5 ประการ ได้แก่
(1 ) การปฏิญาณตน มุสลมิ ต้องกลา่ วปฏญิ าณว่า “ ข้าพเจ้า ขอปฏิญาณว่า ไม่มพี ระเจา้ อืน่
ใดนอกจากอัลลอฮ์ และแท้จรงิ มฮุ มั มดั เป็นศาสนทูต ( รอซลู ) ของอลั ลอฮ์ “ การปฏญิ าณนี้
เปรียบเสมอื นหัวใจของ ศาสนาอสิ ลาม ตอ้ งทำดว้ ยความบริสทุ ธิ์ใจ และมใิ ชท่ ำครั้งเดียว แต่
ตอ้ งทำเสมอเมื่อนมัสการพระเจ้า (ละหมาด) "ข้าพเจ้าขอปฏญิ าณตนว่า ไม่มพี ระเจา้ องค์อ่นื
ใดนอกจากพระอลั ลอฮ์" และ "ขา้ พเจา้ ของปฏญิ าณตนวา่ นบมี ะหะหมัดเปน็ ศาสนทตู แห่ง
พระอัลลอฮ"์ โดยประโยคทีป่ ฏิญาณดังกลา่ วนี้ เมอื่ ผใู้ ดกล่าวด้วยความสำนึกอันจริงใจและ
ดว้ ยความศรทั ธาม่ันคงและพรอ้ มทีจ่ ะปฏบิ ตั ติ ามบทบัญญตั ิอิสลามก็ถือว่าเป็นมุสลิมแลว้ หรือ
จะเพม่ิ คำปฏิญาณเข้าอกี เพอ่ื ความตง้ั มน่ั อยา่ งแทจ้ รงิ ไมค่ ลอนแคลนในการนับถือศาสนา
อสิ ลาม โดยกล่าววา่
1. จะไมเ่ คารพบชู ารูปใดๆ นอกจากพระอัลลอฮ์
2. จะประพฤตติ นในทางบรสิ ุทธิ์และเปน็ ธรรมเป็นนติ ย์
3. จะยอมเชือ่ ฟังถ้อยคำในทางท่ถี ูกท่ีควรของทา่ นนบที กุ ประการ
( 2 ) การละหมาด คือ การนมสั การ หรอื การแสดงความเคารพตอ่ พระเจ้า ทั้งทางร่างกาย
และจิตใจ ชาว มุสลมิ ทกุ คนจะต้องปฏบิ ัตลิ ะหมาดวนั ละ 5 เวลา คือ ย่ำรุ่ง กลางวัน เยน็
พลบคำ่ และกลางคืน ซึ่งก่อนทำละหมาดจะตอ้ งชำระร่างกายให้สะอาด และสำรวมจติ ใจให้
สงบ
การละหมาด หรอื สวด (นมาซ หรือ นมสั การ) การละหมาดหรอื การนมัสการพระเจา้ คอื การ
แสดงความเคารพต่อพระเจ้า เปน็ การปฏบิ ตั ิเพือ่ แสดงความภกั ดตี อ่ พระเจ้า เปน็ การปฏิบตั ิ
เพื่อแสดงความภกั ดีต่อพระเจ้า การสำรวมจิตระลึกถึงพระเจ้า การละหมาดเป็นการขัดเกลา
จิตใหส้ ะอาดบรสิ ทุ ธ์อิ ยตู่ ลอดเวลา นอกจากนยี้ งั เปน็ การสร้างพลังใหแ้ ขม้ แขง็ การสำรวมจิต
หรือการทำสมาธิเพ่ือมิใหจ้ ิตใจวอกแวกไปในเรอื่ งตา่ งๆ เปน็ ภาวะทจ่ี ิตใจไดเ้ ขา้ ไปสัมผัสกบั
ความเปน็ เอกภาพกบั พระเจ้า ทำให้จติ สงบ ตั้งม่ัน อดทน ผทู้ ่ีมีความทกุ ข์และประสบปัญหา
ชวี ิตในดา้ นตา่ งๆ การละหมาดเปน็ เครือ่ งช่วยท่ดี ที ส่ี ดุ ทงั้ ยังฝกึ ตนเองให้ตรงต่อเวลา มคี วาม
รับผิดชอบในหนา้ ที่ ใหอ้ ยูใ่ นระเบียบวินยั รักษาความสะอาด และยังเปน็ การบริหารร่างกาย
อย่างดยี ่ิง หากเปน็ การละหมาดรวมยังเปน็ การแสดงออกถงึ ความสามคั คีพร้อมเพรยี ง ความ
เสมอภาค และภราดรภาพอกี ดว้ ยการทำละหมาด เปน็ กิจทต่ี อ้ งทำเป็นประจำในหลายวาระ
คอื
1. รอบวัน ผู้เป็นมสุ ลมิ จะต้องทำละหมาดวนั ละ 5 เวลา คอื
1.1 เวลาย่ำรุง่ เรยี กว่า ละหมาด ซบุ หฺ ปฏิบตั ิ 2 ร็อกอ
1.2 เวลากลางวัน เรียกวา่ ละหมาด ดฮุ ฺรอิ ฺ ปฏิบตั ิ 4 ร็อกอะฮ์
1.3 เวลาเย็น เรียกวา่ ละหมาด อะซัร ปฏบิ ตั ิ 4 รอ็ กอะฮ์
1.4 เวลาพลบคำ่ เรยี กวา่ ละหมาด มฆั รบิ ปฏิบัติ 3 รอ็ กอะฮ
1.5 เวลากลางคืน เรยี กวา่ ละหมาด อชิ าอ์ ปฏิบัติ 4 ร็อกอะฮ์
2. รอบสัปดาห์ ให้รวมทำกนั ในวนั ศุกร์ ณ มสั ยดิ สถาน จำนวน 2 รอ็ กอะฮ์
3. รอบปี ในรอบปีหน่งึ ให้ทกุ คนมาปฏบิ ตั ิการละหมาด ณ มัสยดิ หรือสถานชมุ นุมซ่งึ มี 2 คร้ัง
คือ
3.1 ละหมาดเมื่อสิ้นเดอื นถือศีลอด (อีดลุ พิฏร)์ ซง่ึ เรยี กวา่ "วนั ออกบวช" จำนวน 2
ร็อกอะฮ์
3.2 ละหมาดในวันเชือดสัตวพ์ ลที าน เนอ่ื งในเทศกาลฮจั ญ์ (อดี ลุ อฏั ฮา) ซึ่งเรยี กวา่
"วันออกฮัจญ์"จำนวน 2 รอ็ กอะฮ์
4. ตามเหตกุ ารณ์ เมื่อเกดิ เหตกุ ารณ์บางประการให้ละหมาดด้วย เชน่
4.1 ทำละหมาดขอพรแก่ผตู้ ายกอ่ นนำไปฝัง เรยี กว่า "ละหมาดญะนาซะฮ์"
4.2 ทำละหมาดขอฝน ในยามแห้งแลง้ เรยี กว่า "ละหมาดอิสตสิ กออ์"
4.3 ทำละหมาดในกลางคืนของเดอื นถือศีลอดจำนวน 20 ร็อกอะฮ์ เรยี กวา่
"ละหมาดตะรอวีห"์
4.4 ทำละหมาดระลึกถงึ พระเจา้ เมอื่ เกดิ ผดิ ปกตทิ างธรรมชาติ คอื
4.4.1 เมื่อเกิดจันทรุปราคา เรียกว่า "คซู ูฟุลกอมัน" จำนวน 2 ร็อกอะฮ์
4.4.2 เมือ่ เกิดสรุ ิยปุ ราคา เรียกวา่ "กุซฟู ซุ ซมั ซ"ิ จำนวน 2 ร็อกอะฮ์
4.5 ทำละหมาดขอตอ่ พระเจ้า ให้ช้ีทางเลอื กในการประกอบการงานทตี่ วั เอง ตัดสินใจ
ไม่ได้ เรียกวา่ ละหมาด "อิสตคิ งเราะย"์ จำนวน 2 ร็อกอะฮ์
นอกจากที่กลา่ วไว้น้แี ล้ว ยังมีละหมาดอ่นื ๆ อกี ซงึ่ ปรากฏในตำราศาสนาโดยตรงและการ
ละหมาดยงั สง่ เสรมิ ให้กระทำโดยไมต่ อ้ งรอวาระและเหตกุ ารณต์ า่ งๆ ดังกลา่ วท่เี ป็นการกระทำ
โดยไมต่ ้องมีเงอ่ื นไข ทำเมอ่ื ระลึกถึงพระเจ้า จำนวนกระทำคร้ังละ 2 ร็อกอะฮ์ และทำได้
เรอื่ ยไป เรยี กว่า ละหมาด "สนัตมตุ ลัก"
วิธที ำละหมาด ให้เร่มิ ด้วยการชำระร่างกายให้สะอาด และอาบนำ้ ละหมาดตามแบบดงั นี้
1. ตัง้ เจตนาวา่ จะอาบนำ้ ละหมาด
2. ล้างมอื ทงั้ สองข้างจนถึงข้อมือ
3. บ้วนปากและลา้ งรจู มูก 3 ครัง้ ใหส้ ะอาด
4. ลา้ งหนา้ 3 ครัง้ ใหท้ ่ัวบรเิ วณหน้าใหส้ ะอาด
5. ล้างแขนทงั้ สองขา้ ง 3 ครัง้ ตงั้ แต่ปลายน้ิวมือถึงข้อศอกโดยลา้ งข้างขวากอ่ นข้าง
ซ้าย
6. เอามอื ขวาชุบนำ้ ลูบศรษี ะ 3 ครงั้ ต้ังแต่ดา้ นหนา้ ถึงด้านหลงั
7. เอามอื ทั้งสองชุบน้ำเช็ดใบหทู ัง้ สองขา้ ง 3 ครง้ั ใหเ้ ปียกทั่วท้งั ภายนอกและภายใน
โดยเชด็ พรอ้ มกนั ทง้ั สองขา้ ง
8. ล้างเท้าทัง้ 2 ข้าง 3 ครั้ง ใหท้ ัว่ จากปลายเท้าถงึ เลยตาตมุ่ โดยลา้ งเท้าขวากอ่ น
เทา้ ซ้าย
เมอ่ื เสรจ็ จากการอาบน้ำละหมาดกใ็ ห้สวมเสือ้ ผา้ ทส่ี ะอาด และปิดอวยั วะสงวนโดย
- ผชู้ ายตอ้ งปิดระหว่างสะดอื กับหัวเขา่
- ผหู้ ญงิ ปดิ ทัง้ รา่ ง ยกเว้นใบหนา้ และฝ่ามือ
แล้วหันหน้าไปทาง "กบิ ละฮ"์ (กะอบ์ ะฮ์ บยั ตบุ เบาะห)์ ด้วยจิตใจอันสงบ มสี มาธแิ ละมงุ่ ต่อ
พระเจา้ แลว้ ปฏิบตั ิ ดังน้ี
1. ต้ังเจตนาแนว่ แนใ่ นการปฏิบตั ิ
2. ยกมอื จดระดบั บา่ พรอ้ มทงั้ กล่าวตกั บีร กลา่ วอัลลอฮกู กั บรั ซึ่งแปลวา่ อลั ลอฮ์
ทรงยิง่ ใหญ่ แล้วยกมอื ลงมากอดอก
3. ยืนตรงในทา่ เดิม พร้อมกับอ่าน "บางบทจากคมั ภรี ์อัลกุรอาน" หรอื บทฟาตฮี ะห์
หรอื บทอ่นื ๆ ตามต้องการ
4. กม้ ลง ใชม้ อื ทงั้ สองจับเข่าไว้ ศรี ษะทำแนวตรงกบั สนั หลงั ไมห่ ้อยลงและไมเ่ งยขน้ึ
พร้อมทง้ั อา่ นว่า "ซุบฮานะริบบยิ นั อะซวี ะบฮิ มั ดิฮ"ฺ 3 ครั้งเปน็ อยา่ งนอ้ ย
5. เงยขึน้ มาสูท่ ่ียนื ตรง พร้อมทงั้ กลา่ วว่า "สมิอลั ลฮลุ ิมันฮะมดิ ะฮ์ รอบบะนาละ
กลั ฮั้มด"ุ
6. กม้ ลงกราบโดยใหห้ นา้ ผากและจมูกจดพ้นื มอื วางแนบพนื้ ในระดับเข่า หัวเขา่ ทัง้
สองวางบนพน้ื และปลายนว้ิ สัมผัสพนื้ พร้อมกบั อา่ นว่า "ซบุ ฮานะรอบบยิ ัลอะฮลฺ าวะบฮิ ัมดิฮ"ี
3 ครัง้ เปน็ อย่างน้อย
7. ลกุ ขน้ึ มาน่งั พักพรอ้ มกับอ่านบทขอพร
8. กม้ ลงกราบคร้ังทสี่ องแบบเดียวกบั คร้ังแรก การกระทำตามลำดับดังกลา่ วนัน้ ถอื
วา่ "หนึง่ รอ็ กอะฮ"์
9. จากนัน้ ข้ึนมายืนตรง แล้วย้อนกลบั ไปเรม่ิ ต้นปฏิบตั ติ ามลำดบั ตามทกี่ ล่าวไว้แลว้
และในร็อกอะฮ์ทสี่ องให้ทำอย่างนี้
10. เมื่อขึ้นจากการกราบคร้ังที่สอง พรอ้ มกับอา่ นตะฮียะฮ์ คือ "อัตตะฮยี าตลุ มบู ารอ
กาตุสซอลาตตุ ตอยยปิ ติ ลุ ลิ ลาฮ์ อัสลามอุ าลัยกะอยั ยุฮันนะปิยวุ ะ เราหมะตลุ ลอฮิวะบะรอกาตฮุ
อสั สะลามุอาลยั นาวะอะลาอิบาติซซอลิฮนี อซั ฮะดอุ ลั า
ฮะอลิ ลัลดอฮุวะอัซฮะดุอนั นะมุฮัมมะดรั รอซลู ลุ ลอฮิ อัลลอฮฮ์ ุมมะซอลลิอะลามุฮำมัดอะลาอะลี
มุฮมั มัด"
หากละหมาดน้ันมีเพยี งสองรอ็ กอะฮ์ ก็ไมต่ ้องขึน้ ใหก้ ระทำรอ็ กอะฮ์ต่อไป แตถ่ ้าเป็นละหมาดทมี่ ี
ร็อกอะฮ์ทีม่ ี 3-4 กใ็ ห้ขน้ึ กระทำตามลำดับดังกล่าวจนครบจำนวนโดย
- ถา้ เปน็ ละหมาด 3 รอ็ กอะฮ์ ถึงการกราบครั้งที่ 2 ของรอ็ กอะฮท์ ่ี 3 ลกุ มาอ่านตะฮี
ยะฮ์
- ถา้ เป็นละหมาด 4 รอ็ กอะฮ์ ก็ลุกจากการกราบครัง้ ท่ี 2 ของรอ็ กอะฮ์ ขนึ้ มายืนตรง
ทำตอ่ ในร็อกอะฮท์ ่ี 4 ตามลำดบั จนถึงการนง่ั อ่านตะฮยี ะฮ์สดุ ท้าย
11. ให้สลาม คอื อา่ นว่า "อัสลามอุ ะลยั กมุ วะเราะหม์ ะตุลลอฮ"์ ทำพรอ้ มกบั เหลยี วไป
ทางขวาและวา่ อีกคร้ังพร้อมกบั เหลียวไปทางซา้ ย จากนั้นก็ยกมือขึ้นลบู หน้า เป็นอนั เสรจ็ พธิ ี
อนึง่ ก่อนพธิ ีละหมาดจะเริม่ ข้นึ จะมผี ้บู อกโดยใช้วิธตี ะโกนจากหอสูง เม่ือทกุ คนมาประชมุ พรอ้ ม
กันแลว้ หัวหนา้ ในพิธีการนน้ั ก็จะเปน็ ผู้นำ วนั สวดมนต์ใหญ่ คือ วันศกุ ร์
การสวดมนตห์ รือนมสั การมอี ยู่ 3 ตอน คือ
- ตอนแรก เรยี กว่า อาซาน คอื ตอนที่มอุ าซินขึ้นไปตะโกนเรยี กอยู่บนหอสูง มี
เนอ้ื ความ ว่า ไม่มบี คุ คลอ่นื ท่ดี ีกว่าพระอัลลอฮ์ พระมฮุ มั มดั เป็นศาสนทูตของพระองค์จงมา
นมัสการกนั เถดิ มาทำความดีกนั เถิด ดกี ว่าการนอน
- ตอนสอง เรยี กว่า ร็อกอะฮ์ เป็นการเร่ิมสำรวม กาย วาจา และใจ คอื การกลา่ วคำ
สวดท่ีถกู ต้อง ใชอ้ ริ ิยาบถถกู ตอ้ งและตง้ั จติ ตรงตอ่ พระเจ้าองคเ์ ดยี วอยา่ งถูกตอ้ ง
- ตอนสาม คือ ตอนกล่าวคำนมัสการโดยอมิ าม หรือหัวหน้าในพิธเี ปน็ ผู้นำกลา่ วนำ
และกระทำนำพรอ้ มกัน เปน็ การขอพรและสรรเสริญพระคณุ ของพระเจ้า อนึง่ มุสลมิ ถือว่าใน
เทศกาลสำคญั อย่างการฉลองวันสิ้นสดุ แหง่ การถือศีลอด และวันฉลองการเสียสละคร้งั ใหญ่ (อี
ดุลอฏั ฮา) คือ วันตรษุ จะตอ้ งทำพิธีร่วมกนั ทกุ คนขาดไม่ได้
ประโยชนข์ องการทำพธิ ีละหมาด
ประโยชน์ปัจจุบนั ท่สี ำคัญท่ีสุด คือ เป็นการน้อมตนแกพ่ ระเจา้ ทง้ั กาย วาจา และใจ ตาม
แบบอย่างพระศาสดาพระมฮุ ัมมดั และโองการที่พระเจา้ กำหนดไว้ สว่ นประโยชนอ์ ่นื ท่ีพงึ ไดร้ บั
มีดงั น้ี
1. เปน็ การชำระจิตใจให้สะอาดบริสทุ ธิอ์ ยูต่ ลอดเวลา
2. เปน็ การฝกึ สมาธิและสร้างพลงั จติ ใจให้แข้มแขง็
3. เปน็ การชว่ ยแกป้ ญั หาชีวติ (ระงับความทุกขใ์ จ) ไดโ้ ดยทำจิตใจใหส้ งบ
4. เป็นการปลกู ฝงั นิสัยทด่ี หี ลายประการ เชน่ ตรงต่อเวลา มีวนิ ยั มคี วามรบั ผดิ ชอบ มี
ความอดทน การเอาชนะใจตัวเอง สรา้ งความสะอาดและความสามคั คี
5. เปน็ วิธกี ารบรหิ ารร่างกายทางอ้อม
6. เป็นการสร้างพลังกายใหเ้ ขม้ แข็งเพ่อื สามารถตอ่ ตา้ นโรคภยั ได้เป็นอยา่ งดี
7. เป็นการลดความตงึ เครยี ดในหน้าที่การงานเพอื่ ดำเนนิ งานตอ่ ไปอกี อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
ยง่ิ ข้ึน
( 3) การถอื ศีลอ การถอื ศลี อด คือ งดเว้นจากการกระทำตา่ งๆ ดังต่อไปนตี้ ้งั แตแ่ สงอรณุ ข้นึ
จนถึงตะวนั ตกในเดือนรอมะฎอน (เดอื นท่ี 9 ของ ฮจิ เราะหศ์ ักราช) เป็นเวลา 1 เดือน คือ
1. งดการกนิ และการด่ืม
2. งดการมเี พศสัมพันธ์
3. งดการใชว้ ตั ถภุ ายนอกเขา้ ไปในอวยั วะภายใน
4. งดการแสดงอารมณ์ร้ายและความผดิ ต่างๆ พรอ้ มทั้งกระทำในสง่ิ ตา่ งๆ ดังตอ่ ไปนี้
1. ทำนมัสการพระเจ้าให้มากกวา่ วันธรรมดาถ้าเปน็ การถอื ศลี รอมะฎอนให้ทำ
ละหมาดตะรอวีห์จำนวน 20 รอ็ กอะฮ์
2. อ่านคัมภีรอ์ ัลกรุ อานใหม้ าก
3. สำรวมอารมณ์และจิตใจให้ดี
4. ทำทานแก่ผ้ยู ากไรแ้ ละบรจิ าคเพือ่ การกุศล
5. กลา่ ว "ซกิ ิร" อันเปน็ บทรำลกึ ถึงพระเจา้
6. ให้น่ังสงบสติสงบจติ "อิตติกาฟ" ในมัสยดิ
การถือศีลอดมีเปา้ หมายเพื่อเปน็ การฝกึ ฝนใหต้ ัวเองมจี ติ ผกู พัน และยำเกรงต่อพระเจ้าเพอ่ื การ
ดำเนินชีวิตในทุกด้านตามคำบัญชาของพระองค์ อนั เป็นผลดที ำให้เกดิ ปกติสขุ ทัง้ สว่ นตวั และ
ส่วนสงั คม
นอกจากน้ันประโยชนข์ องการถือศีลอดยังอำนวยในด้วนสุขภาพอนามยั อีกดว้ ย เพราะการถอื
ศลี อดเปน็ การอดอาหารในช่วงเวลาท่ถี กู กำหนดไวอ้ ย่างตายตวั นั้น จะทำใหร้ า่ งกายไดล้ ะลาย
สว่ นเกนิ ของไขมนั ทสี่ ะสมเอาไว้ อันเป็นบ่อเกดิ ของโรคร้ายหลายประการด้วยกนั ดังทที่ ราบๆ
กนั อยู่แล้ว
การถอื ศีลอดเป็นการเพ่มิ พูนภูมติ า้ นทานแกร่ า่ งกาย ทำให้ร่างกายเคยชนิ กับความหวิ ดว้ ยและ
การรบั ประทานอาหารตรงตามเวลา เพราะใน 24 ช่ัวโมง ผู้ถือศีลอดจะรับประทานอาหารสอง
มอื้ คอื มือ้ ตอนดกึ กอ่ นฟา้ รงุ่ สางและม้อื คำ่ เม่ืออาทิตยล์ บั ขอบฟ้า
การถือศลี อดทำให้เกดิ การประหยัดท้ังอาหารของโลก และสง่ิ ฟมุ่ เฟือยสิ่งตา่ งๆ อกี มากมาย
สมมุตทิ ้งั โลกมมี สุ ลิมทงั้ หมดในหนึง่ เดือนทถี่ อื ศลี อด เม่ือนำมาจา่ ยคา่ อาหารที่ลดลงจะเปน็
จำนวนมหาศาล เทา่ กับเดอื นถอื ศลี อดน้ัน มุสลมิ ช่วยทำให้โลกประหยดั โดยตรง
วาระการถือศีลอด
การถือศีลอดแบ่งออกเป็น 2 ประการ คอื
1. บงั คับ
2. อาสาสมัคร
1. ถอื ศีลอดบงั คบั ได้แก่ การถือศีลอดซง่ึ ศาสนาบงั คับวา่ จะต้องถือดังนี้
1.1 ถือศลี อดในเดือนรอมะฎอนครบทัง้ เดอื น
1.2 ถือศลี อดตามท่บี นไว้
1.3 ถือศลี อดชดเชยท่ีขาด
1.4 ถือศลี อดตามขอ้ ผูกพนั เช่น ถอื ศีลอดเพอื่ ไถค่ วามผดิ อันเกดิ จากการกระทำผิด
ทางเพศขณะถือศลี อด เป็นตน้
2. ถอื ศลี อดอาสาสมคั ร ไดแ้ ก่ การถือศีลอดซึ่งศาสนามไิ ดบ้ ังคับให้ถอื หากปลอ่ ยเป็นอิสระ
ตามความสมคั รใจ มดี ังตอ่ ไปนี้ เช่น
2.1 การถือศีลอด 6 วนั ในเดือนเชาวาล (เดอื นตอ่ จากเดอื นรอมะฎอน)
2.2 การถอื ศลี อดในวนั ท่ี 10 ของเดือนมฮุ ัรร็อม.
2.3 การถือศีลอด ในวันจันทร์ วันพฤหัสบดี เปน็ ตน้
สาเหตุทำให้เสยี ศลี อด
1. รับประทานอาหารหรือเครื่องดม่ื
2. อาเจียนโดยเจตนา
3. รว่ มประเวณี
4. เสียสติ
5. นำวัตถเุ ขา้ ไปในช่องภายในของรา่ งกาย เชน่ รูหู ทวาร เปน็ ตน้
6. มีเลือดประจำเดือนหรือเลือดหลงั คลอด
7. ทำให้อสจุ ิเคล่ือน
8. สิ้นสภาพอิสลาม
จุดมงุ่ หมายของการถือศลี อดเพื่อฝกึ ฝนทางดา้ นรา่ งกายและจติ ใจ ใหม้ คี วามหนักแนน่ ต่อไป
โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในหลกั ชะกาต
มุสลมิ ทบี่ รรลนุ ิตภิ าวะทางรา่ งกายดงั ทกี่ ล่าวมาแลว้ ในเร่อื งละหมาด ทกุ คนจะตอ้ งถอื ศลี อด
ยกเว้นสำหรบั บุคคลบางประเภทตอ่ ไปนี้
1. คนชรา
2. คนป่วยหรอื สุขภาพไม่ดี
3. หญงิ ทม่ี คี รรภท์ ่ีเกรงวา่ จะเปน็ อนั ตรายแกบ่ ตุ ร
4. บุคคลที่ทำงานหนกั เชน่ กรรมกรแบกหาม
5. บคุ คลท่ีอยใู่ นระหวา่ งเดนิ ทาง
6. หญงิ ขณะมรี อบเดอื นและหลงั คลอด
บคุ คลทีไ่ ดร้ ับการผ่อนผันให้ละเว้นการถอื ศลี อดทัง้ 6 ประเภทน้ี หากพ้นภาวะความจำเปน็
ดงั กล่าวแล้ว เช่น หมดรอบเดือน เม่อื สิ้นสุดการเดนิ ทาง หายจากการเจ็บไข้ ฯลฯ ใหถ้ ือศีลอด
ชดใช้ตามจำนวนวันทีข่ าดโดยจะตอ้ งถือในช่วงระยะ 11 เดือนก่อนทจ่ี ะถงึ เดอื นรอมะฎอนของ
ปตี ่อไป ยกเวน้ ผทู้ ่จี ะถือศลี อดไดโ้ ดยลำบาก เชน่ คนชรา คนป่วย ซึ่งบคุ คล ดงั กลา่ วนีต้ อ้ ง
ใชช้ ดเชยโดยบรจิ าคอาหารแก่คนยากจน 1 คน ในวนั ท่ีขาด โดยอาหารนน้ั ต้องเหมอื นกับที่ตน
รบั ประทาน
( 4 )การบริจาคซะกาต หมายถงึ การบริจาคทานให้แก่คนทเ่ี หมาะสม ตามที่ศาสนากำหนด
เช่น คนอนาถา เดก็ กำพร้า คนขัดสน ผู้เผยแผ่ศาสนา การบรจิ าคซะกาต เปน็ ข้อบงั คับท่ีต้อง
ปฏิบตั ิ ชาว มสุ ลมิ หรอื วา่ เป็นหน้าทีท่ ี่จะต้องสละทรพั ยข์ องตนในอตั รารอ้ ยละ ๒.๕ เพ่ือ
แบ่งปันใหแ้ กผ่ ูอ้ ่นื เป็นการกลอ่ มเกลาจติ ใจให้เป็นคนเอือ้ เฟ้ือเผ่อื แผ่ ช่วยเหลือซงึ่ กนั และกนั
การบริจาคศาสนาทาน ศาสนาอสิ ลามเรียกว่า "ซะกาต" (Sakat) มาจากคำเดมิ ในภาษา
อาหรับวา่ "ซะกาฮฺ " แปลวา่ การทำให้บรสิ ทุ ธิ์ ความเจรญิ งอกงาม
ซะกาต ในศาสนาอิสลาม หมายถงึ การบรจิ าคซ่งึ ศาสนาบังคบั ใหผ้ ู้มีทรัพย์สินมากเกินจำนวน
ทก่ี ำหนดไว้ (ในศาสนา) จา่ ยแก่ผู้ควรไดร้ ับ (ตามอตั ราท่ีศาสนากำหนด)
ท่มี าของการบริจาคซะกาต
1. คำสอนในศาสนาท่ีให้มุสลิมทกุ คนถอื ว่า บรรดาทรัพยส์ นิ ทงั้ หลายทีห่ ามาได้น้นั คือ ของ
ฝากจากอลั เลาะห์เจ้าใหจ้ า่ ยสว่ นหนึง่ แกค่ นยากคนจน
2. ชวี ิตจริงของพระศาสดามะหะหมดั เคยผ่านความยากจนมากอ่ น
วตั ถุประสงค์ของการบริจาคซะกาต
1. เพ่ือชำระจติ ใจของผบู้ ริจาคให้บริสุทธไิ์ มต่ กเปน็ ทาสแหง่ วัตถดุ ว้ ยความโลภและเห็นแก่
ตวั
2. เพ่ือปลกู ฝงั ใหม้ ุสลมิ ทัง้ หลายเปน็ ผมู้ ีจติ ใจเมตตา กรณุ า เอือ้ เฟ้ือเผื่อแผซ่ ึง่ กันและกนั
3. เพอื่ ลดชอ่ งว่างระหวา่ งชนชน้ั ในสงั คมดว้ ยวธิ กี ารสงั คมสงเคราะห์
ลกั ษณะของการบริจาคซะกาตท่ีถอื ได้ว่าไดบ้ ุญกศุ ลตามความมุง่ หมาย
1. ทรัพย์สนิ ทบี่ รจิ าคต้องได้มาดว้ ยความสจุ รติ
2. ตอ้ งเตม็ ใจในการบรจิ าค ไม่หวังสง่ิ ตอบแทน ไม่เจตนาเพ่อื อวดความมง่ั มแี ละไม่ลำเลกิ
บญุ คณุ
อัตราการบรจิ าคซะกาต
ทรพั ยท์ ี่จะนำมาบรจิ าคซะกาตมหี ลายประเภทดว้ ยกัน คือ
1. ซะกาตพชื ผล อันได้แก่ การเพาะปลูกที่นำผลผลติ มาเปน็ อาหารหลักในท้องถน่ิ นนั้ ๆ เชน่
ข้าว ขา้ วสาลี เปน็ ต้น เมอื่ มีจำนวนผลติ ได้ 650 กก. ตอ้ งจ่ายซะกาต 10% สำหรับการ
เพาะปลูกทอี่ าศัยฝน และเพียง 5% สำหรับการเพาะปลูกที่ใชน้ ำ้ จากแรงงาน
2. ทองคำ เงิน และเงนิ ตรา เมอ่ื มีจำนวนเหลอื ใช้เพียงเท่าทองคำหนัก 5.6 บาท เกบ็ ไว้
ครอบครองครบรอบปกี ็ตอ้ งบริจาคออกไป 2.5% จากท้งั หมดทม่ี อี ยู่
3. รายได้จากการคา้ เจ้าของสินคา้ ต้องคิดหกั ในอตั รา 2.5% ในทุกรอบปี บรจิ าคเปน็ ซะ
กาตท้ังน้ที รัพย์สนิ จะตอ้ งไมน่ ้อยกวา่ เทียบน้ำหนกั ทองคำเทา่ กับ 4.67 บาท
4. ขมุ ทรพั ยเ์ หมืองแร่ เมื่อไดข้ ดุ กรสุ มบตั แิ ผน่ ดนิ หรอื เหมืองแร่ได้สมั ปทาน จะต้องจ่ายซะ
กาต 20% หรือ 1 ใน 5 จากทรัพย์สินทัง้ หมดท่ไี ด้
5. ปศุสตั ว์ ผทู้ ป่ี ระกอบอาชพี เลีย้ งสัตว์ คือ ววั ควาย อฐู แพะ แกะ จะต้องบรจิ าคในอัตรา
ทแ่ี น่นอน เปน็ ซะกาตออกไป เชน่ มีวัว ควาย ครบ 30 ตวั ใหบ้ ริจาคลกู ววั อายุ 1 ขวบ 1 ตวั
ครบ 100 ตัว บริจาคลูกวัวอายุ 2 ขวบ 1ตวั และ 1 ขวบ 2 ตวั เป็นตน้
ผมู้ สี ิทธิร์ บั ซะกาต
ผ้มู ีสิทธ์ิรับซะกาตตามระบุไวใ้ นอัลกุรอานมที ง้ั หมด 8 ประเภท คือ
1. คนอนาถา ได้แก่ ผยู้ ากจนไมม่ ีทรพั ย์สนิ หรืออาชพี ใดๆ
2. คนขัดสน ไดแ้ ก่ ผมู้ อี าชพี มีรายได้ แต่ไมเ่ พียงพอกับการใช้จา่ ยจรงิ
3. เจ้าหน้าท่เี กีย่ วกบั ซะกาต ได้แก่ บุคคลที่ไดร้ บั การไวว้ างใจจากรัฐใหจ้ ดั การเกบ็ รวบรวม
และจ่ายซะกาต
4. ผ้คู วรปลอบใจ ได้แก่ ผู้เพ่ิงเขา้ อสิ ลาม หรอื เตรยี มเขา้ อสิ ลาม หรอื อาจจะเขา้ อิสลาม
5. ทาสทตี่ อ้ งการทรัพย์ไปไถต่ วั เองให้เปน็ อิสระ รบั ซะกาตเพียงเท่าท่จี ะนำไปไถ่ตัวเอง
6. ผู้เปน็ หนี้ หมายถึง เปน็ หน้ีในการประกอบสมั มาอาชีวะ หรือกจิ การกศุ ลท่วั ไปรบั ซะกา
ตเพยี งเทา่ ท่ีเป็นหนี้
7. ผู้สละชวี ิตในแนวทางพระเจ้า รบั ซะกาตเพียงค่าใชจ้ า่ ยระหว่างดำเนนิ การ
8. ผเู้ ดนิ ทาง หมายถึง เม่อื เดนิ ทางแลว้ หมดทุนทจี่ ะเดินทางกลบั มสี ทิ ธิ์รบั ซะกาตไดเ้ พียง
คา่ ใช้จ่ายทีจ่ ำเป็น
ซะกาตฟิฏเราะฮ์
การบริจาคซะกาตอกี ประเภทหน่ึงทมี่ ุสลิมต้องปฏบิ ตั ิ คอื ซะกาตฟิฏเราะฮ์ ซึง่ บริจาคเมอ่ื ถึง
วนั สิน้ เดอื นอด (รอมะฎอน)
เป็นซะกาตท่ีคดิ จากอาหารหลักทบ่ี รโิ ภคในท้องถน่ิ น้ันๆ เชน่ ขา้ วสาลี เปน็ ต้น นำมา บรจิ าค
โดยคดิ เป็นรายบคุ คล คนละประมาณ 4 ทะนาน หรอื ประมาณ 3 ลติ ร
การบริจาคซะกาตฟฏิ เราะฮใ์ ห้หวั หน้าครอบครัวบริจาคเพียงคนเดยี ว โดยคำนวณจากสมาชิก
ในครอบครวั สมาชกิ ในครอบครัวจำนวนเทา่ ใดกค็ ูณดว้ ย 3 ลติ ร แล้วนำไปบรจิ าคแก่ ผู้มสี ทิ ธิ์
( 5 )การประกอบพิธฮี ัจญ์ หมายถงึ การไปประกอบศาสนกจิ ณ ศาสนสถานบัยตลุ ลอฮ์ เมือง
มกั กะฮ์ ประเทศซาอุดอี าระเบีย การประกอบพิธฮี ัจญไ์ มไ่ ด้บังคบั ให้ชาว มสุ ลมิ ต้องกระทำ แต่
ให้ถอื เปน็ หลักปฏิบตั สิ ำหรับผทู้ ่พี ร้อม และมีความสามารถ คือ บรรลนุ ิตภิ าวะ มีสขุ ภาพดี มี
ทนุ ทรัพยเ์ พยี งพอ และมคี วามรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกับการประกอบพิธฮี ัจญเ์ ปน็ อยา่ งดี
การประกอบพิธฮี ัจญ์ คอื การเดินทางไปประกอบศาสนกิจ ณ เมอื งเมกกะฮ์ ประเทศ
ซาอุดิอาระเบีย คำว่า ฮจั ญ์ หมายถึง "การเดนิ ทางไปยงั จดุ ม่งุ หมายเฉพาะอนั หนงึ่ ในแง่
กฎหมายของอสิ ลาม คำนีม้ คี วามหมายว่า ออกเดนิ ทางไปกะบะหห์ รอื บยั ดลุ ลอฮ์ และประกอบ
พิธฮี ัจญ์"
ในชีวิตหนึง่ มุสลมิ จะเดนิ ทางไปประกอบพิธฮี จั ญ์ ณ มหานครเมกกะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบยี
อยา่ งน้อย 1 ครง้ั เปน็ ขอ้ บังคับสำหรบั ทกุ คนที่มคี วามสามารถพอจะเดินทาง ไปได้และไมท่ ำ
ให้ครอบครัวเดือดร้อนระหวา่ งเดินทาง
บทบัญญตั พิ ธิ ฮี ัจญน์ ้ีกำหนดใหม้ สุ ลิมจากท่วั ทกุ มมุ โลกไดเ้ ดนิ ทางไปรว่ มชุมนมุ เพอ่ื แสดงพลัง
ศรทั ธา พลังเศรษฐกิจ พลังสงั คม และไดม้ กี ารแลกเปลยี่ นทางดา้ นต่างๆ อนั เป็นประโยชนต์ ่อ
สงั คมมสุ ลมิ เชน่ การแลกเปลย่ี นทางวิชาการ ทางเศรษฐกจิ ทางความคิด ทางขา่ วสาร เปน็
ตน้
การรวมตัวกันในสถานท่เี ดยี วกัน เป็นจำนวนหลายลา้ นคนเช่นน้ี ทำใหท้ ุกคนได้ตระหนักถงึ
ภราดรภาพ เสมอภาพ และความเป็นอนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั ทางสงั คม ซ่ึงจะทำให้ทกุ คนรกั กัน
ย่ิงๆ ข้นึ ทไ่ี มเ่ คยร้จู กั กันกจ็ ะไดร้ ้จู กั กัน และจะทำใหส้ นิทสนมสมคั รสมานกนั
กำหนดเวลาของการไปทำพธิ ฮี ัจญ์
ในปหี นึ่งๆ มุสลิมทว่ั โลกจะเดินทางไปประกอบพิธฮี จั ญพ์ ร้อมกนั 1 ครัง้ พิธนี ั้นจะทำในเดอื น
ซุลฮิจญะฮข์ องแตล่ ะปี
แตห่ ากมุสลมิ เดนิ ทางไปปฏบิ ตั ิศาสนกจิ มใิ ชฤ่ ดกู าลทำฮจั ญต์ ามกำหนดเวลาดงั กลา่ วเรียก
ศาสนกิจนั้นว่า อมุ เราะห์
สถานท่ใี นการประกอบพธิ ีฮัจญ์
สถานทใ่ี นการประกอบพธิ ฮี ัจญม์ ีเพียงแหง่ เดยี วโลกมุสลมิ ไมส่ ามารถจะไปประกอบพธิ ีฮจั ญท์ ่ี
ไหนก็ไดต้ ามใจชอบ เช่น การทอ่ งเที่ยว
สถานทข่ี องการประกอบพธิ ฮี ัจญอ์ ยู่ทก่ี ะอ์บะฮ์ หรอื บยั ตุลลอหใ์ นนครเมกกะ ประเทศ
ซาอดุ อิ าระเบยี
กะอบ์ ะฮ์ คอื ส่งิ กอ่ สร้างรูปทรงเหล่ยี ม (มาจากรากศพั ท์ว่า กะอะบะ แปลว่า นูนข้ึนหรอื พอง
ขนึ้ ) ทที่ า่ นนบี (ศาสดา) อิบรอฮีมและนบีอสิ มาอิล บตุ รชายชว่ ยกันสร้างขนึ้ จากรากเดมิ ทีม่ ีอยู่
ตามทีไ่ ด้รับบัญชาจากพระผูเ้ ปน็ เจ้าอัลเลาะห์ (ซุบห)์ เมอ่ื ประมาณ 200 ปี ก่อนครสิ ตกาล
กะอบ์ ะฮ์น้มี ชี อ่ื เรยี กอยู่หลายอยา่ งที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อลั กรุ อาน อาทิ อัล-บยั ตลุ หะรอมอัล-
มิสญิดุลหะรอม บยั ตุลอตกี แตน่ ามท่ีเป็นทร่ี ู้จกั กนั มากทส่ี ุด คือ "บัยตลุ ลอห"์ ซง่ึ แปลวา่
บา้ นของอัลลอฮ์
ฉะน้นั อลั -กะอ์บะฮ์ หรอื บยั ตลุ ลอห์ จงึ เปน็ เคหะหลงั แรกท่ถี กู สรา้ งขน้ึ เพ่ือให้เปน็ ศนู ย์รวม
แห่งความเคารพภักดีต่อองค์พระอัลเลาะห์ (ซุบห์)
ทงุ่ อะเราะฟะฮ์ อะเราะฟะฮม์ ลี ักษณะเป็นทงุ่ กว้างในหินผาทก่ี วา้ งใหญ่สงู ประมาณ 200 ฟุต
อยู่ห่างจากนครเมกกะประมาณ 25 กโิ ลเมตร เป็นสถานที่ที่ผ้ปู ระกอบพิธฮี จั ญ์ท้งั หมด (ฮุ
จญาด) จะไปรว่ มชุมนมุ กนั ในวันท่ี 9 ของเดือนซลุ ฮจิ ญะฮ์ ตั้งแต่เช้ากอ่ นถงึ พระอาทิตย์ตก
เป็นที่เริ่มแรกของพธิ ีฮจั ญ์ หลงั จากครองผ้าอิห์รอมแล้ว (ชุดขาวจากผา้ 2 ผืน)
ในการค้างแรมท่อี ะเราะฟะฮ์น้ี ฮจุ ญาด (ผไู้ ปประกอบพธิ ีฮัจญ)์ จะกางเตน็ ท์อยูโ่ ดยตา่ งกม็ ีธง
ชาตขิ องประเทศตนตดิ ตงั้ ไว้
ทุ่งน้เี ปน็ ทีช่ ุมนมุ ของคนทวั่ โลก จากจำนวนรอ้ ย เป็นพนั เป็นหมนื่ เปน็ แสน และเป็นล้านใน
ปัจจบุ นั ในจำนวนนี้มที ง้ั ราชาและยาจก นายและบ่าว ผิวขาว ผิวดำ ผวิ เหลอื ง แต่ทกุ คนแตง่
กายเหมอื นกันดว้ ยผา้ ขาวเพยี ง 2 ชิ้น ทกุ คนเท่าเทยี มกนั เป็นพ่ีน้องกนั หวั ใจจำนวนล้านดวง
ในทีเ่ ดียวกนั ตา่ งมงุ่ อยทู่ พี่ ระเจา้ องคเ์ ดียวกัน และต่างอย่ใู นความสำรวมความนอบนอ้ มต่อ
พระองค์ ขอพรจากพระองค์ เป็นการมาหยดุ มาพกั แรมอยู่ด้วยกนั ดว้ ยความสงบ จึงเรียกการ
ปฏิบตั ินี้ว่า วกู ฟู (วูกูฟ แปลว่า หยุด สงบ นิ่ง)
เมอื่ เสร็จจากการวูกูฟ ฮุจญาดจะเดนิ ทางไปยงั ทงุ่ มนี าเพ่อื ไปค้างแรมท่นี ้ัน 3 วนั 3 คืน เพ่ือ
ขวา้ งเสาหนิ
แตเ่ นอื่ งจากการเดนิ ทางอยู่ในระหว่างกลางคนื ทา่ นศาสดา (ศ็อลฯ) จงึ คา้ งคนื ทีท่ ุ่ง มสุ ตะ
ลฟิ ะฮ์ 1 คืน จึงออกเดินทางไปทงุ่ มีนาในตอนเชา้ ของวันท่ี 10
สำหรบั มุสลมิ ทม่ี ิไดเ้ ดินทางไปประกอบพธิ ฮี ัจญ์ ถอื ว่าวนั รุง่ ขนึ้ จากการวกู ูฟของผไู้ ปประกอบ
พิธีฮจั ญ์ คือ วนั อดี ลุ อฏั ฮา หรอื ที่ชาวไทยมุสลิมนิยมเรยี กว่า ออกฮัจญี
อน่งึ ณ ท่งุ อะเราะฟะฮแ์ หง่ นี้ คอื สถานทีซ่ ึง่ ท่านศาสดามฮุ มั มัด (ศ็อลฯ) แสดงปัจฉิมเทศนา
หรอื การกลา่ วอบรมในทช่ี มุ นุมเปน็ ครัง้ สดุ ท้าย
การแต่งกายในพิธฮี จั ญ์
ผชู้ ายทกุ คนจะแตง่ กายดว้ ยผ้าขาว 2 ชนิ้ ท่ไี ม่มกี ารเย็บ ส่วนหญงิ จะแตง่ กายด้วยชดุ ทีม่ ดิ ชิด
(เปดิ ได้เฉพาะฝา่ มือและใบหน้า) โดยไมม่ เี ครอ่ื งประดบั ใดๆ ทงั้ สิ้น การครองผา้ ขาวนีเ้ รยี กวา่
อิหร์ อม
"หลักขอ้ แรกของการบำเพญ็ ฮจั ญ์ ไดแ้ ก่ อหิ ร์ อมจากมกี อต หมายถึง การครองผ้าสองชน้ิ ด้วย
การตัง้ ใจจะบำเพ็ญฮัจญจ์ ากเขตสถานทแ่ี หง่ หนง่ึ เรียกวา่ ยะลัมลมั ซง่ึ อย่หู า่ งจากเมอื งฮิต
ดะห์ (เมอื งท่าของซาอดุ ิอาระเบีย) ประมาณ 63 กิโลเมตร"
การประกอบพิธีฮจั ญ์
ต้ังแต่เริ่มครองอิห์รอมจนเปลอ้ื งอิหร์ อมเมื่อเสร็จพิธีไมว่ า่ ฮุจญาดจะมาจากสว่ นใดของโลกจะ
ต่างเรม่ิ กล่าวสรรเสริญด้วยภาษาเดยี วกันกอ้ งกระหึ่มไปทว่ั คอื "ลับบยั กลั ลอฮมุ มะลบั บัยกะลา
ซารีกะลกั " "โอ้อัลลอฮ์ ขา้ พระองค์ขอนอบนอ้ มคำเชิญของพระองค์ ไม่มผี ใู้ ดเทียบเท่า
พระองค"์
ข้นั ตอนของพธิ ฮี จั ญ์ สรปุ ได้ดังน้ี
1. การครองอิหร์ อม
2. การวูกฟู (พกั สงบ) ที่ทุ่งอะเราะฟะฮ์
3. การค้างแรมทที่ งุ่ มุสตะลิฟะฮ์ 1 คืน แลว้ เดินทางไปอยทู่ ่ีทงุ่ มนี า 3 คนื เพื่อขว้าง เสา
หิน
4. การเฏาะวาฟ คือ เดนิ เวยี น (ซ้าย) รอบบยั ตลุ ลอห์ 7 รอบ
5. สะแอ คอื การเดินและวิ่งกลบั ไปกลบั มาระหวา่ งอลั เศาะฟากับอลั มรั วะฮ์ 7 เทย่ี ว
6. การทำกุรบานหรือเชือดสัตว์พลี สำหรับผู้ท่มี คี วามสามารถ หรือการถือศีลอดทดแทน 7
วนั
7. โกนหรอื ตัดผม เสรจ็ แลว้ จงึ เปลื้องชดุ อหิ ร์ อม
พิธฮี จั ญ์เปน็ ศาสนกจิ ขอ้ ที่ 5 ของมุสลมิ เปน็ ขอ้ เดยี วในหลักปฏบิ ตั ิ 5 ประการทใ่ี ช้ปฏิบัติ
เฉพาะบคุ คลทีม่ คี วามสามารถเทา่ น้ัน บุคคลท่มี ีความสามารถในการประกอบพิธีฮจั ญ์
หมายถึง มุสลิมที่มีสขุ ภาพแขง็ แรงทง้ั ร่างกายและจิตใจ มสี ตปิ ัญญาที่สมบรู ณ์ท่ีมที รพั ย์สิน
เพียงพอในการใชจ้ ่ายโดยมิต้องเป็นหนสี้ นิ และเดอื ดร้อนบคุ คลทีอ่ ยขู่ ้างหลังและเส้นทางที่
เดนิ ทางไปจะต้องปลอดภยั นอกจากนี้จะต้องเปน็ ผทู้ ีป่ ระกอบศาสนกิจข้ออ่นื ๆ เชน่ การ
ละหมาด การถือศลี อด การบรจิ าคซะกาตสมบูรณ์เสยี กอ่ น การไปประกอบพธิ ฮี ัจญ์มใิ ช่เพ่ือโอ้
อวดหรือเพ่ือแสดงความมง่ั คั่งของตน แตเ่ ปน็ การไปเพื่อทดสอบความศรัทธาและความ
เขม้ แข็งอดทน
ในปีหนึ่งๆ มสุ ลิมจากท่ัวโลกจะเดนิ ทางไปประกอบพธิ ฮี ัจญพ์ ร้อมกันที่เมอื งเมกกะ ประเทศ
ซาอดุ อิ าระเบยี ซงึ่ เป็นสถานท่แี ห่งเดียวในโลกทใ่ี ชป้ ระกอบพธิ จี ะทำในเดอื นซ้ลู (เดอื นที่ 12
ของเดอื นฮจิ ญเ์ ราะฮ์ศักราช) โดยใชเ้ วลาประมาณ 1 สปั ดาห์
มุสลิมทเี่ ข้าร่วมในการประกอบพิธีฮัจญจ์ ะตอ้ งทำพธิ ีตามลำดับตอ่ ไปนี้
1. การครองอหิ ร์ อม คอื การน่งุ หม่ ด้วยผา้ ขาวสองผืน เรยี กว่า ครองอิห์รอม ผทู้ ่ีเข้ารว่ มใน
การประกอบพธิ ฮี ัจญท์ เี่ ปน็ ชายจะต้องแต่งกายด้วยผ้าขาวสองผนื ส่วนหญิงจะต้องปิดมิดชดิ
เวน้ แต่ใบหน้าและฝ่ามือ เพราะฉะนนั้ ทุกคนจึงแต่งเหมอื นกันหมดไม่วา่ จะเปน็ เศรษฐีหรอื ยาจก
ผวิ ขาวหรอื ผิวดำ นายหรือบา่ ว เพราะทกุ คนเสมอภาคกนั หมด
2. การวูกูฟ คือ การพักสงบทที่ ่งุ อะเราะฟะฮ์ (อะเราะฟะฮ์ เปน็ ช่ือตำบลหนึ่งของเมอื ง
เมกกะ) ซง่ึ ห่างจากเมืองเมกกะประมาณ 12 กิโลเมตร บรเิ วณสำหรบั วกู ูฟนเี้ ปน็ ลานทราย
กว้างใหญท่ ่ีมเี ทือกเขาเรียงรายเปน็ รูปครึ่งวงกลม ทิศเหนอื มเี นนิ เขาชือ่ ญะบลั เราะห์ ซง่ึ เคย
เป็นสว่ นหน่งึ เปน็ สถานทวี่ กู ูฟของท่านเราะซูล
การวูกฟู เปน็ ข้อท่ีปฏิบตั ิประการหนึง่ ของพิธฮี จั ญ์ ผู้ทีข่ าดการวูกฟู ย่อมไม่ไดฮ้ จั ญ์ การวกู ฟู จะ
เร่มิ ตง้ั แตต่ ะวนั คล้อยของวนั ที่ 9 เดอื นซู้ล
3. การคา้ งแรมทที่ งุ่ มุสตะลฟิ ะฮ์ 1 คืน แล้วเดินทางไปทุง่ มีนาเพือ่ ขว้างเสาหินค้างแรมท่ีทุ่งมี
นา 3 วนั 3 คืน
4. การเฏาะวาฟ คือ การเดนิ เวยี นรอบบยั ตุลลอฮ์ 7 รอบ การเฏาะวาฟต้องเรมิ่ ต้นจากแนว
ของหินดำและต้องปฏบิ ัตดิ ังนี้
- ต้องมนี ้ำละหมาด
- แต่งกายปกปดิ เรยี บรอ้ ย
- เนียตเฏาะวาฟกอ่ นจะเรม่ิ ต้นเฏาะวาฟ
- ต้องเริ่มจากหนิ ดำ
- ต้องเวยี นให้ครบ 7 รอบ โดยเวยี นติดต่อกันไปไม่ขาดระยะ
- ใหเ้ วียนซ้ายใหบ้ ัยตุลลอฮ์อยู่ทางดา้ นซา้ ยมือโดยให้แนวอกตัง้ ฉากกับบยั ตลุ ลอฮ์เสมอ
- ใหจ้ ูบหนิ ดำ หากคนแน่นจนทำไมไ่ ดก้ ใ็ หเ้ อามือลบู หินดำแลว้ จึงเอามือมาจบู หากยงั ทำ
ไมไ่ ดอ้ กี ก็ใหท้ ำทา่ จบู หรือลบู หินดำแล้วจึงเอามอื จบู
5. สะแอ คอื การเดนิ ระหวา่ งเศาะฟา มรั วะฮ์ ซงึ่ มคี วามยาวประมาณ 410 เมตร โดยเดนิ
เวยี นรอบประมาณ 7 เทย่ี ว เงื่อนไขการสะแอมีดงั นี้
- ต้องเริ่มทีเ่ นินเขาเศาะฟา
- ตอ้ งสิน้ สดุ ทีเ่ นินเขามัรวะฮ์
- ตอ้ งเดนิ ตามเสน้ ทางทก่ี ำหนด
- ต้องเดนิ ใหค้ รบ 7 รอบ
- หากไม่แนใ่ จในจำนวนเท่ยี ว ให้ถอื วา่ เอาจำนวนน้อยเป็นหลกั แล้วสะแอต่อไปจนแน่ใจวา่
ครบ 7 เทีย่ ว
6. การทำกรุ บาน คือ การเชือดสตั วเ์ พ่ือเปน็ ทาน ผู้ที่กระทำบกพร่องหรือละเมดิ ขอ้ หา้ ม
ต่างๆ ระหว่างพธิ ฮี ัจญ์ จะต้องเสยี ค่าปรบั หรอื คา่ ทดแทนทรี่ ียกวา่ การเสยี ดมั การเสยี ดัมนี้
อาจจะเปน็ การกระทำได้ด้วยตนเองหรอื มอบหมายให้ผู้อ่ืนทำแทนโดยเชอื ดสตั ว์หรือนำอาหาร
มาแทน บรจิ าคแกค่ นยากจน แลว้ แต่กรณี เช่น
- ผู้บำเพ็ญฮัจญร์ ่วมประเวณีระหวา่ งอิหร์ อมถือวา่ มีความผิดหนกั ทำให้พธิ ฮี ัจญน์ ัน้ เสยี ต้อง
กระทำไดด้ ว้ ยตนเองหรอื มอบหมายใหผ้ ้อู นื่ ทำแทนโดยเชือดสัตวห์ รอื นำอาหารมาแทนและ
ต้องกระทำพิธีฮจั ญต์ อ่ ไปจนจบและตอ้ ง ประกอบพิธฮี จั ญ์อีกต่อไป นอกจากน้ียงั ตอ้ งเสียดมั
- หา้ มลา่ สตั วห์ รอื ชว่ ยเหลือการลา่ สตั ว์
- เมื่อผบู้ ำเพ็ญฮัจญบ์ กพร่องในเน่ืองตอ่ ไปน้ี เชน่ ใช้เคร่ืองหอม ตัดเลบ็ ตดั หรอื ถอนตน้ ไม้
ให้เสียดมั โดยเชือดแพะหรือแกะ 1 ตัว หรอื ถือศลี อด 3 วนั หรอื บริจาคข้าวสารแก่คนยากจน
6 คน คนละคร่งึ มุด (ทะนานอาหรับ)
7. โกนหรือตดั ผม เมือ่ เสร็จจากการสะแอแลว้ ใหโ้ กนผมหรือตัดผมอย่างนอ้ ย 3 เส้น เสรจ็
แล้วจงึ เปล้ืองชุดอิหร์ อม
ความมุ่งหมายของการประกอบพิธีฮจั ญ์
1. เพ่ือใหม้ ุสลมิ จากท่วั โลกไดม้ โี อกาสพบปะสังสรรคก์ ันอันจะกอ่ ใหเ้ กิดสมั พันธภาพและภาร
ดรภาพ
2. เพื่อให้เกิดความเสมอภาค เพราะผทู้ ม่ี าบำเพ็ญฮัจญใ์ นปหี นง่ึ ๆ จะมเี ชอ้ื ชาติ ผวิ พรรณ
ฐานะ ฯลฯ แตกต่างกนั แต่ทกุ คนต่างอย่ใู นชุดอิห์รอมเหมือนกันหมดและทำพิธีอยา่ งเดียวกนั
ไม่มีใครมีอภิสิทธิใ์ ดๆ
3. เพอ่ื เป็นการทดสอบความอดทนและในดา้ นการเสียสละสิง่ ตา่ งๆ ในหนทางของพระเจ้า
ตั้งแต่ทรัพยส์ นิ เงินทองในการใชจ้ า่ ย การต้องละทิง้ บ้านเรอื นครอบครัวและญาตพิ ีน่ อ้ ง
4. เพอื่ ฝึกฝนและทดสอบความอดทนทงั้ ร่างกายและจติ ใจ
5. ฝกึ การสำรวมตน ละท้งิ อภิสทิ ธติ์ ่างๆ เพราะทุกคนต้องปฎบิ ตั ิตามวินยั บญั ญัติของพธิ ี
ฮจั ญ์เหมือนกนั ทั้งหมด เชน่ งดเว้นจากการล่าสตั ว์ การตัดต้นไม้ การร่วมประเวณี เปน็ ตน้
6. เพอ่ื ให้มสุ ลิมไดร้ ะลกึ ถงึ ประวัตศิ าสตรข์ องอสิ ลามและเปน็ การปลกู ศรทั ธามน่ั คง
7. เป็นการแสดงถงึ เอกภาพของพระผูเ้ ปน็ เจ้าในการท่ีมสุ ลิมจากทว่ั โลก จำนวนนบั แสน
เดินทางไปรวมกัน ณ ท่แี หง่ เดยี วกัน ในชุดแบบเดยี วกัน กระทำพิธีอย่างพร้อมเพรยี งกนั ใน
ทกุ ๆ ปี
อยา่ งไรกต็ าม ผูท้ ่ไี ปบำเพ็ญฮจั ญเ์ มือ่ กลับมาแล้วยังเปน็ คนธรรมดา มไิ ดเ้ ป็นพระและมิได้มสี ทิ ธิ
พเิ ศษใดๆ ศาสนาอสิ ลามเปดิ โอกาสใหท้ กุ คนมีสทิ ธเิ ทา่ เทยี มกัน ไมถ่ ืออภิสิทธ์ิชน เพราะทุกคน
ต่างกเ็ ปน็ บ่าวของอัลลอฮ์ วิธกี ารดำเนินชีวติ อยูภ่ ายใตก้ ฎหมายของอลั ลอฮเ์ หมือนกัน แมแ้ ต่
ผูป้ กครองกไ็ มม่ ีสทิ ธิ์ใชต้ ำแหน่งหนา้ ทแี่ ละอำนาจข่มขูห่ รอื เอาเปรียบประชาชน ศาสนาอิสลาม
ถือวา่ ผปู้ กครองที่ดีน้ัน คือ ผปู้ กครองทร่ี บั ใชป้ ระชาชนด้วยความซื่อสตั ย์และบรสิ ุทธใิ์ จน่ันเอง
หลักคุณธรรมหรอื หลกั ความดี(อหิ ์ซาน)
หลักคุณธรรมหรือหลกั ความดี คอื การกำหนดว่าสิง่ ใดทีค่ วรปฏิบตั ิ และสิ่งใดต้องละเวน้
ขอ้ กำหนดเหลา่ นป้ี รากฏอยแู่ ล้วในคัมภีรอ์ ลั กุรอาน ซ่ึงแยกออกเปน็ สองตอนคือการกระทำที่
อนญุ าต เรยี กวา่ ฮะลาล (HALAL) และการกระทำที่ต้องห้าม เรียกวา่ ฮะรอม (HARAM)
1) การกระทำท่อี นญุ าต หมายถึง การอนุญาตใหก้ ระทำความดี ซง่ึ ความดีในศาสนาอิสลาม
หมายถงึ สงิ่ ใดกต็ ามทไี่ ดร้ ะบุไว้ในคมั ภรี ์อลั กุรอาน วา่ ดี สง่ิ นนั้ ตอ้ งดี ไมว่ า่ คนท้ังหลายจะ
เห็นชอบด้วยหรอื ไม่กต็ าม ตวั อย่างของการกระทำที่จดั เป็นการกระทำทด่ี ใี นศาสนาอสิ ลาม
เชน่
- บอกทางให้แกผ่ หู้ ลงทาง
- หยบิ สง่ิ อันตรายออกจากทางเดิน
- ไมเ่ ขา้ ใกลเ้ ครอ่ื งด่มื และของมึนเมา
- ไมเ่ ขา้ ใกล้ส่ิงลามกอนาจาร
- ตอ่ สู้ถา้ มกี ารกดขี่
- พดู ความจริงตอ่ หนา้ ผู้ปกครอง
- จา่ ยคา่ แรงก่อนเหงื่อจะแห้ง
- ไมเ่ ปน็ คนหลงชาติหลงตระกู
- ไม่เปน็ คนทำบญุ เอาหนา้ หวังช่อื เสยี งหรอื ตอ้ งการให้ช่ือของตนไปตดิ อย่ทู อี่ าคารใด
อาคารหน่งึ
- การไม่กินดอกเบยี้ ไมต่ ิดสนิ บน
- การแตง่ งานทใี่ ชเ้ งนิ นอ้ ยและมคี วามว่นุ วายนอ้ ยท่ีสดุ
- การยกฐานะคนใชใ้ ห้มีการกนิ อยู่เหมือนกบั ตน
- ฯลฯ
2) การกระทำท่ีต้องห้าม หมายถงึ การห้ามกระทำความชว่ั ซึง่ ความช่ัวในศาสนาอสิ ลาม
หมายถงึ สง่ิ ใดก็ตามทไ่ี ดร้ ะบไุ วใ้ นคมั ภรี ์อลั กุรอาน วา่ ชัว่ ส่ิงนัน้ ตอ้ งชว่ั ไมว่ า่ คนทงั้ หลายจะ
เหน็ ด้วยหรือไมก่ ต็ าม ตวั อย่างของการกระทำทจ่ี ดั เป็นการกระทำชัว่ ในศาสนาอิสลาม เชน่
- การตั้งภาคี หรอื ยึดถอื นำสิ่งอนื่ มาเทียบเคียงอัลลอฮ์ เชน่ เงนิ ตรา วงศต์ ระกลู เกียรติยศ
ชอ่ื เสยี ง ประเพณี แมแ้ ต่อารมณ์กจ็ ะนำมาเปน็ ใหญ่ในตัวเองไมไ่ ด้
- การกราบไหวบ้ ชู ารปู ปน้ั วัตถุ ตน้ ไม้ กอ้ นอิฐ ดวงอาทิตย์ ดวงจนั ทร์ ดวงดาว แมน่ ำ้ ภูเขา
ห้ามกราบไหวผ้ สี างเทวดา นางไม้ ห้ามเซ่นไหวส้ ิ่งใดๆ ทง้ั สิ้น
- การเชือ่ ในเรื่องดวง ผกู ดวง ดหู มอ ตรวจดูชะตาราศี ดูลายมือ ถอื โชคลาง เล่นเครอื่ งราง
ของขลัง
- การเล่นการพนนั ทกุ ชนิด เสีย่ งทาย เส่ียงโชค เล่มม้า ลอ็ ตเตอรี่ หวยเบอร์
- การกินสตั วท์ ตี่ ายเอง สัตว์ทมี่ โี รค กนิ หมู กนิ สตั วท์ ่นี ำไปเซน่ ไหว้ สัตวท์ ถ่ี กู รัดคอใหต้ าย
โดยทมี่ ไิ ดเ้ ชอื ดให้เลอื ดไหล สตั วท์ ีเ่ ชือดโดยมไิ ดก้ ลา่ วนามของอัลลอฮฺ
- การกนิ ดอกเบี้ย
- การเสพสรุ าและสิง่ มนึ เมาทุกชนดิ รวมทง้ั ยาเสพติด เช่น กญั ชา ฝิน่ เฮโรอีน
- การผิดประเวณี แมจ้ ะเปน็ การสมคั รใจด้วยกนั ท้ังสองฝา่ ยกต็ าม
- การประกอบอาชพี ที่ไม่ชอบดว้ ยศลี ธรรมหรอื อาชพี ทจี่ ะนำไปส่คู วามหายนะ เช่น ตัง้ ซอ่ ง
โรงเหลา้ บาร์ อาบอบนวด ปลอ่ ยเงนิ กู้โดยวธิ เี กบ็ ดอกเบย้ี รับซื้อของโจร และเปดิ สถาน
เริงรมยท์ กุ ชนดิ
- การบริโภคอาหารท่ีหามาได้โดยไม่ชอบ
- การกกั ตนุ สนิ ค้าเพือ่ นำออกมาขายด้วยราคาสูงเม่อื เกดิ ภาวะขาดแคลนอดอยาก
- การกระทำใดๆ ทีเ่ ปน็ การสรา้ งความเดือดรอ้ นแกต่ นเอง เพอื่ นบา้ น สังคม และ
ประเทศชาติ
- ฯลฯ
หลักคุณธรรมเป็นหลกั คำสอนทสี่ นองตอบหลกั ศรทั ธาและหลักปฏบิ ัติ เพราะการสร้าง
คุณธรรมสูงสดุ ใหเ้ กดิ ขนึ้ ในจติ ใจ จะตอ้ งผ่านหลักศรทั ธาและหลักปฏบิ ตั อิ ย่างครบถ้วนสมบูรณ์
แบบเสียกอ่ น มฉิ ะนัน้ คุณธรรมทางใจจะไม่สามารถเกดิ ขึน้ ได้ กลา่ วคือ เม่ือมศี รทั ธามนั่ ใจใน
องค์อลั ลอฮ์ และมีการปฏบิ ตั สิ นองคำบญั ชาของพระองค์อยา่ งครบถว้ นและเคร่งครดั เปน็
นิจศลี แล้ว จติ ใจก็จะแนบเนอื่ งกบั พระองค์ กเิ ลสตัณหาทแี่ ทรกซ้อนในอารมณก์ จ็ ะถกู ปลด
เปลอ้ื งออกจนหมดสนิ้
หลักสามประการดงั ทก่ี ลา่ วมาน้ี เป็นหลักธรรมขน้ั พื้นฐานทีจ่ ำเป็นสำหรบั มุสลมิ ทกุ คนต้อง
ปฏิบตั ิและมีอย่ใู นดวงจิตของตน ซง่ึ เป็นหน้าทเี่ ฉพาะตวั ของมสุ ลิมแต่ละคน เมือ่ ปฏิบัติหลัก
สามประการน้คี รบถ้วนแล้ว หน้าทีอ่ ันดับต่อมาคือ การรับหลักธรรมทีเ่ กยี่ วขอ้ งกับบคุ คลอ่นื
หรือทเี่ รยี กวา่ "หลกั ธรรมทางสังคม" ซงึ่ สงั คมในทีน่ ี้หมายถงึ บุคคลอน่ื ทไ่ี มใ่ ช่
วนั สำคัญทางศาสนาอสิ ลาม
1.วนั อีด คือวันเฉลิมฉลองในศาสนาอสิ สลาม ไดแ้ ก่
1.1วนั อดี ลิ ฟิตรี ตรงกบั วันที่ 1 เดือน เชาวัล
1.2วันอดี ลิ้ อัฎฮา ตรงกับวันท่ี 10 เดือนซุลฮิจยะ
สง่ิ ที่ควรปฏบิ ตั ิในวันอีด
1. อาบน้ำ พรมน้ำหอม และใสเ่ ส้ือผา้ ที่ดแี ละสวยทสี่ ุด
2. รับประทานอาหารเลก็ นอ้ ย ก่อนออกไปละหมาดอดี ิล้ อฎั ฮา
3. ให้กล่าวสรรเสรญิ ความเกรียงไกรแห่งอลั ลอฮ์
4. ให้ออกไปยงั สถานท่ลี ะหมาดทางหนง่ึ และเดนิ กลบั อีกทางหน่งึ
5. ให้ละหมาดอีดทั้งสองกลางแจ้ง
6. ใหอ้ วยพรและขอโทษซ่ึงกนั และกนั โดยกล่าววา่ “ตะก๊อบบะลัลลอฮุ่ มินนาวะมินกุม”
7. ให้มีการกนิ การด่ืม และรื่นเริงได้ในกรอบของศาสนา
2. วันตัชรีกหรอื ตซั เรค
คอื วันท่ี 11, 12 และ 13ของเดอื นซลุ ฮิจยะห์ เป็นช่วงวันท่ี2, 3 และ 4ของอีดลิ้ อฎั ฮา
3. วันขึน้ ศกั ราชใหมอ่ สิ ลาม
การกำหนดปฮี จิ เราะห์ศกั ราชทา่ นศาสดามฮุ มั มดั ไดอ้ พยพไปถึงนครมะดีนะห์ในวนั จันทร์ท่ี 12
เดอื นรอ่ บีอลุ้ เอาวลั ตรงกบั วนั ท่ี22 กนั ยายนค.ศ. 622 ขณะเดยี วกนั ก็ไดม้ กี ารคดั เลอื กใหเ้ ดอื น
มุฮรั รอมเป็นเดือนแรกของศกั ราช โดยเหตุนีจ้ ึงทำใหป้ ฮี จิ เราะห์มมี าก่อนการอพยพของท่าน
ศาสดามฮุ ัมมัดที่แทจ้ รงิ เป็นเวลา 1 เดือน12 วนั
4. วนั อาชรู ออ์
คอื วันที่10 ของเดอื นมุฮรั รอม เป็นวันทที่ ่านศาสดามฮุ มั มัดไดถ้ ือศีลอดและส่งเสริมให้มุสลิม
ปฏิบตั ิตาม และใหถ้ อื ศีลอดในวันที่ 9 มฮุ ัรรอมอกี หน่งึ วนั
5. วนั เมาลิดนบี (วนั คล้ายวนั เกิดของท่านศาสดามุฮมั มดั )
คอื วนั จันทรท์ ี่ 12 เดอื นรอ่ บีอุ้ลเอาวลั ตรงกับวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 571 (พ.ศ. 1114)
และทา่ นได้เสยี ชวี ิตในวนั จันทร์ท่ี12 เดือนรอ่ บีอลุ้ เอาวลั ฮ.ศ.11 ตรงกบั วนั ที่ 11 มิถนุ ายน
ค.ศ. 623(พ.ศ. 1176) รวมอายุได้63 ปี
6. วนั เมย๊ี ะราจ
คอื วนั ที่ 27 ของเดอื นรอ่ ญบั เปน็ วันท่ีท่านศาสดามุฮมั มดั ไดเ้ ดินทางจากนครมกั กะห์ไปยงั
มัสยิดอลั อกั ซอ กรุงเยรซู าเลม็ ประเทศปาเลสไตน์ หลงั จากนน้ั ไดข้ ้นึ ยงั ฟา้ ชัน้ ท่เี จด็ เพอ่ื รับ
โองการการละหมาด5 เวลา จากอัลลอฮ์ ซบุ ฮานะฮูวะตะอาลา
7. วันจนั ทร์และวันพฤหสั บดี
ท่านศาสดามุฮมั มัด กล่าววา่ “การงานจะถกู นำเสนอ ณ อลั ลอฮ์ ในทุกวนั จนั ทรแ์ ละ
วนั พฤหัสบดี ดงั นั้น ฉันจงึ ชอบท่จี ะให้การงานของฉนั ถูกนำเสนอ โดยทฉ่ี นั ถอื ศีลอด”
8. วันศกุ ร์
ทา่ นศาสดามฮุ มั มัด กลา่ ววา่ “ผู้ใดที่อาบนำ้ ละหมาด โดยเขาอาบนำ้ ละหมาดอยา่ งดี แลว้ ไป
ละหมาดญมุ ะอะห์(วันศุกร)์ และฟังคุฎบะห์(ธรรมกาถา) โดยสงบนง่ิ เขาจะได้รบั การอภัยโทษ
ระหว่างวนั ศกุ รน์ ้ันและวันศุกร์ต่อไป และเพม่ิ อีก 3 วัน และผ้ใู ดท่ีลูบคลำเมด็ หนิ (ไมส่ นใจฟงั
คุฎบะห์) แทจ้ ริง เขาทำให้ผลบญุ ในการละหมาดวนั ศกุ ร์เป็นโมฆะ”
เดอื นในปฏิทินอสิ ลามทัง้ 12 เดอื น ได้แก่
1. มฮุ ัรรอม
2. ซอฟัร
3. ร่อบอี ุลเอาวาล
4. รอ่ บีอลุ อาคิร
5. ญุมาดลั เอาวัล
6. ญมุ าดลั อาคิร
7. รอญบั
8. ชะอบ์ าน
9. รอมฎอน
10. เชาวาล
11. ซุลเก๊าะดะห์
12. ซุลฮิจยะห
อ้างองิ
คุณนิติ นวรัตน์.(2555).ประวตั ิศาสนาอิสลาม.สือคน้ จาก: https://sites.google.com.