The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือโรงเรียนผีดุ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kanya maithiamklang, 2023-08-29 00:48:48

หนังสือโรงเรียนผีดุ

หนังสือโรงเรียนผีดุ

เนื้อหาโดยสังเขป จาก “โรงเรียนผีหลอก” เรื่องเล่าสุดหลอนจากรั้วโรงเรียน ที่กระตุก ต่อมขวัญผวานักอ่านจนติดอันดับนิยายยอดฮิตใน Horrorism.co สู่ “โรงเรียนผีดุ” กับ 35 เรื่องหลอนชวนขนลุกที่ยังหาคำ ตอบไม่ได้ มา พร้อมสะกดคุณไว้ในบรรยากาศหลอนกระชากใจยิ่งกว่าเดิม! พื้นที่อาถรรพ์ที่ห้ามใครล่วงล้ำ ในอาคารนาฏศิลป์ เสียงกระพรวน กับรอยเท้าปริศนาในห้องสมุด คำ สาปสุดหลอนวัดใจคนกล้าที่ไม่กลัว ผี โรงเรียนร้างที่วิญญาณญวนเวียนรอการกลับมาของเพื่อนรัก เรื่อง หลนอนลึกลับในโรงเรียนอนุบาล หอพักหญิงโบราณที่ต้อนรับเฉพาะ กุลสตรีเท่านั้น ต้นมะม่วงหน้าบ้านพักครูกับร่างของใครบางคน เพื่อน ลึกลับที่ปรากฏตัวในวงผีถ้วยแก้ว สิ่งไม่มีชีวิตในสระว่ายน้ำ โรงเรียน ตอนกลางคืน...และอีกหลายเรื่องราวสยองขวัญที่คุณอาจยังไม่เคยได้ ฟัง หรืออาจจะเคยได้ฟัง...? เพราะไม่แน่หรอกว่าเจ้าของเรื่องใดเรื่อง หนึ่งในเล่มนี้ อาจเป็น “ผีดุ” ที่อยู่ “รงเรียนเดียวกับคุณ!”


สารบัญ ผีตึกเก่า 1 ต้นฉำ ฉาหลังโรงเรียน 2 ผีร่างทรงนางรำ 3 เพื่อนเก่าในโรงเรียนร้าง 4 ผีต้นมะขามที่ระเบี5ยงหลังห้อง 5 ผู้ช่วยหลังเวที 6 ผีลากเล็บ 7


ผีตึกเก่า ตอนที่1 โรงเรียนผีดุ ผีตึกเก่าตอนที่ 1


“มึงไม่กลัวผีเหรอ ?” หมงถามผมบ้าง “น่ากลัวนะมึง ใน ม.เรา เขาว่ากันว่า ตรงตึกเก่าคณะวิทย์ฯ น่ะผีดุ ใครเดินผ่าน หรือขับ มอเตอร์ไซค์วนผ่าน เป็นได้เจอดีทุกราย” มันยังเล่าต่ออีกว่า พวกที่บอกว่าเจอดี ส่วนใหญ่มักจะพูดเป็น เสียง เดียวกันว่า จะเห็นเหมือนมีคนใส่ชุดนักศึกษา เป็นผู้หญิงผมสั้น กระโปรงพลีท รองเท้าผ้าใบสีขาว เดินไปเดินมาอยู่ใต้ตึก บางคนบอกว่า เห็นนั่งอ่านหนังสือที่ม้าหินอ่อนหน้าตึก บางคนก็ว่าเห็นเดินริมถนน ที่เห็นว่ายืนนิ่ง ๆ มองลงมาจากบนตึกก็มี “มีประวัติไหมวะ ตายยังไง ทำ ไมตาย ทำ ไมมาอยู่ตรงนั้น ?” ผมชักสนใจ เพราะรู้ดีว่าเรื่องผี ๆ แบบนี้มักมีเรื่องเล่าสนุก ๆ เสมอ แต่ก็มักวนไปวนมาแบบเดิม ๆ โดดตึกตาย แขวนคอตายอยู่ในตึก อะไร ประมาณนี้ “พูดไม่ตรงกันนะ บางคนบอกว่าเครียดจากการเรียนเลย โดดตึก บางคนบอกว่ามีปัญหาทางจิต กินยาตายหน้าตึก บางคน บอกว่าอกหักเลยแขวนคอตาย” ไอ้หมงเล่า นั่นไง...อย่างที่คิดเลยไม่มีผิด เนื้อเรื่องก็วน ๆ เหมือนเดิม แขวนคอ โดดตึก อกหัก มันก็คงเหมือนพวกตำ นานเรื่องผีในโรงเรียน หรือในมหาวิทยาลัยทั่ว ๆ ไปนั่นแหละ “เออ นี่ห้าทุ่มละ มึงไปกะกูหน่อยดิ กูอยากลองไปดูว่ามีจริงไหม ขี่รถมอเตอร์ไซค์วนดูไกล ๆ ก็ได้” ไอ้หมงทำ ท่าทางกระตือรือร้นจน ผมงง “เฮ้ย! อะไรของมึง นี่มึงกลัวจริงหรือเปล่าเนี่ย แล้วเรื่องอะไร กูต้องไปกับมึงด้วย” “แหม...ก็กูขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น” หมงว่า “อีกอย่าง มึงก็รู้ว่า กูไม่อยากกลัวคนเดียว มันว้าเหว่” ในที่สุด เราตกลงกันว่า ถ้าผมขี่รถพามันไปวนดูที่ตึกเก่าคืนนี้ มันสัญญาว่าจะไม่เปิดรายการผีหนึ่งอาทิตย์ เพื่อแลกกับความสงบสุข 2


หูผมในยามวิกาล ผมก็เลยตกปากรับคำ และไม่ลืมกำ ชับ “เอา หมวกกันน็อกไปด้วยนะมึง เมื่อวานไอ้ก๊อป โดนเรียกไปเสียค่าปรับ คนละห้าร้อย กระเป๋าแห้งไปเลย ช่วงนี้กูยิ่งไม่มีตังค์อยู่” มหาวิทยาลัยของผมเข้มงวดเรื่องวินัยจราจรมาก โดยเฉพาะ เรื่องของการใส่หมวกกันน็อก ไม่ว่าจะขับรถตอนกลางวันหรือกลางคืน ต้องใส่หมวกกันน็อก ทั้งคนขับ คนซ้อน และห้ามซ้อนเกินสองคน เด็ดขาด หลายเส้นทางในมหาวิทยาลัย และทุกสี่แยกจะมีกล้องวงจรปิด คอยสอดส่อง และมีเจ้าหน้าที่เทคนิคนั่งเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน จะมีการเรียกผู้ที่ปฏิบัติผิดกฎจราจรเข้าไปที่ฝ่ายกิจการนักศึกษาเพื่อ เสียค่าปรับ โดยมีหลักฐานภาพนิ่งและวิดีโอจากกล้องวงจรปิดมาแสดง ให้ดูด้วย คืนนั้น ผมจำ ได้แม่นยำ ว่าเดินไปหยิบหมวกกันน็อกส่งให้ ไอ้หมง แล้วก็หยิบอีกใบมาสวมหัวตัวเอง ก่อนขึ้นคร่อมรถแล้วสตาร์ต พากันตรงไปทางคณะวิทย์ฯ เพื่อวนดูตึกเก่าผีดุอย่างที่ไอ้หมงต้องการ ฝน ตกเป็นละอองฝอยแต่อากาศก็ยังร้อนชื้น ผมขับรถไปถึง คณะวิทย์ฯ ไอ้หมงก็เกิดปอดขึ้นมาเสียอย่างนั้น “กลับเหอะว่ะ กูใจไม่ดี รู้สึกหวิว ๆ เย็น ๆ เสียวสันหลังยังไง ไม่รู้” ไอ้หมงว่าเสียงสั่น “เย็นอะไรของมึง ร้อนจะตายห่า” ผมบ่น “ไปดูให้มันจบ ๆ ตึกเก่าของมึงอะ ไม่งั้นเดี๋ยวอ้างภารกิจไม่สำ เร็จ มึงก็จะกลับมาเปิด รายการผีหนวกหูกูอีก” ผมขี่รถวนผ่านไปหน้าตึกเก่า ตรงนั้นมีไฟทางติด ๆ ดับ ๆ สร้างบรรยากาศความหลอนกลางละอองฝน ไอ้หมงกลัวจนตัวสั่น ทั้งที่ยังไม่มีผีออกมาสักตัว “กลับเหอะมึง กูไม่ไหวละ หนาวมาก เหมือนจะไม่สบายเลย” ผมหันไปมองหน้ามัน เห็นหน้ามันซีดจนปากเขียว เลยตัดสินใจรีบ 3


วนรถกลับอย่างที่มันต้องการ คืนนั้นไอ้หมงอาบนำ เข้านอน กลางดึกตัวร้อนเพราะไข้ ผมหายาให้มันกินแล้วตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะพาไปหาหมอที่ตึกคณะแพทย์ฯ แต่พอเช้ามา เจ้าหน้าที่ตึกก็รีบเรียกไว้ก่อนเดินออกจากตึก “เอ้า กองกิจฯ ส่งมา ใบสั่งผิดกฎจราจร เมื่อคืนไปซ่าที่ไหนกันมาเนี่ย ?” ผมมองหน้าไอ้หมง ต่างคนต่างงง “เฮ้ย! พวกผมออกไปแต่ ใส่หมวกกันน็อกทั้งคู่นะ ไม่ได้ขับเร็วด้วย” เจ้าหน้าที่ตึกถอนหายใจพลางเปิดเอกสารและภาพถ่ายให้ดู เอานิ้วจิ้มที่รูป “นี่ไง ภาพจากกล้องวงจรปิด เธอสองคนใส่หมวกกันน็อก แต่เพื่อนที่ซ้อนข้างหลังไม่ได้ใส่” ผมใจหายวาบ รู้สึกเย็นเยือกถึงกระดูก เมื่อเห็นภาพใครอีกคน นั่งซ้อนท้ายไอ้หมงอยู่ท่ามกลางละอองฝนเมื่อคืน เป็นร่างคล้ายผู้หญิง ผมสั้นใส่ชุดนักศึกษา “รู้ไหม เมื่อหลายปีก่อนมีนักศึกษาใส่กระโปรงพลีทนั่งซ้อนท้าย มอเตอร์ไซค์ไม่ใส่หมวกกันน็อก กระโปรงเข้าไปเกี่ยวซี่ล้อโดนกระชาก ตกลงมาหัวฟาดพื้นตาย ที่นี่เลยเข้มงวดเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนนั้น... อ้าว แล้วนั่นเพื่อนเธอเป็นอะไร เป็นลมไปแล้ว รีบพาไปหาหมอเร็ว!” 4


ต้นฉำ ฉาหลังโรงเรียน ตอนที่2 ที่โรงเก็บอุปกรณ์เกษตรหลังโรงเรียนของเรามีต้นฉำ ฉาใหญ่ ต้นหนึ่งอยู่ด้านหลัง ใหญ่ขนาดสี่คนโอบได้ กิ่งก้านของมันแผ่ขยาย กว้างใหญ่ ใต้ต้นมีใบฉำ ฉาที่ร่วงหล่นทับถมเต็มพื้นจนนุ่มเหมือนพรม เพราะไม่เคยมีใครไปกวาด ที่นั่นแหละที่พวกนักเรียนลือกันว่า ต้นฉำ ฉา ต้นนั้นมีผี และผีก็ดุเสียด้วย ที่เล่า ๆ ต่อกันมาว่ากันว่า เคยมีนักการภารโรงชอบไป นอนหลับใต้ต้นไม้ต้นนั้น แต่ต้นฉำ ฉาอายุมาก กิ่งเปราะ กิ่งไม้เลยหัก ลงมาทับ พอดีว่าหลับสนิทเลยไม่รู้เรื่องอะไรเลย ตายไปทั้ง ๆ ที่หลับ อยู่อย่างนั้นเอง หลังจากนั้นบางคนบอกว่าช่วงบ่าย ๆ มักจะเห็นคนไป นอนหลับอยู่ใต้ต้นฉำ ฉา บางทีก็เห็นหลับอยู่บนกิ่งไม้สูง ๆ ที่คนปกติ ไม่ น่าขึ้นไปได้ เรื่องเล่าพวกนี้เพิ่มความน่าเชื่อถือเข้าไปอีกเมื่อเช้า วันหนึ่งครูประกาศออกไมโครโฟนว่า ห้ามนักเรียนทุกคนเข้าไปใน บริเวณนั้นเด็ดขาด นอกจากจะมีคำ สั่งจากครู ไม่อย่างนั้นจะถูกลงโทษ ตัดคะแนนความประพฤติ 5


พวกเรานักเรียนก็เลยเดากันว่า น่าจะเพราะเรื่องเมื่อ อาทิตย์ก่อนนี่แหละ ที่มีน้อง ป.5 หลายคนพากันเข้าไปเล่นที่ใต้ ต้นฉำ ฉาต้นนั้น เล่นกอบใบไม้มาโปรยเป็นหิมะตกบ้าง นอนเล่นสโนว์ แองเจิลบ้าง สักพักใหญ่ ๆ ก็พากันหวีดร้องโวยวายว่าผีหลอก แล้วก็ พากันวิ่งหนีกระเจิงออกมา พอคนอื่น ๆ วิ่งตามมาดู ถามว่าร้องอะไร ก็ไม่ตอบ เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นพูดว่าผี ๆ ๆ จนครูต้องโทรตาม ผู้ปกครองของแต่ละคนมาพากลับบ้าน ก็เลยลือกันว่าเจอผีภารโรงเข้าไปนี่แหละ แต่เหตุผลที่ครู ประกาศห้ามเข้าไปแถวนั้นก็คือต้นฉำ ฉาแก่มากแล้ว กิ่งมันเปราะ กลัวนักเรียนจะได้รับอันตราย แต่ไม่ยักพูดถึงเด็ก ป.5 ที่อยู่ ๆ ก็พากัน หยุดเรียนไปเฉย ๆ ซะงั้น เรื่องผีต้นฉำ ฉานี่จะว่าไปแล้วพวกเรานักเรียนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ มีใครอยากเข้าไปยุ่งอยู่แล้วละ แต่ก็มีบางครั้งที่ครูเกษตรจะใช้คนที่ ดวงซวยให้ถือกุญแจพากันเดินไปหยิบเสียมหรือจอบมาใช้ในวิชาเกษตร ทั้ง ๆ ที่มันอยู่ในโซนต้องห้าม ครูวิชาเกษตรแกเป็นคนไม่ค่อยแคร์ ระเบียบโรงเรียนอะไรเท่าไหร่ ขนาดกินเหล้ามาสอนก็ยังเคย พอใครโดนใช้ให้ไปขนจอบเสียมก็เลยต้องชวนแกมบังคับแกม ขอร้องเพื่อนให้พากันเดินไปด้วยเป็นโขยงใหญ่ รีบไป รีบหยิบ รีบออก ห้ามใครพูดคุยอะไรทั้งนั้น ได้ยินเสียงหรือเห็นอะไรก็ห้ามทักด้วย บางคนเข้าไปนี่เดินย่องแทบจะกลั้นหายใจกันเลยทีเดียว เหมือนกลัวว่า ถ้าเสียงดังแล้วจะไปทำ ให้ใครตื่นเข้า ต้นฉำ ฉาต้นนี้เวลาลมพัดที กิ่งไม้ใบไม้ก็ชอบส่งเสียงออดแอดแปลก ๆ เสียด้วย ทำ เอาคนที่กลัว อยู่แล้วสะดุ้งใจฝ่อมากเข้าไปอีก วันหนึ่งห้องเราโดนใช้ไปเอาจอบเสียม ก็เลยพากันยกโขยง ไปเช่นเคย แต่คราวนี้ไม่ได้ยินแค่เสียงออดแอด แต่ได้ยินเสียงเหมือน เด็กผู้หญิงร้องไห้มาจากด้านหลัง ตรงต้นฉำ ฉาพอดี พวกเราได้ยินกันหมด แต่ด้วยความกลัวก็เลยรีบเดินจ้ำ กัน 6


ออกมา ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงหวีดร้อง แต่พอออกมาแล้ว ใครคนหนึ่ง ก็พูดว่านั่นอาจจะเป็นคนก็ได้ อาจจะเป็นเด็กกำ ลังต้องการความ ช่วยเหลือ เราเลยไปบอกครูเกษตร แต่ครูเกษตรไม่สนใจ พวกเราเลย ตัดสินใจพากันเดินกลับไปที่นั่นเอง โดยส่งคนใจกล้าที่สุดสามคนเดิน อ้อมโรงเก็บของเข้าไปที่โคนต้นฉำ ฉา พวกเราเห็นสามคนนั้นทำ ท่า เหมือนคุยอะไรกับใครสักคนอยู่ แต่สักพักก็ร้องลั่นแล้ววิ่งหนีออกมา ทำ ให้พวกที่รออยู่ห่าง ๆ พลอยวิ่งหนีเตลิดออกมาด้วย เพื่อนสามคนนั้น บอกว่า เห็นเด็กผู้หญิงนั่งร้องไห้อยู่เลย เดินเข้าไปถาม แต่อยู่ดี ๆ เด็กนั่นก็มองหน้าแล้วลุกวิ่งหายเข้าไปใน ต้นฉำ ฉาเฉยเลย ก็เลยวิ่งหนีกันออกมาเนี่ยแหละ หลังจากนั้นเรื่องผีเด็กผู้หญิงก็กระจายไปทั่ว ประกอบกับน้อง ป.5 ที่ขาดเรียนไปก่อนหน้า พากันทยอยกลับมาเรียนพร้อมข่าวลือ ที่ว่า เด็กกลุ่มนี้ที่ไปเล่นกันวันนั้น คุ้ยกองใบไม้ไปมาแล้วไปเจอเอา โครงกระดูกมือคนโผล่ออกมาจากพื้นใต้กองใบไม้ เด็กบางคนยังพูดว่า ตอนที่นอนกลิ้งไปมาเล่นกัน รู้สึกเหมือนมีคนเพิ่มมาจากไหนไม่รู้อีกคน คนนึงไปกลิ้งทับร่างร่างหนึ่งเหมือนเด็กตัวเท่า ๆ กันแต่เย็นชืด อีกคน บอกว่ารู้สึกเหมือนเหยียบโดนผมคน ผมพันขา เลยพากันสติแตกวิ่งหนี ออกมา จากนั้นโรงเรียนเลยมีข่าวลือหนักว่ามีเด็กถูกฆ่าตายฝังอยู่ ที่นั่น พอข่าวลือหนาหูออกไปถึงผู้ปกครอง ก็เริ่มมีการขุดคุ้ยเรื่องจน รู้ว่า เคยมีเด็กหายในพื้นที่นี้แต่หลายปีมาแล้ว เลยมีการเรียกร้องกันให้ ลองค้นหาดูที่บริเวณโคนต้นฉำ ฉา แล้วในที่สุดโคนต้นฉำ ฉาก็ถูกกวาด จนเรียบ และมีการขุดรอบ ๆ บริเวณ แต่ก็ไม่พบอะไร จนทุกคนเกือบลืม เรื่องนี้ไปแล้ว วันต่อมา พายุกระหนำ รุนแรงทั้งตำ บล พัดต้นไม้ใหญ่หลายต้น ล้มลง รวมทั้งต้นฉำ ฉาที่หักทั้งลำ เหลือแค่ส่วนโคนนิดหน่อย แต่นั่นก็ ทำ ให้พวกเราได้คำ ตอบว่า ผีต้นฉำ ฉามาจากไหน เพราะโพรงตรงกลาง 7


ของต้นปรากฏศพเด็กแห้งกรังติดอยู่ในนั้น คาดว่าคนร้ายคงปีนขึ้นไป แล้วหย่อนลงมาซ่อนจากรูด้านบน หลังจากเรื่องคลี่คลายแล้ว ต้นฉำ ฉาก็ถูกถอนรากถอนโคนออก จนเกลี้ยง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีนักเรียนคนไหนกล้าเข้าไปแถวนั้นอีกเลย 8


ผีร่างทรงนางรำ ตอนที่ 3


อาคารนาฏศิลป์ตั้งอยู่ในบริเวณที่ห่างจากตัวอาคารเรียนอื่น ๆเพื่อ ป้องกันไม่ให้เวลาซ้อมมีเสียงไปรบกวนคนที่เรียนอยู่ แต่แม้ว่าจะอยู่ห่าง ไกลจากอาคารเรียน ก็เป็นสถานที่ที่คึกคักอยู่เกือบตลอดทั้งวัน ทั้งจาก ลูกค้าที่เข้ามาติดต่องานแสดง และเด็กสาวๆที่พอมีคาบว่างก็จะพากัน มาดูรุ่นพี่ซ้อม หรือสมัครคัดตัวนักแสดง ฉันเองก็เคยไปนั่งดูกับเพื่อนหลายครั้ง พี่ๆในวงแต่ละคน สวยผุดผ่อง หน้าหวาน รำ อ่อนช้อยเหมือนนางฟ้าจริงๆ ฉันเป็นผู้หญิงแท้ๆ ได้ดูยัง เพลินตาเพลินใจ แต่ก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ฉันไปพบเข้าแล้วรู้สึกค้างคาในใจ บอกไม่ถูก มีบริเวณหนึ่งของอาคารนาฏศิลป์ เป็นห้องขนาดกลางอยู่ที่ชั้นล่าง เวลาเดินขึ้นลงบันไดทุกคนต้องผ่าน เป็นห้องที่ไม่ได้ใช้ทำ อะไร แต่จะ เปิดใช้บ้างเวลาที่มีเจ้าภาพมาเช่าสถานที่จัดงานมงคล สิ่งที่เตะตาในห้องนั้นคือมุมหนึ่งของห้องถูกกั้นไว้ด้วยสายสิญจน์ที่พาด ตามมุมเสาสี่ต้น ขนาดราวสามตารางเมตร สายสิญจน์ทั้งสี่ด้านมียันต์ หน้าตาแปลกๆขนาดใหญ่แขวนติดอยู่ที่กลางเส้น ราวกับนี่เป็นพื้นที่ใช้ ทำ พิธีอะไรสักอย่าง ฉันลองสืบถามจากเพื่อนหลายคนก็ไม่มีใครเคยรู้เรื่องนี้มาก่อน แต่ก็ได้ รับคำ แนะนำ ว่าอย่าเข้าไปยุ่งแถวนั้นดีกว่า 10


“ยังไงก็ดูไม่น่าจะเป็นเรื่องดีนะเราว่า ไม่งั้นคงไม่ล้อมสายสิญจน์ขนาด นั้นหรอก” เจี๊ยบ เพื่อนที่กำ ลังรอคัดตัวเป็นนางรำ รุ่นต่อไปกระซิบ บอก “แต่ก็แปลกดีนะ ห้ามไม่ให้ใช้ แต่ก็เปิดประตูห้องเปิดหน้าต่าง ทำ ความสะอาดจนเอี่ยมอ่องทุกวัน หรือว่าโรงเรียนเราเชื่อเรื่อง ไสยศาสตร์อะไรหรือเปล่านะ” ข่าวดีของเจี๊ยบก็เหมือนข่าวดีของฉันด้วย พอรู้ว่าเจี๊ยบได้รับคัดเลือก เป็นนางรำ ฝึกหัดรุ่นล่าสุดของโรงเรียน เจี๊ยบโผเข้ากอดฉันแน่นพลาง ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความตื้นต้น เธอดีใจมากเป็นพิเศษเพราะอยาก แบ่งเบาภาระของที่บ้าน อยากหารายได้มาช่วยพ่อแม่ที่กำ ลังเดือดร้อน ฉันเองก็พลอยร้องไห้ตื่นเต้นดีใจไปกับเพื่อน หลังจากนั้นเวลาที่เจี๊ยบไปซ้อมหลังเลิกเรียน ฉันก็บอกพ่อแม่ว่าขออยู่ เป็นเพื่อนเจี๊ยบเพื่อที่จะได้กลับพร้อมกัน ช่วงนั้นเองที่ฉันเพิ่งสังเกตว่าอาคารนาฏศิลป์ตั้งอยู่ไกลจากตึกอื่นมาก จนทำ ให้บรรยากาศดูวังเวงน่าขนลุกพิกล อีกทั้งเสียงเครื่องดนตรีไทย ที่ดังสะท้อนก้องไปไกลนั้น พอไม่มีเสียงอื่น ๆ รบกวนเหมือนตอนกลาง วัน เหมือนเสียงมันจะดังก้องกังวานกว่าปกติและฟังดูเยือกเย็นกว่าที่ เคย ฉันตัวสั่นทุกครั้งเวลาที่เดินลงมาจากชั้นบนในเวลาค่ำ แม้จะเดินมา พร้อมกับเพื่อนคนอื่นๆ อีกหลายคนที่อยู่ซ้อมด้วยกัน แต่ก็ยังอดตัว สั่นไม่ได้ ทั้งด้วยอากาศหนาวและด้วยความหวาดหวั่นไม่รู้สาเหตุ โดยเฉพาะตอนที่เดินผ่านห้องนั้น... 11


วันหนึ่งมีเหตุให้ฉันต้องเดินลงมาชั้นล่างคนเดียว เพราะเพื่อนคนอื่นๆซ้อม กันอยู่แต่ฉันปวดปัสสาวะจนทนไม่ไหว ฉันหลับหูหลับตาวิ่งผ่านห้องนั้น ไปจัดการธุระจนเรียบร้อย แต่แล้วขากลับนั้นเอง... เสียงเพลงไทยเดิมจากวงดนตรีไทยยังดังต่อเนื่องตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติ คือหางตาฉันเหมือนเห็นใครหรืออะไรบางอย่างเคลื่อนไหวเงียบๆอยู่ใน ห้องต้องห้ามนั่น พอหันไปมองเต็มตาก็ต้องสะดุ้งเฮือก ฉันพยายามคิดว่าตัวเองคงตาฝาดเห็นเป็นเจี๊ยบใส่ชุดและเครื่องรำ เต็ม ตัว แต่งหน้าขาว ทัดดอกไม้แดงห้อยอุบะ กำ ลังร่ายรำ ด้วยท่าทางแปลก ประหลาด บิดเอวไปมาในองศาแปลกๆผิดมนุษย์ ดวงตาเลื่อนลอย ที่สำ คัญคือเธอกำ ลังรำ อยู่ในวงสายสิญจน์ต้องห้ามนั่น! ทุกองค์ประกอบทั้งภาพ เสียง และบรรยากาศในตอนนี้ราวกับฉันติดอยู่ ในหนังผีสี่มีติ รอบตัวเหมือนถูกเคลือบด้วยบรรยากาศแปลกๆ คล้ายมี หมอกเลือนราง มันไม่ได้มอบความชุ่มเย็น แต่กลับอึดอัด อบอ้าว มีกลิ่น เหมือนเครื่องเทศหรือกำ ยานสาบฉุนบางอย่าง และกลิ่นเหม็นแสบคอ เหมือนกลิ่นกำ มะถัน 12


เพื่อนเก่าในโรงเรียนร้าง ตอนที่4


เสียงนั่นดังขึ้นพร้อมกับเสียงเดินลากเท้าผ่านมาทางด้านหน้าห้อง มัน ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ฉันพยายามถดตัวให้เล็กที่สุด หลบอยู่ใต้โต๊ะ นักเรียนด้านหลังห้อง ภาวนาอย่าให้มันรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่ เรื่องผ่านมานานแล้วเรื่องมันผ่านมาตั้งนานหลายปีแล้วมันจบไป แล้ว...นี่มันไม่จริง นี่มันแค่ฝันร้าย ฉันพยายามบอกตัวเองอย่างนี้ ใน ขณะที่เสียงลากเท้ามาหยุดอยู่ที่ประตู ปัง ปัง ปัง! เสียงทุบประตูดังลั่น หมิงช่วยเราด้วย... เสียงนั้นดังขึ้นอีก พร้อมสะอึกสะอื้นดังกึกก้องไปทั่วระเบียงทางเดิน ประตูซึ่งปิดล็อกกลอนไว้ถูกเขย่าชนกลอนใกล้จะหล่นลงมาทุกที ฉันไม่ควรเลยแท้ๆ มีคนรับคำ เชิญของครูและเพื่อนๆให้กลับมาที่นี่อีก ที่นี่มันควรจะเป็นสุสานปิดตายที่ลบเลือนออกไปจากความทรงจำ แล้ว แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เมื่อ 20 ปีที่แล้วฉันกับแจนเคยเป็นเพื่อนกัน ใครๆก็คิดว่าเราเป็น เพื่อนที่สนิทสนมรักใคร่กันดีไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด เหมือนคน ตัวติดกัน มีเพียงฉันและแจนเท่านั้นที่รู้ดีว่าความสัมพันธ์ของเรา เป็นเหมือนไม้ยืนต้นกับกาฝาก แจนเป็นฝ่ายที่เกาะเกี่ยวพึ่งพิงฉันอยู่ ตลอดเวลา คอยเฝ้ารอให้ฉันเปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวเพื่อที่เธอ จะได้รับช่วงต่อ 14


เช่นเดียวกับหนังสือดีๆ กระเป๋าสตางค์ และของกระจุกกระจิกน่ารักคน อื่นๆ ฉันรู้ดีว่าบ้านของแจนมีฐานะไม่ค่อยดีนักและเราก็เป็นเพื่อนกันมา ตั้งแต่ประถม หลายครั้งที่แจนทำ ให้ฉันอึดอัด หงุดหงิดรำ คาญใจ แต่ก็ ทำ อะไรไม่ได้ แจนพยายามทำ ดีชดเชยกับฉัน ด้วยการช่วยดูแลช่วยเหลือฉันทุกอย่าง ต่อมือต่อเท้า เวลาที่ฉันอยากได้อยากทำ อะไร ไปๆมาๆระหว่างเรา กลายเป็นความเคยชินที่ฉันจะเป็นผู้ออกคำ สั่งและแจนก็คอยปฏิบัติตาม ครั้งหนึ่งหลังสอบเสร็จ ในขณะที่คนอื่นๆยังอยู่ในห้องสอบ ฉันเบื่อเลย ชวนแจนขึ้นไปเดินเล่นบนชั้น 5 ของอาคาร ที่เป็นห้องเรียนร้างไม่มีใคร จัดการสอบบนนั้น ซึ่งแจนก็ทำ ตามโดยดี “กระเป๋าใบนี้น่ารักดีนะ” แจนเอ่ยชมกระเป๋าใส่ดินสอของฉันที่เพิ่งซื้อ มาได้ไม่กี่วัน ฉันเห็นแววตาที่เป็นประกายมองข้าวของของฉันอย่างที่ มองของชิ้นอื่นๆที่เธอจะได้รับเสมอหลังจากนี้ จู่ๆฉันก็เกิดความรู้สึก ขยะแขยงรังเกียจความมักได้ของเธอ แจนจับได้ว่าฉันอารมณ์ไม่ค่อย ดีแล้ว เธอจึงพยายามจะแก้สถานการณ์ด้วยการชวนเล่น เธอแย่ง กระเป๋าพลางหัวเราะร่าวิ่งไปข้างหน้า ทำ ท่าจะให้ฉันวิ่งแย่ง ทว่าฉันยืนนิ่งอยู่กับที่ หน้าตึง แจนหน้าเสียรีบเดินเอากระเป๋ามายื่น คืนให้ฉันแต่ตอนนั้น ฉันโกรธมากจึงเอามือปัดกระเป๋าทิ้ง กระเป๋าดินสออันสวยของฉันหล่นออกไปอยู่ที่กันสาดด้านนอกของ ระเบียง แจนตกใจรีบพูดว่า “ขอโทษนะหมิง เดี๋ยวเราเก็บให้เอง” “นี่มันชั้น 5 นะ” ฉันคิดในใจขณะที่แจนก้าวข้ามระเบียงปีนออกไปที่ 15


“นี่มันชั้น 5 นะ” ฉันคิดในใจขณะที่แจนก้าวข้ามระเบียงปีนออกไปที่ ชายคานั้น เธอยื่นมือไปยังกระเป๋าที่กำ ลังจะหล่นอยู่รอมร่อแต่ก็ไม่กล้า ขยับไปใกล้เพราะกลัวตก ตอนนั้นฉันทั้งหงุดหงิดทั้งรำ คาญจึงหันหลังเดิน เข้าไปในห้องเรียนใกล้ๆ หยิบไม้กวาดและยื่นออกไปแกล้งเขี่ยกระเป๋าให้ หล่น แต่ไม่คิดเลยว่าแจนจะรีบคว้ากระเป๋าจนตัวเองเสียหลักพลัดตกลง ไป ฉันยังจำ ภาพนั้นได้ดี ร่างกายมนุษย์ที่บิดเบี้ยวผิดรูป แขนหัก กระดูกขา ทิ่มทะลุเนื้อ เลือดจำ นวนมหาศาลที่ไหลออกจากศีรษะของเธอ สิ่งแรกที่ฉันทำ คือรีบวิ่งลงไปข้างล่าง มองหากระเป๋าของตัวเองแล้วรีบ คว้าออกมาจากที่นั่นเพราะกลัวจะเป็นหลักฐาน ฉันสะดุ้งเฮือกตอนที่ได้ยินเสียงแจนร้องครางเบาๆว่า “หมิงช่วยเราด้วย... ช่วยเราด้วย” ความตกใจกลัวทำ ให้ฉันวิ่งหนีไปจากที่นั่น การตายของแจนถูกสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุและไม่มีอะไรเกี่ยวข้องเชื่อมโยง ถึงฉันได้ มันควรจะจบไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว... เมื่อทางโรงเรียนเชิญฉันกลับมาบรรยายให้น้องๆฟังเกี่ยวกับกับหน้าที่ การงานที่ฉันทำ ฉันคิดว่าฉันจะรับมือกับมันได้ คิดว่าลืมเรื่องนั้นเสียสนิท แล้ว แต่ในขณะบรรยายอยู่นั้น ฉันกลับมองเห็นแจนนั่งเลือดท่วมตัวอยู่ ท่ามกลางนักเรียนฟังบรรยาย 16


ฉันขนลุกเกรียวไปทั้งตัวหน้าซีดตัวสั่นด้วยความกลัว ก่อนจะลุกจากโต๊ะ บรรยายแล้วเดินถอยหลังจนสะดุดบันไดล้มลงจนหมดสติไป ฉันฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในโรงเรียนร้างที่หาทางออกไม่ได้ มีแต่เสียงเดิน ลากขาของซากร่างอมนุษย์บิดเบี้ยวหักพังผิดรูป คราบเลือดสีคล้ำ เป็น ทางตามฉันไปทุกๆที่ ฉันกลัวจนร้องตะโกนออกไปว่า “ปล่อยเราไปเถอะ แจน เรากลัวแล้วเราจะทำ บุญไปให้ ยกโทษให้เราด้วย” ประตูเปิดออก ร่างบิดเบี้ยวเลือดชุ่มค่อยๆ เดินขโยกเขยกเข้ามา ฉัน กรีดร้องวิ่งหนีออกไปที่ประตูอีกด้านด้วยความหวาดกลัว หางตาแลเห็น สีชมพูแวบๆที่กันสาดด้านนอกระเบียงเลยนึกขึ้นได้รีบปีนออกไปนอก ระเบียง เก็บกระเป๋าดินสอใบนั้นแล้วยื่นให้ร่างสุดสยองที่กำ ลังเริ่มตาม มาใกล้เข้าทุกที “แจน...นี่ไงกระเป๋าที่เธออยากได้ ฉันยกให้ ยกโทษให้ฉันนะ” ทันใดนั้นร่างสุดสยองของแจนก็กลับเป็นเหมือนเด็กหญิงปกติอย่างที่ เธอเคยเป็นตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ แจนยิ้มให้ฉัน “เราจะยกโทษให้หมิงได้ยังไง ในเมื่อเราไม่เคยโกรธเธอเลย หมิงให้ อะไรมาตั้งมากมาย เราก็แค่อยากคืนกระเป๋าใบนี้ให้หมิงเท่านั้นเอง” เธอพูดพลางยื่นมือออกมาทำ ท่าจะรับฉันกลับเข้าไปด้านใน เป็นฉันเองที่ตกใจผวา หงายหลังและร่วงหล่นลงไปพร้อมกระเป๋าใบนั้น ฉันมารู้สึกตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาล มารู้ว่าฉันหลับไปเกือบสามวัน 17


เพราะสมองกระทบกระเทือน “กว่าจะมีคนไปพบคุณก็หลายชั่วโมงแล้ว อาการเลยแย่หน่อย ว่าแต่ คุณเข้าไปทำ อะไรในโรงเรียนร้างคะ ?” หลังออกจากโรงพยาบาลฉันถึงได้รู้ว่า โรงเรียนเก่าของฉันปิดทำ การ มานานแล้วกลายเป็นโรงเรียนร้างโดยสมบูรณ์ น่าจะตั้งแต่ก่อนที่ฉันขับ รถเข้าไปวันนั้นซะอีก แล้วทั้งหมดที่ฉันเจอมาคืออะไร ? จนถึงวันนี้ฉันก็ยังไม่เข้าใจ # 18


ผีต้นมะขามที่ระเบียงหลังห้อง ตอนที่5 วันหนึ่งในคาบชั่วโมงอิสระก่อนที่จะถึงเวลาเลิกเรียน เพื่อนคนอื่นๆ กระจายตัวไปที่อื่นหมดแล้วห้องสมุดบ้างสนามฟุตบอลบ้าง มีแค่ ผมไอ้อ๋องไอ้ตาต้าที่ยังอยู่ในห้องเพราะต้องเอาผ้าเปียกถูกระดาน ดำ ก่อนวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไอ้อ๋องและไอ้ตาต้าแกล้งผมด้วยการเอาผ้าขี้ริ้วเปรียบขว้างใส่หน้า พวกมันหัวเราะแล้ววิ่งหนีออกไปข้างนอก ผมถอดเสื้อนักเรียนเช็ด หน้าแล้วเปลี่ยนชุดพละ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าอยากลองไต่ขึ้นไปบน ต้นมะขามนั่น ผมกระโดดออกไปทางหน้าต่างอีกครั้ง ยืนอยู่บนระเบียงคอนกรีต ชะโงกหน้ามองหาเด็กผู้ชายคนนั้น โชคดีที่วันนี้เขามาด้วย เขาดูมี สีหน้าดีใจ ไต่มาที่กิ่งมะขามใกล้ๆระเบียง พยักหน้าชักชวนผมให้ ปีนขึ้นไป 19


พอเห็นหน้ากันใกล้ๆ ผมถึงสังเกตว่าเสื้อผ้าที่เขาใส่ดูเก่าคร่ำ คร่า สกปรกเปื้อนดินและมีคราบอะไรสักอย่างดำ ๆเลอะเทอะไปหมดและ ใบหน้าของเขาก็ดูซูบเซียว ริมฝีปากแห้งแตกระแหงออกเขียวๆคล้ำ ๆ ดวงตาเหลือกโปนเหมือนลูกนางอายและดูไม่ค่อยมีความแวววาวอย่าง คนปกติ ผมก้มลงมองพื้นเบื้องล่าง เหงื่อออกเต็มมือเมื่อคิดว่าตรงนี้สูงเกือบ 10 เมตร หากหล่นลงไปน่าจะไม่จะรอด เด็กคนนั้นย้ำ กับผมอีกครั้ง ด้วยเสียงแหบแห้งเหมือนคนไม่ได้กินน้ำ มาทั้งวันว่า“กิ่งมะขามนี้เหนียว มากไม่หักง่ายๆหรอก” เขายื่นมือมาทำ ท่าจะรับผม ผมเลยพยักหน้า ถอยหลังก้าวหนึ่งกำ ลัง จะโดดข้ามไปหาเขา ตอนนั้นเองที่จู่ๆผมก็ผงะตัวลอยหงายไปด้านหลัง ก้นกระแทกพื้น อย่างแรง พอหันกลับมาก็เห็นไอ้อ๋องยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆ มือสองข้าง ของมันที่กระชากไหล่ผมกลับเย็นเฉียบ “มึงจะทำ เหี้ยอะไร! นี่มันสูงตั้ง 5 ชั้นนะมึง” ผมโกรธขึ้นมา ไอ้เลวพวกนี้ตามมารังแกผมถึงตรงนี้เลยเหรอนี่มันพื้นที่ ลับส่วนตัวของผมแท้ๆ แต่พอหันกลับไปมองที่ต้นมะขามอีกครั้งก็กลับเป็นผมที่ใจร่วงวูบมือไม้ อ่อนแทบเป็นลม 20


เพราะกิ่งมะขามกิ่งใหญ่ที่ทอดยาวมายังระเบียงที่ผมเห็นก่อนหน้านี้มัน ไม่มีอยู่แล้ว มีเพียงรอยตัดด้วนๆที่ห่างออกไปเกือบชิดลำ ต้นหลายเมตร ไม่มีทางที่ใครจะกระโดดข้ามไปตรงนั้นได้เลย แถมเด็กผู้ชายที่ผมเห็นเมื่อ ครู่ก็หายไปด้วย ความสูงจากระเบียงถึงพื้นล่างทำ ให้ผมหน้ามืด ใจหวิวๆ ไอ้ตาต้าที่ ชะโงกหน้าอยู่ตรงหน้าต่างก็พูดเสริมขึ้นว่า “พวกมึงรีบขึ้นมากันก่อนเถอะ ถ้าครูมาเห็นว่าไปอยู่ตรงนั้นน่ะ โดนเรียกผู้ปกครองแน่ ไม่รู้กันหรือไงว่า ตรงนี้มันเคยมีเรื่องอะไรมาก่อน” ผมกับไอ้อ๋องเลยพากันปีนกลับเข้าไปทางหน้าต่าง มือไม้ผมสั่นจนแทบ ไม่มีแรงจนไอ้อ๋องต้องอุ้มขึ้น หลังจากนั้นดูเหมือนเป็นครั้งแรกที่ไอ้อ๋องกับไอ้ตาต้าสนใจมองหน้าผม อย่างจริงจัง พวกมันเล่าให้ผมฟังว่าตอนที่มันส่องประตูมองเข้ามาในห้อง แล้วไม่เห็นผม ไอ้ตาต้ามันพูดขึ้นว่าหรือพวกมันจะแกล้งผมจนเครียดหนี ไปโดดตึกตายซะแล้ว ไอ้อ๋องเลยตกใจรีบวิ่งมาดูที่ด้านหลังหน้าต่าง แล้ว ก็เห็นผมทำ ท่าจะกระโดดลงไปข้างล่างพอดี “ต้นมะขามตรงนี้เมื่อหลายปีที่แล้วเคยมีคนมาปีนช่วงปิดเทอม ไต่ตาม กิ่งมะขามใหญ่เข้ามาที่ระเบียงตรงนี้จะเข้ามาขโมยของในห้อง แต่พลาด หล่นลงไปตายซะก่อน ครูเขาเลยให้ตัดกิ่งที่มันยื่นมาทางนี้ทิ้ง...รอยด้วนๆ นั่นไง” เจี๊ยบหัวหน้าห้องที่กลับเข้ามาดูความเรียบร้อยก่อนเลิกเรียนเล่า ให้ผมฟัง พลางชี้ให้ดูรอยตัดกิ่ง“จริงๆแล้วหน้าต่างบานนี้ครูเขาก็ไม่ได้ ให้เปิดมานานแล้วนะ เพราะมีบางคนบอกว่าเวลามองออกไป บางคน เห็นเด็กผู้ชายที่ตายไปมานอนเล่นอยู่บนคาคบกิ่งมะขาม เด็กบางคนปีน หน้าต่างออกไปตามบอกว่ามีรุ่นพี่ชวนให้ปีนไปเล่นบนกิ่งมะขาม ทั้งๆที่กิ่ง 21


“ต้นมะขามตรงนี้เมื่อหลายปีที่แล้วเคยมีคนมาปีนช่วงปิดเทอม ไต่ตาม กิ่งมะขามใหญ่เข้ามาที่ระเบียงตรงนี้จะเข้ามาขโมยของในห้อง แต่พลาด หล่นลงไปตายซะก่อน ครูเขาเลยให้ตัดกิ่งที่มันยื่นมาทางนี้ทิ้ง...รอยด้วนๆ นั่นไง” เจี๊ยบหัวหน้าห้องที่กลับเข้ามาดูความเรียบร้อยก่อนเลิกเรียนเล่า ให้ผมฟัง พลางชี้ให้ดูรอยตัดกิ่ง“จริงๆแล้วหน้าต่างบานนี้ครูเขาก็ไม่ได้ ให้เปิดมานานแล้วนะ เพราะมีบางคนบอกว่าเวลามองออกไป บางคน เห็นเด็กผู้ชายที่ตายไปมานอนเล่นอยู่บนคาคบกิ่งมะขาม เด็กบางคนปีน หน้าต่างออกไปตามบอกว่ามีรุ่นพี่ชวนให้ปีนไปเล่นบนกิ่งมะขาม ทั้งๆที่กิ่ง มะขามถูกตัดทิ้งไปนานแล้ว” หลังจากวันนั้น ผมก็กลัวจนขนหัวลุกทุกครั้งที่ต้องเข้ามาเรียนในห้อง และ ย้ายที่นั่งไปนั่งติดกับมุมประตูห้อง โดยมีไอ้อ๋องกับไอ้ตาต้าช่วยจัดหาที่นั่ง ให้เป็นอย่างดีแล้วมันก็นั่งกับผมด้วย กลายเป็นว่าเรื่องเจอผีในโรงเรียนกลายเป็นเรื่องดีกับผม เพราะผมได้ เพื่อนขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ การที่ผมเกือบตายไปจริงๆต่อหน้าต่อตาไอ้อ๋อง กับไอ้ตาต้า ทำ ให้พวกมันเกิดกลัวขึ้นมา มันมาพูดภายหลังว่าที่แกล้งผม เพราะเห็นผมหงอๆเหงาๆน่าแกล้งและคงสนุกดี ไม่ได้ทันคิดว่าจะทำ ให้ ผมเครียดและเป็นทุกข์แค่ไหน อันที่จริงพวกมันก็เป็นแค่เด็กเหมือนกับผม โง่เรื่องความสัมพันธ์พอๆกันกับผม ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนักหรอกครับ ชีวิตในโรงเรียนของผมต่อจากนั้นเลยง่ายขึ้น เรื่องนี้แม้ผ่านมานานแล้วแต่ผมก็ยังไม่เคยลืม และยังทำ บุญให้เด็กคน ที่เคยยื่นมือมาชวนผมไปบนกิ่งมะขาม มีคนเห็นว่าเขายังคงติดอยู่ที่กิ่ง มะขามกิ่งนั้นจนถึงทุกวันนี้ แต่ผมหวังอยู่เสมอว่าในที่สุดแล้วเขาคงได้ไป เกิดใหม่ในที่ดีๆ ไม่ต้องมาเสี่ยงชีวิตลักขโมยจนต้องตายอย่างนี้อีก 22


ผู้ช่วยหลังเวที ตอนที่ 6


“นี่ไง ได้แล้ว ตัวเอกละครเวทีใหญ่ปลายปีนี้” ครูคนอื่นหันมาพยักหน้า ทำ นองเห็นด้วย “ดีใจด้วยนะจ๊ะ ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป หลังเลิกเรียนเธอมาซ้อมบทนางเมรี ตอนตามพระรถเสนได้เลย เคยอ่านใช่ไหม ?” ฉันรีบพยักหน้ารับ “เคยค่ะหนูเคยอ่าน เรื่องนี้สนุกมากเลย ขอบคุณ นะคะคุณครู” หลังจากนั้น ฉันก็ย้ายมาเรียนที่นี่และเริ่มซ้อมร่วมกับนักแสดงคนอื่นๆ หลังเลิกเรียน การที่ได้อยู่ในสถานที่และองค์กรที่เห็นความสำ คัญกับ ศิลปะการแสดงมากขนาดนี้ทำ ให้ฉันได้ตระหนักว่า ฉันรักที่จะเป็นนัก แสดงมากขนาดไหน ฉันรักเสียงก้องกังวานในหอประชุมที่สะท้อนกลับไปมาเวลาที่ไม่มีคนดู มันช่างมีพลัง และให้ความรู้สึกลึกลับอย่างน่าประหลาด แต่กระนั้น เมื่อนึกถึงเสียงปรบมือกึกก้องหลังการแสดงที่จะได้รับจากคนดูเต็มหอ ประชุมแห่งนี้ในวันที่แสดงจริง หัวใจของฉันก็พองโตขึ้นมาด้วยความ ปีติยิ่งกว่า เรื่องนี้ทำ ให้นักแสดงหญิงบางคนที่เขาว่ากันว่าเคยเป็นตัวเต็งที่จะ มาคัดเลือกเป็นนางเอกของเรื่อง พากันหมั่นไส้ และพูดจากระแนะ กระแหนฉันอยู่เรื่อยๆ “เรื่องง่ายๆแค่นี้ยังทำ ไม่ได้ นี่ไม่ได้ขี้เล็บพี่สายป่านเลย ไม่รู้ว่าครู เลือกมาได้ยังไง” 24


ถึงแม้ไม่พอใจแต่ความสงสัยในดวงตาของฉันคงปรากฏชัดเจน มากกว่า เธอจึงพูดต่อ “อ้าว เข้ามาที่นี่แล้วได้เป็นนางเอกเลยนี่ไม่สงสัยบ้างเหรอว่านางเอก คนที่แล้วเป็นใครแล้วทำ ไมเขาถึงไม่ได้เล่นต่อ” เธอว่าพลางอมยิ้ม “ระวังจะเป็นแบบพี่สายป่านก็แล้วกัน” ในวันซ้อมใหญ่ มีพ่อแม่ผู้ปกครองของพวกนักแสดงมาดูกันจำ นวน มากแม้จะไม่ถึงครึ่งของหอประชุมแต่ก็ทำ ให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก คุณครูสแตนด์บายทีมงานและนักแสดงทุกคนให้ทำ หน้าที่เสมือนวัน จริงทุกอย่าง ทั้งแต่งหน้าทำ ผมเตรียมเสื้อผ้า ฉันที่เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่ในเทอมนี้ ยังไม่คุ้นเคยกับหลายคนโดย เฉพาะในวันนี้ที่มีผู้ช่วยใหม่ๆเพิ่มเข้ามาช่วยดูแลเรื่องเสื้อผ้า เครื่อง ประดับ และการแต่งหน้าให้เป็นพิเศษ พี่คนหนึ่งมีหน้าตาสวยเด่นสะดุดตา ยืนจัดเสื้อผ้าอยู่ที่ราวผ้า หัน หน้ามามองฉันบ่อยๆและยิ้มให้ ฉันเห็นแล้วยังประหลาดใจว่าคนที่ สวยเด่นและบุคลิกดีอย่างนี้น่าจะอยู่ในทีมนักแสดงมากกว่า แต่ด้วย เวลาที่กระชั้นฉันจึงไม่ได้คุยอะไรกับใคร รีบซ้อมรีบแสดง ตอนวิ่งเข้า มาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ด้านหลังก็ยังมีวิ่งเข้าห้องผิดอีกหลายครั้งจนถูกครู ดุ ช่วงหนึ่งที่ยังไม่ถึงคิว ฉันแอบนั่งร้องไห้เพราะความกดดันอยู่ที่โต๊ะ กระจกไม่คิดว่าจะมีใครเห็น 25


แต่จู่ๆพี่คนสวยคนนั้นก็เดินใกล้เข้ามา “มั่นใจหน่อยสิ งานใหญ่แบบนี้ทุก คนก็กดดันกันทั้งนั้นแหละ เธอทั้งสวยทั้งแสดงเก่ง ผู้ชมต้องชอบแน่ๆ เรื่องนั้นสำ คัญที่สุดไม่ใช่เหรอสำ หรับการเป็นนักแสดง” เมื่อได้เห็นหน้าใกล้ๆอย่างนี้ยิ่งเห็นชัดเจนว่าเธอสวย สวยราวกับไม่ใช่ มนุษย์ เดาจากรูปร่างหน้าตาอายุเธอน่าจะเป็นรุ่นพี่ ม.ปลาย ไว้ผมยาว มัดรวบหางม้า ขนาดไม่แต่งหน้ายังเปล่งออร่าความงามได้มากขนาดนี้ ฉันได้แต่มองทึ่งๆ “หนูเครียดค่ะพี่” ฉันพูดออกมาด้วยความอึดอัดใจ น้ำ ตายังร่วงไม่ขาด สาย “บทแบบนี้มันยากหนูยังไม่เคยมีแฟนเลยด้วยซ้ำ แต่ต้องเล่นบทผู้ หญิงที่ถูกผู้ชายทิ้ง ต้องวิ่งตามตัวที่เขาไม่ยอมกลับมาเหลียวแล ร้องไห้ จนขาดใจตายเขาก็ยังไม่มอง” ฉันสังเกตเห็นสีหน้ารุ่นพี่ ดุดันเคร่งเครียดขึ้นมาทันตา “มันคือความแหลกสลายทั้งหัวใจและตัวตน มันไม่ใช่แค่การอกหักเหมือน ในเพลงรักวัยรุ่น แต่เขาทำ ลายตัวตนที่เราเคยภูมิใจและนับถือ ดีแค่ ไหนสวยยังไงถ้าเขาจะไป อะไรก็ห้ามไว้ไม่ได้” ตอนนั้นเองที่ผู้กำ กับเวที ตะโกนเตือนว่าใกล้เวลาที่ฉันต้องเข้าฉากแล้วฉันจึงรีบยกมือไหว้รุ่นพี่เพื่อ ขอบคุณ ก่อนจะเช็ดน้ำ ตาเติมแป้งแล้วกลับไปเข้าฉาก 26


ผีลากเล็บ ตอนที่7 เมื่อหนึ่งอาทิตย์ที่แล้ว ฉันกับเพื่อชื่อหมูพากันไปเที่ยวไปหาเพื่อนชื่อปาโก๋ ที่ไปฝึกสอนวิชาภาษาอังกฤษอยู่ในโรงเรียนต่างจังหวัด มันพักอยู่บ้านพัก ในโรงเรียนเพื่อความสะดวก ไม่ต้องกังวลอะไรมากเพราะเป็นผู้ชาย บ้านที่ปาโก๋พักเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูงหลังเล็กๆ มีห้องนอนห้องหนึ่งกับโถ งกว้างๆพอนั่งๆนอนๆได้ ถือว่าไม่คับแคบจนเกินไปมีห้องน้ำ แยกอยู่ด้าน ล่างของตัวบ้านที่เทปูนไว้โล่งๆและวางแคร่ไว้ตัวหนึ่ง น่าจะสร้างมานาน มากหลายสิบปี แต่สภาพยังแข็งแรงดีอยู่และโดยรอบก็สะอาดสะอ้านดี เพราะก่อนเข้าอยู่ปาโก๋มันเข้ามาขัดและปัดกวาดเช็ดถูเรียบร้อย มีหลอด ไฟให้แสงสว่างสองดวงคือข้างล่างกับข้างบน ปาโก๋จัดให้ฉันกับหมูนอนพักในห้องนอน ส่วนตัวมันออกมากางมุ้งนอนที่ ด้านนอก “มีอะไรเรียกได้ตลอดนะ ห้องน้ำ ห้องท่าก็รีบเข้าให้เรียบร้อยก่อนนอน ดึกๆจะได้ไม่ต้องลงมา” ปาโก๋ว่า “เออน่ะ หนาวขนาดนี้ใครมันจะอยากออกมา” หมูตอบ “ไม่ใช่เรื่องหนาวอย่างเดียวหรอก” ปาโก๋พูดต่อ “ผีดุด้วย!” ยังพูดไม่ทันจบ หมูก็ขว้างหมอนใส่หน้ามันทันที “ไอ้เพื่อนเฮงซวย!” 27


“เออ แล้วตอนกลางดึกถ้าได้ยินอะไรก็อย่าไปทัก ตอนฉันไม่อยู่ตอนกลาง วันก็เหมือนกัน ได้ยินเสียงแปลกๆอย่าโผล่หน้าออกมาดู” “ยัง! ยังไม่หยุดอีก ไอ้...” หลังจากหมูด่าปาโก๋ไปอีกสองสามประโยค เรา ก็พากันแยกย้ายเข้านอนทันที คืนนั้น เรานอนเช็กรูปในโทรสัพท์มือถือกันอย่างสนุกสนานในห้องนอนมืด ตื๋อ ฉันกับหมูหัวเราะกันเฮฮาอยู่พอดีตอนที่ด้านนอกมีเสียงหมาหอนดัง แว่วสะท้อนเสียงก้องมาจากที่ไกลๆ และหอนรับช่วงกันมาเป็นทอดๆใกล้ เข้ามาเรื่อยๆ เสียงหมาหอนที่เราสองคนได้ยินสดๆเป็นครั้งแรกในชีวิต มันฟังดูโหยหวน เยือกเย็น น่าขนลุกขนพองเสียยิ่งกว่าในหนังสยองขวัญ หมูที่เป็นคนขี้กลัว มากอยู่แล้วถึงกับเอาผ้าห่มผืนใหญ่ที่ปาโก๋เตรียมไว้ให้หากอากาศหนาว มาก ขึ้นมาห่มคลุมทับอีกชั้น และขยับเข้ามานอนเบียดจนฉันรู้สึกร้อน หมาจรที่อยู่ในบริเวณบ้านพักปาโก๋สี่ห้าตัวนอนขดกันใต้ถุนพากันหอนรับ เสียงดังขึ้นมาอีก บางท่วงทำ นองน้ำ เสียงเหมือนคนร้องไห้คร่ำ ครวญด้วย ความทุกข์ทรมานมากกว่าเสียงหมา เราสองคนนอนฟังกันด้วยความทุกข์ ทรมานพอกัน กว่าเสียงนั้นจะค่อย ๆ เงียบลง “แก...” หมูสะกิดฉัน หลังจากมหกรรมหอนครั้งยิ่งใหญ่ผ่านไป “จุ๊ๆๆ” ฉันทำ เสียงปราม “ไอ้ปาโก๋บอกว่าอย่าไปทักจำ ได้ไหม ?” 28


“ไม่ใช่โว้ย! ฉันปวดฉี่” หมูกระซิบเสียงสั่นๆ คงทั้งหนาว ทั้งกลัว แล้ว ยังมาปวดฉี่เสียอีก เมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องพากันลุกออกมาทั้งคู่ อากาศเย็นพลอยทำ ให้ฉัน ปวดฉี่ไปด้วย เราออกมามองที่มุ้งของปาโก๋ เห็นมันนอนหลับนิ่งดีเลยไม่ อยากรบกวน พากันย่องเดินลงมาจากตัวบ้าน แล้วผลัดกันเข้าห้องน้ำ อย่างรวดเร็ว ตอนเดินออกมากำ ลังจะกลับขึ้นบ้าน เราสองคนได้ยินเสียงเหมือนใคร ลากของแข็งๆไปตามพื้น เสียงดัง....ครืด ครืด...เป็นจังหวะก้าวเดิน เหมือนต้นเสียงอยู่ไม่ไกลนัก ฉันมองหน้าหมูที่ตอนนี้หน้าตาซีดเซียว ต่างคนต่างไม่พูดอะไรกัน รีบขึ้น บ้านกลับเข้าห้องอย่างเร็ว รอจนถึงเช้า เราสองคนเล่าให้ปาโก๋ฟังก่อนที่มันจะออกไป สอน ปาโก๋พยักหน้านิ่งๆตามสไตล์ของมันแล้วพูดหน้าตาเฉย “ก็บอก แล้วไงว่าผีดุ ดีแล้วที่ไม่ได้ไปทักอะไร เรื่องมันก็...” มันทำ ท่าจะเล่าแต่ หมูเบรกไว้ก่อน “หยุดเลย! ไม่ต้องเล่า ฉันกลัว คืนนี้ต้องนอนนี่อีกคืน ถ้ารู้มากมีหวัง กลัวจนนอนไม่ได้แน่ๆ” วันนั้นทั้งวัน เราพากันเดินสำ รวจในโรงเรียนที่ปาโก๋ทำ งาน ทั้งโรงเรียน มีครูอยู่หกคน สอนคนละระดับชั้น ชั้นหนึ่งมีเด็ก 15-30 คน เป็นโรง เรียนเล็กๆที่น่าเอ็นดู เด็กๆ ก็น่ารักและเป็นมิตรดี 29


จนกระทั่งฉันกับหมูไปเข้าห้องน้ำ ที่ด้านหลังโรงเรียนใกล้บ้านพักปาโก๋ใน ตอนบ่าย ตอนนั้นเด็กนักเรียนเข้าเรียนกันหมดแล้วฉันกับหมูเข้าห้องน้ำ กันคนละห้อง ซึ่งห้องน้ำ ที่นี่เป็นแบบนั่งยอง ใช้ขันตักน้ำ ราดแต่เมื่อเข้าไป ได้ครู่เดียว ก็ได้ยินเสียงเหมือนที่ได้ยินเมื่อคืน คือเสียงเหมือนของแข็ง ครูดพื้น....ครืด ครืด....แต่คราวนี้เหมือนครูดประตูไม้ด้วย เสียงดังมาก คล้ายสัตว์ฝนเล็บกับประตูไม้ มีเสียงกระซิบ “ช่วยด้วย...ฮือ...” ดังแผ่วๆ ผสมมาอีก ฉันกลัวจนมือสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง ไม่กล้าขยับออกไป นึกได้เลยไลน์คุย กับหมู และตกลงกันว่าจะอยู่นิ่งๆจนกว่าเสียงจะเงียบ พอเสียงเงียบและเรานัดกันเปิดประตูพร้อมกันออกมาได้ จากนั้นเราก็ ต่างวิ่งหน้าตั้งไปที่อาคารเรียน นั่งสงบจิตใจอยู่ในที่ที่มีแสงสว่าง รอให้ ปาโก๋สอนเสร็จและมาเล่าให้ฟังว่า ...ห้องน้ำ นั้นเคยมีเด็กเข้าไปติดอยู่ช่วงปิดเทอมใหญ่ ไม่มีใครหาเจอ มา เจออีกทีก็เห็นเป็นศพแห้งเหี่ยวเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เล็บยาวออกมา เป็นคืบ ที่ประตูมีแต่รอยข่วนเหมือนจะหาทางออก หลังจากนั้นก็มักจะ มีคนได้ยินเสียงร้องไห้ เสียงขูดข่วนพื้นและประตู หนักกว่านั้นก็ได้ยิน เหมือนเสียงเดินลากเล็บไปทั่วบริเวณนั้นเหมือนไม่ยอมไปไหน... ฟังจบฉันกับหมูก็มองหน้ากัน ตกลงใจว่าพรุ่งนี้จะไปทำ บุญให้กับเด็กที่ น่าสงสารคนนั้น แต่คืนนี้คงไม่นอนที่นี่แล้วละ ไปหาโรงแรมในเมืองเอาดี กว่า “หนูไม่ไป พวกพี่ไปเอง” หมูว่าเบาๆตอนเก็บกระเป๋าอย่างรีบร้อน. 30


Click to View FlipBook Version