กลอนดอกสร้อย
รำพึงในป่ ำช้ำ
ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษำปีที่ 2
ครูซี
กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า มีทมี่ าจากกวีนพิ นธ์ช่ือ Elegy Written
in a Country Churchyard ของ ทอมัส เกรย์ (Thomas Gray) กวีชาว
อังกฤษ ซึ่งประพันธ์ขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2285 หลังจากญาติและเพื่อนของ
ผู้ประพันธ์เสียชวี ติ ลงในเวลาใกล้เคยี งกนั
เสฐียรโกเศศและนาคะประทีปได้แปลบทกวีของทอมัส เกรย์ เป็นภาษาไทย
พระยาอปุ กิตศิลปะสาร (น่ิม กาญจนาชวี ะ) ได้นำฉบบั ทแ่ี ปลแล้วมาแต่งใหม่
เป็นกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า โดยให้มีเนอ้ื หาเข้ากับธรรมเนียมไทย
ประวตั ิผ้แู ตง่
พระยาอปุ กิตศิลปสาร (น่ิม กาญจนาชีวะ)
❖ เป็นผู้เชย่ี วชาญในภาษาไทย บาลี และวรรณคดีโบราณ
❖ เคยเป็นอาจารย์พเิ ศษคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย
เคยเป็นอาจารย์สอนพเิ ศษภาษาไทยชุดครมู ัธยม
และเป็นกรรมการชำระปทานุกรม
❖ ผลงานสำคญั ทางด้านภาษาและวรรณคดีไทย ได้แก่
- อกั ขรวธิ ี วจวี ิภาค วากยสมั พันธ์ และฉันทลกั ษณ์
- สงครามภารตคำกลอน - ชมุ นุมนพิ นธ์
- อ.น.ก. - คำประพันธ์บางเร่ือง
- คำประพันธ์โคลงสลบั กาพย์ - บทกลอนและปาฐกถาต่าง ๆ
พระยาอนมุ านราชธน (ยง เสฐยี รโกเศศ)
❖ เป็นนักปราชญ์คนสำคัญของไทย มนี ามปากกาว่า เสฐียรโกเศศ
❖ ตำแหน่งสุดท้ายในชีวติ การทำงานของท่าน คือ อธิบดกี รมศลิ ปากร
❖ ได้รับการยกย่องจากยเู นสโกให้เป็นผู้มผี ลงานดีเด่นทางด้านวฒั นธรรม
❖ ผลงานสำคญั ทางด้านวรรณคดี ศิลปะ และวฒั นธรรม ได้แก่
- การศึกษาวรรณคดแี ง่วรรณศิล-ปเ์ ร่อื งของชาตไิ ทย
- ลทั ธขิ องเพ่อื น - ลัทธิ-ศาสนา
- หโิ ตปเทศ - อาหรบั ราตรี
- กามนิต
พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป)
❖ เป็นผู้เชีย่ วชาญในภาษาไทยและภาษาบาลี
❖ มตี ำแหน่งในการทำงานมากมาย อาทิ
- อนุศาสนาจารย์ประจำกระทรวงกลาโหม - หลวงธุรกจิ ภธิ าน
- ผู้ช่วยแผนกอภิธานสยามในกรมตำรา - ปลัดกรมพระอาลกั ษณ์
❖ เป็นอาจารย์พเิ ศษประจำแผนกวิชาบาลี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั
❖ ผลงานสำคญั ทางด้านภาษาและวรรณคดีไทย ได้แก่
- พระธรรมบท หมวดพาลแทรกชาดก - คมั ภรี ์อภิธารปั ปทีปิกา
กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า จะมีรูปฉันทลักษณ์เหมือนกลอน
สภุ าพ แต่จะต่างกนั ตรงคำขึ้นต้นและลงท้าย คอื จะข้นึ ต้นด้วยคำว่า “เอ๋ย”
และลงท้ายว่า “เอย”
ในเวลาใกล้ค่า ชายผู้หน่ึงเข้าไปนั่งอยู่ในวัดชนบทแห่งหน่ึงที่มีแต่
ความเงียบสงบ เม่ือได้ยินเสียงระฆังดังบอกเวลาไกล้ค่า เขาจึงมองดูไปรอบ ๆ
เห็นชาวนาจูงฝูงวัวควายเดินทางกลับบ้าน คร้ันส้ันแสงตะวันแล้วเขาก็ได้ยิน
เสียงหรีดหร่ิงเรไรร้อง และเสียงเกราะในคอกสัตว์ นกแสกที่จับอยู่บนหอ
ระฆังก็ส่งเสียงร้อง บริเวณโคนต้นโพธ์ิ ต้นไทร ซึ่งบริเวณนั้นมีหลุมศพอยู่
มากมาย ความเงียบสงบและความวิเวกช่วยทำให้เขารู้ถึงสีจธรรมแห่งชีวิตข้อ
ที่ว่า ผู้ดี มีจน นายไพร่ นักรบ กษัตริย์ ต่างก็มีจุดจบเหมือนกันทั้งหมด คือ
ความตาย
เคลื่อนจากท่ี วังเอ๋ยวังเวง เสียงระฆังดัง ตรี ะฆังถ่ี ๆ หลายคร้งั เพือ่ บอกเวลาค่าราว 18 นาฬกิ า
ฝงู ววั ควายผ้ายลาทวิ ากาล เวลากลางวนั หง่างเหง่ง! ย่าคา่ ระฆงั ขาน
ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิน่ ตน
ชาวนาเหนอ่ื ยอ่อนต่างจรกลบั ตะวนั ลับอบั แสงทุกแห่งหน
และทิ้งตนตูเปล่ยี วอยู่เดียวเอย
ท้งิ ทุ่งให้มดื มัวท่วั มณฑล บรเิ วณ
เสยี งระฆังดงั หง่างเหง่ง ในเวลาใกล้คา่ ทำให้เกิดความวังเวง ฝูงววั ควายก็เคล่ือน
จากท้องทุ่งเพ่ือกลับถ่ินของมัน ฝ่ายชาวนาที่เหน่ือยอ่อนจากการทำงานก็กลับท่ีอยู่ของตน
ตะวันลับขอบฟ้าไม่มแี สงสว่าง ทำให้ท้องทุ่งมืดมดิ และทิง้ ให้ข้าพเจ้าอยู่เพียงผู้เดียว
ยามคา่ คนื ทีค่ ่อนไปทางดึก แผ่นดิน เงียบเชยี บ
ยามเอ๋ยยามน้ี ปถพมี ืดมวั ทว่ั สถาน
อากาศเย็นเยอื กหนาวคราววิกาล สงดั ปานป่าใหญ่ไร้สำเนียง อึกทกึ
มีกแ็ ต่จงั หรดี กระกรีดกริง่ ! เรไรหร่ิง! ร้องขรมระงมเสียง
คอกควายววั รัวเกราะเปาะเปาะ!เพียง รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่วเอย
ในเวลาน้ีท่วั แผ่นดนิ มดื มิด อากาศหนาวเย็น เพราะเป็นเวลากลางคืน
ป่าใหญ่แห่งนี้เงียบสงัด มีแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และก็ได้ยินเสียง
เกราะรวั จากคอกววั ควายดังแว่วมาแต่ไกล
ชอื่ นกชนิดหนึ่งมักอาศัยตามต้นไม้หรอื ชายคา ทำให้ตกใจ, ทำให้เสียขวญั
นกเอ๋ยนกแสก จับจ้องร้องแจ๊กเพยี งแถกขวัญ
อยู่บนยอกหอระฆงั บงั แสงจันทร์ ท่ีอยู่ มเี ถาวัลย์รงุ รงั ถึงหลงั คา
เหมือนมนั ฟ้องดวงจนั ทร์ให้ผันดู คนมาสู่ซ่องพกั มันรักษา
ถอื เป็นทรี่ โหฐานนมนานมา ให้เสอื่ มผาสุกสันต์ของมันเอย
ทเ่ี ฉพาะส่วนตัว, ท่ีลับ น้อยลง, หย่อนลง ความสำราญ, ความสบาย
เสียงนกแสกร้องข้ึนมาทำให้ข้าพเจ้าเสียขวัญ นกแสกมันจับอยู่บนหอระฆังท่ี
บังแสงจันทร์และมีเถาวัลย์รุงรังพันถึงหลังคา เหมือนกับมันจะฟ้องให้ดวงจันทร์หันมาดู
ผู้คนท่ีมาอยู่ในท่ีที่มันรักษาไว้ (ป่าช้า) ซ่ึงถือเป็นที่เฉพาะส่วนตัวของมันมานาน
ทำให้มันไม่มคี วามสขุ
ลกั ษณะของต้นไม้เตี้ย ๆ ที่มกี ิง่ ทอดแผ่ออกไปโดยรอบ อาการนิ่งซึ่งแสดงถึงการยอมรบั
ต้นเอ๋ยต้นไทร เงา,ร่มไม้ สงู ใหญ่รากย้อยห้อยระย้า
มเี นินหญ้าใต้ต้นเกล่ือนกล่นไป
และต้นโพธ์พิ ุ่มแจ้แผ่ฉายา ดษุ ณนี อนราย ณ ภายใต้
เรายิ่งใกล้หลุมนั้นทกุ วนั เอย
ล้วนร่างคนในเขตประเทศนี้
แห่งหลุมลึกลานสลดระทดใจ
สงั เวชใจ, รู้สึกรนั ทดใจ
มีต้นไทรสงู ใหญ่รากย้อยห้อยระย้าและต้นโพธทิ์ ีเ่ ป็นพุ่มแผ่ร่มเงาออกไป
โดยรอบ ท่ีใต้ต้นไม้มีเนินหญ้าซ่ึงเป็นท่ีฝังศพของคนในเขตนั้น ศพที่นอนน่ิงอยู่
ในหลุมลึกดูแล้วรู้สึกสลดใจ และตัวข้าพเจ้าเองก็ใกล้จะได้นอนอยู่ในหลุมน้ัน
เช่นกัน
ลมพัดอ่อน ๆ แตกหกั , ทำลาย
หมดเอ๋ยหมดห่วง เคล่ือนจากท่ื หมดดวงวญิ ญาณลาญสลาย
ถึงลมเช้าชวยช่นื ร่ืนสบาย เตือนนกแอ่นลมผายแผดสำเนียง
อยู่ตามโรงมุงฟางข้างข้างน้ัน ทัง้ ไก่ขนั แข่งดเุ หว่าระเร้าเสยี ง
โอ้เหมอื นปลกุ ร่างกายนอนรายเรียง พ้นสำเนียงท่ีจะปลกุ ให้ลุกเอย
หมดห่วง เน่ืองจากดวงวิญญาณได้แตกสลายไปแล้ว ถึงแม้ว่าลมยามเช้า
จะพัดให้สดช่ืน เตือนนกนางแอ่นให้เคล่ือนออกจากรังและส่งเสียงร้องไปตาม
โรงนา ไก่ก็ขันแข่งกับนกดุเหว่า เหมือนจะช่วยปลุกร่างของผู้ท่ีนอนเรียงราย
ในหลุมฝังศพให้ตน่ื ข้นึ แต่พวกเขาเหล่านนั้ ก็ไม่ได้ยิน
ทอดเอ๋ยทอดทิง้ ยามหนาวผงิ ไฟล้อมอยู่พร้อมหน้า
ท้งิ เพอื่ ยากแม่เหย้าหาข้าวปลา ทกุ เวลาเช้าเยน็ เป็นนริ นั ดร์
ทิง้ ทงั้ หนนู ้อยน้อยร่อยร่อยรบั หู เห็นพ่อกลบั ปลมื้ เปรมเกษมสนั ต์
เข้ากอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ สารพันทอดทง้ิ ทุกสิ่งเอย
พูดออดอ้อนหรือแสดงกิรยิ าทำนองทำให้เขาเอ็นดู สารพัด = ทั้งปวง, ทัง้ หมด, ทกุ อย่าง
ยามหนาวเคยน่ังผิงไฟอยู่พร้อมหน้า แต่ต้องมาทิ้งเพ่ือนท้ิงแม่
เรือนที่คอยหุงหาอาหารให้รับประทานเช้าเย็น ทิ้งลูกน้อยที่เม่ือเห็น
หน้าพ่อกลับมาก็ดีใจกอดคอฉอเลาะด้วยเสียงที่น่าฟัง แต่แล้วก็ต้อง
ทอดทิ้งสงิ่ เหล่านไี้ ป
เครอ่ื งมอื เกยี่ วข้าวและหญ้า
กองเอ๋ยกองข้าว กองสูงราวโรงนาย่งิ น่าใคร่
เกิดเพราะการเก็บเกยี่ วด้วยเคียวใคร ใครเล่าไถคราดฟื้นพ้นื แผ่นดนิ
เช้าก็ขบั โคกระบือถือคันไถ สำราญใจตามเขตประเทศถิ่น
ยดึ หางยามยักไปตามใจจินต์ หางยามผินตามใจเพราะใครเอย
หางคนั ไถตอนท่มี ือถือ
เหน็ กองข้าวสงู ราวโรงนาช่างน่ายนิ ดี กองข้าวน้ีเกิดจากการเก็บเกี่ยวจากเคียวของ
ใคร หรือใครเป็นคนไถคราดพลิกฟื้นแผ่นดินนี้ เช้าก็ต้อนวัวควายและถือคันไถออกไป
ยังท้องนาอย่างสำราญใจ จับหางไถไถไปในทิศทางต่าง ๆ ตามใจตน
อยากมฐี านะหรือภาวะสงู ดกี ว่าทเ่ี ป็นอยู่ นอกแบบ, นอกทาง,
ตัวเอ๋ยตวั ทะยาน อย่าบันดาลดลใจให้ใฝ่ฝัน (เกนิ วสิ ยั ปรกติ)
ดถู กู กิจชาวนาสารพนั ความเป็นมา และความครอบครองกันอนั ช่นื บาน
เขาเป็นสุขเรียบเรยี บเงยี บสงัด มปี วตั น์เป็นไปไม่วิตถาร
ขออย่าได้เย้ยเยาะพูดเราะราน ดหู ม่ินการเป็นอยู่เพอื่ นตูเอย
ความทะเยอทะยาน ขออย่าบันดาลใจให้ดูถูกชาวนาและครอบครัวอันชื่นบาน
ของเขา เพราะชาวนาต่างเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีความเป็นไปอย่างปกติ ขออย่างได้
พดู จาเยาะเย้ยดหู มิ่นการเป็นอยู่ของเขา
ร่างกายและจิตใจ ความหวังดตี ่อกนั
สกุลเอ๋ยสกุลสงู ชักจูงจิตฟูชศู กั ด์ิศรี ร่างกาย
อำนาจนำความสง่าอ่าอนิ ทรยี ์ ความงามนำให้มไี มตรกี ัน
ความร่ารวยอวยสุขให้ทุกอย่าง
วิถแี ห่งเกียรติยศท้ังหมดนั้น เหล่านี้ต่างรอตายทำลายขนั ธ์
แต่ล้วนผนั มาประจบหลุมศพเอย
เกียรตโิ ดยฐานะตำแหน่งหน้าทหี่ รอื ชาตชิ ้นั วรรณะ
คนมีชาติตระกูลสูง ทำให้จิตใจพองโตข้ึนคิดว่าตนมีศักด์ิศรีเหนือผู้อ่ืน คนมีอำนาจนำ
ความสง่างามมาให้ชีวิต คนมีหน้าตางดงามทำให้คนอื่นรักใคร่ คนมีฐานะร่ารวยย่อมหา
ความสุขได้ทุกอย่าง แต่ทุกคนต่างก็รอความตายเช่นเดียวกัน วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดล้วนมา
รวมกันทห่ี ลมุ ฝังศพ
ตวั เอ๋ยตัวหย่ิง เจ้าอย่าชงิ ติซากว่ายากไร้
เหน็ จมดนิ น่าสลดระทดใจ ท่ีระลกึ สิง่ ไรกไ็ ม่มี
ไม่เหมอื นอย่างบางศพญาติตบแต่ง เคร่ืองแสดงเกยี รติเลิศประเสรฐิ ศรี
สร้างสถานการบุญหนุนพลี เป็นอนสุ าวรยี ์สง่าเอย
[พะลี] บชู า ,บวงสรวง สง่ิ ทส่ี ร้างไว้เป็นทร่ี ะลกึ ถึงบุคคลหรือเหตกุ ารณืสำคัญ
ผู้ที่เย่อหยิ่งทั้งหลาย อย่าได้ตำหนิซากศพผู้ยากไร้ แม้ศพเหล่านี้จะนอนจมดินน่า
สลดใจและท่ีไม่สามารถระลึกถึงสิ่งใดได้เลยก็ตาม ไม่เหมือนอย่างบางศพท่ีญาติตบแต่งด้วย
เครือ่ งแสดงเกยี รติยศอย่างดี โดยการสร้างอนสุ าวรยี ์อนั สง่างามเพอ่ื เคารพบูชา
ทเี่ อ๋ยท่รี ะลกึ แพร่หลาย รู้กนั ทั่ว ยง่ิ ใหญ่
กไ็ ม่ชวนชพี ดบั ให้กลับคนื ถงึ อธึกงามลบในภพพื้น
เสียงชมช่นื เชิดชูคณุ ผู้ตาย
เสยี งประกาศเกยี รติเอิกเกรกิ ลั่น จะกระเทือนถึงกรรณน้ันอย่าหมาย
ชูเกยี รตญิ าติไปภายภาคหน้าเอย
ล้วนเป็นคุณแก่ผู้ยังไม่วางวาย
ที่ระลึกที่สร้างข้ึนถงึ แม้จะงามเพยี งใดก็ไม่สามารถทำให้ผู้ตายฟื้นขน้ึ มาได้ เสียงช่ืนชม
เชิดชูในคณุ งามความดขี องผู้ตาย ผู้ตายกไ็ ม่สามารถรับรู้ได้ ทกุ อย่างล้วนเป็นคุณแก่ญาติที่ยังมี
ชวี ิตอยู่
เกล่ือนกลาด ,มากหลาย
ร่างเอ๋ยร่างกาย ยามตายจมพื้นดาษดื่นหลาม
อย่าดูถกู ถ่นิ น้วี ่าที่ทราม อาจข้ึนชือ่ ลอื นามในก่อนไกล
อาจจะเป็นเจดีย์มีพระศพ แห่งจอมภพจักรพรรดิกษตั ริย์ใหญ่
ประเสริฐด้วยสัตตรัตน์จรัสชัย ณ สมัยก่อนกาลบุราณเอย
หมายถึง แก้ว 7 ประการของจกั รพรรดิ มชี ้างแก้ว นางแก้ว ขนุ พลแก้ว ขุนคลงั แก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี จักรแก้ว แก้ว 7 ประการ
1. สุวรรณ (ทอง) 2. หิรัญ (เงิน) 3. มุกดาหาร (มุกดา) 4. มณี (ทับทิม) 5. ไพฑูรย์ 6. วิเชียร (เพชร) 7. ประพาฬ
(โกเมน)
ร่างกายของคนตายจมอยู่ใต้พ้ืนดินมากมาย ขออย่าได้ดูถูกถ่ินท่ีน้ีว่าไม่ดี เพราะอาจจะ
เป็นสถานที่มีชื่อเสียงมาก่อน อาจเป็นเจดีย์ หรือที่ฝังศพของพระมหากษัตริย์ผู้ย่ิงใหญ่อัน
ประกอบด้วยแก้ว 7 ประการในสมยั โบราณก็ได้
ความเอ๋ยความรู้ เป็นเครื่องชชู ท้ี างสว่างไสว
หมดโอกาสทจี่ ะชตี้ ่อนี้ไป ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดนิ
อันความยากหากให้ไร้ศึกษา ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถ่ิน
หมดทุกข์ขลกุ แต่กจิ คิดหากนิ กระแสวิญญาณงนั เพียงนน้ั เอย
หยดุ ชะงกั
ความรู้เป็นเคร่ืองชี้ทางไปสู่ความก้าวหน้า แต่ตอนน้ีหมดโอกาสแล้ว จำต้องละความ
ห่วงใยท้ังหมดไปสู่ความตาย ความยากจนทำให้ไม่ได้รับการศึกษา ได้รับความรู้อยู่เฉพาะใน
ท้องถ่ินของตน และขณะน้ีก็หมดทุกข์เก่ียวกับการทำมาหากินเพราะวิญญาณน้ันคงหยุดอยู่
เพียงเท่านี้
ดวงเอ๋ยดวงมณี มกั จะล้ีลับอยู่ในภผู า แนวป่า
หรอื ใต้ท้องห้องสมุทรสุดสายตา
บุปผชาตชิ ูสแี ละมกี ลิ่น กเ็ สื่อมซาสน้ิ ชมนิยมชน
ไม่มีใครได้เชยเลยสกั คน
อยู่ในถนิ่ ทีไ่ กลเช่นไพรสณฑ์
ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมายเอย
ไร้ประโยชน์
แก้วมณีส่ิงท่ีมีค่ามักอยู่ในที่ลี้ลับ เช่น ภูเขา ท้องทะเลลึก สุดตายตาไม่มีใคร
สามารถมองเห็น ทำให้กลายเป็นสิ่งไร้ค่าไม่มีผู้ใดได้ช่ืนชม เปรียบเสมือนกับดอกไม้ที่มีสี
สวยกลิ่นหอมแต่อยู่ห่างไกล เช่น ในป่า ไม่มีใครได้เห็นหรือเชยชมสักคน ย่อมบานแล้ว
หล่นไปเปล่า ๆ อย่างน่าเสียดาย
รบศึก อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ ทำร้าย
กบั หมู่ม่านมาประทษุ อยธุ ยา
ซากเอ๋ยซากศพ พม่า นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา
อาจจะมานอนจมถมดนิ เอย
เช่นชาวบ้านบางระจนั ขนั รำบาญ
ไม่เช่นนนั้ ท่านกวเี ช่นศรปี ราชญ์
หรอื ผู้กู้บ้านเมอื งเรอื งปัญญา คล้าย, เปรยี บ
ซากศพท้ังหลายเหล่าน้ี อาจเป็นซากศพของนักรบผู้กล้าหาญ เช่น ชาวบ้าน
บางระจันที่สู้รบกับกองทัพพม่าท่ีมาโจมตีกรุงศรีอยุธยา หรือศพกวีศรีปราชญ์ท่ีนอนนิ่งไม่
พูดจา หรือศพผู้ทก่ี ู้บ้านเมืองหรือผู้มปี ัญญาอืน่ ๆ ซึ่งอาจนอนถมจมดินอยู่
สุรุ่ยสรุ ่าย, ใช้จ่ายเกินฐานะ แสดงกริ ิยาวาจาหย่งิ ยโส
มกั เอ๋ยมักใหญ่ ก่นแต่ใฝ่ฝันฟุ้งตามมุ่งหมาย
อำพรางความจริงใจไม่แพร่งพราย ไม่ควรอายก็ต้องอายหมายปิดบัง
มุ่งแต่โปรยเคร่อื งปรุงจรงุ กลิน่ คือความฟูมฟายสิ้นลน้ิ โอหัง
ลงในเพลิงเกียรตศิ กั ดปิ์ ระจกั ษ์ดัง เปลวเพลิงปลัง่ หอมกลบตลบเอย
ปรากฎชัด
พวกมักใหญ่ใฝ่สูงจะทำในสิ่งท่ีตนมุ่งหมายไว้และปิดบังความจริงบางอย่างไว้ไม่
เปิดเผย สิ่งที่ไม่ควรอายก็อาย แสดงให้เห็นว่าภายนอกดูดี ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินฐานะ
พูดจาอวดดีเพ่ือแสดงความมีเกียรติของตนให้ผู้อ่ืนเห็น อันเป็นการปกปิดความจริงที่ไม่ดี
งามของตนไว้
เงยี บสงัดทำให้รู้สึกเปล่าเปลี่ยว, วงั เวงใจ
ห่างเอ๋ยห่างไกล ห่างจากพวกมกั ใหญ่ฝักใฝ่หา เขาหนิ
แต่สงิ่ ซงึ่ เหลวไหลใส่อาตมา วามมกั น้อยชาวนาไม่น้อมไป
เพ่อื รกั ษาความสราญฐานวเิ วก ร่มชือ้ เฉกหุบเขาลำเนาไศล
สันโดษดับฟุ้งซ่านทะยานใจ ตามวิสยั ชาวนาเย็นกว่าเอย
จติ ไม่สงบ
ยินดีหรอื พอใจเท่าท่ตี นมีอยู่หรอื เป็นอยู่
ขอให้อยู่ห่างพวกมักใหญ่ใฝ่สูง ซ่ึงทำแต่สิ่งเหลวไหลใส่ตัวเอง โดยไม่ดูความ
มกั น้อยของชาวนาเป็นตวั อย่าง ดังนน้ั เพ่ือรักษาความสบายใจและความวิเวกร่มเยน็ เหมือน
อยู่ในป่าเขา ควรถือสันโดษไม่ฟุ้งซ่านทะเยอทะยาน ตามแบบของชาวนาจะทำให้จิตใจ
เยือกเยน็
ศพเอ๋ยศพไพร่ ไม่มใี ครขึ้นช่ือระบอื ขาน
ไม่เกรงใครนนิ ทาว่าประจาน มกี ารจารกึ บนั ทกึ คณุ
ถงึ บางทมี ีบ้างเป็นอย่างเลิศ ก็ไม่ฉดู ฉาดเชดิ ประเสรฐิ สุนทร์
พอเตือนใจได้บ้างในทางบุญ เป็นเคร่อื งหนุนนำเหตสุ งั เวชเอย
ศพของบุคคลธรรมดาท่ีไม่มีใครรู้จักไม่ใครยกย่อง ไม่ต้องกลัวว่าใครจะนินทา
เพราะไม่ได้จารึกสิ่งใดไว้ แม้บางคร้ังจะมีการยกย่องในคณุ งามความดบี ้าง แต่ก็ไม่เต็มท่ี
ทำพอเป็นเคร่อื งเตือนใจในการทำความดีหรือเพือ่ เป็นเครื่องหนุนเพ่อื ให้เกิดความรู้สึก
เศร้าสลดหดหู่ต่อผู้ทต่ี ายไปเท่านน้ั
ศพเอ๋ยศพสูง เป็นเคร่ืองจงู จติ ให้เลื่อมใสศานต์
จารึกคำสำนวนชวนสักการ กวชี าวบ้าน หรือ คนที่ ผดิ กบั ฐานชาวนาคนสามญั
มคี วามรู้ระดบี ชาวบ้าน จารกึ ช่อื ปีเดอื นวันดบั ขนั ธ์
ซง่ึ อย่างดีกม็ กี วเี ถื่อน
อทุ ิศสิ่งซ่งึ สร้างตามทางธรรม์ ของผู้นนั้ ผู้น้ีแก่ผเี อย
ศพบางศพมีคำจารึกท่ีจูงใจให้เลื่อมใสและสักการะ ต่างจากชาวนาหรือคน
ธรรมดาซ่ึงจารึกเพียงช่ือวันเดือนปีที่ตายไป เพื่อจะได้มีช่ือเรียกในการอุทิศส่วนกุศลให้
คนตายทชี่ ือ่ นั้นชอ่ื นี้
ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวติ
แม้คนลมื สิ่งใดได้สนทิ ก็ยงั คิดข้ึนได้เมอ่ื ใกล้ตาย
ใครจะยอมละทงิ้ ซ่งึ สิ่งสุข เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย
ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดยไม่ชายตาใฝ่อาลยั เอย
ชำเลอื ง, ดูทางหางตา ห่วงใย, พัวพนั , ระลกึ ถึงด้วยความเสียดาย
ห่วงอะไรก็ไม่เท่าห่วงชีวิตของตนเอง แม้จะลืมที่ใดไปหมดแต่เมื่อใกล้ตายก็ยัง
คิดถงึ ชวี ติ ของตนเอง ใครจะยอมละทิ้งความสขุ ความสบายไปโดยไม่อาลยั ไยดี
ดวงเอ๋ยดวงจิต ลืมสนิทกจิ การงานท้งั หลาย
ย่อมละชพี เคยสุขสนุกสบาย เคยเสยี ดายเคยวติ กเคยปกครอง
ละถ่ินท่ีสำราญเบิกบานจติ ซงึ่ เคยคดิ ใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ
หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซ้าเอย
ไม่สนใจ, ไม่แยแส
ห่วงอะไรก็ไม่เท่าห่วงชีวิตของตนเอง แม้จะลืมที่ใดไปหมดแต่เมื่อใกล้ตายก็ยัง
คิดถึงชีวติ ของตนเอง ใครจะยอมละท้งิ ความสุขความสบายไปโดยไม่อาลัยไยดี
คณุ ค่าด้านเนอื้ หา คุณค่าด้านสงั คม
01 02 03 04
คุณค่า ข้อคดิ ทีส่ ามารถ
ด้านวรรณศิลป์ นำไปประยุกต์ใช้ได้
คุณค่าด้านเนื้อหา
กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้าทำให้ผู้อ่านรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกได้
ชัดเจน คือ อารมณ์สะเทือนใจเก่ียวกับชีวิต ความตาย ความเหงา วังเวงใจ
สังเวชใจ บรรยายการในยามใกล้ค่า ย่ิงทำให้เกิดความรู้สึกอ้างว้าง ว้าเหว่
และสะเทือนใจมากข้ึน ซ่ึงนับว่ากวีสามารถทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกร่วมไป
กับบทกวไี ด้เป็นอย่างยิง่ ดงั บทประพนั ธ์ทว่ี ่า
คณุ ค่าด้านเน้อื หา
สกลุ เอ๋ยสกุลสงู ชกั จูงจติ ฟูชูศักดิ์ศรี
อำนาจนำความสง่าอ่าอนิ ทรยี ์ ความงามนำให้มไี มตรกี นั
ความรา่ รวยอวยสุขให้ทุกอย่าง เหล่าน้ีต่างรอตายทำลายขันธ์
วถิ แี ห่งเกยี รติยศท้ังหมดนน้ั แต่ล้วนผันมาประจบหลมุ ศพเอย
จากบทประพนั ธ์นี้ ถ่ายทอดแนวคดิ ทีส่ าคญั คอื ความไม่เทยี่ งของทุกสรรพสิ่ง สะท้อนให้เหน็ ถึงความไม่แน่นอน
เปล่ียนแปลงอยู่เสมอ เช่นเดียวกับมนุษย์เม่ือเกิดมาแล้วย่อมมีความเปล่ียนแปลงจากวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ สู่วัยชรา
มคี วามเจ็บปว่ ย ทรมาน และความตายในทส่ี ุด
คณุ ค่าด้านเนอ้ื หา
นอกจากคุณค่าด้านแนวคิดของเรื่องแล้ว กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่า
ช้ายังมีเน้ือหาที่เสนอธรรมเนียม ค่านิยม ความเช่ือ ความศรัทธา อีกทั้งกวี
ยังมีกลวิธีการถ่ายทอดโดยปรับเน้ือหาให้สอดคล้องกบั ธรรมชาตใิ นเมืองไทย
ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านได้รับอรรถรสในการอ่านและเกิดอารมณ์สะเทือนใจ
คล้อยตามไปกบั บทประพนั ธ์ ดังบทประพนั ธ์
คณุ ค่าด้านเนื้อหา
นกเอ๋ยนกแสก จบั จ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวญั
อยู่บนยอกหอระฆังบังแสงจันทร์ มีเถาวลั ย์รุงรงั ถงึ หลงั คา
เหมือนมันฟ้องดวงจนั ทร์ให้ผันดู คนมาสู่ซ่องพักมันรักษา
ถือเป็นท่รี โหฐานนมนานมา ให้เส่อื มผาสกุ สนั ต์ของมันเอย
จากบทประพันธ์นี้ กวีได้ใช้ถ้อยคาเพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับธรรมชาติของไทยและเก่ียวโยงถึงสัตว์ท่ีผูกพันกับ
ความเชอ่ื ของคนไทย นั่นคอื นกแสก จงึ ทาใหว้ รรณคดีเรอื่ งนี้เขา้ ถึงจติ ใจของผอู้ า่ นไดเ้ ป็นอย่างดี
คณุ ค่านด้านวรรณศลิ ป์
1. ใช้คำทท่ี ำให้เกิดภาพที่ชดั เจน
1.1 การใช้คำท่ีเข้าใจง่าย เพอ่ื พรรรนาถงึ วิถีชีวติ ของชาวนาในยามเย็น ทำให้ผู้อ่าน
เหน็ ภาพ เกดิ อารมณ์และความรู้สกึ คล้อยตามได้ ดังบทประพนั ธ์
วงั เอ๋ยวังเวง หง่างเหง่ง! ยา่ คา่ ระฆังขาน
ฝงู วัวควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถ่นิ ตน
ชาวนาเหน่อื ยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลบั อับแสงทกุ แห่งหน
ทิง้ ทุ่งให้มืดมวั ท่วั มณฑล และท้งิ ตนตเู ปลีย่ วอยู่เดียวเอย
จากบทประพนั ธน์ ี้ จะมองเหน็ ภาพชาวนาทเี่ หนือ่ ยลา้ จูงวัวควายกลบั บา้ น โดยผา่ นปา่ ช้าและดวงอาทิตย์ก็กาลงั
จะลบั ขอบฟา้ มเี สยี งระฆงั ดังเพอื่ บอกเวลาค่า บรรยากาศมืดมวั จนทาให้ร้สู กึ อา้ งว้างในจิตใจ
คุณค่านด้านวรรณศิลป์
นกเอ๋ยนกแสก จบั จ้องร้องแจ๊กเพยี งแถกขวัญ
อยู่บนยอกหอระฆงั บงั แสงจนั ทร์ มเี ถาวัลย์รุงรังถงึ หลงั คา
เหมือนมนั ฟ้องดวงจันทร์ให้ผนั ดู คนมาสู่ซ่องพกั มันรักษา
ถอื เป็นที่รโหฐานนมนานมา ให้เส่อื มผาสกุ สันต์ของมนั เอย
คณุ ค่านด้านวรรณศลิ ป์
1. ใช้คำทท่ี ำให้เกดิ ภาพท่ีชดั เจน
1.2 การใช้อุปมา คอื การเปรียบเทียบสงิ่ หนง่ึ เหมือนอีกสิ่งหน่ึง โดยต้องอาศัยการ
ตคี วามจากผู้อ่านเป็นสำคญั ดังบทประพันธ์
ดวงเอ๋ยดวงมณี มักจะลีล้ ับอยู่ในภูผา
หรือใต้ท้องห้องสมทุ รสุดสายตา กเ็ สอื่ มซาสน้ิ ชมนยิ มชน
บุปผชาตชิ สู ีและมีกล่ิน อยู่ในถน่ิ ที่ไกลเช่นไพรสณฑ์
ไม่มใี ครได้เชยเลยสักคน ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมายเอย
จากบทประพันธน์ ี้ กวีเปรยี บเทียบความดีเหมือนดวงมณีอนั มคี ่า แต่อย่ใู นท่ีทไี่ มม่ ผี ู้ใดพบเหน็ เหมือนดอกไม้สี
สวยและมกี ล่ินหอม แต่บานและร่วงหล่นในป่าท่ไี ม่มใี ครเห็นความสวยงามน้ี
คุณค่านด้านวรรณศลิ ป์
1. ใช้คำที่ทำให้เกดิ ภาพท่ีชดั เจน
1.3 การใช้บคุ คลวตั คอื การทำส่ิงท่เี ป็นนามธรรมหรอื สิ่งไม่มชี ีวติ ให้มพี ฤตกิ รรม
เหมอื นส่ิงมชี ีวติ เช่น ทะเลไม่เคยหลบั ฟ้าหลงั่ น้าตา ดงั บทประพนั ธ์
วังเอ๋ยวงั เวง หง่างเหง่ง! ย่าคา่ ระฆงั ขาน
ฝูงววั ควายผ้ายลาทวิ ากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถ่ินตน
ชาวนาเหนอ่ื ยอ่อนต่างจรกลบั ตะวันลับอบั แสงทุกแห่งหน
ทงิ้ ทุ่งให้มืดมวั ท่วั มณฑล และทิ้งตนตูเปล่ียวอยู่เดยี วเอย
มีการใชบ้ คุ คลวตั โดยการใช้ “ตะวนั ” ซงึ่ เป็นส่งิ ไมม่ ชี ีวิตแสดงอากปั กริ ยิ าดังสง่ิ มีชวี ิต
ในทนี่ ้ี คือ คาว่า “ทิ้ง”
คุณค่านด้านวรรณศิลป์
2. ใช้คำทีเ่ กดิ เสยี งไพเราะ
2.1 สทั พจน์ คอื คำเลียนเสยี งธรรมชาตเิ ป็นส่อื ให้ผู้อ่านรบั รู้บรรยากาศของเรื่องได้
ชัดเจนมากขนึ้ ทำให้ผู้อ่านสามารถจินตนาการถงึ เสยี งตามทไ่ี ด้ยินในเร่ือง เกดิ ความรู้สกึ วงั เวง
ดังบทประพันธ์
ยามเอ๋ยยามนี้ ปถพีมืดมัวท่ัวสถาน
อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนยี ง
มกี ็แต่จังหรดี กระกรีดกริง่ ! เรไรหร่ิง! ร้องขรมระงมเสียง
คอกควายววั รวั เกราะเปาะเปาะ!เพียง รู้ว่าเสยี งเกราะแว่วแผ่วแผ่วเอย
มกี ารใช้คาเลียนเสียงธรรมชาติ ทาใหผ้ ู้อ่านได้ยินเสียงจงิ้ หรีดร้องระงม
และเสียงรัวเกราะดงั เปาะเปาะ ! เปาะเปาะ ! แวว่ มาแผว่ ๆ ใหผ้ อู้ า่ นร้สู ึกวงั เวง
คุณค่านด้านวรรณศิลป์
2. ใช้คำท่ีเกดิ เสยี งไพเราะ
2.2 มีเสียงสัมผัสใน ทั้งสมั ผัสสระและสมั ผสั อกั ษรทุกบท ดังบทประพนั ธ์
ยามเอ๋ยยามน้ี ปถพมี ดื มวั ท่ัวสถาน
อากาศเย็นเยอื กหนาวคราววกิ าล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนยี ง
มกี ็แต่จงั หรีดกระกรดี กรงิ่ ! เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสยี ง
คอกควายวัวรวั เกราะเปาะเปาะ!เพียง รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่วเอย
คุณค่านด้านวรรณศิลป์
3. ใช้คำทใี่ ห้ความหมายลกึ ซึง้ กลอนดอกสร้อยเร่ือง “รำพึงในป่าช้า” ใช้กลวธิ ใี น
การนำเสนอด้วยการตง้ั คำถามเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความอยากรู้และคิดตาม ดังบทประพนั ธ์
กองเอ๋ยกองข้าว กองสูงราวโรงนายิ่งน่าใคร่
เกิดเพราะการเก็บเกย่ี วด้วยเคยี วใคร ใครเล่าไถคราดฟื้นพืน้ แผ่นดิน
เช้าก็ขับโคกระบือถือคันไถ สำราญใจตามเขตประเทศถ่ิน
ยึดหางยามยักไปตามใจจินต์ หางยามผินตามใจเพราะใครเอย
คุณค่าด้านสังคม
1. สะท้อนให้เหน็ ภาพวิถีชีวติ ของคนในชนบท กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า สะท้อน
ให้เห็นวิถีการดำรงชวี ติ ของผู้คนในสงั คมเกษตรกรรม ดงั บทประพนั ธ์
วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่ง! ย่าค่าระฆงั ขาน
ฝูงวัวควายผ้ายลาทวิ ากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถ่นิ ตน
ชาวนาเหน่ือยอ่อนต่างจรกลบั ตะวนั ลับอบั แสงทกุ แห่งหน
ทงิ้ ทุ่งให้มืดมัวทว่ั มณฑล และทิ้งตนตูเปล่ียวอยู่เดียวเอย
จากบทประพันธน์ ้ี สะท้อนให้เหน็ ถงึ ชาวนาในชนบทท่จี งู ฝูงววั ควายกลับบา้ น
ดว้ ยความเหน่อื ยลา้ ยามตะวนั ลบั ขอบฟา้ เรียกว่า “ยามยา่ คา่ ” (ประมาณ 18.00 น.)
คุณค่าด้านสังคม
2. สะท้อนให้เห็นความเชอ่ื ของคนในสงั คมไทย ความเชอ่ื เป็นสิง่ ท่ีผู้พันอยู่กับวถิ ชี วี ติ
ของชาวไทยและโดยทั่วไปจะมคี วามเกย่ี วโยงกบั จิตวญิ ญาณและความตาย ดงั บทประพนั ธ์
นกเอ๋ยนกแสก จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวญั
อยู่บนยอดหอระฆังบงั แสงจันทร์ มเี ถาวลั ย์รงุ รังถึงหลังคา
จากบทประพันธ์นี้ สะท้อนให้เห็นความเชื่อคนคนไทยท่ีว่า นกแสกเป็นสัญลักษณ์แหง่
ความตาย เมอ่ื นกแสกสง่ เสียงรอ้ งในความเงียบสงัดจึงสร้างความนา่ สะพรึงกลัวแก่ผู้ที่ไดย้ นิ
คุณค่าด้านสงั คม
3. สะท้อนให้เหน็ ค่านิยมของคนในสังคม เช่น การให้ความเคารพนบั ถือผู้ท่มี ฐี านะ
หรอื มีช่อื เสยี งในสงั คม ดงั บทประพนั ธ์
ศพเอ๋ยศพสงู เป็นเครอ่ื งจงู จติ ให้เล่ือมใสศานต์
จารกึ คำสำนวนชวนสกั การ ผิดกับฐานชาวนาคนสามัญ
ซึ่งอย่างดกี ม็ ีกวเี ถ่ือน จารึกช่อื ปีเดอื นวันดับขันธ์
อทุ ศิ ส่ิงซึ่งสร้างตามทางธรรม์ ของผู้นั้นผู้นี้แก่ผีเอย
จากบทประพันธน์ ี้ กลา่ วถึงคนตายที่มีฐานะร่ารวยมกั สร้างสง่ิ ก่อสร้างใหเ้ ปน็
อนุสรณ์ ส่วนคนตายท่ีมฐี านะยากจนมกั ไมม่ ีใครเห็นคณุ ค่าหรอื ความสาคัญ
คุณค่าด้านสงั คม
4. ชีใ้ ห้เหน็ ธรรมชาตขิ องมนษุ ย์ มนุษย์ทุกคนย่อมรักตวั เอง ห่วงความสขุ สบายทเี่ ตย
ได้รับ กลวั ความตาย แต่ทุกคนกห็ นไี ม่พ้นความตาย ดงั บทประพนั ธ์
ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชวี ิต
แม้คนลืมสิง่ ใดได้สนิท ก็ยงั คิดข้ึนได้เม่อื ใกล้ตาย
ใครจะยอมละทงิ้ ซึ่งสิง่ สุข เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย
ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัยเอย
จากบทประพันธ์น้ี กล่าวถงึ ทกุ คนว่า ยอ่ มรักตัวเอง รกั ทรพั ยส์ นิ เงินทอง แต่เมอ่ื
ตายไปแลว้ ยอ่ มไม่มใี ครสามารถนาสิ่งตา่ ง ๆ ตดิ ตวั ไปได้
คณุ ค่าด้านสงั คม
5. ชี้ให้เห็นความแตกต่างของขนบธรรมเนียม ในแต่ละสังคมย่อมมีธรรมเนียมท่ี
แตกต่างกัน เช่น ชาวตะวันตกนิยมฝังศพในสุสาน ส่วนคนไทยใช้การฌาปนกิจ
ดังบทประพนั ธ์
ตวั เอ๋ยตัวหย่ิง เจ้าอย่าชงิ ตซิ ากว่ายากไร้
เหน็ จมดินน่าสลดระทดใจ ทรี่ ะลกึ สง่ิ ไรกไ็ ม่มี
ไม่เหมอื นอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครือ่ งแสดงเกยี รติเลศิ ประเสรฐิ ศรี
สร้างสถานการบญุ หนุนพลี เป็นอนสุ าวรยี ์สง่าเอย
ข้อคิดทสี่ ามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชวี ิตประจำวนั
01 02 03
ทกุ สรรพสิง่ ในโลก ความเรียบง่ายคอื อย่ายดึ ติดกบั วตั ถุ
ล้วนไม่เทยี่ ง ความสุขที่แท้จริง
สรปุ บทเรียน
ใจความส่าคัญ สงิ ทีได้
กลอนดอกสร้อยราพึงในปา่ ช้าได้สะท้อนให้เหน็ ถึง ความรู้ ข้อคดิ
ข้อคิดและสัจธรรมในชีวิตว่า ทุกคนไม่สามารถหลีกหนี • ผลงานของ • ทุกสรรพสง่ิ ในโลกล้วนไมเ่ ท่ยี ง
ความตายได้ ทรัพย์สมบัติ ของรักของหวง ก็ไม่สามารถ
นาติดตัวไปได้ นอกจากความดี ความชั่วที่ทาไว้ขณะท่ีมี - พระยาอปุ กติ ศลิ ปสาร • ความเรียบงา่ ยคอื ความสขุ ทแี่ ทจ้ รงิ
ชีวติ เท่านน้ั - พระยาอนุมานราชธน
- พระสารประเสริฐ • อย่ายดึ ตดิ กบั วัตถุ
นอกจากน้ี ยังมีวรรณศิลป์ที่งดงาม ใช้ถ้อยคาท่ี
ซาบซ้งึ กินใจใหน้ ักเรียนไดศ้ กึ ษาอีกดว้ ย • ลกั ษณะคาประพนั ธข์ อง
กลอนดอกสรอ้ ย
• ไดร้ ับคณุ คา่ ด้านเน้ือหา
ดา้ นวรรณศลิ ป์ และด้านสงั คม