The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คำไทย ๗ ชนิด
๑.คำนาม
๒.คำสรรพนาม
๓.คำกริยา
๔.คำวิเศษณ์
๕.คำบุพบท
๖.คำสันธาน
๗.คำอุทาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sujitra Klanthong, 2020-06-20 02:38:16

ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค

คำไทย ๗ ชนิด
๑.คำนาม
๒.คำสรรพนาม
๓.คำกริยา
๔.คำวิเศษณ์
๕.คำบุพบท
๖.คำสันธาน
๗.คำอุทาน

เอกสารประกอบการเรียน

วชิ าภาษาไทยพ้นื ฐาน 1 (ท21101)
ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1

เรอ่ื ง ชนดิ และหนา้ ทขี่ องคาในประโยค

คำสรรพนำม คำกริยำ คำวเิ ศษณ์
คำนำม

คำอุทำน คำไทย ๗ ชนดิ

คำสนั ธำน
คำบพุ บท

โดย
นางสาวสจุ ติ รา กล่นั ทอง

ตาแหนง่ ครูผู้ช่วย

กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
โรงเรียนสตรีนครสวรรค์

สานักงานเขตพ้นื ท่ีการศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 42

ใบความรู้ที่ ๑
เรอ่ื งท่ี ๑ ลกั ษณะของพยางค์ คา กลมุ่ คา และประโยค

พยางค์ เสยี งทเี่ ปล่งออกมาครงั้ หนึง่ ๆ จะมคี วามหมายหรอื ไม่มีความหมายกไ็ ด้
เปล่งเสยี งออกมา ๑ ครั้ง เรยี กวา่ ๑ พยางค์ เปล่งเสียงออกมา ๒ คร้งั เรียกว่า ๒ พยางค์

ภาษาไทย อา่ นว่า พา-สา-ไท = ๓ พยางค์
สตรนี ครสวรรค์ อ่านวา่ สะ-ตรี-นะ-คอน-สะ-หวนั = ๖ พยางค์

สว่ นประกอบของพยางค์

พยางคแ์ ต่ละพยางค์จะมีส่วนประกอบ ๓ ส่วนขึ้นไป (สระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์) และ
สูงสดุ ๕ ส่วน การประกอบสระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์เข้าเป็นพยางคเ์ รยี กวา่ “การประสมอกั ษร”

การประสม คา พยัญชนะ สระ วรรณยกุ ต์ ตวั การนั ต์ พยัญชนะทา้ ย

อกั ษร ตน้ (ตัวสะกด)

๓ สว่ น ปลา ปล า สามญั - -

๔ สว่ น บ้าน บ า โท - น

๔ เลห่ ์ ล เ เอก ห์ -
ส่วนพเิ ศษ จนั ทร์ (เสยี งโท) น

๕ สว่ น จ ะ (ลดรูป) สามัญ ทร์

เสยี งทเี่ ปลง่ ออกมาแลว้ มีความหมาย จะมีพยางคเ์ ดียว หรอื หลายพยางคก์ ไ็ ด้

คา ครู ๑ คา ๑ พยางค์

นกั เรยี น ๑ คา ๒ พยางค์

นาฬกิ า ๑ คา ๓ พยางค์

กล้วยไข่ ๒ คา ๒ พยางค์

ปลาการต์ ูน ๒ คา ๓ พยางค์

หนา้ 1

กลมุ่ คา เป็นการนาคาตง้ั แต่สองคาขึ้นไปมาเรียงต่อกันทาให้เกิดความหมายเพ่ิมข้ึน
(วลี) แตไ่ มส่ มบรู ณเ์ หมอื นประโยค

แมวตัวเลก็ แมว+ตวั เล็ก
รถคันใหญ่ รถ+คนั ใหญ่
นกสีขาว นก+สีขาว

ประโยค ถ้อยคาที่มีความเกี่ยวข้องกันถูกต้องตามระเบียบของภาษาและมีเน้ือความ
บรบิ รู ณ์ แสดงใหร้ ู้วา่ ใคร ทาอะไร ที่ไหน อย่างไร ประกอบด้วยภาคประธาน
และภาคแสดง

ภาคประธาน ได้แก่ สว่ นทเ่ี ปน็ ผู้กระทา
ภาคแสดง ได้แก่ สว่ นท่ีบอกอาการหรอื บอกสภาพของประธาน

แมว ขนฟู กนิ ปลาทู ตวั ใหญ่

หนา้ 2

เรื่องท่ี ๒ ชนิดและหน้าที่ของคาในประโยค

แผนผังชนิดของคา (คามี 7 ชนดิ )

คานาม

คาอทุ าน คาสรรพนาม

คาไทย 7 ชนดิ

คาสนั ธาน คากรยิ า

คาบพุ บท คาวิเศษณ์

หนา้ 3

แผนผงั ความคดิ เรอ่ื ง “คานาม”

คาทใี่ ช้เรยี กชื่อคน สัตว์ สิง่ ของ สภาพ ลักษณะและอาการ
ของส่งิ มีชวี ิตและสงิ่ ไมม่ ชี ีวิต ทง้ั รูปธรรมและนามธรรม

ความหมาย

ประเภท คานาม

๑. สามานยนาม หนา้ ที่
๒. วิสามานยนาม
๓. ลกั ษณนาม ๑. เปน็ ประธานของประโยค
๔. สมุหนาม ๒. เปน็ กรรมของประโยค
๕. อาการนาม ๓. เปน็ กรรมตรงและกรรมรอง
๔. ขยายคาอนื่ ใหช้ ัดเจนยง่ิ ขึน้
๕. เปน็ คาเรียกขาน
๖. เปน็ ส่วนเติมเต็มให้คากริยาบางคา

หนา้ 4

๒.๑

หมวดคานาม

 ความหมายของคานาม

คานาม หมายถึง คาท่ีใช้เรียกช่ือคน สัตว์ ส่ิงของ สภาพ ลักษณะและอาการของส่ิงมีชีวิตและ
ส่งิ ไม่มชี ีวิต ทงั้ รปู ธรรมและนามธรรม

 ประเภทของคานาม แบ่งออกเปน็ ๕ ประเภท ได้แก่

๑) สามานยนาม (สา-มาน-ยะ-นาม) หรอื คานามทัว่ ไป ใชเ้ รยี กสิง่ ต่าง ๆ ทวั่ ไป เช่น คน แมว หมา
บา้ น เมือง สมดุ ประชาธปิ ไตย เศรษฐกจิ พอเพียง ฯลฯ

สามานยนามบางคามีคาย่อยเพือ่ บอกชนิดของสิ่งตา่ ง ๆ เรยี กว่า สามานยนามยอ่ ย เชน่ คนไทย
ดอกกลว้ ยไม้ กลว้ ยหอม รถจักรยาน ฯลฯ

๒) วสิ ามานยนาม (ว-ิ สา-มาน-ยะ-นาม) หรือคานามชเี้ ฉพาะ เปน็ ช่ือทต่ี งั้ ข้ึนเฉพาะ ใชเ้ ป็นชอื่ คน
ชอ่ื สถานท่ี เช่น สนุ ทรภู่ พระอภยั มณี สตรนี ครสวรรค์ ธรรมศาสตร์ โดราเอมอน โคนนั ฯลฯ

ตวั อยา่ งแผนภูมิสามานยนาม และวิสามานยนาม

สัตว์ (สามานยนามหลกั )

หมา (สามานยนามยอ่ ย) แมว (สามานยนามย่อย)

ไซบเี รยี น ฮสั กี้ (วิสามานยนาม) เปอรเ์ ซีย (วิสามานยนาม)
กมู โิ ฮ (วสิ ามานยนาม) พดุ ดิ้ง (วิสามานยนาม)

หน้า 5

๓) สมุหนาม (สะ-หมุ-หะ-นาม) คือ คานามบอกความเป็นหมู่พวก กลุ่มหรือคณะ เช่น ฝูงปลา
โขลงช้าง กองหนังสือ หมู่ลูกเสอื ฯลฯ

๔) ลักษณนาม (ลกั -สะ-หนะ-นาม) คาที่ใช้บอกลักษณะ รูปพรรณสณั ฐานของสามานยนาม เช่น

ภูติ ผี ปีศาจ ยักษ์ ฤๅษี มีลักษณนามเป็น ตน
หนงั สอื สมุด เทยี น เกวยี นมี มีลักษณนามเปน็ เลม่
บา้ นเรือน จกั ร เปยี โน มีลกั ษณนามเป็น หลงั
กล้วย มลี ักษณนามเป็น หวี เครอื ลกู
คน มีลักษณนามเปน็ คน คะแนน มีลักษณนามเปน็ คะแนน

ตัวอยา่ งตาแหน่งสมุหนามและลษั ณนาม

สมุหนาม (วางไวข้ า้ งหน้า) ลักษณนาม (วางไวข้ า้ งหลัง)

กอง กองหนังสอื กอง หนังสือ ๒ กอง
ฝูง ฝูงปลา ฝูง ปลา ๑ ฝงู
คณะ คณะครู คณะ นกั เรียน ๕ คณะสี
หมู่ หมู่ลกู เสอื หมู่ ลูกเสือ ทกุ หมู่

๕) อาการนาม (อา-กาน-ระ-นาม) คานามท่ีบอกกิริยาอาการ อารมณ์ความรู้สึก สภาวะในจิตใจที่เป็น
นามธรรม ใช้ “การ” และ “ความ” นาหน้าคากริยา และคาวิเศษณ์ เช่น การนั่ง การเดิน การกิน การทางาน
ความดี ความคิด ความผกู พัน ความโกรธ ฯลฯ

ข้อสงั เกต คาว่า “การ” และ “ความ” ถ้านาหนา้ คาชนิดอืน่ ที่ไม่ใชค่ ากริยา หรือคาวิเศษณ์จะไม่นับว่าเป็น
อาการนาม เช่น การรถไฟ การประปา ความแพ่ง เป็นต้น คาเหล่าน้จี ดั เปน็ สามานยนาม

 หน้าที่ของคานามในประโยค

๑) ทาหน้าท่เี ปน็ ประธานของประโยค เช่น
ลิซ่าเป็นสมาชิกวงแบลก็ พงิ ก์
ช้างชอบกนิ กลว้ ยและออ้ ย

๒) ทาหน้าที่เปน็ กรรมของประโยค เชน่
เด็กๆ ชอบกนิ ขนมหวาน
ครูดนุ กั เรยี นท่แี ต่งกายไม่เรียบร้อย

หนา้ 6

๓) ทาหน้าทเ่ี ป็นกรรมตรงและกรรมรอง โดยคาที่อยู่หลังคากริยาเป็นกรรมตรง ถ้ามีคาว่า แก่ หรือ ให้
อยู่ข้างหนา้ คานามน้นั เรียกว่า กรรมรอง เช่น

ครแู จกสมดุ ให้นกั เรยี น (สมดุ เป็นกรรมตรง นักเรียน เป็นกรรมรอง)
เราบริจาคเงินแกผ่ ู้ประสบภัยนำ้ ทว่ ม (เงนิ เปน็ กรรมตรง ผู้ประสบภัยนา้ ท่วม เป็นกรรมรอง)
๔) ทาหนา้ ที่ขยายคาอนื่ ใหช้ ดั เจนยิง่ ขึ้น ได้แก่ ขยายคานาม คากรยิ า เชน่
นอ้ งนอนเลน่ ในสวน (สวน เปน็ คานามขยายคากริยาเพื่อบอกสถานที่)
เรากาลงั รับประทานอาหารว่างตอนบ่าย (อาหารว่างตอนบ่ายเป็นคานามขยายคากริยา และ
บอกเวลาตอนบ่าย)
๕) ทาหน้าทเี ป็นคาเรยี กขาน เช่น
คุณครคู ะหนไู ม่เข้าใจเนอ้ื หาตรงนีค้ ะ่ (คณุ ครู เปน็ คานาม ส่วนคณุ ครคู ะ เปน็ คาเรียกขาน)
คณุ แมข่ าคณุ พอ่ ไปไหนคะ (คุณแม่ เป็นคานาม สว่ นคุณแม่ขา เป็นคาเรียกขาน)
๖) ทาหนา้ ทีเป็นสว่ นเติมเตม็ ใหค้ ากริยา เป็น เหมือน คล้าย เท่า คอื แปลวา่ เช่น
แตว้ หน้าตาคล้ายแอฟมาก
ศศิ แปลวา่ ดวงจันทร์
เฌอรนี เปน็ น้องของนิชคุณ

หน้า 7

แผนผังความคิดเรื่อง “คาสรรพนาม”

คาทใี่ ช้แทนคานาม
ความหมาย

ประเภท คา
สรรพนาม
๑. บุรษุ สรรพนาม
๒. นิยมสรรพนาม หนา้ ที่
๓. อนยิ มสรรพนาม
๔. ปฤจฉาสรรพนาม ๑. เปน็ ประธานของประโยค
๕. วิภาคสรรพนาม ๒. เปน็ กรรมของประโยค
๖. ประพนั ธสรรพนาม ๓. เป็นส่วนเตมิ เต็มในประโยค
๗. สรรพนามใชเ้ น้นนาม ๔. เปน็ คาขยาย
๕. เช่ือมประโยค
๖. เนน้ คำนำมท่อี ย่ขู ำ้ งหนำ้

หนา้ 8

๒.๒

หมวดคาสรรพนาม

 ความหมายของคาสรรพนาม

คาสรรพนาม หมายถงึ คาทใ่ี ช้แทนคานามในประโยคสือ่ สาร เพ่อื หลกี เลย่ี งการกล่าวคานามเดมิ ซ้า ๆ

 ประเภทของคาสรรพนาม แบง่ ออกเปน็ ๗ ประเภท ได้แก่

๑) บรุ ษุ สรรพนาม (บ-ุ หรุด-สับ-พะ-นาม) ใชแ้ ทนช่ือบคุ คลที่เกยี่ วขอ้ งในกำรสนทนำ ไดแ้ ก่

สรรพนามาบุรุษที่ การใช้ ตัวอยา่ งคาสรรพนาม
๑ ใชแ้ ทนตวั ผพู้ ดู
๒ ผทู้ ่ีเรำพดู ดว้ ย ขำ้ ฉนั ดฉิ นั ผม กระผม ขำ้ พเจำ้

๓ ผทู้ ่ีเรำกลำ่ วถึง แก เจำ้ เธอ คณุ ท่ำน พระคณุ เจำ้
ใตฝ้ ่ำละอองธลุ พี ระบำท

เขำ มนั แก เธอ ทำ่ น ท่ำนชำย ทำ่ นหญิง
พระองคห์ ญิง ทลู กระหมอ่ ม

๒) นยิ มสรรพนาม (น-ิ ยะ-มะ-สบั -พะ-นาม) หรอื คาสรรพนามช้ีระยะ ใชแ้ ทนคานามที่อยู่ใกล้
หรอื ไกลจากผพู้ ดู ไดแ้ ก่ คา น่นั น่ี โน่น เชน่

นี่สมุดของฉนั (นี่ เป็นสรรพนามแทนนามทอี่ ยู่ใกลต้ ัวผพู้ ดู )
นัน่ เสือ้ ของใคร (นั่น เปน็ สรรพนามแทนนามทอ่ี ยหู่ ่างจากผพู้ ดู )
โน่นบ้านเธอหรอื (โนน่ เป็นสรรพนามแทนนามซึ่งอยู่ไกลจากผพู้ ดู มาก)

๓) อนยิ มสรรพนาม (อะ-นิ-ยะ-มะ-สับ-พะ-นาม) หรือสรรพนามบอกความไมเ่ จาะจง ใช้แทน
นามทกี่ ล่าวถงึ โดยไม่ตอ้ งการคาตอบ ไม่ชีเ้ ฉพาะเจาะจง ไดแ้ ก่ คาวา่ ใคร อะไร ทไ่ี หน ผใู้ ด สง่ิ ใด ใครๆ
อะไรๆ ใดๆ เชน่

ใครๆ ก็พดู เช่นนัน้
ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง
อะไรๆ ฉนั กก็ นิ ได้ทงั้ นั้น

ข้อสงั เกต
คาว่า น่ี น้ี น่ัน นั้น โน่น โน้น ที่เปน็ นยิ มสรรพนามจะตอ้ งเปน็ คา ทีใ่ ชแ้ ทนคานามเทา่ นน้ั และไม่ได้วางอยู่หลัง
คานาม ถ้าหากวางอยู่หลังคานามเม่ือใด คาดังกล่าวจะทาหน้าท่ีเป็นคาวิเศษณ์ เช่น ชิ้นนี้ของฉัน สมุดนั่นของเธอ
กระเปา๋ ใบโน้นของเขา ฯลฯ

หน้า 9

๔) ปฤจฉาสรรพนาม (ปรดิ -ฉา-สบั -พะ-นาม) หรือสรรพนามถาม ใชแ้ ทนนำมท่ีมีเนือ้ ควำมเป็น
คำถำม ไดแ้ ก่ ใคร ไหน อะไร ผ้ใู ด เชน่

ใครจะกลับบา้ นพรอ้ มฉันบ้าง
เธอชอบด่ืมน้าอะไร
ไหน บา้ นใหมข่ องเธอ

๕) วิภาคสรรพนาม (วิ-พาก-สับ-พะ-นาม) หรือสรรพนามบอกความช้ีซ้า แบ่งพวกหรือรวมพวก
ได้แก่ ต่าง บ้าง พวก เช่น

นักเรียนต่างช่วยกนั แสดงความคิดเห็น (ตา่ ง เปน็ สรรพนามแทนนักเรียน บอกความรวมพวก)
เดก็ ๆ บา้ งกก็ ินขนมบ้างก็วงิ่ เลน่ (บ้าง เปน็ สรรพนามแทนเดก็ ๆ บอกความแยกพวก)
นกั เลงยกพวกตีกัน (กนั เป็นสรรพนามแทนนกั เลง บอกความช้ซี ้า)

๖) ประพันธสรรพนาม (ประ-พัน-ทะ-สับ-พะ-นาม) หรือสรรพนามเชื่อมประโยค ใช้แทนนามหรือ
สรรพนามท่ีอยู่ข้างหน้าและทาหน้าที่เชื่อมประโยคหลักและประโยคย่อยเข้าด้วยกัน ซึ่งมีลักษณะเป็นประโยค
ความซอ้ น โดยใช้คาว่า ที่ ซึ่ง อัน ผู้ เช่น

ฉนั ชอบแมวทมี่ ขี นฟู (ท่ี เปน็ สรรพนามแทนแมว)
ประโยคหลัก คอื ฉันชอบแมว
ประโยคยอ่ ย คือ แมวมีขนฟู
ครูผู้สวมชดุ สีชมพูสอนวชิ าภาษาไทย (ผู้ เป็นสรรพนามแทนครู)
ประโยคหลัก คือ ครสู อนวชิ าภาษาไทย
ประโยคยอ่ ย คอื ครสู วมชดุ สีชมพู

๗)สรรพนามใช้เน้นนามท่ีอยู่ข้างหน้า เพ่ือบอกความรู้สึกของผู้พูดที่มีต่อบุคคลท่ีกล่าวถึง เช่น
คุณพอ่ ทา่ นเปน็ คนอารมณด์ ี (ทา่ น บอกความรสู้ กึ ยกย่อง)
คณุ พชี ยา เธอเป็นคนสภุ าพเรียบร้อย (เธอ บอกความร้สู กึ ยกยอ่ งและคนุ้ เคย)

 หน้าท่ีของคาสรรพนามในประโยค

๑) ทาหนา้ ท่ีเปน็ ประธานของประโยค เช่น
น่ี เปน็ หนังสือนิยายเลม่ ใหมข่ องฉนั
เขาซื้อเส้ือใหม่มา ๒ ตัว

๒) ทาหนา้ ท่ีเป็นกรรมของประโยค เช่น
คณุ แมใ่ ห้ฉันไปตลาด
นักเรียนถกู ครูทาโทษหนา้ เสาธง

หน้า 10

๓) ทาหนา้ ทีเปน็ สว่ นเติมเต็มในประโยค เชน่
น้องนดิ หน้าตาเหมือนเธอมาก
ครูภาษาไทยคนใหมค่ อื ใคร

๔) ทาหน้าทเี ป็นคาขยาย เชน่
มนี าหยบิ สมุดเลม่ นน้ั ให้ฉนั หน่อย (น้นั เปน็ สรรพนามช้ีเฉพาะขยายคาว่าสมุด)
ของท่ีถืออยู่น่นั เปน็ อะไร (น่นั เปน็ คาสรรพนามไม่เจาะจงขยายคาว่าของในมือ)

๕) ทาหน้าทเี ชือ่ มประโยค เช่น
นกั เรยี นทกุ คนจงทาตามทค่ี รูพูด
การไมม่ ีโรคเป็นลาภอนั ประเสริฐ

๖) ทาหนา้ ทีเน้นคานามท่ีอย่ขู ้างหน้า เช่น
คุณย่า ท่านเป็นคนท่ีใจดมี าก
คณุ วศิน เขาชวนฉันไปเทีย่ วพรงุ่ นี้

หน้า 11

แผนผงั ความคดิ เร่ือง “หมวดคากริยา”

คาที่แสดงอาการ สภาพ หรือการกระทาของคานาม
และคาสรรพนามในประโยค
ความหมาย

ประเภท คากริยา

๑. อกรรมกรยิ า หนา้ ที่
๒. สกรรมกรยิ า
๓. วิกตรรถกริยา ๑. แสดงอาการหรอื บอกสภาพของ
๔. กรยิ านุเคราะห์ ประธาน
๕. กรยิ าสภาวมาลา
๒. เปน็ คาขยายนาม
๓. ทาหน้าทเี่ ปน็ เหมอื นคานาม

หนา้ 12

๒.๓

หมวดคากรยิ า

 ความหมายของคากริยา

คากริยา หมายถึง คาทแี่ สดงอาการ สภาพ หรือการกระทาของคานาม และคาสรรพนามในประโยค

 ประเภทของคากรยิ า แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท ได้แก่

๑) อกรรมกริยา (อะ-กา-กริ-ยา) หรอื กรยิ าท่ีไม่ตอ้ งมกี รรมมารบั เปน็ กรยิ าทม่ี คี วามหมายสมบูรณ์
ชัดเจนในตวั เอง ได้แก่ เดนิ น่ัง นอน วงิ่ เห่า ร้องเพลง น่ังเล่น เช่น

ฝกตกหนกั มาก
นกบินบนทอ้ งฟ้า
๒) สกรรมกรยิ า (สะ-กา-กริ-ยา) หรอื กรยิ าทีต่ อ้ งมีกรรมมารับ ถ้าไมม่ ีกรรมมารับข้างทา้ ย ผฟู้ งั
จะไม่เขา้ ใจเพราะความหมายยังไม่สมบูรณ์ ได้แก่ ซอ้ื ขาย ตดั กนิ เห็น ปลกู เช่น
พอ่ ปลกู (ตน้ ไม้)
สารภขี าย (สม้ ตา)
๓) วิกตรรถกริยา (วิ-กะ-ตัด-ถะ-กริ-ยา) หรือกริยาที่ต้องมีส่วนเติมเต็ม เป็นคากริยาที่ต้องมีคานาม
หรือสรรพนามมาช่วยขยายความหมายให้สมบูรณ ได้แก่ คาว่า เป็น เหมือน คล้าย เท่า คือ แปลว่า
หมายความวา่ เท่ากบั ราวกบั เช่น
เธอวางท่าราวกับนางพญา
ลกู เป็นแกว้ ตาดวงใจของพ่อแม่

๔) กริยานุเคราะห์ (กริ-ยา-นุ-เคราะ) หรือคาช่วย เป็นคาท่ีไม่มีความหมายในตัวเอง ต้องอาศัย
กริยาหลักในประโยค ชว่ ยส่อื ความหมายในประโยคให้ชัดเจนย่ิงขึ้น ได้แก่ คาว่า กาลัง จะ ได้ แล้ว ต้อง อย่า
จง โปรด ช่วย ควร คงจะ อาจจะ เชน่

แม่กาลงั ทาอาหารอยู่ในครัว
ถา้ เธอสง่ งานชา้ เธออาจจะถกู หัวหน้าตาหนไิ ด้
ข้อสังเกต กริยาคาว่า ถูก ตามปกติจะใช้กับกริยาท่ีมีความหมายไปในทางไม่ดี เช่น ถูกตี ถูกดุ ถูก
ตาหนิ ถ้าความหมายในทางดีอาจใชค้ าว่า ไดร้ ับ เช่น ไดร้ ับคาชมเชย ไดร้ บั เชิญ ฯลฯ

หนา้ 13

๕) กรยิ าสภาวมาลา (กร-ิ ยา-สะ-พา-วะ-มา-ลา) หรือกรยิ าที่ทาหนา้ ท่ีคลา้ ยนาม อาจเป็นประธาน
เป็นกรรม หรือบทขยายของประโยคกไ็ ด้ เช่น

เขาชอบออกกาลังกาย
(ออกกาลังกาย เป็นคากรยิ า ทาหน้าท่ีเปน็ กรรมของประโยคเหมอื นคานาม)
กนิ มากทาให้อว้ น
(กนิ เป็นคากริยา ทาหน้าที่เป็นประธานของประโยคเหมือนคานาม)
นอนเปน็ การพักผ่อนท่ีดี
(นอน เปน็ คากริยา ทาหนา้ ทเี่ ปน็ ประธานของประโยคเหมือนคานาม)

 หนา้ ทข่ี องคากรยิ าในประโยค

๑) เปน็ คาแสดงอาการหรอื บอกสภาพของประธาน เชน่
มนี านุชออกกาลงั กายอยา่ งสม่าเสมอ
แมวตัวนอ้ ยวิ่งเล่นทัว่ บา้ น
ชซิ ุกะสวมชุดสีชมพทู กุ วัน

๒) คากรยิ าทาหน้าทีข่ ยายนาม เชน่
ฉนั กาลังกนิ ก๋วยเตี๋ยวผดั
(กิน เป็นกรยิ าสาคญั ส่วนผัด เป็นคากรยิ าขยายคานาม กว๋ ยเตยี๋ ว)
พ่ชี วนฉนั ไปทะเล
(ชวน เปน็ กริยาสาคัญ ส่วนไป เปน็ คากริยาขยายคานาม ทะเล)

๓) คากรยิ าที่ทาหนา้ ทเ่ี หมอื นคานาม เชน่
สูบบหุ รเ่ี ปน็ อันตรายต่อชีวิตเป็นพิษตอ่ คนใกล้เคียง
(สูบบหุ รี่ เปน็ คากริยา ทาหน้าท่ีเป็นประธานของประโยคเหมือนคานาม)
พดู ดเี ปน็ ศรีแกต่ วั
(พูดดี เปน็ คากรยิ า ทาหนา้ ทเี่ ป็นประธานของประโยคเหมอื นคานาม)

หน้า 14

แผนผังความคิดเรือ่ ง “หมวดคาวิเศษณ์”

คาที่ใช้ขยายคาอื่น
ความหมาย

ประเภท คา
วเิ ศษณ์
๑. ลกั ษณวเิ ศษณ์
๒. กาลวิเศษณ์ หนา้ ท่ี
๓. สถานวิเศษณ์
๔. ประมาณวเิ ศษณ์ ๑. ขยายคานาม
๕. นยิ มวิเศษณ์ ๒. ขยายคาสรรพนาม
๖. อนยิ มวเิ ศษณ์ ๓. ขยายคากริยา
๗. ปฤจฉาวเิ ศษณ์ ๔. ขยายคาวเิ ศษณ์
๘. ประตชิ ญาวิเศษณ์ ๕. เป็นคาบอกสภาพและเปน็ ตัวแสดง
๙. ประตเิ ษธวิเศษณ์
กรยิ าอาการ

หนา้ 15

๒.๔

หมวดคาวิเศษณ์

 ความหมายของคาวเิ ศษณ์

คาวเิ ศษณ์ หมายถงึ คาท่ีประกอบคาอื่นและช่วยขยายคาอื่น ทาให้ใจความในประโยคนั้นสมบูรณ์ด้วย
อารมณ์ ความรูส้ กึ และจนิ ตนาการ

 ประเภทของคาวเิ ศษณ์ แบ่งออกเป็น ๙ ประเภท ได้แก่

๑) ลกั ษณวิเศษณ์ (ลกั -สะ-หนะ-ว-ิ เสด) คาวิเศษณ์บอกลักษณะ ชนิด ขนาด สี เสียง กลิ่น รส อาการ

เป็นต้น เช่น

ดอกจาปีมีกลิน่ หอม ขนมไทยหอมหวานน่ารับประทาน

แมวตวั นี้มีขนฟนู ่ากอด ศภุ พงษเ์ ป็นคนผวิ ขาวและสงู มาก

๒) กาลวิเศษณ์ (กาน-ละ-วิ-เสด) คาวิเศษณ์ที่บอกเวลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต เช้า สาย บ่าย ค่า
เปน็ ตน้ เชน่

คนโบราณชอบดูหนังตะลุง เขามกั รดนา้ ต้นไม้ตอนเชา้
คืนนคี้ ณุ พ่อจะกลับบ้านดึก ครูอบรมนักเรียนท่ีมาสาย

๓) สถานวเิ ศษณ์ (สะ-ถาน-นะ-วิ-เสด) คาวิเศษณ์ท่ีบอกสถานที่หรือระยะทาง ได้แก่ คาว่า ใกล้ ไกล

เหนือ ใต้ ขวา ซา้ ย หน้า บน หลัง ฯลฯ เช่น

บา้ นฉนั อยใู่ กล้กับตลาดศรนี คร นกตัวเลก็ เกาะอยู่บนกิง่ ไม้

พ่อขับรถไปทางทศิ เหนอื ข้างหลังโรงเรียนเปน็ ทุ่งนา

๔) ประมาณวิเศษณ์ (ประ-มาน-นะ-วิ-เสด) คาวิเศษณ์ท่ีบอกจานวนหรือปริมาณ ได้แก่ คาว่า มาก

นอ้ ย หมด บาง ทกุ บา้ ง หนงึ่ สอง หลาย ทงั้ หมด จุ ฯลฯ เช่น

เขาออกกาลงั กายทกุ เช้า นักเรียนทุกคนตอ้ งปฏิบัตติ ามกฎของโรงเรยี น

นอ้ งชายฉนั กนิ จมุ าก นชิ ามีพ่ีสาวสองคน พช่ี ายหนง่ึ คน

๕) นิยมวิเศษณ์ (นิ-ยะ-มะ-วิ-เสด) คาวิเศษณ์ท่ีบอกความชี้เฉพาะแน่นอน ได้แก่ คาว่า น่ี โน่น นั่น นี้
นั้น โน้น แน่ เอง ท้งั นี้ ทง้ั น้ัน อยา่ งน้ี ฯลฯ เชน่

บ้านโนน้ เขามีงานแตง่ งาน
ผหู้ ญงิ คนนั้นแต่งตัวสวยมาก
รายงานเล่มนเี้ ปน็ ของฉนั

หนา้ 16

๖) อนยิ มวเิ ศษณ์ (อะ-น-ิ ยะ-มะ-วิ-เสด) คาวิเศษณ์ทีบ่ อกความไม่ชี้เฉพาะ ไม่แน่นอน ได้แก่ คาว่า
ใคร อนั ใด อื่น ใด ไย ไหน อะไร เช่นไร ฯลฯ เชน่

คนอืน่ ๆ กลบั บ้านไปหมดแล้ว
ขนมอะไร ฉันก็กินไดท้ ้งั นั้น
ไม่มีใครรักเธอเทา่ ฉันแลว้

๗) ปฤจฉาวิเศษณ์ (ปริด-ฉา-วิ-เสด) คาวเิ ศษณ์ท่ีบอกเนื้อความเป็นคาถามหรือความสงสัย ได้แก่
คาว่า ใด อะไร ไหน ทาไม เท่าไร ฯลฯ เชน่

วชิ าใดทเ่ี ธอชอบเรยี นมากทส่ี ุด
อาการของยายคุณเป็นเช่นไรบา้ ง
สม้ เขยี วหวานกองนร้ี าคาเท่าไร

๘) ประติชญาวิเศษณ์ (ประ-ติด-ชะ-ยา-วิ-เสด) คาวิเศษณ์ท่ีแสดงถึงการขานรับในการเจรจา
โตต้ อบกนั ได้แก่ คาว่า จา๋ คะ ค่ะ ครับ ขอรบั ขา วะ จ๊ะ ฯลฯ เชน่

ขอบคุณครบั คุณครู
คุณแมข่ า เลา่ นทิ านให้หนูฟังหน่อยสิคะ
กรณุ าใชช้ อ่ งถดั ไปคะ่

๙) ประตเิ ษธวิเศษณ์ (ประ-ติ-เสด-ว-ิ เสด) คาวเิ ศษณ์ท่ีบอกความปฏเิ สธไมย่ อมรับ ได้แก่ คาว่า ไม่
ไม่ได้ มิได้ หามิได้ ไม่ใช่ มิใช่ บ่ อย่า ฯลฯ เช่น

เขาตามหาหล่อนแตไ่ ม่พบ
อย่าเปิดประตูรบั คนแปลกหน้า
สมดุ นน่ั ไมใ่ ช่ของฉัน

 หนา้ ทข่ี องคาวเิ ศษณใ์ นประโยค

๑) คาวิเศษณ์ทาหน้าท่ขี ยายคานาม เช่น
คนดธี รรมยอ่ มคุ้มครอง
นกั เรียนทกุ คนตอ้ งเขา้ รว่ มในพธิ ไี หวค้ รู
เดก็ เล็กๆ กาลังวิ่งเลน่ ในสวน

๒) คาวเิ ศษณ์ทาหนา้ ท่ีขยายคาสรรพนาม เชน่
เขาเองเป็นตัวการในเรอ่ื งนี้
พวกคณุ ทุกคนตอ้ งเขา้ ร่วมประชมุ
เธอโง่ท่หี ลงเชอ่ื พวกเขา

หนา้ 17

๓) คาวิเศษณท์ าหนา้ ทขี่ ยายคากรยิ า เช่น
เดก็ ๆ ควรพูดจาไพเราะกับผู้ใหญ่
เขาวิ่งเหยาะ ๆ รอบสนามบอลทุกเช้า
อยา่ กินมูมมาม เดยี๋ วจะติดคอ

๕) คาวิเศษณท์ าหน้าทข่ี ยายคาวเิ ศษณ์ เชน่
การะเกดเปน็ หญงิ ฉลาดเฉยี บแหลม
อาหารร้านนม้ี รี สชาติเคม็ มาก
ออเจ้าพดู เรว็ เกนิ ไป ข้าฟงั ไม่ทัน

๕) คาวิเศษณท์ าหน้าทเี่ ปน็ คาบอกสภาพและเป็นตัวแสดงกริยาอาการ เชน่
กลว้ ยเครอื นแี้ กจ่ ัดแลว้
(แก่จดั แลว้ เป็นคาวิเศษณแ์ สดงสภาพ)
น้าในขวดนเี้ ยน็ จัด
(เย็นจดั เปน็ คาวเิ ศษณ์แสดงอาการของน้า)

หนา้ 18

แผนผังความคิดเร่ือง “หมวดคาบพุ บท”

คาท่ีใชเ้ ชอ่ื มความระหว่างคา แสดงความสมั พนั ธ์
ระหว่างคาต่อคา
ความหมาย

ตัวอย่าง คาบุพบท

๑. ของ แห่ง ใน หนา้ ที่
๒. กับ
๓. แก่ แด่ ๑. แสดงความสัมพนั ธเ์ กี่ยวกบั สถานที่
๔. ตอ่ ๒. แสดงความสัมพันธ์เก่ยี วกบั เวลา
๕. แต่ จาก ๓. แสดงความเป็นเจ้าของ
๖. ด้วย โดย ๔. แสดงความสมั พันธ์เกี่ยวกับเจตนา

หรอื สิ่งท่ีมงุ่ หวัง
๕. ใช้กบั ข้อความท่ไี ปในทางเดยี วกนั

หนา้ 19

๒.๕

หมวดคาบพุ บท

 ความหมายของคาบพุ บท

คาบุพบท หมายถึงคาท่ีใช้เช่อื มความระหว่างคา แสดงความสมั พันธ์ระหว่างคาต่อคา มักอยู่หน้าคานาม
คาสรรพนามหรือคากรยิ า ได้แก่ คาว่า ใน แห่ง กบั แก่ แด่ ต่อ ของ ดว้ ย โดย ฯลฯ

 การใช้และหน้าที่ของคาบพุ บท

คาบุพบท การใช้ ตัวอยา่ ง

ของ แห่ง ใน แสดงควำมเป็นเจำ้ ของ กรมพระยำดำรงรำชำนภุ ำพทรงเป็นบิดำ
แหง่ ประวตั ศำสตรไ์ ทย
กบั ใชก้ บั ขอ้ ควำมท่ีไปในทำงเดยี วกนั พระอภยั มณีวำ่ ยนำ้ ไปกบั นำงเงือก
แก่ แด่
ใชใ้ นควำมหมำยวำ่ ให้ - คณุ ยำ่ ถวำยภตั ตำหำรเพลแด่
ตอ่ - แด่ ผนู้ อ้ ยใหผ้ ใู้ หญ่ พระสงฆ์
แต่ จำก - แก่ ผใู้ หญ่ใหผ้ นู้ อ้ ยและกบั คนท่วั ไป
ละบพุ บท เมอื่ ประจนั หนำ้ หรือบอกควำมเฉพำะ - พอ่ ยกมรดกใหแ้ กล่ กู
เขำยื่นคำรอ้ งตอ่ ศำล
นำหนำ้ คำเพ่ือบอกเวลำ หรอื บอกสถำนที่
สนุ ทรภอู่ อกเดินทำงจำกวดั รำชบรุ ณะ
อำจละบพุ บทในฐำนทเ่ี ขำ้ ใจได้
แมอ่ ย่ทู ี่บำ้ น (อำจละบพุ บท ท่ี)

ข้อสังเกต
คาบพุ บทจะใช้บอกความสมั พนั ธ์ระหว่างข้อความข้างหน้าและข้อความข้างหลงั ดงั น้ันคาบุพบทจึงต้อง
อยู่หนา้ คานา คาสรรพนาม คากรยิ าและคาวเิ ศษณ์ เช่น
๑. นาหน้าคานาม เช่น อย่าหกั ดา้ มพรา้ ดว้ ยเขา่
๒. นาหนา้ คาสรรพนาม เช่น พระท่านให้พรแกพ่ วกเรา
๓. นาหน้าคากริยา เช่น หนังสือนีเ้ ขาใช้สาหรับคน้ ควา้ เท่านน้ั

หนา้ 20

แผนผงั ความคดิ เร่ือง “หมวดคาสนั ธาน”

คาทเ่ี ชื่อมประโยคกบั คา เชอ่ื มประโยคกับกลมุ่ คา
หรือเช่อื มประโยคกบั ประโยค
ความหมาย

คาสนั ธาน

ประเภท หนา้ ท่ี

๑. เช่อื มใจความทคี่ ลอ้ ยตามกัน ๑. เชื่อมคากบั คา
๒. เชอ่ื มใจความที่ขัดแยง้ กัน ๒. เช่อื มคากับกลมุ่ คา
๓. เชื่อมใจความเปน็ เหตเุ ปน็ ผลกนั ๓. เช่อื มประโยคกับประโยค
๔. เชือ่ มใจความให้เลอื กอยา่ งใด

อย่างหนง่ึ

หน้า 21

๒.๖

หมวดคาสนั ธาน

 ความหมายของคาสนั ธาน

คาสนั ธาน หมายถึง ทเี่ ช่อื มประโยคกบั คา เชอ่ื มประโยคกับกลมุ่ คาหรอื เชือ่ มประโยคกบั ประโยครวมให้
เป็นประโยคเดยี วกนั ทาให้ชัดเจน กะทดั รัด สละสลวยขึ้น

 ประเภทของคาสนั ธาน แบ่งออกเปน็ ๔ ประเภท ได้แก่

๑) เช่อื มใจความทค่ี ลอ้ ยตามกนั ได้แก่ คาวา่ กับ, และ, ทั้ง…และ, ท้ัง…ก็, ครั้น…ก็, คร้ัน…จึง, พอ…ก็
ฯลฯ เชน่

พอแมด่ ูละครเสรจ็ ก็เขา้ นอน ฉันและน้องชอบการ์ตนู โคนัน
เขาชอบทัง้ ภูเขาและนา้ ตก คร้นั ไดเ้ วลาเธอจึงไปขนึ้ เครือ่ งบนิ

๒) เชอื่ มใจความท่ีขดั แย้งกนั ได้แก่ คาวา่ แต่ , แตว่ ่า , ถงึ …ก็ , กว่า…ก็ ฯลฯ เชน่

กว่าถ่วั สกุ งาก็ไหม้ เขาอยากเรยี นเก่งแตไ่ ม่เคยอา่ นหนงั สอื

ถึงเขาจะไมส่ บาย ก็ยังมาทางาน ฉันเตือนแล้ว แตว่ า่ เขาไมฟ่ ัง

๓) เช่ือมใจความเป็นเหตุเป็นผลกัน ไดแ้ ก่ คาว่า จึง, เพราะ, เพราะ…จงึ , เพราะฉะนนั้ …จงึ ฯลฯ เชน่
เพราะรถตดิ ฉนั จึงไปทางานสาย เขาวิง่ เรว็ จึงหกลม้
เขาสอบตก เพราะไม่อา่ นหนังสือ หอ้ งสกปรกเพราะทุกคนท้ิงขยะไม่เป็นท่ี

๔) เชือ่ มใจความให้เลอื กอยา่ งใดอยา่ งหนึง่ ไดแ้ ก่ คาว่า หรอื , หรอื ไม่ก็, ไม่เชน่ นั้น, มิฉะนั้น ฯลฯ เช่น
ไม่เธอก็ฉนั ต้องทาอาหารเย็นนี้
เธอจะทานสม้ หรือแกว้ มงั กร
คุณตอ้ งทางานมฉิ ะน้นั คุณจะถูกไล่ออก

 หนา้ ท่ขี องคาสนั ธาน

๑) เช่อื มคากับคา เช่น
ฉันชอบวรรณคดเี ร่ืองรามเกยี รต์ิและอิเหนา
เธอจะไปเทีย่ วทะเลหรอื น้าตก

หนา้ 22

๒) เชื่อมคากับกล่มุ คา เช่น
น้องและเพอื่ น ๆ ตา่ งอา่ นการ์ตูนอย่างสนุกสนาน
(เชอื่ มน้องฉันและเพื่อน ๆ ของนอ้ ง)

๓) เชื่อมประโยคกับประโยค เช่น
กวา่ ถั่วจะสกุ งาก็ไหม้
เพราะฝนตกหนัก นา้ จึงทว่ ม
เขาอยากเรยี นเก่งแตไ่ มเ่ คยอา่ นหนังสอื

ขอ้ สังเกต

๑. การใชค้ าสันธานเชือ่ มประโยค บางคร้ังอาจละคาสันธานไวใ้ นฐานที่เข้าใจ เชน่

(เมอ่ื )น้ามาปลา(ก็)กินมด (แตพ่ อ)น้าลดมด(ก็)กินปลา

๒. คาว่า ให้ เปน็ คากริยา แต่เม่ือนามาเชอ่ื มประโยค ก็ทาหนา้ ท่ีเปน็ คาสันธาน เชน่

กรรมกรชมุ นุม กรรมกรเรียกรอ้ งรฐั บาล รัฐบาลขึ้นค่าแรง

รวมเป็นประโยคความซ้อน กรรมกรชุมนุมและกรรมกรเรียกร้องรัฐบาลให้รัฐบาลข้ึนค่าแรง โดยมี

คาสนั ธาน และ กบั ให้ เช่อื มประโยค

๓. คาสรรพนามเชื่อมความ ที่ ซ่ึง อนั ผู้ เม่อื เชือ่ มประโยคจะทาหน้าที่เป็นคาสันธาน เช่น เขาทางาน เขา

ต้องอดทนมาก เชือ่ มประโยคเปน็ เขาทางานทต่ี อ้ งใชค้ วามอดทนมาก

๔. คาสันธานอาจเป็นคาชนิดอ่ืน เช่นเดียวกับคาสรรพนามในข้อ ๓ แต่เมื่อทาหน้าที่เช่ือคา กลุ่มคาหรือ

ประโยค คานนั้ ก็เปน็ คาสันธาน เช่น

เขาทะเลาะกนั ระหวา่ งทารายงาน (ระหว่าง เป็นคาบพุ บทเพราะอยหู่ น้าคากริยา)

เขาทางานระหวา่ งนอ้ งชายนอนหลับ (ระหว่าง เป็นคาสนั ธานเพราะเชอื่ มประโยค)

หน้า 23

แผนผงั ความคดิ เรอ่ื ง “หมวดคาอุทาน”

คาที่เปลง่ ออกมาเพื่อแสดงอารมณ์หรือความร้สู ึกของผู้พูด
ความหมาย

คาอทุ าน

ประเภท หน้าที่

๑. คาอทุ านบอกอาการ ๑. ใช้ตามลาพัง เพื่อบอกอารมณ์
๒. คาอทุ านเสริมบท ความรู้สกึ

๒. ใชร้ ว่ มกบั ข้อความอน่ื
๓. ใช้ประกอบกับข้อความใน

คาประพันธ์

หนา้ 24

๒.๗

หมวดคาอุทาน

 ความหมายของคาอทุ าน

คาสันธาน หมายถึง คาท่ีเปล่งออกมาเพื่อแสดงอารมณ์หรือความรู้สึกของผู้พูด มักจะเป็นคาที่ไม่มี
ความหมาย แตเ่ น้นความร้สู ึกและอารมณข์ องผพู้ ดู เสยี งทีเ่ ปล่งออกมาเป็นคาอุทาน แบ่งเปน็ ๓ ลักษณะ ดงั นี้

๑. เป็นคา เชน่ โอ๊ย วา้ ย แหม โถ โธ่ เฮ้ย วา้ ฯลฯ
๒. เป็นวลี เช่น พุทโธเ่ อย๋ คุณพระช่วย ตายจริง ตายละ่ หวา่ โธถ่ งั ฯลฯ
๓. เป็นประโยค เชน่ ไฟไหม้เจ้าข้า เฮ้ยป้าถูกรถชน ฯลฯ

 ประเภทของคาอทุ าน แบ่งออกเปน็ ๒ ประเภท ได้แก่

๑) คาอุทานบอกอาการ ใชเ้ ปลง่ เสียงเพือ่ บอกอาการและความรสู้ กึ ต่างๆ ของผู้พูด เชน่

อารมณ์ ความรูส้ กึ ตวั อย่างคาอุทาน

อารมณ์โกรธ ชๆิ ชชิ ะ อเุ หม่ ดูดู๋ เหมๆ่

อารมณ์สงสาร โถ อนิจจงั อนิจจา พุทโธ่พุทธงัเอย๋ โธเ่ อย๋

อารมณ์ดใี จ ไชโย เฮ้ เย้

อารมณ์ตกใจ โอ๊ะ วา๊ ย คณุ พระชว่ ย

ความรูส้ กึ เจบ็ อุ๊ย โอย๊ โอย

ความรู้สึกสงสยั เอ เอ๊ เอ๊ะ หมื

ความรู้สึกประหลาดใจ โอ้โอ เอ๊ะ เอ๋ โอ๊ะ ฮะ หา

ความรูส้ ึกราคาญ แหม อบุ ๊ะ ฮื่อ

ความรูส้ ึกผิดหวัง โธ่ โธเ่ อย๊ เฮ้อ ว้า

หนา้ 25

๒) คาอุทานเสริมบท คาพูดเสริมข้ึนมาโดยไม่มีความหมาย อาจอยู่หน้าคา หลังคาหรือ
แทรกกลางคา เพ่ือเน้นความหมาย ของคาที่จะพดู ให้ชัดเจนขน้ึ

อาหงอาหาร ขโมยขโจร วดั วาอาราม หนังสอื หนงั หา
หัวหลักหัวตอ หนักอกหนักใจ โป้ปดมดเท็จ พยายงพยายาม

 หน้าทขี่ องคาอุทาน

๑) ใช้ตามลาพังเพือ่ บอกอารมณ์ ความรสู้ กึ เชน่ ไชโย เย้ เฮย้ ฮะ โอ๊ย อ๊ยุ ว้าย อ๋อ

๒) ใช้รว่ มกับขอ้ ความอื่น เช่น
อนจิ จา ทาไมถงึ โชครา้ ยแบบน้ี
สาย ๆ แบบนี้ รถราตดิ เปน็ เรอื่ งปกติ
ตายจริง ! ฉันลมื ปดิ เตาแกส๊
ไชโย ! พวกเราชนะแลว้
เธอเหน็ ฉนั เป็นหัวหลกั หวั ตอหรืออย่างไร

๓) ใช้ประกอบกบั ขอ้ ความในคาประพันธ์ เช่น ป่าเอ๋ยปา่ ช้า วังเอย๋ วังเวง

ครคู อื ผู้อาจกลา้ กลางสมร ภูมิเฮย

หมูเ่ ด็กคอยราญรอน ต่อสู้

ใช้ชอลก์ ปากกาสอน การาบ ศกึ นา

นาศิษยใ์ หร้ อบรู้ หากล้วนเวียนมา ฯ

หน้า 26


Click to View FlipBook Version