The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เครื่องถมเมืองนคร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-04-16 11:16:12

เครื่องถมเมืองนคร

เครื่องถมเมืองนคร

Keywords: เครื่องถมเมืองนคร

“เคร่อื งถมเมอื งนคร”

คำนำ

รายงานฉบับนี้เปน็ สว่ นหน่งึ ของวิชาวัฒนธรรมสังคมดิจิทัล ซ่ึงมีเนื้อหาเกี่ยวกับเคร่ืองถมเมืองนคร หรือ
เครื่องถมเมืองนครศรีธรรมราช ประวัติความเป็นมา ข้ันตอนวิธีการทำ หรือลวดลายต่าง ๆ ของเครื่องถม ฯลฯ
ตลอดจนประวตั คิ วามเป็นมาของจังหวดั นครศรีธรรมราช และวดั พระมหาธาตวุ รมหาวหิ าร

ขอกล่าวขอบพระคุณ อาจารย์พนัชกร พิทธิยกุล อาจารย์ประจำวิชาวัฒนธรรมสังคมดิจิทัล ที่คอย
ใหค้ ำปรกึ ษาและคำแนะนำในการจดั ทำรายงานฉบบั น้ขี น้ึ และทางคณะผจู้ ดั ทำหวังเปน็ อย่างย่งิ ว่ารายงานฉบับน้ีจะ
เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้ท่ีสนใจหรือผู้ที่กำลังศึกษาในเนื้อหาดังกล่าวน้ี หากรายงานฉบับนี้มีข้อผิดพลาดประการใด
ทางคณะผูจ้ ัดทำตอ้ งของอภัยมา ณ โอกาสน้ีดว้ ย

คณะผจู้ ัดทำ

สำรบั ญ

เรอ่ื ง หนา้

ประวัติความเป็นมา จงั หวดั นครศรธี รรมราช 4 - 11
วดั พระมหาธาตวุ รมหาวิหาร 12 - 13
ประวัติวดั พระมหาธาตวุ รมหาวหิ าร 14 – 15
เคร่อื งถมเมืองนคร 16 - 18
ประวัติความเป็นมาของเคร่ืองถม 19 - 21
การทำเครื่องถมในประเทศไทย 22 - 24
จุดมุ่งหมายในการสรา้ ง 25 - 26
รปู แบบและลวดลาย 27 - 31
วัสดแุ ละอปุ กรณท์ ใี่ ชใ้ นการทำเครื่องถม 32 - 34
กรรมวธิ ีการสรา้ งสรรค์ผลงาน 35 - 37

ประมวลการศึกษา 38 - 41

นครศรธี รรมราช เปน็ เมืองโบราณทม่ี คี วามสำคญั ทง้ั ในด้านเศรษฐกิจ สงั คม การเมือง
การปกครอง และศาสนามากที่สุดเมืองหนึ่ง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นครศรีธรรมราชมีชื่อเสียงเป็นท่ีรู้จักกันอย่างกว้างขวาง มาไม่น้อยกว่า 1800 ปีมาแล้ว หลกั ฐานทาง
โบราณคดแี ละหลักฐานทางเอกสารท่ีปรากฏในขณะนี้ยืนยันได้ว่านครศรีธรรมราช มีกำเนิดมาแล้ว
ต้ังแต่พุทธศตวรรษท่ี 7 เป็นอย่างนอ้ ย

"นครศรีธรรมราช“ ได้ปรากฏช่ือในท่ีต่างๆ หลายช่ือตามความรู้ความเข้าใจท่ีสืบทอด
กันมา และสำเนียงภาษาของชนชาติต่าง ๆ ท่ีเคยเดินทางผ่าน ในระยะเวลาที่ต่างกัน เช่น
ตามพลิงคม ตามพรลิงค์ มทั ธาลงิ คม ตามพลงิ เกศวร โฮลิง โพลงิ เชียะโทว้ โลแค็ก (Locae)
สิริธรรมนครศรีธรรมราช ลิกอร์ (Ligor) ละคอน คิวตูตอน สุวรรณปุระ ปาฏลีบุตร
(Pataliputra) และเมอื งนคร เปน็ ตน้

คำว่า"นครศรธี รรมราช" นา่ จะมาจากสรอ้ ยพระนามของปฐมกษตั รยิ ์ผ้คู รอง นครศรธี รรมราช คือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช
ซ่ึงแปลความไดว้ ่า "นครอนั งานสง่าแหง่ พระราชาผู้ทรงธรรม" และธรรมของราชาแหง่ นครนก้ี ค็ ือธรรมแหง่ พระพุทธศาสนา

ความเป็นมาของนครศรีธรรมราชจากหลักฐานโบราณคดี และ ประวัติศาสตร์ท่ีสืบค้นได้ในขณะน้ี พบว่ามีภูมิหลังอัน
ยาวนานนับตั้งแต่ยุคหินกลางในราว 8,350-11,000 ปีท่ีล่วงมา จากหลักฐานมีการพบเคร่ืองหิน ท่ีมีตัวขวานยาวใหญ่ (บางคน
เรยี กวา่ ระนาดหิน) ทอี่ ำเภอทา่ ศาลาในยุคโลหะ ได้พบหลกั ฐานทางโบราณคดีคือ กลองมโหระทึกสำริด 2 ใบ ท่ีบ้านเกตุกาย
ตำบลท่าเรอื อำเภอเมือง และทค่ี ลองคดุ ดว้ น อำเภอฉวาง

นอกจากน้ีในบริเวณพ้ืนที่อำเภอสิชลปัจจุบัน ยังมีร่องรอยโบราณสถาน และโบราณวัตถุเกี่ยวเนื่องใน
ศาสนาพราหมณ์ซ่ึงมีอายุเก่าแก่ท่ีสุดใน นครศรีธรรมราช เช่น พระพุทธรูปสำริด ศิลปะแบบอมราวดีของ
อินเดีย และเศียรพระพุทธรูปศิลปะ แบบคุปตะอินเดีย เป็นต้น จากหลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าในช่วงน้ี
นครศรธี รรมราชได้รับ อิทธิพลวัฒนธรรมมาจากอินเดียอย่างมากมาย ท้ังในด้านศาสนา ความเช่ือ อักษร ภาษา
ประเพณี และการปกครอง จนกลายเป็นพืน้ ฐานวฒั นธรรมนครศรธี รรมราชมาถึงปจั จบุ ันน้ี

พุทธศตวรรษท่ี 17-19 เป็นช่วงท่ีนครศรีธรรมราชมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุด ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช
ปัจจยั สำคัญที่ก่อให้เกดิ ความเจริญรุ่งเรอื งนา่ จะ เนอ่ื งมากจากการเป็นสถานกี ารค้าสำคญั ของคาบสมทุ รไทยเป็นจดุ พกั ถ่าย ซื้อสินค้า
ระหวา่ งตะวันออกกับตะวันตกทีด่ ีทีส่ ุดในเวลาน้ัน ประกอบกับบริเวณหาดทรายแก้วอันเป็นศูนย์ กลางของชุมชนเป็นท่ีประดิษฐาน
พระบรมสารีริกธาตุของ พระพุทธองค์ความศรัทธาและ ความเล่ือมใสในบวรพุทธศาสนา จึงเป็นปัจจัยชักนำให้ผู้คน จากทุก
สารทิศในภาคใต้เข้ามา ต้ังถิ่นฐานในนครศรีธรรมราชอย่างหนาแน่นในราว พ.ศ. 1700 เศษ ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชก็
สามารถจดั การปกครอง หัวเมืองรายรอบได้สำเรจ็ ถงึ 12 เมือง เรียกว่า เมืองสิบสองนักษตั ร

• หวั เมอื งรายรอบไดส้ ำเรจ็ ถงึ 12 เมอื ง เรยี กวา่ เมอื งสบิ สองนักษตั ร

1. เมอื งสายบรุ ี ตราหนู 7. เมืองตรงั ตราม้า
2. เมืองปัตตานี ตราววั
3. เมืองกลนั ตนั ตราเสือ 8. เมอื งชมุ พร ตราแพะ
4. เมืองปาหัง ตรากระตา่ ย
5. เมืองไทรบุรี ตรางใู หญ่ 9. เมอื งปนั ทายสมอ(กระบ่ี) ตราลงิ
6. เมืองพทั ลงุ ตรางเู ล็ก
10. เมืองสระอเุ ลา (สงขลา) ตราไก่

11. เมืองตะก่ัวป่า ถลาง ตราหมา

12. เมอื งกระบุรี ตราหมู

เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย ) เจ้าพระยานครศรีธรรมราชผู้นี้มีความสามารถ ได้ปราบปรามหัวเมืองมลายู ได้สงบ
ราบคาบเป็นนักการทูตที่สำคัญคนหน่ึง โดยเฉพาะการเจรจากับอังกฤษในสมัย รัชกาลที่ 2-3 ได้ทำให้เมืองนครศรีธรรมราชมี
อิทธิพลต่อหัวเมืองมลายู เป็นท่ีน่านับถือยำเกรงแก่บริษัทอังกฤษ ซ่ึงภายหลังที่เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย ) ถึงแก่
อสัญกรรม เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนถัดมา คอื เจา้ พระยานครศรธี รรมราช (น้อยกลาง) ผู้บุตรไม่เข็มแข็งเท่าที่ควรเป็นเหตุให้
หัวเมืองกระด่างกระเดื่อง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงแก้ไขจัดการปกครองหัว เมืองปักษ์ใต้ โดยให้มีการ
ปกครองเป็นมณฑลนครศรีธรรมราช เป็นมณฑลหนงึ่ ของประเทศไทย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการเปล่ียนแปลง การบริหารราชการแผ่นดินด้านการปกครองหัวเมือง
อีกคร้ังหน่ึงในรัชกาลน้ี โปรดฯ ให้มีการแต่งต้ังตำแหน่งอุปราชปักษ์ใต้ขึ้น เพ่ือปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ท้ังหมดในการน้ีได้ทรง
พระกรณุ าโปรดเกล้าฯ แต่งต้งั สมเด็จเจา้ ฟ้ายุคลทฆิ ัมพรกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ดำรงตำแหน่ง อปุ ราชปกั ษ์ใต้

จนกระท่ังได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 จึงได้ยุบมณฑล นครศรีธรรมราชลงเป็นจังหวัดหนึ่งของ
ราชอาณาจกั รไทย และดำรงฐานะดังกล่าว เร่ือยมาจนปัจจุบัน ด้วยเหตุท่ีนครศรีธรรมราชมีประวัติอันยาวนานมาก ก่อนกรุงสุโขทัย
ซ่งึ ถือว่าเปน็ ราชธานีแรกของไทยมคี วามเจริญรงุ่ เรอื งทางพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณม์ ากอ่ นศิลปวัฒนธรรม

วดั พระมหาธาตวุ รมหาวิหาร
วดั พระมหาธาตวุ รมหาวิหาร หรือ ท่ีชาวนครเรยี กว่า วัดพระธาตุ โบราณสถานสถานท่ีศักด์ิสิทธ์ิ และ

เป็น ม่ิงขวญั ชาวเมืองนครศรีธรรมราชตลอดจนพทุ ธศานิกชนทั้งหลาย สัญลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช
ทรี่ ้จู กั กันแพรห่ ลายกค็ อื พระบรมธาตเุ จดยี ์ ซง่ึ ต้ังอยภู่ ายในวัดพระมหาธาตวุ รมหาวิหาร เนื่องจากเป็นท่ีบรรจุ
พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ประกาศจดทะเบียนวัดพระมหาธาตุเป็น
โบราณสถาน นบั เปน็ ปชู นียสถานท่สี ำคัญท่สี ดุ แห่งหน่ึงของภาคใต้

พระบรมธาตเุ จดยี ์ เป็นเจดยี ์สถาปตั ยกรรมแบบทรงระฆังคว่า มีจดุ เด่นทย่ี อดเจดยี ์ ซง่ึ หุม้ ด้วยทองคำแท้
จากความเชื่อ เล่าสืบตอบกันมาว่า องค์พระธาตุประกอบด้วยทองรูปพรรณและของมีค่ามากมายจรดปลายเจดีย์
ซ่ึงสิ่งของมีค่า เหล่านี้พุทธศสานิกชนนำมาถวาย แด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้ตนได้พบกับนิพพาน
จากทั่วสารทิศแวะมากราบไหว้ขอพรคู่ไปกับพิธีปฏิบัติอีกอย่างหน่ึง คือ การนำผ้าข้ึนธาตุ ตามตำนานเชื่อว่า
หากใครไดน้ ำผ้าขน้ึ ธาตุ และบนขอพรในเรอ่ื งใด



วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เดมิ เรียกว่า วดั พระบรมธาตุ เป็นวัดใหญ่ ตงั้ อยู่ภายในเขตกำแพง
เมืองโบราณ ค่อนมาทางทิศใต้ เนอื้ ที่ 25 ไร่ 2 งาน มถี นนราชดำเนินตดั ผ่านหน้าวัด เข้าใจว่าเดิม
คงเป็นถนนโบราณ ประวัติ การสร้างวัดไม่มีหลักฐานปรากฎแน่ชัด นอกจาก ประวัติจากตำนานท่ี
กล่าวถึงการก่อสร้างพระมหาธาตุ ซ่ึงเป็น เอกสารที่เขียนข้ึนจากคำบอกเล่าภายหลังเหตุการณ์จริงเป็น
เวลายาวนานมาก

หลักฐานทางเอกสาร ทช่ี ดั เจน ปรากฏขน้ึ ในสมยั รชั กาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่าวัดน้ี
เป็นวัดท่ีไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร
อุปราชปักษ์ใต้ทรงพระสงฆ์จากวัดเพชรจริก มาดูแล รักษาวัด และคราวที่รัชกาลท่ี 6 เสด็จประพาส
เมืองนคร ไดโ้ ปรดพระราชทานนามวัดวา่ วดั พระมหาธาตวุ รมหาวิหาร ประวตั ิ จากตำนานทเ่ี ลา่



เครอ่ื งถมเมอื งนคร

เคร่ืองถมนคร มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายมาต้ังแต่อดีตและนับเป็นหน่ึงใน
บรรดาศิลปาชีพช้ันสูง ผลิตภัณฑ์เครื่องถมนครได้รับความนิยมจนปัจจุบันเนื่องจากยังรักษา
คุณภาพไว้ได้ ลักษณะงานถมนคร จะมีสีดำเงางาม ลวดลายเกิดจากการสลักด้วยมือล้วน ๆ
ไม่ว่าจะเป็นการเคาะ หรือแผ่รีด ทำให้ลวดลายมีความละเอียด ถ้าสังเกตจากด้านใน จะมี
รอยสลักนูนข้ึนมา แต่ถ้าเป็นเคร่ืองถมที่ทำด้วยการกัดกรด ไม่ใช้การสลัก ด้านในจะไม่มี
รอยสลัก จะเห็นว่าการทำของนครฯ ทำด้วยมือ มีรอยสลักดว้ ยมอื จรงิ ๆ

แต่ปัจจุบันอาจมีเคร่ืองจักรมาใช้บางข้ันตอน อาทิ แหวนนะโม ใช้วิธีการหล่อข้ึนรูป
จุดเด่นอีกประการท่ีเห็นชัดของเคร่ืองถมนครน้ันอยู่ท่ีตัวยาถมซึ่งมีสีดำ ข้ึนเงา แวววาว จน
เรียกติดปากว่า "ถมนคร" ทั้งนี้การพัฒนาฝีมือของช่างในอดีตเกิดจากการแข่งขันกันของ
ช่างฝีมือภายในนครศรีธรรมราช จนพัฒนาลักษณะของเคร่ืองถม ให้มีลวดลายวิจิตรสวยงาม
เครื่องถมนครได้ประดิษฐ์ขึ้นเป็นของใช้รูปพรรณต่างๆ เช่น แหวน กำไล ล็อกเกต มีด
เคร่อื งเชย่ี น ขันพานรอง หบี ลงยาตลับยานตั ถุ์ ซองบุหร่ี ดาบฝกั ทอง เปน็ ตน้

เครือ่ งถมจะมีกำเนิดขน้ึ ในเมอื งไทย ในสมัยใดไม่ปรากฎหลักฐานเป็นท่ีแน่ซัด แตค่ วามรู้ต่าง ๆ

ท่ีเก่ียวกับการทำเคร่ืองถมในกลุ่มประเกททางตะวันตกน้ัน กล่าวกันว่านำมาจากตำราของแรคสิอุส
ชาวโรมนั และเท่าที่ค้นพบเคร่ืองถมที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเป็นของชาวโรมัน ซ่ึงประมาณกันว่ามีมาก่อน
สร้างกรุงโรม ต่อมาความรู้ในการทำเคร่ืองถมเหล่าน้ันได้แพร่หลายเข้ามาสู่ประเทศไทย มีผู้ให้
ความเห็นว่าน่าจะมาจากชาวโปรตุเกส คือ พระเจ้ามานุเอลแห่งโปรตุเกส ได้ส่งราชทูตมาเจริญพระ
ราช ไมตรี กับกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 และได้ทรงอนุญาตให้ชาว
โปรตุเกสเข้ามาทำการค้าครั้งแรกในพระราชอาณาจักรไทยตามหัวเมืองใหญ่ 4 หัวเมือง คือ
นครศรธี รรมราช ปตั ตานี ปะริด และกรุงศรอี ยธุ ยา

ซ่ึงทำให้คนไทยรับเอาขนบประเพณีและศิลปะวิทยาการหลายอย่างมาจากชาว
โปรตุเกส โดยเฉพาะท่ีเมืองนครศรีธรรมราชได้รับเอาวิธีการทำเครื่องถมไว้ และต่อมา
วิธีการทำเครื่องถมก็ได้แพร่หลายเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา จนมีอยู่ครั้งหนึ่งในสมัยสมเด็จ
พระนารายณ์มหาราชโปรดเกล้าให้ทำไม้กางเขนดมส่งไปถวายสันตปาปาท่ีกรุงโรมก็ได้
รับส่ังใหเ้ จา้ เมอื งนครศรีธรรมราชหาช่างถมท่ีมฝี มี ือเข้ามาทำแสดงวา่ เมืองนครศรีธรรมราช
เปน็ ศูนยก์ ลางของการทำเครือ่ งถม

ส่วนอีกความเชอื่ หน่ึงกล่าวว่า ชาวอินเดียซึ่งเป็นผู้มีความรู้ทางด้านศิลปหัตถกรรมเครื่องเงินได้เข้ามา

ติดต่อค้าขายกับชาวไทยท่ีเมืองนครศรีธรรมราช ได้ถ่ายทอดวิธีการทำเครื่องถมดังกล่าวน้ีไว้ท่ี
นครศรีธรรมราช เพราะเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองท่าเมืองหนงึ่ ทีม่ ีชาวมลาย ชาวชวา และชาว อินเดีย
เข้ามาติดต่อค้าขายเสมอ และเม่ือชาวนครศรีธรรมราช ได้รับความรู้เรื่องเคร่ืองถมจากชาว อินเดียแล้ววิชา
เครอ่ื งถมจึงได้แพร่หลายสูก่ รงุ ศรอี ยุธยา

แมว้ า่ ความรูท้ ่เี ก่ยี วกับการทำเครือ่ งถมจะเป็นวิทยาการที่คนไทยรับมาจากต่างชาติ แต่เมื่อได้นำมาใช้
อยู่ในสังคมไทยแลว้ ช่างไทยไดใ้ ชใ้ นการทำสง่ิ ของเครือ่ งใช้อยา่ งไทย จึงทำให้งานเคร่ืองถมมีพัฒนาการ
กลายเปน็ งานช่างศิลปไ์ ทยไปในท่ีสุด การทำเครอ่ื งถมปรากฎอยใู่ นสังคมไทยมาเปน็ เวลานานแลว้
ดังปรากฎหลกั ฐานกล่าวถงึ อยู่ใน กฎมณเฑียรบาล ท่ตี ราขึ้นในสมยั ของสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ

ประเทศไทยจะคิดกรรมวิธีทำเคร่ืองถมข้ึนเอง หรือได้มาจากทางใดแต่เม่ือไรน้ัน
ยังหาหลักฐานท่ีแน่นอนชัดเจนไม่พบ ได้อนุมานจากหลักฐานที่ระบุเกี่ยวข้องหรือคำ
บอกเล่าท่ีสืบทอดกันมาแต่โบราณในกฎมณเทียวบาล ซ่ึงตราขึ้นคร้ังสมเด็จพระบรม
ไตรโลกนาถมีแหง่ หน่ึงกลา่ วว่า 10000 กนิ เมือง กนิ เขียดเงินตมยาดำรองตะลุ่ม" จึงทำ
ให้คิดว่า เคร่ืองถมดำนี้เป็นของไทยเราคิดทำได้ "ขุนนางศักดินา ตั้งแต่ในสมัยกรุง
ศรีอยุธยาตอนต้น คือระหว่างปี พ.ศ. 1991-2031 ต่อมาในสมัยพระนารายณ์มหาราช
(พ.ศ.2199-2231 ) ก็มีหลักฐานยืนยันว่าได้โปรดรับสั่งให้เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
จัดหาชา่ งถม ชาวเมอื งนครศรีธรรมราชทมี่ ีฝีมือเข้าทำเครือ่ งถมสง่ ไปบรรณาการแต่พระ
เจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝร่ังเศสเป็นเครื่องถมดำลายอรหันต์ ซึ่งปรากฏใน
จดหมายเหตุของฝรั่งว่า เจ้าพระยาวิชาเยนทร์เป็นผู้ออกแบบและในรัชกาลนี้ได้ส่งทูต
ตานสุ ยามไปถวายบรรณาการ คือ กางเขนถม ฝมี ือช่างชาวนคร

โรงเรียนช่างถมของนครศรีธรรมราช ผู้ให้กำเนิดโรงเรียนช่างถมน้ี
คือ พระภิกษุ ชาวนครศรีธรรมราชรูปหน่ึง ท่านได้รับพระราชทานสมณศักด์ิคร้ัง
สุดท้ายเป็น พระรัตนรัชมุนีศรีธรรมราช (ม่วง รัตนธัชโซเปรียญ) 2396-2477
ราชรูปหนึ่ง ท่านได้รับ เม่ือคร้ังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระสิริธรรมมุนี สถิต ณ
วัดทโ่ พธ์ิ ชาวนครฯ เรียกท่านว่า "เจ้าคุณวัดท่าโพธิ์" ทางด้านศาสนาท่านเป็นเจ้า
คณะมณฑลนครศรีธรรมราช แต่อีกทางหนึ่งท่านเป็นผู้จัดการ การศึกษาของกลุ
บุตร กุลธิดา ชาวมณฑลศรีธรรมราช และมณฑลปัตตานี ซ่ึงเกือบจะเรียกได้ว่า
ของ ชาวปกั ษ์ใต้

เม่ือพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้จัดการศึกษา
ขึ้นในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2421 เป็นครั้งแรกนั้น ได้ทรงแต่งตั้งให้พระเจ้า
น้อยยาเธอกรมหมี่นวชิรญาณวโรรส เป็นองค์ประธานอำนวยการศึกษาและพระ
ศาสนาในหัวเมืองมณฑลกรุงเทพฯ และในมณฑลหัวเมือง ตลอดพระ
ราชอาณาจักรกรมหมื่นชิรญาณวโรรส ได้ทรงเลือกพระรัตนธัชมนี เมื่อครั้งดำรง
สมณศักด์ิ เปน็ ทพ่ี ระสริ ธิ รรมมนุ ี ข้ึนถวายพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงพระกรุณา พระราชทานตราตำแหน่งต้ังท่านเจ้าคุณเป็นผู้อำนวยการศึกษา
และการพระศาสนามณฑล นครศรีธรรมราชมณฑลปตั ตานี

เครื่องถมไทยเป็นประณีตศิลป์ มีความวิจิตรงดงาม
สะท้อนถึงศิลปวัฒนธรรมของชาติ ตามพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิตยสถาน. 2525 ให้คำนิยามคำว่า "ถม" ใช้เรียก
ภาชนะ หรือ เครื่องประดับ ท่ีทำโดยใช้ผงยาถมผสมน้า
ประสานทองถมลงบนลวดลายท่ีแกะสลับบนภาชนะหรือ
เครือ่ งประดบั นั้น แล้วขดั ผิวใหเ้ ปน็ เงางามวา่

"เครอื่ งถม" หรอื "ถม"

วตั ถุประสงค์ของการสร้างเครอื่ งถมนคร ว่าเคร่ืองถมนคร
เป็นของดีมีค่าเป็นศิลป์แผ่นดินที่ควรคู่การสร้างเพื่อถวายแก่
พระมหากษัตริย์และราชวงศ์ ซ่ึงแสดงให้เห็นว่างานเคร่ืองถม
ควรเป็นงานชั้นสูง ที่ใช้กันเฉพาะในพระราชวังและยังใช้เคร่ือง
ถมนคร เครอ่ื งราชบรรณาการแกแ่ ขกบ้านแขกเมืองของประเทศ
รวมถึงเพื่อสานสัมพันธ์กับประเท สำคัญต่อประเทศอีกด้วย หรือ
ใ ช ้ เ พื่ อ แ ส ด ง ถึ ง ย ศ แ ล ะ ต ำ แ ห น ่ ง ซึ่ ง ไ ด ้ รั บ ก า ร แ ต ่ ง ตั้ ง จ า ก
พระมหากษัตริย์ ซ่ึงสะท้อนความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทยที่ได้มี
การตดิ ต่อกบั ชาติตะวนั ตกมาช้านาน

จากการทบทวนวรรณกรรมเบื้องต้นทำให้ทราบว่า มีผู้แบ่งเครื่องถมตามประโยชน์
ใช้สอย ดังนี้ รัตนะ อุทัยพล (2523) ได้กล่าว ถึงการนำเคร่ืองถมมาใช้ประโยชน์ไว้ว่า
เครื่องถมสามารถนำมาสร้างเป็นส่ิงของได้หลายชนิด โดยอาศัยการข้ึนรูปที่หลากหลายโดย
ใช้การเคาะตุนเป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามต้องการส่วนใหญ่เป็นเคร่ืองใช้ของพระมหากษัตริย์
หรือขุนนางในสมัยก่อน เช่น กระโถน ทรงปลี ทรงใบบัว กาน้าลูกแก้ว หม้อน้า
เชยี่ นหมาก ซ่งึ เปน็ เคร่ืองใช้ตามประเพณแี ละเครือ่ งยศ

• ไสว สุทธพ์ิ ิทกั ษ์ (2521)

ได้กล่าวถึงรูปแบบของเครื่องถมนครไว้ว่ารูปแบบหมายถึง การออกแบบ หรือ
กำหนดรูปทรงได้ตามความต้องการของผู้ใช้สอย เพราะฉะน้ันรูปแบบของเครื่องถมนครจึง
หมายถึง การออกแบบ หรือ กำหนดรูปทรงของเคร่ืองถมนครตามความต้องการของผู้ใช้
สอย โดยไดจ้ ำแนกเคร่ืองถมทเี่ ป็นเครอ่ื งใช้ตามประเภทของการใช้งานไวด้ งั นี้

1. เคร่ืองประดบั ตกแต่งอาภรณ์ของบุคคล ได้แก่ แหวน กำไล สร้อย ต่างหู
เข็มกลดั กระดุม เสอ้ื ป่นิ ปักผม เป็นต้น

2. เคร่ืองใช้สอยทั่วไป ได้แก่ ถาด ขันน้า พานรอง ขันใส่ข้าว ทัพพี
กระโถน ทีเ่ ขย่ี บุหรี่ ทีจ่ ดุ ไฟบุหร่ี ดา้ มมดี หวั ไม่ถอื ท่ีตดิ กระดาษกรอบรปู เป็นตน้

3. เครื่องราชูปโภค ได้แก่ พระท่ีน่ังพุดตานกาญจนสิงหาสน์ถม พระ
ราชยานถม เครื่องนมัสการพระกระบะถม เป็นต้น

รูปทรงของเคร่ืองถมนคร จากการศึกษาของ สมศักดิ์ เทพพิทักษ์ (2538) ได้ให้ข้อสังเกต
ในการแบง่ เครอ่ื งถมนครตามรปู ทรงไวว้ ่า รูปแบบของเครอ่ื งถมนครมี 6 รปู แบบด้วยกันคือ

1. เครอ่ื งถมนครมีรปู ทรงกลม 2. เคร่ืองถมนครทมี่ รี ูปทรงเหลี่ยม

3. เครื่องถมนครทม่ี ีรูปทรงเปน็ ทรงกระบอก 4. เครือ่ งถมนครท่ีเป็นรปู ทรงรี

5. เครื่องถมนครทมี่ รี ูปทรง 6. เคร่อื งถมนครท่ีมีรปู ทรงอ่ืน

จากการศึกษาค้นคว้าของ สมศักดิ์ เทพพิทักษ์ (2538) ลวดลายของเครื่องถม
นครในปจั จบุ ัน สามารถจำแนกลวดลายออกได้ 9 ลวดลาย คือ

1. ลายกนก 2. ลายใบเทศ

3. ลายประจำยาม 4. ลายพุ่มข้าวบณิ ฑ์

5. ลายในภาชนะเคร่อื งใช้หรอื เคร่อื งประดับ

6. ลายก้านขด 7. ลายบัวควา่ -บัว
8. ลวดลายเม็ดบัว 9. ภาพประกอบลาย

การทำเครื่องถมน้ันก็คือ การลงยาถมลงไปบน "พื้น" เคร่ืองรูปพรรณเพื่อให้ยาอันมีสีดำมันนั้นขับ
ให้ลวดลายหรือภาพท่ีเคร่ืองรูปพรรณนั้นเด่นซัด เม่ือประกอบกับความงดงามในตัวของสีดำนั้นด้วยก็เกิด
ความวิจิตรเป็นศิลปวัตถุ โดยจากการทบทวนวรรณกรรมเบื้องต้นแล้วน้ันทำให้ทราบว่า วัสดุ และวัตถุดิบท่ี
นำมาใช้ในการสรา้ งชนิ้ งานเครอ่ื งถมนคร

ไสว สุทธิพิทักษ์ (2531) ได้กล่าวถึงกรรมวิธีการทำยาถมไว้ดังนี้ กรรมวิธีการทำยาถม มีสูตร
ส่วนผสมโดยใช้ โลหะเงิน ทองแดง ตะก่ัว และกำมะถนั ซ่ึงมีส่วนประกอบแตกต่างกันไปตามความชำนาญ
ของช่างแต่ละคน โดยช่างแต่ละคนก็จะมีสูตรแตกต่างกัน โดยข้อมูลที่เปิดเผยจากช่างส่วนหน่ึงนิยมใช้กันคือ
เงิน 15 ส่วน ทองแดง 25 ส่วน ตะกั่ว 30 ส่วน กำมะถัน 70 ส่วน เป็นต้น ภายใต้ประกาศกระทรวง
พาณิชยเ์ รือ่ งมาตรฐานเคร่ืองเงนิ ไทยกำหนด ยาถมตอ้ งมีโลหะเงินผสมอยู่ไมน่ ้อยกวา่ ร้อยละ 8 ของน้าหนกั

อปุ กรณ์การหลอม

1. เบ้าหลอม เปน็ ดนิ เผากันกลมลึก รูปรา่ งคลา้ ยจอกนั กลมทว่ั ไป
2. เบา้ จาน เป็นแปน้ ดนิ เผาปากกลมกวา้ งและตืน้ ใช้สำหรับรองรบั เงนิ ทหี่ ลอมละลายแล้ว
เพ่ือใหจ้ ับแขง็ เปน็ แผน่ กลมแบนตามรปู ปากเบา้ หลอ่ ทง้ั เบา้ หลอมและเบา้ จานนีเ้ ป็นดินผาอย่างหนา้
เมอ่ื ยังใหมเ่ ปน็ สดี ินเผาสวย เม่อื ใช้แลว้ เปน็ สดี ำเหมอื นถ่านเชน่ เดียวกบั หมอ้ ดินของชาวบา้ นท่วั ไป
สมัยก่อน
3. คีมยาวใชค้ ีบเบ้าร้อน ๆ
4. ครกเลก็ ๆใช้ตำถา่ น
5. เตาเผา เปน็ เตากอ่ อิฐใชถ้ า่ นไม้ธรรมดา มีท่อลมพน่ เข้าดา้ นล่างไดเ้ มอื่ ตอ้ งการ

อปุ กรณ์การขนึ้ รูป อุปกรณ์อื่นๆ
1. แท่นไม้หรือเหล็ก ขนาดสูงต่าเล็กใหญ่ต่าง ๆ กัน 1. กรด หมอ้ ต้ม เตาไฟ
ตามขนาดของภาขนะท่ีจะทำ 2. ส้มมะขาม
2. คอ้ น ขนาดค้อนเล็กใหญส่ ั้นยาวจำนวนมาก 3. ผงซักฟอก
อุปกรณก์ ารแกะลาย 4. แปรงทองเหลอื ง
1. สวิ่ ตะปู ขนาดต่างๆ สำหรับลายเล็กใหญ่ตา่ งๆ กนั 5. สรอ้ ยประคำ
2. คอ้ น ขนาดตา่ งๆ
3. ชนั หม้อต้ม เตาไฟ แผน่ ไม้

ในการทำเครื่องถมนั้น ช่างฝีมือผู้เป็นสมาชิกสมาคมเคร่ืองถมไทยหลายคนได้ช้ีแจงต้องกัน
ว่าเครื่องถมน้นั ตอ้ งทำดว้ ยเงินหรอื ทอง (ไม่ต้องเปน็ เงินหรือทองบรสิ ุทธ์ิ แม้จะมสี ่วนโลหะอ่ืนผสม
ด้วยก็ใช้ได้) ทำด้วยโลหะอย่างอื่นเช่นทองแดงหรือทองลงหินไม่ได้เพราะถมไม่ติด ถ้าจะให้ติดก็
ต้องเอาโลหะเหล่าน้ีมาทำการฉาบเงิน (หลอมเงินลาดบนเน้ือที่ที่จะถม ) ชุบเงินหรือชุบทอง
เสียก่อน เชน่ น้ี คณุ ภาพกด็ ้อยลงไป กล่าวคือ เมื่อเอาวัสดนุ ้ันไปซุบเงินหรือทองแล้วถมลงไปบน
ชุบนนั้ กย็ ่อมชำรดุ หลุดออกได้ง่ายกว่าที่ถมลงไปบนเน้ือเงินแท้ ทองแท้ ตามท่ีปรากฏมีเคร่ืองทอง
ลงหินถมขายอยใู่ นตลาด

เวลานน้ี ้ันก็เป็นการดัดแปลงประดษิ ฐด์ ังกล่าวมานี้ หรือมฉิ ะนน้ั ชา่ งฝมี อื ก็ทำถมลงบนเงนิ หรือทองแล้ว
จึงเอาส่วนน้ีฝังลงไปในเครื่องทองลงหิน และขัดเรียบจนมองไม่เห็นรอยฝัง บางทีการค้นคว้าก็อาจจะสำเร็จ
ผลให้ทำถมลงบนโลหะอ่ืนได้เช่นเดียวกับทำลงบนเงินหรือทองเคร่ืองถมแต่เดิมมาในโบราณก็ทำกันด้วย
มือล้วน ตอ่ มาในสมัยหลงั ๆ จงึ ไดเ้ อากรรมวธิ ที างวิทยาศาสตร์และเครื่องจักรทุ่นแรงมาใช้บ้างในบางตอน
เช่น ในการแกะสลักลายกเ็ กดิ การใชก้ รดกัดอยา่ งวิธีทำแมพ่ ิมพห์ นังสือข้ึนแท่นดังเช่น ถมจุทาธุชท่ีกล่าวมา
การข้ึนรูปภาชนะก็ได้มีเครื่องกระแทก พิมพ์รูป เรียกกันทั่วไปว่าเคร่ืองปัมท์ การทำโลหะให้เป็นแผ่นก็
ใช้เคร่ืองรีดแทนใช้พะเนินและค้อนทุบแผ่ด้วยแรงคน การใช้วิทยาศาสตร์และ เคร่ืองทุ่นแรงเข้าช่วยได้
ทำหราคาซ้ือขายเคร่ืองถมต่าลงมาก แต่โดยเฉพาะการใช้กรดกัดโลหะแทน ฝีมือสลักน้ัน ผู้ชำนาญในการ
เลน่ เครื่องถมไม่นิยม แมว้ ่าจะสามารถทำลวดลายไดล้ ะเอียดจนฝมี ือสลักทำไม่ไดก้ ต็ าม

กระบวนการผลิต

ในกระบนการทำเครอ่ื งถมน้นั อาจจะแยกออกไดเ้ ปน็ ศลิ ปหตั ถกรรม 3 ประเภท ด้วยกัน คอื

1. การทำรปู พรรณ เร่อื งนีก้ ค็ อื ศิลปะของช่างเงิน ช่างทองนั่นเอง ที่จะทำรูปทรงส่ิงของต่างๆ
ให้ไดส้ ว่ นสัดงดงาม

2. การแกะสลักลวดลาย กล่าวคือเมื่อได้รูปพรรณมาแล้วก็แกะสลักให้เป็นลวดลายต่าง ๆ
ใหอ้ ่อนชอ้ ยงามวจิ ติ ร (หรือใช้กรดกัดใช้เครื่องปัมท์ตามแผนใหม่) ตามแบบของตนเองหรือตาม
แบบของ ผู้ออกแบบ

3. วิธีทำนา้ ยาถม ขั้นแรกทีเดยี วช่างถมจะต้องหลอมหรอื เรียกตามศพั ท์ช่างถมวา่ "กุม น้ายา"
ขึ้นก่อน ตวั ยามโี ลหะ 3 ชนิด คือ ตะกั่ว ทองแดง และเงิน เอาโลหะทงั้ 3 ชนดิ มารวมกนั ใส่ใน
เบ้าหลอมมีฝาปิดใส่ในเตาสูบหลอมไปจนเข้ากันดี ใช้ความร้อนประมาณ 300 ช. เป็นเวลา
ประมาณ 4 ช่ัวโมง แลว้ เปดิ ฝาหมอ้ ซักด้วยกำมะกัน

ประมวลภาพในการศกึ ษาคร้งั น้ี









1. นางสาวพรรษชล หมินหมัน รหสั นักศกึ ษา 6241104001
2. นางสาววรนิ ธร มีเเสง รหสั นักศึกษา 6241104002
3. นางสาวซาลตานา มะหมัด รหัสนักศึกษา 6241104005
4. นางสาวอารยี า คณุ ชล รหสั นักศึกษา 6241104009
5. นางสาวฟิรดาวซ์ งะสมัน รหัสนกั ศกึ ษา 6241104026

ขอบคุ ณค่ะ/ครับ


Click to View FlipBook Version