The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ภาษาอังกฤษเล่ม1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2023-03-22 10:13:35

ภาษาอังกฤษเล่ม1

ภาษาอังกฤษเล่ม1

การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ นางสาวธนภรณ์ ขุนนา รหัสนักศึกษา 6241104014 สาขาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา วิทยาเขตสตูล


บทคัดย่อ การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะแอพพลิเคชั่นทางการ การศึกษา เพื่อศึกษาการนำแอพพลิเคชั่นมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน และเพื่อเรียนรู้และฝึกการใช้ แอพพลิเคชั่นให้ทันสมัยและอัพเดตข่าวสารทางการเรียนการสอนได้ทุกที่ จากการพัฒนาตนเองผ่านการเรียน ภาษาอังกฤษผ่านเว็บไซต์ทำให้เกิดการเรียนรู้ในด้านภาษาที่แตกต่างจากภาษาที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นการ บริหารสมองอย่างหนึ่ง เนื่องจากทำให้สมองเราได้ใช้ทำงานและแก้ไขปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ การได้จดจำ การแปลความหมาย การเรียงรูปประโยค ฯลฯ ผลลัพธ์ก็คือ ทำให้ฉลาดขึ้นและเรียนรู้ได้ไวขึ้นจากการหมั่นฝึกฝน และเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ และนอกจากนี้การพยายามที่จะเข้าใจภาษาอื่นนอกเหนือไปจากภาษาหลักของเรา ทำให้ เราอยู่ในจุดที่ง่ายต่อการค้นพบตัวเองและสิ่งที่เราชอบจริงๆ เมื่อเราเปิดใจต่อวัฒนธรรมอื่น และตั้งใจเรียนรู้จน ประสบความสำเร็จ ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น ง่ายขึ้น เกิดแรงบันดาลใจและมีเป้าหมาย นอกจากนี้ การมี ทักษะด้านภาษาที่ดี โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ก็จะทำให้เรารู้สึกมั่นใจมากขึ้น ในการเข้าสังคม ปละการลงมือทำสิ่ง ต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง คำสำคัญ : การพัฒนา,ภาษา,สมรรถนะ


บทนํา หลักการและเหตุผล การเรียนรู้ภาษาอังกฤษนอกจากจะทำให้เราเข้าใจแก่นแท้ทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคมของ ประเทศอื่นแล้ว ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเราดียิ่งขึ้นตามไปด้วย ทำให้เรามีความสัมพันธ์อันดีกับ ประเทศอื่น มีการไปมาหาสู่ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน มีความสัมพันธ์กับการลงทุน หรือดำเนินธุรกิจ ที่จะนำออกไปสู่ตลาดโลก ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21 และภาษาอังกฤษยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถ หรือเพิ่มคุณสมบัติของประชากรในประเทศไทย ให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น ภาษาอังกฤษกับความสัมพันธ์ในการพัฒนาประเทศมีผลทั้งทางตรง และทางอ้อมกับด้านอื่นๆ ที่กล่าวมา ทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าประชากรไทยรู้ภาษาอังกฤษมากขึ้นจะทำให้ประเทศไทยของเราพัฒนาไปได้ดีในทุกๆ ด้าน ในอนาคตการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษนอกจากจะได้ภาษาใหม่แล้ว ยังมีส่วนช่วยทำให้ภาษาเดิมนั้นดีขึ้นตามไป ด้วย เพราะทักษะทางภาษานั้นพ่วงอยู่กับความรอบรู้ในเรื่องต่างๆ การเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่เป็นแหล่งความรู้ที่ กว้างขวางที่สุดในโลก จึงมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะภาษาเดิมให้ดีขึ้นได้ หากต้องการเรียนรู้ภาษาอื่นๆ เพิ่มเติมก็จะทำ ให้เรียนรู้ได้ง่ายและเร็วขึ้นด้วย เพราะสามารถจับทางได้แล้วว่าควรเรียนรู้ภาษาอย่างไร เพื่อให้ประสบความสำเร็จ หรือว่าทำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการเรียนภาษาในแถบทวีปยุโรปอื่นๆ เป็นภาษาที่สามก็จะทำได้ง่ายขึ้น เพราะราก ภาษามีความใกล้เคียงกัน จากความสำคัญข้างต้นผู้จัดทำจึงสนใจศึกษาและพัฒนาทักษะตนเองทางด้านภาษาอังกฤษ เพื่อการเพิ่ม สมรรถนะความรู้ทักษะของตนเองให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นเนื่องจากภาษาอังกฤษถือเป็นภาษาที่สองที่มีบทบาท และความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเรียนรู้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการสื่อสารระดับที่กว้างขึ้น หรือในระดับนานาชาติ อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ภาษา คือ การทำผิดพลาดและฝึกฝน เพื่อที่จะเอาชนะมัน กระบวนการซ้ำๆ แต่ก็จะช่วยเสริมสร้างบุคลิกให้มีความมั่นใจมากพอที่จะลองสิ่งใหม่ๆ และกล้าแสดงออกมากขึ้น ไปอีก วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะแอพพลิเคชั่นทางการการศึกษา 2. เพื่อศึกษาการนำแอพพลิเคชั่นมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน 3. เพื่อเรียนรู้และฝึกการใช้แอพพลิเคชั่นให้ทันสมัยและอัพเดตข่าวสารทางการเรียนการสอนได้ทุกที่ ขอบเขต ขอบเขตด้านระยะเวลา เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ขอบเขตด้านเนื้อหาการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ


นิยามศัพท์ พัฒนาการ (Development) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงด้านการทำหน้าที่ (Function)และวุฒิภาวะ (Maturation) ของอวัยวะระบบต่างๆรวมทั้งตัวบุคคล ให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำสิ่งที่ยาก สลับซับซ้อนมากขึ้น ตลอดจนการเพิ่มทักษะใหม่ๆ และความสามารถในการปรับตัวต่อสภาวะแวดล้อมหรือภาวะ ใหม่ในบริบทของครอบครัวและสังคม พัฒนาการของมนุษย์ ทฤษฎี หมายถึง กลุ่มความสัมพันธ์ของแนวคิดคำนิยาม และองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ใช้อธิบายลักษณะ ของปรากฏการณ์หนึ่ง และชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะอธิบายหรือคาด เดาปรากฏการณ์นั้น แนวคิด หมายถึง ความคิดสำคัญซึ่งเป็นแนวในการผูกเรื่องหรือความคิดอื่น ๆ ที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องก็ ได้ เช่น แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องบุญกรรม แนวคิดเกี่ยวกับความรัก ความยุติธรรม ความตาย แนวคิดที่เกี่ยวข้อง กับมนุษย์ หรือแนวคิดที่เป็นความรู้ในด้านต่าง ๆ สมรรถนะ หมายถึง กลุ่มของทักษะ ความรู้ ความสามารถ รวมทัง พฤติกรรม คุณลักษณะและทัศนคติที บุค ลากรจำเป็นต้องมีเพื่อ ปฏิบัติงานอย่า งมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเพื อให้บรรลุผลสำเร็จ ตรงตาม วัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กร ภาษา หมายถึง การสื่อสาร ความต้องการเพื่อให้ผู้ที่เราต้องการสื่อสารด้วยมีความคิด ความรู้สึก ความ เชื่อ และมีพฤติกรรมเช่นเดียว กับที่เราต้องการซึ่งผู้คนที่อยู่ในสังคมเดียวกันนี้ต้องเรียนรู้ระบบภาษาร่วมกัน เรียก ได้ว่า ต้องพูดและเขียน ภาษาเดียวกันจนสามารถเข้าใจ แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง แนวทางการพัฒนาตนเองในศตวรรษที่ 21 การศึกษาในศตวรรษที่ 21 เป็นการเตรียมคนออกไปเป็นคนทำงานที่ใช้ความรู้ (Knowledge worker) และเป็นบุคคลพร้อมที่จะเรียนรู้ (learning person) ไม่ว่าจะประกอบสัมมาชีพใด มนุษย์ใน ศตวรรษที่ 21 ต้อง เป็นบุคคลพร้อมเรียนรู้ และเป็นคนทำงานที่ใช้ความรู้ แม้จะเป็นชาวนาหรือเป็น เกษตรกรก็ต้องเป็นคนที่พร้อม เรียนรู้ และเป็นคนทำงานที่ใช้ความรู้ ดังนั้นทักษะสำคัญและจำเป็น ที่สุดของศตวรรษที่ 21 จึงเป็นทักษะของการ เรียนรู้ (Learning skills) ในที่นี้จึงขอยกตัวอย่างทักษะ ที่มีความจำเป็นในการที่จะพัฒนาตนเองในศตวรรษที่ 21 ที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รุนแรง พลิกผัน และคาดไม่ถึง คนยุคใหม่จึงต้องมีทักษะสูงในการเรียนรู้ และปรับตัว ตลอดจนการ ดำรงชีวิตของตนเอง ประกอบด้วย ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะการคิดอย่างมี วิจารณญาณ ทักษะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทักษะอาชีพและทักษะชีวิต ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ (วิจารณ์ พานิช. 2555 : 28 -53)


1. ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation skills) เป็นทักษะพื้นฐานที่ มนุษย์ใน ศตวรรษที่ 21 ทุกคนต้องเรียน เพราะโลกจะยิ่งเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ และมีความ ซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาก ขึ้น คนที่อ่อนแอในทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมจะเป็นคนที่ตามโลกไม่ทัน เป็นคนอ่อนแอ ชีวิตก็จะยากลำบาก แนวทางการพัฒนาทักษะ มีดังนี้ เป้าหมาย : ทักษะในการสื่อสารอย่างชัดเจน 1. เรียบเรียงความคิดและมุมมอง (idea) ได้เป็นอย่างดี มีการสื่อสารออกมาให้เข้าใจง่าย และงดงาม และมีความสามารถสื่อสารได้หลายแบบ ทั้งด้วยวาจา ข้อเขียน และภาษาที่ไม่ใช่ภาษาพูด และเขียน (เช่น ท่าทาง สีหน้า) 2. ฟ้งอย่างมีประสิทธิผล เกิดการสื่อสารจากการตั้งใจฟ้งให้เห็นความหมาย ทั้งทางด้าน ความรู้ คุณค่า ทัศนคติ และความตั้งใจ 3. ใช้การสื่อสารเพื่อบรรลุเป้าหมายหลายด้าน เช่น แจ้งให้ทราบบอกให้ทำ จูงใจ และ ซักชวน 4. สื่อสารอย่างได้ผลในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย รวมทั้งในสภาพที่สื่อสารกันด้วย หลายภาษา เป้าหมาย : ทักษะในการร่วมมือกับผู้อื่น 1. แสดงความสามารถในการทำงานอย่างได้ผล และแสดงความเคารพให้เกียรติทีมงานที่ มีความ หลากหลาย 2. แสดงความยืดหยุ่นและช่วยประนิประนอมเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน 3. แสดงความรับผิดชอบร่วมกันในงานที่ต้องทำร่วมกันเป็นทีมและเห็นคุณค่าของบทบาท ของผู้ร่วมทีม คนอื่น ๆ เป้าหมาย : ทักษะการคิดอย่างสร้างสรรค์ 1. ใช้เทคนิคสร้างมุมมองหลากหลายเทคนิค เช่น การระดมความคิด (Brainstorming) 2. สร้างมุมมองแปลกใหม่ ทั้งที่เป็นการปรับปรุงเล็กน้อยจากของเดิม หรือเป็นหลักการที่ แหวกแนวโดย สิ้นเชิง 3. ชักชวนกันทำความเข้าใจ ปรับปรุง วิเคราะห์ และประเมินมุมมองของตนเอง เพื่อ พัฒนาความเข้าใจ เกี่ยวกับการคิดอย่างสร้างสรรค์


เป้าหมาย : ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ 1. พัฒนา ลงมือปฏิบัติ และสื่อสารมุมมองใหม่กับผู้อื่นอยู่เสมอ 2. เปิดใจรับและตอบสนองต่อมุมมองใหม่ ๆ หาทางได้ข้อคิดเห็นจากกลุ่ม รวมทั้งการ ประเมินผลงาน จากกลุ่ม เพื่อนำไปปรับปรุง 3. ทำงานด้วยแนวคิดหรือวิธีการใหม่ ๆ และเข้าใจข้อจำกัดของโลกในการยอมรับมุมมอง ใหม่ 4. มองความล้มเหลวเป็นโอกาสเรียนรู้ เข้าใจว่าความสร้างสรรค์และนวัตกรรมเป็นเรื่อง ระยะยาว เข้าใจวัฏจักรของความสำเร็จเล็ก ๆ และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ว่าจะนำไปสู่การ สร้างสรรค์และนวัตกรรม 2. ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical thinking) เป็นทักษะที่สำคัญสำหรับการเป็น มนุษย์ใน ศตวรรษที่ 21 การคิดอย่างมีวิจารณญาณต้องไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ในชั่วโมงเรียน หรือในชั้นเรียน แต่ต้องเกิดขึ้นใน ชีวิตประจำวัน จนเป็นนิสัย เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว จึงจะเรียกว่ามีทักษะการคิดอย่างมี วิจารณญาณ และแน่นอนว่า ความสามารถหรือความลึกขึ้งของการคิดอย่างมีวิจารณญาณขึ้นอยู่กับ พื้นความรู้ความเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ของตัว บุคคล และขึ้นอยู่กับวัยและประสบการณ์ด้วย แนวทางการพัฒนาทักษะ มีดังนี้ เป้าหมาย : สามารถใช้เหตุผล คิดได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลหลากหลายแบบ ได้แก่ คิดแบบอุปนัย (Inductive) คิดแบบ อนุมาน (Deductive) เป็นด้น แล้วแต่สถานการณ์ เป้าหมาย : สามารถใช้การคิดกระบวนระบบ (Systems thinking) วิเคราะห์ได้ว่าปัจจัยย่อยมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร จนเกิดผลในภาพรวม เป้าหมาย : สามารถใช้วิจารณญาณและตัดสินใจ 1. วิเคราะห์และประเมินข้อมูลหลักฐาน การโต้แย้ง การกล่าวอ้างและความเชื่อ 2. วิเคราะห์เปรียบเทียบและประเมินความเห็นหลัก ๆ 3. สังเคราะห์และเชื่อมโยงระหว่างสารสนเทศกับข้อโต้แย้ง 4. แปลความหมายของสารสนเทศและสรุปบนฐานของการวิเคราะห์ 5. ตีความและทบทวนอย่างจริงจังในด้านการเรียนรู้และกระบวนการ


3. ทักษะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information, media, technology skill) เป็นอีก ทักษะหนึ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นมากในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะต้องมีทักษะที่ต้องการ เหล่านี้ได้แก่ ทักษะในการ เข้าถึง (Access) อย่างรวดเร็ว และรู้แหล่ง ทักษะในการประเมินความ น่าเชื่อถือ และทักษะในการใช้อย่าง สร้างสรรค์ แนวทางการพัฒนาทักษะ มีดังนี้ เป้าหมาย : เข้าถึงและประเมินสารสนเทศ 1. เข้าถึงสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ (ใช้เวลาน้อย) และมีประสิทธิผล (เข้าถึงแหล่งที่ ถูกต้อง เหมาะสม) 2. ประเมินสารสนเทศอย่างลึกซึ้งครบถ้วนรอบด้าน และอย่างรู้เท่าทัน (ในยุคนี้มี สารสนเทศปลอม หรือไม่แม่นยำเต็มไปหมด) เป้าหมาย : ใช้และจัดการสารสนเทศ 1. ใช้สารสนเทศได้อย่างแม่นยำและสร้างสรรค์ ต่อกรณีหรือปัญหาที่เผชิญ 2. จัดการเชื่อมต่อสารสนเทศ (Information flow) จากแหล่งที่หลากหลายได้ 3. เข้าถึงและใช้สารสนเทศอย่างถูกต้องตามหลักจริยธรรมและกฎหมาย เป้าหมาย : สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิผล 1. ใช้เทคโนโลยีเพื่อวิจัย จัดระบบ ประเมิน และสื่อสารสารสนเทศ 2. ใช้เครื่องมือสื่อสาร เชื่อมโยงเครือข่าย (คอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นมีเดีย ฯลฯ) และ Social network อย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อเข้าถึง (Access) จัดการ (Manage) การผสมผสาน (Integrate) ประเมิน (Evaluate) และสร้าง (Create) สารสนเทศข้อมูล เพื่อทำหน้าที่ในเศรษฐกิจ ฐานความรู้ 3. ปฏิบัติตามคุณธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 4. ทักษะอาชีพและทักษะชีวิต 4.1 ความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Flexibility and adaptability) เป็นทักษะเพื่อการ เรียนรู้ การทำงานและการเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นความยืดหยุ่นและปรับตัวเพื่อบรรลุ เป้าหมาย ไม่ใช่ยืดหยุ่นและปรับตัวแบบไร้หลักการและเลื่อนลอย การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว รุนแรง และไม่คาดฝืน อย่างที่เป็นอยู่ในโลกปัจจุบัน และรุนแรงซึ้นในอนาคต ทำให้การวางแผนการทำงาน แบบตายตัวใช้ไม่


ได้ผล มนุษย์ในศตวรรษที่ 21 จึงต้องมีความสามารถสูงในการยืดหยุ่นและปรับตัว เพื่อบรรลุเป้าหมาย และคุณค่า การปรับตัวที่สุดยอดคือ การใช้วิกฤติเป็นโอกาส ใช้ปัญหาเป็นโอกาสหาทางออกอย่าง สร้างสรรค์สุด ๆ ซึ่งจะเกิดการเรียนรู้สูงสุด ยิ่งโครงการมีความยากและซับซ้อนมากเพียงใด พนักงาน ก็มีโอกาสใช้และเรียนรู้ทักษะ ด้านความยืดหยุ่นและปรับตัวมากเพียงนั้น แนวทางการพัฒนาทักษะ มีดังนี้ เป้าหมาย : ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง 1. ปรับตัวเข้ากับบทบาทที่แตกต่าง งานที่ได้รับมอบหมายกำหนดการที่เปลี่ยนไป และ บริบทที่เปลี่ยนไป 2. ทำงานได้ผลดีในสภาพของความไม่ชัดเจน ไม่แน่นอนและในสภาพที่ลำดับความสำคัญ ของงาน เปลี่ยนไป เป้าหมาย :มีความยืดหยุ่น 1. นำเอาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น มาใช้ประโยชน์อย่างได้ผล 2. จัดการเชิงบวกต่อคำชม คำตำหนิ และความผิดพลาด 3. สามารถนำเอาความเห็นและความเชื่อที่แตกต่างหลากหลายของทีมงานจาก หลากหลายวัฒนธรรม มาทำความเข้าใจต่อรอง สร้างดุลยภาพ และทำให้งานลุล่วง 4.2 การริเริ่มและกำกับดูแลตนเองได้ (Initiative and self-direction) จะเห็นว่าการ ทำงานใน ศตวรรษที่ 21 มีทั้งลักษณะพึ่งพาอาศัยกันและกัน (Inter-dependence) และเป็นอิสระต่อ กัน (Independence) ซึ่งดูเผิน ๆ เป็นขั้วตรงกันข้าม แต่'ฟิกให้ดีจะเป็นทักษะที่สำคัญมากในการ ทำงานและ ดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ และมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ต้อง'ฟิกทักษะนี้ตั้งแต่เด็ก แนวทางการพัฒนาทักษะ มีดังนี้ เป้าหมาย : จัดการเป้าหมายและเวลา 1. กำหนดเป้าหมายโดยมีเกณฑ์ความสำเร็จที่จับต้องได้ และที่จับต้องไม่ได้ 2. มีความสมดุลระหว่างเป้าหมายเชิงยุทธวิธี (Tactical) ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้น กับ เป้าหมายเชิง ยุทธศาสตร์ (Strategic) ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาว 3. ใช้เวลา และจัดการภาระงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมาย : ทำงานได้ด้วยตนเอง


ทำงานสำเร็จได้ด้วยตนเอง โดยกำหนดตัวงานเอง คอยติดตามผลงานเอง และกำหนด ลำดับความสำคัญ ของงานเอง เป้าหมาย : เป็นผู้เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (Self-directed learner) 1. นอกเหนือจากเรียนรู้ทักษะในงานของตนโดยตรงแล้วสามารถมองเห็นโอกาสเรียนรู้ ใหม่ ๆ เพื่อขยาย ความเชี่ยวชาญของตน 2. ริเริ่มการพัฒนาทักษะไปสู่ระดับมืออาชีพ 3. แสดงความเอาจริงเอาจังต่อการเรียนรู้ว่าเป็นกระบวนการที่ต้องทำตลอดชีวิต 4. สามารถทบทวน ใคร่ครวญ ประสบการณ์ในอดีต เพื่อใช้คิดหาทางพัฒนาในอนาคต ประโยชน์ของการพัฒนาตน จากการศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาตน ทำให้เกิดประโยชน์ในด้านปรับตัว ดังนี้(วินัย เพชรช่วย. 2551 : 72) 1. ประโยชน์ต่อตัวบุคคล 1.1 สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ตลอดจนเป็นประโยชน์หรือเป็นที่พึ่งพิงของครอบครัวและบุตร หลาน 1.2 เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นในชีวิตก็จะสามารถใช้ความรู้ ความคิดและปัญญาเข้า แก้ไข ได้อย่างมีสติ มีขวัญกำลังใจที่ดี ไม่ทุกข์ร้อนหรือวิตกกังวลจนเกินควร หรือหากเกิดปัญหาที่เป็น อุปสรรค ที่ร้ายแรงมากจนแก้ไขอะไรไม่ได้ ก็มีความอดทนที่จะเผชิญกับเหตุการณ์นั้น ๆ ด้วยจิตใจที่ เข้มแข็ง อดทนและสามารถยอมรับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ 1.3 มีความรู้ความสามารถ ทักษะใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 1.4 มีทักษะในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้สามารถทำงานและอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น 1.5 สามารถปรับตัวได้ ดำเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและสงบสุข 2. ประโยชน์ต่อประเทศชาติ เมื่อบุคคลพัฒนาตนให้เป็นผู้ที่มีคุณภาพสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ครอบครัว สังคม ประเทศชาติก็จะเจริญก้าวหน้า และมีความมั่นคงทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมืองและ สังคมวัฒนธรรมได้อย่าง


รวดเร็ว องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาอื่น ๆ ทั้งมวลคือการพัฒนา คน เพราะบุคคลคือทรัพยากรที่เป็น ปัจจัยสำคัญสูงสุดที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน สรุป การพัฒนาตนเอง หมายถึง กระบวนการที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อช่วยให้ตนเอง มี ความสุข ความเจริญ เป็นประโยชน์แก่ตนเองและสังคมโดยสอดคล้องกับความถนัด ความสนใจ ศักยภาพและ ความสามารถของตนเอง โดยอยู่ภายใต้แนวคิดพื้นฐานที่ว่าบุคคลที่จะพัฒนาตนเองได้ จะต้องเป็นผู้มุ่งมั่นที่จะ เปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงตัวเอง โดยมีความเชื่อหรือแนวคิดพื้นฐานในการ พัฒนาตนที่ถูกต้อง นอกจากนั้นจะต้อง พัฒนาตนเองได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมโลก ทั้งต่อตนเอง ต่อบุคคลอื่นและต่อสังคมโดยรวม สำหรับหลักในการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างความงอก งามและเพิ่มความสมบูรณ์ในชีวิตของบุคคลมีหลายแนวทาง และหลายแนวคิด ซึ่งสรุปหลักการที่ สำคัญอยู่ใน 3 แนวทางคือ การพัฒนาตนเองเชิงกายภาพ การพัฒนาตนเอง เชิงจิตวิทยา และการ พัฒนาตนเชิงพุทธศาสตร์ ส่วนเทคนิควิธีการพัฒนาตนเองในการที่จะช่วยให้ตนเองมี สุขภาพจิต สมบูรณ์ สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขนั้น สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน ได้แก่ การ ควบคุมตนเอง การทำสัญญากับตนเอง การกำกับตนเอง และการปรับตนเอง เป็นด้น และทักษะที่มี ความจำเป็น ในการที่จะพัฒนาตนเองในศตวรรษที่ 21 ที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย ทักษะการ เรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต แนวคิดทฤษฎีการพัฒนาตนเอง ความหมายการพัฒนาตนเอง ปัจจุบันโลกเจริญก้าวหน้ามาก รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ บุคคลต้องพยายามปรับปรุงพัฒนาตนเองให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ กรกนก วงศ์พันธุเศรษฐ์ (อ้างถึงในเกศรินทร์ วิริยะอาภรณ์, 2545) ได้กล่าวว่า การพัฒนาตนเอง หมายถึง การขยายขอบเขตความสามารถในการใช้ความรู้ ความสามารถของบุคคลได้อย่างเต็มที่และประยุกต์ใช้ ความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับมา เพื่อแก้ปัญหาหรือหาข้อยุติปัญหาในสถานการณ์ใหม่ๆที่แตกต่างออกไป ใน เรื่องนี้ ศศลักษณ์ ทองปานดี (2551) การพัฒนาตนเอง หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับการส่งเสริมบุคคลให้มี ความรู้ ความสามารถ มีทักษะการทำงานดีขึ้น ตลอดจนมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน อันจะเป็นผลให้การ ปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และการพัฒนาบุคคลควรส่งเสริม และพัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และ สติปัญญาอย่างทั่วถึงสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โสภณ ช้างกลาง (2550) การพัฒนาตนเองหมายถึง การดึงเอาศักยภาพของตนเองออกมาแก้ไข ปรับเปลี่ยนให้เกิดความเจริญดีขึ้นกว่าอดีต สร้างความแปลกใหม่ให้กับตนเอง เป็นการสร้างศักยภาพของตนเองให้


ดีขึ้น เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้อย่างมีความสุข เป็นกระบวนการที่จะเพิ่มพูน ความรู้ เพื่อยกระดับมาตรฐานหรือความชำนาญในการปฏิบัติงานให้สูงขึ้นและตนเองมีความเจริญก้าวหน้า ศรีแพร ทวิลาภากุล (2549) การพัฒนาตนเอง หมายถึง การปฏิบัติตัวของบุคคลในอันที่จะสร้างเสริม ศักยภาพของตนเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพได้ทุกสถานการณ์แวดล้อม ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จในชีวิตในการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้ให้ผู้ตอบแบบสอบถาม ประเมินตนเองว่ามีการพัฒนาตนเองในประเด็นต่างๆ มากน้อยเพียงใด โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก คือ การ พัฒนาตนเองโดยตนเอง และการพัฒนาตนเองโดยผู้อื่น เกศรินทร์ วิริยะอาภรณ์ (2545) สรุปการพัฒนาตนเองได้ว่า องค์ประกอบของการพัฒนาตนเองอยู่ที่การ เตรียมความพร้อมของร่างกายและจิตใจ พร้อมจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทั้งในตนเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัว รวมทั้งสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สำหรับพุทธปรัชญานั้น พระเทพเวที ประยุทธ์ ปยุตโต (2528, อ้างถึงในดำรงศักดิ์ ตอประเสริฐ, 2544) สรุปการพัฒนาตนเองคือ การศึกษาหรือเรียกว่าไตรสิกขาเป็นการศึกษาอบรมหรือ การพัฒนาชีวิตแก่ตนเอง 3 ด้าน คือ ศีล ได้แก่ การพัฒนาพฤติกรรมทางวาจาให้สัมพันธ์ด้วยดีกับสิ่งแวดล้อมทาง สังคม ทางวัตถุ สมาธิ ได้แก่ การฝึกฝนพัฒนาจิตใจที่ให้มีคุณธรรมมีประสิทธิภาพมีความสุข และปัญญา ได้แก่ การพัฒนาความรู้ความเข้าใจเป็นการพัฒนาตนเองโดยการสร้างปัญญา แก้ปัญหา รู้จักการเรียนรู้ รู้จักคิด มีความ อดทน มีความขยันมีความคิดแยบคายและสภาพจิตใจที่เกื้อกูลต่อการที่จะคิดพร้อมที่จะแสวงหาและทำให้เกิด ปัญญา สามารถดำเนินชีวิตอยู่ด้วยดีไม่มีทุกข์ จากแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง สรุปได้ว่า การพัฒนาตนเองเพื่อให้มีการเพิ่มพูนความรู้ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่างๆ ไปตามวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคล รวมทั้งสามารถดำรงตนอยู่ในสังคม หรือประสบความสำเร็จในชีวิต หน้าที่การงาน ตลอดจนมีทัศนคติที่ดีในการทำงาน อันเป็นผลให้การปฏิบัติงานมี ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น การพัฒนาบุคคลควรส่งเสริมพัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาอย่างทั่วถึง สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง ความสำคัญของการพัฒนาตนเอง ในปัจจุบันการศึกษาเรื่องการพัฒนาตนเองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากสภาพของโลกและเหตุการณ์ใน ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าสู่ยุคของข่าวสารข้อมูล (Information Era) หรือที่เรียกว่าเป็นยุคของโลกคลื่นที่สาม (Third Wave) ให้เกิดการรวมตัวของทรัพยากรขึ้น เมื่อโลกอยู่ในสภาวะที่ ไร้พรมแดนการแข่งขันเพื่อช่วงชิงทรัพยากรจึงมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งอาจเปรียบได้ว่าเป็นสงครามข่าวสารในด้าน ข้อมูลความรู้ จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดำเนินไปโดยไม่พยายามก้าวให้ทันจะ กลายเป็นผู้ล้าหลังและเสียประโยชน์ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาตนเองเพื่อให้เรียนรู้ได้เท่าทันการ เปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัตน์เพื่อความอยู่รอดของชีวิตจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น (ศศินา ปาละสิงห์, 2547)


องค์ประกอบในการพัฒนาตนเอง องค์ประกอบในการพัฒนาตนเองด้านต่างๆ ดังนี้ 1. บุคลิกท่าทาง นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง เพราะกิริยาท่าทางคือการสื่อสารที่สำคัญซึ่งจะทำให้ผู้อื่นรู้ถึง จิตใจตลอดจนความนึกคิดของบุคคลผู้นั้น ดังนั้น กริยาท่าทางหรือบุคลิกภาพที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ สมาชิกกลุ่ม จึงทำให้ผู้อื่นยกย่องและเชื่อถือไว้วางใจ 2. การพูด นับเป็นการสื่อสารที่จะทำให้ผู้อื่นปฏิเสธหรือยอมรับในตัวผู้พูดได้เช่นกัน ซึ่งการพูดในที่นี้ รวมทั้งการพูดคุยแบบธรรมดาและการพูดแบบเป็นทางการ การพูดที่จะประสบความสำเร็จนั้น มีหลักการเบื้องแรกที่สำคัญ คือการระมัดระวังมิให้คำพูดออกไปเป็นการประทุษร้ายจิตใจผู้ฟัง 3. พัฒนาคุณสมบัติทางด้านมนุษย์สัมพันธ์ ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นเป็นทางที่จะทำให้ผู้อื่นยอมรับและ ยกย่อง บุคคลที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนอื่น ย่อมจะทำให้ได้รับความสนับสนุนและร่วมมือ 4. พัฒนาคุณสมบัติเฉพาะตัว ทำให้ได้รับการยอมรับจากสมาชิกส่วนใหญ่ ดังนั้นนอกจากความรู้ ความสามารถแล้ว คุณสมบัติเฉพาะตัวบางประการก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดันให้บุคคลได้รับการยอมรับจากทุก ฝ่าย เป็นผู้มีคุณธรรม ได้แก่ เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและประพฤติตนอยู่ภายใต้ คุณธรรม ความดี ตามบรรทัด ฐานของสังคมนั้นๆ ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง มนุษย์ทุกคนมีความต้องการในการพัฒนาตนเอง ต้องการที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือสร้างแรงจูงใจในการ พัฒนาตนเอง เพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงาน เพื่อความมั่นคงในรายได้ ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนา บอยเดล (Boydell, 1985 อ้างถึงใน เกศรินทร์ วิริยะอาภรณ์, 2545) ซึ่งเป็น นักจิตวิทยา ได้กำหนดขอบเขตเนื้อหาสาระสำคัญของทฤษฎีการพัฒนาตนเอง แบ่งเป็น 4 ด้าน สรุปได้ ดังนี้ 1. ด้านสุขภาพ สิ่งสำคัญในการพัฒนาตนเอง บุคคลจะต้องมีสุขภาพจิตที่ดีและร่างกายจะต้องแข็งแรง แยกเป็น 3 ระดับ 1.1 ระดับความคิด ไม่ดื้อรั้นดันทุรัง แต่จะต้องยึดมั่นในความคิดเห็นและความเชื่อที่มั่นคงและต่อเนื่อง ใน เวลาเดียวกันก็สามารถมีชีวิตอยู่กับความคลุมเครือขัดแย้งได้ 1.2 ระดับความรู้สึก รับรู้ ยอมรับความรู้สึก มีความสมดุลทั้งภายในและภายนอกอย่างมั่นคง 1.3 ระดับความมุ่งมั่นคุณค่าของโภชนาการในเรื่องอาหารการกินสุขภาพที่แข็งแรง มีรูปแบบชีวิตที่ดี


2. ด้านทักษะ จะต้องการพัฒนาทักษะทางสมอง และการสร้างสรรค์ความคิดในหลายรูปแบบ รวมทั้ง ความทรงจำ ความมีเหตุผล ความคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาทักษะประกอบด้วย 3 ระดับ คือ 2.1 ระดับความคิด ทักษะทางใจและการคิดคำนึงที่ดี เช่น ความรู้สึกในเรื่องงาน ความทรงจำที่มีเหตุผล การสร้างสรรค์ มีความคิดริเริ่ม 2.2 ระดับความรู้สึก ทักษะด้านสังคม ด้านศิลปะและการแสดงออก ต้องนำความรู้สึกของตนเข้าร่วมกับ แต่ละสถานการณ์ และสามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ 2.3 ระดับความมุ่งมั่น มีทักษะทางเทคนิค ทางกายภาพ สามารถกระทำได้อย่างศิลปิน มิใช่เป็นผู้ที่มีความ ชำนาญเท่านั้น 3. ด้านการกระทำให้สำเร็จ การกระทำหรือการปฏิบัติสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงโดยกล้ากระทำด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอคำสั่ง หรือไม่รอคอยให้เกิดขึ้นเอง มี 3 ระดับ คือ 3.1 ระดับความคิด มีความสามารถที่จะเลือก และเสียสละได้ 3.2 ระดับความรู้สึก มีความสามารถในการจัดการเปลี่ยนสภาพจากความไม่สมหวัง ไม่เป็นสุขให้เป็นความ เข้มแข็ง 3.3 ระดับความมุ่งมั่น สามารถลงมือริเริ่มการกระทำได้ ไม่รอคอยให้เกิดขึ้นเอง 4. ด้านเอกภาพของตนเอง เป็นการยอมรับข้อดี และข้อเสียของตนเองด้วยความพอใจในความสามารถ และยอมรับข้อบกพร่องของตนเองและพยายามแก้ไขให้ดีที่สุด มี 3 ระดับ คือ 4.1 ระดับความคิด มีความยอมรับ รู้จักและเข้าใจตนเอง 4.2 ระดับความรู้สึก ยอมรับตนเองแม้แต่ความอ่อนแอ และยินดีในความเข้มแข็งของตนเอง 4.3 ระดับความมั่นคง มีแรงผลักดันตนเอง มีเป้าหมายภายใน มีจุดประสงค์ในชีวิต กระบวนการในการพัฒนาตนเอง การพัฒนาตนเองให้ประสบความสำเร็จ ควรจะมีกระบวนการตามขั้นตอนซึ่ง (สุวรี เที่ยวทัศน์, 2542) ได้ กล่าวถึงกระบวนการในการพัฒนาตนเอง สรุปดังนี้ 1. สำรวจตัวเอง การที่คนเราจะประสบความสมหวังหรือไม่ สาเหตุที่สำคัญ คือ จะต้องมีการสำรวจตนเอง เพราะตนเองเป็นผู้กระทำตนเอง คนบางคนไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเนื่องจากบุคคลมีจุดอ่อนหรือคุณสมบัติที่ ไม่ดี การที่จะทราบว่า ตนมีคุณสมบัติอย่างไร ควรจะได้รับการสำรวจตนเอง ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้ปรับปรุงแก้ไข หรือ พัฒนาตนเองให้ดีขึ้น เพื่อจะได้มีชีวิตที่สมหวังต่อไป


2. การปลูกคุณสมบัติที่ดีงาม โดยคุณสมบัติของบุคคลสำคัญของโลกเป็นแบบอย่าง ซึ่งคุณสมบัติของ บุคคลไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิด แต่สามารถเกิดขึ้นได้ 3. การปลูกใจตนเอง เป็นสิ่งสำคัญ เพราะบุคคลที่มีกำลังใจดี ย่อมมุ่งมั่นดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายของ ชีวิตที่กำหนดไว้ 4. การส่งเสริมตนเอง คือการสร้างกำลังกายที่ดี สร้างกำลังใจให้เข้มแข็ง และสร้างกำลังความคิดของตน ให้เป็นเลิศ 5. การดำเนินการพัฒนาตนเอง เป็นการลงมือปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างตนเองให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งไว้ 6. การประเมินผล เพื่อจะได้ทราบว่าการดำเนินการพัฒนาตนเองตามที่บุคคลได้ตั้งเป้าหมายไว้ดำเนินการ ไปได้ผลมากน้อยเพียงไร จึงจำเป็นต้องอาศัยการวัดผลและการประเมินผล แนวคิดสมรรถนะ (Competency) แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะหรือขีดความสามารถในการทำงาน (Competency) เกิดขึ้นในช่วงต้นของ ศตวรรษที่ 1970 โดยนักวิชาการชื่อ David McClelland ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยว่าทำไมบุคลากรที่ทำงานใน ตำแหน่งเดียวกันจึงมีผลงานที่แตกต่างกัน McClelland จึงทำการศึกษาวิจัยโดยแยกบุคลากรที่มีผลการปฏิบัติงาน ดีออกจากบุคลากรที่มีผลการปฏิบัติงานพอใช้ แล้วจึงศึกษาว่าบุคลากรทั้ง 2 กลุ่ม มีผลกาทำงานที่แตกต่างกัน อย่างไร ผลการศึกษาทำให้สรุปได้ว่า บุคลากรที่มีผลการปฏิบัติงานดีจะมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าสมรรถนะ (Competency) (จิรประภา อัครบวร, 2549 : 58) และในปี ค.ศ. 1973 McClelland ได้เขียนบทความวิชาการ เรื่อง “Testing for Competence rather than Intelligence” ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของแนวคิดเรื่องสมรรถนะที่ สามารถอธิบายบุคลิกลักษณะของคนว่าเปรียบเสมือนกับภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg) ความหมายของคำว่า “สมรรถนะ” หรือ “ขีดความสามารถ” สามารถแบ่งได้ตามวัตถุประสงค์ของการทำ ไปใช้งานได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ สมรรถนะตามแนว British approach ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประกาศนียบัตรรับรอง วิทยฐานะของพนักงานหรือบุคลากร โดยจะกำหนดจากมาตรฐานผลการปฏิบัติงานที่สามารถยอมรับได้ของงาน และวิชาชีพนั้น สมรรถนะในแนวคิดจึงเป็นการกำหนดเฉพาะงานและเป็นไปตามวิชาชีพ ส่วนสมรรถนะตามแนว American approach จะมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาบุคลากร กำหนดจากพฤติกรรมของผู้ที่มีผลการปฏิบัติงาน ดี ซึ่งการพัฒนาบุคลากรนี้จะต้องเป็นไปตามแนวทางที่องค์การต้องการจะเป็น สมรรถนะตามแนวคิดนี้จึงไม่ สามารถลอกเลียนกันได้ เพราะแต่ละองค์การย่อมมีความต้องการบุคลากรที่มีลักษณะแตกต่างกัน สำหรับการให้ ความหมายของคำว่าสมรรถนะตามแนวคิด American approach มีดังนี้ Boyatzis (1982 : 58) ได้ให้คำนิยามว่า สมรถนะ หมายถึง สิ่งที่มีอยู่ในตัวบุคคลซึ่งถือเป็นตัวกำหนด พฤติกรรมของบุคคลเพื่อให้บรรลุถึงความต้องการของงานภายใต้ปัจจัยสภาพแวดล้อมขององค์การ และทำให้ บุคคลมุ่งมั่นสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ


Mitrani, Dalziel และ Fitt (1992 : 11) กล่าวถึงสมรรถนะว่าเป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลที่มีความ เชื่อมโยงกับประสิทธิผลหรือผลการปฏิบัติงานในการทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับการให้ความหมายของ Spencer และ Spencer (1993 : 9) ที่ให้ความหมายของสมรรถนะว่าเป็นคุณลักษณะของบุคคลที่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล ต่อความมีประสิทธิผลของเกณฑ์ที่ใช้และ/หรือการปฏิบัติงานที่ได้ผลการทำงานที่ดีขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ Spencer และ Spencer (1993 : 11) ได้ขยายความหมายของสมรรถนะว่าเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของแต่ละ บุคคล (Underlying characteristic) ที่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลจากความมีประสิทธิผลของเกณฑ์ที่ใช้ (Criterion reference) และ/หรือการปฏิบัติงานที่ได้ผลงานสูงกว่ามาตรฐาน (Superior performance) 1) แรงจูงใจ (Motive) เป็นสิ่งที่บุคคลคิดหรือต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นแรงขับในการกำหนดทิศทาง หรือการเลือกของบุคคลเพื่อแสดงออกถึงพฤติกรรม หรือการตอบสนองต่อเป้าหมายหรือการถอยออกไปจากสิ่ง ต่างๆ เหล่านั้น 2) คุณลักษณะส่วนบุคคล (Trait) เป็นคุณลักษณะทางกายภาพของบุคคลและรวมถึงการตอบสนองของ บุคคลต่อข้อมูลหรือสถานการณ์ที่เผชิญ 3) แนวคิดของตนเอง (Self concept) เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทัศนคติ (Attitude) ค่านิยม (Value) และ ภาพลักษณ์ของบุคคลที่มีต่อตนเอง (Self image) ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เกิดพฤติกรรมและทำให้สามารถ ทำนายพฤติกรรมของบุคคลที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ ในช่วงระยะสั้นๆ ได้ 4) ความรู้ (Knowledge) เป็นขอบเขตของข้อมูลหรือเนื้อหาเฉพาะด้านที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งครอบครอง อยู่ 5) ทักษะ (Skill) เป็นความสามารถในการปฏิบัติงานทั้งที่เกี่ยวข้องกับด้านกายภาพ การใช้ความคิด และ จิตใจของบุคคลในระดับที่สามารถคิด วิเคราะห์ ใช้ความรู้กำหนดเหตุผลหรือการวางแผนในการจัดการ และใน ขณะเดียวกันก็ตระหนักถึงความซับซ้อนของข้อมูลได้ คุณลักษณะของสมรรถนะทั้ง 5 คุณลักษณะนี้ สามารถนำมาจัดกลุ่มภายใต้เกณฑ์ของพฤติกรรมที่ แสดงออกและสังเกตเห็นได้ง่ายจำนวน 2 คุณลักษณะ ดังนี้ 1) สมรรถนะที่สังเกตได้หรือเห็นได้ (Visible) ได้แก่ ความรู้(Knowledge) ทักษะ (Skill) ซึ่งเป็น สมรรถนะที่มีโอกาสพัฒนาได้โดยง่าย 2) สมรรถนะที่อยู่ลึกลงไปหรือซ่อนอยู่ภายในตัวบุคคล (Hidden) ได้แก่ แรงจูงใจ (Motive) คุณลักษณะ ส่วนบุคคล (Trait) ซึ่งเป็นสมรรถนะที่ยากต่อการวัดและพัฒนา นอกจากนี้ ยังมีสมรรถนะที่เรียกว่า แนวคิดของตนเอง (Self concept) ได้แก่ ทัศนคติ และค่านิยม ซึ่ง เป็นสมรรถนะที่ปรับเปลี่ยนได้แต่ต้องใช้ระยะเวลานานและสามารถทำได้ด้วยการฝึกอบรม การใช้หลักจิตวิทยา หรือการสั่งสมประสบการณ์ในการพัฒนาแต่ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยากและต้องใช้เวลา


Dale และ Hes (1995 : 80) กล่าวถึงสมรรถนะว่าเป็นการค้นหาสิ่งที่ทำให้เกิดการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Excellence) หรือการปฏิบัติงานที่เหนือกว่า (Superior performance) นอกจากนี้ยังได้ให้ความหมายของ สมรรถนะในด้านอาชีพ (Occupational competency) ว่าหมายถึงความสามารถ (Ability) ในการทำกิจกรรม ต่างๆ ในสายอาชีพเพื่อให้เกิดการปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานที่ถูกคาดหวังไว้ คำว่ามาตรฐานในที่นี้หมายถึง องค์ประกอบของความสามารถรวมกับเกณฑ์การปฏิบัติงานและคำอธิบายขอบเขตงาน วัฒนา พัฒนพงศ์ (2547 : 33) กล่าวว่า สมรรถนะ (Competency) หมายถึง ระดับของความสามารถใน การปรับและใช้กระบวนทัศน์ (Paradigm) ทัศนคติ พฤติกรรม ความรู้ และทักษะ เพื่อการปฏิบัติงานให้เกิด คุณภาพ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในองค์การ บุคลากรทุกคนควรมี ความสามารถพื้นฐานในหน้าที่ที่เหมือนกันครบถ้วนและเท่าเทียมกัน และควรพัฒนาตนเองให้มีความสามารถ พิเศษที่แตกต่างกันออกไปนอกเหนือจากความสามารถของงานในหน้าที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศักยภาพ ระดับ ความสามารถทางอารมณ์ (Emotional quotient : EQ) และความสามารถทางสติปัญญา (Intelligence quotient: IQ) จากที่นำเสนอมาข้างต้น ทำให้สามารถสรุปได้ว่าสมรรถนะหรือขีดความสามารถ (Competency) หมายถึง ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และคุณลักษณะของบุคคล (Attributes) ซึ่งบุคคลนั้นจะแสดง ออกเป็นวิธีคิดและพฤติกรรมในการทำงานที่จะส่งผลต่อการปฏิบัติงานของแต่ละบุคคล และมีการพัฒนาตนเอง อย่างต่อเนื่อง อันจะส่งผลให้เกิดความสำเร็จตามมาตรฐานหรือสูงกว่ามาตรฐานที่องค์การได้กำหนดเอาไว้ สำหรับการจัดแบ่งประเภทของสมรรถนะนั้น มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ทรรศนะที่แตกต่างกันออกไป โดย ณรงค์วิทย์ แสนทอง (2547 : 10-11) ได้ทำการสมรรถนะออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) สมรรถนะหลัก (Core competency) หมายถึง บุคลิกลัดษณะของคนที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความเชื่อ และอุปนิสัยของคนในองค์การโดยรวมที่จะช่วยสนับสนุนให้องค์การบรรลุเป้าหมายตาม วิสัยทัศน์ได้ 2) สมรรถนะตามสายงาน (Job competency) หมายถึง บุคลิกลักษณะของคนที่สะท้อนให้เห็นถึง ความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความเชื่อ และอุปนิสัยที่จะช่วยส่งเสริมให้คนนั้นๆ สามารถสร้างผลงานในการปฏิบัติงาน ตำแหน่งนั้นๆ ได้สูงกว่ามาตรฐาน 3) สมรรถนะส่วนบุคคล (Personal competency) หมายถึง บุคลิกลักษณะของคนที่สะท้อนให้เห็นถึง ความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความเชื่อ และอุปนิสัยที่ทำให้บุคคลนั้นมีความสามารถในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้โดดเด่น กว่าคนทั่วไป เช่น สามารถอาศัยอยู่กับแมงป่องหรืออสรพิษได้ เป็นต้น ซึ่งเรามักจะเรียกสมรรถนะส่วนบุคคลว่า ความสามารถพิเศษส่วนบุคคล จิรประภา อัครบวร (2549 : 68) กล่าวว่า สมรรถนะในตำแหน่งหนึ่งๆ จะประกอบไปด้วย 3 ประเภท ได้แก่


1) สมรรถนะหลัก (Core competency) คือ พฤติกรรมที่ดีที่ทุกคนในองค์การต้องมี เพื่อแสดงถึง วัฒนธรรมและหลักนิยมขององค์การ 2) สมรรถนะบริหาร (Professional competency) คือ คุณสมบัติความสามารถด้านการบริหารที่ บุคลากรในองค์การทุกคนจำเป็นต้องมีในการทำงาน เพื่อให้งานสำเร็จ และสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ วิสัยทัศน์ ขององค์การ 3) สมรรถนะเชิงเทคนิค (Technical competency) คือ ทักษะด้านวิชาชีพที่จำเป็นในการนำไป ปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จ โดยจะแตกต่างกันตามลักษณะงาน โดยสามารถจำแนกได้ 2 ส่วนย่อย ได้แก่ สมรรถนะเชิงเทคนิคหลัก (Core technical competency) และสมรรถนะเชิงเทคนิคเฉพาะ (Specific technical competency) จึงอาจสรุปได้ว่า สมรรถนะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ สมรรถนะหลัก (Core competency) ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พนักงานทุกคนในองค์การจำเป็นต้องมี ทั้งนี้เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ บรรลุเป้าหมายขององค์การ อาทิ ความรอบรู้เกี่ยวกับองค์การ ความซื่อสัตย์ ความใฝ่รู้ และความรับผิดชอบ เป็น ต้น อีกประเภทหนึ่งคือสมรรถนะตามสายงาน (Functional competency) ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พนักงานที่ ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆ ควรมีเพื่อให้งานสำเร็จและได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ วิธีดำเนินการ ขั้นตอนวิธีการดำเนินการศึกษา 1. ขั้นสำรวจหรือตัดสินใจเลือกเรื่องที่จะทำ การตัดสินใจเลือกเรื่องที่จะทำโครงงานควรพิจารณาถึงความพร้อมในด้านต่าง ๆ เช่นแหล่ง ความรู้เพียงพอที่จะศึกษาหรือขอคำปรึกษา มีความรู้และทักษะในการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการศึกษา มีผู้ทรงคุณวุฒิรับเป็นที่ปรึกษา มีเวลา และงบประมาณเพียงพอ 2. ขั้นศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตัดสินใจทำ การศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตัดสินใจทำ จะช่วยให้ผู้เรียนได้แนวคิดที่จะกำหนดขอบข่าย เรื่องที่จะศึกษาค้นคว้าให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้นและยังได้ความรู้ เรื่องที่จะศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจนสามารถ ออกแบบการศึกษา และวางแผนดำเนินการอย่างเหมาะสม 3. ขั้นวางแผนดำเนินการ มีการกำหนดขั้นตอนในการดำเนินงานอย่างรัดกุม ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุจุดมุ่งหมายหรือ เป้าหมายที่กำหนดไว้


4. ขั้นลงมือปฏิบัติ การลงมือปฏิบัติเป็นขั้นตอนที่สำคัญตอนหนึ่งในการทำโครงงานเนื่องจากเป็นการลงมือปฏิบัติจริง ตามแผนที่ได้กำหนดไว้อย่างไรก็ตามการทำโครงงานจะสำเร็จได้ด้วยดี ผู้เรียนจะต้องคำนึงถึงเรื่องความพร้อมของ วัสดุอุปกรณ์ และสิ่งอื่น ๆ เช่นสมุดบันทึกกิจกรรมประจำวัน ความละเอียดรอบคอบและความเป็นระเบียบในการ ปฏิบัติงาน ความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้จากการปฏิบัติงาน การเรียงลำดับก่อนหลังของงานส่วนย่อย ๆ ซึ่งต้อง ทำแต่ละส่วนให้เสร็จก่อนทำส่วนอื่นต่อไปในขั้นลงมือปฏิบัติจะต้องมีการบันทึกผล การประเมินผล การวิเคราะห์ และสรุปผลการปฏิบัติ 5. ขั้นเขียนรายงาน การเขียนรายงานการดำเนินงาน ผู้เรียนจะต้องเขียนรายงานให้ชัดเจนใช้ศัพท์เทคนิคที่ถูกต้อง ใช้ ภาษากะทัดรัด ชัดเจน เข้าใจง่าย และต้องครอบคลุมประเด็นสำคัญ ๆ ทั้งหมด 6. ขั้นเสนอผลงาน หลังจากทำตามขั้นตอนทั้งหมดแล้วนำข้อมูลที่ได้มาเสนอต่ออาจารย์ การพัฒนาตนเองผ่านเว็บไซต์


ผลการดำเนินการ จากการพัฒนาตนเองผ่านการเรียนภาษาอังกฤษผ่านเว็บไซต์ทำให้เกิดการเรียนรู้ในด้านภาษาที่แตกต่าง จากภาษาที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นการบริหารสมองอย่างหนึ่ง เนื่องจากทำให้สมองเราได้ใช้ทำงานและแก้ไข ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ การได้จดจำ การแปลความหมาย การเรียงรูปประโยค ฯลฯ ผลลัพธ์ก็คือ ทำให้ ฉลาดขึ้นและเรียนรู้ได้ไวขึ้นจากการหมั่นฝึกฝนและเรียนรู้ผ่านเว็บไซต์ และนอกจากนี้การพยายามที่จะเข้าใจ ภาษาอื่นนอกเหนือไปจากภาษาหลักของเรา ทำให้เราอยู่ในจุดที่ง่ายต่อการค้นพบตัวเองและสิ่งที่เราชอบจริงๆ เมื่อเราเปิดใจต่อวัฒนธรรมอื่น และตั้งใจเรียนรู้จนประสบความสำเร็จ ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น ง่ายขึ้น เกิด แรงบันดาลใจและมีเป้าหมาย นอกจากนี้ การมีทักษะด้านภาษาที่ดี โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ก็จะทำให้เรารู้สึก มั่นใจมากขึ้น ในการเข้าสังคม ปละการลงมือทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง การอภิปรายผล ภาษาอังกฤษมีความสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันเพราะว่าภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ สำคัญต่อการติดต่อสื่อสาร เช่น ด้านการศึกษา ด้านการแสวงหาความรู้ ด้านการประกอบอาชีพ ด้านการสร้าง ความเข้าใจต่อประเพณีวัฒนธรรม ด้านการค้าขายและธุรกิจ ร่วมไปถึงด้านการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มประชาคม อาเซียนและต่างประเทศทั่วโลกนอกจากนี้ภาษาอังกฤษยังถือเป็นภาษาทางราชการของ 61 ประเทศ และเป็น ภาษาหลักในหลายรัฐทั่วโลกอีกด้วย จึงถือเป็นภาษากลางที่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างประชากรในประเทศต่างๆ ทั้ง ในส่วนของการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ทำให้สื่อต่างๆ ที่เผยแพร่ในระดับนานาชาติ จะใช้ภาษาอังกฤษ ทั้งสิ้นเช่นเดียวกัน ไม่ว่าแต่ละคนหรือแต่ละประเทศจะมีภาษาเป็นของตัวเอง แต่เมื่อต้องติดต่อสื่อสารกับคนอื่น ที่มาจากต่างภาษา วัฒนธรรม ทุกคนจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษด้วยเหตุผลนี้ ทุกคนทุกชาติทุกภาษาจึงบรรจุ วิชาภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองรองลงมาจากภาษาประจำชาติ เป็นแกนหลักของหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ปฐมวัยไปจนถึงการศึกษาตลอดชีวิต บทสรุป ภาษาอังกฤษนั้นแทบจะมีความสำคัญในทุกๆด้านในโลกปัจจุบัน และ ภาษาอังกฤษก็อยู่รอบๆตัวเรามาก ขึ้นเรื่อย ๆจึงเป็นเรื่องไม่เสียหายที่จะเริ่มเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างจริงจังให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสดีๆต่างๆในชีวิต ทั้งเรื่องการงาน การศึกษา วัฒนธรรม รวมถึงสังคม และเมื่อมีความรู้และคำศัพท์ภาษาอังกฤษมากพอแล้วใน ระดับนึงยังสามารถใช้ความรู้ภาษาอังกฤษที่มีอยู่ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวยกตัวอย่างเช่น ข่าวสารจาก ต่างประเทศ การดูภาพยนตร์ หนังสือ รายการทีวี รวมถึงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่เครื่องมือและฟังชั่นต่างๆจะใช้ เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด นั้นจึงเป็นเหตุผลที่ควรตระหนักถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษให้มากขึ้น ทุกวันนี้การ เรียนภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะมีคอร์สเรียนออนไลน์ต่างๆ ให้เราสามารถเรียนได้จากที่บ้านได้ ไม่ว่า จะอยู่ที่ไหนเวลาไหนก็สามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ง่ายๆ


เอกสารอ้างอิง ศรีแพร ทวิลาภากุล. (2549). การพัฒนาตนเองของข้าราชการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ศศลักษณ์ ทองปานดี. (2551). การศึกษาความต้องการพัฒนาตนเองของพนักงานบริษัทพาวเวอร์ปั๊ม จำกัด. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง. โสภณ ช้างกลาง. (2550). ความต้องการพัฒนาตนเองของข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดน ระดับชั้นประทวน กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.


Click to View FlipBook Version