การนิเทศ (Supervision)
ดร.อภิรชั ศกั ดิ์ รัชนวี งศ์
การนิเทศ มักคุ้นชินการคาว่า “นิเทศการศึกษา” หรือตาแหน่ง “ศึกษานิเทศก์” ศาสตร์อ่ืนได้นา
คาว่า “การนเิ ทศการศึกษา” ไปปรบั ใช้เปน็ “การนเิ ทศงาน” เช่น การนิเทศในงานส่งเสริมการเกษตร ซ่ึงคาว่า
“การนิเทศ” มาจากภาษาอังกฤษว่า “Supervision” จากความหมายตามรูปศัพท์คือ การให้ความช่วยเหลือ
แนะนา และการปรับปรุง ตามรู้ศัพท์จากพจนานุกรม หมายถึง การชี้แจง การแสดง การจาแนก ความหมาย
โดยรวมการนเิ ทศคือ กระบวนการที่จะทาให้เกิดการปรับปรุงการเรียนการสอนของครู โดยการทางานร่วมกับ
บุคคลท่ีเกี่ยวข้องเป็นการกระตุ้นความเจริญก้าวหน้าของครู และมุ่งหวังท่ีจะช่วยเหลือครูเพื่อให้ครูช่วยเหลือ
ตนเองได้ (Spears. 1967) โดยเปน็ การให้บรกิ ารเก่ียวกบั ความชานาญทางเทคนิคด้านวิชาการในการเรียนการ
สอน การจัดสอื่ การสอน ส่ิงอานวยความสะดวก การเตรยี มและพฒั นาครู รวมทัง้ การประเมินผลการเรียนการ
สอน (Glickman. 1990) และปรับปรุงสภาพการเรียนและพัฒนาการของผู้เรียน (Burton and Bruckner.
1995) ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และส่งผลสะท้อนไปถึงการพัฒนานักเรียนด้วย (Harris; Marks and
Others. 1978) โดยผูน้ ิเทศชว่ ยในการให้คาแนะนาแกค่ รหู รือผู้อน่ื ทท่ี าหน้าทเี่ กี่ยวขอ้ งกับการศึกษา กระตุ้นให้
ให้มีการพัฒนาการท่ีจะนาวิธีการสอน ส่ือการเรียนการสอนมาใช้ โดยเน้นถึงทักษะในการติดต่อส่ือสาร
(Goldhammer and Other. 1980) โดยสรุปแล้ว การนิเทศการสอนเป็นกระบวนการของผู้นิเทศที่มุ่งจะ
ปรับปรงุ และพฒั นาการสอนในสถานศกึ ษา โดยม่งุ ทพ่ี ฤตกิ รรมของครทู ี่จะส่งผลตอ่ พฤติกรรมของผู้เรียน๑ หรือ
การนิเทศ (Supervision) คือ การชวยเหลือ แนะนา ปรับปรุง บริการ การใหความรวมมือและการ
ประสานงานใหบุคคลทีป่ ฏิบตั งิ านของแตละหนวยงานทางานไดดีขนึ้ ๒
หลักการของการนิเทศภายในโรงเรียนคือ๒ ผูนิเทศตองมีความรูความเขาใจในหลักการนิเทศอยาง
ถูกตอง ตรงประเด็น มีระบบและขั้นตอนท่ีชัดเจนในกระบวนการนิเทศ กระบวนการนิเทศท่ีเกิดขึ้นต องเกิด
จากความรวมมือของคณะครูทุกคนที่ปฏิบัติหนาที่อยูในโรงเรียน และการนิเทศตองเปนไปเพ่ือการพัฒนา
กระบวนการเรียนการสอนของครู และการนิเทศการศึกษาควรมีการบริหารเปนกระบวนการเชิงระบบ มีการ
วางแผนการดาเนินงาน มีข้ันตอนในการปฏิบัติงาน ถือหลักการมีส วนร วมในการทางานมีความ
เปนประชาธิปไตย มกี ารดาเนินงานอยางสรางสรรค มกี ารแกปญหาที่เกิดข้ึนจากการเรียนการสอน สรางสภาพ
แวดลอมในการทางานใหดีขึ้น สรางความผูกพันและความม่ันคงตองานอาชีพ รวมทั้งพัฒนาและสงเสริม
วชิ าชีพครใู หมคี วามรูสกึ ภาคภูมใิ จในวิชาชพี ของตนเองพรอมทจ่ี ะรบั การพฒั นาอยางตอเน่ือง
เมอ่ื ทราบหลักการของการนิเทศการศกึ ษาแล้ว ลองมาดกู ารนิเทศในงานสง่ เสริมการเกษตร ซ่ึงต้องมี
ความรู้ด้านส่งเสริมการเกษตรก่อนว่าคืออะไร การส่งเสริมการเกษตร๓ คือ การเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง
เกษตรกรกับแหล่งวิทยาการเพื่อที่จะกระจายความรู้ใหม่ๆ และหลักการท่ีดีไปสู่เกษตรกรและทาให้เกษตรกร
เหล่านี้ได้นาวิทยาการแผนใหม่ไปใช้ในฟาร์มของตน ซ่ึงการส่งเสริมการเกษตรเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการ
เรียนการสอนและการค้นคว้าวิจัย กล่าวคือผลของการค้นคว้าวิจัยทางเกษตรกรรมจะไม่มีประโยชน์อย่าง
แทจ้ ริง ถา้ ไมไ่ ด้นาผลเหล่าน้ีไปมอบให้แก่เกษตรกรซ่ึงเป็นผู้ปฏิบัติความสัมพนธ์ระหว่างการส่งเสริมเกษตรกับ
2
การค้นคว้าวิจัย ลักษณะของงานส่งเสริมการเกษตร (1) งานส่งเสริมการเกษตรเป็นแบบของการศึกษานอก
โรงเรียนท่ีรัฐหรือเอกชนก็สามารถทาได้ (๒) การส่งเสริมการเกษตรเป็นการติดต่อสองทางกลับไปกลับมา
ระหวา่ งสถาบันกับเกษตรกร โดยมีเจ้าหน้าท่ีส่งเสริมเป็นตัวก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลง (3) ควรเริ่มด้วยสภาพ
ท่ีเป็นอยู่จริง ๆ ของเกษตรกรและเร่ืองท่ีจะส่งเสริมนั้นจะต้องเป็นความต้องการที่แท้จริงของเขาด้วย
(4) เกษตรกรต้องมีโอกาสเรียนรู้ด้วยการกระทาของจริง (5) เป็นการติดต่อกับคนในชนบทเป็นส่วนใหญ่และ
เป็นการปฏิบัติงานกับสมาชิกทุกคนในครอบครัวโดยไม่จากัดเพศและอายุ (6) ใช้ทรัพยากรในท้องถ่ินเป็น
จุดเร่ิมต้น (7) มีวิธีปฏิบัติงานที่ต่อเนื่องกัน (8) มีวิธีดาเนินงานท่ีเป็นประชาธิปไตย (9) เป็นการสร้างผู้นาใน
ท้องถ่ิน (10) มีโครงการหรือแผนปฏิบัติงานที่แน่นอนและรู้ว่าจะประสานงานกับใครบ้าง (11) มีการติดตาม
ผลงานหลังการปฏิบัติ 12) มีการรายงานผลเพ่ือวางแผนปรับปรุงในปีต่อ ๆ ไป บทบาทและหน้าที่ของ
นักส่งเสริมหรือพัฒนากร นักส่งเสริมเกษตรเป็นนักพัฒนาคนหนึ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรมีความรู้ใหม่ ๆ เพื่อไป
ช่วยในการเพ่ิมผลผลิตของเขา จึงมีบทบาทดังนี้ (1) เป็นผู้นาทางวิชาการและเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดการ
เปลย่ี นแปลง หมายความว่าเขาจะตอ้ งมคี วามรแู้ ละมีหูตากวา้ งไกล (2) เปน็ ผู้ประสานงานทางวิชาการและการ
ปฏิบัติ กล่าวคือนักส่งเสริมจะต้องประสานเช่ือมโยงระหว่างสถาบัน (นักวิชาการ) กับเกษตรกรผู้ปฏิบัติ
(3) เปน็ ผู้แกป้ ญั หาของชมุ ชน กล่าวคือนักส่งเสริมซ่ึงเป็นผู้ท่ีอยู่ใกล้ชิดกับเกษตรกร ย่อมจะรู้ปัญหาของชุมชน
เขาจะต้องร่วมมอื กันแกป้ ญั หาต่าง ๆ ด้วย (4) เป็นผู้เชอื่ มโยงบุคคลและองค์การต่างๆ เข้าด้วยกัน กล่าวคือใน
การทางานในท้องถ่ิน เขาย่อมจะพบกับบุคคลหลายฝ่าย นอกจากเขาจะเช่ือมโยงระหว่างนักวิชาการกับ
เกษตรกรแล้วเขาจะตอ้ งประสานงานกับบุคคลและหนว่ ยงานอ่นื ๆ ดว้ ย ลักษณะของนักส่งเสรมิ ทพี่ งึ ประสงค์
เน่ืองจากงานส่งเสรมิ การเกษตรเป็นงานทเ่ี กีย่ วขอ้ งกับบคุ คลหลายประเภท ใครที่จะเป็นนักส่งเสริมหรือพัฒนา
กรท่ีดีควรจะได้พิจารณาตัวเองและเสริมสร้างให้มีคุณลักษณะดังนี้ไว้ด้วยคือ (1) ต้องมีความรู้ทั้งภาคทฤษฏี
และภาคปฏบิ ัตใิ นสาขาวิชาของตนอย่างดี (2) รู้หลักการถ่ายทอคความรู้ คือการฝึกอบรม การเรียน การสอน
และการแนะนาต่างๆ ได้ดี ดังน้ันจึงต้องรู้ในเร่ืองหลักการติดต่ออส่ือสาร การใช้โสตทัศนูปกรณ์ หลักจิตวิทยา
และสงั คมชนบทด้วย (3) เป็นผู้ทม่ี มี นุษยสมั พันธ์ดแี ละชอบงานทใี่ ห้บริการแกป่ ระชาชน (4) เปน็ ผู้ท่ีมีความคิด
ริเร่ิมและชอบดัดแปลงแก้ไขส่ิงต่าง ๆ (5) เป็นผู้ท่ีนาเอาทรัพยากรธรรมชาติในท้องถ่ินมาใช้อย่างมี
ประสิทธิภาพ เช่น สอนให้เกษตรกรทาปุ๋ยจากเศษพืชต่าง ๆ ทาแก๊สจากมูลสัตว์ (6) เป็นผู้ท่ีกระตุ้นให้
เกษตรกรรู้จกั ปัญหาและแก้ไขปญั หาโดยท่ัวของเขาเอง หรือโดยการทางานเป็นกลุ่ม (7) เป็นผู้สื่อสารระหว่าง
เกษตรกรในชุมชนกับโลกภายนอก 8) ต้องร่วมคิด ร่วมทา ร่วมสุข ร่วมทุกข์กับเกษตรกรด้วยความสุจริตใจ
อดทนและหนักแน่น หลักของการติดต่อสื่อสาร ในการส่งเสริมการเกษตร นักส่งเสริมควรจะเข้าใจถึง
องค์ประกอบของการติดต่อส่ือสาร เพื่อให้การทางานของเขามีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน ในการสื่อความหมาย
เราจะพบแหล่งข่าวหรอื ผสู้ ื่อขา่ ว (source and Sender) และจะมีตัวข่าวหรือข้อมูล (Message) ข่าวนี้จะผ่าน
ไปตามวถิ ีหรอื วธิ ตี ่าง ๆ (channels) เชน่ น.ส.พ วทิ ยุ สือ่ ออนไลน์ ฯลฯ ไปยังผู้รับข่าว (Receiver) นักส่งเสริม
จึงเป็นท้ังแหล่งข่าวและผู้ส่ือข่าวที่จะต้องเตรียมข่าวให้ถูกต้องเหมาะสม ตรงกับความต้องการของผู้รับข่าว
และใช้วิธีการท่ีดีเพื่อให้ข่าวนั้น ๆ ได้ถึงไปยังเกษตรกรจานวนมากโดยท่ีหวังว่าเกษตรกรจะคล้อยตามและ
ยอมรับขา่ ว (วิทยาการแผนใหม่) ไปปฏิบัตบิ า้ ง องค์ประกอบที่สาคัญมากอย่างหน่ึงก็คือผู้รับข่าวหรือเกษตรกร
3
ซ่ึงนกั ส่งเสรมิ บางทา่ นอาจจะลืมพจิ ารณาไป เช่น นกั สง่ เสริมบางคนเมอื่ ได้รบั มอบหมายให้ไปบรรยายเร่ืองการ
ปลูกมะพร้าว หรือการติดตาเปลี่ยนยอด (ยางพารา) ให้เกษตรกรฟัง เขาก็เตรียมเร่ืองท่ียุ่งยากซับซ้อนไป
บรรยายเป็นช่ัวโมงๆ โดยไม่คานึงถึงตัวผู้ฟังเลยก็ทาให้ผู้ฟังเบื่อ และไม่ยอมรับเร่ืองที่นักส่งเสริมพูด อย่างน้ี
ก็จะเกิดการสูญเปล่าข้ึนได้ นักส่งเสริมท่ีดีต้องศึกษากลุ่มผู้ฟัง(ผู้รับข่าว) ในประเด็นต่อไปนี้ (1) กลุ่มผู้ฟังเป็น
ใคร ดูว่าเขาเป็นชาวสวนมะพร้าว หรือชาวสวนยาง เขาปลูกมะพร้าวหรือยางมานานก่ีปี เขามีประสบการณ์
หรือความรู้เร่ืองมะพร้าวหรือยางเพียงใด เพ่ือจะได้เตรียมเรื่องให้เหมาะสม (2) ปัญหาของผู้ฟัง เช่น ดูว่า
ชาวสวนยางกลุ่มน้ีมีปัญหาอะไร มีปัญหาเร่ืองโรคใบร่วง หรืออย่างไร โรคน้ีจะแก้ได้ด้วยวิธีใด วิธีนั้นๆ
จะปฏิบัตไิ ด้ไหมในชมุ ชนน้ันๆ (3) ดูวา่ เขามีความต้องการอะไร สมมุติว่าเขาต้องการแก้ปัญหาเร่ืองโรคใบร่วง
ของยาง นักส่งเสริมจะต้องพูดถึงวิธีแก้ปัญหาโรคใบร่วง ไม่ใช่จะพูดอ้อนวอนให้เขาปลูกมะพร้าวถ่ายเดียว
(4) ต้องศึกษาอายุของผู้ฟัง เพราะการพูดให้เด็กและผู้ใหญ่ฟังไม่เหมือนกัน (5) ดูเพศของผู้ฟัง เพราะเร่ือง
ที่จะพูดให้ผู้หญิงหรือผู้ชายฟังอาจมีเกล็ดย่อยแตกต่างกัน (6) พิจารณาการศึกษาของผู้ฟัง เพราะถ้าผู้ฟังมี
การศึกษาต่านักส่งเสริมต้องใช้ภาษาง่าย ๆ และต้องเตรียมอุปกรณ์อื่น ๆ มาเสนอประกอบด้วย (7) ดูลัทธิ
ศาสนาของผู้ฟัง เช่น ถ้าผู้ฟังเป็นชาวไทยมุสลิมเราอาจต้องใช้ภาษาและเทคนิคท่ีไม่เหมือนชาวไทยพุทธ
(8) ดูจานวนของผู้ฟัง เพราะถ้าผู้ฟังน้อยอาจใช้วิธีสาธิตปฏิบัติ แต่ถ้าผู้ฟังมากอาจต้องใช้วิธีบรรยาย
(9) ดูฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ฟัง ตามปกติเกษตรที่มีฐานะดีจะยอมรับวิทยาการแผนใหม่ได้ง่าย การส่งเสริม
กส็ ะดวกยง่ิ ขนึ้ (10) ดูปัจจยั อ่ืนๆ เช่น ภาวะการตลาด สภาพของดินฟ้าอากาศ ผู้นาในท้องถิ่นและจานวนของ
เจ้าหน้าท่ีส่งเสริมเองว่าจะเอื้ออานวยให้การส่งเสริมเรื่องนั้น ๆ ได้ผลดีเพียงใด นอกจากน้ี นักส่งเสริมต้อง
เข้าใจจิตวิทยาและการเรียนรู้ของเกษตรกรด้วย ตามปกติเราถือว่าการส่งเสริมการเกษตรเป็นการศึกษา
นอกโรงเรียน หรือการส่งเสริมเกษตรเป็นแบบหนึ่งของการศึกษาผู้ใหญ่ (Adult Education) ดังน้ัน
นักส่งเสริมท่ีดีจะต้องคานึงถึงหลักของการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ด้วย หลักของการเรียนรู้และการสอนผู้ใหญ่
(1) ผู้ใหญ่จะเรียนได้ดีเมื่อเขามีความต้องการท่ีจะเรียน ดังนั้นนักส่งเสริมต้องคอยยั่วยุ และชี้ให้เขาเห็น
ประโยชน์ของการเรียน และต้องให้ผู้ใหญ่เกิดความต้องการท่ีจะเรียนข้ึนเอง อย่าบังคับให้เขาเรียนในส่ิงท่ี
นักส่งเสริมคิคว่าดี (2) ผู้ใหญ่จะเรียนได้ดีและเรียนเฉพาะสิ่งท่ีเขามีความจาเป็น ดังน้ันเรื่องท่ีจะเรียนจะต้อง
เป็นปัญหาของผู้เรียน หากผู้เรียนยังแยกแยะปัญหาไม่ออก นักส่งเสริมก็ค้นหาปัญหา หรือทาการสารวจหา
ปญั หาของเกษตรกรขึ้นมาเสยี กอ่ น (3) ผใู้ หญ่จะเรียนได้ดีท่ีสุดเมื่อเขารู้จุดมุ่งหมายของการเรียนที่ชัดเจน เช่น
รู้ว่าเมื่อเรียน แล้วจะติดตาเขียวเป็น ตอนไก่เป็น (4) ผู้ใหญ่จะเรียนได้ดีท่ีสุด เม่ือเขาได้รับผลตอบแทนหรือ
ประโยชน์จากการเรียน เร่ืองนั้น ๆ ในระยะเวลาอันสมควร ดังน้ันนักส่งเสริมต้องหาวิธีการสอนที่สามารถ
จะแสดงผลการเรียนให้เกษตรกรได้เห็นอย่างรวดเร็ว (5) ผู้ใหญ่เรียนรู้โดยการกระทา นักส่งเสริมต้องเปิด
โอกาสให้ผู้ใหญ่ได้ทดลอง ปฏิบัติมาก ๆ จะเป็นวิธีการเรียนท่ีได้ผลท่ีสุด (6) เร่ืองหรือหัวข้อที่ผู้ใหญ่จะเรียน
ต้องเป็นปัญหาสาคัญ ๆ และต้องเป็นความจริง (7) ผู้ใหญ่จะเรียนได้ดีเมื่อเร่ืองน้ันสอดคล้องกับประสบการณ์
ของเขา เช่น ถา้ เขามีความรเู้ รื่องการเพาะเห็ดฟางมาบา้ ง จะทาให้การเรยี นเรื่องการเพาะเห็ดเปาฮ้ือได้ผลดีขนึ้
(8) ผู้ใหญ่จะเรียนได้อย่างดีย่ิงในบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เป็นกันเอง ดังน้ันนักส่งเสริมจะต้องพยายาม
สร้างบรรยากาศของความเป็นพี่น้องมิตรสหาย ฯลฯ เพื่อให้ผู้ใหญ่เรียนได้ดีขึ้น (9) การสอนผู้ใหญ่ควรใช้
4
วิธีการสอนหลายๆอย่าง เช่นการบรรยายคู่กับสาธิต ใช้โสฅอุปกรณ์ประกอบ แล้วให้ทดลองปฏิบัติด้วยตัว
เกษตรกรเอง หากยังมีเวลาก็ควรพาไปทัศนาจรดูไร่นา หรือกลุ่มเกษตรกรท่ีประสบความสาเร็จแล้ว
(10) ผู้ใหญ่ต้องการแนะแนว ต้องการคาแนะนาไม่ใช่คะแนนหรือการสอบไล่ ดังนั้น นักส่งเสริมต้องคอย
แนะนาและบอกให้เขาทราบว่า เขาทาถูกหรือผิดอย่างไร ผู้ใหญ่ต้องการยกย่องชมเชย หากจาเป็นต้องตาหนิ
จะต้องทากันสองตอ่ สองดว้ ยใบหน้าท่ียม้ิ แยม้ แบบญาติมติ ร เทคนคิ ในการสง่ เสริมการเกษตร สาหรับเทคนิคใน
การตดิ ต่อแนะนาหรอื การสอนประชาชนเป็นเร่ืองที่นักส่งเสริมจะต้องสนใจให้มาก นักส่งเสริมเป็นจานวนมาก
มีอายนุ อ้ ย ร่นุ ราวคราวเดยี วกับลกู หลานของเกษตรกร ดังนั้น การท่ีนักส่งเสริมผู้เยาว์จะไปทางานกับชาวบ้าน
อาวุโส หรือติดต่องานกับส่วนราชการอื่น ๆ ควรใช้หลักมนุษยสัมพันธ์บางประการ เช่น (1) เข้าเย่ียมคานับ
ผู้บังคับบัญชาในท้องถิ่น เช่น นายอาเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายกเทศมนตรี (2) ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ท่ี
ร่วมงานทราบต้ังแต่ช้ันผู้น้อยข้ึนไป (3) พบปะผู้นาในท้องถ่ิน พระสงฆ์ กานัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มเกษตรกร
ชาวนา ชาวไร่ พ่อค้า ประชาชน (4) ทาความรู้จักกับสถาบันวิชาการในท้องถ่ิน เช่น โรงเรียน วิทยาลัย
มหาวทิ ยาลยั ศูนย์วจิ ัย สถานีทดลองต่าง ๆ (5) พบปะรู้จักกับส่ือมวลชนในท้องถิ่น เช่น น.ส.พ. วารสาร วิทยุ
โทรทัศน์ หนังตะลุง ลิเก ฯลฯ (6) ในการแนะนาหรือสอนผู้อาวุโส ควรใช้หลักของการสอนพระคือ จงไหว้
หรอื พนมมือไวข้ า้ งหนา้ พอจะสอนหรือขอรอ้ งใหเ้ ขาทาอะไร ก็ไหว้เสียทีหน่ึงรับรองว่าได้ผลแน่ (7) การพูดต่อ
หน้าชุมชน หรือพบปะเกษตรกรเป็นรายบุคคลควร “ยิ้ม” ไว้เสมอ รับรองว่าจะชนะใจคนแน่ ๆ (8) อย่ากิน
เหล้าเมายากับชาวบ้านจนเสียบุคคลิก (9) อย่าก่อเร่ืองชู้สาว หรือหลอกลวงลูกสาวชาวบ้าน (10) ควรฝึก
อุดมการณ์ 4ร และ 4ส ดังน้ีคือ ริเริ่ม ร่วมคิด ร่วมทา ร่วมทุกข์ เสียสละ สุจริต เสมอภาค และสามัคคี
วิธีการส่งเสริมการเกษตร เทคนิคและวิธีการส่งเสริมเกษตรมีมากมายหลายชนิด นักส่งเสริมที่ดีจะต้องเข้าใจ
พื้นฐานของผู้ฟังและเลือกใช้วิธีใดวิธีหน่ึงหรือหลายวิธีอย่างถูกต้อง ให้เหมาะกับการเรียนของผู้ฟัง วิธีการ
สง่ เสรมิ พอจะแยกออกเป็น 2 ประเภทคือ ก. แบ่งตามลักษณะการใช้ (use) ได้เเก่ (1) การติดต่อสื่อสารแบบ
รายบุคคล (individual Contacts) เช่น เจ้าหน้าท่ีไปพบเกษตรกรที่บ้าน (Farm Visit) เกษตรกรไปพบ
เจ้าหน้าท่ีท่ีสานัก (office Call) การติดต่อระหว่างกันทางโทรศัพท์ การติดต่อกันทางจดหมาย การสาธิตให้
ดูผล (2) การตดิ ต่อสื่อสารแบบกลุ่ม (Group Contacts) เชน่ การสาธิตวธิ ีทาในเรือ่ งตา่ ง ๆ การประชมุ ตา่ ง ๆ
การบรรยาย การอบรมสัมมนา การประชุมอภิปราย การประชุมดูผลของการสาธิต การทัศนศึกษา การสอน
การเรยี นในโรงเรียน (3) การตดิ ตอ่ สอ่ื สารแบบมวลชน (Mass Contacts) เชน่ การทาป้ายประกาศ/แจง้ ความ
เอกสารใบปลิว หนังสือเวียน หนังสือพิมพ์ วารสารต่าง ๆ ภาพโฆษณา ( Posters) การจัดนิทรรศการ
วทิ ยกุ ระจายเสยี ง โทรทัศน์ สอ่ื สงั คม ข. แบ่งตามรูปร่างของอุปกรณ์ (Form) ได้แก่ (1) การติดต่อส่ือสารแบบ
ใช้ข้อความ (written Materials) เช่น ป้ายประกาศ/แจ้งความ เอกสารใบปลิว บทความทางหนังสือพิมพ์
จดหมายส่วนตัว จดหมายเวียน (2) การติดต่อสื่อสารแบบใช้ภาษาพูด (spoken Words) เช่น การ
ประชุมสัมมนาต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ไปพบเกษตรกรที่บ้าน เกษตรกรไปพบเจ้าหน้าท่ี โทรศัพท์ วิทยุ สื่อออนไลน์
(3) การติดต่อส่ือสารแบบใช้โสตทัศนูปกรณ์ (Visuals) เช่น แผนภูมิ/แผนผัง/ตารางต่าง ๆ ภาพยนตร์ สไลด์
ฟิล์มสตริฟ เทปโทรทัศน์ ฯลฯ การจัดนิทรรศการ ภาพโฆษณา (โปสเตอร์) การให้ดูผลสาธิต (4) การติดต่อ
แบบใช้ภาษาพูดควบคู่กับโสตอุปกรณ์ เช่น การสาธิตวิธีทา การประชุมให้ดูผลสาธิต การประชุมต่าง ๆ ที่ใช้
5
โสตอุปกรณ์ชว่ ย รายการทางโทรทศั น์ตา่ ง ๆ การส่งเสริมเกษตร โดยวิธีใด ๆ ก็ตาม ยังมีผลทางอ้อมที่จะทาให้
เกษตรกรข้างเคยี งได้รับประโยชนไ์ ปด้วย กลา่ วคอื เกษตรกรข้างเคียงอาจจะยอมรับ ปฏิบัติวิทยาการแผนใหม่
ด้วยทง้ั ๆ ทต่ี ัวเองไม่ไดร้ บั ฟงั จากปากของนกั ส่งเสรมิ โดยตรง แตท่ ว่า เขาเหล่านั้นได้สนทนากับเพื่อนเกษตรกร
ด้วยกัน นักส่งเสริมเกษตรที่จะต้องเลือกใช้วิธีการส่งเสริมให้เหมาะสมกับเนื้อเร่ือง เวลาสถานท่ี อุปกรณ์
กลุ่มเป้าหมาย โดยถือหลักง่าย ๆ ว่าถ้าคนฟังมีมาก แต่มีเวลาน้อย เรื่องที่จะพูดก็ยาว จงใช้วิธีการบรรยาย
แต่ถ้าคนฟังมีน้อย และมีเวลามาก ควรใช้การส่งเสริมแบบกลุ่มเช่น ประชุมอภิปราย สาธิต ปฏิบัต ฝึกในไร่
ฯลฯ ในการที่นักส่งเสริมจะเลือกใช้วิธีหน่ึงวิธีใดก็ขอให้นึกถึงหลักความจริงเก่ียวกับการจาของมนุษย์ว่า
“การอ่าน เพียงครั้งเดียว มนุษย์จะจาได้ 10% การฟัง เพียงครั้งเดียว มนุษย์จะจาได้ 20% การเห็น
เพียงคร้งั เดียว มนษุ ยจ์ ะจาได้ 30% และการฟงั และเหน็ คู่กัน มนุษย์จะจาได้ 60%”
หลักเกณฑ์ในการเลือกใช้วิธีส่งเสริม๓ ก. ดูนโยบายทั่ว ๆ ไปของราชการ เช่น ความจาเป็นรีบด่วน
ของเรื่องที่จะ ส่งเสริม ปัญหาของเกษตรกร จานวนของเกษตรกร จานวนของเจ้าหน้าท่ี เครื่องอานวยความ
สะดวกตา่ ง ๆ เชน่ ในระหวา่ งเดือนมนี าคม เป็นระยะที่หนูออกทาลายข้าวในนาอย่างหนัก การส่งเสริมแนะนา
เร่ืองการปราบหนูนา อาจจะขอให้ระดมกาลังกันทาอย่างรวดเร็ว โดยใช้การประชุม สาธิต การแถลงข่าวทาง
น.ส.พ. วิทยุ โทรทัศน์ ตลอดจนการใช้โสตอุปกรณ์ช่วยด้วย ข. เลือกวิธีส่งเสริมโดยดูกลุ่มเป้าหมาย เช่น
(1) แม่บ้านท่ีมีลูกมาก งานยุ่งย่อมจะไม่มีเวลาไปนั่งประชุม จึงควรใช้จดหมายเวียน เอกสารส่ิงพิมพ์ วิทยุ
โทรทัศนต์ า่ ง ๆ (2) ชนกล่มุ น้อย เช่น ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ตลอดจนชาวไทยมุสลิมที่มีวัฒนธรรมแตกต่างออกไป
อาจต้องใชภ้ าษาและผนู้ าของเขาเอง (3) เกษตรกรทมี่ กี ารศึกษาตา่ ยากจนและอยู่ในท่ีทุรกันดาร ควรใช้วิธีการ
ไปเย่ียมเยียน การให้ดูผลสาธิต และการใช้เอกสารสิ่งพิมพ์ที่ง่าย ๆ (4) วิทยุ โทรทัศน์ น.ส.พ.และการจัด
นิทรรศการเหมาะสาหรับเกษตรกรท่ีทาเป็นงานอดิเรกและผู้ที่อยู่ใกล้ ๆ หรือผู้ที่อยู่ในเมือง (5) คนท่ีมี
การศึกษาดีและรักก้าวหน้า ควรใช้วิธีการประชุมอภิปราย การสาธิตวิธีทาและเอกสารต่าง ๆ ค. เลือกวิธี
สง่ เสริมโดยดูเน้ือหาของเรือ่ งทจี่ ะสง่ เสรมิ (1) ถา้ วธิ ีใหมท่ ี่กาลังส่งเสริมน้ันเป็นวิธีท่ีง่ายหรือคล้ายๆ กับของเก่า
ควรใช้ น.ส.พ. วิทยุ จดหมายเวียนก็ได้ แตถ่ า้ เรอ่ื งนน้ั ยากซบั ซอ้ น ควรใช้การตดิ ต่อเป็นราย บุคคลหรือเอกสาร
สิ่งพิมพ์ (2) ถ้าเรื่องน้ันเป็นของใหม่ และเพิ่งเริ่มทาการส่งเสริมเป็นครั้งแรก ควรแนะนาส่งเสริมโดยใช้การ
สาธิตวิธีการเย่ยี มเยยี นทบ่ี ้านเกษตรกรและการให้ดูผลสาธติ (3) ถ้าเนื้อเรอ่ื งน้นั ตอ้ งการให้เกิดทักษะในตัวผู้ชม
ก็ควรใช้การสาธิตวิธีและการแสดงทางโทรทัศน์ ง. เลือกวิธีส่งเสริมโดยดูวิธีการสอน (1) การท่ีนักส่งเสริมไป
เยี่ยมบ้านของเกษตรกร จะสร้างความสัมพันธ์อย่างดีเย่ียมทาให้ เจ้าหน้าที่รู้ปัญหาของเกษตรกร ควรใช้กับ
เกษตรกรทห่ี ัวดื้อ หรอื ไมค่ อ่ ยสนใจตอ่ ของใหม่ ๆ (2) เม่ือเกษตรกรไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ จะประหยัดเงินของทาง
ราชการ แต่เรื่องน้ีต้องกระตุ้นให้เขาปฏิบัติ เพราะปกติเกษตรกรจะไม่ค่อยไปหาเจ้าหน้าท่ี (3) การติดต่อทาง
โทรศพั ท์ สะดวกดีให้ประโยชน์เหมอื นการเยย่ี มเยียน แต่ทว่าใช้กนั น้อย เพราะเกษตรกรไม่มีโทรศัพท์ (4) การ
ติดตอ่ ทางจดหมายอาจใช้ได้ ถ้าผ้รู บั ผ้สู ่งเป็นคนขยันเขียน (5) การสาธิตวิธี มีประโยชน์ท่ีสุดในการสอนทักษะ
ภาคปฏบิ ัติ (6) การสาธิตผลลัพธ์ มีประโยชนใ์ นการอวดผลสาเร็จให้เกษตรกรเช่ือถือ แตท่ วา่ ลงทุนแพงมาก
6
(7) การประชุมต่างๆ ช่วยในการกระจายข่าวโดยการบรรยายและอภิปราย สมาชิกได้ เรียนพร้อมกัน และ
ลดต้นทุนของการไปเยี่ยมเป็นรายตัว (8) โสตอุปกรณ์ ช่วยในการจา เสริมสร้างความเข้าใจ ดึงดูดผู้ฟัง และ
ทาให้การเสนอเรื่องเป็นขั้นตอนดี (9) เอกสารส่ิงพิมพ์ ป้ายประกาศต่าง ๆ ช่วยแสดงตัวเลขข้อมูลต่าง ๆ เพื่อ
การอ้างอิงเหมาะที่จะใช้เสริมพวกภาพยนตร์ สไลด์ วิทยุและโทรทัศน์ (10) บทความในหนังสือพิมพ์ดีเพราะ
ถึงชนกลุ่มใหญ่ ลงทุนไม่แพง (11) จดหมายเวียน ช่วยในการส่งข่าวเฉพาะเรื่องไปยังเกษตรกรเฉพาะคน
(12) วทิ ยุ เปน็ วิธสี ง่ เสริมทีร่ วดเรว็ ทีส่ ดุ ใช้เพือ่ การประกาศข่าวสารสาหรับชนหมู่มาก และใช้ในการออกคาส่ัง
คาเตือน ข่าวโรคระบาด อุทกภัยวาตภัยต่าง ๆ (13) โทรทัศน์ ทาให้ผู้ชมได้เห็นไอ้ฟังส่ิงของที่จะแสดง
เหมาะสมกับชาวเมือง แต่อาจไม่ถึงคนในชนบทไกล ๆ (14) งานนิทรรศการและงานออนร้าน ช่วยในการ
เผยแพร่โฆษณามากกว่าทจี่ ะสอนวทิ ยาการแผนใหมแ่ ก่ผู้ชม ประสิทธิภาพของวิธีต่าง ๆ ผลของการศึกษาเรื่อง
ประสิทธิภาพของวิธีการส่งเสริมต่างๆ เหล่านี้ในสหรัฐอเมริกา พบว่าการส่งเสริมแบบรายบุคคลจะทาให้
เกษตรกรปฏิบัติตาม 25% การส่งเสริมแบบกลุ่มเกษตรกรจะปฏิบัติตาม 33% แต่เกษตรกรเพียง 23%
จะปฏิบัต่ิตามคาแนะนาจากส่ือมวลชน อย่างไรก็ดีเกษตรกร 19% จะปฏิบัติตามเพ่ือนบ้านข้างเคียง เมื่อพูด
ถึงวิธีต่าง ๆ โดยเฉพาะแล้วพบว่า การสาธิตวิธีทา (Method Demonstration) เป็นวิธีท่ีดีท่ีสุด ส่วนการใช้
โทรศัพท์เป็นวิธีที่ไม่ดีเลยดังน้ี วิธีการส่งเสริม/ร้อยละเกษตรกรปฏิบัติตาม (1) การสาธิตวิธี
18.2 (2) การประชุมต่างๆ 14.6 (3) เจ้าหน้าท่ีไปเย่ียมเกษตรกร 10.8 (4) บทความ สารคดีใน น.ส.พ.
9.7 (5) ป้ายประกาศ แจ้งความ 8.5 (6) เกษตรกรไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่ 6.5 (7) การสาธิตผล 6.1
(8) จดหมายเวียน 3.0 (9) วิทยุ 1.2 (10) การโต้ตอบทางจดหมาย 1.1 (11) การจัดนิทรรศการและปิด
โปสเตอร์ต่างๆ 0.9 (12) การติดต่อทางโทรศัพท์ 0.3 (13) ผลทางอ้อม (คือเกษตรกรสนทนาและเลียนแบบ
กัน) 19.0
ผู้เขียนนาความรู้จากศาสตร์นิเทศการศึกษากับศาสตร์ส่งเสริมการเกษตร นามาประยุกต์ในการใช้
งานการนิเทศสาหรบั หน่วยงานอนื่ ๆ ไดด้ ังนี้
การนเิ ทศ (Supervision) คอื การชวยเหลือ แนะนา ปรับปรุง บริการ การใหความรวมมือและการ
ประสานงานใหบคุ คลทีป่ ฏบิ ัตงิ านของแตละหนวยงานทางานไดดีขน้ึ หลักการของการนิเทศภายในโรงเรียนคือ
ผูนิเทศตองมีความรูความเขาใจในหลักการนิเทศอยางถูกตอง ตรงประเด็น มีระบบและข้ันตอนที่ชัดเจนใน
กระบวนการนเิ ทศ กระบวนการนิเทศท่เี กิดขึ้นตองเกดิ จากความรวมมือของคณะครูทุกคนที่ปฏิบัติหนาท่ีอยูใน
โรงเรียน การนิเทศการศึกษามีการบริหารเปนกระบวนการเชิงระบบ มีการวางแผนการดาเนินงาน มีขั้นตอน
ในการปฏิบัติงาน ถือหลักการมีสวนรวมในการทางานมีความเปนประชาธิปไตย มีการดาเนินงานอยางสราง
สรรค มีการแกปญหาท่ีเกิดข้ึนจากการเรียนการสอน สรางสภาพแวดลอมในการทางานใหดีข้ึน สรางความ
ผูกพันและความมั่นคงตองานอาชีพ รวมทั้งพัฒนาและสงเสริม วัตถุประสงค์ของการนิเทศงาน๔ ได้แก่
(1) เพ่ือให้เจ้าหน้าท่ีแต่ละหน่วยงานภายในองค์กรได้ปฏิบัติงานของตนสาเร็จตามวัตถุประสงค์และนโยบาย
ตลอดจนหน้าท่ีรับผิดชอบท่ีได้รับมอบหมาย (2) เพ่ือช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานด้วยความสะดวก
รวดเร็ว (3) เพ่ือสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานสามารถนาบริการต่างๆ เข้าถึงประชาชนให้มากท่ีสุด
(4) เพอื่ ชว่ ยให้เกดิ ความคล่องตัวในการติดต่อประสานงานระหว่างผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ (5) เพ่ือสนับสนุนให้
7
เจ้าหน้าที่สามารถทางานได้ปริมาณและคุณภาพตามเป้าหมายและมาตรฐานท่ีกาหนด (6) เพื่อเสริมสร้าง
ความรู้ด้านวิชาการ นโยบายของหน่วยงานและความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้ดี ย่ิงขึ้น
ท้ังผู้นิเทศงานและผู้รับการนิเทศ และ (7) เพื่อรวบรวมและศึกษาข้อมูลต่างๆ ซึ่งได้จากการนิเทศงานอันจะ
เป็นประโยชนต์ ่อการพัฒนาและปรับปรงุ งานตอ่ ไป
สรุป การนิเทศเป็นการให้ความชวยเหลือ แนะนา ปรับปรุง บริการ การใหความรวมมือและการประสานงาน
ใหบุคคลที่ปฏิบัติงานของแตละหนวยงานทางานไดดีขึ้น หลักการนิเทศงานต้องมีการบริหารเปนกระบวนการ
เชิงระบบ (มีการวางแผนการดาเนินงาน มีข้ันตอนในการปฏิบัติงาน มีขั้นตอนการติดตามและประเมินผล)
และวตั ถุประสงค์การนเิ ทศงาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยงานภายในองค์กรได้ปฏิบัติงานของตนสาเร็จตาม
วัตถุประสงค์/นโยบายและความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย สนับสนุนให้เจ้าหน้าท่ีผู้ปฏิบัติงานนาบริการ
ต่างๆ เข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด การเสริมสร้างความรู้ด้านวิชาการทั้งผู้นิเทศงานและผู้รับการนิเทศ และ
รวบรวมและศกึ ษาข้อมลู ตา่ งๆ ซง่ึ ได้จากการนเิ ทศงานในการพัฒนาและปรับปรงุ งานต่อไป
ตัวอย่าง การนิเทศศูนย์ยุติธรรมชุมชน โดยกาหนดกรอบการนิเทศไว้ดังน้ี (๑) โครงสร้างทาง
กายภาพ จานวน ๔ ข้อ (๒) ด้านบุคลากร จานวน ๔ ข้อ (๓) ด้านการบริหารงานศูนย์ยุติธรรมชุมชน จานวน
๕ ข้อ (๔) ด้านการดาเนินงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชน จานวน ๑๑ ข้อ กรอบนิเทศ ๔ ด้าน จานวน ๒๔ ข้อ
และระดับการประเมิน คือ ๐ ไม่มี, ๑ น้อย, ๒ ปานกลาง, ๓ มาก นอกจากน้ี ยังมีหัวข้อสารวจความต้องการ
ซ่อมแซม/เปล่ียนแปลงป้ายศูนย์ยุติธรรมชุมชน อีกทั้ง (๑) การกาหนดหัวข้อ/รายวิชาที่ใช้ในการนิเทศ และ
กิจกรรมที่ใช้ในการทิเทศ (๒) หัวข้อปัญหาการดาเนินงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชน และแนวทางการแก้ไข
ปญั หา (๓) หวั ขอ้ ปัญหาอาชญากรรม/ปัญหาทเ่ี กิดขึ้นในพนื้ ทศี่ ูนย์ยตุ ิธรรมชุมชน และแนวทางการแก้ไขปัญหา
(๔) หัวข้อความต้องการพัฒนาศักยภาพ อุปกรณ์หรืออ่ืนๆ ของศูนย์ยุติธรรมชุมชน (๕) หัวข้อจุดแข็งของ
ศูนย์ยุติธรรมชุมชน (๖) หัวข้อปัญหาท่ีศูนย์ยุติธรรมชุมชนต้องการให้แก้ไขอย่างเร่งด่วน และ (๗) หัวข้อ
เจา้ หน้าท่บี ันทึกขอ้ มลู และผู้รบั รองข้อมูล
จะเห็นได้ว่า แบบการนิเทศศูนย์ยุติธรรมชุมชน เป็น (๑) การนิเทศงาน (Supervision)
(ศูนย์ยุติธรรมชุมชน) หรือ (๒) การติดตามผล (Monitoring) หรือ (๓) การประเมินผล (Evaluation) หรือ
(๔) การรายงาน (Reporting) เพราะในแบบการนิเทศประกอบด้วย ๔ ส่วนข้างต้นรวมผสมกันอยู่ เช่น หัวข้อ/
รายวิชาที่ใช้ในการนิเทศ ข้อ ๑ ติดตามผลการดาเนินงานของศูนย์ยุติธรรมชุมชนตามภารกิจ ๕ ด้าน ส่วนใน
ตารางคู่ขนานในหัวข้อกิจกรรมที่ใช้ในการนิเทศ หน่วยรายงานระบุว่า “ประชุมเชิงปฏิบัติการ” จะเห็นว่า
หัวข้อนิเทศในรายละเอียดบอกติดตามผล (Monitoring) และกิจกรรมท่ีใช้ในการนิเทศเป็นการประชุมเชิง
ปฏิบัติการ (การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ในลักษณะนี้ ตามปกติแล้ว จะต้องมีท้ังขั้นตอนให้ความรู้
ซงึ่ ไดว้ างแผนเตรยี มการไว้เปน็ การล่วงหน้าอย่างสมบรู ณพ์ ร้อมแลว้ อีกท้ังยังต้องมีการฝึกปฏิบัติควบคู่กันไปใน
ที่ละจุด หากแต่จุดเน้นที่สาคัญที่ทุกคนจะต้องตระหนักคือ ความสามารถในการปฏิบัติงานในเร่ืองนั้นๆ ได้
อย่างมีประสิทธิภาพเห็นผลจริง รวมทั้งมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในทุกจุด)๕ ข้อสังเกตคือ มีการให้ความรู้
พร้อมกับการปฏิบัติ จริงหรือไม่ และหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเร่ืองนี้ขาดความเข้าใจ “การนิเทศงาน
8
(Supervision)” “การติดตามผล (Monitoring)” “การประเมินผล (Evaluation)” “การรายงาน
(Reporting)” อยา่ งถอ่ งแทแ้ ละลกึ ซ้งึ จึงได้มกี ารกาหนดโครงการนเิ ทศ ติดตามประเมนิ ผลศูนยย์ ุติธรรมชุมชน
พร้อมกับกาหนดแบบนิเทศศูนย์ยุติธรรมชุมชนดังกล่าวเช่นน้ัน ส่วนหน่วยปฏิบัติก็จัดให้ตามหน่วยงานกลาง
กาหนดมาให้ เมอ่ื ไมร่ ายงานทางหน่วยงานกลางก็จะทวงถาม แล้วนาไปแสดงในผลการปฏิบัติงาน หากเน้ือแท้
แล้ว หน่วยงานกลางข้ึนเป็นลาไม้ไผ่ ส่วนปลายทางไม่รู้เป็นอะไร เพราะผลที่ออกจากการกาหนดดังกล่าว
ไมต่ ่างกบั “ขนมรวมมิตร”
เม่ือการนิเทศเป็นการให้ความชวยเหลือ แนะนา ปรับปรุง บริการ การใหความรวมมือและการ
ประสานงานใหบุคคลท่ีปฏิบัติงานของแตละหนวยงานทางานไดดีขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่
ผูป้ ฏิบัติงานนาบรกิ ารตา่ งๆ เขา้ ถงึ ประชาชนให้มากที่สุด การเสริมสร้างความรู้ด้านวิชาการท้ังผู้นิเทศงานและ
ผู้รบั การนเิ ทศ และรวบรวมและศกึ ษาขอ้ มลู ตา่ งๆ ซ่ึงได้จากการนิเทศงานในการพัฒนาและปรับปรุงงานต่อไป
การนิเทศศูนย์ยุติธรรมชุมชน จึงควรเป็นเรื่อง (๑) ผู้เก่ียวข้องกับศูนย์ยุติธรรมชุมชนมีพุทธิพิสัย เจตพิสัยและ
ทักษะพิสัย เพียงใด และอย่างไร (๒) ระเบียบและระบบการบริการของศูนย์ยุติธรรมชุมชน เป็นอย่างไร
(๓) เจ้าหน้าที่ศูนย์ยุติธรรมชุมชน จะนาบริการในภารกิจ ๕ ด้าน ได้แก่ ๑) การป้องกันและควบคุม
อาชญากรรมชุมชน (Crime and Prevention) ๒) การรับเร่ืองราวร้องทุกข์ แจ้งเบาะแสการทุจริตคอรัปช่ัน
๓) การไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาท (Conflict Management) ๔) การเยียวยาเสริมพลังแก่เหย่ืออาชญากร
และความรู้สึกของชุมชน (Community and Empowerment) ๕) การรับผู้พ้นโทษหรือผู้ถูกคุมความ
ประพฤติกลับสู่ชุมชน (Reintegration) จะนาสู่ประชาชนในพื้นท่ีได้อย่างไร มิใช่เพียงให้ประชาสชนในพ้ืนที่
เดินทางมารับบริการจากศูนย์ยุติธรรมชุมชนเท่านั้น หากเทียบเคียงกับ “การนิเทศการสอนเป็นกระบวนการ
ของผู้นิเทศที่มุ่งจะปรับปรุงและพัฒนาการสอนในสถานศึกษา โดยมุ่งท่ีพฤติกรรมของครูท่ีจะส่งผลต่อ
พฤติกรรมของผู้เรียน” ในทานองเดียวกัน การนิเทศงานศูนย์ยุติธรรมชุมชนก็เป็นการท่ีผู้นิเทศมุ่งปรับปรุง
ความรู้ของเจ้าหน้าที่ศูนย์ยุติธรรมชุมชนและพฤติกรรมการบริการประชาชนในพ้ืนท่ีที่จะส่งผลต่อประชาชน
ทมี่ ารับบรกิ าร หรอื การประชาชนท่ีประทับใจ นนั่ เอง
สรุป การนิเทศเป็นการให้ความชวยเหลือ แนะนา ปรับปรุง บริการ การใหความรวมมือและการ
ประสานงานใหบุคคลท่ีปฏิบัติงานของแตละหนวยงานทางานไดดีข้ึน โดยเฉพาะการสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่
ผู้ปฏิบัติงานนาบริการต่างๆ เข้าถึงประชาชนให้มากท่ีสุด หากหน่วยงานกลางและผู้นิเทศไม่มีองค์ความรู้การ
นิเทศอย่างถ่องแท้และลึกซ้ึงก็ควรพัฒนาตนเองก่อนเถิด ก่อนจะไปพัฒนาผู้อื่น มิฉะนั้น จะเกิดปรากฏการณ์
“สวนสมรมในภาคใต้” “สวนสะป้ะการเกษตรในภาคเหนือ” “แกงโฮะ อาหารพ้ืนบ้านล้านนา” “แกงเปอะ
อาหารพ้ืนบ้านอสี าน”
9
อา้ งอิง
๑ กุลกาญจน์ สวุ รรณรกั ษ.์ ม.ป.พ. การนเิ ทศการสอนในยุค 4.0. สาขาวชิ าการประถมศกึ ษา คณะครศุ าสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภัฏบ้านสมเด็จเจา้ พระยา. เข้าถงึ ข้อมูลไดจ้ าก http://edu.bsru.ac.th/images/196/%
204.0%20%20new.pdf วันท่สี ืบคน้ ขอ้ มูล ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๔.
๒ สานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษาเขต ๑๑ กลมุ งานนเิ ทศ ตดิ ตามและประเมินผลระบบบริหารและ
การจดั การศึกษา กลมุ นิเทศ ตดิ ตามและประเมินผลการจดั การศกึ ษา. คูมือการนิเทศภายในโรงเรียน.
เขา้ ถึงขอ้ มูลได้จาก http://thungkaow.ac.th/client-upload/thungkaow/uploads/files/
วนั ท่ีสืบค้นข้อมูล ๒๗ ตลุ าคม ๒๕๖๔.
๓ ไทยเกษตรศาสตร์. ๒๕๕๕. การสง่ เสรมิ การเกษตร. เข้าถึงขอ้ มลู ได้จาก https://www.thaikasetsart.com
วนั ที่สบื คน้ ขอ้ มูล ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๔.
๔ จินตนาภร. ๒๕๕๕. วัตถุประสงคข์ องการนเิ ทศงานและการติดตามนเิ ทศงาน. เข้าถงึ ขอ้ มลู ได้จาก
https://www.gotoknow.org/posts/168793 วันที่สบื คน้ ข้อมลู ๓๐ ตลุ าคม ๒๕๖๔.
๕ The Emerge Conference. ๒๕๖๒. การประชมุ เชิงปฏบิ ัติการ มีความหมายอยา่ งไร. เขาถงึ ข้อมลู ได้จาก
https://www.theemergeconference.org/ วันทสี่ บื คน้ ขอ้ มูล ๓๐ ตลุ าคม ๒๕๖๔.