วิ ช า ชี ว วิ ท ย า 3 ชั้ น มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ปี ที่ 5
เอกสารประกอบการสาธิต
ปฏิบัติการสอน
เอกชีววิทยา
คำอธิบายรายวิชา
โครงสร้างรายวิชา
หน่วยการเรียนรู้
แผนการจัดการเรียนรู้
สื่อการเรียนการสอน
แผนการจัดการเรียนรู้ นางสาวอรัญญา คำลอย
เรื่อง เนื้อเยื่อถาวร บัณฑิตศึกษา สาขาชีววิทยา
(Permanent tissue)
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ
แผนการจดั การเรยี นรู้
เรอ่ื ง เนือ้ เย่อื ถาวร (Permanent tissue)
รายวชิ าชีววทิ ยา ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 5
โดย
นางสาวอรัญญา คำลอย
ศึกษาศาสตร์บณั ฑติ ชีววทิ ยา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
เอกสารประกอบการสอบแข่งขนั เพือ่ บรรจุและแตง่ ต้งั บุคลเขา้ รับราชการเป็นขา้ ราชการครู
และบุคลากรทางการศกึ ษา ตำแหนง่ ครูผชู้ ่วย ปี พ.ศ. 2564
สังกดั สำนักงานศกึ ษาธกิ ารจังหวดั สมุทรปราการ
ก
คำนำ
เอกสารฉบบั นี้จดั ทำขนึ้ เพ่อื เป็นเอกสารแสดงขอ้ มลู ประกอบการสอบสาธติ ปฏิบัติการ
สอน การประเมนิ ตำแหน่ง ครผู ู้ช่วย ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งวิชาชพี และปฏิบตั งิ าน
ในสถานศึกษา สำหรบั การสอบแข่งขันเพื่อบรรจแุ ละแต่งตงั้ บคุ คลเข้ารับราชการ เปน็ ขา้ ราชการ
ครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ตำแหน่งครผู ชู้ ่วย สังกดั สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้
พ้นื ฐาน ปีการศกึ ษา 2564
ภายในเอกสารฉบบั น้ี ประกอบดว้ ย คำอธิบายรายวชิ า โครงสรา้ งรายวชิ า หน่วยการ
เรียนรู้ แผนการจดั การเรยี นรู้ และส่อื การเรียนการสอน ซงึ่ ไดจ้ ัดเรียงหัวขอ้ ไวต้ รงตามเกณฑก์ าร
ประเมินตำแหน่ง ครผู ูช้ ว่ ย ภาค ค ในครัง้ น้ี
ขา้ พเจ้าหวังวา่ เอกสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ ในการประเมินตำแหนง่ ครูผ้ชู ่วย ภาค ค
ของข้าพเจา้ หากมีขอ้ ผดิ พลาดประการใด ข้าพเจา้ ขอน้อมรับไว้ และขออภยั มา ณ ทีน่ ้ี
นางสาวอรญั ญา คำลอย
ผจู้ ัดทำ
สารบญั ข
เร่อื ง หนา้
คำนำ ก
สารบญั ข
1
คำอธิบายรายวชิ า 3
โครงสรา้ งรายวชิ า 9
หน่วยการเรียนรู้ 11
แผนการจดั การเรยี นรู้
32
เทคนคิ การสอนทใ่ี ชใ้ นแผนการจดั การเรยี นรู้
ส่ือการเรยี นการสอน
บรรณานุกรม
1
คำอธบิ ายรายวิชา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์
รายวชิ า ชีววิทยา 3 รหสั วิชา ว30243 ประเภทรายวิชา เพิม่ เตมิ
ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5 จำนวน 1.5 หน่วยกติ ภาคเรยี นที่ 1
คำอธบิ ายรายวิชา
ศึกษา ทดลอง วิเคราะห์ สบื ค้นขอ้ มลู อภิปราย และอธบิ ายการสืบพนั ธขุ์ องพชื ดอก โครงสรา้ งของดอกและชนดิ
ของผล วฏั จกั รชีวติ แบบสลบั ของพชื ดอก การสืบพนั ธแ์ุ บบอาศยั เพศของพชื ดอก การใชป้ ระโยชนจ์ ากโครงสรา้ ง ต่าง ๆ ของ
ผลและเมล็ด โครงสรา้ งและการเจริญเติบโตของพืชดอก เนอ้ื เยอ่ื พืช โครงสรา้ งและการเจรญิ เติบโตของราก ลำต้นและใบ
การลำเลยี งของพชื การลำเลยี งน้ำ การแลกเปลย่ี นแก๊สและการคายน้ำ การลำเลยี งธาตอุ าหาร และอาหาร การสงั เคราะห์
ด้วยแสงของพืช โฟโตเรสไพเรชัน การเพม่ิ ความเข้มขน้ ของแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ ปัจจัยบางประการท่ีมี ผลตอ่ การ
สงั เคราะหด์ ้วยแสง การควบคุมการเจรญิ เตบิ โตและการตอบสนองของพืช ฮอร์โมนพชื ปัจจยั ท่มี ผี ลตอ่ การงอก ของเมลด็
การตอบสนองของพืชในลกั ษณะการเคลอ่ื นไหว และการตอบสนองต่อภาวะเครียด
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสบื ค้นขอ้ มูล การสำรวจตรวจสอบการ
วเิ คราะห์ การสงั เคราะห์ การอธบิ าย การอภิปราย การลงขอ้ สรุป การคดิ แก้ปัญหาการใช้ทักษะชวี ิต ความสามารถ ในการ
ใช้เทคโนโลยตี ามแนวหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
เพือ่ ใหเ้ กิดความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ ใฝ่เรยี นรู้ มคี วามซือ่ สัตย์ มรี ะเบยี บวนิ ัยตรงต่อเวลา ขยนั อดทน
มคี วามรับผิดชอบ ทำงานเป็นทีม มีจิตสาธารณะ สามารถส่อื สารสิ่งท่เี รยี นรู้ มีความสามารถในการตดั สินใจนำความร้ไู ปใช้
ในชีวติ ประจำวันและประยกุ ตใ์ ช้ในการประกอบอาชพี ในอนาคต มจี ติ วิทยาศาสตร์จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา่ นยิ มท่ี
เหมาะสม
ผลการเรียนรู้
สาระวิทยาศาสตรเ์ พิม่ เตมิ (สาระชีววทิ ยา) สาระท่ี 3 เขา้ ใจส่วนประกอบของพืช การแลกเปล่ยี นแก๊สและ
การคายน้ำของพชื การลำเลยี งของพชื การสงั เคราะหด์ ้วยแสง การสืบพนั ธุข์ องพืชดอกและการเจริญเติบโต และการ
ตอบสนองของพืชรวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ม.5/1 อธิบายเก่ียวกบั ชนดิ และลกั ษณะของเน้ือเยื่อพชื และเขยี นแผนผงั เพ่อื สรุปชนดิ ของเน้อื เย่อื พืช
ม.5/2 สังเกต อธบิ าย และเปรยี บเทียบโครงสรา้ งภายในของรากพชื ใบเลี้ยงเด่ียวและรากพืชใบเลีย้ งคู่จากการตัด
ตามขวาง
ม.5/3 สงั เกตอธิบายและเปรยี บเทยี บโครงสร้างภายในลำตน้ พืชใบเลี้ยงเดีย่ วและลำต้นพืชใบเล้ียงคู่จากการตดั ตาม
ขวาง
2
ม.5/4 สังเกตและอธบิ ายโครงสร้างภายในของใบพืชจากการตดั ตามขวาง
ม.5/5 สบื คน้ ขอ้ มลู สังเกต และอธบิ ายการแลกเปลย่ี นแกส๊ และการคายน้ำของพืช
ม.5/6 สบื คน้ ขอ้ มลู และอธบิ ายกลไกการลำเลียงน้ำและธาตอุ าหารของพืช
ม.5/7 สืบค้นขอ้ มลู อธบิ ายความสำคัญของธาตอุ าหารและยกตัวอยา่ งธาตอุ าหารท่สี ำคัญทม่ี ีผลต่อการเจรญิ เตบิ โต
ของพชื
ม.5/8 อธิบายกลไกการลำเลยี งอาหารในพืช
ม.5/9 สืบคน้ ขอ้ มลู และสรปุ การศกึ ษาที่ไดจ้ ากการทดลองของนักวิทยาศาสตรใ์ นอดตี เก่ยี วกบั กระบวน
การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง
ม.5/10 อธิบายข้นั ตอนที่เกิดขึ้นในกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื C3
ม.5/11 เปรียบเทยี บกลไกการตรึงคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นพชื C3 พชื C4 และ พืช CAM
ม.5/12 สบื ค้นข้อมลู อภิปราย และสรุปปัจจัยความเขม้ ของแสง ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซดแ์ ละอุณหภมู ิ
ทม่ี ีผลตอ่ การสังเคราะหด์ ้วยแสงของพืช
ม.5/13 อธบิ ายวฏั จกั รชวี ิตแบบสลบั ของพชื ดอก
ม.5/14 อธิบาย และเปรียบเทียบกระบวนการสร้างเซลลส์ บื พนั ธ์ุเพศผู้และเพศเมียของพืชดอก และอธิบาย
การปฏสิ นธิของพืชดอก
ม.5/15 อธบิ ายการเกิดเมลด็ และการเกิดผลของพชื ดอก โครงสร้างของเมล็ดและผล และยกตัวอยา่ งการใช้
ประโยชนจ์ ากโครงสรา้ งต่างๆของเมลด็ และผล
ม.5/16 ทดลอง และอธบิ ายเกี่ยวกับปจั จยั ต่างๆท่มี ผี ลตอ่ การงอกของเมลด็ สภาพพักตัวของเมลด็ และบอกแนวทาง
ในการแกส้ ภาพพักตัวของเมลด็
ม.5/17 สบื คน้ ขอ้ มูล อธบิ ายบทบาทและหน้าทข่ี องออกซนิ ไซโตไคนิน จบิ เบอเรลลิน เอทิลนี และกรดแอบไซซกิ
และอธิบายเกี่ยวกบั การนำไปใชป้ ระโยชนท์ างการเกษตร
ม.5/18 สบื คน้ ขอ้ มลู ทดลอง และอภิปรายเก่ยี วกบั สง่ิ เรา้ ภายนอกทีม่ ผี ลต่อการเจรญิ เติบโตของพืช
รวมทง้ั หมด …18… ผลการเรยี นรู้
3
โครงสรา้ งรายวชิ า
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์
รายวิชา ชีววิทยา 3 รหสั วชิ า ว30243 ประเภทรายวิชา เพิ่มเตมิ
ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 5 จำนวน 1.5 หนว่ ยกิต ภาคเรยี นที่ 1
ลำดับท่ี ชื่อหนว่ ยการเรยี น ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนัก
1 (คาบ) คะแนน
การสืบพันธข์ุ องพชื ม.5/13 อธบิ ายวฏั จักรชวี ติ - พชื ดอกมีวฏั จักรชวี ิตแบบ 10 10
ดอก
แบบสลับของพชื ดอก สลับประกอบด้วยระยะที่สร้าง
สปอร์ เรียก ระยะสปอโรไฟต์
และระยะทสี่ รา้ งเซลล์สืบพนั ธ์ุ
เรยี ก ระยะแกมีโทไฟต์
ม.5/14 อธบิ าย และ - พชื ดอกสรา้ งไมโครสปอร์
เปรียบเทยี บกระบวนการ และเมกะสปอร์ ซง่ึ อาจสรา้ ง
สรา้ งเซลลส์ บื พันธ์ุเพศผูแ้ ละ ในดอกเดยี วกนั หรอื ต่างดอก
เพศเมียของพชื ดอก และ หรือตา่ งต้นกัน
อธบิ ายการปฏิสนธิของพชื
ดอก
ม.5/15 อธบิ ายการเกิด - ภายหลงั การปฏิสนธิ ออวลุ
เมล็ดและการเกิดผลของพืช จะมีการเจริญและพัฒนาไป
ดอก โครงสรา้ งของเมลด็ และ เป็นเมล็ด และรงั ไข่จะมีการ
ผล และยกตัวอยา่ งการใช้ เจริญและพัฒนาไปเปน็ ผล
ประโยชน์จากโครงสร้างตา่ ง
ๆ ของเมลด็ และผล
ม.5/16 ทดลอง และ - เมล็ดท่เี จรญิ เตบิ โตเตม็ ท่จี ะ
อธบิ ายเกย่ี วกบั ปัจจยั ตา่ ง ๆ มีการงอกโดยมีปจั จัยต่าง ๆ ท่ี
ทม่ี ีผลตอ่ การงอกของเมล็ด มีผลตอ่ การงอกของเมล็ด เช่น
สภาพพกั ตัวของเมล็ด และ น้ำหรอื ความชื้น ออกซิเจน
บอกแนวทางในการแกส้ ภาพ อุณหภมู ิ และแสง
พกั ตัวของเมล็ด
ลำดบั ท่ี ช่ือหนว่ ยการเรยี น ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั 4
เวลา นำ้ หนัก
(คาบ) คะแนน
2 โครงสร้างและ ม.5/1 อธิบายเกี่ยวกับชนิด - เน้อื เยื่อพืช แบง่ เป็น 2 กลมุ่ 10 10
10
การเจริญเติบโตของ และลักษณะของเน้อื เย่ือพืช ใหญค่ อื เนือ้ เยอ่ื เจรญิ และ
พืชดอก และเขยี นแผนผงั เพ่ือสรุปชนิด เน้อื เยอ่ื ถาวร
ของเน้ือเยื่อพืช - เนอ้ื เยื่อเจรญิ แบ่งเปน็
เนอ้ื เยือ่ เจรญิ สว่ นปลาย
เนือ้ เยื่อเจริญเหนือขอ้ และ
เนอ้ื เยือ่ เจริญด้านขา้ ง
- เน้อื เยอ่ื ถาวรเปลี่ยนแปลง
มาจากเนอ้ื เย่อื เจรญิ เนื้อเยอื่
ถาวรอาจแบ่งได้เปน็ 3 ระบบ
คือระบบเนอ้ื เยื่อผวิ ระบบ
เนอ้ื เยอื่ พ้นื และระบบ
เน้อื เยื่อท่อลำเลียง ซ่ึงทำ
หน้าท่ตี า่ งกัน
2 โครงสร้างและการ ม.5/2 สงั เกต อธิบาย และ - ราก คือ ส่วนแกนของพืชท่ี 9
เจริญเตบิ โตของพืช เปรยี บเทียบโครงสร้างภายใน โดยทวั่ ไปเจรญิ อยใู่ ตร้ ะดับผิว
ดอก ของรากพชื ใบเล้ยี งเด่ยี วและ ดนิ ทำหน้าท่ยี ึดหรือค้ำจนุ ให้
รากพชื ใบเล้ยี งค่จู ากการตัด พืชเจริญเติบโตอยกู่ บั ที่ได้
ตามขวาง และยังมีหนา้ ทสี่ ำคญั ในการ
ดดู น้ำและธาตุอาหาร ในดนิ
เพื่อส่งไปยังสว่ นตา่ งๆ ของ
พชื
- โครงสรา้ งภายในของปลาย
รากทตี่ ัดตามยาว
ประกอบดว้ ยเนื้อเย่ือเจริญ
แบ่งเป็นบริเวณต่างๆคอื
บริเวณหมวกรากบริเวณเซลล์
กำลงั แบง่ ตวั บรเิ วณเซลล์
ขยายตวั ตามยาวและ
ลำดับท่ี ชื่อหน่วยการเรยี น ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ 5
เวลา น้ำหนัก
(คาบ) คะแนน
ม.5/3 สังเกตอธบิ ายและ บรเิ วณทีเ่ ซลลม์ ีการ
เปรยี บเทียบโครงสร้างภายใน เปลี่ยนแปลงไปทำหนา้ ที่
ลำต้นพืชใบเล้ยี งเดยี่ วและลำ เฉพาะและเจรญิ เตบิ โตเต็มท่ี
ตน้ พืชใบเล้ียงค่จู ากการตดั - ลำตน้ คอื สว่ นแกนของพืชท่ี
ตามขวาง โดยทวั่ ไปเจริญอย่ใู นระดบั ผวิ
ดินขน้ึ มาจากรากทำหน้าที่
ม.5/4 สงั เกตและอธบิ าย สรา้ งใบและชใู บลำเลยี งนำ้
โครงสร้างภายในของใบพืช ธาตุอาหาร และอาหารท่พี ืช
จากการตดั ตามขวาง สร้างขน้ึ สง่ ไปยงั สว่ นตา่ ง ๆ
- โครงสร้างภายในของลำต้น
ระยะการเจรญิ เตบิ โตปฐมภมู ิ
เม่อื ตัดตามขวางจะเหน็
โครงสรา้ งแบ่งเป็น 3 ชั้นเรียง
จากด้านนอกเข้าไป คือ ชนั้
เอพิเดอร์มสิ ชั้นคอรเ์ ทกซ์
และสตลิ
- ใบมหี น้าทีส่ งั เคราะห์ด้วย
แสงแลกเปลี่ยนแก๊สและคาย
นำ้ โครงสรา้ งภายในของใบ
ตัดตามขวางประกอบด้วย
เนือ้ เยอ่ื 3 กลมุ่ ไดแ้ ก่ เอพิ
เดอร์มสิ มโี ซฟิลล์ และ
เนอ้ื เยอ่ื ท่อลำเลยี ง
สอบเกบ็ คะแนนกลางภาค ม.5/13 , ม.5/14 , ม.5/15 , 1 20
ม.5/16 , ม.5/1 , ม.5/2 ,
ม.5/3 , ม.5/4
ลำดับท่ี ช่อื หนว่ ยการเรยี น ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ 6
เวลา นำ้ หนัก
(คาบ) คะแนน
3 การลำเลียงของพชื ม.5/5 สืบคน้ ข้อมลู สงั เกต - พชื มีการแลกเปลี่ยนแกส๊ 10 10
และอธบิ ายการแลกเปลี่ยน และการคายนำ้ ผ่านทางปาก
แกส๊ และการคายนำ้ ของพชื ใบเปน็ สว่ นใหญ่ ปากใบพบได้
ท่ีใบและลำตน้ อ่อน เมือ่
ความช้ืนสมั พทั ธ์ในอากาศ
ภายนอกต่ำกว่าความชื้น
สัมพทั ธภ์ ายในใบพืช ทำใหน้ ำ้
ภายในใบพชื ระเหยเป็นไอ
ออกมาทางปากใบ เรียกว่า
การคายนำ้
ม.5/6 สืบคน้ ขอ้ มูลและ - พืชดดู นำ้ และแรธ่ าตตุ ่าง ๆ
อธิบายกลไกการลำเลียงน้ำ จากดิน โดยเซลล์ขนรากและ
และธาตอุ าหารของพชื ลำเลียงผ่านชั้นคอรเ์ ทกซเ์ ข้าสู่
เน้ือเยื่อลำเลยี งในชั้นสตีล
ซ่งึ เป็นการดูดน้ำจากดนิ สู่
เนื้อเย่ือลำเลียงน้ำในแนว
ระนาบและลำเลยี งไปยงั ส่วน
ต่างๆของพืชในแนวดิง่
ม.5/7 สืบคน้ ขอ้ มูล อธบิ าย - อาหารทไ่ี ด้จากกระบวนการ
ความสำคญั ของธาตอุ าหาร สังเคราะหด์ ้วยแสงจากแหลง่
และยกตัวอย่างธาตอุ าหารที่ สร้างจะถกู เปลย่ี นแปลงเป็น
สำคญั ท่มี ีผลตอ่ การ ซโู ครสและลำเลียงผ่านทางท่อ
เจริญเติบโตของพืช โฟลเอ็มโดยอาศยั กลไกการ
ม.5/8 อธบิ ายกลไกการ ลำเลยี งอาหารในพชื ซง่ึ
ลำเลยี งอาหารในพืช เกย่ี วขอ้ งกับแรงดันนำ้ ไปยัง
แหลง่ รับ
ลำดับท่ี ชือ่ หนว่ ยการเรยี น ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ 7
เวลา นำ้ หนัก
(คาบ) คะแนน
4 การสังเคราะหด์ ้วย ม.5/9 สบื คน้ ข้อมูล และ - การศกึ ษาค้นควา้ ของ 10 10
แสง สรุปการศึกษาทไี่ ด้จากการ นักวทิ ยาศาสตรใ์ นอดตี ทำให้
ทดลองของนกั วทิ ยาศาสตร์ใน ไดค้ วามรู้เก่ียวกับ
อดีตเกย่ี วกบั กระบวนการ กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ย
สงั เคราะห์ด้วยแสง แสงมาเป็นลำดับขนั้ จนได้
ขอ้ สรุปว่าคารบ์ อนไดออกไซด์
และน้ำ
เป็นวัตถุดบิ ที่พืชใช้ใน
กระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ย
แสงและผลผลติ ทไ่ี ดค้ ือ
นำ้ ตาลและออกซเิ จน
ม.5/10 อธบิ ายขนั้ ตอนท่ี - กระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ย
เกดิ ข้ึนในกระบวนการ แสงมี 2 ขนั้ ตอนคือปฏกิ ิรยิ า
สังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืช C3 แสงและการตรงึ
คารบ์ อนไดออกไซด์
ม.5/11 เปรยี บเทียบกลไก - พชื C4 และ พชื CAM ตรงึ
การตรงึ คาร์บอนไดออกไซด์ คารบ์ อนไดออกไซด์ 2 ครั้ง
ในพืช C3 พชื C4 และ พชื
CAM
ม.5/12 สืบค้นข้อมูล - ปัจจยั ทม่ี ผี ลต่อการ
อภปิ ราย และสรปุ ปจั จัยความ สังเคราะหด์ ว้ ยแสงเชน่ ความ
เขม้ ของแสง ความเขม้ ข้นของ เขม้ ของแสงความเข้มข้นของ
คารบ์ อนไดออกไซดแ์ ละ คาร์บอนได ออกไซด์ อณุ หภูมิ
อุณหภมู ิ ท่มี ผี ลต่อการ ปรมิ าณน้ำในดิน ธาตุอาหาร
สังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืช อายใุ บ
8
ลำดับท่ี ชื่อหน่วยการเรยี น ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา นำ้ หนัก
(คาบ) คะแนน
5 การควบคมุ การ ม.5/17 สืบคน้ ข้อมูล อธบิ าย - พชื สร้างสารควบคุมการ 9 10
เจริญเตบิ โตและการ บทบาทและหนา้ ทข่ี องออก เจรญิ เติบโตหลายชนดิ ที่สว่ น
ตอบสนองของพชื ซนิ ไซโตไคนิน จิบเบอเรลลนิ ตา่ งๆ ซึ่งสารนเ้ี ป็นส่งิ เร้า
เอทิลีน และกรดแอบไซซกิ ภายในท่ีมีผลตอ่ การ
และอธิบายเกี่ยวกับการ เจริญเติบโตของพืช เช่น ออก
นำไปใช้ประโยชนท์ าง ซนิ ไซโตไคนิน จบิ เบอเรลลนิ
การเกษตร เอทิลีน และกรดแอบไซซกิ
ม.5/18 สืบคน้ ขอ้ มูล - แสงสวา่ ง แรงโน้มถว่ งของ
ทดลอง และอภิปรายเก่ียวกับ โลกสารเคมี และน้ำ เปน็ ส่ิงเรา้
สง่ิ เรา้ ภายนอกท่มี ีผลตอ่ การ ภายนอกทม่ี ผี ลต่อการ
เจรญิ เตบิ โตของพืช เจรญิ เตบิ โตของพชื
สอบเกบ็ คะแนนปลายภาค ม.5/5 , ม.5/6 , ม.5/7 , 1 20
รวมตลอดภาคเรยี น ม.5/8 , ม.5/9 , ม.5/10 , 60 100
ม.5/11 , ม.5/12 , ม.5/17 ,
ม.5/18
ม.5/1 - ม.5/18
9
หน่วยการเรยี นรู้ที่ใช้ในการจดั ทำ แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ีสอบปฏบิ ตั กิ ารสอน
หนว่ ยที่ ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา น้ำหนัก
9 (ช่ัวโมง) คะแนน
โครงสร้างและ สาระชวี วิทยา 3 - เนอ้ื เย่อื พืช แบง่ เปน็ 2 กลุ่มใหญ่คอื
การเจริญเตบิ โตของ ม.5/1 เน้ือเยือ่ เจริญและเนอ้ื เย่อื ถาวร 10 10
- เนื้อเยื่อเจริญแบ่งเปน็ เนอื้ เยื่อเจริญ
พชื ดอก ส่วนปลาย เนือ้ เยือ่ เจริญเหนือข้อ และ
เน้ือเยอื่ เจรญิ ดา้ นข้าง
- เนอื้ เยื่อถาวรเปลยี่ นแปลงมาจาก
เน้ือเย่ือเจรญิ เน้ือเยอื่ ถาวรอาจแบ่งได้
เปน็ 3 ระบบคอื ระบบเนื้อเยอื่ ผิว
ระบบเน้อื เย่อื พนื้ และระบบเน้ือเยือ่
ท่อลำเลียง ซึ่งทำหนา้ ที่ตา่ งกัน
9 โครงสร้างและ ม.5/2 - ราก คือ ส่วนแกนของพืชทีโ่ ดยทว่ั ไป 9 10
การเจริญเตบิ โตของ เจริญอยู่ใตร้ ะดบั ผิวดิน ทำหน้าท่ียึด
พชื ดอก หรือค้ำจนุ ใหพ้ ชื เจริญเตบิ โตอยู่กับทีไ่ ด้
และยังมหี น้าทส่ี ำคัญในการดดู นำ้ และ
ธาตุอาหารในดิน เพ่อื สง่ ไปยังสว่ น
ตา่ งๆของพืช
- โครงสรา้ งภายในของปลายรากท่ตี ัด
ตามยาวประกอบด้วยเน้ือเยื่อเจริญ
แบ่งเปน็ บริเวณต่างๆคือบรเิ วณหมวก
รากบรเิ วณเซลล์กำลังแบง่ ตัวบริเวณ
เซลลข์ ยายตัวตามยาวและบริเวณท่ี
เซลลม์ กี ารเปลยี่ นแปลงไปทำหนา้ ที่
เฉพาะและเจรญิ เตบิ โตเตม็ ท่ี
10
หน่วยท่ี ช่ือหน่วยการเรียนรู้ สาระชวี วทิ ยา/ สาระสำคญั เวลา น้ำหนัก
ผลการเรียนรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
ม.5/3 - ลำตน้ คอื ส่วนแกนของพชื ที่โดยท่วั ไป
เจริญอยใู่ นระดับผิวดินขึ้นมาจากราก
ทำหนา้ ที่สรา้ งใบและชใู บลำเลยี งนำ้
ธาตุอาหาร และอาหารที่พืชสรา้ งขึน้
สง่ ไปยงั สว่ นตา่ ง ๆ
- โครงสร้างภายในของลำต้นระยะการ
เจรญิ เติบโตปฐมภูมเิ มอ่ื ตัดตามขวางจะ
เห็นโครงสร้างแบ่งเปน็ 3 ช้ันเรยี งจาก
ด้านนอกเขา้ ไป คอื ชน้ั เอพิเดอร์มิส
ชน้ั คอรเ์ ทกซ์ และสตลิ
ม.5/4 - ใบมีหนา้ ทีส่ งั เคราะห์ด้วยแสง
แลกเปล่ียนแกส๊ และคายนำ้ โครงสร้าง
ภายในของใบตดั ตามขวาง
ประกอบดว้ ยเนอ้ื เยือ่ 3 กลมุ่ ได้แก่
เอพิเดอร์มิส มีโซฟลิ ล์ และเนอ้ื เย่อื ท่อ
ลำเลียง
รวมตลอดหน่วยการเรียนรู้ ม.5/1- ม.5/4 19 20
11
แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 1 ประเภทวชิ า เพิม่ เตมิ
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5
รายวิชา ชีววทิ ยา 3 (ว30243) ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เวลา 1 คาบ (50 นาท)ี
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 9 โครงสร้างและการเจรญิ เตบิ โตของพชื ดอก ครผู ู้สอน นางสาวอรญั ญา คำลอย
เรอ่ื ง เน้อื เยอ่ื ถาวร (Permanent tissue)
1. สาระชวี วทิ ยา
สาระวิทยาศาสตรเ์ พ่มิ เติม (สาระชวี วิทยา) สาระที่ 3 เข้าใจส่วนประกอบของพชื การแลกเปล่ียนแก๊ส
และคายน้ำของพืช การลำเลยี งของพืช การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง การสืบพนั ธุข์ องพชื ดอกและการเจริญเติบโต และการ
ตอบสนองของพืช รวมทง้ั นำความร้ไู ปใช้ประโยชน์
2. ผลการเรยี นรู้
1. อธบิ ายเกี่ยวกับชนิดและลักษณะของเนอื้ เยอ่ื พืช และเขยี นแผนผงั เพอ่ื สรุปชนิดของเนือ้ เย่อื พชื
3. สาระสำคญั
เนอ้ื เยือ่ ถาวร (Permanent tissue) เปน็ เนอ้ื เย่ือซ่ึงเจรญิ เตบิ โตเต็มท่ีแล้ว ประกอบด้วยกลุม่ เซลล์ท่ี
เปลยี่ นแปลงมาจากเนอ้ื เยอ่ื เจริญ มีรูปรา่ งคงที่ ไม่มกี ารแบง่ ตวั เพิ่มข้นึ อีก และมหี นา้ ทเ่ี ฉพาะอยา่ ง แบ่งออกไดเ้ ป็น
ดังนี้
2. จำแนกตามชนดิ ของเซลล์ทมี่ าประกอบกนั แบง่ ได้เปน็ 2 กลุ่ม คอื
2.1 เนื้อเยื่อถาวรเชิงเด่ยี ว (Simple permanent tissue) ประกอบด้วยกลมุ่ เซลลช์ นิดเดยี วกันทำหน้าที่
อย่างเดียวกนั แบ่งไดห้ ลายชนิดตามหน้าทแ่ี ละส่วนประกอบภายในเซลล์ ได้แก่
1. เอพเิ ดอร์มิส (Epidermis) เปน็ เนือ้ เยอ่ื ทอี่ ยรู่ อบนอกสดุ ของสว่ นต่าง ๆ ของพืช มกั จะมีเพียง
ชัน้ เดียว ประกอบดว้ ยเซลลท์ ่มี ีรปู รา่ งแบน แวควิ โอลใหญ่ เซลล์แตล่ ะเซลล์เรยี งตัวกันแนน่ ไม่มีช่องว่าง
ระหว่างเซลล์ ผนังเซลลด์ ้านนอกมกั หนากว่าด้านในและมสี ารควิ ทนิ (Cutin) มาเคลอื บ
2. พาเรงคิมา (Parenchyma) เปน็ เนอ้ื เยอ่ื ท่ีพบทวั่ ไปในพชื เซลลม์ ีรูปร่างหลายแบบ เชน่ คอ่ นขา้ ง
กลม รี หรือทรงกระบอก เมือ่ เรียงตวั ตดิ กันทำให้เกิดช่องวา่ งระหวา่ งเซลล์ (Intercellular space) ผนังเซลล์
บาง แวคิวโอลใหญเ่ กอื บเตม็ เซลล์ และเซลลข์ องเนอื้ เยือ่ ชนดิ น้ี บางชนดิ จะมีคลอโรพลาสตอ์ ย่ดู ว้ ยเรยี ก
พาเรงคิมาชนิดน้วี ่า คลอเรงคิมา (Chlorenchyma)
12
3. คอลเลงคมิ า (Collenchyma) เปน็ เน้อื เยื่อทม่ี ีกลุม่ เซลลค์ ลา้ ยพาเรงคิมา แต่มีผนังเซลลค์ อ่ นขา้ งจะ
หนาไม่เทา่ กนั ส่วนท่หี นามกั จะอยูต่ ามมุมเซลล์ พบมากตามก้านใบ เส้นกลางใบ และในชนั้ คอร์เทกซ์
(Cortex) ของลำต้นพวกไมล้ ้มลกุ มหี นา้ ทช่ี ่วยใหส้ ่วนของพชื แขง็ แรงทรงตวั อยไู่ ด้
4. สเคอเรงคมิ า (Sclerenchyma) เปน็ เนือ้ เย่ือทช่ี ่วยพยุงและใหค้ วามแขง็ แรงแกล่ ำต้น มผี นังเซลล์
หนามาก มสี ารพวก ligninประกอบอย่ดู ว้ ย แบ่งออกเป็น 2 ชนดิ คือ ไฟเบอร์ (Fiber) และสเคลอรีด
(Sclereid)
5. เอนโดเดอรม์ สิ (Endodermis) เป็นเนื้อเยอื่ ที่อยู่ดา้ นนอกของเนอื้ เย่ือลำเลียงของราก เซลล์มี
รปู ร่างคล้ายเซลลพ์ าเรงไคมา ทผ่ี นงั เซลล์มสี ารลกิ นิน และซเู บอรินมาพอกหนา เซลล์เรยี งตวั กันแนน่ ทำให้
ไม่มีช่องวา่ งระหว่างเซลล์
6. คอร์ก (Cork)เปน็ เน้อื เย่อื ชน้ั นอกสุดของลำตน้ และรากของพชื ทีม่ ีเน้ือไมท้ มี่ อี ายุมาก ๆ รูปรา่ ง
ของเซลลท์ างหนา้ ตัดจะมรี ูปรา่ งเป็นสเี่ หลย่ี มผนื ผา้ ซง่ึ เบียดกนั แนน่
2.2 เน้อื เยือ่ ถาวรเชงิ ซอ้ น (Complex permanent tissue) ประกอบดว้ ยกลมุ่ เซลลห์ ลายชนดิ มาอยู่รวมกนั
และทำงานรว่ มกนั ไดแ้ ก่ เนอื้ เยอ่ื ลำเลยี ง (Vascular tissue) ซง่ึ แบง่ เป็น 2 ประเภทคอื ไซเลม็ (Xylem) และโฟลเอม็
(Phloem)
1. ไซเล็ม (Xylem) เปน็ เนื้อเย่ือท่ที ำหนา้ ทเี่ กีย่ วกบั การลำเลยี งน้ำและแรธ่ าตตุ ่าง ๆ จากรากข้ึนสู่สว่ น
ต่าง ๆของพชื ในพืชมีดอกไซเล็มประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนดิ คอื Tracheid , Vessel , Xylem parenchyma
และ Xylem fiber
2. โฟลเอ็ม (Phloem) เป็นเนอื้ เย่ือทที่ ำหนา้ ท่ีเปน็ ทอ่ ลำเลยี งอาหารพวกอนิ ทรีย์สาร ซง่ึ ไดม้ าจาก
กระบวนการสงั เคราะห์แสงในใบและสว่ นของพชื ทมี่ คี ลอโรฟลิ ล์ไปส่วนต่าง ๆ ของพชื
4. สาระการเรยี นรู้
เนื้อเย่อื พืชแบ่งเปน็ 2 กลุ่มใหญ่ คือ เนือ้ เยือ่ เจรญิ และเนอื้ เยื่อถาวร
1. เน้อื เย่ือเจรญิ (Meristematic tissue) แบ่งเป็นเนอื้ เยื่อเจรญิ ส่วนปลาย เน้อื เยอื่ เจรญิ เหนอื ข้อ และเนื้อเยอื่
เจริญด้านข้าง
2. เนื้อเยื่อถาวรเปล่ียนแปลงมาจากเนื้อเย่อื เจริญเน้อื เยือ่ ถาวรอาจแบง่ ได้เป็น 3 ระบบ คือ ระบบเนื้อเยอ่ื ผิว
ระบบเน้อื เยื่อพนื้ และระบบเนือ้ เย่อื ทอ่ ลำเลยี ง ซึ่งทำหนา้ ทต่ี า่ งกัน
5. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
5.1 ความสามารถในการสอื่ สาร
5.2 ความสามารถในการคดิ
5.3 ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
13
6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
6.1 มวี ินัย
6.2 ใฝ่เรียนรู้
6.3 มุง่ มน่ั ในการทำงาน
7. จุดประสงค์การเรยี นรู้
7.1 ด้านความรู้
7.1.1 นักเรียนสามารถอธบิ ายเกยี่ วกับชนิดและลกั ษณะของเน้อื เยือ่ ถาวรได้
7.2 ดา้ นทักษะและกระบวนการ
7.2.1 นักเรยี นสามารถทำงานร่วมกับผูอ้ นื่ ได้
7.3 คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
7.3.1 นักเรยี นใหค้ วามรว่ มมือและทำงานร่วมกบั ผู้อื่นได้
7.3.2 นกั เรยี นมคี วามใฝเ่ รียนรู้และมงุ่ ม่ันในการทำกิจกรรมให้เสรจ็ ตามข้ันตอน
8. กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ โดยใชร้ ปู แบบ 5E
ขนั้ ที่ 1 สร้างความสนใจ (Engagement)
ครูนำเขา้ สู่บทเรยี นด้วยวิธกี ารดงั นี้
1.1 ครนู ำตวั อยา่ งพชื ชนิดต่างๆ มาให้นักเรยี นไดศ้ ึกษา และใช้คำถามกระตุน้ ผ้เู รียนว่า “นักเรยี นคิดว่าแต่ละ
บรเิ วณของพืชประกอบดว้ ยเน้ือเย่อื ถาวรชนิดเดียวกนั หรือไม่”
(ตวั อยา่ งพืช ไดแ้ ก่ มนั ฝรง่ั แครอท มะพร้าว และแตล่ ะบริเวณประกอบด้วยเนื้อเย่ือถาวรทต่ี ่างกัน เช่น
แครอทประกอบด้วยเนอ้ื เยอ่ื พาเรงคิมา กะลามะพรา้ วประกอบด้วยสเคลอรีด เปน็ ตน้ )
1.2 จากนน้ั ใหน้ กั เรยี นทุกคนช่วยกันจำแนกชนิดของเน้อื เย่ือถาวรจากสือ่ การเรยี นการสอนชีววทิ ยา
เรื่อง เนือ้ เย่อื ถาวร (Permanent tissue) โดยครูจะยังไมเ่ ฉลยคำตอบเพือ่ นำเข้าสู่บทเรยี นต่อไป
ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
2.1 ครแู บง่ กลมุ่ นักเรียนออกเป็น 5 กลุม่ กลมุ่ ละ 4 คน แบบคละความสามารถ (เกง่ ปานกลาง อ่อน)
โดยวิเคราะห์ผู้เรียนรายบคุ คลจากผลการเรยี นที่ผา่ นมา เพอ่ื รว่ มกันทำกจิ กรรม สนุกคดิ พิชติ Plant tissue
2.2 จากนน้ั ครนู ำ QR CODE ไปติดบรเิ วณตา่ ง ๆ ทัว่ ห้องเรียน
2.3 ครูอธบิ ายและชีแ้ จงเก่ยี วกับกิจกรรมว่า ใหน้ ักเรียนแต่ละกลมุ่ ตามหา QR CODE ทคี่ รตู ิดไว้แลว้ สแกน
QR CODE ทพ่ี บ ซง่ึ ใน QR CODE จะเป็นข้อคำถามทเี่ กยี่ วกบั เนือ้ เยอื่ ถาวร (Permanent tissue) จากนั้นรว่ มกันหา
คำตอบจากขอ้ คำถาม โดยเขยี นคำตอบท่ีได้ลงในใบกิจกรรมทคี่ รเู ตรยี มไว้ โดยกลุ่มทตี่ อบคำถามไดร้ วดเร็วและครบ
ทกุ ขอ้ จะได้รับคะแนนพิเศษ
14
ขนั้ ที่ 3 อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
3.1 ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันเฉลยกิจกรรม สนกุ คดิ พชิ ติ Plant tissue
3.2 เมอ่ื สนิ้ สุดกจิ กรรมครูส่มุ ตัวแทนของแต่ละกลุ่มให้ออกมาสรปุ เน้ือหาความรู้ทไ่ี ด้จากการทำกิจกรรม และ
ครูอธบิ ายเน้อื หาเพ่มิ เตมิ เรอ่ื ง เนอื้ เยอื่ ถาวร (Permanent tissue) โดยใช้ส่อื การเรยี นการสอน PowerPoint
ขั้นท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
4.1 ครใู ห้นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ยกตัวอยา่ งประโยชน์ของพืชทมี่ ีเนอ้ื เยือ่ ถาวร (Permanent tissue)
(แนวคำตอบ เชน่ ป่าน ปอ สบั ปะรด ออ้ ย จะมีไฟเบอร์ (Fiber) เป็นองคป์ ระกอบในเสน้ ใย ซ่งึ จะช่วยให้ความแข็งแรง
แก่พชื ช่วยพยุงลำตน้ ให้ตง้ั ตรงแข็งแรง จากคุณสมบัติดังกลา่ วจงึ ไดม้ ีการนำมาใชป้ ระโยชน์ทางด้านเศรษฐกจิ คอื
การนำเสน้ ใยมาแปรรปู ในเชงิ อุตสาหกรรม เชน่ การผลติ กระดาษ เสือ้ ผ้า เครอ่ื งนมุ่ หม่ เส้นเชอื ก การสรา้ งถนนจาก
ชานอ้อย เปน็ ตน้ )
ขั้นท่ี 5 ประเมนิ ผล (Evaluation)
5.1 ประเมินผลจากการทำแบบทดสอบหลงั เรียน เร่ือง เนื้อเย่อื ถาวร (Permanent tissue)
9. สือ่ /แหล่งการเรยี นรู้
- สื่อการเรยี นการสอน PowerPoint เร่อื ง เน้อื เยอ่ื ถาวร (Permanent tissue)
- ส่อื การเรียนการสอนชวี วทิ ยา เรือ่ ง เน้ือเยื่อถาวร (Permanent tissue)
- มันฝรั่ง แครอท มะพรา้ ว
- QR CODE ขอ้ คำถามของกจิ กรรม สนกุ คดิ พชิ ิต Plant tissue
- ใบกจิ กรรม สนกุ คิดพิชิต Plant tissue
- ใบความรู้ เรอื่ ง เน้ือเย่อื ถาวร (Permanent tissue)
- แบบทดสอบหลงั เรียน เรอื่ ง เนอ้ื เยอ่ื ถาวร (Permanent tissue)
15
10. การวดั และการประเมินผล
สิ่งท่ีวดั ผล วธิ ีวัดผล เครื่องมอื วัดผล เกณฑ์การประเมนิ
1. ด้านความรู้ (K) แบบทดสอบหลงั เรยี น นกั เรยี นทำกจิ กรรมได้
เรือ่ ง เนื้อเยื่อถาวร ถกู ตอ้ งอย่างนอ้ ย
1. นกั เรยี นสามารถอธบิ าย จากการการทำ (Permanent tissue) รอ้ ยละ 80
เกี่ยวกบั ชนิดและลกั ษณะ แบบทดสอบหลังเรยี น แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการ นกั เรยี นรอ้ ยละ 80 มผี ล
ปฏิบตั กิ จิ กรรมกลุ่ม การประเมนิ อยูใ่ นระดับดี
ของเนอื้ เย่อื ถาวรได้ เรื่อง เน้อื เย่อื ถาวร
แบบสังเกตพฤติกรรม นกั เรยี นรอ้ ยละ 80 มีผล
(Permanent tissue) การประเมนิ อยใู่ นระดับดี
2. ดา้ นทักษะ / กระบวนการ (P)
1. นกั เรยี นสามารถทำงาน จากการสังเกตพฤติกรรม
ร่วมกับผูอ้ ่นื ได้ การปฏบิ ัตกิ จิ กรรมกล่มุ
3. ด้านเจตคติ / คุณธรรม / จรยิ ธรรม (A)
1. มวี นิ ยั การสงั เกตพฤตกิ รรม
2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มุ่งม่ันในการทำงาน
ลงชอื่
( นางสาวอรัญญา คำลอย )
ครผู ู้สอน
16
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการปฏิบตั ิกิจกรรมกลุม่
กลุ่มท.ี่ ..............
คำช้ีแจง ใหค้ รผู สู้ อน สังเกตพฤตกิ รรมการปฏิบตั ิกจิ กรรมกลุม่ ของนกั เรียน ทำเคร่ืองหมาย ในชอ่ งทีต่ รงกับ
ความเปน็ จรงิ
รายการประเมิน
ช่อื -สกลุ การมสี ว่ นร่วม การปฏิบัตงิ าน การแสดง การยอมรบั การตรงตอ่ รวม
ผ้รู ับการประเมนิ ในการวางแผน ตามบทบาท ความคดิ เห็น ความคดิ เห็น เวลา (15 คะแนน)
1. หนา้ ท่ี
3 2 13 2 1 32 13 2 132 1
2.
3.
4.
รวมเปน็ คะแนนกลมุ่
คา่ เฉล่ียคะแนนกลมุ่
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ให้ 3 คะแนน (ดี)
พฤตกิ รรมที่ปฏิบัติบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน (พอใช)้
พฤตกิ รรมทปี่ ฏบิ ตั ิบางครั้ง ให้ 1 คะแนน (ปรบั ปรงุ )
พฤติกรรมทป่ี ฏบิ ัตนิ ้อยคร้ัง
เกณฑ์การประเมินระดับคณุ ภาพ
คะแนน 14-15 อยใู่ นเกณฑ์ ดมี าก
คะแนน 11-13 อยูใ่ นเกณฑ์ ดี
คะแนน 8-10 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้
คะแนน 5-7 อยใู่ นเกณฑ์ ปรับปรุง
17
แบบสังเกตพฤตกิ รรมนกั เรียน
การสงั เกต : สัปดาหท์ .่ี ............................วนั /เดือน/ป.ี ........................................เวลา................................
เกณฑ์การใหค้ ะแนน
ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤติกรรมอยา่ งสม่ำเสมอ = มากทสี่ ุด ให้ 5 คะแนน
ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยคร้งั = มาก ให้ 4 คะแนน
ปฏิบตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมบางคร้ัง = ปานกลาง ให้ 3 คะแนน
ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมนอ้ ยคร้ัง = นอ้ ย ให้ 2 คะแนน
ไมป่ ฏบิ ัตหิ รือแสดงพฤติกรรม = น้อยทส่ี ุด ให้ 1 คะแนน
คำชแี้ จง ทำเคร่ืองหมาย ในช่องวา่ งตามพฤตกิ รรมท่ีเป็นจรงิ
รายการประเมนิ
ชื่อ-สกลุ นกั เรยี นมวี นิ ัยใน นกั เรยี นสนใจในการเรยี น นกั เรียนกระตือรือร้นใน รวม (15 คะแนน)
ผรู้ ับการประเมนิ หอ้ งเรียน การทำกจิ กรรมในกลุม่
543215432154321
1.
2.
3.
4.
รวมเป็นคะแนนกลุม่
คา่ เฉลี่ยคะแนนกลมุ่
เกณฑ์การประเมินคุณภาพ
คะแนน 13-15 อยู่ในเกณฑ์ ดี
คะแนน 9-12 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้
คะแนน 5-8 อยใู่ นเกณฑ์ ปรบั ปรงุ
18
สอื่ การเรียนการสอน PowerPoint
เรือ่ ง เนอื้ เย่อื ถาวร (Permanent tissue)
19
QR CODE ข้อQคRำCถOำDมEขขออ้ คงำกถาิจมขกอรงกรจิ มกรรสมนสกุนกุคคิดดพพชิ ติ ชิ PิตlanPt tliassnuet tissue
ข้อ 1 ขอ้ 2 ขอ้ 3
ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6
ขอ้ 7 ขอ้ 8
20
คำถำมสนกุ คิดพชิ ิต Plant tissue
แนวตัง้ แนวนอน
1. เป็นเซลลช์ นั้ ที่อย่นู อกสุดของพืช ชว่ ยปอ้ งกัน 2. เป็นเนื้อเยือ่ ที่มผี นงั หนา ไมม่ ชี วี ิต
อันตรายใหแ้ ก่เนื้อเยือ่ พบในกาลามะพรา้ ว
3. เปน็ ช้ันในสดุ ของราก พบแถบแคสพาเรยี น สตริป 4. เปน็ เนือ้ เยอ่ื ทพ่ี บดา้ นนอกสดุ ของลำตน้
(Casparian strip) ก่งิ หรือราก ทม่ี กี ารเจรญิ เตบิ โตทุติยภมู ิ
(Secondary growth)
5. เปน็ เนอื้ เยอื่ ที่ใช้ลำเลยี งน้ำและแร่ธาตุ 7. เปน็ เนอื้ เยอื่ ที่พบได้ทกุ ส่วนของพืช
ทำหน้าท่สี ะสมอาหารและนำ้
6. เปน็ เนือ้ เยื่อทใ่ี ช้ลำเลียงอาหาร 8. เปน็ เน้อื เยือ่ ทพี่ บได้ตามเหลย่ี มมุมของ
ลำต้นพืช มผี นงั เซลลห์ นาไมส่ มำ่ เสมอ
21
ใบกิจกรรม สนกุ คิดพชิ ิต Plant tissue
จงเติมคำศพั ท์เปน็ ภาษาองั กฤษ (เอกพจน์) ลงในชอ่ งว่างตามหมายเลขที่กำหนด โดยให้มีความหมายตรงกบั ข้อความ
สมาชกิ ในกลมุ่
1.) …………………………………………….. 2.) ………………………………………………
3.) …………………………………………….. 4.) ………………………………………………
22
เฉลยใบกิจกรรม สนกุ คิดพชิ ิต Plant tissue
จงเตมิ คำศัพทเ์ ปน็ ภาษาองั กฤษ (เอกพจน์) ลงในช่องวา่ งตามหมายเลขที่กำหนด โดยใหม้ คี วามหมายตรงกับขอ้ ความ
23
คำอธิบำยเพม่ิ เติม
1. เอพิเดอรม์ สิ (Epidermis) เป็นเซลลช์ นั้ ทอ่ี ยนู่ อกสุดของพืชชว่ ยปอ้ งกนั อนั ตรายให้แก่เนือ้ เย่ือท่ีอย่ภู ายในและ
เสริมความแขง็ แรง
2. สเกลอเรงคมิ า (Sclerenchyma) มผี นังเซลล์ทุตยิ ภมู ิ (Secondary cell wall) คอ่ นข้างหนา และเซลล์ทโ่ี ตเตม็ ท่ี
เซลลจ์ ะไม่มีชีวติ
3. เอนโดเดอรม์ ิส (Endodermis) เป็นเซลลท์ พ่ี บอย่ดู ้านนอกของเนอ้ื เยอื่ ลำเลยี งของราก มแี คสพาเรยี น สตริป
(Casparian strip)
4. คอร์ก (Cork) เป็นเซลลท์ ีพ่ บด้านนอกสุดของลำตน้ กิง่ หรือราก ที่มีการเจรญิ เตบิ โตทุติยภูมิ (Secondary growth)
5. ไซเลม็ (Xylem) เปน็ เนื้อเยื่อท่ีทำหน้าทลี่ ำเลยี งนำ้ และแร่ธาตุ จากรากไปยังสว่ นต่าง ๆ ของพืช
6. โฟลเอ็ม (Phloem) เปน็ เน้อื เย่ือทที่ ำหนา้ ทล่ี ำเลยี งอาหารท่ไี ด้จากกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง หรอื จาก
การสลายอาหารทีส่ ะสม ส่งไปยงั ส่วนตา่ ง ๆ ของพชื
7. พาเรงคมิ า (Parenchyma) เปน็ เน้ือเย่ือที่พบได้ในทกุ ส่วนของพชื ประกอบด้วยเซลลท์ ีม่ ชี วี ติ เรียกว่า
เซลลพ์ าเรงคิมา (Parenchyma cell) ทำหน้าทส่ี ะสมอาหารและน้ำ
8. คอลเลงคมิ า (Collenchyma) เปน็ เน้อื เยอ่ื ท่พี บได้ตามเหลี่ยมมุมของลำตน้ พชื มีผนังเซลลห์ นาไมส่ มำ่ เสมอ
เพราะมสี ารพวกเพคตนิ มาสะสม
24
ใบควำมรู้ เร่ือง เน้ือเยื่อถำวร (Permanent tissue)
เนอ้ื เยอ่ื ถาวร (Permanent tissue) คอื เย่ือพชื ซ่งึ ประกอบด้วยเซลล์ที่แบ่งตวั ไม่ได้และมรี ปู ร่างคงที่
ไม่เปลยี่ นแปลง โดยจะคงรูปรา่ งลักษณะเดมิ ไวต้ ลอดชีวิตของส่วนนัน้ ๆ ของพชื เนื้อเย่ือชนดิ น้เี จริญเติบโตและ
เปลยี่ นแปลงมาจากเนื้อเย่อื เจรญิ เพ่อื หนา้ ทต่ี า่ งๆ กนั จนเซลลม์ ีรปู รา่ งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีแวควิ โอลและ
ผนงั เซลลก์ ็เปลีย่ นไปขนึ้ อยูก่ ับว่าจะกลายไปเป็นเนอื้ เย่ือถาวรชนิดไหน ซ่งึ โดยมากมักมีสารประกอบตา่ งๆ
ไปสะสมบนผนังเซลลใ์ หห้ นาขึ้นเพื่อให้เกิดความแขง็ แรง
เนอื้ เย่ือถาวรจำแนกตามชนิดของเซลล์ทมี่ าประกอบกนั แบ่งได้เปน็ 2 กล่มุ คอื
1. เนอื้ เย่ือถาวรเชิงเดี่ยว (Simple tissue)
คือ เนอ้ื เยอ่ื ที่ประกอบข้นึ จากเซลล์เพยี งชนิดเดยี ว ไดแ้ ก่
1.1 เอพิเดอรม์ สิ (Epidermis) หรอื เนอื้ เยื้อชัน้ เปน็ เนอื้ เย่อื ทีเ่ กิดจากเอพิเดอร์มสิ หลายเซลลอ์ ย่รู วมกนั
มลี กั ษณะสำคญั
• เปน็ เซลล์ชน้ั ทอี่ ยู่นอกสดุ ของพืช
• ผนังเซลล์บาง มีพวกสารคิวติน (Cutin) มาเคลือบ
• เปลีย่ นแปลงไปทำหน้าทพ่ี ิเศษ เช่น เซลล์คมุ (Guard cell)
เซลลข์ น (Trichome) ,ขนราก (Root hair)
หน้าทส่ี ำคัญของเอพิเดอรม์ สิ
• ชว่ ยปอ้ งกนั อันตรายให้แกเ่ นอ้ื เยอื่ ทอ่ี ยภู่ ายในและเสริมความแข็งแรง
• ช่วยปอ้ งกนั การระเหย และการคายน้ำของพืช
• ชว่ ยดดู ซึมน้ำและแรธ่ าตุ
เซลลค์ ุม (Guard cell) เซลล์ขน (Trichome) ขนราก (Root hair)
25
1.2 พาเรงคิมา (Parenchyma) เปน็ เซลลพ์ ืน้ ฐานทวั่ ไป และพบมากทสี่ ุดในพืช มีแทรกอยแู่ ทบทุกส่วน
มีลกั ษณะสำคญั
• เม่ือโตเต็มทเี่ ซลล์ยงั มชี ีวติ
• มแี วควิ โอลใหญ่เกอื บเตม็ เซลล์
• มีรปู ร่างหลายแบบ เมอ่ื อยู่รวมกันเกดิ ช่องว่าง ที่เรียกว่า
แอเรงคิมา (Aerenchyma)
• ผนงั เซลล์บาง
หนา้ ท่สี ำคญั ของพาเรงคิมา
• ทำหนา้ ทีเ่ ก็บสะสมน้ำและอาหาร
• สามารถแปรสภาพเป็นเน้ือเย่ือเจริญได้ คลอเรงคมิ า รเี ซริ ์ฟว พาเรงคิมา
• สะสมคลอโรพลาสต์อยู่ในเซลล์ เรยี กวา่ คลอเรงคมิ า (Chlorenchyma)
• สะสมแปง้ โปรตีน หรอื ไขมนั อยู่ เรยี กว่า รเี ซิร์ฟว พาเรงคมิ า (Reserved parenchyma)
1.3 คอลเลงคิมา (Collenchyma) เปน็ เนื้อเย่ืออยู่ถดั จากเอพเิ ดอรม์ สิ พบมากทีบ่ ริเวณมุมของลำตน้ หรอื กา้ นใบ
หรือเส้นกลางใบ
มีลกั ษณะสำคญั
• มีรูปร่างหลายเหลย่ี ม ค่อนข้างยาว
• ผนงั เซลล์หนาไมส่ มำ่ เสมอ มีสารพวกเพคตนิ มาสะสม
• เม่ือโตเตม็ ทเ่ี ซลล์ยังมีชวี ิต
หนา้ ทส่ี ำคัญของคอลเลงคมิ า
• ใหค้ วามแขง็ แรงแก่พืช
• ป้องกันแรงเสียดทานได้
• สามารถกลบั มาเป็นเนื้อเยอื่ เจรญิ ได้
คอลเลงคมิ า (Collenchyma)
26
1.4 สเกลอเรงคมิ า (Sclerenchyma) พบในเนอื้ เยื่อพื้นของลำต้น ใบ ผล เปลือกไม้ เปลือกผล
มลี ักษณะสำคญั
• ผนงั เซลล์ทุติยภมู ิ มกี ารสะสมสารลิกนิน ไฟเบอร์ (Fiber)
• เซลลท์ โ่ี ตเต็มทเี่ ซลล์จะไมม่ ชี ีวิต
จำแนกออกไดเ้ ปน็ 2 ชนดิ ตามรปู ร่างของเซลล์ ดังนี้
1. ไฟเบอร์ (Fiber, L. fibra = เส้นดา้ ย) มรี ปู รา่ งเรยี วยาว
ปลายแหลมผนังเซลล์หนาเพราะว่ามีสารลกิ นิน
มหี นา้ ท่ชี ่วยใหค้ วามแขง็ แรงแกพ่ ืช
2. สเกลอรีด (sclereid or stone cell, Gr. skleros = แข็ง) สเกลอรดี (Sclereid)
หรอื เซลลส์ โตน (Stone cell) เป็นเซลลท์ ม่ี รี ูปร่างหลายเหลี่ยม ผนงั หนา
มีลกิ นินสะสม มรี ู (Pit) พบทเี่ ปลอื กผลไม้ทีแ่ ข็ง เชน่ ผลสาล่ี ฝรั่ง นอ้ ยหนา่ กาลามะพร้าว
1.5 เอนโดเดอรม์ สิ (Endodermis) พบอยดู่ า้ นนอกของเน้อื เยอ่ื มาพอกหนา
(Casparian
ลำเลยี งของราก ผนงั เซลลม์ สี ารลิกนิน (Lignin) และซูเบอรนิ (Suberin)
ใหเ้ ปน็ แถบ หรือปลอกอยู่เรียกว่า แคสพาเรยี น สตรปิ
strip)
1.6 คอรก์ (Cork) พบดา้ นนอกสดุ ของลำต้น กิ่ง หรือรากทมี่ กี ารเจรญิ เตบิ โตทตุ ิยภูมิ (Secondary growth) เซลล์
ซ้อนกนั หลายชน้ั มีการสรา้ งสารซเู บอริน ซึง่ เป็นสารท่ีมีสนี ้ำตาลมาเคลอื บทีผ่ นัง ทำหน้าทีป่ อ้ งกันการระเหยน้ำ
27
2. เนอื้ เยื่อถาวรเชงิ ซอ้ น (Complex permanent tissue)
คือ เซลลห์ ลายชนดิ มาอยรู่ วมกันและทำหน้าทเ่ี ดยี วกนั ไดแ้ ก่
2.1 ไซเลม็ (Xylem) ทำหนา้ ทล่ี ำเลียงนำ้ และแรธ่ าตุ จากรากไปยงั ส่วนต่าง ๆ ของพืช
ไซเลม็ (Xylem) ประกอบดว้ ยเนอื้ เยอ่ื 4 ชนิดคือ
1. เทรคีด (Tracheid) มีรปู ร่างยาว ปลายแหลม เมื่อเซลล์เจริญเต็มทแี่ ลว้ จะตาย ผนงั เซลลห์ นา
มสี ารพวกลิกนนิ พบในพชื พวกเฟิร์น และกลมุ่ จิมโนสเปริ ม์ (Gymnosperm)
2. เวสเซล เมมเบอร์ (Vessel member) พบเฉพาะในพืชดอก เซลล์มีลักษณะเป็นทอ่ กลวง
ผนงั เซลล์ มีลิกนินพอกหนา ผนังดา้ นขวางเป็นรู เรยี กแผน่ มรี ู (Perforation plate)
3. ไซเลม็ พาเรงคมิ า (Xylem parenchyma) เปน็ เซลลท์ ่ีมีชีวติ ทำหน้าที่สะสมอาหาร
4. ไซเลม็ ไฟเบอร์ (Xylem fiber) เปน็ เซลลท์ ี่ตายแล้ว ทำหน้าที่ชว่ ยเสริมความแขง็ แรงแก่พืช
Tracheid Xylem parenchyma
Vessel member
28
3. เน้อื เยอื่ ถาวรเชิงซ้อน (Complex permanent tissue)
2.2 โฟลเอม็ (Phloem) ทำหน้าท่ีลำเลยี งอาหาร
โฟลเอ็ม (Phloem) ประกอบดว้ ยเน้ือเยือ่ 4 ชนิดคอื
1. ซีฟทวิ บเ์ มมเบอร์ (Sieve tube member) เปน็ เซลลท์ ่ีมชี ีวิตแตไ่ มม่ นี ิวเคลยี ส ผนงั เซลลบ์ างดา้ นขวาง
มีลกั ษณะเป็นตะแกรง เรยี กวา่ ซฟี เพลท (Sieve plate) ชฟี ทิวบเ์ มมเบอรแ์ ต่ละอนั มาต่อกันเรยี กวา่ ซฟี ทวิ บ์ (Sieve
tube) ทำหน้าทลี่ ำเลียงอาหาร
2. คอมพาเนียนเซลล์ (Companion cell) อยขู่ า้ ง ๆ ซฟี ทวิ บ์เมมเบอร์ เปน็ เซลล์ที่มีชวี ิตขนาดเลก็
แตม่ นี ิวเคลยี สใหญ่ ทำหนา้ ทช่ี ว่ ยเหลอื การทำงานของซฟี ทิวบ์
3. โฟลเอม็ พาเรงคมิ า (Phloem parenchyma) เป็นเซลลท์ ่มี ชี วี ติ ทำหน้าที่สะสมอาหาร
4. โฟลเอ็มไฟเบอร์ (Phloem fiber) เปน็ เซลลท์ ีต่ ายแลว้ ทำหนา้ ทชี่ ่วยเสรมิ ความแขง็ แรงแกพ่ ชื
Phloem parenchyma
29
แบบทดสอบหลังเรียน ไดค้ ะแนน
เร่อื ง เน้อื เย่ือถาวร (Permanent tissue)
_________________
คะแนน
ชื่อ ______________________ นามสกุล_______________________ ชนั้ _____________ เลขท_่ี __________
คำชี้แจง จงเลอื กจับคใู่ หส้ มั พันธก์ ัน โดยนำตัวอกั ษรหน้าขอ้ ความทางขวามอื ซ่ึงเป็นลกั ษณะและหนา้ ทขี่ อง
เน้ือเย่ือพชื มาลงในช่องว่างหนา้ ช่ือชนิดของเนอ้ื เยือ่ ถาวรซ้ายมอื (เลือกไม่ซ้ำได้)
............1.) เอพเิ ดอรม์ สิ (Epidermis) ก. พบในทุกสว่ นของพืช ทำหน้าทส่ี ะสมอาหารและนำ้
............2.) สเกลอเรงคมิ า (Sclerenchyma)
............3.) พาเรงคมิ า (Parenchyma) ข. อยู่นอกสุดของพชื ช่วยป้องกันอนั ตรายให้แก่เนอื้ เยอื่
............4.) เอนโดเดอรม์ สิ (Endodermis) ท่ีอยู่ภายใน
............5.) คอลเลงคิมา (Collenchyma)
............6.) คอรก์ (Cork) ค. พบไดต้ ามเหล่ียมมุมของลำต้นพืช มีผนังเซลลห์ นา
............7.) เวสเซล เมมเบอร์ (Vessel member) ไม่สม่ำเสมอเพราะมีสารพวกเพคตนิ มาสะสม
............8.) เทรคดี (Tracheid)
............9.) ซฟี ทวิ บเ์ มมเบอร์ (Sieve tube member) ง. พบด้านนอกสดุ ของลำต้น กงิ่ หรือรากทมี่ ี
............10.) คอมพาเนียนเซลล์ (Companion cell) การเจริญเติบโตทุติยภูมิ
จ. มีผนงั เซลลท์ ตุ ิยภูมิ คอ่ นขา้ งหนา แบ่งออกเปน็
ไฟเบอร์ และเซลลส์ โตน
ฉ. อยู่ดา้ นนอกของเนอื้ เยื่อลำเลียงของราก
มแี คสพาเรียน สตริป (Casparian strip)
ช. มีขนาดใหญ่ปลายเซลลเ์ ปน็ แผ่นมีรู (Perforation
plate) หน้าทหี่ ลกั ในการลำเลียงนำ้ ให้กับพชื ดอก
ฌ. เป็นทรงกระบอกยาว ปลายเซลลท์ ง้ั สองดา้ น มแี ผ่น
ตะแกรง และเป็นเซลลท์ ่มี ีชีวิต
ฎ. มีรูปร่างยาว ปลายแหลม ไม่มชี วี ิต พบในเฟริ น์ และ
กลุม่ จมิ โนสเปิรม์ (Gymnosperm)
ฐ. เปน็ เซลล์ที่มีชีวติ มีนิวเคลยี ส รปู รา่ งผอมยาว
ทำหน้าทีส่ รา้ งพลงั งาน
30
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น ได้คะแนน
เรอ่ื ง เนือ้ เยอ่ื ถาวร (Permanent tissue)
_________________
คะแนน
ชื่อ ______________________ นามสกลุ _______________________ ช้นั _____________ เลขท_่ี __________
คำชแ้ี จง จงเลอื กจบั คู่ใหส้ มั พันธก์ นั โดยนำตวั อักษรหน้าขอ้ ความทางขวามอื ซึง่ เป็นลักษณะและหนา้ ท่ีของ
เนื้อเยือ่ พืชมาลงในช่องวา่ งหน้าชื่อชนิดของเน้ือเยือ่ ถาวรซ้ายมือ (เลือกไม่ซำ้ ได)้
......ข......1.) เอพเิ ดอร์มสิ (Epidermis) ก. พบในทกุ ส่วนของพืช ทำหน้าทส่ี ะสมอาหารและนำ้
......จ.......2.) สเกลอเรงคมิ า (Sclerenchyma)
......ก......3.) พาเรงคมิ า (Parenchyma) ข. อยู่นอกสุดของพืชชว่ ยปอ้ งกนั อันตรายให้แกเ่ น้อื เย่ือ
......ฉ......4.) เอนโดเดอรม์ สิ (Endodermis) ที่อยู่ภายใน
......ค......5.) คอลเลงคมิ า (Collenchyma)
......ง......6.) คอรก์ (Cork) ค. พบไดต้ ามเหล่ียมมุมของลำต้นพืช มผี นงั เซลล์หนา
......ช......7.) เวสเซล เมมเบอร์ (Vessel member) ไมส่ ม่ำเสมอเพราะมีสารพวกเพคตินมาสะสม
......ฎ......8.) เทรคดี (Tracheid)
......ฌ......9.) ซีฟทิวบ์เมมเบอร์ (Sieve tube member) ง. พบด้านนอกสุดของลำต้น กง่ิ หรือรากทม่ี ี
......ฐ......10.) คอมพาเนยี นเซลล์ (Companion cell) การเจรญิ เตบิ โตทุติยภมู ิ
จ. มผี นงั เซลลท์ ุตยิ ภมู ิ ค่อนขา้ งหนา แบง่ ออกเปน็
ไฟเบอร์ และเซลลส์ โตน
ฉ. อยูด่ ้านนอกของเนือ้ เยื่อลำเลียงของราก
มแี คสพาเรยี น สตริป (Casparian strip)
ช. มีขนาดใหญ่ปลายเซลล์เปน็ แผน่ มรี ู (Perforation
plate) หน้าทหี่ ลักในการลำเลยี งน้ำให้กบั พืชดอก
ฌ. เปน็ ทรงกระบอกยาว ปลายเซลลท์ ั้งสองดา้ น มแี ผ่น
ตะแกรง และเปน็ เซลล์ทมี่ ชี ีวติ
ฎ. มรี ปู ร่างยาว ปลายแหลม ไม่มชี วี ติ พบในเฟริ น์ และ
กลุม่ จมิ โนสเปริ ม์ (Gymnosperm)
ฐ. เปน็ เซลลท์ ่ีมชี วี ิต มีนวิ เคลียส รปู รา่ งผอมยาว
ทำหนา้ ทสี่ ร้างพลงั งาน
31
บนั ทึกผลหลงั การสอน
1. ผลการจัดการเรยี นรู้
ดา้ นความรู้ (K)
นักเรียนทัง้ หมด........... คน ไดท้ ำแบบทดสอบหลังเรยี น เรอ่ื ง เนือ้ เยอื่ ถาวร (Permanent tissue)
มผี ลคะแนน ผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ 80 ข้นึ ไป ......... คน คิดเป็นรอ้ ยละ........
มผี ลคะแนน ตำ่ กว่าเกณฑร์ ้อยละ 80 ......... คน คดิ เปน็ ร้อยละ........
ดา้ นทักษะและกระบวนการ (P)
นักเรียนทัง้ หมด........... คน จากการสังเกตพฤตกิ รรมการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมกลมุ่ พบวา่
มีผลการประเมินระดบั คณุ ภาพดีขนึ้ ไป ......... คน คิดเปน็ ร้อยละ........
มีผลการประเมนิ ตำ่ กวา่ ระดับคุณภาพดี ......... คน คิดเปน็ ร้อยละ........
ด้านคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
นักเรยี นทงั้ หมด........... คน
มผี ลการประเมนิ ระดบั คุณภาพดขี น้ึ ไป ......... คน คิดเป็นรอ้ ยละ........
มผี ลการประเมนิ ตำ่ กว่าระดับคุณภาพดี ......... คน คิดเป็นรอ้ ยละ........
2. การดำเนนิ การแกไ้ ขนักเรียนท่ไี ม่ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ
ดา้ นความรู้ (K)
............................................................................................................................................................................................
ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ (P)
............................................................................................................................................................................................
ดา้ นคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
...........................................................................................................................................................................................
3. ปัญหาตา่ ง ๆ ทีพ่ บจากการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
............................................................................................................................................................................................
4. ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื ปรบั ปรุงแกไ้ ขในการจัดการเรยี นร้คู รัง้ ต่อไป
...........................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื
(นางสาวอรญั ญา คำลอย)
ครผู ู้สอน
32
บรรณานุกรม
กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุ
สภาลาดพร้าว.
ปัทมา เมืองถี. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมประกอบการสอนวิทยาศาสตร์ .
วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญาการศกึ ษามหาบัณฑิต :มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิโรฒ, 2552.
มลู นธิ ิ สอวน. (2551). ชีววทิ ยา 1 . กรงุ เทพฯ: ด่านสุทธาการพมิ พ.์
วัฒน สุทธิศิริมงคล. (2561). ชวี วิทยามัธยมปลาย. กรุงเทพฯ: กรนี ไลฟ์ พรน้ิ ท์ตง้ิ เฮา้ ส์.
อังคณา ลงั กาวงศ.์ ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนช่วงชน้ั ที่ 3 ท่ีได้รบั การสอนโดยเสรมิ เกมวิทยาศาสตร์.
วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาศกึ ษาศาสตรม์ หาบณั ฑติ :มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2552.
ครูที่ดี คือ
"ครู"ที่ทำหน้าที่มากกว่าคำว่า
การศึกษาที่ดี
ต้องช่วยให้เด็กทุกคน
ก้าวสู่ความสำเร็จ
ตามศักยภาพและความ
ถนัดของแต่ละคน