0
1“ชุมชนชาวชอง”ในตำบลตะเตียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี…………………………………………………………………………………………………………………1. ประวัติศาสตร์คําว่า “ชอง” แปลว่า “คน” ปัจจุบันคําๆนี้ใช้เป็นทั้งชื่อเรียกกลุ่มชนดั้งเดิมของจังหวัดจันทบุรีตราด ระยอง และฉะเชิงเทรา และภาษาถิ่นที่พวกเขาใช้พูดกัน ในพจนานุกรมภาษาไทยของราชบัณฑิตยสถาน ฉบับ พ.ศ. 2525 มีคําๆ นี้บรรจุอยู่ โดยให้ความหมายว่าเป็นชื่อของกลุ่มชนกลุ่มหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือ ของจังหวัดจันทบุรี แต่ในหมู่คนชองเองนั้น เวลาที่ต้องการเน้นความเป็นคนชองของตนกับคนอื่น เขามักจะเรียกตนเองว่า \"ชึ่มช์อง” ซึ่งแปลว่า “คนชอง\"ในภาษาไทยนั้น คําที่ใช้เรียกชาติพันธุ์ชองมีอยู่เพียงคําเดียว และค่อนข้างเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย มานานพอสมควร เห็นได้จากการที่คําๆ นี้ ปรากฏอยู่ในนิราศเมืองแกลง ของท่านสุนทรภู่ และจดหมายเหตุ ของรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสจันทบุรี ยังไม่รวมถึงที่ปรากฏในเอกสารของชาวต่างประเทศ เช่น ปาลเลอกัวซ์ (Pallegoix, 1853) ใช้ว่า Xong และ ครอฟ อร์ด (Crawford, 1856) ใช้ว่า Chong และพจนานุกรม ภาษาสยามของหมอบรัดเลย์ ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2416 ให้นิยามของคําว่า “ชอง” เอาไว้ด้วย ทั้งหมดนี้จึงมีที่มาจาก “ชอง” เดียวกันทั้งสิ้นเอกสารที่เก่าแก่ที่สุดที่พอจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชาวชอง คือ บันทึกของนักการทูตชาวจีนชื่อ โจวต้ากวน ที่มาเยือนราชอาณาจักรเขมรในช่วงคริสศตวรรษที่ 14 (Chou 1987) ในบันทึกนี้นอกจากโจวจะบรรยายประเพณีต่าง ๆ ในราชสํานักเขมรแล้ว ในหัวข้อที่ว่าด้วย “ทาส” เขายังกล่าวถึงชนพื้นเมืองที่เรียกว่า Chuang หรือ จวง ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ตามป่าเขา และถูกจับมาขายเพื่อใช้สอย เป็นทาสในเรือนของชาวเขมร แต่ก็ไม่อาจหาหลักฐานยืนยันในเอกสารอื่นใดว่า “จวง” คือ บรรพบุรุษของชอง ที่พบอยู่ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีปัจจุบันแม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันโดยตรง แต่จากข้อความอื่นในเอกสารของโจว ทําให้เราสามารถอนุมานได้ว่า ชาวชองในไทยน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับชนพื้นเมืองโบราณของกัมพูชาอย่างแน่นอน ตัวอย่างหนึ่งได้แก่ คําบรรยายในหัวข้อ “ชนพื้นเมือง” ซึ่งโจวได้ระบุว่าชนชาวป่าของกัมพูชาสมัยนั้นไม่ได้พูดภาษาเขมร พวกเขา ไม่มีบ้าน แต่ทั้งครอบครัวจะเที่ยวเร่ร่อนไปตามป่าเขา ทําการล่าสัตว์และแบ่งปันสัตว์ที่ล่ามาได้ในกลุ่มของตนเอง ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ โจวได้กล่าวด้วยว่าชนพื้นเมืองบางกลุ่มได้เพาะปลูกกระวานและต้นฝ้าย ซึ่งก็สอดคล้องกับคําบอกเล่าของชาวชองจันทบุรีที่ว่ากระวานนั้นเป็นพืชเครื่องเทศที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของ ชาวชองอย่างยิ่ง เพราะการเพาะปลูกและเก็บลูกกระวานขายนั้นเป็นอาชีพที่สําคัญอาชีพหนึ่งของพวกเขา ก่อนที่จะหันมาทําสวนผลไม้บนพื้นที่ราบเชิงเขาแทนการปลูกกระวานบนพื้นที่ภูเขาเช่นในอดีต (สุวิไล เปรมศรีรัตน์และคณะ, 2550)
2ปัจจุบันประชากรของอาศัยอยู่หนาแน่นในเขตอําเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี โดยเฉพาะสองตําบล ทางตอนเหนือของอําเภอ คือตําบลตะเคียนทองและตําบลคลองพลู ส่วนตําบลที่อยู่ทางตอนใต้ คือตําบลพลวงและตําบลชากไทย มีประชากรชองค่อนข้างเบาบาง และในตําบลทับไทรของอําเภอโป่งน้ำร้อนนั้น ประชากร ที่พูดภาษาชองเหลืออยู่น้อยมาก แต่เมื่อใครได้พบปะคนเมืองจันท์ที่มาจากตําบลนั้น อาจได้รับการบอกกล่าวว่ามีเชื้อสายชอง และพบว่ายังมีคนชองอีกในหลายจังหวัดของภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดระยอง ในอําเภอแกลง จังหวัดตราด ในอําเภอบ่อไร่และอําเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ในอําเภอสนามชัยเขตและ อําเภอท่าตะเกียบ จังหวัดกาญจนบุรี ในอําเภอศรีสวัสดิ์ (เจตน์จรรย์ อาจไธสง และคณะ, 2560) ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี (2506) กล่าวว่า ชองพวกนี้เป็นพวกเดียวกับพวกชองอูด ซะอูด หรือ ซะโอจ เป็นชองที่มาจากประเทศกัมพูชา นั่งเรือมาขึ้นที่ราชบุรี โดยมีเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต เจ้าเมืองโชฎึก เป็นผู้ส่งมา เมื่อ พ.ศ. 2376 พวกนี้ได้ขึ้นไปตามลําแควใหญ่ ในจังหวัดกาญจนบุรีตอนเหนือ (รายงานเสนอกองโบราณคดี กรมศิลปากร เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2506) และมีคนชองอาศัยอยู่แถบชายแดนประเทศไทยติดกับอําเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เรียกตนเองว่า ซัมแร อยู่ในจังหวัดพระตะบองของประเทศกัมพูชา และคนชองที่เรียกตนเองว่า ปอร์ อาศัยอยู่ในจังหวัดโพธิสัตว์ ของประเทศกัมพูชา มีเขตติดต่อกับอําเภอเมือง จังหวัดตราดจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และจากการค้นคว้าของนักมานุษยวิทยา สรุปได้ว่า ชาวชอง ได้อาศัย อยู่ในภาคตะวันออกของประเทศไทย คือ บริเวณจังหวัด ระยอง จันทบุรี ตราด และอาศัยเลยเข้าไปในเขต สาธารณรัฐกัมพูชา ซึ่งมีอณาเขตติดต่อกับจังหวัดจันทบุรี ตราด มาแต่ดั้งเดิม จากสภาพความเป็นอยู่ อาชีพ สังคม และวัฒนธรรมดั้งเดิม ชาวชอง มีลักษณะเป็น “ชาวป่า\" มาก ซึ่งลักษณะเช่นนี้คล้ายกับชาว บน กูย หรือส่วย ซึ่งเป็นชนกลุ่ม มอญ-เขมร นอกจากนี้รูปร่าง ลักษณะโครงสร้างของร่างกาย แตกต่างไป จากพวกคนไทย คนจีน ซึ่งอยู่ในเผ่า มงโกลอยด์(Mongoloids) และนักมานุษยวิทยาจัดชนกลุ่ม มอญ-เขมร ซึ่งมีลักษณะ รูปร่าง สภาพสังคมวัฒนธรรมใกล้เคียงกันนี้อยู่ในเผ่าพันธุ์ ออสโตร-เอเชียติค (Austro Asiatic) ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ชาวชอง เป็นชาวป่ากลุ่มหนึ่ง ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ออสโตร-เอเชียติค และกลุ่มย่อย กลุ่ม มอญ-เขมร และจากค้นคว้าของผู้วิจัยเห็นว่า ชาวชองมิได้อพยพโยกย้ายถิ่นมาจากที่ไหน แต่ได้อาศัยอยู่ในถิ่นฐานภูมิภาคนี้มาแต่ดั้งเดิม จึงเป็นชนเผ่าพื้นเมืองในบริเวณนี้มายาวนาน2. ถิ่นกําเนิดพระยาอนุมานราชธน (ยง เสฐียรโกเศศ) ปราชญ์คนสําคัญท่านหนึ่ง เคยบอกว่าชนเผ่าชองเป็นชาวป่า จัดอยู่ในสายตระกูลมอญ-เขมร เป็นชาวพื้นเมืองที่ตั้งถิ่นฐานอยู่แถวระยอง จันทบุรี เป็นเวลาช้านานมาแล้ว เชื่อว่าสมัยสุโขทัยได้เข้ามาอยู่กันแล้ว จึงมีอิทธิพลภาษาพูดทิ้งเป็นอนุสรณ์ไว้อยู่สืบต่อมาตราบจนทุกวันนี้ นอกจากท่านสุนทรภู่ครูกวีจะได้พบสัมพัสกับชนเผ่าชองจนต้องระบายความในใจไว้ใน “นิราศเมืองแกลง\" บทกวีนิพนธ์เรื่องแรกของท่าน ในสมัยเมื่อ 200 ปี เศษมาแล้วจากหลักฐานที่เชื่อถือได้ที่แสดงว่าชาวชองอาศัยอยู่ ในดินแดนภาคตะวันออกนี้ คือ นิราศเมืองแกลง ของท่านสุนทรภู่ ซึ่งเป็นนิราศเรื่องแรก และเชื่อว่าท่านสุนทรภู่ แต่งเมื่อปี พ.ศ. 2350 ซึ่งในนิราศได้กล่าวถึงชาวชอง (กรมศิลปากร, 2520: 107) ไว้ว่า
3ครั้นแล้วลาฝ่าเท้าท่านบิตุรงค์ ไปบ้านพงค้อตั้งริมฝั่งคลองดูหนุ่มสาวชาวบ้านรําคาญจิต ไม่น่าคิดเข้าในกลอนอักษรสนองล้วนวงศ์วานว่านเครือเป็นเชื้อชอง ไม่เหมือนน้องนึกน่าน้ำตากระเด็น หลังจากนั้นก็มิได้ปรากฏหลักฐานใด ๆ อีกเลย ที่จะแสดงถึงลักษณะหรือบรรยายถึงความเป็นอยู่ทาง สังคมหรือวัฒนธรรมของชาวของ เพิ่งจะมาปรากฏในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับประจําวันที่ 27พฤศจิกายน 2513 ซึ่งมีผู้เขียนจดหมายถาม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่าเข้าป่าจันทบุรีได้ไปนอนบ้านชองที่จันทเขลมเกือบสุดแดน ผู้ชายล้ำสันบึกบึน ผิวคล้ำค่อนข้างเตี้ย นิยมกัญชา มีเขียง ตะเกียง กล้องแทบทุกบ้าน ผู้หญิงผิวขาวกว่าหน่อย อาชีพทําไร่และล่าสัตว์ ที่ทํานามีน้อย เวลาพูดกันเป็นภาษาชอง ไม่เหมือนโซ่ง ไม่เหมือนกะเหรี่ยง แต่เวลาพูดไทยชัดแจ๋ว อัธยาศัยดี งานศพ ตําข้าว ก็ช่วยกันไม่ว่าจะฝ่าป่าไปใกล้ไกล เรียนขอความรู้ว่า ชองเป็นไทยเผ่าไหน สายไหน ถอยร่นมาพร้อมกันหรือแต่เมื่อใด....และ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ได้ตอบว่าคนเผ่าชองนั้นเข้าใจว่าจะเป็นอีกเผ่าหนึ่งเป็นต่างหากจากเผ่าไทย แต่เดี๋ยวนี้ได้เข้าร่วมอยู่ในชนชาติไทย พูดภาษาไทยและมีขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนความเชื่อถือเป็นไทยทุกอย่าง ชนเผ่าของนั้นเป็นชนพื้นเมืองที่อยู่ในประเทศไทยมาก่อนที่คนไทยจะได้อพยพมาถึงและคงได้อยู่ทางชายทะเล ฝั่งตะวันออกของประเทศไทยปัจจุบันเป็นจํานวนมาก เพราะน่าสังเกตว่า ชื่อเมือง ตลอดจนชื่อหมู่บ้าน แถวนั้นไม่ใช่ภาษาไทย คงจะเป็นชื่อที่พวกชองได้ตั้งไว้ก่อน เช่น ตราด ระยอง (ซึ่งดูเหมือนจะแปลว่า กะปิ) แกลง กร่ำ เพ ตลอดจนสัตหีบ น่าสังเกตว่าชื่อเมืองสัตหีบมีอยู่อีกแห่งหนึ่งในเกาะสุมาตรา (สุเรขา สุพรรณไพบูลย์, 2530)แม้สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย และปฐมเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย สมัยที่ยังดํารงพระชนม์อยู่ ได้ทรงเคยพบกับชนเผ่าชองที่อําเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ในโอกาสที่เสด็จไปตรวจราชการ ว่าการสูญพันธุ์ของชนเผ่าชองนั้นน่าจะเกิดจากการถูกคนไทยกลืนชาติ เช่นเดียวกับชนเผ่าโบราณอีกหลายเผ่าที่เคยอาศัยอยู่ในถิ่นนี้มาแต่ก่อนเก่าเชื่อว่าชาวระยองทุกวันนี้ในบางท้องถิ่น เช่นที่ตําบลเนินฆ้อ อําเภอแกลง จะยังมีเชื้อสายของชนเผ่าชอง หลงเหลืออยู่บ้าง สังเกตได้จาก รูปลักษณ์ที่มีคางเหลี่ยมหน้าตาแปลก ๆ ผิดแผกไปจากชาวพื้นเมืองโดยทั่วไป ทั้งนี้ก็เกิดจากการผสมวงศ์ พงศ์พันธุ์กับเผ่าไทยซึ่งมีอิทธิพลเหนือกว่ามากนั่นเอง ในหนังสือ \"ชาติวงศ์วิทยาว่าด้วยชนชาติเผ่าต่าง ๆ ในประเทศไทย ซึ่งนายแพทย์ เอ.คาร์ และพันตรี อีริค ไซเดนฟาเคน ได้ร่วมกันเขียนไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2473 ได้กล่าวถึงชนเผ่าชองไว้ว่าเป็นคนที่มีถิ่นฐานอยู่ในแถบเขาในจังหวัดจันทบุรีและใกล้เคียง สืบเชื้อสายมาจาก ชนเผ่าชองในเขมร เขมรเรียกชนเผ่าชองว่า \"ปอร์\" แต่คนชองเรียกตัวเองว่า “ต้มเร็จ” หรือ “สําแร\" ภาษาพูด คล้ายคลึงกับภาษาเขมรอย่างไรก็ดี ชนเผ่าชองกับเขมรมีความแตกต่างกัน เรื่องรูปลักษณ์ขนาดของกะโหลก ศรีษะและชนเผ่าชองมักจะมีเลือด นิกริโต (เงาะหรือเซมังในภาคใต้ของประเทศไทย) ผสมอยู่ประมาณร้อยละ 20ทั้งนี้ คงจะได้ผสมกับนิกริโต ซึ่งตั้งหลักแหล่งอยู่ในบริเวณนี้มาก่อนนั่นเอง
4ชนเผ่าชองจะต้องเป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากส่วยหรือกุย ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทยแน่นอน เพราะส่วยหรือกุยนี้เหมือนปอร์หรือสําแรและโกน ชนเผ่าชองในประเทศ กัมพูชา จากการสํารวจในครั้งนั้นได้ความว่าชนเผ่าชองเป็นตระกูลมอญ-เขมร ซึ่งผสมกับตระกูลเวดดิด เมลาเนเซียน (weddid-Melanesian) (เวดิดนั้น นักมนุษย์วิทยาชาวเยอรมันผู้หนึ่งเชื่อว่ากุยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นเวดดิด ซึ่งถูกเผ่าอินโดนีเซียและเขมรเข้ามาผสมด้วย) ชนเผ่าชอง ในจังหวัดจันทบุรีทําไร่กระวาน ซึ่งเป็น สินค้าที่มีชื่อเสียงของจังหวัด และทําไร่ข้าว เหมือนกันแต่ใช้วิธีเผาป่าเพื่อปลูกข้าว นี่คือเรื่องราวของชนเผ่าชอง ตามที่ท่านผู้รู้ชาวยุโรปซึ่งได้เข้ามารับราชการอยู่ในเมืองไทยได้ใช้ความอุตสาหะรวบรวมเรียบเรียงไว้ใน สมัยนานมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงนิพนธ์เล่า ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับ ชนเผ่าชองไว้ในเรื่อง \"ระยะทางเสด็จประพาสเมืองจันทบุรี” เมื่อวันเสาร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 2 ปีชวด อัฐศก 1238 (พ.ศ. 2419) มีความตอนหนึ่งว่า “เร่ว กระวานนั้นมีแถบป่าสีเซน ต่อเขตรแดนกับเมืองพระตบอง มีคนชาติหนึ่ง เรียกว่า ชอง อยู่ในแถบป่าสีเซน พูดภาษาหนึ่งต่างหาก แต่คล้าย ๆ กันกับเขมร ชอบลูกปัดแลของเหลือง เหมือนอย่างกะเหรี่ยงเมืองกาญจนบุรี เป็นกองส่วยเร่ว ส่วยกระวาน ขึ้นเมืองจันทบุรีกับไทยบ้าง ญวนบ้าง ไปเที่ยวเก็บตามเขาแลเป็นที่ต่อเขตรแดนและป่าอื่น ๆ อีกมี คือ ป่าน้ำเขียว ป่าตะเคียนทอง แลป่าไพลขาว แต่เร่วกระวานนี้ พวกส่วยไปเก็บมาส่งครบจํานวน แล้วจึงได้ซื้อขาย มีน้อยไปมาก ๆ (สําเนาพระราชหัตถเลขา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, เรื่องระยะทางเสด็จประพาสเมืองจันทบุรี ณ วัน 7 ค่ำ ปีชวด อัฐศก 1238)3. การตั้งถิ่นฐานของคนชองสําหรับสภาพชีวิตชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชองนั้น สังฆราชปาลแลกัวซ์ หรือถัง-ปัปติสต์ ปาลเลกัวซ์ (Jean-Baptiste Pallegoix) ที่เดินทางเข้ามาสยามในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ได้เล่าไว้ในบันทึกเรื่อง “เล่าเรื่อง กรุงสยาม” ของเขาไว้ดังนี้:ทางทิศเหนือของจังหวัดจันทบูรณ์กล่าวกันว่า มีภูเขาล้อมรอบเป็นวงกลมทีเดียว เป็นที่ตั้งถิ่นที่อยู่ อาศัยของชนเผ่าชอง ซึ่งรักษาเส้นทางเข้าออกตามช่องเขาทุกด้านไว้อย่างหวงแหน จะยอมให้บุคคลภายนอก เข้าไปได้ ก็แต่เฉพาะผู้ที่เคยติดต่อทํามาค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คาดว่าจะไม่เป็นภัยแก่พวกเขาเท่านั้น พวกชอง เคารพ ในตัวผู้เป็นหัวหน้าเผ่ามาก หัวหน้าเป็นผู้มีอํานาจเด็ดขาด สั่งให้ดําเนินตามกฎหมายและประเพณีโดยเคร่งครัด กฎหมายของเผ่าชองนี้กล่าวกันว่าเข้มงวดนัก แต่ไม่ค่อยมีการละเมิดเท่าใดเลย (ปางเอกัวร์, 2552 53-54)ในแง่ภูมิศาสตร์จังหวัดจันทบุรี สามารถแบ่งออกได้เป็นเขตพื้นที่ราบใกล้ชายฝั่งทะเล และเขตป่าเขาทาง ตอนในของจังหวัด ด้านทิศเหนือมีแนวเขาสอยดาวและเขาคิชฌกูฏ ทอดจากเหนือลงมาทางใต้ ทําให้พื้นที่ทาง ตอนในของจันทบุรีถูกออกแบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ ฝั่งตะวันตก ได้แก่ อําเภอแก่งหางแมวและอําเภอเขาคิชฌกูฏ ส่วนฝั่งตะวันออก ได้แก่ อําเภอสอยดาวและอําเภอโป่งน้ําร้อน โดยถิ่นที่อยู่ของชาวของนั้นจะอยู่ในบริเวณที่ติดกับแนวภูเขา บริเวณนี้ นอกจากจะเป็นเขตป่าร้อนชื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์แล้วยังเป็นแหล่งต้นน้ำของ แม่น้ำจันทบุรีด้วยผลจากการศึกษาค้นคว้ากลุ่มชาติพันธุ์ของในปัจจุบันพบว่า ชนชาติพันธุ์ชอง มีการตั้งถิ่นฐานอยู่ใน จังหวัดจันทบุรี ตราด กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา และประเทศสาธารณรัฐกัมพูชา โดยในจังหวัดจันทบุรีนั้นมี ชุมชนที่กลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาของตั้งถิ่นฐานอยู่ ประกอบด้วย
5ลำดับที่ ชื่อหมู่บ้าน หมู่ที่ ตำบล อำเภอ จังหวัด1 บ้านลำพัง 1 ตะเคียนทอง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี2 บ้านตะเคียนทอง 2 ตะเคียนทอง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี3 บ้านตะเคียนทอง 3 ตะเคียนทอง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี4 บ้านตะเคียนทอง 4 ตะเคียนทอง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี5 บ้านตะเคียนทอง (ป่าชาก) 5 ตะเคียนทอง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี6 บ้านชำเคลาะห์ 6 ตะเคียนทอง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี7 บ้านน้ำขุ่น 2 คลองพลู เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี8 บ้านน้ำขุ่น 3 คลองพลู เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี9 บ้านคลองพลู 4 คลองพลู เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี10 บ้านคลองพลู 5 คลองพลู เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี11 บ้านทุ่งกบิล 6 คลองพลู เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี12 บ้านหลังเนิน 8 คลองพลู เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี13 บ้านวังยายมุก 10 คลองพลู เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี14 บ้านคลองใหญ่ 1 จันทเขลม เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี15 บ้านจันทเขลม 2 จันทเขลม เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี16 บ้านแยกสะท้อน 5 จันทเขลม เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี17 บ้านคลองตารอง 7 จันทเขลม เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี18 บ้านจันตาแป๊ะ 8 จันทเขลม เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี19 บ้านทุ่งสะพาน 1 ชากไทย เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี20 บ้านทุ่งสะพาน 2 ชากไทย เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี21 บ้านชากเมิก 4 ชากไทย เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี22 บ้านดินแดง 1 พลวง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี23 บ้านปากพลวง 2 พลวง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี24 บ้านทุ่งตาอิน 3 พลวง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี25 บ้านพลวง 4 พลวง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี26 บ้านย่างตรง 5 พลวง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี27 บ้านพังคะแลง 9 พลวง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี28 บ้านกะทิง 10 พลวง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี
6นอกจากนี้ ยังพบกลุ่มชาติพันธุ์ของในจังหวัดจันทบุรี บ้านวังกะแพร อําเภอโป่งน้ำร้อน บ้านวังแซ้ม บ้านปึก และที่ตําบลปัถวี อําเภอมะขาม ในจังหวัดกาญจนบุรี ที่อําเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่บ้าน ท่าคาน อําเภอท่าตะเกียบ จังหวัดตราด ที่บ้านคลองแสง บ้านด่านชุมพล บ้านปะเดา บ้านทุ่งไก่ดัก ที่ประเทศ กัมพูชา บ้านตูลกอเก๊าะ และบ้านเปรค 1ชาวของในตําบลตะเคียนทอง อําเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี นับว่ามีจํานวนประชากรมากที่สุด เท่าที่ได้ทําการสํารวจ ชาวของบ้านตะเคียนทองนั้นมีตระกูลใหญ่ ๆ ในหมู่บ้านได้แก่ วรรณภักดี เต่าทอง เต่า เงิน ธรรมวิริยะ ฉัตรเงิน ฉัตรทอง ฯลฯ ต้นตระกูลวรรณภักดีนั้นกล่าวว่า ขุนภักดี เป็นต้นตระกูลจากหลักฐาน บนใบเสมาวัดสุวรรณคีรีรามหรือวัดเขาน้อย4. ลักษณะโครงสร้าง รูปร่างหน้าตา ลักษณะนิสัยลักษณะโครงสร้างร่างกายของชาวชอง โดยลักษณะรูปร่างหน้าตาอันเป็นลักษณะเฉพาะของชาวชอง คือ ผิวคคล้ำ ดําแดง ผมหยักศกค่อนข้างหยิก รูปร่างล่ำสัน หน้าตาจะเป็นลักษณะที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งเป็น ลักษณะที่แตกต่างไปจากเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออก แต่อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์อื่น ๆ ที่บ่ง บอกและเป็นเครื่องบ่งชี้ชัดว่าเป็นคนชอง นอกจากรูปร่างหน้าตาแล้ว ก็คือภาษา เพราะภาษาของชาวชอง จะมีสําเนียง คําพูด แตกต่างจากภาษาอื่น ๆ ที่ใช้พูดกันอยู่ในภาค ตะวันออก เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาลาว ภาษาญวน ภาษา และภาษากุหล่า เป็นต้น อีกทั้งยังตั้งชื่อ ตามกลุ่มบุคคลเผ่านั้น ๆ คือ หมู่บ้านขอม หมู่บ้านลาว หมู่บ้านญวน และหมู่บ้านคนไทย (วังแซ้ม) และชื่อหมู่บ้านอีกหลาย ๆ แห่งที่มีชื่อเรียกเป็นภาษาชอง เช่น บ้านเส (ต็อง+เซ) บ้านหนองชิ่ม (หนอง+ชี้ม) บ้านพลิ้ว (เพล้ว) บ้านตรอกนอง (กรอก+น่อง)ท่าเดิน คนของเวลาเดินจะยกส้นเท้าสูง เพราะความเคยชินจากการเดินป่า เวลาเข้าป่าจะเป็นการหา ของป่า โค่นต้นไม้หรือล่าสัตว์ เวลาเดินจะต้องยกส้นเท้าสูง ๆ เพื่อป้องกันการสะดุดรากไม้และเสียงดังจากการเหยียบใบไม้แห้งสําหรับนิสัยของคนชองนั้นค่อนข้างเฉื่อยช้า ไม่ค่อยกระตือรือร้นสักเท่าใด เป็นคนเงียบ ไม่ค่อยกล้า แสดงออก มีน้ำใจดี โอบอ้อมอารีและซื่อสัตย์5. ลักษณะสภาพทางเศรษฐกิจอาชีพหลักของชาวของในสมัยโบราณ คือการล่องแพ การหาของป่ามาขายในเมือง การล่องแพคือ การนําไม้ที่ได้ตัดมาจากป่านํามาทําเป็นแพซุง เช่น ไม้กันเกรา ไม้มะค่า ไม้ยางแดง ไม้ตะเคียน และไม้เนื้อแข็ง ชนิดอื่น ๆ เครื่องเทศ และสมุนไพรต่าง ๆ เช่น เร่ว ผลกระวาน สมอ เครื่องยาต่าง ๆ รวมทั้ง ยางไม้ ไม้กฤษณา น้ำมันยาง หวายชนิดต่าง ๆ เก็บรง ขี้ผึ้ง ชัน หนังสัตว์ เขาสัตว์ ซึ่งจะนําไปขายในตัวเมืองจันทบุรี โดยทางเกวียนและการล่องแพ แล้วซื้อสิ่งของที่ใช้ในการดํารงชีพกลับมา เช่น กะปิ เกลือ หอม กระเทียม น้ำอ้อย ด้าย ยาฉุน ตาปู ขวาน เลื่อยและพร้า กับสิ่งจําเป็นอื่น ๆ เอาไว้ใช้สอยประชากรส่วนใหญ่ในตำบลตะเคียนทองและตำบลคลองพลู มีการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ก่อนที่จะหันมาทำสวนผลไม้เพื่อขายเป็นอาชีพหลัก เมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ชาวชองจะหาเลี้ยงชีพด้วยการปลูกข้าวและพึ่งพิงทรัพยากรจากป่าและธรรมชาติรอบตัว ทั้งการล่าสัตว์ หาไม้หอม ตัดหวาย เก็บลูกกระวาน เก็บลูกเร่ว ตีผึ้ง (ทําน้ำผึ้ง) เก็บลูกสํารอง และทําน้ํามันยาง เป็นต้น ซึ่งผลิตผลจากป่านี้ ส่วนหนึ่งจะนําไปขายในตัวเมืองจันทบุรี
7เพื่อนําเงินไปซื้อสินค้าเสื้อผ้าและ อาหารแห้งที่จําเป็นต่างๆ เช่น กะปิ น้ําปลา เป็นต้น นอกจากนั้น สมัยก่อนยังได้มีการปลูกเพื่อทอผ้า สําหรับสวมใส่ โดยเฉพาะผ้าซิ่น แต่ปัจจุบันไม่มีใครทอผ้าแล้วแม้ว่าปัจจุบันทางการจะมีการห้ามเก็บของป่า ปลูกกระวาน หรือทํามันยาง แต่ชาวชองบางคนก็ยังมีการทําอยู่บ้างแต่ไม่มากนักทําเพียงแค่ทําหาหาเลี้ยงชีพตามความถนัดหาเลี้ยงสมาชิกในครอบครัว เช่นที่อําเภอ โป่งน้ำร้อน ซึ่งมีคนชองอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังคงมีการทําสวนกระวานแต่อยู่ในบริเวณที่ขอบเขตจํากัดเท่าที่เคย ทํามาแต่อดีตแล้วเท่านั้น หากทําเกินกว่านี้จะถือว่าผิดกฎหมาย ส่วนน้ำมันยางก็เช่นกันยังมีชาวชองส่วนน้อยที่ยังทํากันอยู่โดยเฉพาะในเขตป่าคลองตาหลิ่ว (ฝั่งตะวันตกของเขาสอยดาว)ปัจจุบันชาวชองจะยังคงมีการทํามาหาลี้ยงชีพบนที่ราบ (เนินสูง) โดยการทําข้าวไร่หรือฮาย บาย แต่ก็น้อยลงทุกที ที่ยังมีการทําอย่างต่อเนื่องคือการทํานาข้าวที่ชาวชองเรียกว่า นาดํา (ฮาย แซ) เพื่อเลี้ยงชีพ ในบริเวณที่เป็นที่ราบลุ่มติดคลองและน้ำท่วมถึง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หลังจากที่ทางการประกาศเป็นพื้นที่ป่าเขาในแถบบริเวณที่ชาวชองทํามาหาเลี้ยงชีพเป็นเขตพื้นที่ป่าสงวน เป็นเหตุให้คนชองต้องละทิ้งพื้นที่ดังกล่าว มาทํามาหากินบนพื้นที่ราบอย่างเดียว ประกอบกับในสมัยนั้นเริ่มมีคนไทยต่างถิ่นมาซื้อที่ดินเพื่อทําสวนผลไม้ ดังนั้นคนชองจึงได้หันมาปลูกผลไม้ เช่น เงาะสี (ชมพู) เงาะโรงเรียน เงาะสีทอง และทุเรียน ซึ่งผลไม้ส่วนใหญ่คนชองจะปลูกพันธุ์นาสาร (ของ จังหวัดสุราษฎ์ธานี) นอกจากนั้นคนไทยจึงเข้ามาซื้อที่ดินเพื่อปลูกยางพารา เข้ามาปลูกและตั้งบริษัท สําหรับรับซื้อยางเองอีกด้วย ส่วนการทํานานั้นจะพบว่าทํากันเฉพาะกลุ่มที่เป็นประชากรที่เป็นชาวชองดั้งเดิม ส่วนการปลูกมันสําปะหลังนั้นพบว่ามีการปลูกกันน้อยลง ปัจจุบันชาวชอง บางกลุ่ม โดยเฉพาะแถบบ้านทุ่งกบิลเริ่มมีการปลูกพืชผักสวนครัวเป็นอาชีพเสริม เช่น มะระ บวบ แตงกวา เป็นต้นแม้ว่าในปัจจุบันแหล่งรายได้หลักของชาวตําบลตะเคียนทองและคลองพลูจะมาจากการทําสวนผลไม้ แต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกเป็นจํานวนมากที่นิยมทํานาเพื่อการบริโภคในครัวเรือน ผลผลิตข้าว ที่ได้มามักจํานําไปบริโภคเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่เหมาะสมกับการทํานามีจํานวนน้อย ทําให้ปริมาณ ผลผลิตที่ได้ไม่เพียงพอสําหรับการนําไปจําหน่าย ส่วนการปลูกข้าวไร่นั้นปัจจุบันยังมีการทําอยู่เป็นจํานวนน้อย และส่วนหนึ่งเป็นการปลูกแซมกับไม้ผลที่เพิ่งปลูกและยังมีลําต้นเล็กการทําสวนผลไม้ ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา การปลูกผลไม้ที่มีราคา เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด ฯลฯ กลายเป็นกิจกรรมหลักของเกษตรกรในจังหวัดจันทบุรี ทําให้เกิดการขยายพื้นที่ เกษตรกรรมอย่างกว้างขวาง ที่ทางตอนเหนือของจังหวัดซึ่งเดิมมีเฉพาะชาวของอาศัยอยู่ก็เริ่มมีการอพยพเข้ามาของชนกลุ่มอื่น และเป็นแรงผลักดันทางเศรษฐกิจสังคมที่ทําให้ชาวชองหันมาประกอบอาชีพชาวสวนเช่นเดียวกับชนกลุ่มอื่น พื้นที่ของทั้งสองตําบลนี้จัดว่ามีความเหมาะสมต่อการปลูก ผลไม้ เนื่องจากมีดินดี และมีแหล่งน้ำ ทั้งจากแหล่งน้ำ ตามธรรมชาติอันได้แก่ลําคลอง และจากน้ำใต้ดินซึ่งมีการขุดบ่อและสระเพื่อนําน้ำขึ้นมาใช้ในการเกษตร และอุปโภคนอกจากนั้นยังมีธุรกิจส่วนตัวประเภทร้านค้าทั่วไป ปั๊มน้ำมันโรงสีข้าวขนาดย่อม และ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม ตามลําดับ ส่วนการคมนาคมนั้นทั้งสองตําบลมีเส้นทางการคมนาคม สะดวกสบายมีถนนลาดลางผ่านกลางหมู่บ้าน 1 สาย นอกจากนั้นนอกจากนั้นก็จะมีถนนคอนกรีตเสริมเหล็กและ ถนนลูกรัง ภายในหมู่บ้าน มีตู้โทรศัพท์สาธารณะใช้ติดต่อสื่อสารกับภายนอก แต่ปัจจุบันคนส่วน ใหญ่มีโทรศัพท์มือถือส่วนตัวใช้ มีไฟฟ้าใช้ในครัวเรือนทุกหมู่บ้าน
8กล่าวโดยสรุป สังคมวัฒนธรรมชาวชองเป็นสังคมเกษตรกรรม คนในชุมชนในอดีตมีการ ประกอบอาชีพทําไร่ ทําสวนกระวาน ทํานา กลางป่าใหญ่ มีต้นไม้ใหญ่มีสภาพแวดล้อมที่อุดม สมบูรณ์ ปัจจุบันชุมชนของสามารถแบ่งสัดส่วนพื้นที่ดําเนินกิจกรรมในวิถีชีวิตออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ส่วนแรก เป็นพื้นที่สําหรับทํานาดํา มีสภาพเป็นพื้นที่ลุ่ม มีน้ำขังในฤดูทํานา ส่วนที่สอง เป็นพื้นที่ที่ถัดมาจากพื้นที่ทํานาจะมีลักษณะเป็นเนินน้ำท่วมไม่ถึง ชาวชอง ใช้เป็นพื้นที่ทําสวนผลไม้ สวนยางพารา ทําไร่ และตั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยส่วนที่สาม เป็นพื้นที่ป่าสาธารณะประโยชน์ของหมู่บ้าน ลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบอยู่สูงในระดับที่น้ำท่วมไม่ถึงเช่นกัน เป็นแหล่งอาหารประเภท สัตว์ป่า และพืชผัก สําหรับประกอบอาหารส่วนที่สี่ เป็นพื้นที่แหล่งน้ํา สําหรับใช้ในครัวเรือน และในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ลําคลอง หนอง ห้วย สระน้ำ และอ่างเก็บน้ำที่ทางราชการสร้างขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ในการเกษตรกรรมของชาวบ้านส่วนที่ห้า เป็นพื้นที่ป่าสงวน มีสภาพเป็นป่าดิบชื้น โดยเฉพาะเทือกเขาคิชฌกูฏ เทือกเขา ตะเคียนทองและเขาสอยดาว ที่โอบล้อมด้านหนึ่งของพื้นที่ที่ชาวชองอาศัยตั้งถิ่นฐานทํามาหากินมา แต่อดีตถึงปัจจุบัน และเป็นพื้นที่ที่พืชคลุ้มและคล้านั้นจะเกิดขึ้นและมีความอุดมสมบูรณ์ในสภาพ แวดล้อมดังกล่าว ส่วนพื้นที่อื่นๆ ที่คลุ้มคล้าสามารถอยู่ได้และเติบโตได้ดีในระดับหนึ่งคือ พื้นที่ที่ อยู่ใกล้แหล่งน้ำ6. สังคม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาชาวชองก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มชนอื่นๆ อีกหลายๆ กลุ่มที่มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง ลักษณะบ้านเรือน การสร้างบ้านของชาวชองในอดีตเป็นแบบง่ายๆ มีลักษณะบ้านจะเป็น เรือนผูกโดยใช้วัสดุธรรมชาติเหมือนกับชุมชนชนบททั่วไปอย่างที่นักวิชาการหลายๆ คน มักหยิบ ขึ้นมาอธิบาย แต่ความสําคัญ และบทบาทพื้นที่ต่างๆ ในบ้าน มีความเป็นลักษณะเฉพาะที่แตกต่าง จากคนกลุ่มอื่นๆ คือ คนชองจะให้ความสําคัญกับลูกสาวมากกว่าลูกชาย ดังนั้น พื้นที่ส่วนหนึ่งใน บ้านจะถูกสร้างเป็นห้องนอนสําหรับลูกสาว และใช้เก็บของมีค่า และภายในตัวบ้านจะทําที่วางเรือน ผีทิ้งไว้บนที่สูง ซึ่งเป็นวัตถุที่ใช้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของคนชอง เพื่อแสดงความเคารพ และกตัญญูต่อบรรพบุรุษของคนชองตามสายตระกูล และจะนัดญาติมาทําพิธีเซ่นไหว้ผีหิ้งปีละครั้ง เพื่อให้ครอบครัวญาติพี่น้องอยู่เย็นเป็นสุข หากแต่ปัจจุบัน ทัศนะคติเกี่ยวกับการสร้างบ้านของชาวชองเปลี่ยนไป โดยไม่ต้องการสร้างบ้านด้วยวัสดุธรรมชาติแบบดั้งเดิมอีกต่อไป เนื่องจากจะทํา ให้คนอื่นหรือคนภายนอกที่มาปฏิสัมพันธ์ด้วย มองอย่างดูถูกว่าเป็นคนจน คนชองจึงพยายามลบล้างการดูถูกดังกล่าวด้วยการสร้างบ้านตามแบบสมัยใหม่ ซึ่งใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานจําพวกอิฐ หิน ปูน ทราย มาใช้สร้างบ้านเรือน ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชุมชนชอง ในขณะเดียวกันก็ พบว่าชาวของบางบ้านยังคงมีเรือนผีทิ้งอยู่ในบ้าน และมีการทําพิธีเซ่นไหว้แม้จะน้อยลงทุกทีก็ตาม
96.1 ลักษณะบ้านเรือนชาวชองเรียก “บ้าน” ที่เป็นที่อยู่อาศัยว่า “ต็อง” ซึ่งครอบคลุมลักษณะของเรือนแบบต่าง ๆ ทั้งแบบ ของดั้งเดิมที่มีไม้ไผ่เป็นวัสดุหลัก และแบบร่วมสมัยที่ใช้ไม้และปูนแทนซึ่งเป็นบ้านที่ชาวของปัจจุบันนิยมปลูกกัน บ้านเรือนลักษณะนี้มีทั้งแบบยกใต้ถุนสูงและแบบที่ปลูกติดดิน แต่ถึงแม้จะมีบ้านหลายแบบ บ้านของชาวชองก็มักจะประกอบไปด้วยพื้นที่ใช้สอยหลักสามส่วน ได้แก่ ส่วนเปิดโล่งหรือโถงของเรือน ส่วนครัวไฟ และส่วนห้องนอน ในบ้านแบบของดั้งเดิมหรือที่ชาวของปัจจุบันนิยมเรียกว่า “ต็องชอง” หรือที่บางคนเรียกว่า “ขนำ” นั้นมีลักษณะเป็นเรือนเครื่องผูกชั้นเดียว ใต้ถุนสูง พื้นเรือนและฝาทําจากไม้ไผ่ทุบแผ่เรียงต่อกันอย่างที่เรียกว่า “ฟาก” มีเพียงเฉพาะส่วนโครงสร้าง เช่น เสา ที่ได้จากไม้ยืนต้น ส่วนวัสดุมุงหลังคาสมัยก่อนที่หาได้ในพื้นที่ แต่ปัจจุบันมีการใช้ตับใบจากซึ่งสะดวกมากกว่า บ้านชองแบบดั้งเดิมไม่ค่อยจะพบมากนักในทุกวันนี้เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทําให้ชาวชองส่วนใหญ่ที่พอมีฐานะหันมาปลูกบ้านที่สะดวกสบายและคงทนถาวรกว่า ส่วนชาวของที่ฐานะไม่ดีนักก็จําเป็นต้องสร้างบ้านแบบขนําเพื่อพักอาศัย อย่างไรก็ตาม แม้บ้านชองแบบดั้งเดิม จะค่อนข้างคับแคบ แต่ก็จะเห็นลักษณะของการแบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นสามส่วนได้อย่างชัดเจน โดยส่วนที่ น่าสนใจที่สุด คือ ส่วนเปิดโล่งที่แบ่งเป็นชานพักต่อขึ้นจากบันได และส่วนที่เป็นชานเรือน พื้นที่ส่วนนี้ใช้เป็นทั้งที่พักผ่อนและรับรองแขก เนื่องจากขาวของนั้นนิยมไปเยี่ยมเยียนและสังสรรค์สนทนากันยามว่าง และในบางครั้งก็จะดื่มสุราร่วมกันในระหว่างการพบปะกันอีกด้วย ดังนั้น “ชานเรือน” จึงเป็นที่ที่ถูกใช้สอยอยู่บ่อยครั้งในแต่ละวัน6.2 การแต่งกายชาวชองในสมัยโบราณนั้นจะนิยมทอผ้าไว้ใช้เอง โดยจะมีเครื่องมือที่ใช้สำหรับทอผ้าทุกครัวเรือน เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทอผ้าเช่น กระสวย กระตุกกี่ทำด้วยไม้ สีที่นำมาย้อมผ้านำมาจากเปลือกไม้ โดยมากชาวชองนิยมสีดำเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีสีแดง และสีขาว ความเป็นมาของการใส่เสื้อผ้าสีต่างๆผ้าสีดำ สมัยก่อนชาวชองจะถูกกลุ่มอื่นรุกรานอยู่บ่อยๆ จึงทำให้มีการอพยพย้ายถิ่นฐานและเข้าไปอยู่ตามป่ามีความทุกข์ยากจึงได้แต่งกายด้วยผ้าสีดำ จนเป็นความเคยชินและแต่งมาตลอด และผ้าสีดำเป็นผ้าที่ไม่เก็บความร้อน ไม่เปื้อนง่ายๆ สามารถใช้สวมใส่ทำงานได้ทุกอย่างผ้าสีแดง ส่วนมากจะเป็นลักษณะของผ้าขาวม้า มีไว้สำหรับโพกหัวกันความร้อนคาดเอว นอกจากนั้นยังมีไว้เพื่อใช้รองเป็นที่กราบไหว้ผ้าสีขาว ใช้เกี่ยวกับการทำบุญ งานกุศลต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้มีจิตใจที่ขาวสะอาดเหมือนกับผ้าขาว (การพัฒนา Website เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวัดตะเคียนทอง น.91 กล่าวถึง เฉิน ผันผาย, น.6)ลักษณะการแต่งกายของชาวชอง ผู้ชายนิยมนุ่งกางเกงขาก๊วยสีดำ เสื้อแขนยาว ส่วนผู้หญิง จะนุ่งผ้าถุงสีดำ เสื้อแขนยาวเช่นกัน ถ้าไปงานรื่นเริงการแสดงต่างๆ จะแต่งกายด้วยผ้าสีดำหรือสีกรมท่า เสื้อขอกลมแขนกระบอก ไม่มีกระดุม ใช้ผ้าสีแดงขาดเอว แต่ถ้าไปงานบุญงานกุศลต่างๆ มักแต่งกายสีขาว ผู้ชายนุ่งกางเกงขาก๊วยสีขาวเสื้อขอกลมสีขาวแขนกระบอก ผู้หญิงนุ่งโจงกระเบนสีเขียวอ่อน เสื้อขอกระเช้าสีขาว มีผ้าสะใบเฉียง ส่วนการแต่งกายไปทำงาน ชายนุ่งกางเกงขาก๊วยขาสั้นสีดำ คาดผ้าขาวม้าลายสีต่างๆเครื่องประดับที่ใช้จะมีแหวนทำด้วยสตางค์แดงหรือตะกั่วสีขาวทำขึ้นเอง ต่างหูใช้ของที่มาจากเขาสัตว์ กระดูกสัตว์ แต่ระยะหลังทำด้วยสตางค์แดงแทนเพราะมีความแข็งแรงกว่าและมีมันเงาด้วย ลูกปัดทำจากลูกข้างเดือยร้อยแขวนคอมีหลากสี และทำเป็นกำไลข้อมือด้วยและมีกำไลที่ทำจากเงินใส่ข้อเท้าข้อมือด้วย
10ส่วนของผู้ชายใช้เครื่องประดับคล้ายกับผู้หญิง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุมงคลสำหรับป้องกันต้วจะทำเป็นตะกรุดทำด้วยตะกั่วผูกด้วยด้ายมงคลหรือเชือกคาดเอว (การพัฒนา Website เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวัดตะเคียนทอง น.91 กล่าวถึง ไกร ขวัญมา, 24 เมษายน 2552)การแต่งกายอยู่บ้านผู้หญิงจะนุ่งผ้าโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนกระบอกหรือเสื้อกั๊ก ใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่า สีของผ้าจะเป็นผ้าสีพื้น คือ สีน้ำเงิน คราม เขียว สีดํา สีกรมท่า หากไม่แต่งกายเช่นนี้มีความเชื่อว่า อาจจะเจ็บป่วยจนถึงตายได้ สวมผ้าถุง อาจมีเครื่องประดับ เช่น ต่างหู นอกจากนี้ยังนิยมสวมเครื่องรางของขลัง เช่น ด้ายขาว ปัจจุบัน ใส่เสื้อผ้าสีตามความนิยม วัยรุ่นสวมใส่กางเกงยีนส์ เสื้อยืดหรือเสื้อแขนยาวใส่เสื้อผ้าที่มีขายตามท้องตลาด และเลือกที่มีราคาถูก และไม่ได้เลือกว่าชอบเสื้อผ้าสีอะไร มีสีอะไรจะใส่ตามสีที่มีผู้ชายจะนุ่งโจงกระเบน หากอยู่ที่บ้านมักจะไม่ใส่เสื้อ จะต้องมีผ้าขาวม้าพาดบ่า ไม่นิยมใส่ เครื่องประดับ ปัจจุบันจะใส่กางเกงขาก๊วย ผ้าขาวม้าคาดเอวเพื่อให้คล่องตัวและสะดวกสบายต่อการทํางาน บางครั้งใส่เสื้อไม่ติดกระดุมการแต่งกายไปทําบุญ หรือออกงานผู้หญิงจะนุ่งผ้าโจงกระเบนหรือสวมผ้าถุง ใส่เสื้อคลุมทับด้วยเสื้อแขนกระบอกอีกชั้น ใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่าสีของผ้าจะเป็นผ้าสีพื้นคือ สีน้ำเงินคราม เขียว อาจมีเครื่องประดับ เช่น ต่างหู นอกจากนี้ยังนิยม สวมเครื่องรางของขลัง เช่น ด้ายขาว ปัจจุบันใส่เสื้อผ้าตามความนิยมผู้ชายจะนุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนกระบอกหรือแขนยาว จะต้องมีผ้าขาวม้าพาดบ่า ปัจจุบันจะไม่กางเกงขาก๊วย ผ้าขาวม้าคา .01 หรือ ความสะดวกสีสันหลากสี6.3 การศึกษาแต่เดิมการศึกษาของสังคมชาวชอง ส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษานอกระบบ คือ ผู้ปกครองของเด็ก หรือผู้นําหมู่บ้านจะเป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ การทํามาหากิน อบรมให้รู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อครอบครัว ปลูกฝังทัศนคติ นิสัย ความประพฤติที่สังคมได้กําหนดและอบรมให้รู้จัก แนวทางการดํารงชีวิต การปฏิบัติตนเองในสังคม เด็กผู้ชายส่วนใหญ่จะไปเรียนที่วัด หัดอ่านให้ออกกับเขียนให้ได้เพียงเท่านั้น6.4 เศรษฐกิจในอดีต เขตที่อยู่อาศัยของชาวชองนี้เป็นแหล่งกําเนิดของพรรณไม้และเครื่องเทศที่มีราคา เช่น ไม้กฤษณา เร่วหอม และกระวาน เป็นต้น นอกจากนั้นยังเคยเป็นแหล่งผลิตน้ำมันยางจากธรรมชาติซึ่งนําไปใช้ ในการเคลือบผิวไม้ หรือนําไปผสมกับชันเพื่อใช้ยาเรือ และยังนําเอาส่วนที่เป็นขี้โล้ (น้ำมันที่ปนกากตะกอน) ไปทํามัดไต้สําหรับจุดเป็นไฟส่องสว่างได้อีกด้วย แต่หลังจากที่รัฐบาลได้ให้อนุญาตให้มีการสัมปทานป่าไม้ ประกอบกับการบุกเบิกที่ทํากินเพื่อสร้างเป็นสวนผลไม้และพื้นที่การเกษตรอื่น ๆ ทําให้สภาพแวดล้อม ทางกายภาพของชุมชนชองที่เคยแวดล้อมด้วยป่าทึบกลับกลายเป็นแวดล้อมด้วยสวนผลไม้ สวนยางพารา และนา ไร่ ยิ่งชุมชนที่อยู่ใกล้ตัวเมืองจันทบุรีเข้ามาเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีลักษณะเป็นชุมชนเมืองมากยิ่งขึ้นเท่านั้นในสมัยก่อนแม้แต่พื้นที่ใกล้เคียงอย่างบ้านตะเคียนทองและบ้านคลองพลูซึ่งมีพื้นที่ป่ากั้นระยะทาง ห่างเพียงหนึ่งกิโลเมตรผู้คนก็ยังไม่ค่อยเดินทางไปมาหาสู่ ประชากรมีการทําไร่หมุนเวียนโดยทํากินในพื้นที่หนึ่ง เพียงปีเดียว จากนั้นก็ปล่อยให้เป็น “ซาก” หรือที่รกร้างว่างเปล่า
116.5 การประกอบอาชีพ การทําน้ำมันยางในการทําน้ำมันยาง ผู้ทําจะต้องเดินทางเข้าไปในป่าที่มีต้นยาง จากนั้นใช้ “ขวานบูล” ซึ่งเป็น ขวานคมแคบแบบดั้งเดิมของชาวชอง ขุดต้นยางให้เป็นโพรง แล้วนําใบไม้มาเผาเพื่อรมควันภายในโพรงนั้น จากนั้น จึงไปตักน้ำมันยางมารวมกันในบ่อเพื่อทําการกรองอีกครั้ง ซึ่งผลผลิตของน้ำมันยางที่ได้นั้น เป็นที่ต้องการของ ตลาดในเมืองจันทบุรี นอกจากนั้นกากที่เหลือจากการทําน้ำมันยางยังสามารถนําไปทํามัดได้ขายได้อีกด้วยการทํากระวานการทําสวนกระวานของชาวชองถือว่าเป็นภูมิปัญญาที่มีมานานกว่า ๓๐๐ ปี ปัจจุบันยังมีผู้ทํา สวนกระวานประมาณ ๔๐ ราย บนพื้นที่ประมาณ 6,000 ไร่ ส่วนใหญ่พบอยู่ในแถบอําเภอโป่งน้ำร้อน บริเวณเขาสอยดาวใต้เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งผลิตกระวานอันเป็นทั้งเครื่องเทศและสมุนไพรที่สําคัญของประเทศ ที่ยังมีให้เห็นในปัจจุบัน ลักษณะทั่วไปของกระวาน เป็นพืชล้มลุกที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีตามบริเวณภูเขา ที่มีความชุ่มชื้น มีไม้ใหญ่ปกคลุม ลําต้นมีขนาดสูงใหญ่ อายุยืน สามารถให้ผลผลิตได้นับร้อยปี ส่วนผลและเมล็ด มีกลิ่นหอมคล้ายการบูร มีรสชาติเผ็ดร้อน นิยมใช้เป็นเครื่องเทศในการประกอบอาหาร เหง้าอ่อนสามารถ ดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้ นอกจากนี้ยังถือเป็นสมุนไพรมีฤทธิ์ขับลมและบํารุงธาตุ ยับยั้งการเจริญเติบโตของ แบคทีเรีย แก้ลมจุกเสียดแน่นท้องได้อีกด้วย ปัจจุบันการทําสวนกระวานถือว่าสร้างรายได้ให้กับชาวสวน เป็นอย่างมาก สามารถขายได้ กิโลกรัมละ ๒๐๐ - ๒๕๐ บาท นอกจากนี้สวนกระวานยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งหนึ่งของ จังหวัดจันทบุรี เนื่องจากเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวมักมีผู้สนใจเดินทางมาชม วิถีการทํากระวานอีกด้วย6.6 เครื่องดนตรีสําหรับเครื่องดนตรีของชองในอดีตมีการร้องเล่นกันสด ๆ แล้วแต่ไหวพริบปฏิภาณของผู้เล่น มีกลอง กรับ เป็นอุปกรณ์ให้จังหวะ เช่น การเล่นเพลงกระบอก ลําตัด หงษ์ลงฟาง และในพิธีกรรมการเล่นผีหิ้งผีโรง แต่งงาน (กาตั๊ก) ส่วนการละเล่นสะบ้า ลูกข่างจะเล่นในช่วงตรุษสงกรานต์6.7 ประเพณี วัฒนธรรม พิธีกรรมของคนชองประเพณีการทําบุญส่งทุ่งการทําบุญส่งทุ่งนี้แต่ละหมู่บ้านจะเลือกทําเฉพาะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน 1 แห่ง เช่น ศาลเจ้า ศาลาหมู่บ้าน เป็นต้น จะเลือกวันที่ดี แต่ไม่เกินเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ โดยมีข้อสังเกตว่ามักเลือกประกอบพิธีกรรม บริเวณสถานที่ที่บนหัวทุ่งหรือข้างบนก่อนแล้วทําส่งต่อมาจนกระทั่งถึงสถานที่ใกล้กับท้ายทุ่งเป็นแห่งสุดท้าย หรือป่าช้าเก่า (หนองเต่า) พิธีทําบุญส่งทุ่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีแก่ภูตผีที่สิงสถิต ตามต้นไม้ ผีทุ่ง ผีนา ที่ช่วยคุ้มครองรักษาให้ชาวบ้านอยู่ร่มเย็นเป็นสุขทํามาหากินเจริญงอกงาม ปราศจาก ภัยพิบัติ รวมทั้งสร้างความเป็นศิริมงคลและป้องกันสิ่งร้ายที่จะเข้ามาในหมู่บ้าน อย่างไรก็ตามพิธีทําบุญส่งทุ่งนี้ พบว่าทํากันเกือบทุกหมู่บ้านในอําเภอเขาคิชฌกุฏ และจังหวัดจันทบุรี ทั้งในชุมชนชาวไทยและชุมชนชาวชอง ศาสตราจารย์ขัน อยู่ดี บันทึกไว้เมื่อ พ.ศ. 2501 ว่า เมื่อถึงเดือน 5 ชาวชองที่อําเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี จะทํา “บุญส่ง” เพื่อให้ผู้นําเอาโรคภัยไข้เจ็บไปให้พ้นหมู่บ้าน ก่อนทําบุญส่ง 1 วัน จะมีพิธีเรียกว่า “เก็บข้าหลวง” วันนั้นจะมีขาย 4 คน แต่งกายด้วยผ้าสีแดง โพกศรีษะ สวมมงคล มือถืออาวุธ และพาน
12ชายทั้ง 4 นี้ สมมติว่าชื่อ นายพุด นายซะ นายนะ นายโส ชายทั้งสี่คนนี้จะเข้าไปถามบ้านทุกหลัง จะพูดกับ คนในบ้านว่า “ฉันมานานแล้ว มีอะไรขอกินบ้าง คนในบ้านก็จะตอบว่า “ดีแล้ว จะกินอะไรก็หยิบกินเอง” คนทั้ง 4 ก็หยิบกินกันตามชอบใจ ก่อนจะออกจากบ้านจะเอาไข่คลึงที่ขา แขน และหัวเข่าของเจ้าของบ้าน และจะผูกด้าย สายสิญจน์ไว้ที่ข้อมือเด็กอายุไม่เกิน 3 ขวบ แล้วคลึงลงไปที่ปลายเท้าบอกว่า \"ไปละ ความเจ็บอย่าได้ ความไข้ อย่ามี” นายพุด นายซะ นายนะ นายโส จะหาบของที่ไปได้มาจากบ้านทุกหลังใส่กระบุงจนเต็ม ทั้ง 4 คนไม่เข้าบ้าน คงค้างในป่า และช่วยกันทําเกวียน วันรุ่งขึ้นมีพิธีทําบุญที่ได้นัดหมาย ชาวบ้านก็จะมาประชุมกันเพื่อ ทําบุญ นายพุด นายซะ นายนะ นายโส ก็จะมาที่ทําบุญ ลากเกวียนมาด้วย เมื่อตักบาตรแล้ว ชาวบ้านก็จะ ช่วยกันเอาไม้มาทําแหลนและควายใส่ลงไปในเกวียนด้วย พวกที่มาทําบุญจะช่วยกันสาดข้าวสาร ไปยังคนทั้ง 4 ชาวบ้าน 4 คน จะยิงปืนกันคนละ4-5 นัด แล้วร้องว่า “โรคภัยไปเถิด ผีไปเถิด ขอให้ทุกคนเป็นสุข\" นาย พุด นายยะ นายนะ นายโส ก็ช่วยกันลากเกวียนเข้าป่าไป“พิธีทําบุญส่งทุ่งด้วยความเชื่อที่ว่า การที่มนุษย์เกิดมาในโลกนี้ และมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือมีอัน เป็นไปต่างๆ นาๆ นั้นเป็นเพราะมียมทูตจากยมโลกมาลงโทษมนุษย์ชีวิตความเป็นอยู่ในแต่ละวันของมนุษย์จะมีเหล่ายมทูตคอยสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิด ชะตาชีวิตล้วนขึ้นอยู่กับเหล่ายมทูต ในรอบหนึ่งปีคณะของยมทูต จะต้องเดินทางกลับยมโลกเพื่อรายงานบันทึก และผลัดเปลี่ยนให้ยมทูตชุดใหม่ขึ้นมาทําหน้าที่ในโลกมนุษย์ต่อไปชาวชองทุกคนจะต้องทําบัญชีรายชื่อทรัพย์สินสิ่งมีชีวิตทั้งที่ตายแล้วและยังมีชีวิตอยู่มอบให้แก่คณะยมทูต นํากลับไปด้วย เพื่อขอความคุ้มครองให้อยู่ดีมีสุขในปีต่อไปพร้อมทั้งมีการเสียภาษีเป็นเสบียงอาหารให้แก่ เหล่าคณะยมทูตที่เดินทางกลับยมโลกด้วย หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวทุก ๆ ปีลูกหลานชาวชองในจังหวัดจันทบุรี ระยองและตราดจะมีประเพณีสําคัญที่กระทํากันสืบเนื่องกันมานั่นคือพิธีทําบุญส่งทุ่ง หากแต่ละท้องถิ่นต่างก็มีเรื่องเล่า และรายละเอียดของการประกอบพิธีนี้แตกต่างกันไป พระสี เตชพโล กล่าวว่า “พิธีทําบุญส่งทุ่งคือ พิธีทําบุญส่งเสบียงอาหารให้แก่เหล่ายมทูตที่ข้างทุ่งข้างทาง เพื่อให้ท่านเดินทางไปยมโลกอย่างมีความสุข ผู้คน ในโลกมนุษย์ก็จะได้มีความสุขด้วย\" วันประกอบพิธีนั้นจะไม่กําหนดตายตัวในแต่ละปีแต่ละชุมชนจะนัดหมายกันเองโดยถือเอาวันพระหลังการเก็บเกี่ยวข้าวเป็นเกณฑ์ในคืนก่อนวัน พิธีทําบุญส่งทุ่ง “คานะพูน่ายคามูน” หรือคณะข้าหลวงอันประกอบด้วยคณะยมทูตและเหล่าบริวารจะเดินไปบอกให้ทุกคนได้รู้ว่า ยมทูตจะกลับยมโลกแล้ว ใครมีเคราะห์กรรมอันใดให้บอกมาจะได้นําเคราะห์กรรมนั้นกลับไปโดยการนําไข่ไก่มาลูบไล้ ตามร่างกายแขนขาเพื่อเรียกสิ่งชั่วร้ายให้ออกไปจากร่างกายผมพูดก็จะขอให้แต่ละบ้านช่วยกันบริจาค เสบียงอาหารเพื่อใช้ในการเดินทางในครั้งนี้ด้วย ชาวบ้านก็จะนําพวกผักสด ปลา พริก เกลือ ข้าวสาร หมู เป็ด ไก่ ตามที่ตนอยู่ บริจาคให้กับคณะของยมทูตนี้ เหล่าบริวารของยมทูต ก็จะหาบสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานั้น นําไปยังบริเวณที่จะประกอบพิธีทําบุญ ซึ่งได้ตกลงกําหนดพื้นที่ในการประกอบพิธีกันไว้ล่วงหน้า ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณที่อยู่นอกหมู่บ้าน จากนั้นจะช่วยกันหุงหาอาหารและนอนพักค้างคืนกันที่นั่นสิ่งของที่ได้มานั้นห้ามนําไปใช้ในการอื่นและห้ามคณะของยมทูตและเหล่าบริวารกลับไปนอนที่บ้านด้วยจนกว่า จะเสร็จพิธี เช้าวันรุ่งขึ้นชาวบ้าน ก็พร้อมใจกันนําเอาอาหารคาวหวานและสิ่งที่ขาดไม่ได้ในพิธีนี้นั่นคือข้าวหลามที่แต่ละบ้านแต่ละครอบครัวจะต้องเผาเองนํามาร่วมในพิธีนี้โดย นิมนต์ให้พระสงฆ์ประกอบพิธีทางพุทธศาสนา เสร็จสิ้นพิธีสงฆ์แล้วก็จะรับประทานอาหารร่วมกันหลังจากนั้นทุกคนก็ร่วมใจกันทําพิธีส่งยมทูต ในการประกอบพิธีคณะข้าหลวงจะนําใบไม้มา ทำเกวียนจําลองเป็นพาหนะในการเดินทาง ชาวบ้านจะนําอาหารที่ได้แบ่งไว้มามอบให้และนำรายชื่อสรรพสิ่งของแต่ละบ้านมามอบให้พร้อมทั้งกล่าวว่าขอให้ท่านยมทูตนําความ ทุกข์ความยากทั้งหลายกลับไปด้วยขอให้ทุกคนมีแต่ความสุขความเจริญ หลังจากนั้นจึงมารับพรจากพระสงฆ์กรวดน้ำ แผ่เมตตา เมื่อเสร็จสิ้น
13พิธีกรรม แล้วอาจมีมหรสพ เช่น การเล่นละครชาตรี หรือมีการแข่งขันกีฬา สันทนาการ ต่างๆ เป็นการ เฉลิมฉลองประเพณีพิธีกรรมนี้ นอกจากนั้นยังมีประเพณีการเล่นผีหิ้ง และประเพณีการเล่นผีโรง ปัจจุบันนี้ประเพณีการทําบุญส่งทุ่งยังมีขั้นตอนบางอย่างหายไปในแต่ละพื้นที่ เช่น การเดินข้าหลวง เป็นต้น แต่ปัจจุบัน ได้มีการลัดขั้นตอนมากขึ้นวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมได้หายไปตามกาลเวลา ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนักเพราะบรรพบุรุษได้คิดและกําหนดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพื่อเอาไว้สอนลูกหลานที่เป็นปริศนาน่าคิดกับวัฒนธรรม6.8 อาหารการกินของคนชองสมัยก่อนที่ยังไม่รู้จักปลูกข้าวจะนํา กลอย มันเทศ มันมุ้ง มาต้ม หรือเผากินให้อิ่มท้อง ต่อมาเมื่อคนชองรู้จักการปลูกข้าว จึงหันมากินข้าวจ้าวเป็นหลักจนถึงปัจจุบัน คนชองมักปรุงอาหารที่มีรสจัด โดยมีส่วนผสมของเครื่องเทศสดพื้นบ้านเฉพาะของชาวชอง โดยเฉพาะเร่ว กระวาน ขิง ข่า ตะไคร้ ไหล ว่านม่วง และพริกขี้หนูสวน ซึ่งคนชองเชื่อว่ากินแล้วจะ ทําให้รู้สึกมีแรงกําลังในการทํางานมากขึ้น ส่วนผสมที่สําคัญที่ได้มาจากการซื้อขายแลกเปลี่ยนจากในเมืองคือพวกกะปิ น้ำปลา และเกลือ ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นส่วนประกอบอาหารหลักของคนชองโดยเฉพาะน้ำพริก เช่น น้ำพริกตะไคร้ น้ำพริกกะปิผสมใส่มะส้มอึกบ้างผสมลูกมะกอกบ้าง น้ำพริกกะทิ น้ำพริกระกํา กินจิ้มกับพืชผักพื้นบ้าน ซึ่งเป็นอาหารหลักที่ขาดไม่ได้ในสํารับกับข้าวของคนชอง ส่วนอาหารแกงและ คั่วเผ็ดที่มีลักษณะโดดเด่น เช่น แกงสัตว์ป่าใส่ชะมวงหรือใส่ กระวาน เป็นต้น ซึ่งมีการใช้เครื่องเทศสดพื้นบ้าน มาปรุงเป็นเครื่องแกง ทําให้มีรสชาติเผ็ดหรือเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอมดับกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ป่า ส่วนอาหารของที่รสชาติไม่เผ็ด เช่น ลูกกะแพ้ง (มีส่วนผสมของมะพร้าวคั่ว) กะลาง (มีส่วนผสมของเม็ดกระบก) เป็นต้น นอกจากนั้น ขนมที่มี ลักษณะโดดเด่นและสะท้อนความเป็นชองคือขนมที่ใช้พิธีกรรมเซ่นไหว้ศาลเจ้าที่ และพิธีลงผีโรง และผีหิ้ง โดยเฉพาะ “ขนมห่อ” ที่ชาวชองเรียกว่า “น่มป๊อก\" ข้าวเหนียวกวนขาว ขนมไข่ก้าง ขนมตุงค้อน และขนมโคนนอกจากจะสะท้อนความเป็นชองผ่านอาหารการกินในชีวิตประจําวันแล้ว อาหารที่มักถูก ชาวชอง หยิบยกมานําเสนอกับคนภายนอก คือ แกงเผ็ดหมูกระวาน หมูชะมวง น้ำพริกกะปิ และ น้ำพริกกะทิ กินจิ้มกับผักพื้นบ้านทั่วไป ปัจจุบันแม้ชาวชองจะกินอยู่แบบคนของดั้งเดิม แต่ในขณะเดียวกันคนชองก็พยายามเรียนรู้วิธีการปรุงอาหารและมีรสชาติตามแบบของคนไทยทั่วไป หรืออาหารแบบอีสาน ซึ่งมักพบเห็นได้ตามงานต่างๆ ที่วัด และครอบครัวในชุมชนชองอาหารคาวหลุกกะแพ้ง (มะพร้าวคั่ว)ส่วนผสม :1) มะพร้าว 1/2 กิโลกรัม2) เกลือ 1 ช้อนชาวิธีการทํา1) นํามะพร้าวไปคั่วในกระทะจนเหลือง2) นําไปตําในครกจนละเอียดแล้วใส่เกลือให้เค็มพอประมาณ 3) นําไปใส่ใบตองที่ทำเป็นรูปกรวยแล้วรอจนเย็น 4) นําไปรับประทานกับข้าวร้อน
14กะลาง (เม็ดกระบก)ส่วนผสม: 1) เม็ดกระบก 1/2 กิโลกรัม2) เกลือ 1 ช้อนชาวิธีการทำ1) นําเม็ดกระบกที่แกะเปลือกแล้วไปคั่วในกระทะจนเหลือง2) นำไปตำในครกจนละเอียดแล้วใส่เกลือให้เค็มพอประมาณ 3) นําไปใส่ใบตองที่ทําเป็นรูปกรวยแล้วรอจนเย็น4) นําไปรับประทานกับข้าวร้อนปลาแอ๊บส่วนผสม:1) พริกแกง 1 ช้อนแกง2) ลูกปลาซิว 2 ขีด3) ใบกระเพรา 1 กิ่ง4) ใบกระเสริมวิธีการทํา:นําพริกแกงมาละเลงกับน้ำให้เข้ากันแล้วจึงนําลูกปลาซิว ใบกระเพรา ใบกระเสริม มาคลุกรวมกัน ต่อจากนั้นนําไปห่อกับใบตอง แล้วนําไปย่างจนแห้งน้ำพริกชอง (พริกกะทิ)น้ำพริกชอง แต่เดิมเรียกน้ำพริกกะทิเพราะใช้กะทิเป็นส่วนผสมหลัก เนื่องจากมะพร้าวและพืชผัก สวนครัว จะมีอยู่ตามบ้านเรือนส่วนผสม: 1) ใบมะกรูดหั่นฝอย 4 ใบ2) พริกขี้หนูสด 1 กำ3) เกลือ 2 ช้อนชา4) มะพร้าวขูด 1/2 กิโลกรัมคั้นเอาแต่หัวกะทิได้ประมาณ 5 ถ้วย5) กระเทียม 1 หัว6 ทอมแดง 2 หัว7) กะปิ 1 ช้อนแกงวิธีการโขลกน้ำพริก :การโขลกน้ำพริกควรใช้ครกหิน จะตำได้แหลกละเอียดได้เร็ว ใส่พริกแห้งลงไปทําให้เข้ากัน ถ้าพริกแห้งกรอบจะทําง่าย ใส่พริกขี้หนูสด ตําให้เข้ากันแล้วใส่กะเทียม หอมแดง โขลกส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน จนละเอียดที่สุด จึงเติมเกลือและกะปิลงไปโขลกให้เข้ากัน
15วิธีการทํา1) ตั้งกระทะใช้ไฟแรงปานกลาง ใส่น้ำกะทิลงไปเคี่ยวให้เดือด เคี่ยวจนน้ำกะทิแตกมัน2) นําน้ำพริกที่โขลกไว้มาใส่ลงไปคนให้ผสมกันจนเดือด3) เติมรสชาติ ตามใจชอบ ด้วยเกลือเสร็จแล้วนําใบมะกรูดหั่นใส่ลงไปขนมจีนขนมจีน เป็นอาหารที่คนชองนิยมทํากันมานานแล้ว วิธีการทําเส้นขนมจีนนั้น คนชองมีวิธีการทํา ที่แตกต่างไปจากการทําขนมจีนในที่อื่นๆ กล่าวคือ การทําเส้นขนมจีน มีขั้นตอนที่ไม่ได้เลียนแบบที่ใดเลย คนชองจะมีวิธีทําให้ข้าวเจ้านิ่มและเหนียว ด้วยการหมักเมล็ดข้าวเจ้าให้นิ่มโดยค้างคืนไว้หลายคืนแล้วล้างด้วยน้ำเกลือ แล้วจึงนําไปยี (การกด นวด ขยำ) ในอ่างดิน จนเมล็ดข้าวแตกยุ่ยเป็นแป้งปนกับน้ำ มีความเหนียว และนิ่มแล้วปั้นเป็นก้อนไม่ใหญ่จนเกินไป จากนั้นจึงนําแป้งนั้นไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 15 นาที (ถ้านานกว่านี้ก็จะทําให้โขลกขนมจีนยาก เส้นอาจจะไม่สวย) แล้วเอามาตำในครกไม้ขนาดใหญ่ ก่อนโขลกขนมจีนตําขนมจีน ให้แตกก่อนแล้วรอให้เย็นพอประมาณเพื่อที่จะโขลกขนมจีนได้ง่ายไม่ติดสาก เมื่อโขลกเสร็จนําขนมจีนไปยีในอ่างอีกครั้ง เพื่อให้แป้งนั้นนิ่มและเหลวแล้วนําไปกรองอีกครั้งหนึ่งเพื่อไม่ให้ขนมจีนเกิดเม็ดขึ้น (เพราะจะทําให้เส้นขนมจีนขาดขณะโรยขนมจีน) จนเห็นว่าเหลวพอที่จะทําให้ไหลลอดรูเล็กๆ เป็นเส้นได้แล้ว จึงตักแป้งนั้น ใส่ในแว่นโรยขนมจีน นําไปโรยในน้ำเดือด จะทําให้แป้งเป็นเส้นยาวลอยในน้ำเดือด ใช้กระชอนตักเส้นขนมจีนขึ้นแล้วรีบนําไปจุ่มในน้ำเย็น เพื่อมิให้เส้นขนมจีนนั้นติดกัน จากนั้นจึงนําไปจับให้เป็นจับ (มีลักษณะเรียงเส้น เป็นแผ่นขนาดเท่าฝ่ามือ) เพื่อสะดวกในการหยิบมารับประทานกับน้ำยาต่อไป (ในแถบตะเคียนทอง คลองพลูจะรับประทานกับน้ำยาไก่คั่วซึ่งเป็นน้ำยาที่ขึ้นชื่อมากของตะเคียนทอง) (เฉลียว วรรณภักดี, 27 กรกฎาคม 2552)อาหารคาวชนิดอื่น ๆ ได้แก่ ปลาแอ๊บ พริกกะทิ พริกกะปิ กะปิเผา พริกเกลือ ขนมจีน น้ำยาไก่คั่ว แกงไก่ใส่ลูกกล้วย แกงมะละกอใส่ไก่ แกงบอนใส่ลูกมะกอก พริกแกง น้ำกะทิ ลูกมะกอก เกลือ ต้มโหลกล้วย ต้มโหลหน่อไม้ ต้มโหลมัน ต้มปลาใส่ส้มบอน เลียงปลาย่างลูกบวบ ฯลฯอาหารหวานขนมปาย ส่วนผสม :1) แป้งข้าวเจ้า 1/2 กิโลกรัม2) แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม3) น้ำตาล 1/2 กิโลกรัม4) เกลือ 1 ช้อนแกง5) มะพร้าวขูด 1/2 กิโลกรัม6) น้ำมันพืช 1 ลิตรวิธีการทํา :1) นําแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว มะพร้าวขูด มาผสมกัน 2) นําเกลือผสมน้ำแล้วนําไปนวดแป้งที่ผสมอยู่3) นําแป้งที่นวดได้ที่แล้วมาบีบให้เป็นรูปแบนๆ
164) นําไปทอดในกระทะให้เหลืองขนมลูกโทนสวนผสม:1) แป้งข้าวจ้าว 1 กิโลกรัม2) แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม3) น้ำอ้อย 1/2 กิโลกรัม4) เกลือ 1 ช้อนแกง5) มะพร้าวขูด 1 กิโลกรัมวิธีการทำ :1) การทําไส้ขนม นํามะพร้าวมาผัดกับน้ำอ้อยจนสุก2) ตัวขนม นําแป้งข้าวเจ้ากับแป้งข้าวเหนียวมานวดกับน้ำเกลือจนแป้งนิ่มเป็นตัวเดียวกัน3) นําแป้งที่นวดเสร็จมาทําเป็นแผ่นแล้วใส่ไส้ นําไปต้มจนสุก 4) นําขนมที่ต้มจนสุกแล้วนํามาคลุกกับมะพร้าวขนมตุงค้อนส่วนผสม :1) แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม2) แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม3) น้ำตาล 1/2 กิโลกรัม4) เกลือ 1 ช้อนแกง5) มะพร้าวขูด 1/2 กิโลกรัมวิธีการทํา :1) ตัวขนม นําแป้งข้าวเจ้ากับแป้งข้าวเหนียวมานวดกับน้ำเกลือจนแป้งนิ่มเป็นตัวเดียวกัน2) นําแป้งที่นวดเสร็จมาทําเป็นแท่งยาวเท่าหัวแม่โป้ง (นิ้วหัวแม่มือ) แล้วนำไปต้มจนสุก3) นําขนมที่ต้มจนสุกแล้วนํามาคลุกกับมะพร้าว หากชอบรสหวานให้ใช้น้ำตาลโรยหน้าขนมป็อกส่วนผสม :1) แป้งข้าวเจ้า 1/2 กิโลกรัม2) แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม3) เกลือ 1 ช้อนแกง4) มะพร้าวขูด 1/2 กิโลกรัมวิธีการทํา : 1) การทําไส้ขนม นํามะพร้าวมาคลุกกับเกลือให้มีรสชาติเค็มพอประมาณ2) ตัวขนม นําแป้งข้าวเจ้ากับแป้งข้าวเหนียวมานวดกับน้ำเกลือจนแป้งนิ่มเป็นตัวเดียวกัน3) นําแป้งที่นวดเสร็จมาทําเป็นแผ่น แล้วใส่ไส้ห่อด้วยใบคลุ้มแล้วน้าไปต้มจนสุก
17ขนมปลากริม ส่วนผสม :1) แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม2) แป้งข้าวเหนียว 1/2 กิโลกรัม3) น้ำอ้อย 1 กิโลกรัม4) เกลือ 1 ช้อนแกง5) น้ำกะทิ 2 กิโลกรัมวิธีการท่า :1) ตัวขนม นําแป้งข้าวเจ้ากับแป้งข้าวเหนียวมานวดกับน้ำเกลือจนแป้งนิ่มเป็นตัวเดียวกัน2) นําน้ำกะทิไปตั้งไฟจนเดือดแล้วใส่น้ำอ้อยและเกลือเล็กน้อย 3) นําแป้งที่นวดเสร็จมาใส่กะลาบดลอดช่อง4) รอจนสุก แล้วนําไปเป็นอาหารหวานที่มีรสชาติดีมากของคนชองขนมรังผึ้งส่วนผสม :1) แป้งข้าวเจ้า 1/2 กิโลกรัม2) เกลือ 1 กิโลกรัม3) นํ้ากะทิ 2 กิโลกรัม4) น้ำมันพืช 1/2 ลิตรวิธีการทํา :1) นําน้ำกะทิ แป้งข้าวเจ้า เกลือ มาผสมกันชิมรสชาติให้เต็มพอประมาณ2) นํากระทะตั้งไฟ นําน้ำมันมาทาที่ก้นกระทะพอประมาณรอจนกระทะร้อน3) นําแป้งที่ปรุงเสร็จมาเทใส่กระทะ ปิดฝากระทะรอจนสุก วิธีการทําคล้ายกับการทําขนมครกแต่ใช้ กระทะแทนขนมกวนขาวส่วนผสม:1) แป้งข้าวเจ้า 2 กิโลกรัม2) เกลือ 1 ช้อนแกง3) น้ำกะทิ 5 กิโลกรัมวิธีการทํา :1) นําน้ำกะทิ เกลือ แป้งข้าวเจ้า มาผสมกันก่อนที่จะตั้งเตา 2) ผสมให้ส่วนผสมเข้ากัน นําไปตั้งไฟ แล้วค่อยๆ กวนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งขนมเหนียวได้ที่3) นําขนมไปเทใส่ถาด
18ขนมกวนแดงส่วนผสม:1) แป้งข้าวเจ้า 2 กิโลกรัม2) น้ำอ้อย 1/2 กิโลกรัม3) เกลือ 1 ช้อนแกง4) น้ำกะทิ 5 กิโลกรัมวิธีการทํา:1) นําน้ำกะทิ เกลือ แป้งข้าวเจ้า มาผสมกันก่อนที่จะตั้งเตา2) ผสมให้ส่วนผสมเข้ากัน นําไปตั้งไฟ นําน้ำอ้อยมาเทใส่ แล้วค่อยๆ กวนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ขนมเหนียวได้ที่นําขนมไปเทใส่ถาด (ทองดี วังศรี และ เฉลียว วรรณภักดี, 27 กรกฎาคม 2552)6.9 การดูแลสุขภาพและการรักษาโรคการแพทย์พื้นบ้านเป็นวิธีการรักษาโรคของชุมชน ที่ได้สั่งสมมาจากบรรพบุรุษ มีความหลากหลาย ซึ่งขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกันกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของแต่ละชุมชนหรือท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นระบบการแพทย์ที่มีบทบาทในการดูแลรักษาสุขภาพแบบองค์รวมภูมิปัญญาการรักษาโรคแบบชอง คนชองมีความผูกพันกับป่า จึงมีความเชี่ยวชาญอย่างมาก ด้านสมุนไพรในการรักษาโรค ประกอบกับคนของมีความเชื่อเรื่องผี จึงมีภูมิปัญญาด้านการรักษาโรค ได้แก่ การรักษาโรคด้วยสมุนไพร การรักษาโรคด้วยเวทย์มนตร์คาถา เป็นต้น ดังนั้นหมอพื้นบ้านและผู้สืบทอด ภูมิปัญญา จึงมีบทบาทในการรักษาโรคแบบของ ดังเช่นการรักษาโรคมะเร็ง เบาหวาน งูสวัด วิธีการรักษาโรคมะเร็ง จะใช้น้ำมนต์ในการดับพิษก่อนแล้วจึงใช้ยาสมุนไพรนําไปต้มทาน 3 เวลาก่อนอาหาร ตัวยาจะมีรสฝาดเผื่อนตัวยาที่สําคัญคือ หัวร้อยรู ข่อย ไทร ขลุ่ย หาได้จากเขาตะเคียนทองโดยจะคิดในราคาหม้อละ 200 บาท โดยต้องได้รับการยืนยันจากหมอโรงพยาบาลว่าเป็นแน่นอน ข้อห้ามของผู้ป่วย คือ ห้ามทานปลาที่มีเงี่ยง (ปลาดุก ปลากด ปลาหมอ ปลานิล) ไข่ เนื้อไก่ มะระ คะน้า ข้าวโพด สับปะรด ของหมักดอง ข้าวเหนียว ปลาร้า หน่อไม้และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์งูสวัด จะใช้หมาก 3 คำ พ่นบริเวณที่เป็นพร้อมทั้งใช้คาถากํากับ และใช้ยาทา โดยนําต้นหมอยแม่ม่าย (เถาว์นาคราช) ฝนกับน้ำซาวข้าวจะใช้กินและทา (ซึ่งข้าวแช่น้ำซาวข้าวจะช่วยให้เย็นดับพิษร้อนจากงูสวัด) จะมีค่าครู 12 บาท เหล้า 1 ขวด เมื่อรักษาหายแล้วก็ให้ไปทําบุญถวายสังฆทานเพื่อให้ครูบาอาจารย์และเจ้ากรรมนายเวรของคนไข้ ในขณะทําบุญให้ระบุชื่อด้วยแล้วกรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ข้อห้ามคือ ห้ามทานหน่อไม้ กบ ปลาไหล ไข่
19การรักษาโรค ต่อกระดูก บีบเส้น การรักษาต่อกระดูก ก่อนเรียนหมอกระดูก แขนจะต้องหัก หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายจะต้องหักก่อน และครูต้องรักษาลูกศิษย์ด้วย การให้วิชาจะให้ไม่หมด ซึ่งมีของไหว้ครูเจ้าจีน ในช่วงเดือน 3 ดังนี้ หัวหมู 6 หัว ไก่ 1 ตัว เหล้า 2 ขวด ขนมไหว้ครู ขนมต้มขาว-แดง ในการรักษาผู้ป่วยนั้นนางเสงี่ยมจะใช้ น้ำมันมะพร้าวหรือ น้ำมันงาก็ได้แล้วนําไปทาตรงบริเวณที่มีกระดูกเคลื่อนหรือแตกโดยจะใช้คาถาเป่ากํากับด้วยจะใช้เวลาในการรักษา 3 ค่ำด้วยกันการรักษาโรคตานขโมยวิธีการรักษาโรคตาลขโมย พบในเด็ก คนไข้จะมีลักษณะ ทานอาหารไม่ค่อยได้ นอนไม่หลับ ถ้าเป็นหนักอุจจาระ จะมีสีขาวมีสาเหตุจากการรับประทานอาหารผิดสําแดงทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ชอบทานขนมมากเกินไป หรืออาจจะมีแผลและที่หัวหรือตามตัว ซึ่งลุงเกษมได้เรียนรู้จากบิดา โดยจะใช้สมุนไพรนํามาต้มกินจนจืด ได้แก่ -ดาลจุก ตาลหม่อน ตานซ่าน ตูดหมู ตูดหมา ใบมะนาว 108 ใบ กระเพราแดง กระเพราขาว ขมิ้น อ้อย หมากผู้ หมากเมีย ใบเงิน ใบทอง รากหมาก รากมะพร้าว กาบตาลโตนด หัวคลุ้ม หัวคล้าอย่างละหยิบมือการรักษาโรค กวาดกุ้ง กวาดช่าง วิธีการรักษากวาดบุ้ง โดยจะต้องมีค่าครู 12 บาท กล้วย 1 หวี ชัน เคียวเกี่ยวข้าว การรักษานั้นนางจงบอกว่า จะต้องท่องนะโม 3 จบก่อน ถ้าดับพิษจะต้องมีเหล้า 1 ขวด เมื่อท่องนะโมจบก็จะใช้เคียวเกี่ยวข้าวดักชันที่วาง ไว้บนพานหรือจานกวาดลงไปที่มือหรือเท้าที่บวมซึ่งจะต้องมากวาด 3 คำด้วยกัน ในขณะที่กวาดบุ้งนั้นนางจง ก็จะท่องคาถาไปเรื่อยๆขันและยางไม้เป็นของป่าชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นสารเหลวๆ ที่ไหลออกมาจากส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ เช่น เปลือกไม้หรือเนื้อไม้ก็ได้ ขันและยางไม้เกิดจาก “น้ำมันหอมระเหย” (Volatile oil หรือ Essential oil) ซึ่งมีกลิ่นและรสเฉพาะตัวได้ระเหยออกไปแล้วเมื่อกระทบกับอากาศ สารเหลวที่เป็นยางนี้จะค่อย ๆ แข็งเป็น ก้อนหรือเป็นแท่ง (solid) เรียกว่า “ซัน” (Hard resin) ภาคอีสานเรียกว่า \"ขี้ซี\" หากสารเหลวที่ไหลออกมา ยังคงมีลักษณะเป็นของเหลวข้น (Liquid) อยู่ ของเหลวข้นนี้เรียกว่า \"ยาง” หรือ “ครึ่งชันครึ่งยาง\" (Oleoresin)กวาดขาง (ซางละ) จะใช้แมลงสาบ (แมลงสาบตัวเป็นๆ จะดี) บดกับเหล้าและใบสะระแหน่ 3 ใบ โดย ทําการพ่น 3 วันก็จะดี ข้างละถ้าขึ้นเขียวเหลืองก็อาจจะถึงตายได้การรักษาโรค แก้ช้ำใน แก้เส้นวิธีการรักษาแก้ช้ำใน ใบบัวบก ปู 7 ตัว (ผู้หญิงใช้ปูตัวเมีย) หญ้าเกร็ดหอยเล็ก เหล้าขาว ตุ๋น 3 ครั้งกินแก้ช้ำใน แก้เส้น รากคณฑา คุณฑีสอ เหมือดคน แก่นขี้เหล็ก นรคน หัวหวายขม ราก/เปลือกตีนเป็ด ขิง(ถ้าต้องการระบาย) แห้วหมู ต้มกินก่อนอาหาร กินได้ทุกเวลา
20การรักษาโรคเริม ยาแก้เส้นวิธีการรักษาเริม เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัส ชนิดที่ทำให้เกิดแผล ที่พบบริเวณริมฝีปาก ทั้งบนและล่าง หรือมุมปาก พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และชนิดที่มักพบเริมบริเวณอวัยวะเพศ พบในผู้ใหญ่มากว่าเด็ก ลักษณะอาการแบ่งได้เป็นหลายระยะ โดยจะเริ่มจากความรู้สึกคันหรือเจ็บยิบๆ บริเวณที่จะเกิดแผล แล้วจะมี ผื่น กลายเป็นกลุ่มของตุ่มน้ำใสซึ่งภายหลังจะรวมตัวกันอยู่บนผิวหนังประมาณ 1-2 วัน จากนั้นตุ่มน้ำใสนี้ จะแยกออก และตกสะเก็ดแต่บางรายอาจเป็นนานกว่านั้นเกือบถึง 1 สัปดาห์ ทั้งนี้เราไม่สามารถกําจัดเชื้อไวรัส เริ่มได้เด็ดขาด แต่เชื้อจะมีระยะพักตัว ซึ่งมักพักตัวอยู่ในเส้นประสาท และก่อให้เกิดตุ่มใสขึ้นอีกได้เสมอๆ ซึ่งขึ้นกับปัจจัยต่างๆ เช่น ภูมิคุ้มกันลดลง ความเครียดทางกายหรือจิตใจ ช่วงประจําเดือน เป็นต้น ลุงฉวยได้ทํา การรักษาผู้ป่วยโดยแอบจํา(จําลอดล่อง) จากบิดาเวลาที่บิดารักษาคนการพ่นเริม ก็จะต้องมีการตั้งครูเสียก่อนโดยใช้ เหล้า 1 ขวดเฟื้อง ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม ค่าครู 6 สลึง หมากพลูเคี้ยวพ่นการดับพิษเริ่ม โดยท่องคาถาจะใช้น้ำและธูป 1 ดอก พนมมือแล้วอมน้ำพ่น ท่องนะโม 3 จบ เคี้ยวหมากพ่น โดยต้องพ่น 3 ค่ำแต่ถ้าหายอาจพ่นเพียงครั้งเดียว หากผู้ป่วยที่อยู่ไกลก็จะมียาให้ทา ตัวยาก็มี ขี้วัว แห้ง 1 ก้อน ใบน้ำเต้า 1 ใบ น้ำปูนใส โดยการนําขี้วัวแห้งบดให้ละเอียดนํามาตํารวมกับใบน้ำเต้าที่ตากแห้ง แล้วนําไปใส่ขวด M แล้วนําน้ำปูนใสใส่รวมลงไป ทาเช้า กลางวัน เย็น อาการก็จะดีขึ้น ลุงฉวยบอกข้อห้ามว่า ห้ามลอดราวตากผ้าเป็นเด็ดขาดยาแก้เส้น เมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อย เจ็บเส้น ลุงฉายก็จะหายามาให้ผู้ป่วยนําไปต้มเป็นหม้อ ซึ่งประกอบไปด้วย ขี้เหล็ก หวายขม ระเบียง ต้นตีนเป็ด คนหา แก่นกันเกรา สีละมัน(เปลือกหรือใบ) บอระเพ็ดการรักษาโรคด้วยเวทย์มนตร์ (การบูรณ์)วิธีการรักษาการบูรณ์ คือ หมอที่วินิจฉัยหาสาเหตุของการป่วย ซึ่งไม่รู้สาเหตุของการป่วย คนไข้จะไปให้หมอบูรณ์ ทําพิธีเพื่อหาสาเหตุของการป่วย ส่วนมากหมอบูรณ์จะเป็นผู้หญิง เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ได้แก่ มีดเหลาหวาย (จ๊าดกะเถอะ) ด้วยขาวหรือสายสิญจน์ ข้าวสาร 1 ถ้วย เทียน 1 เล่ม วิธีบูรณ์ ยายถิ่นจะใช้มีดเหลาหวาย (จ๊าดกะเถอะ) เอาด้ายสีขาวมัดหัวท้ายมีด คว่ำหน้ามีดลง เอาข้าวสารใส่ไว้บนสันมีดจับด้ายตรงกลางให้มีดแกว่งไปมาเองเล็กน้อย คุณยายจะพูดเรียกหาว่าคนป่วยจะถูกผีสางอะไร เจ้าที่อะไรพร้อม ทั้งหยิบเม็ดข้าวสารที่อยู่ ในถ้วยสาดไปทางข้างหลัง เมื่อเรียกถูกชื่อผีหรือเจ้าที่แล้วมีดจะแกว่งเร็วขึ้นและ แกว่งไปมาหกคว่ำหกหงาย และจะทํานายจากจํานวนข้าวสารที่เหลืออยู่บนสันมืด ถ้าข้าวสารเหลือคู่จะ ทํานายว่าผีจะรับอาการป่วยก็จะเบาบาง ถ้าข้าวสารเหลือที่จะทํานายว่าผียังไม่รับอาการป่วยจะยังไม่ทุเลา และหายช้า คนของใช้วิธีนี้เป็นการทํานายผู้ป่วยว่าจะหายป่วยข้าหรือเร็ว การเรียนนั้นคุณยายก็จะเรียนเอง โดยเรียนจากจันทคราสการรักษาโรคไข้ป่า (โดนผีป่า) วิธีการรักษาไข้ป่า โดนผีป่า) จะมีอาการคล้ายกับการเป็นหวัด คือ ปวดหัว มีไข้ปวดเมื่อยตามลําตัว อาจมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร สะบัดร้อนสะบัดหนาว บางช่วงจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น แล้วตามด้วยเหงื่อออก แล้วกลับไปหนาวสั่นอีก สลับไปมาอยู่อย่างนี้
21การรักษาโรคนั้นนายหยอดจะใช้คาถากับใบตะเคียน 3 กิ่งเล็กๆ พร้อมค่าครู 12 บาท ดอกไม้ 3 ดอก ธูป 3 เล่ม เทียน 2 เล่ม ซึ่งมักจะเกิดกับการไปโค่นไม้ตะเคียน เมื่อหายแล้วจะต้องส่งครูด้วยถ้าไม่ส่งครูหมอ ก็จะถูกครูทับจะทําให้เจ็บไข้ได้ป่วยได้การพ่นแม่ซื้อเด็กวิธีการรักษาการที่ต้องพ่นแม่ซื้อเด็กเพราะว่าเด็กงอแง ร้องไห้ตลอดเหมือนว่าเด็กมีอาการตกใจกลัวหรืออาการ หวาดสะดุ้งผวา จนไม่เป็นอันกินอันนอน กระทั่งเจ็บไข้ได้ป่วยเมื่อเด็กทารกมีอาการดังกล่าว พ่อแม่ก็จะไปหา หมอประจําบ้านมา “พ่นแม่ซื้อ” สิ่งของที่ต้องใช้ในการพ่นแม่ซื้อก็มี เหล้า 1 ขวด เงิน 2 สลึง ไพล 3 แว่น ข้าวปั้น 3 ก้อน ก้อนละสี สีดํา สีขาว และสีแดง โดยแม่เด็กต้องนําไปประเคน เมื่อแม่ซื้อรับมาแล้วต้องขอขมา เหล่าครูบาอาจารย์ ขอให้ศักดิ์สิทธิ์เหมือนครูบาอาจารย์ ท่องมนต์ ข้าวปั้น(ส่งผีไป) ไพลพ่นไล่ผี ทํา 3 เย็นก่อน ตะวันตกดิน ถ้าทําแล้วดีไม่ต้องทําการพ่นอีกก็ได้ ส่วนเงินสองสลึงก็นําไปทําบุญ (เจตน์จรรย์ อาจไธสง และคณะ, 2558)6.10 การเกิดฝากครรภ์ผู้หญิงชอง ก่อน พ.ศ. 2500 เมื่อตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน สามีจะไปหาหมอตำแยทำคลอดฝากครรภ์ไว้ก่อนเมื่อตั้งครรภ์ได้หกเดือน ทารกในท้องจะดิ้น สามีจะต้องต้มยาครรภ์กล่อมกุมารให้ทารกในท้องกิน เพื่อจะให้ทารกในท้องสมบูรณ์ปกติ ยากล่อมกุมาร คือต้นเถาวัลย์ยายม่อมทั้งห้าและอื่นๆอีก (การพัฒนา Website เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวัดตะเคียนทอง น.86 กล่าวถึง เฉิน ผันพาย,2547, น.7)แปรท้องเมื่อตั้งครรภ์ได้แปดถึงเก้าเดือนทารกในครรภ์จะดิ้นแรง จึงทำให้แม่เจ็บปวด จะต้องไปให้หมอตำแยทำการแปรท้อง คือ หมอตำแยจะบีบท้องเบาๆ เพื่อให้ทารกหันหัวลงตามธรรมชาติ และคลอดง่ายขึ้น (การพัฒนา Website เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวัดตะเคียนทอง น.86 กล่าวถึง เฉิน ผันพาย,2547, น.7)ทำคลอดหมอจะทำน้ำมันใส่ขัน คือ น้ำมนต์สะเดาะเคราะน้ำมนต์พ่นให้ลูกออกง่ายๆ ว่าคาถา ยะโตหัง หนึ่งจบ แล้วหมอทำน้ำมนต์จะพ่นหัวคนท้องเวลามีลมเบ่งและหมอตำแยจะคอยดูคนท้องว่าคนท้องมีลมเบ่งลูกออกมาหรือไม่ หมอตำแยจะคอยดึงทารกออกมาจากช่องคลอดพร้อมกับเอารกเด็กออกพร้อมกัน เมื่อเด็กออกมาแล้ว หมอตำแยจะตัดสายสะดือด้วยหลอดคม เตรียมเอายากวาดทรางล้วงคอเด็กโดยใช้กระเทียมและเหล้า จากนั้นเอารกเด็กคลุกเกลือเอาไปฝังเสีย พร้อมเอากระด้งที่เตรียมไว้ทำเบาะเด็กทารกและใช้ผ้าถุงหรือผ้าขาวม้าทำกระโจมคลุมเด็ก เพื่อให้เกิดความอบอุ่นสักระยะหนึ่งก่อน (การพัฒนา Website เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวัดตะเคียนทอง น.86-87 กล่าวถึง เหียนและบรรจง คามาวาส, 24 เมษายน 2552)นอนไฟแม่เด็กที่คลอดใหม่สามีและหมอตำแยจะต้มน้ำร้อนใส่ใบไพลและให้อาบน้ำ หลังจากนั้นจะให้แม่เด็กขึ้นนอนบนแคร่ที่สามีเตรียมไว้เพื่อจะนอนไฟต่อไป ก่อนจะก่อไฟหมอตำแยจะต้องดับพิษไฟก่อนแล้วจึงให้แม่เด็กนอนไฟต่อสามวัน โดยต้องนอนหันหน้าเข้าหาไฟ โดยหมอตำแยจะให้แม่เด็กกินยาร้อน คือ จะเอาใบไผ่สีสุกหนึ่งกำ โขลกให้แหลกเคล้ากับเหล้าขาว บีบคั้นเอาแต่น้ำกรองด้วยผ้าให้สะอาดจึงจะให้แม่ลูกอ่อนกินหนึ่งถ้วยตาไล
22เพียงหนึ่งครั้ง หลังจากนั้นในวันต่อไปแม่ลูกอ่อนจะต้องกินยาร้อนดองกับเหล้าเพื่อไล่เลือดเสียที่คลั่งในอู่มดลูกให้หมด (การพัฒนา Website เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวัดตะเคียนทอง น.86-87 กล่าวถึง เหียนและบรรจง คามาวาส, 24 เมษายน 2552)พิธีงำแงเด็กเมื่อแม่ลูกอ่อนนอนไฟได้สามวัน หมอตำแยจำทำพิธีงำแงเด็ก คือ ทำบายศรีปากชาม ทำขนมลูกโทนใส่ชามบายศรี มีผ้าแดงขาวให้แม่เด็กลูกอ่อนขอขมากล่าวอภัยโทษ อย่ามีบาปกรรมกับหมอตำแย จากนั้นทำการผูกข้อมือหมอตำแยด้วยด้ายขาวด้ายแดงพร้อมกับเอาสตางค์ค่าครูหมอตำแยให้ เพื่อเป็นค่ามาทำคลอดตามแต่จะให้ หมอตำแยจะทำพิธีเอาเด็กอ่อนขึ้นเปล พร้อมกล่าวเรียกมิ่งขวัญเด็กอ่อนตอนขึ้นเปล ซึ่งหมอตำแยจะดูแลแม่เด็กอ่อนจนแข็งแรงดีก่อนประมาณเจ็ดวัน จากนั้นหมอตำแยจะโยนแม่ซื้อให้เด็ก เพื่อให้เด็กอ่อนไม่ร้องตอนค่ำคืน พร้อมกับผูกเห็ดกันแม่ซื้อมาเย้าหยอกเด็กให้ร้องตอนค่ำคืนมิได้ (การพัฒนา Website เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวัดตะเคียนทอง น.86-87 กล่าวถึง แบน แสนทะวงษ์, 27 กรกฎาคม 2552)6.11 การแต่งงาน7การแต่งงานพิธีใหญ่ (กะตัก หรือ การตั๊ก)ชาวชองฐานะดี เมื่อจะแต่งงานลูกชายหรือลูกสาว มักจะจัดพิธีแต่งงานพิธีใหญ่ซึ่งพิธีต่างๆ จะคล้ายกับพิธีเล็ก แตกต่างกันแต่พิธีใหญ่จะมีการเล่นชนวัว ชนควาย ในระหว่างพิธีด้วยการชนวัว ชนควายเป็นการเล่นที่ครึกครื้นมาก กระทำสืบต่อกันมาจนเป็นประเพณี ในระหว่างพิธีแต่งงานของบ่าวสาว จะมีคนสวมเขาวัว หรือเขาควายที่ศรีษะทำลักษณะคล้ายเหมือนอย่างวัวหรือควาย ซึ่งจะมีหลายคนด้วยกัน เที่ยวขวิดสิ่งของต่างๆ หรือขวิดกันเองตามใจชอบ ถ้าเจ้าของกลัวสิ่งของตัวเองจะเสียหาย ต้องนำของมาไถ่ ของที่นำมาไถ่นี้อาจจะเป็นเหล้า ขนม หรือเงิน7พระอธิการธวัชชัย จนฺทโชโตฯ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์เจตน์จรรย์ อาจไธสง, อาจารย์วิชริณี สวัสดี : การพัฒนา Website เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวัดตะเคียนทอง, หน้า (84-85)ความเป็นมาของพิธีแต่งงานใหญ่นี่กล่าวกันว่า เกิดจากเด็กเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เมื่อนำวัวนำควายไปเลี้ยงด้วยกัน มักเล่นกันตามประสาเด็กๆ การเล่นสนุกของเด็กอย่างหนึ่ง คือ การเล่นแต่งงาน เด็กจะเล่นกันตามที่เห็นมา และเพื่อความสนุกยิ่งขึ้น จะมีเด็กอีกจำนวนหนึ่ง เล่นควายขวิดกันอยู่รอบๆ พิธีแต่งงาน พิธีนั้นจึงเป็นพิธีใหญ่ ซึ่งถือกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากเด็กเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย (การพัฒนา Website เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวัดตะเคียนทอง น.85 กล่าวถึง เฉิน ผันผาย, 2547 น.9 )อุปกรณ์ในพิธี (กะตั๊ก) แต่งงานใหญ่กระบุง (โคเช่อ) ข้างเปลือก (ต้องเป็นข้าวพันธุ์) กระปุกกระเทียมดองใส่น้ำกระแช่ (ส่าเหล้า) 1 กระปุก เหล้า (ทากกระซ้อง) 1 กระปุก ถั่ว งา แหวาน กำไลข้อเท้า (กอง) ลูกปัด (กระน่าง) เคียวเกี่ยวข้าว 1 อัน ตะกร้อ (กระซอ) สัญลักษณ์ นก กา ปลา ที่ทำจากใบมะพร้าว ขวานปูลู ข้าวปลายำ ขนม เหล้า 1 ขวด ไก่เป็น 1 ตัว ไก่ตาย 1 ตัว สันทรายบายศรีปากชาม กระโดลิง อาหารคาวหวาน เหล้า ข้าวเหนียวแดง กาละแม ต้นกล้วย 1 คู่ ต้นอ้อย 1 คู่ ผ้าแดง ผ้าขาว ดอกไม้ธูปเทียน
23นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ประกอบพิธีอีกจำนวนหนึ่ง อาทิเช่น เขาวัวกระทิง ช้าง ม้า กระดึง โทนขันหมาก 4 ใบ และเครื่องประกอบขันหมากจำนวนมากน้อยขึ้นอยู่กับฐานะคู่บ่าวสาว (การพัฒนา Website เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวัดตะเคียนทอง น.85 กล่าวถึง เฉลียว วรรณภักดีและแบน แสนทะวงษ์, 27 กรกฎาคม 2552)6.12 การตายการที่คนชองจะตายด้วยสาเหตุใดๆ นั้นจะมีพิธีการทำศพ หรือบุญศพคนตายนั้น ก่อน พ.ศ. 2500 เมื่อผู้ใดเจ็บไข้ตายหรือป่วยตาย ญาติพี่น้อง ลูกหลานต่างมาเยี่ยมเต็มบ้านทุกคน จากนั้นจะมีการกำหนดทำบุญคนตายไว้กี่คืน ญาติๆ จะปรึกษากันก่อน ก่อนอื่นปรึกษาเรื่องจัดหาไม้ทำโลงศพเสียก่อน เพราะไม่มีโลงศพขายเหมือนปัจจุบัน จึงจำเป็นที่จะต้องทำเอง โดยที่พี่น้อง ลูกหลาน จะต้องช่วยกันทำโลงศพเอง วิธีทำโลงศพจะต้องมีอุปกรณ์ เครื่องไม้ เครื่องมือ เลื่อย ขวาน ค้อน ตะปู มีดขอ มีดบาง สิ่ว ขวานปูลู กบไสไม้ ใบลิ้นเสือ หรือ อาจใช้กระดาษทราย (การพัฒนา Website เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวัดตะเคียนทอง น.87 กล่าวถึง เฉิน ผันผาย, 2547 น.14 )วิธีทำโลง แต่ละคนความยาวไม่เท่ากัน ส่วนความกว้างเท่ากัน คือ พื้นล่างความกว้างไม่เกิน 1 ศอกคืบ โดยการตีโลงจะต้องหาไม้เนื้ออ่อนผ่า 3 นิ้วยาว 1 ศอก เอาตะปูตีไม้แผ่นกระดานโลงกันไม้แตก หรือกันโลง ระเปิด โลงจะต้องมีเขนย เพื่อจับยกโลงศพตอนเผา ก่อนที่จะทำโลงศพจะต้องทำน้ำมนต์ธรณีสารก่อน จากนั้นเอาพรมเครื่องมือต่างๆ เมื่อทำโลงเสร็จช่างจะต้องเอาบายศรีปากชาม เหล้าขาวขวด ตั้งสี่มุมบนปากโลง เอาเครื่องมือทำโลงทุกอย่างวางไว้บนฝาโลง และเอาด้านสายสิญจน์ขึงไขว้ตามมุมโลง แล้วช่างจะเอาเหล้าเซ่นตามมุมทุกด้านจากนั้นจะเอาเครื่องมือออก โดยคนที่จะหยิบเครื่องมือจะต้องหันหลังให้แก่โลงศพแล้วให้คนรับ เอาไปเก็บ โดยพูดว่าทำเฉพาะคนเดียวเท่านั้น แล้วมีคนตอบรับว่า เออทำเฉพาะคนนี้คนเดียว จากนั้นจะช่วยกันหามโลงศพขึ้นไปบนบ้าน เพื่อจะเอาคนตายใส่โลงต่อไปก่อนที่จะเอาคนตายใส่โลงจะต้องอาบน้ำศพเสียก่อน ให้สะอาด จากนั้นหมอจับสายสิญจน์มัดมือคนตายเอากรวยใส่พร้อมกับดอกไม้ ธูปเทียน ใส่มัดตราสังข์ศพป้องกันขึ้นอืด มือตีนหงิกงอ แล้วเอาสตางค์ 1 เหรียญใส่ปากศพ หรือห่อผ้าใส่ไปในโลงศพเพื่อจะเอาไปเป็นค่าจ้างเรือในเมืองผี ไปไหว้พระเกตุจุฬามณี พระเจดีย์ การทำบุญศพ ตอนเช้าจะนิมนต์พระสงฆ์ฉันทุกเช้าที่มาสวด กลางคืนจะสวดพระอภิธรรมและชาวบ้านจะสวดพระมาลัยทุกคืน การปลงศพหรือวันฌาปนกิจ สับปะเหร่อจะเป็นผู้พิธีเอาศพออกจากบ้านไปเผาป่าช้า หรือเมรุตามวัด เจ้าภาพจะต้องหาคนหามศพ 8 คน หาสับปะเหร่อ 1 คน สับปะเหร่อจะต้องทำน้ำมนต์ ทำด้ายมงคลผูกคอลูกหลานคนตาย เพื่อป้องกันภัยเจ็บไข้ ก่อนจะหามศพออกจากบ้าน สับปะเหร่อจะเอาหม้อดิน หรือปุกกระเทียมดองเอาขุยมะพร้าวใส่แล้วเอาไฟจุดแล้วขว้างปาลงใต้ถุน เพื่อเรียกวิญญาณศพให้ไปอยู่ป่าช้า ญาติของศพจะเตรียมเครื่องใช้ที่จำเป็นเอาไปไว้ป่าช้า เช่น ตะเกียง ชาม มีดบาง ตะไกรหรือกรรไกนกินหมาก มีดขอ เพื่อให้คนตายได้ใช้ในเมืองผี เมื่อศพไปถึงป่าช้าจะเวียนทางซ้าย 3 รอบก่อน แล้วหามขึ้นเชิงตะกอน สับปะเหร่อจะขอองธุลีแม่ธรณีก่อน แล้วเอาใต้หรือเชื้อเพลิงจุดเป็นกอง โดยพระสงฆ์จะสวดพระอภิธรรมจุดไฟเผาศพก่อน จากนั้นผู้มาเผาศพต้องพูดว่าสับปะเหร่อขอไฟเผาผีด้วยการจะจุด ห้ามจุดต่อกันเป็นอันขาด เวลาไหม้หมดแล้ว สับปะเหร่อจะต้องทำพิธีเก็บกระดูกตอนเช้าหรือตอนเย็นนิมนต์พระสงฆ์ 4 รูป มาสวดเก็บกระดูก และก่อนเก็บกระดูกสับปะเหร่อจะต้องแปรธาตุคนตายเป็นช้างเป็นนกขุนทองแล้วเป็นคน จึงเก็บกระดูกได้ เมื่อเก็บกระดูกเอาไปบ้านแล้วจะต้องล้างน้ำสะอาดก่อน แล้วเอาน้ำมันจันท์ขมิ้นน้ำหอมทา เอากระดูกทั้งหมดใส่ถาดหรือโกฏิแก้วแล้วทำพิธีผูกข้อมือขวัญสับปะเหร่อตามประเพณี แล้วนิมนต์พระมาสวดกระดูกอีก 1 คืน
24ตอนเช้านิมนต์พระมาฉันภัตตาหารเช้า-เพล เสร็จแล้วญาติพี่น้องจะต้องเอากระดูกใส่ในโถส่วนหนึ่งไว้บนพระภูมิอีกส่วนหนึ่งทิ้งลงคลอง หลังจากนั้นญาติคนตายจะต้องทำสังเค็ด คือซื้อเครื่องใช้สอยทุกอย่าง หม้อ กระทะ เตา ชาม ถาด ข้าวสาร น้ำปลา ต่างๆเอาไปถวายวัดกรวดน้ำอุทิศให้คนตายต่อไปเป็นการเสร็จพิธีการตาย จากนั้นอีก 100 วัน จึงอุทิศให้คนตายอีกครั้ง (การพัฒนา Website เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวัดตะเคียนทอง น.89 กล่าวถึง เสมียน งามล้วน, 12 มีนาคม 2552)การตายทั้งกลม คือ ตายลูกอยู่ในท้อง โบราณจะไม่เก็บไว้ที่บ้านจะฝังที่ป่าช้าทันที แต่ปัจจุบันทำได้ แต่ต้องหาหมอทำพิธีพราหมณ์ผ่าเอาลูกที่ตายในท้องออกก่อน ส่วนลูกที่ตายจะเอาไปฝังเลยการตายโหง คือ การตายจมน้ำ ตายตกต้นไม้ หรือตายเพราะอุบัติเหตุ โบราณชาวชองจะเอาไปไว้วัด ไม่เกิน 2 คืน จะต้องเอาไปฝัง ห้ามมิให้แมวข้ามผีเป็นอันขาด บางศพเอาตั้งร้านไว้ที่ใต้ถุนบ้าน แต่หากญาติ จะเอากระดูกทำบุญอีกจะต้องทำโกฏิ (การพัฒนา Website เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวัดตะเคียนทอง น.89 กล่าวถึง บรรทูน ผกามาศ, 10 มีนาคม 2552)6.13 ภาษาชองภาษาชอง จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นอกสารประกอบในการเรียนการสอนภาษาชอง ณ วัดตะเคียนทอง ณ ศูนย์วัฒนธรรมวัดตะเตียนทอง ตำบลตะเคียนทอง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ “ภาษาชอง” ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นของภาคตะวันออก ที่ใกล้จะสูญหายไป ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของปราชญ์ท้องถิ่น ได้แก่ พระอธิการธวัชชัย จนฺทโชโต เจ้าอาวาสวัดตะเคียนทอง นายเฉิน ผันผาย ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเขาคิชฌกูฏ นายคำรณ วังศรีและผู้ช่วยศาสตราจารย์เจตน์จรรย์ อาจไธสง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ตะวันออกวิทยาเขตจันทบุรี ในการเขียนตัวหนังสือชองนั้นประกอบด้วย พยัญชนะภาษาชอง 22 ตัว ตัวสะกด 11 ตัว สระ 28 ตัว วรรณยุกต์ 2 ตัว เครื่องหมาย 4 ตัว เปลี่ยนระบบ รวม 8 เสียง 4 เสียงใช้วรรณยุกต์และเครื่องหมาย โดยการเรียนการสอนภาษาชองนี้เริ่มทำการเรียนการสอนเมื่อตุลาคม 2550 ทำการเรียนการสอนทุกวันเสาร์ เวลา 13.00-16.00 น. (การพัฒนา Website เพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวัดตะเคียนทอง น.91 กล่าวถึงเจตน์จรรย์ อาจไธสง และคณะ, 2550)6.14 การละเล่นพื้นบ้านของชองไม้ตั้ง ( ไม้ฮึม)จํานวนผู้เล่น : ไม่จํากัดจํานวนอุปกรณ์ : ไม้ยาว 1 ศอก เรียกว่า แม่ฮึม 1 อัน และไม้เล็ก ๆ ยาวประมาณ 5 นิ้ว เรียกว่า ลูกฮึม 1 อัน ขุดหลุมตื้น ๆ ปากกว้างประมาณ 2 นิ้ว 1 หลุมการจัดคนเล่น : แบ่งผู้เล่นออกเป็นฝ่ายตีและฝ่ายรับ มีจํานวนคนเท่ากันให้ทําความตกลงกันเองว่าใครจะตีก่อนวิธีการเล่น : คนหนึ่งของฝ่ายตีเอาลูกฮึมวางขวางปากหลุม ใช้ไม่ฮึมงัดลูกฮึมให้ลอยไปตก ทางฝ่ายรับ ให้ไกลเลยคนรับได้มากเท่าไรยิ่งดี เพราะถ้าฝ่ายรับรับถูกฮึมได้ คนจะต้องตายตีต่อไปไม่ได้อีกตลอดตา ถ้าฝ่ายรับรับไม่ได้ คนตีไม้ฮึมจะวางแม่ฮึมขวางปากหลุม คนหนึ่งในฝ่ายรับวิ่งไปหยิบลูกฮึมแล้วทอยถูกฮึมจากจุดนั้นให้ถูกไม้ฮึม ถ้าทอยถูก ผู้ตีลูกตาย ถ้าทอยผิดคนตีจะตีลูกที่สองต่อไป
25การตีลูกที่สองผิดจากการตีลูกแรก คือ ผู้ตีกำไม้ฮึมด้วยมือขวาวางลูกฮึมขวางมือที่กําแม่ฮึม แล้วเคาะลูกฮึมให้ลอยสูงขึ้นเล็กน้อย แล้วใช้มือทอยลูกฮึมไปตกทางฝ่ายรับ ถ้าฝ่ายรับรับได้ ผู้ทอยลูกตาย ถ้ารับไม่ได้ผู้รับ คนใดคนหนึ่งเป็นคนทอยลูกฮึมมายังหลุม ส่วนคนทอยใช้แม่ฮึมคอยปัดลูกฮึมให้กระเด็นไปไกลจากหลุม ถ้าระยะจากปากหลุมสั้นกว่าช่วงแม่ฮึม คนทอยตาย ถ้าระยะห่างมากกว่าช่วงแม่ฮึม คนทอยยังเป็นอยู่แล้วเริ่มตีลูกที่สามต่อไปการตีลูกที่สาม ผู้ตียืนหันหลังให้ผู้รับ ยกลูกฮึมขึ้นเหนือศรีษะด้วยมือซ้าย โดยใช้แม่ฮึมตีไปทางฝ่ายรับ แล้วจึงเอาแม่ฮึมขวางปากหลุมให้ฝ่ายรับทอยเหมือนอย่างลูกที่หนึ่ง ถ้าคนแรกตาย คนที่สองจะเข้ามาแทนที่เริ่มตีไม่ที่หนึ่ง ซึ่งเรียกว่า \"ไม้วัด” อีกครั้งหนึ่ง ถ้ายังเป็นอยู่จะตีด้วยไม้ที่สอง เรียกว่า ไม้ตอกดั้ง และถ้ายัง ไม่ตายอีกจะตีไม้ที่สาม ซึ่งมีชื่อว่า ไม้หกหลังถ้าคนใดคนหนึ่งในฝ่ายตีได้ครบทั้งสามไม้ จะถือว่าเป็นฝ่ายชนะซึ่งจะมีการลงโทษฝ่ายแพ้ด้วยการวิ่งฮึมคือ ให้เฉพาะคนที่ยังเป็นของฝ่ายเคาะลูกฮึมด้วยแม่ฮึม เคาะได้กี่ครั้งก่อนตกดิน ให้จําไว้ ต่อจากนี้ฝ่ายตีจะตี ลูกฮึมไปข้างหน้าเท่าจํานวนที่เคาะได้ แล้วให้ฝ่ายรับวิ่งต่อ ๆ กันมา ตั้งแต่ที่ลูกฮึมตกจนถึงที่เริ่มตีวิธีฮึมนั้นคือ ร้องฮึมตลอดทางชั่วอึดใจหนึ่ง ถ้าหากฝ่ายตีตายหมด ทุกคน จะต้องเปลี่ยนเป็นฝ่ายรับ ให้ฝ่ายรับกลับเป็นฝ่ายตี(อุทิศ วรรณภักดี, 27 กรกฎาคม 2552) ประโยชน์ที่ได้รับจากการเล่น : ฝึกให้ผู้เล่นมีความสามัคคี มีความอดทนการละเล่นสะบ้าล้อการละเล่นสะบ้าล้อมีมานานแล้ว เดิมนิยมเล่นกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยมากเล่นในช่วง เทศกาล ตรุษสงกรานต์ นอกจากเล่นเพื่อความสนุกสนานแล้ว ยังมีการแข่งขันเอาแพ้เอาชนะกัน ว่าบ้านใดตําบลใดเป็นผู้มีฝีมือในการเล่นมากกว่ากัน แต่ในปัจจุบันหาผู้ที่เล่นเป็นได้น้อยเต็มที่ เด็กๆ ไม่นิยมเล่นอุปกรณ์ในการเล่น :(1) ลูกสะบ้า (เป็นไม้กลึง มีลักษณะเป็นทรงกลมแบน ด้านหนึ่งมีลวดลาย ด้านหนึ่งผิวเรียบ ขนาดแล้วแต่ความถนัดของผู้เล่น)(2) แก่น (หรือไม้ตั้ง)วิธีการเล่น : ผู้เล่นจะแบ่งเป็น 2 ฝ่าย มักนิยมเล่นฝ่ายละ 5 คนขึ้นไป โดยจะผลัดกันเล่น เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งแพ้ และจะมีท่าต่าง ๆ ในการเล่นมากมาย ซึ่งในแต่ละท่าจะมีกฎเกณฑ์เป็นของตนเอง หากฝ่ายใดสามารถเล่นผ่านท่าแต่ละท่าจนครบเท่าที่กําหนดในการเล่น แต่ละครั้งก่อนจะเป็นผู้ชนะ ระยะที่ตั้งแก่นกับจุดเริ่มต้น ต้องห่างกันประมาณ 16 เมตร (หรือแล้วแต่จะกําหนดขึ้นในแต่ละครั้งที่เล่น) ท่าต่าง ๆ ที่นิยมใช้เล่นกันโดยทั่วไป ได้แก่ท่าที่หนึ่ง อีปิด : คือ ใช้ลูกสะบ้าวางไว้บนหลังเท้าข้างหนึ่ง และเอาเท้าอีกข้างหนึ่งมาเหยียบปิดไว้ บนลูกสะบ้า (เท้าทั้งสองจะไขว้กัน) แล้วกระโดดให้ลูกสะบ้าออกทางนิ้วก้อย สามารถแต่งลูกและใช้เท้าปาดลูกสะบ้าได้ แล้วยิงลูกสะบ้าให้ถูกแก่นท่าที่สอง อีเปิด : คือ เล่นคล้ายเทกระทะ แต่ต้องให้ลูกสะบ้าออกจากเท้า ท่านี้สามารถ เตะลูกได้ ใช้เท้าปาดไปหน้าแก่นและขึ้นเขายิงได้ท่าที่สาม ตาตุ่ม : ใช้มือล้อลูกสะบ้าให้ไปอยู่หลังแก่น เวลาล้อต้องให้ลูกสะบ้าล้อผ่านช่องระหว่างแกน ที่ตั้งอยู่ ใช้เท้าปรดลูกสะบ้าให้ใกล้กับด้านหลังแก่นของตัวเอง แล้วใช้นิ้วมือยิง ลูกสะบ้าให้ถูกแก่น
26ท่าที่สี่ อีนั่ง : ทิ้งลูกที่ระยะเริ่มต้นแล้วนั่งลงใช้เท้าข้างใดข้างหนึ่งเตะลูกสะบ้าได้ แต่ต้องให้ลูกสะบ้า ออกจากเท้า ท่านี้สามารถเตะลูกได้ ใช้เท้าปาดไปหน้าแก่นและขึ้นเขายิงได้ ท่าที่ห้า อียืน : ตั้งลูกที่ระยะเริ่มต้นแล้วหันหน้าไปข้างหน้าแล้วใช้เท้าข้างใดข้างหนึ่งเตะลูกสะบ้า ให้ออกจากจุดเริ่มต้น สามาแต่งลูกและใช้เท้าปาดลูกสะบ้าได้ แล้วยิงลูกสะบ้าให้ถูกแก่น ท่าที่หก อีซ้าย : ตั้งลูกที่ระยะเริ่มต้นแล้วหันหน้าไปทางซ้ายมือแล้วใช้เท้าข้างขวาดีดลูกสะบ้าให้ออกจากจุดเริ่มต้น สามาแต่งลูกและใช้เท้าปาดลูกสะบ้าได้ แล้วยิงลูกสะบ้าให้ถูกแก่นท่าที่เจ็ด อีขวา : ตั้งถูกที่ระยะเริ่มต้นแล้วหันหน้าไปทางขวามือแล้วใช้เท้าข้างซ้ายดีดลูกสะบ้าให้ออกจากจุดเริ่มต้น สามารถแต่งลูกและใช้เท้าปาดลูกสะบ้าได้ แล้วยิงลูกสะบ้าให้ถูกแก่นท่าที่แปด อีหลัง : ตั้งลูกที่ระยะเริ่มต้นแล้วหันหลังออกนอกสนามแล้วใช้เท้าข้างใดข้าง หนึ่งดีดลูกสะบ้าให้ออกจากจุดเริ่มต้น สามารถแต่งลูกและใช้เท้าปาดลูกสะบ้าได้ แล้วยิงลูกสะบ้าให้ถูกแก่นท่าที่เก้า ล้อข้าม : ผู้เล่นอีกฝ่ายหนึ่งตั้งลูกตั้งกลางสนามที่เล่น แล้วอีกฝ่ายหนึ่งต้องล้อให้ผ่านลูกตั้ง โดยที่ห้ามชนลูกตั้งล้มและห้ามแตะลูก มิฉะนั้นจะถือว่าจ่า แล้วตามไปดีดในระยะที่เราล้อตั้งแต่แรกให้ถูกท่าที่สิบ ล้อเป่า : ล้อลูกสะบ้าให้ใกล้ลูกตั้งที่สุดแต่ห้ามให้เลยลูกตั้ง ห้ามถูกลูกสะบ้าของตน ไม่สามารถแต่งลูกสะบ้าตามต้องการได้ แล้วใช้นิ้วดีดลูกสะบ้ากับพื้นจนถูกลูกตั้ง นอกจากท่าที่นิยมทั้งหกท่าแล้วยังมีอีกหลายท่า เช่น ท่าอีเท อีตาตุ่ม อีเข่า อีหนีบ อีหก อีหาบ เป็นต้น ซึ่งจะกําหนดขึ้นเล่นในแต่ละบ่อนสะบ้าของหมู่บ้าน (เฉลียว วรรณภักดี และแบน แสนทะวงษ์, 27 กรกฎาคม 25523ประโยชน์ที่ได้รับจากการเล่น : สร้างความสามัคคีในหมู่คณะลูกข่างลูกข่างถือเป็นการละเล่นของของชนิดหนึ่งที่มีการเล่นโดยการผูกด้วยเชือก และขว้างลูก ขว้างลงพื้น ให้เกิดการหมุน โดยมีกติกาการเล่น(1) หากขว้างลูกข่างไม่หนุนหรือออกนอกวงถือว่าแพ้(2) ผู้แพ้จะต้องนําลูกข่างของตนวางในวงกลมเพื่อให้คนอื่นใช้ลูกข่างที่พันเชือกขว้างไปบนลูกข่างนั้นเป็นการลงโทยอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่น- ลูกข่าง ส่วนมากจะทำจากไม้มะยมกลึง มีตะปูเป็นเดือยแหลมตรงกลางคนละ 1 ลูกลูกข่าง ส่วนมากจะทําจากไม้มะยมกลึงมีตะปูเป็นเดือยแหลม- เชือกยาวประมาณ 40-50 เซนติเมตร ปลายเชือกด้านหนึ่งผูกด้วยไม้ หรือร้อยด้วยฝาเบียร์- วงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50-60 เซนติเมตรวิธีเล่น : ในการละเล่น การเล่นลูกข่างไม่จํากัดจํานวนผู้เล่น ก่อนเล่นจะขีดวงกลมขนาด 50-60เซนติเมตรบนพื้นดิน แล้วจัดลําดับการเล่นตามวิธีการจัดลําดับก่อนการเล่นดังกล่าวแล้วก่อน เล่นทุกคนใช้เชือกพันลูกข่างของตน โดยพันจากปลายเดือยขึ้นมาจนถึงตัวลูกข่าง แล้วถือชายหนึ่งไว้ระหว่างซอกนิ้วชี้และนิ้วกลาง ส่วนหัวแม่มือหงายรองรับปลายเดือยลูกข่างไว้ เริ่มเล่นผู้เล่นจะขว้างลูกข่าง เมื่อลูกตกถึงพื้นจะหมุน หากลูกข่างของผู้ใดไม่หมุน หรือออกนอกวงถือว่าแท้ จะถูกทําโทษด้วยการให้เจ้าของลูกข่างนําลูกข่างของตนวางไว้ ในวงกลม ให้ผู้อื่นนําลูกข่างที่พันเชือก เตรียมไว้ขว้างลงไปบนลูกข่างนั้นเรียกว่า “โจ๊ะลูกข่าง” ทีละคน
27หากลูกข่างทําจากไม้ไม่ดีจะแตก แต่ถ้าทําจากไม้มะยมจะเป็นเพียงรอยเจาะเท่านั้นการเล่นลูกข่างจะได้รับประโยชน์จากการเล่นเช่น - เป็นการออกกําลังกล้ามเนื้อโดยเฉพาะกล้ามเนื้อแขน- ฝึกทักษะความแม่นยําในการขว้าง และกลยุทธ์ในการทําให้ลูกข่างหมุน- พัฒนาจิตใจ ร่าเริงแจ่มใส และยอมรับในกติกาการเล่น (เฉิน ผันผาย, 22 มิถุนายน 2552)การเล่นยันแย่ยันแย่ เป็นการแสดงของชาวของที่อาศัยอยู่แถบตําบลตะเคียนทอง และตําบลคลองพลู อําเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี แต่เดิมนั้นเพลงยันแย่จะใช้สําหรับร้องกล่อมเด็ก ผู้ร้องจะร้องเป็นภาษา ชอง เนื้อหาของบทร้องจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ การทํามาหากิน พร้อมทั้ง สอดแทรกข้อคิด ปรัชญา ความเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขานับถือ ไม่มีการแต่งบทร้องไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ร้องจะร้องสด ๆ ตามประสบการณ์และจินตนาการของตนเองใช้คําง่าย ๆ ต่อมาได้ มีการนําเสนอเอาทำนองเพลงยันแย่มาแต่งบทร้องไห้เป็นบทโต้ตอบ และเกี้ยวพาราสีกันของหนุ่มสาวเพื่อใช้แสดงของชาวบ้านชาวชอง ผู้มีความเชี่ยวชาญในการขับร้องเพลงยันแย่ (วัฒนธรรมฯจันทบุรี, 2542, น.113)ตัวอย่างเพลงยันแย่ยันแย่ เอ๊ยแยยันแย่ เอ๊ยแยยันแย่ ยึกยือยันแย่ สาวเอยอันแย่ (สร้อยเพลง)1. แขนอ่อนยายช่วงรําเอ๋ยไปซื้อกระบำมาแต่ไหนไหน เขาซื้อ เขาหา ราคาเท่าไร แขนอ่อนซ่อนไว้ น่ะเขารำงามเอ้ย (สร้อย)2.แขนอ่อนยายช่วงรําเอ๋ย ไปซื้อกระบำมาแต่ไหนๆ เขาซื้อ เขาหา ราคาเท่าไร แขนอ่อนซ่อนไว้ น่ะเขารำงามเอ้ย (สร้อย)3. ลูกสาวของใครนี่เอ้ยเดียดกระเชอจะไปบนวัด หนุ่มๆ ซิมันรุมสกัด ทั้งกอดทั้งรัดสงาดใจเอ้ย (สร้อย)เนื้อร้องและทํานองโดยนางพัด งามพร้อม ซึ่งเล่าว่าเป็นเนื้อร้องและทํานองที่ร้องสืบต่อกันมานาน แต่เนื้อร้องของเพลงอาจมีการโต้ตอบกัน โดยใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ดังนั้นเนื้อร้องจะขึ้นอยู่กับไหวพริบ ของผู้แสดง (พัด งามพร้อม, 22 กรกฎาคม 2552)ละครสดละครสด คือ ละครที่ผู้แสดงไม่ได้เตรียมฝึกซ้อมมาก่อน แต่คิดคําพูดและเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นเอง เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า ที่ผู้แสดงแต่ละคนไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อนว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น จะลงเอยอย่างไร ผู้แสดงต้องใช้ไหวพริบปฏิภาณ ได้ตอบรับ - ส่ง กันให้ละครดําเนินต่อ ๆ ไปได้จนกระทั่งจบการแต่งกายของการเล่นละครสดจะคล้าย ๆ กับการแต่งกายของละครชาตรี (เท่งตุ๊ก) ตรงที่มีชฎาครอบไว้บนศรีษะ แต่ละครสดนี้จะนุ่งโจงกระเบน ตัวพระจะสวมถุงเท้า ตัวนางอาจจะมีกําไลข้อเท้าคล้องอยู่ ใช้ผ้าหรือเข็มขัดรัดเอว (แก้ว ธรรมวิริยธ, 22 กรกฎาคม 2552)ประโยชน์ของละครสด : ผู้แต่งได้ฝึกสมาที่มีปฏิภาณไหวพริบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แนวทางในการแสดงละครสด ควรเริ่มด้วยการแสดงแต่กิริยาท่าทาง ไม่มีบทพูด (Mine Improvisation) หรือที่เรียกกันว่า “ละครใบ้” (Pantomine) เมื่อแสดงท่าทางแบบละครใบ้โดยไม่มีบทพูดแล้ว จึงค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาให้มีบทสนทนาได้ตอบ อาจจะเริ่มจากบทสนทนาสั้นๆ ก่อน แล้วค่อยขยายให้ยาวขึ้น
28สถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจกําหนดขึ้นในการแสดงละครสด มีดังต่อไปนี้(1) สถานการณ์ที่กําหนดให้เป็นตลาด มีตัวละครอันประกอบด้วยคนซื้อ คนขาย (พ่อค้า-แม่ค้า) ขโมย ตํารวจ เป็นต้น(2) สถานการณ์ที่กําหนดให้เป็นสนามเด็กเล่น โดยมีตัวละครประกอบด้วยเด็ก ผู้ปกครอง เช่น พ่อ แม่ พี่ พยาบาล โดยสมมุติให้เด็กเล่นแข่งขันกันในสนาม เด็กเล่น แล้วเกิดอุบัติเหตุหกล้มบาดเจ็บขาหัก เพื่อนๆ ช่วยกันแก้ปัญหาด้วยการโทรศัพท์บอกพ่อแม่ พี่เลี้ยง หรือเรียกรถพยาบาลพาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล(3) สถานการณ์ที่กําหนดให้อยู่ในบ้าน มีตัวละครประกอบด้วยแม่ และเด็กประมาณ 3-4 คน โดยกําหนดให้ภายในบ้านมีเด็กวิ่งเล่นกัน 3-4 คน อาจจะเป็นพี่น้องหรือ เป็นเพื่อน แล้ววิ่งไปชนโต๊ะล้ม แจกันตกแตก เผอิญแม่กลับมาจึงดุว่าเด็ก ๆ แต่เด็ก ๆ เหล่านั้นต่างเอาตัวรอดถกเถียงกันโทษกันเอง เด็กดี จะสารภาพ แต่เด็กที่ชอบโกหกจะซัดทอดเพื่อน เพื่อให้ตัวเองพ้นผิด ในที่สุดแม่ก็ซักถามจนได้ความชัดเจน หาคนทําแจกันแตกมาลงโทษได้ (แสดงให้เห็นโทษของการพูดโกหก) (นวลจันทร์ ช่างเขียน และหทัยชนก พายเมือง, 2546)เพลงพื้นบ้าน(1) ลองนางหงส์ (เพลงโหง)เพลงนางหงส์ จัดเป็นเพลงปฏิพากย์ขึ้นต้นและลงท้ายต้องเกี่ยวกับคําว่าหงส์ (โหง) เป็น เพลงร้องเล่นกันในตอนนวดข้าวของชาวชอง ตัวอย่างของเนื้อร้อง หงส์ (โหง) ร่อนลงดงมะไฟ ช่วยกันขย้ำ ช่วยกันขยี้ พอต่อแล้วตกนี้ ที่จะลาครรไล (ขย้ำ, ขยี้คือ อาการที่เอาเท้านวดข้าว ส่วนคําว่า “ตกนี้” คือ ข้าวเปลือกกองนี้” อีกตัวอย่างหนึ่งมีเนื้อว่าร่อนร่าถลาลง เข้าดงมะไฟ จะบอกกับพ่อสามเกลียว พี่จะมาเกี้ยวน้องทําไมลีลาการร้องร่อนร่าถลาลง / เอาะเลยเข้าดง / ชะเอ๋ยมะไฟ(ลูกคู่รับ) ร่อนร่าถลาลง / เอาะเลยเข้าดง / ชะเอ๋ยมะไฟ ชะเอยเอิงเอ๊ย / จะบอกกับไอ้พ่อ / นั่นหมดสามเกลียว พี่จะมาเกี้ยวน้อง / กันไปทําไมชะว่าหงส์ (โหง) เจ้าเอย / ช้า / ฉ่า / ชา / เอ๊ชา / เจ้าหงส์ (โหง) เยย(2) ลําสวดหรือรำสวดลำสวด เป็นการร้องลํานำตามจังหวะการปรบมือ และเครื่องดนตรีประเภทเครื่องประกอบจังหวะ เช่น กลอง กรับ ฉิ่ง และมีการร่ายรําให้เข้ากับจังหวะด้วยลําสวด เป็นการแสดงที่นิยมเล่นกันในงานศพเท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้อยู่เป็นเพื่อนกับญาติมิตรของผู้ตายที่ต้องเฝ้าอยู่ในงานศพ โดยมีทํานองร้องหลายทํานอง เช่น เพลงลําพื้น เพลงลูกทุ่ง เพลงละคร เป็นต้น (เสมียน งานล้วน, 12 มีนาคม 2552)บทร้องอาศัยจากบทเพลงพื้นเมือง นิทาน ตํานาน บทละคร หรือบทเพลงลูกทุ่งที่นิยมกัน แล้วนํามาดัดแปลงเนื้อร้องตามแต่ความถนัดของผู้แสดง บทละครที่นิยมนํามาใช้ได้แก่ ขุนช้าง ขุนแผน พระอภัยมณี สังข์ทอง
29ลําสวด เป็นการละเล่นที่มีความเชื่อว่าจะเล่นเฉพาะในงานศพเท่านั้น แต่การถ่ายทอดการเล่นลำสวดนั้นต้องหาสถานที่ ที่มิใช่บ้านของตนเอง เช่น ในสวนนอกบ้าน หรือที่วัดเป็นต้น ปัจจุบันยังมีคณะที่เล่นลำสวดอยู่บริเวณอําเภอท่าใหม่ อําเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี (“ลําสวด,รำสวด\", 2540)(3) เพลงผีครก และผีกระด้งเพลงทั้งสองจัดเป็นเพลงปฏิพากย์ มีการร้องโต้ตอบกันระหว่าง ชายและหญิง และใช้ร้องในการรวมกลุ่มกันทํางานสมัยก่อนการทําขนมจีนเป็นกิจกรรมร่วมกันในชุมชนที่สําคัญกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งนิยมทํา เพื่อใช้เลี้ยงแขกที่มาในงานต่าง ๆ ที่จัดขึ้น ขั้นตอนการทําขนมจีนนับเป็นเรื่องใหญ่เพราะต้องใช้คนมาก และใช้เวลานาน จึงแล้วเสร็จ เหตุนี้เองทําให้เกิดการร้องเพลงประกอบการเล่นผีครก และ ผีกระด้งขึ้นในระหว่างการทําขนมจีนเพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย การร้องเป็นการบอกถึงประวัติ และขั้นตอนการในทําขนมจีน (“เพลงผีครก และผีกระด้ง”, 2540)(4) เพลงชองก่อนจะร้องเพลงนั้นคนชองจะต้องมีการไหว้ครูเสียก่อน การไหว้ครูมีขึ้นเพื่อระลึกเตือน ถึงความมีคุณของครูบาอาจารย์และเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของครูคุ้มครอง ให้มีผลดีต่อตัวเอง เป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีของศิษย์ต่อครูเพื่อทําให้ตนเองเจริญรุ่งเรืองในภายหน้าการไหว้ครูของคนของ จะใช้เทียนหนัก 4 บาท เหล้า 1 ขวด ธูป 3 ดอก ดอกไม้ 3 ดอก เงิน 9 บาท สายสิญจน์ใส่ไว้ในพาน การทําพิธีเริ่มด้วยการจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธ จุดเทียน หนัก 4 บาท บูชาครู แล้วกราบว่านะโม 3 จบ จึงว่าคาถาจุดเทียนว่าบทคําขอขมาอาจารย์ เมื่อสวดจบแล้ว ให้เอาด้ายสายสิญจน์ผูกคล้อง สิ่งที่สําคัญ เช่น ไหว้ครู โหร ผูกด้ายสายสิญจน์ที่มุมบน ของกระดานโหร โดยผูกโยงถึงกัน 2 มุมเบื้องบน แล้วจึงลงมือเจิมสิ่งสําคัญต่างๆ จนถึงตําราต่างๆ ด้วย (เฉิน ผันผาย, 2547, น.17)เพลงชองไหว้ครูยก ตีพรำ กำ ชู่ ญ่าญ ครู่ แฮง คาง เตว คาง แตง ปา ดึง ปาตาเคน โจ ลู่ม คบา ครู่ บา อาจารย์ ม่าย เพ้ม โปรัด ลู่มโทษ ลู่ม พั่ยซะเดีนดจังรัย อึดมัดเทอะนาครู่บาเอ๋ยวั่นอันมูซัน ลู่มซะแดง เล่งรึเพล่งซา เพร่ะอิฮเพร่ะ ม่ายเย่าะเยียเล่ยนาโบดลึง ท็อม ตูจ เม่อูญ ย่ายตา ช่องซุกช่องแซ กำลัง กแง อึดสบายเพลงวิถีชีวิตคนชองจุฮน่อง ปากเอว ชอเกา กยางกยางตั๊กโป ประโอ อีนกยางเที่ยวพรี่ เจอะปรี่ เจอะตุงคย็องเคนทึมปล็อง เลียงดอ็ง ม่องกยางชึ่มชอง ท่อชา ตามพ่าซาแฮงเลี่ยงเคน เลี่ยงใจ ชาอึกพา ก็เพ่าะเฮย
30เพล่งมั่จโพลจมั่จโพลจ ชาโตด ยังท้ามญี่มญ่าม ลามปาม ซ็อกกปร็อกเคนโจ โคดมิฮ ท่ออิยังอันช่องซุก ช่องแซ ดักม่อง เมาะอิฮเลยเพลงกินเหล้าป่าชาคร่าญ คร่าญพรี่ พี่ดี ยังซาแฮงต็อมซา ชาอึด พุ่ย คจุย คะมำน่ะเกลอ กลองทุ่ย พุ่ย ตามคราค๋าพ่าซา มิฮอิฮม่อง นึ่งล็อก คมู้จ เย่อะ เฮยเพลงนี้ท่าน ร่าวั่งพ่ายาพรี่เซียง พรอก พร่อก แพร่ก ปอก แป่ก รั่บซารั่บซาลั่นพรี่ พ่ะยาพรี่ เจ้นเฮ้ยลอหมู่ว่าน่อง วาแกรฮ คล่าเจี๊ยกจ๊ากชี้มกแคง พัดพ่วง กี๊กก๊ากลั่นพรี่ยองกแยง ชี้มวาก คล่ายองแยงจัดแจงทู่พรอก กนะ โจกทู่ ชุนมุนดึงโช้ยอูดร่าวั่งซา ญ่าญซา กว่ายเจ้นเฮยเพ ลงของนั้น ในสมัยโบ ราณ จะร้องกันเฉพ าะใน กลุ่ม เนื้ อร้องจะเป็ น เนื้ อเกี่ยวกับ การ ดําเนินชีวิตประจําวัน (ประสิทธิ์ ก้อนเงิน, 22 มิถุนายน 2552)6.11 การไหว้ผีหิ้งการเล่นผีหิ้ง ก่อนเล่นต้องเตรียมสถานที่ไว้พอสมควร บ้านต้องกว้างสามารถบรรจุ ญาติพี่น้องได้ อย่างน้อยห้าสิบหรืออาจถึงหนึ่งร้อยคน มีหิ้งเหมือนหิ้งพระโบราณ กว้างราวหกสิบเซนติเมตร ยาวราวเจ็ดสิบเซนติเมตร สองข้างหิ้งต่อไม้ออกไปเหมือนกับงาช้าง เพื่อใช้แขวนสิ่งของได้ บนหิ้งจะมีขนมต้ม ขนมเทียน ขนมอื่น ๆ มากมาย มีเหล้ายาปลาปิ้ง ไก่หมู เป็ดครบถ้วน มีรูปช้าง รูปม้า แขวนให้เรียบร้อย (ยม หงส์บินและขวิก วรรณภักดี, 6 มีนาคม 2552)คนทรงผี ต้องเป็นผู้หญิงในตระกูลนั้น แต่งตัวนุ่งโจงกระเบนใส่เสื้อแขนกระบอก มีผ้าพาดเฉียงที่ไหล่ ใช้ด้ายดิบสีขาวทําเป็นวงกลมวางบนศรีษะ ปักแซมด้วยดอกไม้รอบศรีษะ ในมือถือจั่นหมาก โยงด้ายสีขาวลงมาจากหิ้ง นั่งพับเพียบ มีอาจารย์กํากับ หรือครูหมอผีเป็นผู้เชิญ สามารถเชิญผีได้ปีละหนึ่งครั้ง ครั้งละสิบสองผีหรือสิบสองครูเท่านั้นดนตรีประกอบ มีโทน กรับ ฉิ่ง ตีเป็นจังหวะ เช่นจังหวะ ปะ โท้น ๆ โท้น ปะ โท้น ๆ เป็นต้นเพลงเชิญผีหิ้ง มีดังนี้\"เชิญเอ๋ยเชิญลง เชิญเจ้าทุกองค์เทวาดาล องค์ใดที่ศักดิ์สิทธิ์ ให้เนรมิตท่านลงมา ลงมาจะกินเอ๋ยเป็ด เสด็จลงมาจะกินไก่ ลงมาตระเว็ดเอ๋ยม้อย ให้ห้อยลงมาตระเว็ดใหญ่ ลงมาอยู่ริงเอ๋ยริง ให้วิ่งลงมาอยู่ไร่
31ลงมาตามเทียนเอ๋ยหลัก ให้ปักลงมาตามเทียนชัย เร็ว ๆ เถิดหนาพ่อเอ๋ยแม่เอ๋ย เร็ว ๆ สักหน่อยว่า ขนมนมเนย ก็แต่งไว้ องค์นี้จะขึ้นเอ๋ยไป องค์ไหนจะลงมา หน่วงหนักชักช้าไม่ว่ากะไร ระทวยแม่เอ๋ยระทอดเหมือนดังยอดแพงพวย เขาก็รําก็รำเอ่ยด้วย ไม่งามไม่งามไม่รู้เลย ลุกขึ้นจะนุ่ง เอ๋ยผ้า ลุกขึ้นจะทาน้ำมัน แป้งกระแจะจันท์ แม่เอ๋ย น้ำมันเฉลิมน้ำมันแป้งทาเพลงส่งผี เมื่อผีหิ้งเข้าครบทั้งสิบสองครูแล้ว สุดท้ายของการเล่น คือ การส่งผี“ส่งเอ๋ยมาส่งเจ้า ไปถึงต้นกระเบาใบดก ส่งไปให้พ้นป่ารก ไปถึงต้นตะบกตะแบกใหญ่\"“จะขอกล่าวถึงในขณะการเล่นผีทิ้ง เมื่อครูหมอเชิญผีเข้าแล้ว คนทรงผีก็จะลุกขึ้นเต้นรําเป็นจังหวะ ยืนขึ้นขนมนมเนย กินหมูเห็ดเป็ดไก่ ดื่มเหล้าที่อยู่บนหิ้งจนอิ่ม หรือกินนานพอสมควรแล้ว ล้มตัวลงบนตักของครูหมอผี ครูหมอจะใช้คาถาเป่ากระหม่อม ใช้ข้าวสารเสก คนทรงจะลุกขึ้นนั่ง พูดจาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบได้ ถามชื่อเสียงเรียงนาม ผีตาอะไร ผียายอะไร เมื่อตายไปแล้วมีความเป็นอยู่อย่างไร รับทุกข์ขนาดไหน สบายก็บอกว่าสบาย ไม่สบายเขาบอกว่าไม่สบาย รับโทษทัณฑ์อย่างไรเขาก็จะบอกมา\"ถ้าเป็นผีพ่อ ผีแม่ เมื่อเห็นลูกๆ มา เขาจะเรียกลูก ๆ ไปกอดไปรัด แล้วสั่งสอนให้ลูกหลาน ขยัน หมั่นทํามาหากิน อย่าไปทําความชั่ว ถ้าทําชั่วแล้วตายไปจะลําบาก เช่น ลักขโมยสิ่งของผู้อื่น ตายไปแล้ว ถูกยมบาลลงโทษ ตัดมือตัดเท้าหนแล้วหนเล่าไม่รู้จักจบจักสิ้น\"“ผีตนที่หนึ่งออก ผีตนที่สองเข้า เรียงต่อไปจนกระทั่งสิบสองผี หรือสิบสองครู ผีแต่ละตน กริยาท่าทางไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นผีผู้หญิง กริยาท่าทางจะกระมิดกระเมี้ยนเรียบร้อยคล้ายผู้หญิง แต่ ถ้าเป็นผีผู้ชาย กริยาท่าทางจะขึงขังดุจผู้ชาย ในอดีตเป็นคนเช่นไร เมื่อตายไปก็จะแสดงออกเช่นนั้นคนเคยเรียบร้อยเมื่อมาเข้าผีหิ้งก็จะเรียบร้อย คนเคยพูดจาไพเราะ คนเคยพูดจาโผงผาง เป็นนักเลง พอมาเข้าผีหิ้งก็จะพูดโผงผางเป็นนักเลงดังเดิม คนชอบกินเหล้าพอมาเข้าผีหิ้งก็จะฉวยขวดเหล้าดื่มหมด เป็นขวดๆ เลยทีเดียว แต่ก็น่าแปลก คนทรงผีนั้นกินหมดทั้งเหล้ายาปลาปิ้ง หมูเห็ดเป็ดไก่ ขนม นม เนย กินเต็มที่แทบหมดทั้งหิ้ง คนกินขนาดนี้น่าจะอิ่มน่าจะเมามาย พอผีออกไปหมดแล้ว กลับหิวข้าวทันที ไม่อิ่ม ไม่เมาตรงนี้น่าคิดมาก” (พระครูธรรมสรคุณ, 2541, น.17)“กําหนดการเล่นผีทิ้ง มักจะกําหนดเล่นกันยามกลางคืน ตั้งแต่เดือนห้าถึงเดือนหกของทุกปี บ้านที่มี ผีหิ้งอยู่ เมื่อกําหนดวันเล่นแล้ว จะเริ่มส่งข่าวไปตามบ้านพี่น้องที่อยู่ไกล จะบอกข่าวถึงกันทุกคน คนที่อยู่ไกล จะเอาข้าวสารอาหารแห้งติดตัวไปด้วย เอาไปรวมกันที่บ้านเจ้าภาพจัดงาน มีการหุงหากินอาหารร่วมกันหนึ่งวัน เหมือนวันรวมญาติปีละหนึ่งครั้งนับว่าเป็นประเพณีอันดีงามของชาวชอง เพราะญาติที่อยู่ไกลแสนไกลก็จะต้องบอกกล่าวถึงกันหมด อย่างน้อยครอบครัวหนึ่งต้องมีตัวแทนมาหนึ่งคนเสมอ ถ้าครอบครัวหรือญาติคนไหน ที่ไม่มา ผีญาติที่เข้าทรงนั้น จะถามหา ถ้าไม่พบจะถูกด่าทอทันที นี่เป็นความคิดนโยบายอันดีงามของชาวชอง ที่จะไม่ลืมญาติพี่น้อง”จะมีการละเล่นในเวลากลางคืน มีการนํามาเล่นที่วัดตะเคียนทองในปี 2546 ซึ่งเป็นหิ้งของ ตระกูลยายออ น้ำมหาเจริญ (ฉัตรเงิน ) หมู่ 3การไหว้ผีโรงจะมีการละเล่นในเวลากลางวัน จะมีการสร้างโรงขึ้นมาภายในบริเวณบ้านของตนเอง แต่ ประเพณีนี้ มีการละเล่นน้อยลง เพราะเชื่อว่าจะติดลูกติดหลาน หากไม่ทําจะทําให้เจ็บไข้ได้ป่วย หลาย ๆ ตระกูลจึงยกเลิกประเพณีการไหว้ผีหิ้งผีโรงไป
32การละเล่นผีโรงของวัดตะเคียนทอง เริ่มครั้งแรก (ครั้งที่โม่ย) ในปี 2546 โดยนายจารึก ธรรมวิริยะ นายณรงค์ อาลัย และน.ส.เจตน์จรรย์ อาจไธสง ได้ริเริ่มนํามาละเล่นเพราะเกรงว่า ประเพณีจะสูญหายไป เพราะคนรุ่นใหม่ไม่มีการละเล่น เนื่องจากความเชื่อว่าหากเล่นจะติดไปถึงลูกถึงหลาน หากไม่เล่นจะทําให้เกิดเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีความสุข ประกอบกับการละเล่นผีโรงจะเป็นของแต่ละตระกูล (ผีโรงที่นํามาเล่นที่วัดตะเคียนทองเป็นของตระกูลยายเขียว เต่าทอง หมู่ 2) ดังนั้น เมื่อคนเก่าคนแก่ได้เสียชีวิตไปทําให้ขาดคนที่จะเข้ามาร่วมพิธี เช่น ร่างทรง ผู้กํากับวิญญาณ คนเล่นดนตรี รวมถึงปัญหาในการจัดหาอุปกรณ์ในการทําพิธี ซึ่งไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เนื่องจากการ บอกต่อ ๆ กันมา ทําให้อุปกรณ์บางอย่างหายไป หรือการจัดวางไม่ถูกต้อง คณะกรรมการชองทั้ง 3 คน จึงมีความเห็นว่าเราควรอนุรักษ์ประเพณีนี้ไว้ โดยจะทําการไหว้ผีหิ้งผีโรงทุกวันที่ 17 เมษายน ของทุกปีในปี 2550 มีการละเล่นเป็นครั้งที่ 5 โดยมีผู้ร่วมทําพิธี คือ ป้าเขียว ป้าเหลี่ยม ลุงพุ่ม ฉัตรเงิน ยายใบ ลุงพัน ร่างทรง คือ นางเยา แต่ก็ไม่เข้าจึงเปลี่ยนเป็นบุตรสาวของนางเยา ก็ไม่เข้าอีกครั้งจึงเปลี่ยนเป็น นายณัฐภัทร์ สุรินทร์วงศ์ (นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มาทําวิทยานิพนธ์ที่หมู่ 3 ตําบลตะเคียนทอง) มีผีมาลงร่างทรงเพียงคนเดียว คือ นายรอด ซึ่งเป็นผู้เฝ้าศาลใหญ่ มาบอกว่าทําไม่ถูกต้องผีจึงไม่มา ต้องใช้กระดานวาดเป็นรูปช้าง รูปม้า รูป 6 ดอก เทียน 4 ดอก ในปีนี้จึงต้องยุติการละเล่น (เจตน์จรรย์ อาจไธสง, 17 เมษายน 2550)มหาสงกรานต์ในช่วงเช้าของวันที่ 18 เมษายนของทุกปีจะมีการถวายไตร และชาวบ้านจะมาออกร้าน เพื่อเลี้ยง อาหารฟรีแก่แขกที่มาร่วมทําบุญ ช่วงบ่ายจะมีพิธีสรงน้ำพระ และรดน้ำดําหัวผู้สูงอายุของหมู่บ้าน ชาวบ้าน ในตําบลตะเคียนทอง และตําบลใกล้เคียงจะมาร่วมกันทําบุญที่วัดอย่างเนืองแน่น เด็ก ๆ และวัยรุ่นจะมีการ เล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน เล่นน้ำเหนื่อยจะแวะไปรับประทานอาหารที่มีผู้มาออกร้านจํานวนมากรอบๆ วัด โดยเฉพาะกล้วยทอดและขนมจีนน้ำยาฟักทอง แกงไก่ ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของคนตะเคียนทอง “รสชาติอร่อยอย่าบอกใคร” หลังจากเสร็จพิธีสรงน้ำ พระแล้วจะมีการแห่โกฐที่ใส่ชื่อบรรพบุรุษไปทําพิธี (การทําศพแห้ง) ทางศาสนาอุทิศส่วนกุศล ให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว โดยพิธีนั้นคล้าย ๆ กับการทําพิธีศพแต่ต่างตรงที่ไม่มีศพ (คํารณ วังศรี18 เมษายน 2552)6.12 อาชีพของคนของและเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจําวันอาชีพของคนของชาวชองจะอาศัยอยู่เป็นกลุ่ม การทํามาหากินจะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกัน มีการทำงานเอาแรงกันหรือเรียกว่า การลงแขก เช่น การไถนา ทําไร่ นวดข้าว งานพิธีต่างๆ เช่น งานทําบุญบ้าน งานบวช และจัดอาหารเลี้ยงผู้มาช่วยงาน (เหียน ตามาวาส และ บรรจง คามาวาส, 24 เมษายน 2552)ก่อนจะทํานาทําไร่จะต้องทําพิธีเลี้ยงศาลนา ศาลไร่ก่อนทุกครั้ง โดยศาลนาจะทําในเดือนสี่ วันพฤหัสบดี จะทําเป็นศาลเล็กมีสี่เสา มุงหลังคาด้วยใบระกํา พื้นปูด้วยฝากไม้ไผ่ ขนาดกว้าง ประมาณ 50 เซนติเมตร สูง 1 เมตร ภายในศาลจะมีไม้เตเวจ 2 อัน มัดด้วยด้ายขาวเรียกว่า \"เจ้าที่นา\" เครื่องไหว้ศาลนา คนไหว้จะต้องนุ่งโสร่ง ไม่สวมเสื้อ มีผ้าขาวม้าพาดบ่า ของไหว้ศาลนา ประกอบด้วย ไก่ตัวผู้ที่ตายไม่ตัดหัว 1ตัว พร้อมเครื่องในไก่ เหล้า 1 ขวด บายศรีปากชาม ขนม ลูกโทนใส่ไส้ ขนมป๊อก ธูป เทียน ยาฉุนม้วน หมากพลูจีบ 2 ค่ำ ซึ่งการไหว้ศาลนานั้นจะทําก่อนการทํานา และหลังเก็บเกี่ยวอีกครั้ง
33ส่วนศาลไร่นั่นจะทําศาลลักษณะเดียวกับศาลนา แต่จะทําเพียงครั้งเดียวก่อนทําไร่ จนกว่าจะเลิกทํา หรือโยกย้ายไปทําไร่ที่ใหม่ หลังจากเลิกทําไร่แล้วหรือจะย้ายไปทําไร่ที่อื่น ผู้เป็นเจ้าของไร่จะทําแสดงเป็นช้าง มาเหยียบย่ำทําลายพืชไร่เสีย การที่ทําพิธีไหว้ศาลไร่ ศาลนา เพื่อเป็นการแสดงการบูชาเจ้าที่นั่นเอง (เสมียน งามล้วน, 12 มีนาคม 2552)ก่อนทำนาจะต้องทําการแรกนาขวัญเสียก่อน โดยการไถแรกนาขวัญ 3 รอบ พร้อมกับมีหมากพลูจีบ 1 คํา จุดธูปเทียนบอกกล่าวพระแม่ธรณี เจ้าที่ทํากินอย่าให้เอาโทษ ข้าวในนาเสือหาย โดยมากจะทําการ แรกนาขวัญประมาณเดือนหก วันพฤหัสบดี หรือตรงกับวันขึ้นเก้าค่ำการปักดํานา จะต้องลงกล้าปักดําในนาในวันพฤหัสบดี ตามมุมนา 5 ต้น หรือ 5 กอ เสียก่อน ผู้หญิงผู้เป็นแม่บ้านเจ้าของนาจะต้องเป็นผู้เอาหมากพลูจีบไปขอพระแม่ธรณีก่อน (สาลีโภคทรัพย์, 24 เมษายน 2552)วันที่ข้าวตั้งท้อง เรียกว่า \"ปักตาหลิ่วนา\" จะทําประมาณกลางเดือนสิบ ซึ่งจะตรงกับ วันสารทไทย คนชองจะต้องทําตาหลิ่วรูปแม่พระโพสพกําลังท้องแก่จะออกรวง และทําเครื่องเซ่นประกอบด้วย กล้วย อ้อย ถั่ว งา ส้ม ต่าง ๆ และที่สําคัญ คือ ขนมกระยาสารท ซึ่ง ปีหนึ่งจะทําเพียงครั้งเดียว พร้อมด้วยหมากพลูจีบ 1 กํา ไปแขวนไว้ที่ตาหลิวและนําไปปักไว้ที่หัวนาและเชิญแม่พระโพสพให้มารับเครื่องเซ่นดังกล่าว เพื่อให้แม่พระโพสพช่วยรักษาไม่ให้เมล็ดข้าวลีบหรือสัตว์ต่างๆ มาเก็บกินได้ (เฉลียว วรรณภักดี, 27 กรกฎาคม 2552) เมื่อข้าวในนาสุกดีแล้ว ก่อนเกี่ยวข้าวชาวนาจะทําพิธีอีกครั้งหนึ่ง เครื่องเซ่นประกอบด้วย หมากพลูจีบ บุหรี่มวน บอกกล่าวแม่พระโพสพ กล่าวว่า “อย่าเสียใจเลยลูกหลานจะเก็บเกี่ยวเอาไปไว้ในยุ้งฉางให้ปลอดภัยจากปากนกปากกา วัวควายทั้งหลาย” ผู้ที่ไปบอกกล่าวจะเป็นผู้หญิง จากนั้นผู้ที่ทําการเซ่นบอกกล่าว จะเกี่ยวข้าว 1 กํา ก่อนเอาไว้เป็นข้าวแม่พระโพสพในยุ้งใส่กระบุงมีผ้าขาวผ้าแดง เก็บเอาไว้ทุกปีการเอาข้าวขึ้นยุ่ง หลังจากการเก็บเกี่ยว นวดข้าวเสร็จแล้ว ชาวนาจะนําข้าวขึ้นยุ้งในวันพฤหัสบดี หรือวันศุกร์ จะมีเพื่อนบ้านร่วมกันทําขวัญข้าวร้องเพลงทําขวัญแม่พระโพสพอย่างสนุกสนานและทํากันมา เป็นประเพณี (สาลี โภคทรัพย์, 24 เมษายน 2552)การนวดข้าวในลาน ในสมัยก่อนจะใช้ควายนวดข้าวโดยจะนําควายมาเทียมพ่วงกัน ประมาณ 4-5 ตัว หรือมากกว่าและจะมีเพื่อนบ้านมาช่วยนวดข้าว สงฟาง และมีการร้องเพลง หงส์อ่อน เป็นการร้องเพลง เกี้ยวพาราสีกันระหว่างชายหญิง เจ้าของบ้านจะหุงข้าวเหนียว และ ทําแกงไก่เลี้ยงแขกทุกคน ส่วนหนุ่มสาว ที่มาเที่ยวจะเล่นจับหางลิง ช่วงรํา ซ่อนผ้า และต่าง ๆ อีกมากมาย (ไกร ขวัญมา, 24 เมษายน 2552)เมื่อเสร็จจากการเก็บและนําข้าวขึ้นยุ้งหมดทุกบ้านแล้ว จะมีพิธีให้ศาลทุ่งทําพิธีใหญ่ในกลางหมู่บ้าน ในเดือนสาม ขึ้น 3 ค่ำ ทุกบ้านจะต้องมาร่วมกันให้ศาล จะมีนายขมูลเป็นผู้นําพิธี เซ่นไหว้หนึ่งคน และทํากันเป็นประจําทุกปี และจะยิงปืนสลุต 7 นัด เพื่อให้เจ้าห้วย เจ้าเขา เจ้าท้องที่นารับทราบและมารับเครื่องเซ่น พร้อมกันในวันนั้น ซึ่งชาวบ้านจะทําการเผาข้าวหลาม ได้ตลอดไปจนถึงฤดูให้ศาลนาในเดือนหก หลังจากนั้น จะทําการเผาข้าวหลามอีกไม่ได้เนื่องจากคนชองโบราณถือว่าในเดือนหกผิดฤดูกาลจะทําให้เจ้าป่าเจ้าเขาไม่พอใจ และปล่อยสัตว์ต่าง ๆ ออกมารบกวนกัดกินทําลายพืชไร่นาข้าวอยู่บ่อย ๆ (บรรทูน ผกามาศ, 10 มีนาคม 2552) โดยการให้ศาลจะให้ศาลท้าวชมพู (หมู่ 5) ซึ่งเป็นการทําบุญที่ประทับก่อน แล้วจะให้ศาลที่ชำเคราะห์ (หมู่ 6) แล้วจะทําบุญส่งทุ่งที่หมู่ 2 เพื่อส่งผีตายโหง ตายห่า กลับบ้าน โดยผู้ทําพิธี ในอดีต คือ นายรวย เต่าทอง (หมู่ 2) เป็นผู้ทําพิธีส่งทุ่ง เมื่อนายรวยเสียชีวิต ไม่มีใครทําพิธี จึงเหลือเพียงการทําบุญเลี้ยงพระเท่านั้น ไม่มีการ ทํารถเหมือนในอดีต (ทัด งามพร้อม, 29 ธันวาคม 2552)
34ปัจจุบันพิธีกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้ทํากันแล้ว และนับวันจะสูญหายไปเนื่องจากความเปลี่ยนแปลง ทางวัฒนธรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนประกอบกับมีการประกอบอาชีพมากมายหลายอย่าง ความเป็นสังคมแบบเก่า เปลี่ยนแปลงไป ขาดการสืบทอดวัฒนธรรม จากคนรุ่นก่อนสู่เยาวชนรุ่นหลัง ทําให้วัฒนธรรมอันดีงามที่มีค่ายิ่งที่บรรพบุรุษสร้างไว้สูญหายไป เครื่องใช้ของคนชองหัตถกรรมจากต้นคลุ้มต้นคลุ้ม เป็นไม้กอ ที่มีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับ คล้า จนมีบางคนเข้าใจว่า คลุ้ม กับ คล้า เป็นไม้ชนิดเดียวกัน คลุ้ม กับ คล้า เป็นพืชอยู่ในวงศ์ (Family) เดียวกัน คือ MARANTACEAE คลุ้ม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Donax grandis Ridl. (เต็ม สิมิ ติ นั น ท น์, ส ะ อ าด บุ ญ เกิ ด แ ล ะ ค ณ ะ, 2538) ส่ ว น ค ล้ า ชื่ อ Schumannianthus dichotomus Gagnep. (สะอาด บุ ญ เกิด และคณ ะ, 2536) เมื่อศึกษ า โดยการเปรียบเทียบส่วนต่าง ๆ ของ คลุ้ม กับ คล้า จะเห็นความแตกต่างกัน โดยเฉพาะลักษณะและขนาดของลําต้นและใบ ส่วนดอก ผล และเมล็ด หากไม่นํามาจากต้นให้เห็นว่าเป็น คลุ้ม หรือ คล้า จะบอกความแตกต่างได้ยาก การขยายพันธุ์ คล้า จะใช้เหง้า และหัว (ส่วนข้อที่ลําต้น) ขยายพันธุ์ได้ ส่วนคลุ้ม ใช้เหง้าขยายพันธุ์ได้เท่านั้น สําหรับการนําคลุ้ม และคล้า ไปใช้ประโยชน์ ส่วนที่ใช้ประโยชน์มาก ได้แก่ ผิวแก่ของลําต้น ที่นําไปจัดเป็นตอก ใช้สานเป็นภาชนะใช้สอยในชีวิตประจําวัน เช่น กระด้ง กระบุง ตะกร้า โดยเฉพาะคลุ้ม ซึ่งเป็นไม้ที่มีขนาดใหญ่และผิวแข็ง กว่าคล้า ใช้แทนไม้ไผ่ได้อย่างดี ส่วนหัวคลุ้ม และ หัวคล้า (ส่วนข้อของลําต้น) เป็นสมุนไพร แก้อาการเครียดช่วยให้นอนหลับ เป็นยาเย็นช่วยกระทุ้งพิษไข้ ดับพิษร้อนแก้ไข้หิน ไข้กาฬ จําพวก เหือด หัด อีสุกอีใส นอกจากนั้นยังสามารถนําใบทั้ง คลุ้ม และ คล้า มาใช้ห่อขนมแทนใบตองได้อีกด้วย (“คลุ้ม” ในโครงการสวนพฤกศาสตร์, ม.ป.ป.)คลุ้มและคล้าเป็นพืชชนิดหนึ่งชอบอาศัยอยู่บนพื้นที่และใกล้แหล่งน้ำ โดยเฉพาะลําห้วย ลําคลอง และตามป่าเขาที่มีความชื้นสูง คนชองสมัยก่อนจึงมักนํามาใช้จักสานเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น เสื่อ กระบุง กระด้ง หรือทําเชือกมัดสิ่งของเพื่อใช้ในชีวิตประจําวัน เป็นต้น ปัจจุบัน พืช คลุ้ม คล้า ในชุมชนมีปริมาณ ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากบริเวณที่มีต้นคลุ้มก่อนได้กลายสภาพเป็นสวนผลไม้ไปเกือบหมด ประกอบกับ คนเฒ่าคนแก่ที่ทําจักสานเป็นแต่ไม่สามารถเดินไปหาวัตถุดิบที่อยู่ไกลๆ ได้ ปัจจุบันคนในชุมชนชองสามารถ ซื้อหาของใช้เหล่านั้นได้ง่ายตามร้านค้า หรือตามตลาดทั่วไป คลุ้มและคล้าในชุมชนชองจึงถูกลดบทบาทความสําคัญลงไปตามธรรมชาติ คลุ้ม และ คล้า สามารถนํามาใช้แทนเชือก และยางยืดทั่วไปตามท้องตลาด ซึ่งหากมีการนําบทบาทหน้าที่ของพืช คลุ้ม และ คล้า กลับมาใช้ในยุคปัจจุบันแทน การใช้เชือก ฟาง หรือแทนยางยืดรัดสิ่งของหรือถุงอาหารในชีวิตประจําวัน จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยของคนในชุมชน นอกจากนี้ยังพบว่า คลุ้ม และ คล้า มีรากฝอยที่มีคุณสมบัติสามารถ รักษาหน้าดินและสามารถอุ้มน้ำได้ดี ตามธรรมชาติ อีกทั้งยังสามารถเป็นเครื่องวัดความสมบูรณ์ของธรรมชาติในบริเวณนั้น ๆ ได้อีกด้วย อย่างเช่น เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาช่อน เป็นต้น นอกจากนั้น บริเวณที่มีรากฝอยของต้นคลุ้ม ต้นคล้า ยังสามารถ ช่วยกรองน้ำให้ใสสะอาด เวลาที่ชาวชองทํางานเหนื่อย ๆ สามารถดื่มน้ำที่อยู่บริเวณนั้นได้ (สิริรัตน์ ศรีสมบัติ, 2552)
35งานหัตถกรรมจากต้นคลุ้ม :ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหัตถกรรมจาก คลุ้ม คล้า สังคมชาวชองมีเครื่องมือเครื่องใช้ใน ชีวิตประจําวัน อันเกิดจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้มีมาจนถึงปัจจุบันนี้ อย่างเช่น การสานเสื่อ ได้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนมาถึงปัจจุบัน เพราะในชุมชนแถบนี้มีมาก ดังนั้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน จึงรู้จักการนําวัสดุในท้องถิ่นมาทําเครื่องมือเครื่องใช้ และยังเป็นประโยชน์ต่อการดําเนินชีวิต เมื่อผลผลิตเหลือใช้จะนํามาจําหน่ายเป็นรายได้ ให้กับครอบครัว เช่น งานเสื่อสานสําหรับปูนั่ง ปูนอน งานกระบุง กระจาด ชะนาง และอื่น ๆ ถึงแม้ว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปแต่ยังมี การทําเสื่อไว้ใช้อยู่ ความยากง่ายของการทํางานด้านหัตกรรมจักสานขึ้นอยู่กับความชํานาญ และขนาดของชิ้นงาน ผู้ชํานาญอาจจะทําเสร็จภายใน 1-2 สัปดาห์ ผู้หัดทําใหม่ๆ อาจต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือนและความปราณีตยังต่างกันอีกด้วยวัสดุอุปกรณ์ : - มีดขอ- มีดบาง- ทวาย- คลุ้ม หรือ คล้า - ตลับเมตร - น้ำมันยางขั้นตอนก่อนการสานงานหัตถกรรมจากคลุ้ม :1) ตัดต้นคลุ้มที่มีความยาวประมาณ 150 เซนติเมตร จากนั้นเลือกต้นที่พอเหมาะ (อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยการสังเกตจากจํานวนง่ามต้องมี 3 - 6 ง่าม) ทําตอกสองลักษณะ คือ แบบไม่ขูดผิวจะเป็นสีเขียวแก่ และแบบขูดผิวจะเป็นสีเขียวเกือบเหลือง เพื่อให้เกิดความแตกต่าง ของสีผิวตอก (คลุ้มมีผิวมันย้อมสีไม่ติด) ผ่าต้นคลุ้มออกเป็นสี่ส่วน ลอกเยื่อสีขาวด้านในออก ให้เหลือเพียงเปลือกของคลุ้มเท่านั้น ลอกอีกครั้งให้เหลือผิวที่บางเบา และต้องเสมอกันทุกเส้นนําไป ผึ่งแดดให้แห้งประมาณ 1-2 แดด จะได้ตอกที่ใช้ในการสาน2) เริ่มสานเสื่อตามลายที่ต้องการ และต้องคอยจับ และดันอยู่เสมอ (พยายามพรมน้ำตรงบริเวณที่สานเพื่อให้ดอกนั้นไม่แตก) เพื่อให้เสื่อไม่หลวม เมื่อเสร็จงานจึงนําตอกหวายมาทําขอบ สุดท้ายทาด้วยน้ำมันยาง เพื่อป้องกันมอดเจาะและทําให้เพิ่มสีสวยงาม (โฉมศรี คุณทวี, 17 มิถุนายน 2552)สีฝัดเป็นเครื่องแยกเมล็ดข้าวที่ลีบ เมล็ดวัชพืชและสิ่งเจือปนในข้าวเปลือก พัฒนาจากการใช้หัดโบก ให้เกิดลมมาเป็นการหมุนใบพัดผ่านเฟืองให้เกิดลม โดยใช้แรงคนหมุนใบพัด ทําให้เกิดลม พัดออกไปด้านหลัง พัดเอาข้าวที่ลีบและสิ่งที่เจือปนอยู่ในข้าวเปลือก เช่น เศษฟาง เศษหญ้า และ เมล็ดวัชพืช ให้ปลิวออกไปด้านหลังของสีฝัดขณะเดียวกันเมล็ดข้าวเปลือกที่ดี และมีน้ำหนักมากก็จะไหลลงไปกองรวมกันอยู่ด้านหน้า ทําให้ชาวนาแยกเมล็ดข้าวเปลือกและเมล็ดข้าวที่ลีบออกจากกันได้รวดเร็ว ถ้ามีข้าวที่ต้องฝัดเป็นจํานวนมาก การหมุนสีฝัดมักจะต้องสับเปลี่ยนกันหลายๆ คน ต่อมาจึงมีผู้คิดเอาเครื่องยนต์มาหมุนใบพัดแทนคน จากนั้นกรรมวิธีในการนวดและสีข้าว จึงพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นการใช้เครื่องยนต์ที่สามารถนวดและฝัดข้าว ไปพร้อมๆ กัน อย่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน (พิน วังศรี, 22 กรกฎาคม 2552)สีฝัดทําด้วยไม้ เหล็ก และสังกะสี มีเสาไม้สี่เหลี่ยมทําเป็นขาสี่ขาสูงประมาณ 150 เซนติเมตร มีโครงไม้และแผ่นไม้ประกอบกันคล้ายกล่องสี่เหลี่ยม มีความกว้างประมาณ 80 เซนติเมตร ยาวประมาณ 180 เซนติเมตร
36ด้านหน้าปูด้วยสังกะสี โค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม ด้านล่างใช้ สังกะสีบุบนแผ่นไม้วางเคียงลาด ด้านหลังสูง ด้านหน้าต่ำ แผ่นสังกะสีนี้จะเป็นรางให้เมล็ดข้าวเปลือกที่ดีมีน้ำหนักมาก ไหลลงพื้น ชาวบ้านจะโกยออก ไปเก็บไว้ในยุ้งฉางหรือขายให้พ่อค้า ที่มารับซื้อด้านบนของสีฝัด ทําเป็นกระบะไม้สี่เหลี่ยมก้นสอบ ด้านหลังทําเป็นช่องเล็กๆ ปิด และ เปิดได้ ขณะที่ ฝัดข้าวจะต้องมีผู้เลื่อนแผ่นไม้ขึ้น เพื่อเปิดช่องให้ข้าวเปลือกไหลลงตะแกรงในจํานวนที่พอเหมาะที่ลมจะพัดเมล็ดที่ลีบและสิ่งที่ไม่ต้องการให้ปลิวออกไปได้ดี ถ้าหากปล่อยให้ข้าวเปลือกที่ยังมีสิ่งเจือปนอยู่ไหลลงมากเกินไป และลมไม่แรงพอ เมล็ดข้าวที่ลีบและสิ่งเจือปนจะไหลรวมลงมากับเมล็ดข้าวเปลือก ด้านหลังตะแกรงทําด้วยเหล็กเส้นขนาดประมาณเท่าปลายนิ้วก้อย 4 ถึง 5 เส้น ยึดติดกับไม้ให้มีช่องว่างระหว่างเหล็กแต่ละเส้นประมาณ 4 ถึง 5 เซนติเมตร ตะแกรงนี้จะช่วยให้เศษฟางใบหญ้าที่ปนอยู่กับข้าวเปลือกออกมากระทบกับตะแกรง แล้วถูกแรงลมพัดให้ลอยออกไปไม่ตกลงปนกับข้าวเปลือก ต่อมามีผู้คิดประดิษฐ์ตะแกรงให้ส่ายได้เช่นเดียวกับตะแกรงสานที่ ร่อนด้วยมือ โดยทําเป็นข้อเหวี่ยงไปเชื่อมกับแกนกงพัด เมื่อหมุนใบพัดตะแกรงจะส่ายไปมาทําให้ฝัดข้าวได้ดีขึ้น การฝัดข้าวจะต้องนําข้าวเปลือกที่นวดแล้วใส่ลงในกระบะ เมื่อต้องการจะฝัดหรือสีจะหมุนกงพัดให้ใบพัดหมุนพร้อมกับเปิดช่องด้านหลังกระบะ เพื่อให้ข้าวเปลือกไหลออกไปอย่างต่อเนื่อง เมล็ดข้าวที่ลีบและสิ่งเจือปนที่ไม่ต้องการจะปลิวออกไป เมล็ดข้าวเปลือกที่ดีและมี น้ำหนักมากจะตกลงบนรางและไหลลงมายังด้านหน้า การฝัดข้าวจะต้องมีผู้หมุนใดคนหนึ่ง และมีผู้ขน ข้าวเปลือกที่ยังไม่ได้ฝัดมาเติมให้เต็มกระบะตลอดเวลา ให้ข้าวเปลือกออกไปพร้อมๆกับการหมุนใบพัดด้านหลังของสีฝัด มีกล่องแบนๆ ทําด้วยแผ่นไม้แขวนไว้กับเขาสีฝัด เพื่อรับเมล็ดข้าวที่ลีบ และสิ่งที่ไม่ต้องการที่ออกมาตามแรงลมให้ไหลลงไปกองรวมกันข้าวเปลือกที่ผ่านสีฝัดแล้ว จะมีสิ่งเจือปนอยู่น้อย จึงขนไปเก็บไว้ในยุ้งฉางหรือขายให้พ่อค้าได้เลยสีฝัดเป็นเครื่องทุ่นแรงที่ช่วยให้ชาวนาฝัดข้าวได้สะดวกและรวดเร็วกว่าการฝัดข้าวแล้วใช้พัดโบก หรือใช้กระด้งฝัดแบบโบราณเชี่ยนหมากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สําหรับวางตลับใส่หมาก ตลับยาเส้น เต้าปูน ตลับสีเสียด และซองใส่พลูชาวบ้าน มักเรียกเชี่ยนหมากว่า กระท่ายหมาก (ยม สุกใส, 9 มีนาคม 2552) เชี่ยนหมากนอกจากจะใช้วางอุปกรณ์ ในการกินหมากแล้ว ยังใช้ต้อนรับแขกได้เป็นอย่างดี เชี่ยนหมากทําจากวัสดุหลายประเภท เช่น ไม้ ทองเหลือง เงิน พลาสติก และเครื่องเขิน ตัวเชี่ยนหมากมีลักษณะคล้าย ๆ พาน หรือเป็นเหลี่ยม 6 เหลี่ยม ตามพื้นบ้าน ส่วนใหญ่จะพบเชี่ยนหมากที่ทําด้วยไม้และทองเหลืองอยู่มาก เชี่ยนหมากทําด้วยไม้มักเป็นไม้สัก หรือไม้เนื้อแข็ง ตัดเป็นท่อน ๆ ยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ใช้กระดาษทรายขัดให้เรียบ ปัจจุบันการทําเชี่ยนหมากด้วยไม้ จะใช้เครื่องจักรกลึงได้อย่างรวดเร็ว มีการออกแบบรูปทรงต่าง ๆ และตกแต่งเป็นลวดลายให้สวยงามยิ่งขึ้น บางครั้งใช้ไม้แผ่นๆ ประกบกันเป็นเชี่ยนหมากหลายๆ มุม อาจทําเป็น 2 ชั้น ชั้นบนจะวางอุปกรณ์กินหมาก สําหรับชั้นล่างจะสํารองพวกหมาก พลู ยาเส้น สีเสียดไว้เผื่อขาด ในงานบวชพระ แต่งงาน หรืองานบุญงานกุศล ตามเทศกาลต่างๆ ยังพอเห็นคนสูงอายุจีบหมากจีบพลูนําใส่เชี่ยนหมากถวายพระ หรือ ไว้ต้อนรับแขกที่มาร่วมงานอยู่บ้าง การกินหมากในสมัยโบราณถือว่าเป็นสิ่งดีงาม เพราะคนฟันดําเป็นลักษณะของคนสวย นอกจากนี้ยังให้เกิดความเพลิดเพลินในเวลาเคี้ยวหมากช่วยฆ่าเวลาและทําให้ฟันแข็งแรงทนทานอีกด้วย การกินหมากเลิกอย่างจริงจังในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งสกปรกเลอะเทอะ ไม่ทันสมัย
37เชี่ยนหมากจึงไม่ค่อยพบเห็นตั้งแต่ในสมัยนั้น และคนสูงอายุที่กินหมากล้มหายตายจากไปหมด การกินหมากจึงค่อยๆ สูญหายไป เชี่ยนหมากจึง ไม่มีความจําเป็นอีกต่อไป (สนม ครุฑเมือง, 2534. น.83)คีมไม้คีมไม้เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งมี 2 ขา คล้ายกรรไกร สําหรับคีบการทําของใช้ต่างๆ ดึงเส้นตอก ต่อมา จึงพัฒนาการมาเป็นคีมเหล็กที่ใช้กันอยู่ในยุคปัจจุบัน ของใช้พื้นบ้านสมัยก่อนมักทําเป็นเครื่องใช้ประเภทจักสาน โดยใช้ไม้ไผ่ ซึ่งมีทั่วไปเป็นวัสดุที่สําคัญในการทําสิ่งต่าง ๆ การจักสานของใช้บางประเภทต้องใช้คนหลาย ๆ คนช่วยกันจับ ช่วยกันดึง จึงจะทําให้ของใช้เหล่านั้น แน่นหนาและทนทาน หรือบางทีของใช้บางชิ้นต้องเข้าเดือยเจาะสลักไม้ การใช้มือดึงสลักออกมา คงไม่ถนัดถนี่นักดังนั้นจึงคิดวิธีใช้ไม้เป็นง่ามคีบสิ่งของตามต้องการ บางพื้นบ้าน เรียกว่า คีมไม้ หรือคีมไม้ปากนกแก้ว (อุทิศ วรรณภักดี, 27 กรกฎาคม 2552)คีมให้ทําด้วยไม้สัก หรือไม้เนื้อแข็งท่อนเล็กๆ 2 ท่อน โดยมีความยาวตั้งแต่ 10 ถึง 30 เซนติเมตร ใช้มีดเหลาท่อนไม้ให้มีขนาดเดียวกัน และมีลักษณะเหมือนกัน ด้านปลายไม้เหลากลม ใช้เป็นมือจับ ส่วนปาก คีมเหลาเหมือนปากนกแก้ว โคนปากนกแก้วถากรอยบากให้ไม้ 2 ท่อน เข้ารอยประกบกัน เจาะรูไม้ทั้ง 2 ที่โคนปากนกแก้วให้ทะลุ เหลาไม้เป็นสลักเดือยสอดเข้าไปในรู เมื่อใส่แล้วจะหลวมเล็กน้อย ในช่วงระยะหลัง มีการใช้เหล็กและตะปู สลักเดือยที่ทําด้วยไม้ก็เปลี่ยนมาใช้เหล็ก ใช้ตะปูแทน ชาวบ้านจะไม่เรียกสลักเดียวเหมือนก่อน แต่เรียกว่า สลักเหล็ก สลักตะปู สลักเกลียว สลักน๊อต เป็นต้นการใช้คีมไม้จับสิ่งของให้แน่น เช่น จับขอบกระด้งให้ประกบกันเพื่อร้อยเส้นหวายจะขยับปลายมือจับ ให้ปากนกแก้วอ้าปากขึ้น หากผู้จักสานต้องจับขอบด้านอื่นอีกจะใช้หวายร้อยเป็นวงกลมขยับรัดปลายคีมไม้มือจับทั้ง 2 ข้างให้แน่น คีมไม้บางชนิดจะใช้ลิ่มตอก ระหว่างไม้มือจับ ซึ่งจะทําให้ปากคีมไม้จับสิ่งของจนแน่นคีมไม้ในสมัยก่อนจึงเหมาะแก่การใช้จับขอบกระด้ง ดึงเส้นตอก ตะแกรงตะกร้า และบิดสิ่งของต่าง ๆ ได้ตามต้องการ (สนม ครุฑเมือง, 2534, น.63)โกรกกรากเจาะไม้โกรกกรากเจาะไม้ หรือโกรกกรากเกลียว เป็นเครื่องมือสําหรับใช้เจาะไม้เพื่อตอกสลัก หรือเจาะนำก่อนตอกตะปู มีลักษณะเป็นเกลียวเหมือนบิดหล่าโกรกกรากเจาะไม้จะแตกต่างกับบิดหล่าในสมัยก่อน ตรงที่บิดหล่าสามารถเจาะได้ลึกและใหญ่กว่า สําหรับโกรกกรากเจาะไม้จะรูดกระบอกไม้ขึ้นๆ ลงๆ ทําให้คมเหล็กหมุนได้โกรกกราก เจาะไม่มีส่วนประกอบ ต่าง ๆ ดังนี้แกนไม้ กระบอก ด้ามกด และคมเหล็ก แกนไม้ต้องใช้ไม้เนื้อแข็งประเภท ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้ประดู่ชิงชัน เป็นต้น เหลาไม้เป็นท่อนกลม ๆ ขนาดด้ามมีด ด้ามจอบ มีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ใช้สิ่วเจาะเนื้อไม้ลึกเป็นเกลียวพันกัน 3 เกลียว โดยเว้นส่วนปลายและส่วนโคนโกรกกรากเจาะไม้ไว้ประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร เพื่อทําด้ามไม้กดแกนไม้เกลียว ส่วนด้ามกดทําเป็นรูรอบให้แกนหมุนได้สะดวก กระบอก เรียกว่า โปะรูดเกลียว ทําหน้าที่ดึงแกน เกลียวไม้ให้หมุน จะทําด้วยกระบอกไม้ไผ่ตัดให้เหลือข้อไม้ตรงกลาง ใช้สิ่วทะลุข้อปล้องภายใน เป็นรูกลวง กระบอกดังกล่าวต้องทําเป็นเกลียวสวมให้พอดีกับแกนไม้ คมเหล็กซึ่งเป็นส่วนเจาะไม้มักใช้เหล็กตะไบมีดเก่าๆ มาเผาไฟตีเหล็กให้มีคมแบน ปลายเหล็กอีกด้านหนึ่งตีแบน ๆ เสียบเข้า กับแกนไม้ส่วนโคน โดยการกรอเนื้อไม้ให้เป็นร่องตีแผ่นเหล็กเข้าไปในร่องนั้น ใช้ปลอกเหล็กรัด อีกชั้นหนึ่งเพื่อให้แน่นและใช้ได้ทนนานยิ่งขึ้น (สนม ครุฑเมือง, 2534, น.38)
38การใช้จะใช้มือหนึ่งกด ด้ามกด ข้างบน อีกมือหนึ่งจับรูดกระบอกขึ้นๆ ลงๆ ให้สุดเกลียว แกนไม้จะหมุนกลับไปกลับมา ทําให้คมเหล็กเจาะไม้ลึกได้อย่างรวดเร็ว โกรกกรากเจาะไม้ หรือ โกรกกรากเกลียวไม้ในปัจจุบันไม่มีใช้แล้ว เนื่องจากช่างไม้สมัยใหม่จะใช้สว่านมือและสว่านไฟฟ้าแทนข้องเป็นเครื่องจักสานชนิดหนึ่ง สานด้วยคลุ้มหรือหวาย ปากแคบอย่างคอหม้อ มีฝาปิด เปิด ได้ เรียกว่า ฝาข้อง ฝาข้องจะใช้หวายสานเป็นรูปกรวยปลายกรวยแหลมปล่อยเป็นซี่ไม้ เรียกว่า งาแซง ของใช้สําหรับใส่ ปลา ปู กุ้ง หอย กบ เขียด เป็นต้น (พิน วังศรี, 22 กรกฎาคม 2552)คันกระสุนคันกระสุนเป็นลูกครึ่งของธนูกับ หนังสติ๊ก รูปร่างเหมือนธนูแต่ใช้ลูกกระสุนปั้นด้วยดินเหนียว เป็นลูกกลมๆ เหมือนหนังสติ๊ก อาจเป็นเพราะทำได้ยากกว่า พกพาไม่สะดวก ใช้งานยากคันกระสุนคันหนึ่งประกอบด้วย คัน สาย และรังกระสุน ตัวคันทําจากไม้ไผ่ ซึ่งต้องเป็นไม้ไผ่ที่แก่ ๆ เพราะมีคุณสมบัติในการสปริงตัวและคืนรูปที่ดี ส่วนสายได้มาจากการนําไม้ไผ่มาเหลาเป็นเส้นเล็ก ๆ จากนั้น จึงนํามาฟั่นให้เป็นเกลียว และรังกระสุน หรือแป้นที่ใช้วางลูกดินจะใช้สายสร้อยซึ่งมีลักษณะคล้ายเถาบอระเพ็ดมาถักเป็นรังขึ้นมา เคล็ดลับในการทําหลังจากเหลาไม้ไผ่ ทําเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ต้องทดลองน้าวดูความสปริงของไม้ด้วยว่ามีความอ่อนเสมอกันหรือไม่ ถ้าแข็งข้างอ่อนข้างจะทําให้ยิงออกไปไม่ตรงเป้า (สนม ครุฑเมือง, 2534, น.60)คันกระสุนเป็นเครื่องมือยิงสัตว์มีคันใช้สายโก่งยิ่งด้วยลูกดินปั้นกลม โดยทั่วไปมักใช้ยิงนกทุกชนิด และยิงสัตว์เล็กๆ เช่น กระรอก กระแต กระต่าย และปลา เป็นต้นคันกระสุน คันธนู และคันหน้าไม้ มีลักษณะการทําคล้าย ๆ กัน คือ มีคันสาย และลูกยิง คันจะทําด้วยซอไม้ไผ่ที่แก่จัด โดยตัดลําไม้ไผ่ยาวประมาณ 1 เมตร เหลาให้เรียวด้านปลายไม้ทั้งสองข้างควั่นหัวท้ายที่ปลายไม้ไว้ เพื่อเป็นบ่ารับสาย ตรงช่วงกึ่งกลางคันกระสุนใช้ไม้เหลามัดด้วย หวายประกบแน่น เรียกว่า กบ เพื่อให้คัน ไม่หักง่ายๆ เวลาดึงสาย และเพื่อให้จับได้ถนัด ส่วน สายใช้ส่วนผิวไม้ไผ่เหลาเป็นเส้นตรงกลางสายผ่าเป็นสองเส้น ทํารังวางลูกกระสุนถักเป็นหวายรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็ก ๆ มีร่องลึกสําหรับวางลูกกระสุน เรียกว่า รังกระสุน ซึ่งมีอยู่สองลักษณะ คือ รังกระจาดกับรังหอยโข่ง ทาบลายสายทั้งสองข้างคล้ายกัน รอยควั่นหัวท้ายของ ปลายคัน เมื่อคล้องหูกับปลายคันแล้วสายจะดึงคันให้โก่งงอ (เฉิน ผันผาย, 22 มิถุนายน 2552)ขันโตก หรือ โตกเป็นภาษาดั้งเดิม เป็นภาชนะสําหรับวางสํารับอาหาร บ้างเรียกสะโตก มีรูปทรงกลมความกว้าง มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 30 เซนติเมตรขึ้นไป มีเชิงสูงประมาณ 1 ฟุต มีทั้งขันโตกไม้และขันโตกหวายในการใช้งานนั้น ทั้งขันโตกไม้ และขันโตกหวาย ต่างใช้เป็นภาชนะสําหรับวางถ้วย อาหารกับข้าว มีใช้กันทั่วไปในภาคเหนือ เมื่อใส่กับข้าวแล้วยกมาตั้งสมาชิกในครอบครัวหรือแขก ที่มาบ้านจะนั่งล้อมวงกัน กินข้าว นอกจากจะใช้วางถ้วยกับข้าวแล้ว ยังใช้โตกเป็นภาชนะใส่ ข้าวของอย่างอื่นด้วย เช่น ใส่ดอกไม้ธูปเทียน แทนขันตอกไต้ใส่เครื่องคํานับเป็นขันตั้งได้ ใส่ผลหมากรากไม่ได้ดี ทั้งนี้ภาชนะที่วางถ้วยกับข้าวนอกจากจะใช้ขันโตกแล้วยังใช้กระทั่งหรือถาด แบนแทนและ เรียกว่า ขันข้าวขันโตก หากยังไม่ได้วางถ้วยอาหาร เรียกว่า ขันโตก เมื่อวางถ้วยอาหารแล้วมักจะ เรียกว่า ขันข้าว หรือสํารับอาหารเครื่องสีข้าวโบราณ
39ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ ฐานสี ฝา และมือโยก ฐานสีประกอบไปด้วยขาตั้งทําด้วยไม้ รูปกากบาท จานรองสานจากไม้ไผ่ผสมดินโป่งและเกลือเคลือบผสมมูลวัวหรือควายตรงกลางมีช่องว่างสําหรับสามแกนจากส่วนที่ 2 ฝา ประกอบด้วยแถบมีรูกลางสานด้วยไม้ไผ่โดยแบ่งวงกลมบนพื้นดินและมีแกนกลางไปสวมทับ แกนของส่วนฐาน พื้นสีจะทําด้วยไม้สานวางระยะเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูสลับกัน ส่วนมือโยกนั้น เพื่อป้องกันเม็ดข้าวไม่ให้แตกละเอียดเกินไป (พิน วังศรี, 22 กรกฎาคม 2522)สาแหรกสาแหรก เป็นของใช้เพื่อรองก้นกระบุง กระจาด ตะกร้า ถาด กระมัง เป็นต้น เพื่อจะได้หาบไปในที่ไกลๆ ได้สะดวก โดยไม่ต้องทําหูร้อยเชือกหาบ วางสิ่งของลงในสาแหรกจะหาบได้ทันที เพราะสาแหรกที่มีส่วนขอดไว้ด้านบนทําเป็นห่วง เพื่อใส่ปลายหัวไม้คานทั้ง 2 ข้าง ร้อยหาบได้ทันที การเรียกชื่อสาแหรกมักเรียกรวม ๆ กับของที่ใส่นั้น เช่น วางตะกร้าลงไปจะเรียกสาแหรก ตะกร้า วางกระบุงจะเรียก ตาแหรกกระบุงสาแหรกทําด้วยหวายเป็นเส้น ๆ สาแหรกทําหน้าที่รองรับภาชนะ มี 4 เส้น หรือ 6 เส้น ที่ ฐานสาแหรกจะมีที่สําหรับรองภาชนะทําเป็นรูปสี่เหลี่ยมมัดหวาย 2 เส้นคู่กัน เพื่อให้เกิดความแข็งแรงทนทาน ผูกมัด เส้นหวายจากฐานที่มุมสี่เหลี่ยม ซึ่งจะมีเส้นหวายมัดเป็นสายสาแหรก มีความยาวแต่ละเส้นประมาณ 1 เมตร ที่หัวของสาแหรกหรือส่วนที่จะใช้ไม้คานหาบนั้น จะเหลาผิวหวายเส้นบาง ๆ ผูกรวมกันไว้ เพื่อให้เส้นหวาย ทุกเส้นนั้นรวมกันเป็นจุดเดียว ส่วนตอนล่างจะ แยกออกเป็นด้านละ 2 -3 เส้น รวมเป็น 4 - 6 เส้น ตัดหวาย ที่เป็นเส้นๆ ให้โค้งงอ จะได้วาง กระบุง กระจาด และตะกร้าได้ง่ายขึ้น (พิน วังศรี, 22 กรกฎาคม 2552)การใช้สาแหรกจะวางกระบุง กระจาด หม้อ ฯลฯ ลงไปที่ส่วนรองสาแหรก ซึ่งมัดไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยม ใช้ไม้คานสอดที่ส่วนด้านบนสาแหรกเพื่อหาบไปในที่ต่าง ๆ สําหรับการใช้แต่ละครั้ง ต้องตรวจสายสาแหรก ให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะหวายอาจจะกรอบหรือขาดได้ ฉะนั้นจึงมีถ้อยคําพูดกันเป็นสํานวนว่า \"บ้านแตกสาแหรกขาด\" (สนม ครุฑเมือง, 2534)ชงโลงชงโลง บางครั้งเรียกว่า โชงโลง กะโซ้หรือที่โพงน้ำ ชงโลงเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งของ ชาวบ้าน ซึ่งใช้สําหรับวิดน้ำหรือโพงน้ำ ส่วนใหญ่ใช้วิดน้ำสําหรับทําการเพาะปลูกพืชพรรณต่าง ๆ หรือวิดน้ำจับปลาไว้เป็นอาหาร ชงโลงมีลักษณะคล้ายเรือครึ่งท่อนแต่มีลักษณะเล็กกว่า วัสดุที่นํามาทำชงโลงใช้ผิวไม้ไผ่จักเป็นตอก และมักจะสานเป็นลายสองหรือลายสาม ที่ปลายขอบจะเหลาไม้ไผ่หนาประมาณครึ่งเซนติเมตร แล้วใช้ไม้ไผ่ประกอบตอกที่สามในส่วนปลายขอบ เพื่อให้มีความคงทนถาวร ไม่หลุดลุ่ยได้ง่าย ไม้ไผ่ที่ใช้สําหรับประกบนั้น จะมัดด้วยหวาย ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกว่า การขอดหัวหรือการขอดหัวแมลงวัน เป็นการผูกมัดเงื่อนหวายให้แน่นวิธีหนึ่ง (สนม ครุฑเมือง, 2534, น.74)ชงโลงมีด้ามยาว ๆ ทําด้วยไม้ไผ่เช่นกัน ไม้ไผ่ส่วนปลายที่ติดกับปากชงโลงใช้ไม้จริงค่อนข้าวเหนียวสมัยโบราณนิยมใช้ไม่ข่อยเจาะรูไม้ไผ่แล้วใช้ไม่ข่อยสอดรูให้ได้พอดิบพอดี มีลักษณะเหมือนไม้กางเขนใช้หวายผูกมัดไม้ข่อยอีกครั้งหนึ่งส่วนปลายไม้ไผ่หรือปลายด้ามเป็นมือจับ สําหรับโพงน้ำยาวประมาณ 2 เมตร กลางชงโลงมัดเชือกที่คานไม้ไผ่ผูกโยงกับคานไม้ไผ่ด้านบน อาจจะทําในลักษณะค้ำยันด้วยไม้ไผ่สามเส้า ชาวบ้านเรียกขาหยั่ง เอาปลายเชือกมัดหลัก ที่ค้ำยันนั้น เวลาโพงน้ำหรือวิดน้ำจะจับด้ามชงโลงตักน้ำสาดไปข้างหน้า (ฉลอง ธรรมวิริยะ, 22 มิถุนายน 2552)
40ปัจจุบันการใช้ชงโลงวิดน้ำเพื่อการเกษตรหรือการจับสัตว์น้ำ มักไม่ค่อยใช้กันเหมือนในอดีต เพราะมีเครื่องสูบน้ำเข้ามาใช้แทนที่ บางสถานที่ยังมีการใช้ชงโลงอยู่บ้าง แต่ชงโลงแทนที่จะสานด้วยไม้ไผ่ จะใช้กระป๋อง หรือปี๊บทําเป็นชงโลงใช้วิดน้ำแทนยุ้งข้าวยุ้งข้าวของคนชองนั้นทํามาจากใบระกําหรือใบคันทรงนํามาเย็บเรียงติดกันตัวโครงนั้นทําจากไม้ ที่ประสานกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมสูงประมาณ 5 เมตร ข้างล่างฐานจะปูด้วยเสื่อคลุ้มแล้วโรยด้วยใบเงินใบทอง หมากผู้หมากเมีย ใบมะกรูด มะนาวเพื่อกันตัวมอดมากินข้าว ยุ้งข้าวนี้จะต้องทําก่อนที่จะเก็บเกี่ยวข้าว ประมาณ 1 เดือน (ยม สุกใส, 9 มีนาคม 2552)กระด้งกระด้ง (ชองเรียกว่า กระป๋อ) เครื่องมือฝัดข้าวที่ตําแล้ว เพื่อฝัดเอาแกลบหรือ รําข้าว ที่ยังปนอยู่ กับข้าวสารออก เป็นเครื่องมือจักสานชนิดหนึ่งที่ทําจากไม้ไผ่ ตรงส่วนขอบกระด้งทําด้วยหวายโป่งขดเป็นวงรี ถักติดกับลายสานด้วยหวาย กระด้งนอกจากฝัดข้าวสารแล้วยังใช้เป็นเครื่องใช้ฝัดข้าวเปลือก หรือเมล็ดพันธุ์อย่างอื่นได้ด้วย (แก้ว ธรรมวิริยะ, 22 กรกฎาคม 2552)แว่นโรยขนมจีนแว่นโรยขนมจีน เป็นเครื่องมือสําหรับโรยแป้งให้เป็นเส้นขนมจีน ทําด้วยแผ่นทองเหลือง ตัดให้กลม เจาะรูเล็ก ๆ ทั่วทั้งแผ่น แล้วนําไปเย็บติดกับผ้า โดยที่ในหน้าแว่นนี้จะอยู่ตรงกลางของผืนผ้าขนาดกว้าง 50 ซม. ยาว 50 ซม. วิธีใช้ บรรจุแป้งขนมจีนที่ผสมเข้ากันดีแล้ว กับน้ำมีความเหลวพอสมควรลงในหน้าแว่น รวบผ้า รอบๆ หน้าแว่นห่อหุ้มเนื้อแป้งทั้งหมด บีบพร้อมกับหมุนผ้าให้เป็นเกลียว แป้งในแว่นจะไหลออกมาช้าๆ ตามรูหน้าแว่น เป็นเส้นยาวทิ้งตัวลงในน้ำเดือด จากนั้นเมื่อแป้งสุกจะลอยขึ้นมาเหนือน้ำ จึงใช้ตะแกรงหรือตะกี้ที่สานด้วยไม้ไผ่ตักเส้นขนมจีนออกไปล้างในน้ำเย็น (แบน แสนทะวงศ์, 27 กรกฎาคม 2552)นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือเครื่องใช้ของชองบางส่วนเช่นตะแกรงร่อนยา เดิมแพทย์ไทยใช้ไม้ไผ่สาน ทําเป็นตะแกรงรูปกลมมีขอบสูงประมาณ 2-3 นิ้ว ใช้ผ้าขึงที่ก้น ขอบทําด้วยไม้ไผ่ตะแกรงตากยา เป็นภาชนะทําด้วยไม้ไผ่สาน ต่อมาได้มีการปรับปรุงเป็นถาดโลหะเคลือบ หรืออะลูมิเนียมกลัก เป็นภาชนะรูปกระบอกทําด้วยกระบอกไม้ไผ่มีฝาปิด ใช้เก็บเอกสาร เงินทอง หรือ ของมีค่า และใช้เก็บอาหารต่าง ๆ