วิจัยในชนเรั้ยนี การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดวยการจ้ ัดการเรียนรแบบซู้ ิปปา เรื่อง อารยธรรมโลกตะวนตกัชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนธัญบุรีจังหวัดปทุมธานี นาย ธนภูมิ ทองเพียรพงษ์ ตำแหน่ง ครู ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนธัญบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศกษามึ ัธยมศึกษา ปทุมธานี
บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา การศึกษาของประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพของเด็กไทย โดยสะท้อนจากพัฒนาการจัด การศึกษาอย่างต่อเนื่อง กระทรวงศึกษาธิการเห็นความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้นาไปสู่การปฏิบัติ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปฏิรูปครูปฏิรูปสถานศึกษา และปฏิรูประบบบริหารจัดการศึกษา ทั้งนี้ใน ประเด็นของหลักสูตรได้เน้นการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เกิด กระบวนการคิดอย่างมีระบบ และแก้ปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผล รวมทั้งการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม การ สร้างระเบียบวินัย การมีจิตสานึกความรับผิดชอบต่อสังคม การยึดมั่นในสถาบันชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ และความภาคภูมิใจในการเป็นคนไทย ซึ่งจะนาไปสู่การพัฒนาและยกระดับคุณภาพของสังคมไทยในอนาคต แนวคิดดังกล่าวคือ การพัฒนาความเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก ในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนอกจากนี้ในการจัดการศึกษาของโลก มีแนวโน้มเกิดการเปลี่ยนแปลงในมิติ ด้านเนื้อหาและการเรียนรู้เช่น การส่งเสริมการพัฒนาด้านทักษะการร้เทู่าทัน ทักษะชีวิต (Life Skills) การบูร ณาการในลักษณะสหวิทยาการรวมทั้งมีการเน้นวิชาการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง (Citizenship Education) (กระทรวงศึกษาธิการ,2557, น. 1) สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตรประกาศนียบัตร วิชาชีพ พุทธศักราช 2556 ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงาม มีความเคารพในสิทธิและ หน้าที่ของตนเองและผู้อื่นมีความรักชาติสานึกในความเป็นไทย เสียสละเพื่อส่วนรวม ดารงรักษาไว้ซึ่งความ มั่นคงของชาติศาสนาพระมหากษัตริย์และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข (กระทรวงศึกษาธิการ, 2558)หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2556 หมวดวิชาทักษะชีวิต จึง กาหนดให้วิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม เป็นหนึ่งในสาระการเรียนรู้ที่ผู้เรียนทุกคนในระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพจำเป็นต้องเรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2557, น. 126) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนมีคุณลักษณะ ที่ดีของคนไทย เห็นคุณค่าความสาคัญ และมีส่วนร่วมมือในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและ ประเพณีไทย เห็นคุณค่าและแสดงออกถึงความรักชาติยึดมั่นในศาสนา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นพลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยการดำเนินชีวิตตามวิถี ประชาธิปไตย มีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข มีความปรองดอง สมานฉันท์สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมแห่งความหลากหลาย มีการจัดการความ ขัดแย้งและสันติวิธีตลอดทั้งเป็นผู้มีวินัยในตนเองด้วยการประพฤติตนเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ขยันหมั่นเพียร อดทน ใฝ่หาความรู้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่และยอมรับผลที่เกิดจากการกระทาของตนเอง ซึ่งการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวนั้น ผู้สอนจะต้องใช้กระบวนการ เทคนิค วิธีสอน ที่มีขั้นตอนเน้นสู่การปฏบิัติ จริงอีกทั้งยังต้องใช้กระบวนการคิดที่หลากหลายในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อีกด้วย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2557, น. 66)ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มวิชาสังคมศึกษาของไทยที่ผ่านมายังไม่ประสบผลสำเร็จ เท่าที่ควร นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในเกณฑต์่ำ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากพฤติกรรมการสอน ของครูผู้สอนมักจะเน้นการสอนที่เน้นการท่องจา ทาให้ผู้เรียนไม่เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลายและไม่เห็น ความสำคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นักเรียนเบื่อหน่ายกับกิจกรรมการเรียนการสอน ทาให้ไม่สนใจการ เรียน ครูเน้นการสอนเนื้อหาจากหนังสือเรียนเป็นสำคัญ ไม่ได้เน้นกระบวนการเรียนรู้บรรยากาศในการเรียน การสอนไม่กระตุ้นให้นักเรียนอยากเรียน เน้นการท่องจาไม่มีการปฏิบัติจริงครูไม่สนใจความรู้เดิม และความ
ต้องการของผู้เรียน นักเรียนแต่ละคนได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน โดยไม่คานึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคล ทาให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย ไม่มีความสุขในการเรียน(รุ่ง แก้วแดง, 2542, น. 37) สอดคล้องกับ ผลการวัดและประเมินผลปลายภาคเรียน กลุ่มวิชาสังคมศึกษาปีการศึกษา 2560 พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยรวม คิดเป็นร้อยละ 56.50 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่วิทยาลัยตั้งไว้คือร้อยละ 60 (วิทยาลัยการอาชีพเกษตรวิสัย , 2561)จากปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มวิชาสังคมศึกษา และข้อค้นพบจากการประเมินผลระดับ สถานศึกษาในปีการศึกษาที่ผ่านมา ผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอนวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรม กลุ่มวิชาสังคม ศึกษา จึงได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและพบว่าวิธีการ หนึ่งที่ช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนคือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) ซึ่งเป็นแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนของ ทิศนา แขมมณีที่ได้พัฒนามาจากแนวคิดทาง การศึกษาของ John Dewey ซึ่งเป็นผู้คิดเรื่องการเรียนรู้โดยการกระทา (Learningby Doing) ผู้เรียนเรียนรู้ โดยการลงมือปฏิบัติผู้สอนเป็นผู้จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนผู้เรียนมีส่วนร่วม (Active Participation) โดยการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น มีใจจดจ่อผูกพันกับสิ่งที่ทา ศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ระหว่างกัน ผู้เรียนรู้จักสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ได้เรียนรู้ กระบวนการคู่กับการปฏิบัติและสามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2557, น. 72) การทบทวนวรรณกรรมพัฒนาตัวชี้วัดภาวะผู้บริหารสถานศึกษา ความร่วมมือของครูกับ ผู้ปกครอง ความร่วมมือในการทาแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล และคุณภาพนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ (ประภัสสร ปรีเอี่ยม, 2553, น. 53-67) ดังนั้นนักเรียนจึงกลายเป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพราะบทบาทในการเรียนรู้ส่วนใหญ่อยู่ที่ตัวนักเรียนเป็นสำคัญ (ทิศนา แขมมณี, 2542, น. 2) ซึ่งกิจกรรมนนั้ สามารถช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่เรียนอย่างแท้จริง สามารถอธิบาย ชี้แจง และตอบคา ถามได้ดีนอกจากนั้นยังช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการต่าง ๆ จานวนมาก อาทิกระบวนการคิด กระบวนการ กลุ่ม กระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและกระบวนการแสวงหาความรู้เป็นต้น (ทิศนา แขมมณี, 2560, น. 284) จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาส่งผลให้ ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ความคิดเห็นและประสบการณ์ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองและสามารถนาความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจาวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทาให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาการพัฒนาการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง สิทธิหน้าที่ความเป็นพลเมืองดีของนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 เพื่อ นำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และสามารถพัฒนานักเรียนให้ประสบความสาเร็จในการ เรียนต่อไป 1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย 1.2.1 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยนเรี ื่อง อารยธรรมโลกตะวันตก กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมของผู้เรียนที่ไดร้ับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบซปปา ิ 1.3 ขอบเขตการวิจัย 1.3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.3.1.1 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนธัญบุรีที่ กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 440 คน ที่เรียนรายวิชา สังคมศึกษา 5 (ส33101)
1.3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนธัญบุรีที่กำลังศึกษาในภาคเรยนี ที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ที่เรียนรายวิชา สังคมศึกษา 5 (ส33101) จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่ม แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 1.3.2 ตัวแปรที่ศึกษา 1.3.2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา 1.3.2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) ความพึงพอใจของนักเรียน 1.3.3 กรอบเนื้อหาสาระ การวิจัยครั้งนี้กำหนดขอบเขตของเนื้อหาในการวิจัย คือ อารยธรรมโลกตะวันตก เนื้อหาดังกล่าวมี ความสำคัญ ดังนี้ 1.3.3.1 อารยธรรมอียิปต์ 1.3.3.2 อารยธรรมกรีก 1.3.3.3 อารยธรรมโรมัน 1.3.4 ระยะเวลา ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 1.4 นิยามศัพท์เฉพาะ “การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา” หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเป็น ผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มเปิด โอกาสให้นักเรียนได้นาความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในสภาพการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่มีความหมาย ต่อตนเองทาให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งและคงทนประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินการ 7 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 การทบทวนความรู้เดิมขั้นนี้เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนได้ทบทวนและดึงความรู้เดิมของตนใน เรื่องที่จะเรียน ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้เดิมของตนกับความรู้ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว โดย ผู้สอนต้องคอยกระตุ้นและใช้วิธีการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ขั้นที่ 2 การแสวงหาความรู้ใหม่ขั้นนี้เป็นขั้นที่ให้นักเรียนได้สืบค้นข้อมูลความรู้ใหม่ที่นักเรียนยังไม่มี จากแหล่งความรู้หรือแหล่งข้อมูลที่สามารถหาได้โดยผู้สอนอาจจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าหรือแนะนาแหล่งข้อมูลที่ ใช้ในการสืบค้นความรู้ได้ ขั้นที่ 3 การศึกษาทาความเข้าใจความรู้ใหม่และเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่กับความรู้เดิม ขั้นนี้เป็นขั้นที่ ผู้เรียนจะต้องศึกษา และทาความเข้าใจกับความรู้ใหม่ที่หามาได้นักเรียนจะต้องสร้างความหมายของ ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยใช้กระบวนการต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น ใช้กระบวนการคิด และกระบวนการกลุ่มในการ อภิปราย และสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้นั้นๆ จึงจาเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม ขั้นที่ 4 การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ขั้นนี้เป็นขั้นที่นักเรียนได้แบ่งปันความรู้ความ เข้าใจของตนเองกับสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตนขยายความรู้ ความเข้าใจให้กว้างขึ้น นอกจากนั้นยังได้รับประโยชน์จากความรู้ความเข้าใจของผู้อื่นด้วย ขั้นที่ 5 การสรุปและจัดระเบียบความรู้ขั้นนี้เป็นการสรุปความรู้ที่ได้เรียนมาทั้งหมดทั้งความรู้เดิม และความรู้ใหม่เพื่อนาไปจัดระเบียบความรู้ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนจดจาความรู้ได้ง่ายและเกิดความเข้าใจที่ คงทน
ขั้นที่ 6 การปฏิบัติและ/หรือการแสดงผลงาน ขั้นนี้เป็นการให้นักเรียนได้นาเสนอผลงานการสร้าง ความรู้ของตนเองต่อผู้อื่นซึ่งจะช่วยตรวจสอบความเข้าใจและทบทวนความรู้ของตน นอกจากนั้นยังเป็นการ กระตุ้นให้นักเรียนได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการนาเสนอผลงาน แต่หากต้องปฏิบัติตามความรู้ที่ได้ขั้นนี้จะ เป็นขั้นปฏิบัติและมีการแสดงผลงานที่ปฏิบัติด้วย ขั้นที่ 7 การประยุกต์ใช้ความรู้ขั้นนี้เป็นขั้นของการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการนาความรู้ความ เข้าใจของตนไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความชานาญการ ความเข้าใจความสามารถใน การแก้ปัญหาและความจาเป็นในเรื่องนั้นๆ“ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้” หมายถึง คุณภาพ ด้านกระบวนการและผลลัพธ์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาเรื่องสิทธิหน้าที่ความเป็นพลเมืองดีของ นักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ที่ช่วยพัฒนาความสามารถของนักเรียนให้เกิดทักษะการเรียนรู้ตาม จุดประสงค์ที่กำหนดไว้โดยพิจารณาตามเกณฑ์ 75/75 75 ตัวแรก (E1) หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จากการทาแบบทดสอบ ย่อยในแต่ละแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75 ขึ้นไป 75 ตัวหลัง (E2) หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จากการทาแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75 ขึ้นไป “ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน” หมายถึง คะแนนของนักเรียนที่ได้จากการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง อารยธรรมโลกตะวันตก ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยมีลักษณะ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ “ความพึงพอใจ” หมายถึง ความคิดเห็น ความรู้สึกชื่นชอบหรือพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง สิทธิหน้าที่ความเป็นพลเมืองดีของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สามารถวัดได้ จากแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 1.6 ประโยชน์ที่ได้รับ 1.6.1 ได้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง อารยธรรมอียิปต์ของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีคุณภาพ 1.6.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนแบบ ซิป ปา สูงกว่าก่อนเรียน
บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรม ในการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง อารยธรรมโลกตะวันตก ของ นักเรียนประดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยได้ดาเนินการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา 3. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4. การหาประสิทธิภาพ 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6. ความพึงพอใจ 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8. กรอบแนวคิดการวิจัย 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ การดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งในฐานะปัจเจกบุคคลและการอยู่ร่วมกันในสังคม การปรับตัวตามสภาพแวดล้อม การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เข้าใจถึงการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุปัจจัย ต่างๆ เกิดเข้าใจในตนเอง และผู้อื่น มีความอดทน อดกลั้น ยอมรับในความแตกต่าง และมีคุณธรรม สามารถนำ ความรู้ไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติและสังคมโลก กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มี ความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับบริบท สภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดีมีความรับผิดชอบ มีความรู้ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสมโดยได้ กำหนดสาระต่างๆ ไว้ดังนี้ สาระที่ 1 ศาสนาศีลธรรมและจริยธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนิน ชีวิต สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์และสาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ 2.1.1 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม และจริยธรรม มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวัติความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของ พระพุทธศาสนา หรือ ศาสนาที่ตนนับถือ หรือ ศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักธรรมเพื่ออยู่ ร่วมกันอย่างสันติสุข มาตรฐานที่ 1.2 เข้าใจ ตระหนัก และปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดีและ ธำรงรักษาพระพุทธศาสนา หรือ ศาสนาอื่นที่ตนนับถือ
สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของพลเมืองที่ดีมี ค่านิยมที่ดีงาม และธำรงรักษาประเพณีและ วัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และสังคมโลกอย่างสันติสุข มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจในระบบการเมืองการปกครองในสังคม ปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธา และธำรงรักษษไว้ซึ่งการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารทรัพยากรในการผลิต และการบริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอย่าง มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการ ของเสรษฐกิจพเพียงเพื่การดำเนินชีวิตอย่างมี ดุลยภาพ สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมายและความสำคัญของเวลาและยุคสมัย ประวัติศาสตร์สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ วิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆอย่างเป็นระบบ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอีตจนถึงปัจจุบันด้าน ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่าง ต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญ แลพสามารถวิเคราะห์ ผลกระทบที่เกิดขึ้น มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญา มี ความรัก ความภูมิใจ และธำรงความเป็นไทย (ตัวชี้วัดและหลักสูตรแกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 ,สำนักวิชาการและมาตรฐนการศึกษา , สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, 2552: 109 - 110) สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส 5.1 เข้ําใจลักษณะทางกายภาพของโลกและควําม สัมพันธ์ของสรรพสิ่งซึ่งมีผลต่อกัน ใช้แผนที่ และเครื่องมือทํางภูมิศําสตร์ในกํารค้นหํา วิเคราะห์และ สรุปข้อมูลตํามกระบวนการ ทางภูมิศาสตร์ตลอดจนใช้ภูมิสารสนเทศอย่างมี ประสิทธิภาพ
มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทาง กายภาพที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วิถีการดําเนินชีวิต มี จิตสํานึกและมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร และ สิ่งแวดล้อมเพื่อกํารพัฒนาที่ยั่งยืน(มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ สาระภูมิศาสตร์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง 2560) ตามหลักสูตร แกนกลางพุทธศักราช 2551 , กระทรวงศึกษาธิการ, 2560: 99 - 102) 2.1.2 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอีตจนถึงปัจจุบันด้าน ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสำคัญ แลพสามารถวิเคราะห์ ผลกระทบที่เกิดขึ้น ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.4-6 1. วิเคราะห์อิทธิพลของอารยธรรม โบราณและการติดต่อระหว่างโลก ตะวันออกและโลกตะวันตกที่มีผลต่อ พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของโลก 1. อารยธรรมของโลกยุคโบราณ ได้แก่อารย ธรรมลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยุเฟรตสี ไนล์ฮวงโห สินธุและอารยธรรมกรีก โรมัน 2. การติดต่อระหว่างโลกตะวันออกและโลก ตะวันตก ลิทธิพลทางวัฒนธรรมที่มีต่อกัน ตารางที่ 2.1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. อารยธรรมโลกยุคโบราณ สัญชัย สุวังบุตร และคณะ (2562: 38) ได้กล่าวถึงอารยธรรมโลกยุคโบราณ ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ประวัติศาสตร์สากล ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ๑.1 อารยธรรมโลกยุคโบราณ มนุษย์ได้กำเนิดมานานนับล้านปีตั้งแต่ในยุคหินเก่า ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายๆและมีการ พัฒนาทางสติปัญญาอย่างเชื่องช้า ต่อมาเข้าสู่ยุคบรอนส์ (4,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช) หรือยุคสำริดมนุษย์มี ความเจริญจัดตั้งสังคมเมืองตามลุ่มน้ำต่างๆ คือแถบลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทิส แม่น้ำไนล์แม่น้ำฮวงโห และ แม่น้ำสินธุมนุษย์ได้เริ่มสร้างสังคมที่สับซ้อน เกิดการปกครองและการสร้างสรรค์วัฒนธรรมซึ่งกันและกัน วัฒนธรรมที่เป็นที่ยอมรับกันกว้างขวางในดินแดนเมโสโปเตเมีย อียิปต์กรีกและโรมัน ได้เป็นต้นกำเนิดอารย ธรรมตะวันตก ส่วนจีนและอินเดียเป็นอู่อารยธรรมตะวันออกที่มีอิทธิพลต่อประเทศเพื่อนบ้านและของโลก 1.2 อารยธรรมสำคัญของโลกตะวันตก อารยธรรมโลกตะวันตก (Western Civilization) มีแหล่งกำเนิดในดินแดนเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia ในภากรีก หมายถึง ดินแดนระหว่างแม่น้ำสองสาย) หรือแถบลุ่มแม่น้ำไทกรีสและยูเฟรทิส (Tigris-Euphrates) ในตะวันออกกลาง (ปัจจุบันคือ ประเทศอิรัก) และลุ่มแม่น้ำไนล์ในประเทศอียิปต์ซึ่งอยู่
ตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ปัจจุบันดินแดนทั้งสองแห่งจัดอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อารยธรรมกรีก และ อารยธรรมโรมัน 1.2.1 อารยธรรมเมโสโปรเตเมีย หลักฐานทางโบราณคดีได้บ่งชี้ถึงอาณาจักรซูเมอร์หรือ ซีนาร์ (Shinar) ที่ปรากฎในคัมภีร์ไบเบิล เป็นอู่อารย ธรรมที่เก่าแก่กวิอารยธรรมอียิปต์กำเนิดขึ้นประมาณ 3,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของ สมัยประวัติศาสตร์ดังความเห็นของนักประวัติศาสตร์ว่า “ประวัติศาสตร์เริ่มขึ้นที่ซูเมอร์” (History begins at Sumer) เนื่องจากชาวซูเมอร์เป็นชนชาติแรกที่ประดิษฐ์ตัวอักษรเพื่อการบันทึกเรื่องราวต่างๆ วึ่งถือว่าเป็น หลักฐานที่สำคัญเป็นหัวใจในการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์และการแบ่งเส้นเวลาออกเป็น “สมัยก่อน ประวัติศาสตร์” และ “สมัยประวัติศาสตร์” 1.2.2 อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมอียิปต์ 3100- 525 ปีก่อนคริสต์ศักราช ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์มีการปกครอง 3 ราชวงศ์ ก่อนจะถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรโรมัน และเปอร์เซีย พื้นที่ส่วนใหญ่ของอาณาจักรเป็นทะเลทราย มีแม่น้ำ ไนล์มีการประดิษฐ์อักษรภาพ การสร้างกระดาษปาปิรุสและมีวัฒนธรรมการรักษาศพของผู้ตายเรียกว่า การ ทำมัมมี่มีการปกครองโดยฟาโรห์แบ่ง ยุคสมัย ออกเป็น 3 ยุคสมัย ได้แก่สมัยก่อนเก่า เน้นการสร้างพิริมิด ขนาดใหญ่สมัยกลางเน้นการพัฒนาอาณาจักรมีการสร้างเขื่อนในบริเวณแม่น้ำไนล์และสมัยอาณาจักรใหม่ที่ นักบวชมีอำนาจ มีการสร้างสุสาน ไม่มีการสร้างพิระมิความเชื่อนับถือเทพเจ้าแบบพหุเทวนิยม 1.2.3 อารยธรรมกรกี อารยธรรมกรีกตั้งอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลอิเจียน ประกอบด้วนอารยธรรมอีเจียน (อารยธรรมมิ โนนและอารยธรรมไมซินี) มีอายุระหว่าง ๒,000-1,200 ปีก่อนคริสต์ศักราช ตั้งอยู่บริเวณเกาะครีต ใน บริเวณคาบสมุทรเพโลพอนนีซัส ลักษณะเป็นเหมู่เกาะอารยธรรมเอเลนหรือคลาสสิกเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 800ปีก่อนคริสต์ศักราช มีการจัดการปกครองเป็นแบบนครรัฐ และอำนาจทางการเมืองมีอิสระต่อกันเป็นจุด กำเนิดการปกครองระบอบประชาธิปไตย (นครรัฐเอเธนส์) และระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหาร (นคร รัฐสปาตัน) มีการค้าขายที่เจริญรุ่งเรือง ในช่วง 492-449 ปีก่อนคริสต์ศักราช เอเธนและนครรัฐกรีกอื่นๆ ร่วมกันทำสงครามกับจักรวรรดิเปอร์เซีย จนนำมาสู่ยุคทองของเอเธนส์และต่อมาใน 431 ปีก่อน คริสต์ศักราช เอเธนส์และพันธมิตรของตนได้ก่อสงครามกับสปาตันในสงครามเพโลพอนนีเซียน (Peloponnesian) สู้รบกัน27 ปีนำไปสู่ความวิบัติของนครรัฐกรีกทั้งหมด และอารยธรรมเฮเลนิสติกเกิดข้ึน ในสมัยพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช 336-323 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยสามารถขยายดินแดนครอบคลุม เอเชียตะวันออกใกล้เปอร์เซีย อียิปต์ส่งผลให้วัฒนธรรมกรีกแพร่หลายในทั่วโลก มีการสร้างเมืองอะเล็กซาน เดรียขึ้นที่ประเทศอียิปต์เป็นเมืองท่าที่สำคัญ ศิลปกรรมของกรีกเน้นความเป็นรูปธรรม เช่น สถาปัตยกรรมการ สร้างด้วยหินอ่อน หลังคาหน้าจั่ว ตกแต่งหัวเสาแบบดอริก ไอโอนิก และโครินธียน มีการใช้กรวดเม็ดเล็กมา วาดภาพจิตกรรมฝาผนัง เรียกว่าภาพโมเสก มีนักปราชน์ที่สำคัญหลายคน เช่น โซเครตีส เพลโต อริสโตเติล และเฮโรโดตุส 2.4 อารยธรรมโรมัน ตำนานการสร้างกรุงโรมกล่าวถึงโรมูลัส และเรมุส พี่น้องฝาแฝดโอรสของเทพเจ้ามาร์ได้ถูกถาวงน้ำแต่รอดชีวิต โดยการเลี้ยงดูของแม่หมาป่า และในวรรณกรรมของเวอร์จิล กล่าวว่าบรรพบุรุษของโรมูลัส คืชาวโทรจัน
หลังจากกรุงทรอยถูกตีแตกได้หลบหนีมาตั้งถิ่นฐานในคาบสมุทรอิตาลีแบ่งออกเป็น 2 สมัย ได้แก่สมัย สาธารณรัฐ และสมัยจักรวรรดิ 2.4.1 สมัยสาธารณรัฐ ในระยะแรกมีการปกครองระบอบกษัตริย์เรียกว่า อิมพิเรียม กษัตริย์จะมีสภาซีเนตหรือสภาขุนนางเป็นที่ ปรึกษา โดยสมาชิกจะเป็นชนชั้นพาทรีเซียน ต่อมาในปี 509 พวกพาทรีเซียนเชื้อสายละตินได้ล้มการปกครอง ระบอบกษัตริย์จัดตั้งการปกครองรูปแบบสาธารณรัฐขึ้น ส่วนราษฎรทั่วไปหรือพวกเพลเบียน (ชาวไร่ชาวนา ช่าง) ไม่มีอำนาจในการปกครอง จนเกิดความขัดแย้งระหว่างชนชั้นขึ้น ต่อมาสภาซีเนตอนุญาตให้เพลเบียน มีส่วนร่วมในการปกครอง และการยินยอมให้อกกกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร เรียกกว่ากฎหมาย 12 โต๊ะ ในปี 264-146 ปีก่อนคริสต์ศักราชได้ก่อสงครามกับอาณษจักรฟีนีเซียน 2.4.2 สมัยจักรวรรดิ ระหว่าง 133-30 ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นช่วงแห่งชิงอำนาจระหว่างชนชั้นการปกครองและนายทหาร รัฐบาลโรมันพยายามปฏิรูปการปกครองแต่ไม่สำเร็จ จนถึงในปีที่ 31 ก่อนคริสต์ศักราช ออคตาเวียน หลานชายและบุตรบุญธรรมของจูเลียส ซีซาร์อดีตนายทหารผู้มีอำนาจสูงสุด สามารถปราบมาร์ค แอนโทนี คู่แข่งคนสำคัญซึ่งปกครองอียิปต์ร่วมกับพระนางครีโอพัตรา แห่งราชวงศ์ปโตเรมี จักรววรดิโรมันมีความเจริญ สูงสุดและมีอิทธิพลมากที่สุดในยุโรป ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีการถนนทั่วจักรวรรดิอารยธรรมแพร่หลายไป 3 ทวีป ได้แก่ยุโรป เอเชีย และ แอฟริกา คนโรมันพูดภาษาละติน และต่อมาเกิดปัญหาทางการเมือง ชนถูกเผ่า กอท หรือ ชนเผ่าเยอรมันมาแย่งชิงอำนาจ ทำให้จักรวรรดิโรมันตะวันตกได้ล่มสลาย เหลือเพียงจักรวรรดิโรมัน ตะวันออก ปกครองโดยจักรพรรดิคอนสแตนติน มีการยมศาสนาคริสต์ทรงสร้างกรุงคอนสแตนติโนเปิล เป็น เมืองหลวงและล่มสลายในช่วงสิ้นสุดสงครามครูเสด 1.3 อารยธรรมสำคัญของโลกตะวันออก อารยธรรมตะวันออกตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุและที่ราบลุ่มแม่น้ำเหลืองหรือ แม่น้ำหวงโห เป็นอารยธรรมที่อิทธิพลต่อประเทศรอบข้างมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน โลกตะวันออกมีการติดต่ ทางการค้ากับโลกตะวันตกมานานกว่า 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ทำให้มีการแลกเปลี่ยนอารยธรรมต่อกัน หลายด้าน เส้นทางการค้าเรียกว่า เส้นทางสายไหม นักเกดินทางที่สำคัญ เช่น มาร์โค โปโล และ พระถังซำจั้ง หรือพระเสวียนจั้ง 1.3.1 อารยธรรมล่มแมุ่น้ำเหลืองหรือแม่น้ำหวางเหอ แม่น้ำเหลือง หรือแม่น้ำหสางเหอเป็นแม่น้ำสายยาวอันดับสองของจีน รองจากแม่น้ำแยงซีหรือเฉียงฉาง มี ความอุดมสมบูรณ์เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ทำมาหากิน แต่ก็เกิดภัยธรรามชาติบ่อยเช่นการเกิดน้ำท่วม ความพยายามของของคนจีนสมัยโยราณพยามแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยการขุดคลองระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม เป็นต้น อารยธรรมจีนแบ่งออกเป็น 2 ยุคสมัย ได้แก่สมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ 1.3.1.1 อารยธรรมจีนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่ามีคนอาศัยอยู่ในประเทศจีนมานานกว่า 1 ล้านปีมีการขุดค้นพยโครงกระดูก มนุษย์โบราณ ได้แก่ โครงกระดูกมนุษย์หยวนโหม่ว และ โครงกระดูกมนุษย์ปักกิ่ง เกิดความเจริญแรก เรียกว่า วัฒนธรรมหยางเชา มีอายุประมาณ 7,000-5,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ตั้งอยู่ตอนเหนือของจีน มีการตั้ง ชุมชน การเพาะปลูก ทำเครื่องมือจับปลา และเครื่องปั่นดินเผา ความเจริญต่อมา คือ วัฒนธรรมหลงซาน เป็น
วัฒนธรรมยุคโลหะ-สำริด แหล่งสำคัญอยู่ที่เฉิงจื่อใหย่มนฑลชานตง มากรจัดตั้งการปกครอง การแบ่งอาชีพ ตามความถนัด การตั้งชุมชุนเมือง มีการนำหยกมาใช้เป็นเครื่องมือ เช่น ขวานหยก 1.3.1.2 อารยธรรมจีนสมัยประวัติศาสตร์ ในสมัยประวัติศาสตร์ได้มีการแบ่งออกเป็น 4 สมัยราชวงศ์ได้แก่ราชวงศ์ชาง สมัยราชวงศ์โจว สมัยราชวงศ์ ฉิน และสมัยราชวงศ์ฮั่น 1.3.1.2.1 สมัยราชวงศ์ชาง สมัยราชวงศ์ชาง (1,766-1,122 ปีก่อนคริสต์ศักราช)การประดิษฐ์อักษรรูปแบบภาพบนกระดูกสัตว์หรือ กระดองเต่า มีการนับถือเทพเจ้าฉางตี้เทพเจ้าแห่งการเพาะปลูก การปกครองมีความเชื่อเรื่อง ผู้ปกครองได้รับ อาณัติจากสวรรค์ ได้มอบอำนาจให้จักรพรรดิปกครองประเทศ 1.3.1.2.2 สมัยราชวงศ์โจว สมัยราชวงศ์โจว (1,122-221 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เป็นยุครุ่งเรืองด้านปรัชญา เกิดลัทธิขงจื้อที่เน้นเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม การปฏิบัติตนตามฐานะ และปรัชญาสำนักเต๋า มีหลักคำสอนที่สำคัญ คือ การปฏิบัติตน ตามวิถีธรรมชาติใช้ชีวิตสันโดษ ส่งผลต่อคนจีนและอารยธรรมจีน 1.3.1.2.3 สมัยราชวงศ์ฉิน ราชวงศ์ฉิน (221-206 ปีก่อนคริสต์ศักราช เป็นสมัยที่สั้น มายุ 15 ปีมีจักรพรรดิชื่อ ฉินสื่อหวงตี้หรือ จักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้สมัยนี้มีการสร้างกำแพงเมืองจีน มีการปกครองที่เข้มงวด และลงโทษที่รุนแรง มีการ สร้างสุสารทนทหารดินเผาที่เมืองชีอาน 1.3.1.2.4 สมัยราชวงศ์ฮั่น สมัยราชวงศ์ฮั่น 206 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 220) เป็นสมัยที่จีนมีความเจริญรุ่งเรือง เรียกตนเองว่าชาว ฮั่น มีการนำลัทธิขงจื้อเป็นหลักสำคัญในการปกครอง มีการสอบราชการ (สอบจอหงวน) ในเป็นยุคที่ พระพุทธศาสนาจากอินเดียเข้ามาที่ประเทศจีน มีขุนนางชื่อจางเชียน เป็นขุนนางชื่อจางเชียน สำรวจเส้นทาง การค้าทางบื่อว่า เส้นทางสายไหม เกิดการเชื่อมต่อของวัฒนธรรมโลกตะวันออกและโลกตะวันตก 1.3.2 อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ แม่น้ำสินธุ (Indus) เป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมอินเดีย ต้นกำเนิดอยู่บริเวณ ภูเขาหิมาลัยตอนเหนือ ซึ่ ปัจจุบันแม่น้ำสินธุตั้งอยุ่ในประเทศปากีสถาน แบ่ง ออกเป็น 2 สมัย ได้แก่อารยธรรมอินเดียสมัยก่อน ประวัติศาสตร์และ อารยธรรมอินเดียสมัยประวัติศาสตร์ 1.3.2.1 อารยธรรมอินเดียสมัยก่อนประวิตศาสตร์ หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดคือขวานกำปั้น ทำด้วยหิน อายุประมาณ 400,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชผู้คนใช้ชีวิตเร่รอน ล่าสัตว์หาของป่า นำสุนับป่ามาเลี้ยง เครื่องมือทำด้วยหิน ต่อมามีการเพาะปลุก ปั้นหม้อเลี้ยงสัตว์เกิดหมู่บ้าน กสิกรรม สร้างบ้านด้วยดิฐ ต่อมาในยุคโลหะเกิดขึ้นประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีชนเผ่าทรวิฑ หรือดรา
วิฑเดียน หรือทมิฬ มาอาศัยอยู่แต่แรกก่อนถูกชนเผ่าอินโด-ยูโรเปียน (พวกอารยัน) อพยพเข้ามาตั้งถื่นฐานมีเมืองที่ สำคัญคือเมืองโมเฮนโด-ดาโร และเมืองฮารัปปา (ปัจจุบันอยู่ที่ประเทศปากีสถาน) อารยธรรมของชนเผ่าอารยันที่ สำคัญ คือ การแต่งบทสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าในพิธีบูชาของพวกนักบวช มีการถ่ายทอดลักาณะท่องจำ ยุคสมัยนี้ เรียกว่ายุคพระเวท มีการปกครองระบอบกษัตริย์ ต่อมาเกิดอารยธรรมยุคมหากาพย์ประมาณ 700-500ปีก่อน คริสต์ศักราชเป็นอารยธรรมที่สืบทอดต่อมาจากยุคพระเวท มีความเจริญก้าวหน้า มีการก่อตั้งอาณาจักร 1.3.2.2 อารยธรรมอินเดียสมัยประวิตศาสตร์ ยุคสมัยประวัติศาสตร์ของอินเดียเป็นยุคสมัยอาณาจักรโบราณมีความเจริญก้าวหน้าด้านภูมิปัญญา และเกิด ศาสนาขึ้น คือ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูพระพุทธศาสนา ศาสนาเชน ต่อมาระกว่างคริสต์ศตวรรษที่ 2-10 อารยธรรมอินเดียได้แพร่หลายไปทั่วทุกภูมิภาค หลังจากนั้นเมื่อสิ้นสุดราชวงศ์คุปตะ อินเดียอ่อนแอลง ทาง เหนืถูกต่างชาติรุกราน ทำให้ศาสนาอิสลามเข้ามาทางเหนือ และทางใต้ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 9- 13 ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูยังคงเจริญรุ่งเรืองในราชวงศ์โจฬะต่อใส ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-19 ในสมัยราชวงศ์ โมกุล คือ อักบาร์มหาราช ทรงส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางศาสนา เกิดการสร้างทัชมาฮาล ในสมัยสุลตาล ชาร์ฮัน ต่อในปีค.ศ. 1858 ได้ถูกอังกฤษเข้ามายีดครอง 2.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา 2.2.1 ความเป็นมาของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) เป็นแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนของ ทิศนา แขมมณีซึ่งพัฒนามาจากแนวคิดทางการศึกษาของ John Dewey ซึ่งเป็นผู้คิดเรื่องการเรียนรู้โดยการกระทำ (Learning by Doing) ผู้เรียนเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติผู้สอนเป็นผู้จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน ผู้เรียนมีส่วนร่วม (Active Participation) โดยการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นมีใจจดจ่อผูกพันกับสิ่งที่ทา ศึกษาค้นคว้า รวบรวมข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ระหว่างกันผู้เรียนรู้จักสร้างองค์ความรู้ด้วย ตนเอง ได้เรียนรู้กระบวนการคู่กับการปฏิบัติสามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2557, น. 72) ดังนั้นนักเรียนจึงกลายเป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพราะบทบาทในการเรียนรู้ส่วนใหญ่อยู่ที่ตัวนักเรียนเป็นสาคัญ (ทิศนาแขมมณี, 2542, น. 2) ทิศนา แขมมณี (2542, น. 2-3) ได้อธิบายว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้หมายถึงการจัด ให้นักเรียนไปนั่งเรียนรวมกันอยู่กลางห้องแต่น่าจะหมายถึง “การให้นักเรียนเป็นจุดสนใจ (Center of Attention) หรือเป็นผู้มีบทบาทสาคัญ” และบทบาทในการเรียนรู้ซึ่งเราดูได้ตรงไหนว่านักเรียนมีบทบาท สาคัญคาตอบ ก็น่าชัดเจนว่าต้องดูตรงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ (Participation) ในกิจกรรมการ เรียนรู้ที่จัดขึ้นมาตามมาคาว่า “การมีส่วนร่วม” ในที่นี้คงไม่ได้มีความหมายเพียงว่า ให้นักเรียนได้ทากิจกรรม มากๆ หรือการคานึงถึง “ปริมาณ” การมีส่วนร่วมเท่านั้น “การมีส่วนร่วม” นี้โดยศัพท์ทางวิชาการมาจากคา ว่า “Active Participation” ซึ่งหมายถึงการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ตื่นตัว ตื่นใจหรือมีใจจดจ่อ ผูกพัน กับสิ่งที่ทามิใช่เพียงทาไปให้เสร็จภารกิจเท่านั้น ดังนั้นการที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งกิจกรรมต้องมีลักษณะที่ ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่าง “Active” คือ ช่วยให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น กิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนได้ เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่าเสมอกับวัยวุฒิภาวะ และความสนใจของนักเรียนท้าทายความคิดสติปัญญา กระตุ้นใช้ความคิดได้เต็มที่ช่วยให้นักเรียนได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับบุคคล สิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างกว้างขวาง กิจกรรมนั้นสามารถช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีและหากกิจกรรมนั้นเป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกของนักเรียนโดยตรงก็ยิ่ง ช่วยให้การเรียนรู้นั้น มีความหมายต่อนักเรียนยิ่งขึ้นทิศนา แขมมณี (2542, น. 11) ได้อธิบายว่า แนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลางแบบซิปปาได้มาจากตัว
ย่อของคาสำคัญ ซึ่งระยะแรกไม่ได้เรียกชื่อและเรียงลำดับตามนี้ต่อมาเมื่อนาแนวคิดมาสอนนิสิตจึงเห็นว่าควร หาทางให้นักเรียนจาง่าย ไม่ลืมมาเข้ารหัสได้เป็น “CIPPA”เพราะนักเรียนคุ้นเคยกับ “โมเดล CIPPA” ทางการ ประเมินผลดังนั้นหากใช้เป็นโมเดลความคิดในการจัดกิจกรรมก็น่าไปด้วยกันได้ดีและง่ายในการจดจาและสื่อ ความหมายซึ่งใช้ชื่อภาษาไทยคือ “การจัดการเรียนรู้โดยยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลางแบบประสาน 5 แนวคิด หลัก” ดังนี้ 1. แนวคิดการสรรค์สร้างความรู้ (Constructivism) 2. แนวคิดเรื่องกระบวนการกลุ่มและการเรียนแบบร่วมมือ (Group Process andCooperative Learning) 3. แนวคิดเกี่ยวกับความพร้อมในการเรียนรู้ (Learning Readiness) 4. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้กระบวนการ (Process Learning) 5. แนวคิดเกี่ยวกับการถ่ายโอนการเรียนรู้ (Transfer of Learning) สรุปการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เป็นแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นช่วยให้ผู้เรียนมีความ พร้อมในการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมของตนโดยการแสวงหาข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่างๆ จาก ประสบการณ์เดิมเชื่อมโยงกับประสบการณ์ใหม่จากกระบวนการคิดการอภิปรายและสรุปผลในกลุ่ม และ แบ่งปันความรู้ความเข้าใจของตนเองแก่ผู้อื่นในการสรุปความรู้ที่ได้รับทั้งหมด หรือตรวจสอบเพื่อช่วยให้จดสิ่ง ที่เรียนรู้ได้ง่ายไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความชำนาญความเข้าใจ ความสามารถในการ แก้ปัญหาและความจาในเรื่องนั้นๆ 2.2.2 ความสำคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่เรียนอย่าง แท้จริง โดยการให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยอาศัยความร่วมมือจากกลุ่ม นอกจากนั้นยังช่วยพัฒนา ทักษะกระบวนการต่างๆ จานวนมาก อาทิกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กระบวนการคิดกระบวนการ กลุ่ม และกระบวนการแสวงหาความรู้เป็นต้น (ทิศนา แขมมณี, 2560, น. 282) จากแนวคิดที่กล่าวมา ข้างต้น สามารถสรุปความสาคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา ได้ดังนี้ (ทิศนาแขมมณี, 2542, น. 4-5) 2.2.2.1 เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทั้งทางร่างกาย สติปัญญา สังคม และอารมณ์ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างทั่วถึงและมากที่สุดเท่าที่จะทาได้การที่ผู้เรียนมี บทบาทเป็นผู้กระทา จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความพร้อมและกระตือรือร้นที่จะเรียนอย่างมีชีวิตชีวา กิจกรรมที่จัด จึงควรมีลักษณะ ดังนี้ 1) ช่วยให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวในลักษณะหนึ่งเป็นระยะ ๆ เหมาะสมกับวยและั ความสนใจของผู้เรียน 2) มีประเด็นที่ท้าทายให้ผู้เรียนได้คิด เป็นประเด็นที่ไม่ยากหรือง่ายเกินไป 3) ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว 4) ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียน เกี่ยวข้องกับชีวิต ประสบการณ์และ ความเป็นจริงของผู้เรียน 2.2.2.2 ยึดกลุ่มเป็นแหล่งความรู้ที่สาคัญ โดยให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กันในกลุ่มได้ พูดคุย ปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่น และจะปรับตัวให้สามารถอยู่ในสังคมกับผู้อื่นได้
2.2.2.3 ยึดการค้นพบด้วยตนเองเป็นวิธีการที่สาคัญ โดยครูผู้สอนพยายามการจัดการ เรียนรู้ ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นพบคาตอบด้วยตนเอง ทั้งนี้เพราะการค้นพบความจริงใดๆ ด้วยตนเองนั้น ผู้เรียน มักจะจดจาได้ดีและมีความหมายโดยตรงต่อผู้เรียน รวมทั้งเกิดความคงทนในการเรียนรู้ 2.2.2.4 เน้นกระบวนการควบคู่กับผลงาน โดยการส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ถึง กระบวนการต่างๆ ที่ทาให้เกิดผลงานมิใช่มุ่งที่จะพิจารณาถึงผลงานเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เพราะประสิทธิภาพ ของผลงานขึ้นอยู่กับประสิทธิผลของกระบวนการ 2.2.2.5 เน้นการนาความรู้ไปประยุกต์ใช้หรือใช้ในชีวิตประจาวัน โดยให้ผู้เรียนได้มีโอกาส คิด หาแนวทางที่จะนาความรู้ความเข้าใจไปใช้ในชีวิตประจาวัน พยายามส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติจริงและ พยายามติดตามผลการปฏิบัติของผู้เรียน สรุปการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้เคลื่อนไหวลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ อย่างเหมาะสมกับวัยวุฒิภาวะและความสนใจของ ผู้เรียน และเป็นกิจกรรมที่ท้าทายความคิด สติปัญญาของผู้เรียน สามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้ความคิดอย่าง เต็มที่รวมทั้งช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้อย่างกว้างขวาง และส่งเสริม การนาความรู้ความเข้าใจไปประยุกต์ใช้ในการทากิจกรรม ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียนโดยตรง ทา ให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจและความชานาญในการนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวันมากยิ่งขึ้น 2.2.3 ความหมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA MODEL) คือ การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญรูปแบบหนึ่ง มีรูปแบบที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความคิด และการตัดสินใจอย่างเป็นระบบซึ่งเป็น รูปแบบการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนทั้งทางร่างกายสติปัญญา สังคม และอารมณ์โดยคาว่า “ซิปปา” มาจากตัวอักษรภาษาอังกฤษ คือ “CIPPA” ซึ่งได้มาจากตัวย่อของคาสาคัญ ซึ่งใช้เป็นแนวคิดหลักในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยมีรายละเอียดดังนี้(ทิศนา แขมมณี, 2544, น. 15-17) C มาจากคาว่า Construct ซึ่งหมายถึง การสร้างความรู้ตามแนวคิดของ Constructivism กล่าวคือ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสสร้างความรู้ด้วยตนเอง และเกิดการเรียนรู้ที่มี ความหมายต่อตนเอง การเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีโอกาสได้สร้างความรู้ด้วยตัวเองนี้เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนมีส่วน ร่วมทางสติปัญญา I มาจากคาว่า Interaction ซึ่งหมายถึงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว กิจกรรม การเรียนรู้ที่ดีจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคล และแหล่งความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางสงคมั P มาจากคาว่า Physical Participation ซึ่งหมายถึง การให้ผู้เรียนมีโอกาสได้เคลื่อนไหวร่างกาย โดย การทากิจกรรมในลักษณะต่าง ๆ ซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางกาย P มาจากคาว่า Process Learning ซึ่งหมายถึง การเรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดี ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ ซึ่งเป็นทักษะที่จาเป็นต่อการดารงชีวิตเช่น กระบวนการ แสวงหาความรู้กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการพัฒนาตนเอง กระบวนการคิดกระบวนการกลุ่ม เป็นต้น A มาจากคาว่า Application ซึ่งหมายถึง การนาความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียน ได้รับประโยชน์จากการเรียน และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ กิจกรรมการเรียนรู้ที่มีแต่การ สอนเนื้อหาสาระให้ผู้เรียนเข้าใจ โดยขาดกิจกรรมการนาความรู้ไปประยุกต์ใช้จะทำให้ผู้เรียนขาดการเชื่อมโยง
ระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติซึ่งจะทาให้การเรียนรู้ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควรการจัดกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียน สามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้นี้เท่ากับเป็นการช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ในด้านใดด้าน หนึ่งหรือหลายๆ ด้านแล้วแต่ลักษณะของสระและกิจกรรมที่จัด สรุปการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเป็น ผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่ม เปิด โอกาสให้นักเรียนได้นาความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ในสภาพการณ์ที่หลากหลายซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่มีความหมาย ต่อตนเอง ทาให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งและคงทน 2.2.4 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา ซิปปา (CIPPA) เป็นหลักการซึ่งสามารถนาไปใช้เป็นหลักในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ให้แก่ผู้เรียน โดย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลัก “CIPPA” นี้สามารถใช้วิธีการและกระบวนการหลากหลายซึ่ง ทิศนา แขมมณี (2560, น. 283-284) ได้เสนอรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาไว้และได้มีการ นาไปทดลองใช้แล้วได้ผลดีประกอบด้วยขั้นตอนการดาเนินการ 7 ขั้นตอน สรุปได้ดังนี้ ขั้นที่ 1 การทบทวนความรู้เดิม ขั้นนี้เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนได้ทบทวนและดึงความรู้เดิมของตน ในเรื่องที่จะเรียน ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้เดิมของตนกับความรู้ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว โดย ผู้สอนต้องคอยกระตุ้นและใช้วิธีการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ขั้นที่ 2 การแสวงหาความรู้ใหม่ขั้นนี้เป็นขั้นที่ให้นักเรียนได้สืบค้นข้อมูลความรู้ใหม่ที่นักเรียนยังไม่มี จากแหล่งความรู้หรือแหล่งข้อมูลที่สามารถหาได้โดยผู้สอนอาจจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าหรือแนะนาแหล่งข้อมูลที่ ใช้ในการสืบค้นความรู้ได้ ขั้นที่ 3 การศึกษาทาความเข้าใจความรู้ใหม่และเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่กับความรู้เดิม ขั้นนี้เป็นขั้นที่ ผู้เรียนจะต้องศึกษาและทาความเข้าใจกับความรู้ใหม่ที่หามาได้นักเรียนจะต้องสร้างความหมายของ ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ด้วยตนเอง เช่น ใช้กระบวนการคิด และกระบวนการกลุ่มใน การอภิปราย และสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้นั้น ๆ จึงจาเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม ขั้นที่ 4 การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ขั้นนี้เป็นขั้นที่นักเรียนได้แบ่งปันความรู้ความ เข้าใจของตนเองกับสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตน และขยาย ความรู้ความเข้าใจให้กว้างขึ้นนอกจากนั้นยังได้รับประโยชน์จากความรู้ความเข้าใจของผู้อื่นด้วย ขั้นที่ 5 การสรุปและจัดระเบียบความรู้ขั้นนี้เป็นการสรุปความรู้ที่ได้เรียนมาทั้งหมด ทั้งความรู้เดิม และความรู้ใหม่เพื่อนาไปจัดระเบียบความรู้ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนจดจาความรู้ได้ง่ายและเกิดความเข้าใจที่ คงทน ขั้นที่ 6 การปฏิบัติและ/หรือการแสดงผลงาน ขั้นนี้เป็นการให้นักเรียนได้นาเสนอผลงานการสร้าง ความรู้ของตนเองต่อผู้อื่น ซึ่งจะช่วยตรวจสอบความเข้าใจและทบทวนความรู้ของตนนอกจากนั้นยังเป็นการ กระตุ้นให้นักเรียนได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการนาเสนอผลงาน แต่หากต้องปฏิบัติตามความรู้ที่ได้ขั้นนี้จะ เป็นขั้นปฏิบัติและมีการแสดงผลงานที่ปฏิบัติด้วย ขั้นที่ 7 การประยุกต์ใช้ความรู้ขั้นนี้เป็นขั้นของการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝน การนาความรู้ความ เข้าใจของตนไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความชานาญการความเข้าใจความสามารถในการ แก้ปัญหาและความจาเป็นในเรื่องนั้น ๆโดยหลังจากการประยุกต์ใช้ความรู้อาจมีการนาเสนอผลงานจากการ ประยุกต์อีกครั้งก็ได้หรืออาจไม่มีการนาเสนอในขั้นที่ 6 แต่นามารวมแสดงในตอนท้ายหลังการประยุกต์ใช้ก็ได้ เช่นกัน และขั้นตอนตั้งแต่ขั้นที่ 1-6 เป็นกระบวนการของการสร้างความรู้ (Construction of Knowledge) ซึ่งผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์และเปลี่ยนเรียนรู้กัน (Interaction) และการฝึกทักษะ
กระบวนการต่าง ๆ (Process Learning) อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขั้นตอนแต่ละขั้นตอนช่วยให้นักเรียนได้ทา กิจกรรมที่หลากหลายลักษณะ ให้นักเรียนได้มีการเคลื่อนไหวทางกายทางสติปัญญาทางอารมณ์และทางสังคม อย่างเหมาะสม อันช่วยให้นักเรียนตื่นตัว (Active) สามารถรับรู้และเรียนรู้ได้อย่างดีจึงกล่าวได้ว่าขั้นตอนทั้ง 6 มีคุณสมบัติตามหลักการซิปปา ส่วนขั้นตอนที่ 7 เป็นขั้นตอนที่ช่วยให้นักเรียนนาความรู้ไปใช้ (Application) จึงทาในรูปแบบนี้คุณสมบัติครบตามหลักซิปปาจากแนวคิดและหลักการที่กล่าวมาข้างต้น สามารถนามาสรุป เป็นแนวทางในการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแบบซิปปา ได้ดังภาพที่ 2.1 ภาพที่ 2.1 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแบบซิปปา. ปรับปรุงจาก การจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง: โมเดลซิปปา (CIPPA Model). โดย ทิศนา แขมมณี, 2542, วารสารวิชาการ, 2(5), น. 12.
2.2.5 บทบาทของครูและนักเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา ทิศนา แขมมณี (2542, น. 13-16) ได้สรุปบทบาทของครูและผู้เรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบซิปปา ไว้มีดังนี้ 1. บทบาทครู 1.1 บทบาทด้านการเตรียมการ 1.1.1 การเตรียมตนเอง ครูต้องเตรียมตนเองให้พร้อมในเรื่องแหล่งความรู้ คำอธิบาย คำแนะนำ คาปรึกษา ให้ข้อมูลความรู้ที่ชัดเจนแก่นกเรั ียน รวมทั้งแหล่งความรู้ที่จะแนะนำให้นักเรียนไปศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลได้ 1.1.2 การเตรียมแหล่งข้อมูลเตรียมแหล่งข้อมูลความรู้แก่นักเรียนในรูปแบบสื่อการ เรียน ใบความรู้และวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบกิจกรรมในห้องเรียนหรือศูนย์การเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือ แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น ศูนย์บริการ ศูนย์สื่อห้องสมุดห้องโสตศึกษาห้องสมุดวิชาห้องปฏิบัติการวิชาต่าง ๆ และห้องพิพิธภัณฑ์ในโรงเรียน ทั้งนี้รวมไปถึงแหล่งเรียนรู้ภายนอกโรงเรียนด้วย 1.1.3 การเตรียมกิจกรรมการเรียนบทบาทของครูก่อนการเรียนการสอนทุกครั้ง คือ การวางแผนการจัดกิจกรรมตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กาหนดครูต้องวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้เพื่อให้ ได้สาระสำคัญและเนื้อหาข้อความรู้อันนาไปสู่การออกแบบกิจกรรม 1.1.4 การเตรียมสื่อวัสดุอุปกรณ์เมื่อออกแบบหรือกาหนดกิจกรรมการเรียนแล้วครู พิจารณาและกาหนดว่า ใช้สื่อวัสดุอุปกรณ์ใดเพื่อให้กิจกรรมการเรียนดังกล่าวบรรลุผลแล้วจัดเตรียมให้พร้อม ครูเป็นผู้อานวยความสะดวกเพื่อให้การเรียนรู้บรรลุผล 1.1.5 การเตรียมการวัดและประเมินผลคือ การเตรียมการวัดและประเมินผลการ เรียนรู้ที่เกิดขึ้นโดยการวัดให้ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้และวัดให้ครอบคลุมทั้งในส่วนของกระบวนการ และผลงานที่เกิดขึ้นทั้งด้านพุทธิพิสัย (Cognitive) จิตพิสัย (Affective) และทักษะ (Skill) 1.2 บทบาทด้านการเตรียมการ 1.2.1 การเป็นผู้ช่วยเหลือให้คาแนะนาปรึกษาคอยให้คำตอบเมื่อนักเรียนต้องการ ความช่วยเหลือเช่นให้ข้อมูลหรือความรู้ในเวลาที่นักเรียนต้องการเพื่อให้การเรียนรู้นั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 1.2.2 การเป็นผู้สนับสนุนและเสริมแรงช่วยสนับสนุนหรือกระตุ้นให้นักเรียนสนใจ เข้าร่วมกิจกรรมหรือลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง 1.2.3 การเป็นผู้ร่วมกิจกรรมโดยเข้าร่วมทากิจกรรมในกลุ่มนักเรียนพร้อมทั้งให้ ความคิดและความเห็นหรือช่วยเชื่อมโยงประสบการณ์ส่วนตัวของนักเรียนขณะทากิจกรรม 1.2.4 การเป็นผู้ติดตามตรวจสอบตรวจสอบผลการทางานตามกิจกรรมของ นักเรียน เพื่อให้ถูกต้องชัดเจนและสมบูรณ์ก่อนให้นักเรียนสรุปเป็นข้อความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ 1.2.5 การเป็นผู้สร้างเสริมบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นมิตรโดยการสนับสนุนเสริมแรง และกระตุ้นให้นักเรียนได้เข้าร่วมทางานกับกลุ่มแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยเต็มที่ยอมรับฟัง ความคิดเห็น ซึ่งกันและกันอภิปรายโต้แย้งแสดงความคิดเห็นด้วยท่วงทีนุ่มนวลให้เกียรติและเป็นมิตร โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้เป้าหมายของกลุ่มบรรลุความสาเรจ็ 1.3 บทบาทด้านการประเมินผล
เป็นบทบาทที่ครูผู้สอนต้องดาเนินการเพื่อตรวจสอบว่าสามารถจัดการเรียนรู้ให้บรรลุผลตาม จุดประสงค์การเรียนรู้ที่กาหนดหรือไม่ทั้งนี้ครูควรเตรียมเครื่องมือและวิธีการให้พร้อมก่อนถึงขั้นตอนการวัด และประเมินผลทุกครั้ง และการวัดควรให้ครอบคลุมทุกด้านโดยเน้นการวัดจากสภาพจริง (Authentic Measurement) จากการปฏิบัติ (Performance) และจากแฟ้มสะสมผลงาน(Portfolio) ซึ่งในการวัดและ ประเมินผลนี้นอกจากครูเป็นผู้วัดและประเมินผลเองแล้ว นักเรียนและสมาชิกของแต่ละกลุ่มควรมีบทบาท ร่วมวัดและประเมินตนเองและกลุ่มด้วย 2. บทบาทนักเรียน 2.1 มีส่วนร่วมในการแสวงหาข้อมูลข้อเท็จจริงความคิดเห็นหรือประสบการณ์ต่าง ๆ จาก แหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อนามาใช้ในการเรียนรู้ 2.2 ศึกษาหรือลงมือกระทากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อทาความเข้าใจ ใช้ความคิดในการกลั่นกรอง แยกแยะ วิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ความรู้สึกหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ที่หามาได้ และสร้างความหมายให้แก่ตนเอง 2.3 บทบาทในการจัดระบบระเบียบความรู้ที่ได้สรรค์สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้การเรียนรู้เกิดความ คงทนและสามารถนาความรู้นั้นไปใช้ได้สะดวกขึ้น 2.4 บทบาทในการนาความร้ไปประยู ุกต์ใช้เพื่อช่วยให้การเรียนรู้นั้นเกิดประโยชน์ต่อชีวิต นอกจากนั้นการประยุกต์ใช้จะช่วยตอกย้าความเข้าใจ และสร้างความมั่นใจให้แก่นักเรียนในความรู้นั้นและการ นาความรู้ไปใช้ยังก่อให้เกิดการเรียนรู้อื่น ๆ เพิ่มเติมได้ด้วยในการดาเนินการตามบทบาททั้ง 4 ข้างต้น นักเรียนจาเป็นต้องแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ที่จาเป็นในการเรียนรู้รวมก่ ับผู้อื่น ดังนี้ 1. เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ อย่างกระตือรือร้น 2. ให้ความร่วมมือและรับผิดชอบในการดาเนินงาน/กิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับกลุ่ม เช่น การแสวงหาข้อมูลการศึกษาข้อมูลและการสรุป 3. รับฟัง พิจารณา และยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น 4. ใช้ความคิดอย่างเต็มที่ปฏิสัมพันธ์โต้ตอบคัดค้านสนับสนุน แลกเปลี่ยนความ คิดเห็น และความรู้สึกของตนกับผู้อื่น 5. แสดงความสามารถของตนและยอมรับความสามารถของผู้อื่น 6. ตัดสินใจและแก้ปัญหาต่าง ๆ เรียนรู้จากกลุ่มและช่วยให้กลุ่มเกิดการเรียนรู้ สรุปครูจะต้องมีความรู้มีการเตรียมตัวที่ดีทั้งในด้านการเตรียมตนเองให้พร้อมการเตรียมการในด้าน การสอนและการเตรียมการในการวัดและประเมินผล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพแก่ผู้เรียนให้มากที่สุด ส่วน ผู้เรียนก็ต้องฃมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ของตนด้วย การเรียนการสอนจึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ ตามที่กาหนดไว้ 2.3 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.3.1 ความหมายของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นคาที่ถูกนามาใช้ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติพุทธศักราช 2542 (ฆนัท ธาตุทอง, 2553, น. 134) โดยมีนักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้ดังนี้ สาลีรักสุทธี (2549, น. 42) ได้ให้ความหมายว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หมายถึงแผนการ หรือโครงการที่จัดทาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้การปฏิบัติการสอนในรายวิชาใดรายวิชาหนึ่งเป็นการระดม สรรพวิธีที่จะทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ชวลิต ชูกาแพง (2551, น. 93-94) ได้ให้ความหมายว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หมายถึง
การวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ล่วงหน้าอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรของครูผู้สอนเพื่อเป็นแนวทางในการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง โดยใช้สื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอนให้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ของ ผู้เรียนให้เป็นไปอย่างเต็มศักยภาพ ชัยชาญ วงศ์สามัญ (2553, น. 39) ได้ให้ความหมายว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หมายถึง แบบบันทึกที่บรรจุข้อมูลต่าง ๆ ที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้สาหรับสอนเรื่องใดเรื่องหนึ่งฆนัท ธาตุทอง (2553, น. 134) ได้ให้ความหมายว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หมายถึงการเตรียมการสอนเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นเอกสารแนวทางสาหรับจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน ที่เป็นการนาเอาวิชาหรือประสบการณ์ที่ จะต้องทาการสอนตลอดปีการศึกษาหรือตลอดภาคเรียน มาสร้างเป็นแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยมีการ กาหนดจุดประสงค์กิจกรรม สื่อ อุปกรณ์การวัดและประเมินผล วิมลรัตน์สุนทรโรจน์ (2553, น. 303) ได้ให้ความหมายว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หมายถึง แผนการจัดกิจกรรมการเรียน การจัดการเรียนรู้การใช้สื่อการจัดการเรียนรู้การวัดและประเมินผลให้ สอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์ที่กาหนดไว้ในหลักสูตร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง แผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้เป็นแผนที่ผู้จัดการเรียนรู้จัดทาขึ้นจากคู่มือครูหรือแนวการจัดการเรียนรู้ของ กรมวิชาการ ซึ่งจะทาให้ผู้จัดการเรียนรู้ทราบว่าจะจัดการเรียนรู้เนื้อหาใด เพื่อจุดประสงค์ใด จัดการ เรียนรู้อย่างไร ใช้สื่ออะไร และวัดผลประเมินผลโดยวิธีใด สรุปแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หมายถึง เอกสารที่ครูผู้สอนได้วิเคราะห์และ นาสาระการเรียนรู้ หรือประสบการณ์ที่จะต้องทาการสอนในระยะเวลาหนึ่ง มาวางแผนเตรียมการสอนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ ล่วงหน้า เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนสามารถบรรลุตามจุดประสงค์ที่หลักสูตรกา หนดไว้อย่างมีคุณภาพ 2.3.2 ความสำคัญของแผนการจัดกิจกรรมการเรยนรีู้ ชวลิต ชูกาแพง (2551, น. 95) ได้สรุปความสำคัญของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ดังนี้ 1. ช่วยให้ครูมีความรู้ความเข้าใจในจุดมุ่งหมายของเรื่องที่จะจัดกิจกรรมได้เหมาะสมกับวัย ของนักเรียน มีคุณภาพตรงกับเจตนารมณ์ของหลักสูตร ซึ่งส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ตามลาดับขั้นตอน และทันเวลา 2. ช่วยให้ครูมีความเชื่อมั่นในตนเองมากยิ่งขึ้น เมื่อได้เตรียมการสอนอย่างดีแล้วการสอนก็จะเป็นไป อย่างเรียบร้อย 3. ทาให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้เร็ว เพราะเมื่อครูเตรียมการสอนอย่างดีย่อมทาให้การจัดกิจกรรม เป็นไปตามขั้นตอน จนนักเรียนได้รับความรู้ความเข้าใจเร็วขึ้น 4. ทาให้นักเรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อกลุ่มประสบการณ์ที่เรียน การที่ครูเตรียมการสอนทาให้ครูมีความ มั่นใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และจัดกิจกรรมได้เหมาะสมกับวัยของนักเรียนนักเรียนเรียนด้วย ความสนุกสนาน และเกิดเจตคติที่ดีต่อเรื่องที่เรียน 5. ทาให้นักเรียนเลื่อมใสศรัทธาในตัวครูเพราะครูมีความมั่นใจ มีการเตรียมการเรียนการสอนมา อย่างดีกระบวนการเรียนการสอนเป็นไปตามระบบอย่างมีประสิทธิภาพ 6. ถ้าครูมีความจาเป็นไม่ได้สอนด้วยตนเอง ผู้มาสอนแทนก็สามารถสอนแทนได้บรรลุตามจุดประสงค์ ที่กำหนด 7. ทาให้การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นไปตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ช่วยให้ครูสามารถ วินิจฉัยจุดอ่อนของนักเรียนที่จะได้รับการแก้ไข และทราบจุดเด่นที่ควรได้รับการส่งเสริมต่อไป
8. ครูผู้สอนสามารถใช้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เที่ยงตรง เพื่อเสนอแนะแก่บุคลากรและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง ได้แก่กรมวิชาการ ศึกษานิเทศก์และผู้บริหาร เพื่อปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ช่วยให้ ผู้บริหารหรือผู้เกี่ยวข้องได้ทราบขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ ในการสอนของครูเพื่อการนิเทศติดตามผลการ สอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 9. เป็นการพัฒนาวิชาชีพครูที่แสดงว่าการสอนต้องได้รับที่ฝึกฝนที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะมี เครื่องมือ และเอกสารที่จาเป็นสาหรับการประกอบอาชีพ 10. เป็นผลงานทางวิชาการอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความชานาญการพิเศษหรือความเชี่ยวชาญ ของผู้จัดทาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งสามารถนาไปพัฒนางานในหน้าที่และเสนอเลื่อนระดับให้สูงขึ้น ฆนัท ธาตุทอง (2553, น. 134) ได้สรุปความสาคัญของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ดังนี้ 1. ทาให้การจัดการเรียนการสอนมีความหมายยิ่งขึ้น 2. ครูมีคู่มือการสอนที่มีคุณภาพ 3. เป็นผลงานที่บ่งบอกศักยภาพการเป็นครูมืออาชีพ 4. ครูคนอื่นใช้สอนแทนเราได้ 5. ทาให้การจัดการเรียนการสอนตามสภาพที่เป็นจริง 6. ทาให้เกิดการเรียนรู้แบบองค์รวมผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน 7. ทาให้ขยายขอบเขตการศึกษาไปได้อย่างไม่จากัด โดยมีความเกี่ยวข้องกับวิชาอื่นๆ ได้อย่าง กลมกลืน 8. ช่วยให้การเรียนการสอนมีคุณภาพตามที่กาหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา 9. ส่งเสริมให้เกิดการเรียนมีความสมบูรณ์ครบถ้วน โดยไม่จากัดระยะเวลา วิมลรัตน์สุนทรโรจน์ (2553, น. 306) ได้สรุปไว้ว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เปรียบได้กับ พิมพ์เขียวของวิศวกรหรือสถาปนิก ที่ใช้เป็นหลักในการควบคุมงานก่อสร้างวิศวกร หรือสถาปนิกจะขาดพิมพ์ เขียวไม่ได้ฉันใด ผู้เป็นครูก็ขาดแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไม่ได้ฉันนั้น ยิ่งผู้สอนได้ทาแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ด้วยตนเองก็จะยิ่งให้ประโยชน์ต่อตนเองมากเพียงนั้น ซึ่งผลดีของการจัดทาแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้คือทาให้เกิดการวางแผนวิธีสอน/วิธีเรียนที่มีความหมายยิ่งขึ้นเพราะเป็นการจัดทาอย่างมีหลักการที่ ถูกต้อง ช่วยให้ครูมีสื่อการสอนที่ทาด้วยตนเอง ทาให้เกิดความสะดวกในการจัดการเรียนการสอน ทาให้สอน ได้ครบถ้วนตามหลักสูตรและสอนได้ทันเวลาเป็นผลงานวิชาการที่สามารถเผยแพร่เป็นตัวอย่างได้และช่วยให้ ความสะดวกแก่ครูผู้สอนแทนในกรณีที่ครูผู้สอนไม่สามารถเข้าสอนได้ สรุปแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีความสาคัญต่อครูผู้สอนสาหรับใช้เป็นแนวทางในการเตรียมการ สอนที่มีคุณภาพไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้ครูผู้สอนมีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่าง ราบรื่น และสอนได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่หลักสูตรกาหนดไว้ 2.3.3 องค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยทั่วไป สุคนธ์สินธพนานนท์ (2545, น. 22-27) ได้สรุปว่า ในการเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (Lesson Plan) ควรมีองค์ประกอบสำคัญ 9 หัวข้อ ดังนี้ 1. สาระสาคัญ (Concept) เป็นความคิดรวบยอดหรือหลักการของเรื่องหนึ่งที่ต้องการให้เกิดกับ นักเรียน เมื่อเรียนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้ว 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ (Learning Objective) เป็นการกาหนดจุดประสงค์ที่ต้องการให้เกิดกับ นักเรียน เมื่อเรียนตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้ว
3. เนื้อหา (Content) เป็นส่วนที่นาไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้และต้องการให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อเรียน ตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้ว 4. กิจกรรมการเรียนการสอน (Instructional Activities) เป็นการเสนอขั้นตอน หรือกระบวนการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนที่กาหนดในแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้น 5. สื่อการเรียนและอุปกรณ์ (Instructional Media) เป็นสื่อการเรียนและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนที่กาหนดในแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้น 6. การวัดและประเมินผล (Measurement and Evaluation) เป็นการกาหนดขั้นตอนหรือวิธีการวัด และประเมินผลว่านักเรียนบรรลุจุดประสงค์ที่กาหนดไว้หรือไม่ 7. กิจกรรมเสนอแนะ เป็นกิจกรรมที่บันทึกเพิ่มเติมของครูผู้สอน หลังจากที่ได้นาแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ให้ผู้บังคับบัญชาตรวจ เพื่อปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ก่อนนำไปใช้สอน 8. บันทึกข้อเสนอแนะของผู้บังคับบัญชา เป็นบันทึกการตรวจแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อ เสนอแนะหลังจากที่ได้ตรวจความถูกต้อง และการกาหนดรายละเอียดในหัวข้อต่าง ๆ 9. บันทึกผลหลังสอน เป็นการบันทึกของผู้สอนหลังจากนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไปใช้แล้ว เพื่อนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไปปรับปรุงและใช้สอนในคราวต่อไป โดยมีหัวข้อย่อยดังนี้ 9.1 ผลการเรียน เป็นการบันทึกผลการเรียนด้านปริมาณและคุณภาพทั้ง 3 ด้านคือ ด้าน พุทธิ พิสัย ด้านทักษะพิสัย และด้านจิตพิสัย ซึ่งได้กาหนดขึ้นในกิจกรรมการเรียนการสอนและขั้นประเมินผล 9.2 ปัญหาและอุปสรรค เป็นบันทึกปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในขณะสอนก่อนสอน และ หลังสอน 9.3 ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข เป็นการบันทึกข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงการเรียนการ สอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้บรรลุวัตถุประสงค์ของบทเรียนที่หลักสูตรกาหนด สรุปการเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหน่วยงานต้นสังกัด สถานศึกษาหรือครูผู้สอนที่จะเลือกใช้รูปแบบที่คิดว่ามีความเหมาะสม แต่ควรมีองค์ประกอบสำคัญ 9 หัวข้อ ดังที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น ซึ่งครูผู้สอนอาจจะเพิ่มเติมหัวข้ออื่นๆ ได้ตามบริบทและ ความเหมาะสม 2.3.4 ขั้นตอนการจัดทาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รุจิร์ภู่สาระ (2545, น. 169-172) ได้เสนอแนะขั้นตอนการทาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร ต้องศึกษาหลักสูตรอย่างกว้างขวาง และอย่างลึกซึ้งในวิชาและรายวิชาที่ สอน เช่น ศึกษาโครงสร้างของวิชา จุดประสงค์ของวิชา สื่อการเรียนการสอนที่กาหนดในรายวิชาคำอธิบาย รายวิชา และธรรมชาติของวิชา เป็นต้น 2. วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหา เวลาและกิจกรรม วิเคราะห์ได้จากคำอธิบราย วิชา โดยให้ความสัมพันธ์กับจุดประสงค์ของวิชา และจุดประสงค์ของหลักสูตร 3. หากลวิธีสอน กลวิธีสอนจะต้องสอดคล้องกับหลักสูตร โดยใช้ทักษะกระบวนการและ ทฤษฎีการเรียนรู้ต่าง ๆ ตลอดทั้งประสมประสานระหว่างประสบการณ์และจินตนาการของผู้สอนเอง คงจะไม่ มีวิธีสอนใดวิเศษสุดในโลกนี้วิธีการสอนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้มากที่สุด จะต้องยึด หลักให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อให้นักเรียนได้เป็นผู้คิดเป็นทาเป็น แก้ปัญหาเป็นและเห็นช่องทางในการทางาน อย่างมีประสิทธิภาพ
4. จัดทาสื่อการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอนจะต้องสอดคล้องกับกิจกรรมการเรียน การสอน ซึ่งอาจจะเป็นสื่อที่ใช้อยู่แล้วหรือสื่อที่คิดขึ้นใหม่ก็ได้แต่ต้องให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหา ด้วย 5. จัดทาเครื่องมือวัดและประเมินผล เครื่องมือวัดผลและประเมินผลให้สอดคล้องกับ หลักสูตร โดยเครื่องมือนั้นจะต้องวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนในด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิต พิสัย ตลอดทั้งครอบคลุมถึงกระบวนการวางแผนของนักเรียน ทั้งจากสถานการณ์จริงและสถานการณ์จาลอง อีกด้วย 6. กำหนดโครงสร้างสาหรับ 1 รายวิชาการกาหนดโครงสร้างสาหรับ 1 รายวิชาสามารถ ปฏิบัติได้ 2 ลักษณะ ได้แก่ (1) โครงสร้างอย่างละเอียด เป็นการวางโครงสร้างโดยสัมพันธ์กับจุดประสงค์การ เรียนรู้เนื้อหา เวลา กระบวนการ สื่อการเรียนการสอน การวัดผลและประเมินผลให้เห็นเป็นภาพรวมตลอดใน 1 รายวิชา และ (2) โครงสร้างอย่างสังเขป เป็นการวางโครงสร้างโดยสัมพันธ์กับจุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหา และเวลา เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดใน 1 รายวิชา 7. การเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ขยายจากโครงสร้าง เป็นการเขียนแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่จะนาไปใช้ในแต่ละคาบ/ชั่วโมงอย่างละเอียด สามารถนาไปใช้ปฏิบัติการสอนได้จริง และ บรรลุเป้าหมายตามจุดประสงค์การเรียนรู้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2550, น. 136) ได้ เสนอแนะขั้นตอนการทำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ดังนี้ 1. วิเคราะห์คาอธิบายรายวิชา สาระการเรียนรู้รายปีหรือรายภาคและหน่วยการเรียนรู้ ที่สถานศึกษาจัดทาขึ้น เพื่อประโยชน์ในการเขียนรายละเอียดของแต่ละหัวข้อของแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ 2. วิเคราะห์ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังเพื่อนามาเขียนเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้ ครอบคลุมพฤติกรรมทั้งด้านความรู้ทักษะ กระบวนการเจตคติและค่านิยม 3. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้โดยแยกและขยายสาระการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับผู้เรียน ชุมชน และท้องถิ่น 4. วิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนรู้โดยเลือกรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ 5. วิเคราะห์กระบวนการประเมินผล โดยเลือกใช้วิธีการวัดและประเมินผลที่สอดคล้อง กับมาตรฐานการเรยนรีู้ 6. วิเคราะห์แหล่งเรียนรู้โดยคัดเลือกสื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ทั้งในและนอก ห้องเรียนให้เหมาะสมสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ สรุปการจัดทาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต้องเริ่มต้นจากการวิเคราะห์หลักสูตรและศึกษาสาระ การเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง จากนั้นจึงนาไปสู่การเลือกเทคนิค/วิธีการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหาวิชาและ บริบทของผู้เรียน สุดท้ายต้องมีการออกแบบการวัดและประเมินผลที่เหมาะสมเพื่อให้ทราบผลที่เกิดขึ้นกับ ผู้เรียนหลังการจัดการเรียนรู้นาไปสู่การพัฒนาผู้เรียนต่อไป 2. 4 การหาประสิทธิภาพ เผชิญ กิจระการ (2544, น. 44-52) ได้อธิบายว่า การหาประสิทธิภาพของสื่อ เช่น ชุดการสอน แบบฝึก แผนการสอน แบบเรียนสำเร็จรูป หนังสือเรียน หรือกิจกรรมการเรียนการสอนใหม่ๆ ที่ผู้สอน พัฒนาขึ้น ส่วนมากใช้วิธีการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) โดยประสิทธิภาพ ที่วัดส่วนใหญ่จะพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์การทาแบบฝึกหัดหรือกระบวนการเรียน หรือแบบทดสอบย่อย
และแสดงเป็นค่าตัวเลข 2 ตัว เช่น E1/E2 = 80/80, E1/E2 = 85/85, E1/E2 = 90/90 เป็นต้น ในที่นี้ ขอยกตัวอย่าง E1/E2 = 80/80 ดังนี้ 1. เกณฑ์ 80/80 ในความหมายที่ 1 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1) คือนักเรียนทั้งหมดทาแบบฝึกหัดหรือ แบบทดสอบย่อยได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ถือเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ ส่วนตัวเลข 80 ตัวหลัง (E2) คือนักเรียนทั้งหมดที่ทาแบบทดสอบหลังเรียน (Posttest) ได้คะแนน เฉลี่ยร้อยละ 80 ส่วนการหาค่า E1 และ E2 ใช้สูตรดังนี้ (เผชิญ กิจระการ, 2544, น. 49) เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ แทน คะแนนของแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบ ย่อยทุกชุดรวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดรวมกัน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จานวนนักเรียนทั้งหมด 2. เกณฑ์ 80/80 ในความหมายที่ 2 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1) คือจานวนนักเรียนร้อยละ 80ทำ แบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ทุกคน ส่วนตัวเลข 80 ตัวหลัง (E2)คือนักเรียน ทั้งหมดที่ทาแบบทดสอบหลังเรียนครั้งนั้น ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 เช่น มีนักเรียน 40 คนร้อยละ 80 ของ นักเรียนทั้งหมด คือ 32 คน แต่ละคนได้คะแนนจากการทดสอบหลังเรียนถึงร้อยละ80 (E1) ส่วน 80 ตัวหลัง (E2) คือผลการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนทั้งหมด (40 คน) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 3. เกณฑ์ 80/80 ในความหมายที่ 3 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1) คือจานวนนักเรียนทั้งหมดทา แบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ส่วนตัวเลข 80 ตัวหลัง (E2) คือคะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 80 ที่นักเรียนทาเพิ่มขึ้นจากแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) โดยเทียบกับคะแนนที่ทาได้ก่อนการ เรียน (Pre-test) อธิบายเฉพาะตัวเลข 80 ตัวหลัง (E2) ดังนี้สมมตินักเรียนทั้งหมดทาแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 10 แสดงว่าผลต่างของคะแนนเต็ม(ร้อยละ 100) เท่ากับ 90 ถ้านักเรียน ทั้งหมดทาแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 85 แสดงว่าความแตกต่างของการสอบ ทั้งสองครั้งนี้ (ก่อนเรียนกับหลังเรียน) เท่ากับ 85-10 = 75 ดังนั้น ค่าของ E2 = (75/90) x 100 = 86.33% ถือว่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้ (E2 = 80)
4. เกณฑ์ 80/80 ในความหมายที่ 4 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1) คือจานวนนักเรียนทั้งหมดทา แบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ส่วนตัวเลข 80 ตัวหลัง (E2) หมายถึงนักเรียน ทั้งหมดทาแบบทดสอบหลังเรียนแต่ละข้อมีจานวนร้อยละ 80 (ถ้านักเรียนทาข้อสอบข้อใดถูกมีจานวน นักเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 แสดงว่า สื่อไม่มีประสิทธิภาพ และชี้ให้เห็นว่าจุดประสงค์ที่ตรงกับข้อนั้นมีความ บกพร่อง) สรุปเกณฑ์การหาประสิทธิภาพของสื่อการเรียนการสอนนิยมตั้งเป็นตัวเลข 3 ลักษณะ คือ75/75, 80/80 และ 85/85 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติวิชาและเนื้อหาที่นามาสร้างสื่อนั้น ถ้าเป็นวิชาค่อนข้างยากก็ อาจตั้งเกณฑ์ไว้ 75/75 หรือ 80/80 สาหรับวิชาที่มีเนื้อหาง่ายก็อาจตั้งเกณฑ์ไว้ 85/85เป็นต้น นอกจากนี้ ยังตั้งเกณฑ์เป็นค่าความคลาดเคลื่อนไว้เท่ากับร้อยละ 2.5 นั่นคือถ้าเกณฑ์ตั้งไว้ที่85/85 เมื่อคานวณค่าที่ถือ ว่าใช้ได้คือ 87.5/87.5 หรือ 82.5/82.5 เป็นต้น 2.5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement) เป็นคุณลักษณะเกี่ยวกับความรู้ความสามารถของบุคคลที่ ได้รับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านต่าง ๆ และประสบการณ์อันเป็นผลมาจากการจัดการเรียนการสอนซึ่งมี ความเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบ และแนวทางในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยมีนักการศึกษาได้ให้ ความหมายไว้ดังนี้ พวงรัตน์ทวีรัตน์ (2530, น. 29) ได้ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงคุณลักษณะ รวมถึงความรู้ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคล ได้รับจากการเรียนการสอน ทาให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆของสมรรถภาพสมอง อารีย์วชิรวาการ (2542, น. 31) ได้ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดขึ้น จากการเรียนการสอน การฝึกฝน หรือประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในโรงเรียนที่บ้าน สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ไพศาล หวังพานิช (2546, น. 30-31) ได้ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง คุณลักษณะ และประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการฝึกอบรมหรือจากการสอน จึงเป็นการตรวจสอบ ความสามารถหรือความสัมฤทธิ์ผลของบุคคลว่าเรียนรู้แล้วเทาไร ่มีความสามารถชนิดใด พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2548, น. 95) ได้ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงพฤติกรรมหรือ ผลการเรียนรู้ของผู้เรียน อันเนื่องมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผลสัมฤทธิ์การสอนของครูว่าผู้เรียนมี ความสามารถหรือสัมฤทธิ์ผลในแต่ละรายวิชามากน้อยเพียงใด สมนึก ภัททิยธนี (2551, น. 128) ได้ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงการวัด พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยซึ่งเป็นสมรรถภาพทางด้านสมองหรือปัญญาของบุคคลในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ สรุป ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ ประสบการณ์และความรู้ความสามารถของ บุคคลอันได้มาจากการเรียนรู้หรือการอบรม ส่งผลผลทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามสภาพแวดล้อม ที่แตกต่างกัน 2.5.2 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน พบว่า สามารถแบ่งได้เป็น 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยภายในตัวนักเรียน เช่น สุขภาพร่างกาย ความสนใจ สติปัญญา ความมุ่งหวังการปรับตัว แรงจูงใจ ความบกพร่องของร่างกาย ลักษณะทางกรรมพันธุ์วุฒิภาวะ เพศ และอายุเป็น ต้น (พีระยุทธ์สันติวัน, 2533, น. 52, อ้างถึงใน พชรกมล เต็มใจ, 2554, น. 56) และปัจจัย ภายนอกตัวนักเรียน เช่น ภาวะผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษา ความร่วมมือของครูกับผู้บริหาร ความร่วมมือ
ของครูกับผู้ปกครอง การเสริมพลังของผู้ปกครอง สื่ออุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ และแหล่งค้นคว้าหาความรู้ต่าง ๆ เป็นต้น (ประภัสสร ปรีเอี่ยม, 2553, น. 57) Bloom (1976, p. 193) ได้อธิบายว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีอยู่ 3 ตัวแปร ดังน้ี 1. พฤติกรรมด้านปัญญา (Cognitive Entry Behavior) เป็นพฤติกรรมด้าน ความรู้ความคิด ความเข้าใจ หมายถึง การเรียนรู้ที่จาเป็นต้องการเรียนเรื่องนั้น มีมาก่อนเรียน ได้แก่ความถนัดและพื้น ฐานความรู้เดิมของผู้เรียนเหมาะสมกับการเรียนรู้ใหม่ 2. ลักษณะทางอารมณ์ (Affective Entry Behavior) เป็นตัวกาหนดด้านอารมณ์หมายถึง แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ความกระตือรือร้นที่มีต่อเนื้อหาที่เรียน รวมถึงทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อเนื้อหาวิชาต่อ โรงเรียนและระบบการเรียนและมโนภาพเกี่ยวกับตนเองคุณภาพของการสอน (Qualityof Instruction) เป็น ตัวกาหนดประสิทธิภาพในการเรียนของผู้เรียนประกอบด้วยการชี้แนะ หมายถึงการบอกจุดมุ่งหมายของการ เรียนการสอน และงานที่จะต้องทาให้นักเรียนทราบอย่างชัดเจน การให้นักเรยนมี ีส่วนร่วมในการเรียน เป็นต้น 3. คุณภาพการสอน (Quality of Instruction) ประกอบด้วย การให้คาปรึกษาแนะนา ช่วยเหลือ แรงเสริมจากผู้สอน การสอนที่ผู้เรียนมีส่วนร่วม และผลสะท้อนกลับ เพื่อให้ผู้เรียนทราบถึงผลลัพธ์ จากการกระทาของตนเองและการแก้ไขข้อบกพร่อง สรุปปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ปัจจัย คือปัจจัยภายใน ตัวบุคคล ประกอบด้วย ด้านร่างกาย ด้านสมอง และด้านอารมณ์ซึ่งถ้าบุคคลมีองค์ประกอบทั้งสามด้านดีก็จะ ทาให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนอีกปัจจัยหนึ่ง คือ ปัจจัยภายนอกตัวบุคคลประกอบด้วย ลักษณะ การสอนของครูสภาพแวดล้อม สื่อการสอน เป็นต้น 2.5.3 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวัดผลเป็นกระบวนการที่จะตรวจสอบคุณภาพของการเรียนการสอนว่าได้ช่วยให้นักเรียนบรรลุผล ตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้หรือไม่ถ้าการวัดผล พบว่ายังไม่เป็นไปตามที่วางไว้ก็ต้องตรวจสอบว่ากระบวนการใด ในขั้นตอนใดที่ยังบกพร่องและจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ซึ่งการวัดผลเป็นสิ่งที่จะต้องทำตลอดเวลาควบคู่ไปกับ การเรียนการสอน 3 ตอน ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี, 2551, น. 7) 2.5.3.1 การวัดผลก่อนการเรียนการสอน การวัดผลในตอนนี้เพื่อประเมินผลว่า นักเรียนแต่ละคนมี พฤติกรรมพื้นฐานอยู่ในระดับใด เพื่อเป็นแนวทางในการจัดสภาพการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับพื้นฐานของ นักเรียน 2.5.3.2 การวัดผลระหว่างเรียนหรือการวัดผลย่อยในขั้นนี้ผลที่ได้จากการวัดแต่ละหน่วยย่อยจะทา ให้ทราบได้ว่าควรจะซ่อมเสริมนักเรียนคนใดในเรื่องใดบ้าง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในหน่วยนั้นๆก่อนที่จะเรียนใน หน่วยต่อไป 2.5.3.3 การวัดผลภายหลังสิ้นสุดการเรียนการสอนหรือการวัดผลรวม การวัดผลในขั้นนี้จะทาหลังจา การเรียนการสอนในแต่ละเนื้อหาสาระนั้นจบหรือจบภาคเรียน เพื่อเป็นการประเมินผลการเรียนโดยสรุปรวม ทั้งหมด นอกจากนั้น พวงรัตน์ทวีรัตน์ (2530, น. 31-32) ได้อธิบายว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น การตรวจสอบความสามารถของสมรรถภาพทางสมองของผู้เรียนว่า ผู้เรียนรู้แล้วได้อะไรบ้าง และมี ความสามารถด้านใดมากน้อยเพียงใด เช่น พฤติกรรมด้านความจา ความเข้าใจการนาไปใช้การวิเคราะห์การ สังเคราะห์และการประเมินค่า มากน้อยอยู่ในระดับใด นั่นคือ การวัดผลสัมฤทธิ์เป็นการตรวจสอบพฤติกรรม ของผู้เรียนในด้านพุทธิพิสัย ที่เป็นการวัด 2 องค์ประกอบ ตามวัตถุประสงค์และลักษณะของวิชาที่เรียน ดังนี้
1. การวัดด้านการปฏิบัติเป็นการตรวจสอบความรู้ความสามารถทางการปฏิบัติโดยให้ นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงให้เห็นผลงานปรากฏออกมา สามารถทาการสังเกตและวัดได้เช่นศิลปศึกษา พลศึกษา งานช่าง เป็นต้น การวัดแบบนี้จึงต้องวัดโดยใช้ข้อสอบภาคปฏิบัติซึ่งเป็นการประเมินผล พิจารณาที่วิธีปฏิบัติและผลงานที่ปฏิบัติ 2. การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบความรู้ความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาวิชารวมถึงพฤติกรรม ความสามารถในด้านต่างๆ อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน มีวิธีการสอบวัดได้ 2 ลักษณะ ดังนี้ 2.1 การสอบปากเปล่า (Oral Test) การสอบแบบนี้มักจะเป็นรายบุคคลซึ่งเป็นการสอบที่ ต้องการดูผลเฉพาะอย่าง เช่น การสอบอ่านฟังเสียง การสอบสัมภาษณ์ที่ต้องการดูการใช้ถ้อยคำในการตอบ คำถามรวมทั้งการแสดงความคิดเห็นและบุคลิกภาพต่าง ๆ เช่น การสอบปริญญานิพนธ์ที่ต้องการวัดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่ทา ตลอดจนแง่มุมต่าง ๆ การสอบปากเปล่าสามารถวัดได้ละเอียดลึกซึ้งและคำถามก็ สามารถเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมได้ตามที่ต้องการ 2.2 การสอบแบบให้เขียนตอบ (Paper-Pencil Test or Written Test) เป็นการสอบวัดที่ ให้ ผู้สอบเขียนเป็นตัวหนังสือตอบ ที่มีรูปแบบการตอบอยู่ 2 แบบ คือ 2.2.1 แบบไม่จากัดคาตอบ ได้แก่การสอบวัดที่ใช้ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความ เรียง 2.2.2 แบบจากัดคาตอบ เป็นการตอบที่กาหนดขอบเขตของคาถามที่จะให้ตอบ หรือกำหนดคำตอบมาให้เลือก ซึ่งมีรูปแบบของคาถาม คาตอบ อยู่ 4 รูปแบบ ดังนี้ 2.2.2.1 แบบเลือกทางใดทางหนึ่ง (Alternative) 2.2.2.2 แบบจับคู่ (Matching) 2.2.2.3 แบบเติมคา (Completion) 2.2.2.4 แบบเลือกตอบ (Multiple Choice) สรุปการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นกระบวนการที่พยายามค้นหาระดับที่แสดงถึงปริมาณของ คุณลักษณะด้านพุทธิพิสัยของตัวบุคคล หลังจากผ่านกระบวนการเรียนรู้โดยเก็บข้อมูลจากตัวบุคคลในด้าน ต่าง ๆ ด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับลักษณะของข้อมูลและใช้เครื่องมือวัดผล ประเภทใดประเภทหนึ่งอย่างมีระบบ 2.5.4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นเครื่องมือสาหรับช่วยให้ครูสามารถตัดสินผลสัมฤทธิ์ของ นักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมของนักเรียนที่มีความเป็นอิสระได้มากกว่า วิธีอื่น ๆ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ใช้ในสถานศึกษามุ่งวัดความรู้ในแต่ละวิชาและทักษะต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์พื้นฐานที่สำคัญ 2 ประการคือ ประการแรก เพื่อเป็นเครื่องมือในการวัดผลสัมฤทธิ์ของ นักเรียน ประการสอง เพื่อเป็นการตรวจสอบความสามารถของนักเรียนแต่ละคนซึ่งแตกต่างกันโดยธรรมชาติ ทาให้ได้ข้อมูลไปใช้วางแผนการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับนักเรียน(เยาวดีรางชัยกุล วิบูลย์ศรี, 2554, น. 14)สมนึก ภัททิยธนี (2551, น. 73) ได้สรุปว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบ่ง ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ครูสร้างขึ้นเอง (Teacher-made Test) เป็นแบบทดสอบที่มุ่ง วัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเฉพาะกลุ่มที่ครูสอนจะไม่นาไปใช้กับนักเรียนกลุ่มอื่นเป็น แบบทดสอบที่ใช้กันทั่ว ๆ ไปในโรงเรียน
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มาตรฐาน (Standardized Test) เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดผล สัมฤทธิ์เช่นเดียวกับแบบทดสอบที่ครูสร้างแต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพต่าง ๆ ของผู้เรียนที่ต่าง กลุ่ม เช่น เปรียบเทียบคุณภาพของนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งกับนักเรียนกลุ่มอื่น ๆ ทั่วประเทศ (แบบทดสอบมาตรฐานระดับชาติ) หรือกับนักเรียนกลุ่มอื่น ๆ ทั่วจังหวัด (แบบทดสอบมาตรฐานระดับจังหวัด) เป็นต้น สรุปแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดสมรรถภาพสมองด้านต่างๆ ที่ นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้วว่ามีอยู่เท่าใดซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้เลือกใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ มาตรฐาน เนื่องจากมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับวตถัุประสงค์ของการวิจัย 2.5.5 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดความสามารถของผู้เรียนด้านพุทธิพิสัย แบบทดสอบประเภทนี้จะต้องมีความเที่ยงตรงตามเนื้อเรื่อง หมายความว่าเป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นโดย ครอบคลุมเนื้อหาวิชา ซึ่งเป็นตัวแทนของสภาพการณ์ต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ดังนั้น เพื่อให้สามารถวัดได้ตรงกับ ความเป็นจริง ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะต้องมีการเตรียมตัวและวางแผนอย่างเป็น ระบบ โดยปกติกรรมวิธีในการสร้างแบบทดสอบสามารถแบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ (เยาวดีรางชัยกุล วิบูลย์ ศรี, 2554, น. 178-179) ขั้นที่ 1 กาหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปของการทดสอบ ให้อยู่ในรูปของวัตถุประสงค์เชิง พฤติกรรมโดยระบุเป็นข้อ ๆ และให้วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเหล่านั้น สอดคล้องกับเนื้อหาสาระทั้งหมดที่จะ ทำการทดสอบด้วย ขั้นที่ 2 กาหนดโครงเรื่องของเนื้อหาสาระ ที่จะทาการทดสอบให้ครบถ้วน ขั้นที่ 3 เตรียมตารางเฉพาะหรือผังของแบบทดสอบ เพื่อแสดงถึงน้าหนักของเนื้อหาวิชาแต่ ละส่วน และพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการทดสอบให้เด่นชัด สั้น กะทัดรัด และมีความชัดเจน ขั้นที่ 4 สร้างข้อกระทงทั้งหมดที่ต้องการจะทดสอบให้เป็นไปตามสัดส่วนของน้าหนักที่ระบุ ไว้ในตารางเฉพาะ หลังจากสร้างแบบทดสอบฉบับร่างเสร็จแล้ว ควรมีการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบในเบื้องต้น ตามประเด็นที่กาหนดไว้จากนั้นจึงนาไปทดลองใช้ก่อน โดยเลือกกลุ่มผู้เรียนที่เป็นตัวแทนที่ดีของกลุ่มที่ใช้จริง เพื่อนาข้อมูลไปหาคุณภาพของแบบทดสอบที่สำคัญ 4 ประการ ดังนี้(กระทรวงศึกษาธิการ, 2555, น. 21) 1. ความเที่ยงตรง (Validity) หมายถึง ความถูกต้องแม่นยาหรือความตรงของเครื่องมือในการวัดในสิ่ง ที่ต้องการวัด ความเที่ยงตรงเป็นการวัดคุณภาพที่เกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมายสำคัญของการนำเครื่องมือไปใช้ใน การสร้างเครื่องมือจาเป็นต้องมีการตรวจสอบความเที่ยงตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดย ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้พิจารณาเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของเครื่องมือที่ต้องการการวัด 2. ความเชื่อมั่น (Reliability) หมายถึง ความคงเส้นคงวาของผลการวัด จากเครื่องมือชนิดเดียวกันที่ ทาการวัดซ้า แล้วได้ผลทดสอบเหมือนเดิมหรือใกล้เคียงกับผลเดิมมากที่สุด การตรวจสอบความเชื่อมั่นของ เครื่องมือมีอยู่หลายประเภท ได้แก่ความเชื่อมั่นเชิงคงที่ความเชื่อมั่นเชิงความเท่าเทียมกัน และความเชื่อมั่น เชิงความสอดคล้องภายใน 3. ความยาก (Difficulty) หมายถึง อัตราส่วนจานวนผู้ตอบถูกต่อจานวนผู้ตอบทั้งหมดการหาค่า ความยากเป็นวิธีตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยการวิเคราะห์เป็นรายข้อ ไม่ใช่การวิเคราะห์ภาพรวมทั้ง ฉบับ
4. อานาจจาแนก (Discrimination) หมายถึง ความสามารถในการจาแนกกลุ่มผู้สอบออกเป็นกลุ่ม เก่งและกลุ่มอ่านการหาค่าอานาจจาแนกเป็นวิธีตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยการวิเคราะห์เป็นรายข้อ ไม่ใช่ การวิเคราะห์ภาพรวมทั้งฉบับ สรุปการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ครูผู้สอนต้องมีการวางแผนในการสร้างอย่าง เป็นระบบ ศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาที่จะใช้ในการสร้างแบบทดสอบให้เข้าใจและมีความชัดเจนเพื่อให้ สามารถสร้างแบบทดสอบที่วัดคุณลักษณะได้ตรงตามที่ต้องการ นอกจากนั้นต้องนาไปทดลองใช้เพื่อนาข้อมูล มาหาคุณภาพด้านต่าง ๆ ได้แก่ความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น ความยาก และอานาจจาแนกเพื่อให้ได้ แบบทดสอบที่เป็นมาตรฐาน เชื่อถือได้ 2.6 ความพึงพอใจ 2.5.1 ความหมายของความพึงพอใจ ถวิล ธาราโภชน์และศรัณย์ดาริสุข (2541, น. 140) ได้อธิบายว่า ความพึงพอใจเป็นอารมณ์ของ ความรู้สึกที่มีความสุข ร่าเริงอย่างมาก เป็นความสาเร็จหรือความสุขสดชื่นที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลได้รับผลการ ตอบสนองตามที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางด้านร่างกายและจิตใจวราภรณ์ช่วยนุกิจ (2544, น. 8) ได้อธิบายว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกบวกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อันเนื่องมาจากความสาเร็จ ความประสงค์ในสิ่งที่ตนคาดหมายไว้ อารีพันธ์มณี (2546, น. 43) ได้อธิบายว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่ดีของบุคคลที่มีต่อสิ่ง ใดสิ่งหนึ่ง ที่สามารถส่งผลให้การทากิจกรรม หรืองานนั้น ๆ ประสบผลสาเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการได้ ประสาท อิศรปรีดา (2547, น. 300) ได้อธิบายว่า ความพึงพอใจ หมายถึง พลังที่เกิดจากพลังทาง จิตซึ่งเป็นภาวะภายในที่กระตุ้นพฤติกรรม เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์หรือเป้าหมายที่ต้องการ ปรียาพร วงศ์อนุตโรจน์ (2553, น. 130) ได้อธิบายว่า ความพึงพอใจ เป็นความรู้สึกรวมของบุคคล ที่มีต่อการทางานในทางบวก เป็นความสุขของบุคคล ที่เกิดจากการปฏิบัติงาน และได้รับผลตอบแทน คือผลที่ เป็นความพึงพอใจที่ทาให้บุคคลเกิดความรู้สึกกระตือรือร้น มีความมุ่งมั่นที่จะทางาน Good (1983, p. 320) ได้อธิบายว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความรู้สึกพอใจซึ่งเป็นผลจาก ความสนใจและทัศนคติที่ดีต่อบุคคลที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ ความพึงพอใจ จะต้องศึกษาปัจจัยและองค์ประกอบที่เป็น สาเหตุแห่งความพึงพอใจเท่านั้น Morse (1998, p. 27) ได้อธิบายว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถถอด ความเครียดของผู้ที่ทางานให้ลดน้อยลง ถ้าเกิดความเครียดมาก จะทาให้เกิดความไม่พอใจในการทำงาน และ ความเครียดนี้มีผลมาจากความต้องการของมนุษย์เมื่อมนุษย์มีความต้องการมากจะเกิดปฏิกิริยาเรียกร้องหาวิธี ตอบสนอง ความเครียดจะลดน้อยลง หรือหมดไป ความพึงพอใจก็จะมากขึ้น สรุปความพึงพอใจ คือ ความรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งต่าง ๆ ในทางบวกและเป็นความรู้สึกที่สามารถ เปลี่ยนแปลงได้เมื่อเวลาหรือสถานการณ์เปลี่ยนไป ดังนั้นความพึงพอใจในการเรียนรู้จึงหมายถึงความรู้สึก พอใจที่มีต่อการได้ร่วมปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอนจนบรรลุผลหรือเป้าหมายในการเรียนรู้ 2.5.2 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกที่บุคคลมีต่อสิ่งที่ได้รับประสบการณ์และแสดงออกหรือมีพฤติกรรมที่ ตอบสนองในลักษณะแตกต่างกันไป ความพึงพอใจต่อสิ่งต่าง ๆ นั้นจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงจูงใจ การ สร้างแรงจูงใจหรือกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจกับผู้ปฏิบัติงานจึงเป็นสิ่งจาเป็นเพื่อให้งานหรือสิ่งที่ทานั้นประสบ ผลสำเร็จ การศึกษาเกี่ยวกับความพึงพอใจเป็นการศึกษาตามทฤษฎีทางพฤติกรรมศาสตร์ที่เกี่ยวกับความ ต้องการของมนุษย์มีดังนี้
Scott (1970, p. 124, อ้างถึงใน ศุภศิริโสมาเกตุ, 2544, น. 49) เสนอแนวคิดในการสร้าง แรงจูงใจให้เกิดความพึงพอใจต่อการทางานที่จะให้ผลเชิงปฏิบัติมีลักษณะ ดังนี้ 1. งานควรมีส่วนสัมพันธ์กับความปรารถนาส่วนตัว งานจะมีความหมายต่อผู้ทา 2. งานนั้นต้องมีการวางแผนและวัดความสาเร็จได้โดยใช้ระบบการทางานและการควบคุมที่ มีประสิทธิภาพ 3. เพื่อให้ได้ผลในการสร้างสิ่งจูงใจภายในเป้าหมายของงาน ต้องมีลักษณะดังนี้ 3.1 คนทางานมีส่วนในการตั้งเป้าหมาย 3.2 ผ้ปฏูิบัติได้รับทราบผลสาเร็จในการทางานโดยตรง 3.3 งานนั้นสามารถทาให้สาเร็จได้ เมื่อนาแนวคิดของ Scott มาประยุกต์ใช้กับกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดความ พึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนการสอน มีแนวทางดังนี้ 1. ศึกษาความต้องการความสนใจของผู้เรียนและระดับความสามารถหรือพัฒนาการตามวัยของ ผู้เรียน 2. วางแผนการสอนอย่างเป็นกระบวนการ และประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ 3. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมและกาหนดเป้าหมายในการทางาน สะท้อน ผลงานและการทางานร่วมกันได้ รังสรรค์โฉมยา (2554, น. 291-293) ได้สรุปทฤษฎีลาดับขั้นตอนความต้องการ ซึ่งเสนอโดย Maslow (Maslow’s Hierarchy of Needs Theory) ว่าเป็นทฤษฎีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ซึ่งตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า มนุษย์เรามีความต้องการอยู่เสมอไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อความต้องการได้รับการ ตอบสนองหรือพึงพอใจอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ความต้องการสิ่งอื่นๆ ก็จะเกิดขึ้นมากอีกความต้องการของ คนเราอาจจะซ้าซ้อนกัน ความต้องการอย่างหนึ่งอาจยังไม่ทันหมดไป ความต้องการอีกอย่างหนึ่งอาจเกิดขึ้นได้ “ความต้องการของมนุษย์” มีลาดับขั้นดังนี้ 1. ความต้องการทางด้านร่างกาย เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เน้นสิ่งจาเป็นในการดำรงชีวิต ได้แก่อาหาร อากาศ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรคความต้องการพักผ่อน ความต้องการทางเพศ 2. ความต้องการความปลอดภัย ความมั่นคงในชีวิตทั้งที่เป็นอยู่ปัจจุบันและอนาคตความ เจริญก้าวหน้าอบอุ่นใจ 3. ความต้องการทางสังคม เป็นสิ่งจูงใจที่สาคัญต่อการเกิดพฤติกรรมต้องการให้สังคมยอมรับตนเอง เข้าเป็นสมาชิก ต้องการความเป็นมิตร ความรักจากเพื่อนร่วมงาน 4. ความต้องการการยกย่อง มีความอยากเด่นในสังคม มีชื่อเสียง อยากให้บุคคลยกย่องสรรเสริญ ตนเอง อยากมีความเป็นอิสรเสรี 5. ความต้องการที่จะประสบผลสำเร็จในชีวิต เป็นความต้องการในระดับสูงอยากให้ตนเองประสบ ผลสำเร็จทุกอย่างในชีวิต ซึ่งเป็นไปได้ยาก สมยศ นาวีการ (2538, น. 155) ได้อธิบายว่า ในการดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอนความพึง พอใจเป็นสิ่งสาคัญที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนทางานที่ได้รับมอบหมาย หรือที่ต้องปฏิบัติให้บรรลุผลตาม วัตถุประสงค์ครูผู้สอนจึงต้องคานึงถึงความพอใจในการเรียนรู้ของผู้เรียน การทาให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจใน การเรียนมีแนวคิดพื้นฐานที่ต่างกัน ดังนี้ 1. ความพึงพอใจนาไปสู่การปฏิบัติงาน การตอบสนองความต้องการของผู้ปฏิบัติงานจนเกิดความพึง พอใจ จะทาให้เกิดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการทางานที่สูงกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการตอบสนอง
2. ผลของการปฏิบัติงานนาไปสู่ความพึงพอใจ ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจและผลของการ ปฏิบัติงาน จะถูกเชื่อมโยงด้วยปัจจัยอื่น ๆ ผลของการปฏิบัติงานที่ดีนาไปสู่ผลตอบแทนที่เหมาะสม ซึ่งในที่สุด จะนาไปสู่การตอบสนองความพึงพอใจ ผลการปฏิบัติงานย่อมได้รับการตอบสนองในรูปของรางวัลหรือ ผลตอบแทน ซึ่งแบ่งออกเป็นผลตอบแทนภายใน (Intrinsic Rewards) และผลตอบแทนภายนอก (Extrinsic Rewards) สรุปความพึงพอใจเป็นสิ่งสาคัญที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนทางานที่ได้รับมอบหมายหรือต้องการปฏิบัติให้ บรรลุตามวัตถุประสงค์ครูเป็นเพียงผู้อานวยความสะดวก หรือให้คาแนะนาปรึกษาจึงต้องคำนึงถึงความพอใจ ในการเรียนรู้การกระทาให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียนรู้การจัดบรรยากาศและสถานการณ์รวมท้ังสื่อ อุปกรณ์การเรียนการสอนที่เอื้ออานวยต่อการเรียนเพื่อตอบสนองความพึงพอใจ ผู้เรียนให้มีแรงจูงใจในการท กิจกรรมจนบรรลุตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.5.2 การวัดความพึงพอใจ ความพึงพอใจเป็นพฤติกรรมทางด้านจิตพิสัย (Affective Characteristics) หรือจิตลักษณะ (Psychological Traits) เป็นตัวแปรลักษณะแฝงซึ่งนักจิตวิทยาเชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์ที่แสดงออกมานันมี ตัวกำหนดทิศทางของพฤติกรรมอยู่ภายใน หากมีการแสดงออกอย่างคงเส้นคงวาจึงจะเรียกว่าเป็นรูปแบบของ พฤติกรรม ดังนั้นการวัดจึงจาเป็นต้องมีการนิยามคุณลักษณะหรือหาตัวบ่งชี้ (Indicators)เพื่อวัดทางอ้อม โดย ใช้เครื่องมือที่เชื่อถือได้ในปัจจุบันเครื่องมือที่ใช้วัดคุณลักษณะทางด้านนี้มีหลายชนิด และมีผู้กล่าวไว้ใน ลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2535, น. 441) ได้สรุปและจำแนกเครื่องมือที่ใช้ในการวัด ทางด้านจิตพิสัยไว้ดังนี้ 1. แบบตอบโดยเสรีได้แก่กลวิธีระบายความในใจ ระเบียบพฤติกรรม และ แบบทดสอบโดยใช้ สถานการณ์ 2. แบบจากัดคาตอบ ได้แก่แบบสารวจรายการ แบบทดสอบโดยใช้สถานการณ์แบบทดสอบ และ มาตรวัด (แบบลิเคร์ท แบบเทอร์สโตน แบบออสกูด แบบเปรียบเทียบคู่) ชวลิต ชูกาแพง (2544, น. 110-111 อ้างถึงใน ฑิฆัมพร ภูมิประสาท, 2558, น. 39) ได้กล่าวถึง การวัดความพึงพอใจไว้ว่า ในการวัดความรู้สึกนั้น จะวัดออกมาในลักษณะของทิศทาง (Direction)ซึ่งมีอยู่ 2 ทิศทาง คือ ทางบวก หรือทางลบ ทางบวก หมายถึง การประเมินค่าความรู้สึกไปในทางที่ดีชอบหรือพอใจ ส่วน ทางลบเป็นการประเมินค่าความรู้สึกไปในทางที่ไม่ดีไม่ชอบ หรือไม่พอใจ และการวัดในลักษณะปริมาณ (Magnitude) ซึ่งเป็นความเข้มข้น หรือระดับทัศนคติไปในทิศทางที่พึงประสงค์หรือไม่พึงประสงค์นั่นเอง ซึ่ง วิธีการวัดมีอยู่หลายวิธีเช่น วิธีการสังเกต วิธีการสัมภาษณ์วิธีการใช้แบบสอบถาม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. วิธีการสังเกต เป็นวิธีการใช้ตรวจสอบบุคคลอื่นโดยการเฝ้ามอง และจดบันทึกอย่างมีแบบแผนวิธีนี้ เป็นวิธีการศึกษาที่เก่าแก่และยังเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบันแต่ก็เหมาะสมกับการศึกษาเป็นราย กรณีเท่านั้น 2. วิธีการสัมภาษณ์เป็นวิธีการที่ผู้วิจัยจะต้องออกไปสอบถามโดยการพูดคุยกับบุคคลนั้นๆ โดยมีการ เตรียมแผนงานล่วงหน้า เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงมากที่สุด 3. วิธีการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) วิธีการนี้จะเป็นการใช้แบบสอบถามที่มีข้อคำอธิบายไว้ อย่างเรียบร้อย เพื่อให้ผู้ตอบทุกคนตอบมาเป็นแบบแผนเดียวกันมักใช้ในกรณีที่ต้องการข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จานวนมากๆ วิธีนี้นับเป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดในการวัดทัศนคติรูปแบบของแบบสอบถามใช้มาตราวัด ทัศนคติซึ่งที่นิยมใช้ในปัจจุบันวิธีหนึ่งคือมาตราส่วนแบบ Likert ประกอบด้วยข้อความที่แสดงถึงทัศนคติบุคคล
ที่มีต่อสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วมีคาตอบที่แสดงถึงระดับความรู้สึก 5 คำตอบ เช่น มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด เป็นต้น บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์ (2553, น. 58) ได้อธิบายว่า ความพึงพอใจเกิดขึ้นหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ กระบวนการจัดการเรียนรู้ประกอบกับระดับความรู้สึกของนักเรียน ดังนั้นในการวัดความพึงพอใจในการ เรียนรู้กระทาได้หลายวิธีดังต่อไปนี้ 1. การใช้แบบสอบถาม ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้มากอย่างแพร่หลายวิธีหนึ่ง 2. การสัมภาษณ์ซึ่งเป็นวิธีที่ต้องอาศัยเทคนิค และความชานาญพิเศษของผู้สัมภาษณ์ที่จะจูงใจให้ ผู้ตอบคาถามตามข้อเท็จจริง 3. การสังเกต เป็นการสังเกตพฤติกรรมทั้งก่อนการปฏิบัติกิจกรรม ขณะปฏิบัติกิจกรรมและหลังการ ปฏิบัติกิจกรรม สรุปการวัดความพึงพอใจ เป็นการตรวจสอบทัศนคติหรือความรู้สึกที่อยู่ภายในของบุคคลที่มีต่อสิ่ง หนึ่งสิ่งใด โดยสามารถวัดได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับความสะดวก ความเหมาะสมตลอดจนจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมาย ของการวัด และในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการวัดความพึงพอใจ โดยวิธีการใช้แบบสอบถาม ที่มีลักษณะ เป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อยและน้อยที่สุด ตามแนวทางการสร้าง แบบวัดของ Likert 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.6.1 งานวิจัยในประเทศ ชุติญา เสียงเลิศ (2555, น. 84) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์บทเว็บโดยใช้ รูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL) เรื่องการสร้างฐานข้อมูลด้วยไมโครซอฟท์แอคเซส สาหรับนักเรียนระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า (1) ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่อคุณภาพบทเรียน คอมพิวเตอร์บทเว็บอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.58, S.D. = 0.11) (2)ประสิทธิภาพของบทเรียน คอมพิวเตอร์บนเว็บ เท่ากับ 87.38/83.10 ซึ่งมากกว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้(80/80) (3) ผู้เรียนที่เรียนด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์บนเว็บ มีคะแนนเฉลี่ยแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (4) ความพึง พอใจของผู้เรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์บนเว็บ อยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.68, S.D. = 0.53) เข็มชาติเข็มพิลา (2556, น. 119-120) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และเจตคติต่อการเรียน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ระหว่างการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบ 4 MAT และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบ CIPPAผลการวิจัยพบว่า (1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง แรงเฉื่อยโมเน้นต์ดัดระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบ 4 MAT มีค่าเท่ากับ72.28/71.24 และประสิทธิภาพ ของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง แรงเฉื่อยโมเน้นต์ดัด ระดับประกาศนียบัตรวชาชิ ีพ ชั้นปีที่ 2 โดยการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบ CIPPA มีค่าเท่ากับ72.12/71.25 (2) ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัด กิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง แรงเฉื่อยโมเน้นต์ดัด ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 โดยการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ตามรูปแบบ 4 MAT มีค่าเท่ากับ 0.4950หรือคิดเป็นร้อยละ 49.50 และค่าดัชนีประสิทธิผลของการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง แรงเฉื่อยโมเน้นต์ดัด ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 โดยการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ตามรูปแบบ CIPPA มีค่าเท่ากับ 0.4879 หรือคิดเป็นร้อยละ 48.79 (3) นักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 ที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบ 4 MAT และการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบCIPPA มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และเจตคติต่อ การเรียน ไม่แตกต่างกัน ทิพย์รวียอดเดชา (2557, น. 85-86) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้แบบโครงงานกับการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานกับการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ (2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถติิที่ระดับ .01 (4) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานกับการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา มีความสามารถใน การคิดแก้ปัญหา แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ (5) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ (6) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบซิปปามีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นฤมล ทองพันธ์ (2557, น. 93-94) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และเจตคติต่อสาระพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1ระหว่างการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาผลการวิจัย พบว่า (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการ และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา สาระพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 93.12/88.50 และ92.98/86.06 ตามลำดับ (2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการและแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7459 และ 0.7027 มีความก้าวหน้าทางการเรียนร้อยละ 74.59 และ 70.27 ตามลำดับ (3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการกิจกรรมการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการและแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และเจตคติต่อสาระ พระพุทธศาสนาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 (4) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโยนิโสมนสิการมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และเจตคติต่อการเรียนสาระพระพุทธศาสนา ไม่แตกต่างกัน วีระยุทธ์ศรีหาพล (2558, น. 78-79) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่อง อัตราส่วน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 ระหว่างการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบซิปปากับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติผลการวิจัยพบว่า
(1) ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) เรื่อง อัตราส่วน ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 มีประสิทธิภาพของ กระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์เท่ากับ 82.94/77.31 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กาหนด (2) ดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรูด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPAModel) และ กิจกรรมการเรียนรู้โดยวิธีปกติเรื่อง อัตราส่วน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1มีค่าเท่ากับ 0.4666 และ 0.4173 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีพัฒนาการ รวมถึงประสิทธิภาพและความก้าวหน้าในด้านการเรียน ร้อยละ 46.66 และ 41.73 ตามลาดับ (3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) นั้นผลที่ได้คือ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยวิธีปกติอย่างมีนัยสาคัญที่ ระดับ 0.05 4) นักเรียนมีความคงทนจากการเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA Model) เรื่อง อัตราส่วน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 เมื่อผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ซึ่งถือว่าไม่แตกต่างกัน จึงกล่าว ได้ว่าแผนการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง อัตราส่วน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ที่ใช้ในการ สอนนั้นมีผลต่อความคงทนในการเรียนรู้แก่ผู้เรียนจริง ชัชวาลย์บัวริคาน (2559, น. 118) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอนแบบ ซิปปา เรื่อง การเรียงสับเปลี่ยน สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า (1) ทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการ เรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอนแบบซิปปา เรื่อง การเรียงสบเปล ั ี่ยน สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสาคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ทักษะการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ ด้วยรูปแบบการสอนแบบซิปปา เรื่อง การเรียงสับเปลี่ยน สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ75 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 รัตติยากร ชินกร (2559, น. 70) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้การเขียนเชิง สร้างสรรค์โดยใช้รูปแบบซิปปาประกอบแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยการใช้กิจกรรมการสอนรูปแบบซิปปา ประกอบแบบฝึกทักษะภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.76/83.15 ซึ่งเป็นไปตาม เกณฑ์ที่กาหนดไว้ (2) ค่าดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การเขียน เชิงสร้างสรรค์โดยการใช้กิจกรรมการสอนรูปแบบซิปปาประกอบแบบฝึกทักษะภาษาไทย มีค่าเท่ากับ 0.6708 ผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียน คิดเป็นร้อยละ 67.08 (3) ความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้การเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยการใช้กิจกรรมการสอนรูปแบบซิปปาประกอบแบบฝึกทักษะภาษาไทย หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (4) นักเรียนที่เรียนด้วยการใช้วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยการใช้ กิจกรรมการสอนรูปแบบซิปปาประกอบแบบฝึกทักษะภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก
ชื่นจิต สุระนาถ (2560, น. 96-97) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์และความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบซิปปา ประกอบแผนผัง Four Squares ผลการวิจัยพบว่า (1) การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้แบบซิปปาประกอบ แผนผัง Four Squaresเรื่อง การบวก การลบ การคูณ และการหารทศนิยม มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 85.61/82.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ (75/75) (2) ดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซิปปาประกอบแผนผัง Four Squares เรื่อง การบวก การลบ การคูณ และการหารทศนิยม มีค่าเท่ากับ 0.6767 หรือมี ความก้าวหน้าทางการเรียนคิดเป็นร้อยละ 67.67 (3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซิปปาประกอบแผนผัง Four Squares เรื่อง การบวก การลบการคูณ แล ะการหารทศนิยม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (4) นักเรียนที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบซิปปาประกอบแผนผัง FourSquares มี ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนยสาคั ัญทางสถิติที่ระดับ .05 (5) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาประกอบแผนผัง Four Squaresเรื่อง การ บวก การลบ การคูณ และการหารทศนิยม โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X = 4.53, S.D.= 0.17) ตฤณวัฒน์พลเยี่ยม (2560, น. 68-69) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การคิดแก้ปัญหาและเจตคติต่อวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบซิปปาและการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ผลการวิจัยพบว่า (1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา และการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 89.70/81.35 และ 90.57/82.90 ตามลาดับ (2) ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา และการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เท่ากับ 0.6891 และ 0.6935 ตามลำดับ (3) นักเรียนที่เรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานและนักเรียนที่เรียนโดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคญทางสถั ิติที่ระดับ .01 (4) นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาสูง กว่านักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบซิปปา (p < .05) แต่นักเรียนทั้ง 2 กลุ่มมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนและเจตคติต่อการเรียนวิชาสังคมศึกษาไม่แตกต่างกัน ภัสราภรณ์มะนิหมุด (2560, น. 75) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA) เรื่อง ทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า (1) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA) เรื่อง ทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล ของนักเรยนี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.67/81.11 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75ที่ตั้งไว้ (2) ค่าดัชนีประสิทธิผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA) เรื่อง ทักษะพื้นฐานกีฬา วอลเลย์บอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.6798 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้า ทางการเรียนรู้คิดเป็นร้อยละ 67.98 (3) การเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบซิปปา (CIPPA) เรื่อง ทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คะแนนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (4) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/9 มีความพึงพอใจ
ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA) เรื่อง ทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล รายข้อโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก ( X = 4.43, S.D.= 0.15) และมีความพึงพอใจเป็นรายด้านจานวน 4 ข้อ อยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก จำนวน 11 ข้อ 2.6.2 งานวิจัยต่างประเทศ เนื่องจากวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่นักการศึกษาของ ไทยเป็นผู้คิดค้นขึ้นจึงยังไม่มีงานวิจัยต่างประเทศจากการทบทวนงานวิจัยข้างต้น พบว่าวิธีการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบซิปปา ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ความคิดเห็นและ ประสบการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองจากการจัดกระบวนการ ความคิดสร้างสรรค์ลงมือปฏิบัติกิจกรรมมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันมีส่วนร่วมและสามารถนาความรู้ที่ได้รับ ไปใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทาให้ผู้วิจัยสนใจศึกษาการพัฒนาการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง สิทธิหน้าที่ความเป็นพลเมืองดีของนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 เพื่อนาไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และสามารถพัฒนานักเรียนให้มีความรู้และ ประสบการณ์ผ่านเกณฑ์ที่หลักสูตรกาหนดไว้ตลอดจนสามารถนาความรู้จากการเรียนไปใช้ประโยชน์ในชีวิต ประจาวันได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป 2.7 กรอบแนวคิดการวิจัย การวิจัย เรื่อง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง สิทธิหน้าที่ความเป็นพลเมืองดีของ นักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ผู้วิจัยได้สรุปกรอบแนวคิดในการวัยครั้งนี้ โดยมีรายละเอียดดังภาพที่ 2.2 ภาพที่ 2.2 กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น การจัดกิจกรรมการสอนด้วย ซิปปา ตวแปรตาม ั 1. ผลสมฤทธั ิ์ทางการ 2. แบบประเมินความพึงพอใจ
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่องการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง อารยธรรมโลกตะวันตก ของ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ดาเนินการตามลำดับ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือการวิจัย 3. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัย 4. แบบแผนที่ใช้ในการวิจัย 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิจัย 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนธัญบุรีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 440 คน 3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนธัญบุรีภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) 3.2 เครื่องมือการวิจัย การดำเนินการวิจัยในครั้งนี้มีเครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 3.2.1 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง สอารยธรรมโลกตะว ิ ันตก จานวน 6 แผน 3.2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สิทธิหน้าที่ความเป็นพลเมืองดีของนักเรียน ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ 3.2.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาเรื่อง สิทธิ หน้าที่ความเป็นพลเมืองดีของนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 จานวน 15 ข้อ 3.3 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัย 3.3.1 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง อารยธรรมโลกตะวันตกของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยดาเนินการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัยตามลำดับดังต่อไปนี้ 1. ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2556 หมวดวิชา ทักษะชีวิต กลุ่มวิชาสังคมศึกษา และหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อทาความเข้าใจเกี่ยวกับจุดประสงค์สาระสำคัญ หลักการและเนื้อหา นาไปใช้เป็นแนวทางในการเขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินผล 2. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและหลักการที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบ ซิปปา จากเอกสารทางวิชาการ และศึกษาตัวอย่างการออกแบบกิจกรรมการเรียนรูปแบบซิปปาจากงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง เพื่อนามาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาที่มีคุณภาพ โดยในการวิจัย
ครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรูปแบบซิปปา ตามแนวทางของ ทิศนา แขมมณี (2560, น. 283-284) ซึ่งมีขั้นตอนการดาเนินการ 7 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การทบทวนความรู้เดิม ขั้นนี้เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนได้ทบทวนและดึงความรู้เดิมของตน ในเรื่องที่จะเรียน ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้เดิมของตนกับความรู้ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว โดย ผู้สอนต้องคอยกระตุ้นและใช้วิธีการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ขั้นที่ 2 การแสวงหาความรู้ใหม่ขั้นนี้เป็นขั้นที่ให้นักเรียนได้สืบค้นข้อมูลความรู้ใหม่ที่นกเรั ียนยังไม่มี จากแหล่งความรู้หรือแหล่งข้อมูลที่สามารถหาได้โดยผู้สอนอาจจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าหรือแนะนาแหล่งข้อมูลที่ ใช้ในการสืบค้นความรู้ได้ ขั้นที่ 3 การศึกษาทาความเข้าใจความรู้ใหม่และเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่กับความรู้เดิม ขั้นนี้เป็นขั้นที่ ผู้เรียนจะต้องศึกษา และทาความเข้าใจกับความรู้ใหม่ที่หามาได้นักเรียนจะต้องสร้างความหมายของ ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ด้วยตนเอง เช่น ใช้กระบวนการคิดและกระบวนการกลุ่มใน การอภิปราย และสรุปความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้นั้น ๆ จึงจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิม ขั้นที่ 4 การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ขั้นนี้เป็นขั้นที่นักเรียนได้แบ่งปันความรู้ความ เข้าใจของตนเองกับสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตน และขยาย ความรู้ความเข้าใจให้กว้างขึ้น นอกจากนั้นยังได้รับประโยชน์จากความรู้ความเข้าใจของผู้อื่นด้วย ขั้นที่ 5 การสรุปและจัดระเบียบความรู้ขั้นนี้เป็นการสรุปความรู้ที่ได้เรียนมาทั้งหมด ทั้งความรู้เดิม และความรู้ใหม่เพื่อนาไปจัดระเบียบความรู้ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนจดจาความรู้ได้ง่ายและเกิดความเข้าใจที่ คงทน ขั้นที่ 6 การปฏิบัติและ/หรือการแสดงผลงาน ขั้นนี้เป็นการให้นักเรียนได้นำเสนอผลงานการสร้าง ความรู้ของตนเองต่อผู้อื่น ซึ่งจะช่วยตรวจสอบความเข้าใจและทบทวนความรู้ของตน นอกจากนั้นยังเป็นการ กระตุ้นให้นักเรียนได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการนาเสนอผลงานแต่หากต้องปฏิบัติตามความรู้ที่ได้ขั้นนี้จะเป็น ขั้นปฏิบัติและมีการแสดงผลงานที่ปฏิบัติด้วย ขั้นที่ 7 การประยุกต์ใช้ความรู้ขั้นนี้เป็นขั้นของการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการนำความรู้ความ เข้าใจของตนไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มความชานาญการความเข้าใจ ความสามารถใน การแก้ปัญหาและความจาเป็นในเรื่องนั้นๆ 3. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและหลักการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีเพื่อกาหนดโครงสร้าง องค์ประกอบ และแนวทางในการประเมินแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4. ศึกษาและวิเคราะห์หน่วยการเรียนรู้เรื่อง เรื่องอารยธรรมโลก ตะวันตก ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยย่อย โดยเน้นเนื้อหาสาระที่ สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่นและสภาพความเป็นจริงในชีวิตประจาวันของนักเรียน จากนั้นจึงนามาสร้างเป็น แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา จานวน 7 แผน รายละเอียดดังตารางที่ 3.1
ตารางที่ 3.1 โครงสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง อารยธรรมโลกตะวันตก แผนการจัดกิจกรรม จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา การเรียนรู้ที่ (ชั่วโมง) 1. อารยธรรมอียิปต์ 1. อธิบายควาเจริญอารยะธรรมอียิปต์ 1. ความเจริญอารยธรรม 2 2. เขียนผังความคิดอารบธรรมอียิปต์ได้ อียิปต์ 3. นักเรียนเข้าใจอายธรรมอียิปต์ 1. อารยธรรมกรีก 1. อธิบายควาเจริญอารยะธรรมกรีก 1. ความเจริญอารยธรรมกรีก 2 2. เขียนผังความคิดอารบธรรมกรีกได้ 3. นักเรียนเข้าใจอายธรรมกรีก 1. อารยธรรมโรมัน 1. อธิบายควาเจริญอารยะธรรมโรมัน 1. ความเจริญอารยธรรม 2 2. เขียนผังความคิดอารบธรรมโรมันได้ โรมัน 3. นักเรียนเข้าใจอายธรรมโรมัน 3.3.1.4 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาที่สร้างขึ้น เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง โดยผู้เชี่ยวชาญของรูปแบบ จุดประสงค์การเรียนรู้สาระการเรียนรู้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการวัดและ ประเมินผลในแต่ละกิจกรรม จากนั้นนาไปปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 3.3.1.5 นำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว เสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ตลอดจนความสอดคล้อง ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้สาระการเรียนรู้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และการวัดและประเมินผล โดยใช้ แบบประเมินที่มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของ Likert (บุญชมศรีสะอาด, 2554, น. 121) โดยมีเกณฑ์ในการประเมินดังนี้คะแนนประเมิน ได้กาหนดเกณฑ์ดังนี้ คะแนนประเมิน 5 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สดุ คะแนนประเมิน 4 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมาก คะแนนประเมิน 3 คะแนน หมายถึง เหมาะสมปานกลาง คะแนนประเมิน 2 คะแนน หมายถึง เหมาะสมน้อย คะแนนประเมิน 1 คะแนน หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด การแปลความหมายของค่าเฉลี่ยคะแนนประเมิน ได้กำหนดเกณฑ์ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51–5.00 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51–4.50 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมาก ค่าเฉลี่ย 2.51–3.50 คะแนน หมายถึง เหมาะสมปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51–2.50 คะแนน หมายถึง เหมาะสมน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00–1.50 คะแนน หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด 3.3.1.6 นำผลการประเมินแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา ของผู้เชี่ยวชาญมาหา ค่าเฉลี่ย และนาไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์การแปลความหมายของค่าเฉลี่ยที่กาหนดไว้โดยกำหนดเกณฑ์ ค่าเฉลี่ยคะแนนประเมิน ตั้งแต่ 3.51 ขึ้นไป จึงจะถือว่ามีความเหมาะสมที่ใช้ได้ 3.3.1.7 ปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาตามข้อเสนอแนะอื่น ๆ ของ
ผู้เชี่ยวชาญ แล้วจัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์เพื่อนาไปทดลองสอนจริงกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างต่อไป 3.3.2 แบบทดสอบวัดผลสมฤทธั ิ์ทางการเรียน เรื่อง อารยธรรมโลกตะวันตกของนกเรั ียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยดำเนินการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัยตามลาดับดังต่อไปนี้ 3.3.2.1 ศึกษาและวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2556 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อทาความเข้าใจเกี่ยวกับ จุดประสงค์สาระสาคัญ หลักการและเนื้อหา รวมถึงแนวทางการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ 3.3.2.2 ศึกษาทฤษฎีหลักการและวิธีการสรางแบบทดสอบท้ ี่ดีและวิธีวิเคราะห์หาคุณภาพ ของแบบทดสอบจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3.3.2.3 วิเคราะห์สาระการเรียนรู้และจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้เรื่อง อารยธรรมโลกตะวันตก เพื่อกาหนดขอบเขตเนื้อหาและจานวนข้อสอบที่เหมาะสม รายละเอียด ดังตารางที่ 3.2 แผนการจัดกิจกรรม จุดประสงค์การเรียนรู้ จำนวนข้อสอบ การเรียนรู้ที่ 1. อารยธรรมอียิปต์ 1. อธิบายควาเจริญอารยะธรรมอียิปต์ 5 2. เขียนผังความคิดอารบธรรมอียิปต์ได้ 3. นักเรียนเข้าใจอายธรรมอียิปต์ 1. อารยธรรมกรีก 1. อธิบายควาเจริญอารยะธรรมกรีก 5 2. เขียนผังความคิดอารบธรรมกรีกได้ 3. นักเรียนเข้าใจอายธรรมกรีก 1. อารยธรรมโรมัน 1. อธิบายควาเจริญอารยะธรรมโรมัน 5 2. เขียนผังความคิดอารบธรรมโรมันได้ 3. นักเรียนเข้าใจอายธรรมโรมัน 3.3.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง อารยธรรมโลกตะวันตกของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยดาเนินการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัยตามลำดับดังต่อไปนี้ 3.3.3.1 ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อกาหนดนิยามและโครงสร้างของตัวแปรความพึงพอใจ จากนิยามนามาสร้างเป็นข้อคาถามเพื่อใช้ในการ สอบถามความพึงพอใจ โดยศึกษาลักษณะการสร้างข้อคาถามจากเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและปรับปรุงภาษา ให้เหมาะสมกับวัยของกลุ่มตัวอย่างและสอดคล้องกับนิยามศัพท์เฉพาะ 3.3.3.2 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน โดยสร้างเป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด มากปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด ตามวิธีของ Likert (บุญชม ศรีสะอาด, 2554, น. 121) โ ดยกำหนดเกณฑ์การตรวจให้คะแนนของแบบสอบถาม ดังนี้
1) กำหนดเกณฑ์การตรวจให้คะแนน ดังนี้ มากที่สุด เท่ากับ 5 คะแนน มาก เท่ากับ 4 คะแนน ปานกลาง เท่ากับ 3 คะแนน น้อย เท่ากับ 2 คะแนน น้อยที่สุด เท่ากับ 1 คะแนน 2) การแปลความหมายของค่าเฉลี่ยได้กาหนดเกณฑ์ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มาก ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง ปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง นอย้ ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง น้อยที่สุด 3.3.3.3 นำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่สร้างขึ้น เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณา ตรวจสอบแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จากนั้นนาไปปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 3.3.3.4 นาแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน (ชุดเดิม) เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยใช้วิธีหาค่าดัชนีความ สอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับนิยามศัพท์ (Item-objective Congruence Index :IOC) และแปลงระดับ ความสอดคล้องเป็นคะแนนดังนี้ (ไพศาล วรคา, 2558, น. 269) สอดคล้อง มีคะแนนเป็น +1 ไม่แน่ใจ มีคะแนนเป็น 0 ไม่สอดคล้อง มีคะแนนเป็น -1 3.3.3.5 นาผลการประเมินแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนของผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์หาค่า ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับนิยามศัพท์ (IOC) และพิจารณาคัดเลือกข้อคำถามที่มีค่าดัชนีความ สอดคล้องตั้งแต่ 0.50-1.00 เป็นข้อคาถามที่ถือว่าใช้ได้ (ไพศาล วรคา, 2558,น. 269) ผลการวิเคราะห์ พบว่า ข้อคาถามทั้งหมดมีคุณภาพตามเกณฑ์ผู้วิจัยจึงได้คัดเลือกข้อคาถามที่เหมาะสมไปใช้จริง จานวน 15 ข้อ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.60-1.00 (รายละเอียดดังภาคผนวก ข) 3.3.3.6 ปรับปรุงแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนตามข้อเสนอแนะอื่น ๆ ของผู้เชี่ยวชาญ แล้วจัดพิมพ์เป็นแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนฉบับสมบูรณ์เพื่อนาไปใช้เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวม ข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตวอยั ่างต่อไป 3.4 แบบแผนที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ใช้กระบวนการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยผู้วิจัยได้ใช้แบบแผนการทดลอง แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลัง (One Group Pretest-posttest Design) รายละเอียดดังตารางที่ 3.3 (ไพศาล วรคา, 2558, น. 142)
ตารางที่ 3.3 แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลัง (One Group Pretest-Posttest Design) กลุ่ม ทดสอบก่อน สิ่งทดลอง ทดสอบหลัง E O1 X O2 เมื่อ E หมายถึง กลุ่มทดลอง O1 หมายถึง การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา O2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียน (Posttest) 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองทุกขั้นตอนโดยมีการดาเนินการ ดังต่อไปนี้ 3.5.1 ชี้แจงจุดประสงค์การเรียนรู้วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้และรายละเอียด ขั้นตอนปฏิบัติให้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 3.5.2 ทดสอบก่อนเรียน (Pretest) โดยใชแบบทดสอบว้ ัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องอารยธรรม โลกตะวันตก ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อตรวจสอบความความรู้พื้นฐานของนักเรียน จากนั้น ทาการตรวจให้คะแนนแล้วบันทึกคะแนนเก็บไว้ใช้วิเคราะห์ข้อมูลต่อไป 3.5.3 ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กบกลัุ่มตัวอย่าง โดยการสอนตามแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบซิปปา เรื่องอารยธรรมโลกตะวันตก ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 6 แผน ๆ ละ 1 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่รวมเวลาทดสอบก่อนและหลังเรียน จากนั้นบันทกคะแนนเกึ ็บระหว่าง การเรียนเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป 3.5.4 เมื่อสิ้นสุดการสอนตามกาหนดแล้ว ทาการทดสอบหลังเรียน (Posttest) โดยใชแบบทดสอบ้ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยนีเรื่องอารยธรรมโลกตะวันตก ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6ฉบับเดียวกัน กับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน) จากนั้นทาการตรวจให้คะแนน แล้วบันทึกคะแนนเก็บไว้ใช้วิเคราะห์ข้อมูลต่อไป 3.5.5 วัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง เรื่องอารย ธรรมโลกตะวันตก ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสรางข้ ึ้น จากนั้นทาการ ตรวจให้คะแนน แล้วบันทึกคะแนนเก็บไว้ใช้วิเคราะห์ข้อมูลต่อไป 3.5.6 นาข้อมลทูี่ได้จากการทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ไปดาเนินการวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อ สรุปผลการทดลองตามวัตถุประสงค์การวิจัยต่อไป 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ทาการวิเคราะห์ข้อมูล ตามลาดับขั้นตอนดังนี้ 3.6.1 วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา เรื่อง สิทธิหน้าที่ความ เป็นพลเมืองดีสาหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 75/75โดยใช้สูตร E1/E2 (เผชิญ กิจระการ, 2544, น. 49) 3.6.2 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ซิปปา เรื่อง สิทธิหน้าที่ความเป็นพลเมืองดีสาหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1โดยใช้สถิติ พื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากนั้นนาค่าเฉลี่ยมาเทียบกับ เกณฑ์ที่กาหนดไว้ดังนี้
ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มาก ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง ปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง น้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง น้อยที่สุด 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 3.7.1 สถิติพื้นฐาน 3.7.1.1 ร้อยละ (Percentage) ใช้สูตรต่อไปนี้ (ไพศาล วรคา, 2558, น. 321) เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำวนความถี่ทั้งหมด 3.7.1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) ใช้สูตรต่อไปนี้ (ไพศาล วรคา, 2558, น. 323) 3.7.1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้สูตร (ไพศาล วรคา, 2558,น. 324) 3.7.2 สถิติที่ใช้วิเคราะห์หาคุณภาพของเคร่องมื ือวิจัย 3.7.2.1 การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน โดยใช้ สูตรดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ดังนี้ (ไพศาล วรคา,2558, น. 269)
3.7.2.2 การหาค่าอานาจจาแนก (Discrimination) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน โดยวิธีของ Brennan หรือ ดัชนี B (B-Index) จากสูตรดังนี้ (ไพศาล วรคา, 2558, น. 306) 3.7.2.3 การหาค่าความยาก (Difficulty) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากสูตรดังนี้ (ไพศาล วรคา, 2558, น. 298) เมื่อ p แทน ค่าความยาก แทน จำนวนคนที่ตอบถูก n แทน จำนวนคนเข้าสอบ 3.7.2.4 การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้วิธีการของ สูตร Kuder-Richardson สูตร Kuder-Richardson KR-21
การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปา ตามเกณฑ์ 75/75 โดยใช้สูตรดังนี้ (เผชิญกจระการิ , 2544 น. 44-52) เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ แทน คะแนนของแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบ ย่อยทุกชุดรวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดรวมกัน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด