The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2021-11-29 03:03:29

รายงานภาษาไทย

รายงานภาษาไทย

การละเล่นไทย

เสนอ

อาจารย์ชุตมิ า ลม่ิ ศิลา

จดั ทาโดย

เด็กหญงิ กรองขวญั คูประดษิ ฐานนท์ เลขท๑่ี ๙

เดก็ หญิงชนากานต์ ใจดี เลขท๒ี่ ๒

เดก็ หญิงทพิ านัน คนงึ ดี เลขท๒่ี ๖

เดก็ หญงิ ปลายข้าว ตันสิริวฒั นา เลขท๒่ี ๘

เด็กหญิงพธุ ิตา รัตนเสวี เลขท๓่ี ๔

เดก็ หญิงภคพร หนูจนั ทร์ เลขท๓ี่ ๕

เดก็ หญิงสิริกนั ย์ญา เขม็ เพชร เลขท๓ี่ ๘

ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี ๓/๓
รายงานฉบบั นีเ้ ป็ นส่วนหนึ่งของรายวชิ าภาษาไทย (ท ๒๓๑๐๒)

ภาคเรียนท่ี ๒ ปี การศึกษา ๒๕๖๔
โรงเรียนพชิ ัยรัตนาคาร



การละเล่นไทย

เสนอ
อาจารย์ชุติมา ลมิ่ ศิลา

จดั ทาโดย เลขท๑่ี ๙
เด็กหญงิ กรองขวญั คูประดิษฐานนท์ เลขท๒่ี ๒
เด็กหญงิ ชนากานต์ ใจดี เลขท๒ี่ ๖
เด็กหญิงทพิ านัน คนึงดี เลขท๒่ี ๘
เดก็ หญิงปลายข้าว ตนั สิริวฒั นา เลขท๓่ี ๔
เด็กหญงิ พธุ ติ า รัตนเสวี เลขท๓ี่ ๕
เดก็ หญิงภคพร หนูจันทร์ เลขท๓ี่ ๘
เดก็ หญิงสิริกนั ย์ญา เขม็ เพชร

ช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี ๓/๓
รายงานฉบับนีเ้ ป็ นส่วนหน่ึงของรายวชิ าภาษาไทย (ท ๒๓๑๐๒)

ภาคเรียนที่ ๒ ปี การศึกษา ๒๕๖๔
โรงเรียนพชิ ัยรัตนาคาร



คานา

รายงานฉบบั น้ีเป็ นรายงานส่วนหน่ึงของวชิ าภาษาไทยจดั ทาข้ึนเพื่อศึกษาการละเล่นไทย
เพอ่ื ใหไ้ ดศ้ ึกษาหาความรู้ในเร่ืองการละเล่นไทยและไดศ้ ึกษาอยา่ งเขา้ ใจเพ่อื เป็นประโยชนแ์ ก่การ
เรียน นกั ศึกษาและผทู้ ่ีสนใจเป็นแนวทางในการใหค้ วามรู้ รายงานฉบบั น้ีจะประกอบไปดว้ ย
ประวตั ิความเป็นมาความหมายของการละเล่นไทย การละเล่นไทย

ผจู้ ดั ทาหวงั วา่ รายงานฉบบั น้ีจะใหค้ วามรู้ และเป็นประโยชน์แก่ผอู้ ่านทุก ๆ ท่านที่กาลงั หา
ขอ้ มูลเรื่องน้ีอยู่ หากมีขอ้ แนะนาหรือขอ้ ผดิ พลาดประการใด ผจู้ ดั ทาขอนอ้ มรับไวแ้ ละขออภยั มา

ณ ท่ีน้ี

คณะผจู้ ดั ทา
๒๘ พฤศจิกายน

๒๕๖๔



สารบญั หนา้

เร่ือง ข
คานา
สารบญั ๑
สารบญั ภาพ

บทท่ี ๑ บทนา ๑

ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา ๒
วตั ถุประสงค์ ๒
สมมติฐาน ๒
ขอบเขตการศึกษา ๓
กรอบความคิดท่ีใชใ้ นการศึกษา
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ ๔
ประโยชน์ที่คาดวา่ จะไดร้ ับ

บทท่ี ๒ เอกสารทเี่ กย่ี วข้อง ๔

ความหมายของการละเล่นไทย ๑๒
ประวตั ิความเป็ นมาของการละเล่นไทย ๑๓
ความสาคญั คุณค่า และประโยชน์ของ การละเล่นพ้ืนบา้ นไทย
ช่ือการละเล่นไทย ๒๒
วธิ ีการเล่นการละเล่นไทย
๒๒
บทที่ ๓ วธิ กี ารศึกษาค้นคว้า ๒๒

ระเบียบวธิ ีที่ใชใ้ นการศึกษาคน้ ควา้ ๒๓
วธิ ีการดาเนินการศึกษาคน้ ควา้

บรรณนานุกรม



บทท่ี ๑

บทนา

๑. ความเป็ นมาและความสาคญั ของปัญหา

การละเล่นของเดก็ ไทยน้นั มีประวตั ิความเป็นมาต้งั แตส่ มยั ดึกดาบรรพก์ ่อนประวตั ิศาสตร์
แลว้ กล่าวคือ เม่ือมนุษยร์ ู้จกั เอาดินมาป้ันเป็ นภาชนะ สิ่งของเคร่ืองใชใ้ นคร้ังแรกแลว้ จึงพฒั นามา
เป็นลาดบั เดก็ ๆ เห็นผใู้ หญ่ทากเ็ ลียนแบบนาดินมาป้ันเล่นบา้ ง ประวตั ิศาสตร์ไดม้ ีการบนั ทึกวา่
คนไทยมีการละเล่นมาต้งั แต่สมยั สุโขทยั จากความในศิลาจารึกของพอ่ ขนุ รามคาแหง สมยั สุโขทยั
หลกั ท่ี 1 แตใ่ นปัจจุบนั การละเล่นไทยบางอยา่ งกเ็ ร่ิมหายไปและพบเห็นไดย้ ากแลว้ จึงตอ้ งการให้
การละเล่นไทยน้นั เป็นที่รู้จกั มากข้ึน

เหตุผลท่ีทาการละเล่นไทย คือ การละเล่นไทยน้นั มีความสนุกสนานออกไปหลายแบบ
แลว้ แต่พ้ืนที่แลว้ แต่ทอ้ งถิ่น มีวธิ ีการเล่นท่ีง่าย ใชก้ ารคิดวเิ คราะห์ และมีการใชค้ วามสามคั คีอีกดว้ ย
และบางการละเล่นก็มีการใชอ้ ุปกรณ์ในการเล่นซ่ึงไม่จาเป็นตอ้ งเสียเงินซ้ือเลย เพราะสามารถหาได้
จากธรรมชาติ อีกส่วนผทู้ ารายงานน้นั อยากจะไดเ้ ล่นการละเล่นไทยเหมือนกนั และอีกจุดประสงค์
หน่ึงในการจดั ทาคร้ังน้ี คือ ผทู้ ารายงานตอ้ งการท่ีจะสืบทอดการละเล่นไทยใหอ้ ยใู่ นรุ่นลูก รุ่น
หลานตอ่ ไป จึงจดั ทารายงานน้ีข้ึนมา

ดงั น้นั ผศู้ ึกษาจึงมุง่ เนน้ ศึกษาในเรื่อง การละเล่นไทยเพอื่ ศึกษาวธิ ีการทาและเป็นความรู้ใน
การศึกษาต่อไป

๒. วตั ถุประสงค์

๒.๑ เพอ่ื ศึกษาวธิ ีการละเล่นไทยแต่ละแบบ
๒.๒ เพือ่ ใหก้ ารละเล่นไทยเป็นที่รู้จกั มากข้ึน
๒.๓ เพือ่ สืบทอดการละเล่นไทยใหอ้ ยใู่ นรุ่นลูก รุ่นหลาน

๓. สมมตฐิ าน



การละเล่นไทยในปัจจุบนั กบั ในอดีตมีความสนุกสนานแตกต่างกนั อยา่ งไร

๔. ขอบเขตการศึกษา

๔.๑ ประชากรที่ใชใ้ นการศึกษา
ประชากรที่ใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ีเป็ นนกั เรียนโรงเรียนพิชยั รัตนาคาร ระดบั ช้นั
มธั ยมศึกษาปี ท่ี ๓ จานวน ๓๕๐ คน
๔.๒ กลุ่มตวั อยา่ งที่ใชใ้ นการศึกษา
กลุ่มตวั อยา่ งที่ใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ีเป็ นนกั เรียนโรงเรียนพชิ ยั รัตนาคาร ระดบั ช้นั
มธั ยมศึกษาปี ที่ ๓/๓ จานวน ๔๔ คน
๔.๓ เน้ือหาท่ีใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ี
เน้ือหาที่ใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ีเป็นเร่ือง การละเล่นไทย
๔.๔ ระยะเวลา
ระยะเวลาที่ใชใ้ นการศึกษาในคร้ังน้ี ดาเนินการในภาคเรียนท่ี ๒ ปี การศึกษา ๒๕๖๔

๕. กรอบความคดิ ทใี่ ช้ในการศึกษา

ตวั แปรตน้ คือ การละเล่นไทย
ตวั แปรตาม คือ ความสนุกสนาน

๖. นิยามศัพท์เฉพาะ

๖.๑ ทอ้ งถิ่น หมายถึง พ้นื ท่ีแห่งใดแห่งหน่ึงโดยเฉพาะ.พ้นื ที่ภายในเขตปกครองของ
ราชการบริหารส่วนทอ้ งถ่ิน เช่น เทศบาล องคก์ ารบริหารส่วนตาบล

๖.๒ กะลา หมายถึง ส่วนแขง็ สีน้าตาลท่ีหุม้ เน้ือมะพร้าว.
๖.๓ แอบ หมายถึง ทาโดยไม่ใหผ้ อู้ ่ืนรู้เห็น เช่น แอบมอง.เขา้ ไปชิด, จอดรถแอบเขา้ ขา้ ง
ทาง



๖.๔ วา่ ว หมายถึง ของเล่นทาดว้ ยกระดาษ ปล่อยใหล้ อยข้ึนไปเม่ือลมจดั ใชส้ ายป่ านชกั
เล่น มีช่ือต่างๆ เช่น วา่ วจุฬา วา่ วปักเป้า

๖.๕ หลกั หมายถึง เสาที่ปักไว,้ ท่ีผกู , ท่ียดึ , ที่มน่ั .เครื่องหมาย, เคร่ืองกาหนด.
๖.๖ การสืบทอด หมายถึง การรับช่วงตอ่ การรับจากอีกรุ่นหน่ึงสู่อีกรุ่นหน่ึง

๗. ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะได้รับ

๗.๑ สามารถสืบทอดการละเล่นไทยใหร้ ุ่นลูกรุ่นหลาน
๗.๒ สามารถเป็นแนวทางในการสร้างความสนุก
๗.๓ ไดท้ ราบวธิ ีการเล่นการละเล่นไทยแต่ละแบบ



บทท่ี ๒

เอกสารทเ่ี กย่ี วข้อง

๑. ความหมายของการละเล่นไทย

การละเล่นของไทย หมายถึง การเล่นด้งั เดิมของเดก็ และผใู้ หญ่ เพือ่ ความบนั เทิงใจ ท้งั ที่
เป็นการเล่นท่ีมีกติกา หรือไม่มีกติกา ไม่มีบทร้องประกอบ หรือมีบทร้องประกอบใหจ้ งั หวะ บางที
กม็ ีท่าเตน้ ท่าราประกอบ เพื่อใหง้ ดงาม และสนุกสนานยง่ิ ข้ึน ท้งั ผเู้ ล่น และผชู้ มมีส่วนร่วมสนุก
(ไม่ครอบคลุมไปถึงการละเล่นท่ีเป็นการแสดงใหช้ ม โดยแยกผเู้ ล่น และผดู้ ูออกจากกนั ดว้ ยการ
จากดั เขตผดู้ ู หรือการสร้างเวทีสาหรับผเู้ ล่น เป็ นตน้ )

๒. ประวตั คิ วามเป็ นมาของการละเล่นไทย

๒.๑ สมัยสุโขทยั
การละเล่นของเด็กไทยน้นั มีประวตั ิความเป็ นมาต้งั แตส่ มยั ดึกดาบรรพก์ ่อน

ประวตั ิศาสตร์แลว้ กล่าวคือ เมื่อมนุษยร์ ู้จกั เอาดินมาป้ันเป็นภาชนะ สิ่งของเครื่องใชใ้ นคร้ังแรก
แลว้ จึงพฒั นามาเป็นลาดบั เด็ก ๆ เห็นผใู้ หญ่ทากเ็ ลียนแบบนาดินมาป้ันเล่นบา้ ง ประวตั ิศาสตร์ไดม้ ี
การบนั ทึกวา่ คนไทยมีการละเล่นมาต้งั แต่สมยั สุโขทยั จากความในศิลาจารึกของพอ่ ขุนรามคาแหง
สมยั สุโขทยั หลกั ท่ี 1 กล่าววา่ “…ใครใคร่จกั มกั เล่น เล่น ใครจกั มกั หวั หวั ใครจกั มกั เลื่อน
เล่ือน…” แต่ไม่มีรายละเอียดกล่าวไวว้ า่ คนสมยั น้นั มีการละเล่นอะไรบา้ ง ในตารับทา้ วศรีจุฬา
ลกั ษณ์ มีการกล่าวถึงการละเล่นของคนสมยั น้นั วา่ “...เดือนยถี่ ึงการพระราชพิธีบุษยาภิเษก เถลิง
พระโค กินเล้ียงเป็นนกั ขตั ฤกษ์ หมูน่ างในก็ไดด้ ูชุดชกั วา่ วหง่าวฟังสาเนียง เสียงวา่ ว ร้องเสนาะลนั่
ฟ้าไปท้งั ทิวาราตรี...”

๒.๒ สมัยกรุงศรีอยุธยา
ในสมยั อยธุ ยา ก็ไดก้ ล่าวถึงการแสดงเร่ือง มโนห์รา ไวใ้ นบทละครคร้ังกรุงเก่า ซ่ึง

เร่ืองน้ีสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพ ทรงสนั นิษฐานวา่ แต่งก่อนสมยั สมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั บรม
โกศ การละเล่นที่ปรากฏในบทละครเรื่องน้ี คือ ลิงชิงหลกั และการเล่นปลาลงอวน ซ่ึงประเพณีและ



วฒั นธรรมสมยั ก่อน มกั สอดแทรกความสนุกสนานบนั เทิงควบคูก่ นั ไปกบั การทางาน ท้งั ใน
ชีวติ ประจาวนั และเทศกาลงานบุญ ตามระยะเวลาแห่งฤดูกาล

ในสมยั อยธุ ยา บทละครกรุงเก่าไดก้ ล่าวถึงการละเล่นบางอยา่ งที่คุณคงจะคุน้ เคยดีเมื่อสมยั ยงั เดก็
คือลิงชิงหลกั และปลาลงอวน ในบทที่วา่

“เมื่อน้นั โฉมนวลพระพศ่ี รีจุลา วา่ เจา้ โฉมตรูมโนห์รา มาเราจะเล่นกระไรดี เล่นใหส้ บายคลาย
ทุกข์ เล่นใหส้ นุกในวนั น้ี จะเล่นใหข้ นั กนั สกั ทีเล่นใหส้ นุกกนั จริงจริง มาเราจะวง่ิ ลิงชิงเสา ชา้ ง
โนน้ นะเจา้ เป็ นแดนพ่ี ชา้ งน้ีเป็นแดนเจา้ น้ี เล่นลิงชิงเสาเหมือนกนั ถา้ ใครวงิ่ เร็วไปขา้ งหนา้ ถา้ ใคร
วง่ิ ชา้ อยขู่ า้ งหลงั เอาบวั เป็นเสาเขา้ ชิงกนั ขยกิ ไล่ผายผนั กนั ไปมา

เมื่อน้นั โฉมนวลพระพ่ศี รีจุลา บอกเจา้ โฉมตรูมโนห์รา มาเราจะเล่นปลาลงอวน บวั ผดุ สุดทอ้ งนอ้ ง
เป็นปลา ลอยล่องท่องมาเจา้ หนา้ นวลจะขึงมือกนั ไวเ้ ป็นสายอวน ดกั ทา่ หนา้ นวลเจา้ ล่องมา ออก
หนา้ ที่ใครจบั ตวั ได้ คุมตวั เอาไวว้ า่ ไดป้ ลา”

๒.๓ สมัยรัตนโกสินทร์

ในเรื่อง “อิเหนา” วรรณคดีสมยั รัตนโกสินทร์กป็ รากฏการละเล่นหลายอยา่ ง เช่น ตะกร้อ
จอ้ งเต ขี่มา้ ส่งเมือง ดงั วา่

“...บา้ งต้งั วงเตะตะกร้อเล่น เพลาเยน็ แดดร่มลมสงดั

ปะเตะโตค้ ูก่ นั เป็นสันทดั บา้ งถนดั เขา้ เตะเป็นน่าดู

ท่ีหนุ่มหนุ่มคะนองเล่นจอ้ งเต สรวลเสเฮฮาข้ึนขี่คู่

บา้ งราอยา่ งชวามลายู เป็นเหล่าเหล่าเล่นอยบู่ นคิรี”

หรือในขนุ ชา้ งขนุ แผนกกก็ ล่าวถึงการละเล่นไมห้ ่ึงไวว้ า่
“...เม่ือกลางวนั ยงั เห็นเล่นไมห้ ่ึง กบั อา้ ยอ่ึงอีดูกลูกอีมี
แลว้ วา่ เจา้ เล่าก็ช่างนงั่ มึนมี วา่ แลว้ ซิอยา่ ใหล้ งในดิน”



พระยาอนุมานราชธน ไดก้ ล่าวถึง การละเล่นของเดก็ ไทยสมยั ทา่ นไวใ้ น “ ฟ้ื นความหลงั “ วา่
การละเล่นของเด็กปูนน้ีไม่ใช่มีปื น มีรถยนตเ์ ลก็ ๆ อยา่ งท่ีเด็กเล่นกนั เกร่ออยใู่ นเวลาน้ี ลูกหนงั
สาหรับเล่น แมว้ า่ มีแลว้ ราคาแพง และยงั ไม่แพร่หลาย ตุก๊ ตาท่ีมีดื่น คือ ตุต๊ าลม้ ลุก และตุก๊ ตา
พราหมณ์ นง่ั ทา้ วแขน สาหรับเด็กผหู้ ญิงเล่น ตุก๊ ตาเหล่าน้ีเดก็ ๆ ชาวบา้ นไม่มีเล่น เพราะตอ้ งซ้ือ จะ
มีแต่ผใู้ หญท่ า ใหห้ รือไมก่ ็เด็กทากนั เองตามแบบอยา่ งที่สืบตอ่ จามาต้งั แตไ่ หนกไ็ ม่ทราบ เช่น มา้
กา้ นกลว้ ย ตะกร้อสาน ดว้ ยทางมะพร้าวสาหรับโยนเตะเล่น หรือตุก๊ ตาววั ควาย ป้ันดว้ ยดินเหนียว

ของเดก็ เล่นที่สมยั น้นั นิยมเล่นกนั คือ “ กลองหมอ้ ตาล “ ในสมยั น้นั ขายน้าตาล เมื่อใชห้ มดแลว้
เด็กๆ ก็นามาทาเป็นกลอง มีวธิ ีทาคือ ใชผ้ า้ ข้ีริ้วหุม้ ปากหมอ้ เอาเชือกผกู รัดคอหมอ้ ใหแ้ น่นแลว้ เอา
ดิน เหนียวเหลวๆ ละเลงทาใหท้ วั่ หาไมเ้ ลก็ ๆ มาตีผา้ ท่ีขึงขา้ งๆ หมอ้ โดยรอบ เพื่อขนั เร่งใหผ้ า้ ตึงก็
เป็นอนั เสร็จ ตีได้ มีเสียงดงั กลองหมอ้ ตาลของใครตีดงั กวา่ กนั เป็นเก่ง ถา้ ตีกระหน่าจนผา้ ขาดก็ทา
ใหม่

เดก็ ผหู้ ญิงส่วนใหญช่ อบเล่น “ หมอ้ ขา้ วหมอ้ แกง “ หรือเล่นขายของหุงตม้ แกงไปตามเรื่อง เอา
เปลือกส้มโอ เปลือกมงั คุด หรือใบกน้ บิด ผสมดว้ ยปูนแดงเล็กนอ้ ยค้นั เอาน้าขน้ ๆ รองภาชนะอะไร
ไวไ้ ม่ชา้ จะแขง็ ตวั เอามาทาเป็นวนุ้ “

คนไทยในอดีตมองการละเล่นของเดก็ ไปในแง่ของจิตวทิ ยา โดยตีความหมายของการแสดงออก
ของเด็กไปในเชิงทานายอนาคตหรือบุพนิมิตต่างๆ ความเช่ือเช่นน้ีปรากฏในวรรณคดีไทยหลาย
เร่ือง เช่น ขนุ ชา้ งขุนแผน

“ สวดมนตฉ์ นั เสร็จสาเร็จแลว้ ฝ่ ายขา้ งพลายแกว้ อุตริวา่

เราเล่นเป็นผวั เมียกนั เถิดเรา ขนุ ชา้ งร้องวา่ ขา้ ชอบใจ

นางพมิ วา่ ไปอา้ ยนอกคอก รูปชว่ั หวั ถลอกกหู าเล่นไม่

พลายแกว้ วา่ เล่นเถิดเป็นไร ใหข้ นุ ชา้ งน้นั ไซร้เป็นผวั นาง

ตวั ขา้ จะยอ่ งเขา้ ไปหา จะไปลกั เจา้ มาเสียจากขา้ ง

ท้งั สองคนรบเร้าเฝ้าชวนนาง จึงหกั ใบไมว้ างต่างเตียงหมอน

นางฉลาดกวาดทรายกลายเป็ นเรือน พนู ข้ึนกล่นเกล่ือนดงั ฟูกหมอน



นางพิมนอนพลางกลางดินดอน เจา้ ขนุ ชา้ งหวั กลอ้ นเขา้ นอนเคียง

พลายแกว้ โดดแหวกเขา้ แทรกกลาง ซุกหวั ขนุ ชา้ งท่ีกลางเกล้ียง

ขนุ ชา้ งทาหลบั อยขู่ า้ งเตียง ฝ่ ายนางพมิ นอนเคียงเขา้ เมียงมอง

ขนุ ชา้ งวางร้องกอ้ งกู่โวย้ ขโมยลกั เมียกจู ูจ่ ากหอ้ ง

ลุกข้ึนงุนง่านเที่ยวซานร้อง เรียกหาพวกพอ้ งใหต้ ิดตาม

ท่านผฟู้ ังท้งั สิ้นอยา่ กินแหนง จะประดิษฐค์ ิดแตง่ ก็หาไม่

เดก็ อุตริเล่นหากเป็นไป เทวทูตดลใจใหป้ ระจกั ษต์ า

เดก็ เล่นส่ิงไรก็ไมผ่ ดิ ทุจริตกเ็ ป็นเหมือนปากวา่

อนั คดีมีแต่โบราณมา ตาราน้ีมีอยใู่ นสุพรรณฯ “

๒.๔ สมยั ปัจจุบนั

การละเล่นของเดก็ ไทยในปัจจุบนั เดก็ ผหู้ ญิงเล่นตุก๊ ตากระดาษชุดขายของพลาสติก
เลียนแบบของจริง วดิ ีโอเกม เดก็ ผชู้ ายก็เล่นปื น จรวด เกมกด และเครื่องเล่นตา่ งๆ ซ่ึงมีขาย
มากมาย และมีการละเล่นหลาย ชนิดท่ีนิยมเล่นท้งั ในเด็กชายและเดก็ หญิง นอกจากน้นั ยงั เล่นตาม
ฐานะและเศรษฐกิจของครอบครัว ดงั น้นั การละเล่นของเด็กไทยสมยั ก่อนจึงค่อยๆ เล่ือนหายไปที
ละนอ้ ยๆ จนเกือบจะสูญหายไปหมดแลว้ เช่น กาฟักไข่ เขยง่ เกง็ กอย ต้งั เต ตี่ ข่ีมา้ ส่งเมืองข้ีตูก่ ลาง
นา เตย งูกินหาง ช่วงชยั ชกั เยอ่ ซ่อนหา มอญซ่อนผา้ ไอโ้ ม่ง รีรีขา้ วสาร ฯลฯ

๓. ลกั ษณะของกจิ กรรมบันเทงิ ทจ่ี ัดอยู่ในการละเล่น

๓.๑ การแสดง

หมายถึง การละเล่นที่รวมท้งั ที่เป็นแบบแผนและการแสดงทวั่ ไปของชาวบา้ น ใน
รูปแบบการร้อง การบรรเลง การฟ้อนรา ซ่ึงประกอบดว้ ยดนตรี เพลงและนาฏศิลป์

๓.๒ มหรสพ

หมายถึง การแสดงที่ฝ่ ายบา้ นเมืองจะเรียกเกบ็ ค่าแสดงเป็นเงินภาษีแผน่ ดินตาม
พระราชบญั ญตั ิที่กาหนดไวต้ ้งั แต่พทุ ธศกั ราช 2404 เป็นตน้ มา ประกาศมหรสพวา่ ดว้ ยการละเล่น



หลายประเภท ดงั น้ี ละคร งิ้ว หุ่น หนงั ต่างๆ เพลง สกั วา เสภา ลิเก กลองยาว ลาวแพน มอญรา
และทวายรา พณิ พาทย์ มโหรี กลองแขก คฤหสั ถส์ วดศพ และจาอวด

๓.๓ กฬี าและนันทนาการ

คือ การละเล่นเพือ่ ความสนุกสนานตามเทศกาลและเล่นตามฤดูกาล และการละเล่น
เพ่อื การแข่งขนั หรือกิจกรรมท่ีทาตามความสมคั รใจในยามวา่ ง เพอื่ ใหเ้ กิดความสนุกสนาน
เพลิดเพลิน และผอ่ นคลายความตึงเครียด

๓.๔ การละเล่นของเด็กจะเร่ิมต้งั แต่เป็ นทารกแบเบาะจนกระทง่ั เจริญวยั

มีการละเล่นง่ายๆอยภู่ ายในบา้ น การละเล่นสนุกนอกบา้ น การละเล่นท่ีนาอุปกรณ์
การเล่นมาจากวสั ดุธรรมชาติ เป็นการเล่นที่มุ่งเพ่ือการพฒั นาร่างกาย สมอง และจิตใจตามวยั
การละเล่นไทยของเด็ก ดงั ตวั อยา่ งการละเล่นเด็กไทย เช่น การเล่นรีรีขา้ วสาร การเล่นโพงพาง การ
เล่นจ้าจ้ี ฯลฯ

๓.๕ การละเล่นของผู้ใหญ่

มีความซบั ซอ้ นในวธิ ีการเล่นตามประเภทการแสดง มีท้งั มุง่ แสดงเพ่อื บวงสรวง
ส่ิงศกั สิทธ์ิอนั เป็นพธิ ีกรรมการเฉลิมฉลองพระเกียรติพระมหากษตั ริย์ การสมโภชน์งานทางศาสนา
และการสงั สรรคส์ นุกสนานของชาวบา้ น เช่น การแสดงละคร การฟ้อนรา การแสดงโขน ลาตดั
ลิเก ฯลฯ ลกั ษณะของการละเล่นพ้ืนเมือง

๔. ความสาคญั คุณค่า และประโยชน์ของ การละเล่นไทย

การละเล่นพ้นื บา้ น เป็นการเล่นที่สืบทอดกนั มาแต่โบราณโดยเฉพาะเดก็ ๆ จะนิยมเล่นกนั
มาก เด็กสมยั ก่อนจะเรียนรู้การละเล่นโดยไมม่ ีการเรียนการสอน การละเล่นพ้นื บา้ นไม่วา่ ของภาค
ใดลว้ นเป็นประโยชน์ เพราะการละเล่นทาใหเ้ ด็กไดเ้ คลื่อนไหว ไดอ้ อกกาลงั กาย เกิดความ
คล่องแคล่ววอ่ งไว ฝึกความอดทน ฝึกการเป็ นผนู้ าและผูต้ ามท่ีดี ฝึกการสงั เกต มีปฏิภาณไหวพริบ
สร้างความสามคั คีในหมู่คณะ พร้อมท้งั เกิดความสนุกสนาน การละเล่นจึงถือวา่ เป็ นหวั ใจสาคญั
ของเด็ก ในปัจจุบนั โรงเรียนควรที่จะนาเอาการละเล่นพ้ืนบา้ นมาใชใ้ นการจดั การเรียนการสอน
เพื่อเป็ นการสืบสานภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นมาเชื่อมโยงสู่การเรียนรู้ โดยเฉพาะการละเล่นพ้ืนบา้ น
การละเล่นพ้ืนบา้ นควรใหเ้ ยาวชนรุ่นหลงั ไดเ้ รียนรู้และอนุรักษไ์ วซ้ ่ึงการละเล่นพ้นื บา้ นเป็น



กิจกรรมรู้จกั ความยตุ ิธรรม รู้จกั การใหก้ ารรับและช่วยพฒั นากลา้ มเน้ือส่วนต่าง ๆ ใหเ้ จริญเติบโต
ผอ่ นคลายความตึงเครียด

ผอบ โปษะกฤษณะ. (๒๕๒๒). ไดส้ รุปคุณค่าของการละเล่นพ้นื บา้ นของเดก็ ไทยซ่ึงแบง่ เป็น
คุณคา่ ทางวฒั นธรรม ดา้ นสังคม และดา้ นภาษา ดงั น้ี

๔.๑ ด้านวฒั นธรรม
การละเล่นของเด็กไทย มีลกั ษณะท่ีแสดงถึงความเจริญงอกงามของเดก็ ปรากฏอยา่ งชดั เจน คือ
-เสริมสร้างพลานามยั ใหส้ มบูรณ์
- เสริมสร้างทกั ษะต่าง ๆ ใหเ้ จริญ เช่น ทกั ษะในการใชส้ ายตาสังเกต ทกั ษะในการเคล่ือนไหว
อวยั วะ
- ส่งเสริมความเจริญทางสติปัญญา เช่น ฝึกใหใ้ ชค้ วามคิด ฝึกใหม้ ีไหวพริบ ฝึกการคาดคะเน
ดา้ นสังคม
- การละเล่นของเดก็ ไทยสะทอ้ นภาพของสงั คมไทยในดา้ นต่าง ๆ เช่น สภาพความเป็นอยู่
อาชีพ เป็นตน้
- การละเล่นช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพของเด็ก ไมว่ า่ จะเป็นทางกายภาพและทางจิตใจ ฝึกใหเ้ ป็นผู้
ที่มีระบบระเบียบวนิ ยั และความรับผดิ ชอบ มีความสามคั คีในหมูค่ ณะ เมื่อเติบโตข้ึนเดก็ ๆ เหล่าน้ี
กจ็ ะมีคุณสมบตั ิเหมาะสมที่จะเป็นกาลงั ของชาติอนั เป็ นคุณคา่ ทางสงั คมอนั พึงปรารถนา

๔.๒ ด้านภาษา
บทร้องประกอบการร้องของเดก็ มีคุณค่าทางภาษาท้งั ในแง่วรรณศิลป์ และในแง่การส่ือสาร ใน
แง่วรรณศิลป์ น้นั บทร้องมีรูปแบบไมจ่ ากดั ตายตวั มีการใชค้ าเป็นวรรคส้ัน ๆ และมีเสียงสัมผสั
คลอ้ งจอง ทาใหเ้ กิดความไพเราะทานองที่ใชร้ ้องเป็นทานองง่าย ๆ มีจงั หวะเขา้ กบั วธิ ีเล่น มีการใช้
คาเลียนเสียงตา่ ง ๆ และมีการใชส้ ัญลกั ษณ์ในเน้ือร้อง แฝงความหมายท่ีน่าสนใจ ในแง่ของการ

๑๐

สื่อสารนบั วา่ บทร้องประกอบการละเล่น ไดม้ ีส่วนช่วยใหเ้ ดก็ มีพฒั นาการทางภาษาโดยไมร่ ู้ตวั
เพราะมีท้งั คาคลอ้ งจอง คาถาม คาตอบ และคาพูดที่ตอ้ งใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ช่วยใหเ้ ด็กไดร้ ับความ
สนุกสนานในการใชภ้ าษาส่ือสารไปดว้ ย ช่วยพฒั นาการทางดา้ นความคิดและการสงั เกตไดเ้ ป็น
อยา่ งดี

สาร สาระทศั นานนั ท.์ (๒๕๒๙). ไดก้ ล่าวถึง ความสาคญั ของการละเล่นพ้ืนบา้ นไวว้ า่
ธรรมชาติของมนุษย์ เกิดมายอ่ มมีการเคลื่อนไหว จะอยนู่ ่ิงไม่ไดย้ ง่ิ เป็นเด็กแลว้ ตอ้ งมีการ
เคลื่อนไหวบ่อย ๆ ท้งั น้ีเพอื่ บริหารร่างกายใหเ้ จริญเติบโต การเคล่ือนไหวหรือการออกกาลงั กาย
นบั เป็นสิ่งจาเป็ นอยา่ งหน่ึงของมนุษยท์ ้งั เด็กและผใู้ หญ่ตลอดจนผสู้ ูงอายุ และมนุษยผ์ มู้ ีนิสัยชอบ
สังคม คือ ชอบรวมกนั อยเู่ ป็ นกลุ่ม

หรรษา นิลวเิ ชียร. (๒๕๓๕). ไดก้ ล่าววา่ การเล่นเป็ นส่วนสาคญั ของชีวติ เดก็ และมีคุณคา่ ต่อ
การพฒั นาการท้งั ทางดา้ นร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา การเล่นทาใหเ้ ดก็ เรียนรู้ การรู้จกั
ดดั แปลง คืดยดื หยนุ่ การนาเชือกมาผกู แทนชิงชา ปี นเล่นบนกอ้ นหินแทนการปี นเล่นบนเคร่ืองเล่น
ในโรงยมิ ใชม้ า้ กา้ นกลว้ ยสมมุติเป็นมา้ การเล่นจะช่วยใหเ้ ด็กฝึกจินตนาการและความคิด
สร้างสรรคเ์ ดก็ จะสร้างภาพพจน์ และเร่ืองราวต่าง ๆ แมแ้ ตเ่ ร่ืองในใจของตนเอง เดก็ จะฝึกเลียน
เสียงธรรมชาติ เสียงสัตว์ เด็กจะศึกษาหาวชิ าใหม่ ๆ จากการเล่นวสั ดุ ส่ิงของ จะเห็นไดว้ า่ การเล่น
มีความสาคญั มากต่อชีวติ ในวยั เด็ก การเล่นชนิดตา่ ง ๆ จะส่งผลใหเ้ ด็กมีความเจริญงอกงามและ
พฒั นาการครบทุกดา้ น

ทิพวรรณ คนั ธา. (๒๕๔๐). ไดก้ ล่าวถึง คุณคา่ ของการละเล่นพ้ืนบา้ น วา่ เป็ นการเล่นท่ีสามารถ
ส่งเสริมกล่าวเน้ือส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไดเ้ ป็นอยา่ งดี เพราะผเู้ ล่นไดเ้ คล่ือนไหว ไดอ้ อกกาลงั กาย
รู้จกั เคารพกติกาในการเล่น รู้จกั การรอคอย มีความอดทน รู้แพร้ ู้ชนะและใหอ้ ภยั ช่วยเสริมสร้าง
ความสามคั คีในหมูค่ ณะ ตลอดจนผเู้ ล่นไดร้ ับความสนุกสนาน อีกท้งั ยงั เป็นการอนุรักษว์ ฒั นธรรม
พ้ืนบา้ นใหค้ งอยู่

๑๑

กรมวชิ าการ. (๒๕๔๐). กล่าววา่ การเล่นถือเป็นกิจกรรมที่สาคญั ในชีวติ เดก็ ทุกคน เดก็ จะรู้สึก
สนุกสนานเพลิดเพลิน ไดส้ งั เกต มีโอกาสทาการทดลองสร้างสรรคค์ วามคิดแกป้ ัญหา และคน้ พบ
ดว้ ยตนเอง การเล่นช่วยพฒั นาร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ จิตใจ และสังคม เป็นทางที่เด็กจะสร้าง
ประสบการณ์เรียนรู้สิ่งแวดลอ้ มกบั ธรรมชาติรอบตวั "การเล่น" เป็นหวั ใจสาคญั ของการจดั
ประสบการณ์ใหก้ บั เด็ก

สุชา จนั ทร์เอม. (๒๕๔๑). ไดก้ ล่าววา่ การเล่นของเด็กเนน้ การฝึกมารยาทของเด็กไดด้ ียง่ิ เดก็
จะรู้จกั คิด รู้จกั กระทาท่ีถูกจากการเล่น รู้จกั ความยุติธรรม รู้จกั การรับการให้ และช่วยพฒั นาให้
กลา้ มเน้ือส่วนตา่ ง ๆ ใหเ้ จริญเติบโต ผอ่ นคลายความตึงเครียด ในชีวติ ประจาวนั ของเดก็

สานกั งานคณะกรรมการ การประถมศึกษาแห่งชาติ. (๒๕๓๓). ไดใ้ หค้ วามสาคญั ของ
การละเล่น ไวว้ า่ การละเล่นมีความสาคญั ต่อการพฒั นาและการเรียนรู้ของเด็ก

พชั รี สวนแกว้ . (๒๕๓๖). ไดก้ ล่าววา่ การเล่นเป็นกิจกรรมท่ีสาคญั มากต่อเดก็ เพราะนอกจาก
จะเป็นธรรมชาติของเด็กแลว้ การเล่นยงั เป็นสิ่งที่นาไปสู่การเรียนรู้จกั ธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม
รอบตวั ส่ิงเหล่าน้ีจะช่วยเพมิ่ พนู ความรู้ใหแ้ ก่เดก็ นอกจากน้ีการเล่นยงั ช่วยใหเ้ ดก็ ไดพ้ ฒั นาไปสู่
วถิ ีทางการดาเนินชีวติ เมื่อเติบโตเป็ นผใู้ หญ่ ประสบการณ์ที่เดก็ ไดจ้ ากการเล่นจะนาไปสู่การ
รับผดิ ชอบต่อตนเอง ช่วยใหเ้ ด็กสามารถปรับตวั ให้เขา้ กบั สังคมและอยรู่ ่วมกบั ผอู้ ื่นไดอ้ ยา่ งมี
ความสุข

สรวงธร นาวาผล. (๒๕๔๒). กล่าววา่ การเล่นสาหรับเด็กมีผลตอ่ การกระตุน้ การเรียนรู้
พฒั นาการของสมอง เสริมสร้างความฉลาด พฒั นาสติปัญญา พฒั นาอารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์
การส่ือสาร การเล่นช่วยเสริมสร้างลกั ษณะนิสัยของเดก็ ไดเ้ รียนทกั ษะต่าง ๆ จากการเล่น เดก็ ได้
เรียนรู้หลายสิ่งหลายอยา่ งจากการเล่น

๑๒

กลุ ยา ตนั ติผลาชีวะ. (๒๕๔๒). ไดก้ ล่าวไวว้ า่ การเล่นซ่ึงมีความสาคญั กบั เด็กมาก ไมเ่ พียงแต่
สร้างความสนุกเพลิดเพลินใหก้ บั เดก็ เท่าน้นั แต่ยงั หมายถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ของเดก็ การเล่น
จะเป็นการเรียนรู้ของเดก็ มากข้ึน ถา้ ครูจดั เตรียมการเล่นอยา่ งมีจุดประสงค์ และพร้อมที่จะใหก้ าร
เล่นเป็นการเรียนรู้ท่ีสนุก การเล่นของเด็ก การเล่นเป็นกิจกรรมที่สาคญั ในชีวติ เด็กทุกคน เด็กจะ
รู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน ไดส้ ังเกต ไดม้ ีโอกาสทดลอง สร้างสรรคค์ วามคิดแกป้ ัญหาและคน้ พบ
ดว้ ยตนเอง การเล่นมีอิทธิพลและมีผลต่อการเจริญเติบโตของเดก็ ช่วยพฒั นาท้งั ดา้ นร่างกาย
อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา

จะเห็นไดว้ า่ การละเล่นพ้ืนบา้ นไทยมีคุณค่า มีความสาคญั และมีประโยชน์อยา่ งยง่ิ โดยเฉพาะ
กบั เดก็ และเยาวชน ซ่ึงเป็นกาลงั สาคญั ของชาติ เพื่อที่จะเติบโตเป็นผใู้ หญท่ ี่มีศกั ยภาพในอนาคต
การละเล่นพ้นื บา้ นไทยน้ีเป็นสิ่งที่บอกถึงเอกลกั ษณ์ความเป็นไทย การปลูกฝังใหเ้ ด็กและเยาวชนได้
เล่นการละเล่นพ้ืนบา้ นไทย ยงั เป็นการอนุรักษศ์ ิลปวฒั นธรรมของไทยใหส้ ืบไปดว้ ย

๕. ช่ือการละเล่นไทย

ช่ือการละเล่นไทยที่ยกตวั อยา่ งมาให้
- เล่นซ่อนหา หรือ โป้งแปะ
- หมากเกบ็
- รีรีข้าวสาร
- มอญซ่อนผ้า
- เดนิ กะลา
- กาฟักไข่
- งูกนิ หาง
- ม้าก้านกล้วย
- ทอยเส้น

๑๓

- ว่าวไทย

๖. วธิ กี ารเล่นการละเล่นไทย
๑. เล่นซ่อนหา หรือ โป้งแปะ

“เล่นซ่อนหา” หรือ “โป้งแปะ” เป็นหน่ึงในการละเล่นพ้ืนบา้ นท่ีมีมาชา้ นาน และยงั ไดร้ ับ
ความนิยมอยทู่ ุกยคุ ทุกสมยั เพราะกติกาง่าย แถมสนุก และตอ้ งมีการกาหนดอาณาเขต เพอื่ ไมใ่ ห้
กวา้ งจนเกินไป จนถึงวนั น้ีก็ยงั มีเดก็ ๆ จบั กลุ่มกนั เล่นซ่อนหาใหเ้ ห็นกนั อยู่

กติกากค็ ือ คนที่เป็น “ผหู้ า” ตอ้ งปิ ดตา และใหเ้ พื่อน ๆ ไปหลบหาที่ซ่อน โดยอาจจะนบั
เลขกไ็ ด้ ส่วน “ผซู้ ่อน” ในสมยั ก่อนจะตอ้ งร้องวา่ “ปิ ดตาไม่มิด สารพษิ เขา้ ตา พอ่ แม่ทานาไดข้ า้ ว
เมด็ เดียว” แลว้ แยกยา้ ยกนั ไปซ่อน

เมื่อ “ผหู้ า” คาดคะเนวา่ ทุกคนซ่อนตวั หมดแลว้ จะร้องถามวา่ “เอาหรือยงั ” ซ่ึงเมื่อ “ผซู้ ่อน”
ตอบวา่ “เอาละ” “ผหู้ า” ก็จะเปิ ดตาและหาเพ่ือน ๆ ตามจุดต่าง ๆ เม่ือหาพบจะพดู วา่ “โป้ง..(ตาม
ดว้ ยชื่อผทู้ ี่พบ)” ซ่ึงสามารถ “โป้ง” คนที่เห็นในระยะไกลได้ จากน้นั “ผหู้ า” จะหาไปเร่ือย ๆ จน
ครบ ผทู้ ี่ถูกหาพบคนแรกจะตอ้ งเปล่ียนมาเป็น “ผหู้ า” แทน แตห่ ากใครซ่อนเก่ง “ผหู้ า” หา
อยา่ งไรก็ไม่เจอสักที “ผซู้ ่อน” คนที่ยงั ไม่ถูกพบสามารถเขา้ มาแตะตวั “ผหู้ า” พร้อมกบั ร้องวา่
“แปะ” เพื่อให้ “ผหู้ า” เป็ นตอ่ อีกรอบหน่ึงได้

ประโยชนจ์ ากการเล่นซ่อนหา กค็ ือ ฝึกใหเ้ ป็นคนช่างสงั เกต สามารถจบั ทิศทางของเสียงได้
รวมท้งั รู้จกั ประเมินสถานท่ีซ่อนตวั จึงฝึกความรอบคอบไดอ้ ีกทาง นอกจากน้ียงั ทาใหผ้ เู้ ล่น
สนุกสนาน อารมณ์แจม่ ใสเบิกบานไปดว้ ย

๑๔

๒. หมากเกบ็

การละเล่นยอดฮิตสาหรับเด็กผหู้ ญิงนนั่ เอง ปกติจะใชผ้ เู้ ล่น ๒-๔ คน และใชก้ อ้ นกรวดกลม ๆ ๕
กอ้ น เป็นอุปกรณ์

กติกากค็ ือ ตอ้ งมีการเส่ียงทายวา่ ใครจะไดเ้ ล่นก่อน โดยใชว้ ธิ ี “ข้ึนร้าน” คือแบมือถือ
หมากท้งั ๕ เมด็ ไว้ แลว้ โยนหมาก ก่อนจะหงายมือรับ แลว้ พลิกมือกลบั รับหมากอีกที ใครมีหมาก
อยบู่ นมือมากท่ีสุด คนน้นั จะไดเ้ ป็นผเู้ ล่นก่อน

จากน้นั จะแบ่งการเล่นเป็ น ๕ หมาก โดยหมากที่ ๑ ทอดหมากใหอ้ ยหู่ ่าง ๆ กนั แลว้ เลือก
ลูกนาไว้ ๑ เมด็ ก่อนจะไล่เก็บหมากท่ีเหลือ โดยการโยนเมด็ นาข้ึน พร้อมเก็บหมากคร้ังละเมด็
และตอ้ งรับลูกที่โยนข้ึนใหไ้ ด้ ถา้ รับไมไ่ ดถ้ ือวา่ “ตาย” หรือถา้ มือไปถูกเมด็ อื่นก็ถือวา่ “ตาย”
เช่นกนั ในหมากที่ ๒ ก็ใชว้ ธิ ีการเดียวกนั แต่เก็บทีละ ๒ เมด็ เช่นเดียวกบั หมากที่ ๓ ใชเ้ ก็บทีละ
๓ เมด็ ส่วนหมากที่ ๔ จะไม่ทอดหมาก แต่จะใช้ “โปะ” คือถือหมากท้งั หมดไวใ้ นมือ โยนลูกนา
ข้ึนแลว้ โปะเมด็ ท่ีเหลือลงพ้ืน แลว้ รวมท้งั หมดที่ถือไว้ “ข้ึนร้าน” ไดก้ ่ีเมด็ ถือเป็นแตม้ ของผเู้ ล่นคน
น้นั ถา้ ไมไ่ ดถ้ ือวา่ “ตาย” แลว้ ใหค้ นอื่นเล่นต่อไป โดย “ตาย” หมากไหนกเ็ ริ่มที่หมากน้นั ปกติ
การเล่นหมากเก็บจะกาหนดไวท้ ี่ ๕๐-๑๐๐ แตม้ ดงั น้นั เมื่อแตม้ ใกลค้ รบ เวลาข้ึนร้านตอ้ งระวงั
ไมใ่ หแ้ ตม้ เกิน ถา้ เกินตอ้ งเริ่มตน้ ใหม่

อยา่ งไรกต็ าม ปกติแลว้ “หมากเก็บ” มีวธิ ีเล่นหลายอยา่ ง แตล่ ะอยา่ งก็จะมีชื่อเรียกตา่ งกนั
ไป เช่น หมากพวง, หมากจุบ๊ , อีกาเขา้ รัง

๑๕

๓. รีรีข้าวสาร

เช่ือเลยวา่ ชีวิตในวยั เดก็ ของคนส่วนใหญผ่ า่ นการละเล่น “รีรีขา้ วสาร” มาแลว้ และยงั ร้อง
บทร้องคุน้ หูที่วา่ “รีรีขา้ วสาร สองทะนานขา้ วเปลือก เด็กนอ้ ยตาเหลือก เลือกทอ้ งใบลาน คดขา้ ว
ใส่จาน คอยพานคนขา้ งหลงั ไว” ไดด้ ว้ ย

กติกา “รีรีขา้ วสาร” ก็คือ ตอ้ งมีผเู้ ล่น ๒ คนหนั หนา้ เขา้ หากนั และเอามือประสานกนั ไว้
เป็นรูปซุม้ ส่วนผูเ้ ล่นคนอื่น ๆ จะก่ีคนก็ไดจ้ ะยนื เกาะเอวกนั ไวต้ ามลาดบั หวั แถวจะพาขบวนลอด
ซุม้ พร้อมร้องเพลง “รีรีขา้ วสาร” จนเม่ือถึงประโยคท่ีวา่ “คอยพานคนขา้ งหลงั ไว”้ ผทู้ ่ีประสานมือ
เป็นซุม้ จะลดมือลงกนั ไมใ่ ห้คนสุดทา้ ยผา่ นเขา้ ไป เรียกวา่ “คดั คน” และเล่นอยา่ งน้ีไปเรื่อย ๆ จน
คนหมด

ประโยชนข์ องการเล่นรีรีขา้ วสาร กค็ ือ ช่วยใหจ้ ิตใจร่าเริงแจ่มใส รู้จกั มีไหวพริบ ใชก้ ล
ยทุ ธ์ใหต้ วั เองเอาตวั รอดจากการถูกคลอ้ งไวไ้ ด้ รวมท้งั ฝึกใหเ้ ด็กทางานเป็ นกลุ่มไดด้ ว้ ย

๔. มอญซ่อนผ้า

๑๖

การละเล่นแสนสนุกที่ทาใหผ้ เู้ ล่นไดล้ ุน้ ไปดว้ ย โดยใชอ้ ุปกรณ์เพยี งแคผ่ า้ ผืนเดียวเท่าน้นั แลว้ ใหผ้ ู้
เล่นเสี่ยงทาย ใครแพค้ นน้นั ตอ้ งเป็น “มอญ” ส่วนคนอื่น ๆ มานง่ั ลอ้ มวง คนท่ีเป็น “มอญ”
จะตอ้ งถือผา้ ไวใ้ นมือแลว้ เดินวนอยนู่ อกวง จากน้นั คนนงั่ ในวงจะร้องเพลงวา่ “มอญซ่อนผา้ ตุก๊ ตา
อยขู่ า้ งหลงั ไวโ้ น่นไวน้ ่ี ฉนั จะตีกน้ เธอ”
ระหวา่ งเพลงร้องอยู่ คนท่ีเป็ น “มอญ” จะแอบทิง้ ผา้ ไวข้ า้ งหลงั ผเู้ ล่นคนใดคนหน่ึง แต่เมื่อทิ้งผา้
แลว้ จะแกลง้ ทาเป็นยงั ไม่ทิ้ง โดยเดินวนไปอีก 1 รอบ หากผทู้ ี่ถูกทิ้งผา้ ไมร่ ู้ตวั “มอญ” จะหยบิ ผา้
มาตีหลงั ผเู้ ล่นคนน้นั แลว้ ตอ้ งกลายเป็น “มอญ” แทน แต่หากผเู้ ล่นรู้ตวั วา่ มีผา้ อยขู่ า้ งหลงั ก็จะ
หยบิ ผา้ มาวงิ่ ไล่ตี “มอญ” รอบวง “มอญ” ตอ้ งรีบกลบั มานงั่ แทนที่ผเู้ ล่นคนน้นั แลว้ ผทู้ ่ีวงิ่ ไล่ตอ้ ง
เปล่ียนเป็น “มอญ” แทน

๕. เดนิ กะลา

ดูจะเป็นการละเล่นพ้ืนบา้ นท่ีหาดูไดไ้ มบ่ อ่ ยนกั แตห่ ากเป็ นสมยั ก่อนจะเห็นเด็ก ๆ เดิน
กะลากนั ทว่ั ไป โดยผเู้ ล่นจะตอ้ งนากะลามะพร้าว ๒ อนั มาทาความสะอาดแลว้ เจาะรูตรงกลาง ร้อย
เชือกใหแ้ น่น เพ่อื ป้องกนั ไม่ใหเ้ ชือกหลุดเวลาเดิน เวลาเดินใหใ้ ชน้ ิ้วหวั แม่เทา้ กบั นิ้วช้ีคีบเชือก
เอาไวแ้ ลว้ เดิน หากมีเดก็ ๆ หลายคนอาจจดั แข่ง เดินกะลา ไดด้ ว้ ยการกาหนดเส้นชยั ไว้ ใครเดินถึง
ก่อนก็เป็นผชู้ นะไป

๑๗

ประโยชนข์ องการเดินกะลา ก็คือ ช่วยฝึกการทรงตวั ความสมดุลของร่างกาย เพราะตอ้ ง
ระวงั ไมใ่ หต้ กกะลา ช่วงแรก ๆ อาจจะรู้สึกเจบ็ เทา้ แตถ่ า้ ฝึกบ่อย ๆ จะชินและหายเจบ็ ไปเอง แถม
ยงั ทาใหร้ ่างกายแขง็ แรง เพลิดเพลินอีกดว้ ย

๖. กาฟักไข่

เป็นอีกหน่ึงการละเล่นท่ีเคยไดย้ นิ ช่ือ แต่หลายคนไม่ทราบกติกา โดยวธิ ีการเล่นก็คือ ใช้
อะไรก็ไดล้ กั ษณะกลม ๆ เท่าจานวนคนเล่น ยกเวน้ ผทู้ ่ีเป็นกา ๑ คน มาสมมติวา่ เป็น “ไข่” แลว้
เขียนวงกลมลงบนพ้ืน ๒ วง วงแรกเส้นผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ ๔ ฟุต และอีกวงหน่ึงอยขู่ า้ งในวง
แรก ขนาดเส้นผา่ ศูนยก์ ลาง ๑ ฟุต วาง “ไข”่ ท้งั หมดไวใ้ นวงกลมเลก็ ใหค้ นใดคนหน่ึงเป็นกา ยนื
ในวงกลมวงใหญ่ หรือนงั่ คร่อมวงกลมเลก็ นอกน้นั ทุกคนยนื รอบนอกวงกลมวงใหญ่ คอยแยง่ ไข่
คนเป็นกามีหนา้ ที่ป้องกนั ไข่ไมใ่ หถ้ ูกแยง่ ไป

กติกาของกาฟักไข่ กค็ ือ คนขา้ งนอกตอ้ งแยง่ ไข่มาใหไ้ ด้ โดยใชแ้ ขนหรือมือเอ้ือมเขา้ ไป
แต่หา้ มนาตวั เขา้ ไปในวงกลม และตอ้ งระวงั ไม่ใหอ้ ีกาถูกมือหรือแขนไดด้ ว้ ย หากแยง่ ไข่ออกมาได้
หมดแลว้ ใหป้ ิ ดตากา แลว้ นาไขท่ ้งั หมดไปซ่อน เพื่อใหก้ าตามหาไข่ หากพบไข่ที่ผเู้ ล่นคนใดนาไป
ซ่อน ผนู้ ้นั จะตอ้ งเปลี่ยนมาเป็นกาแทน

๑๘

๗. งูกนิ หาง

“แม่งูเอ๋ยกินน้าบ่อไหน…” ประโยคคุน้ ๆ ของการเลน่ งูกินหางท่ียงั ติดตรึงในความทรงจาของใครหลาย ๆ คน
และเป็ นท่ีนิยมของเด็กในทุกเทศกาล ทุกโอกาสอีกดว้ ย

วธิ ีการเลน่ งูกินหาง เริ่มจากเส่ียงทาย ใครแพต้ อ้ งไปเป็ น “พอ่ งู” ส่วนผชู้ นะที่มีร่างกายแขง็ แรง ตวั ใหญ่ จะเป็ น
“แมง่ ู” ไวค้ อยปกป้องเพื่อน ๆ คนอื่นที่เป็ น “ลูกงู” จากน้นั “ลูกงู” จะเกาะเอวแมง่ ูและตอ่ แถวกนั ไว้ ยนื
เผชิญหนา้ กบั “พอ่ งู” จากน้นั จะเขา้ สู่บทร้อง โดยพอ่ งูจะถามวา่

พอ่ งู : แม่งูเอ๋ยกินน้าบ่อไหน

แมง่ ู : กินน้าบ่อโสกโยกไปโยกมา (พร้อมแสดงอาการส่ายตวั ไปมา)

พอ่ งู : แมง่ ูเอ๋ยกินน้าบ่อไหน

แม่งู : กินน้าบ่อหินบินไปบินมา (พร้อมแสดงอาการบินไปบินมา)

พอ่ งู : แม่งูเอ๋ยกินน้าบ่อไหน

แมง่ ู : กินน้าบ่อทรายยา้ ยไปยา้ ยมา (พร้อมแสดงอาการส่ายตวั ไปมา)

จากน้นั พอ่ งจู ะพดู วา่ “กินหวั กินหางกินกลางตลอดตวั ” แลว้ วง่ิ ไล่จบั ลกู งูท่ีกอดเอวอยู่ ส่วนแม่งูกต็ อ้ งป้องกนั
ไม่ใหพ้ อ่ งูจบั ลูกงูไปได้ เมื่อลกู งูคนไหนถกู จบั จะออกจากแถวมายนื อยดู่ า้ นนอก เพือ่ รอเลน่ รอบตอ่ ไป หากพอ่ งู
แยง่ ลูกไดห้ มด จะถือวา่ จบเกมแลว้ เร่ิมเล่นใหม่ โดยพอ่ งูจะกลบั ไปเป็นแม่งูต่อในรอบตอ่ ไป

ประโยชนข์ องการเลน่ งูกินหาง กค็ ือ ทาใหผ้ เู้ ลน่ เกิดความสามคั คี ทางานเป็ นกลุ่ม รู้จกั ช่วยเหลือกนั
และรู้จกั การต่อสูเ้ พ่ือเอาตวั รอดเม่ือภยั มาถึงตวั นอกจากน้ียงั ฝึ กร่างกายใหแ้ ขง็ แรง และจิตใจเบิกบานสนุกสนาน
ไปดว้ ย

๑๙

๘. ม้าก้านกล้วย

เป็นอีกหน่ึงการละเล่นที่แสดงถึงความมีภูมิปัญญาของคนไทยทีเดียว เพราะในสมยั ก่อน
แทบทุกบา้ นจะปลูกตน้ กลว้ ยไวท้ ้งั น้นั ดงั น้นั ตน้ กลว้ ยจึงนามาประยกุ ตเ์ ป็นของเล่นใหเ้ ดก็ ๆ ได้
อยา่ งดีทีเดียว โดยเฉพาะ มา้ กา้ นกลว้ ย ดูเหมือนจะถูกอกถูกใจเด็กชายวยั ซนมากท่ีสุด เพราะเด็ก ๆ
จะนากา้ นกลว้ ยมาข่ีเป็นมา้ เพื่อแขง่ ขนั กนั หรือทาเป็นดาบรบกนั ก็ได้

วธิ ีทามา้ กา้ นกลว้ ย

เลือกตดั ใบกลว้ ยออกมาแลว้ เอามีดเลาะใบกลว้ ยออก แตเ่ หลือไวท้ ี่ปลายเล็กนอ้ ยใหเ้ ป็ นหางมา้ เอา
มีดฝานแฉลบดา้ นขา้ งกา้ นกลว้ ยตรงโคนบาง ๆ เพือ่ ทาเป็ นหูมา้ แลว้ หกั กา้ นกลว้ ยตรงโคนหูมา้
ออก จากน้นั ก็นาแขนงไมไ้ ผม่ าเส้ียมปลายใหแ้ หลม ความยาวประมาณคืบกวา่ ๆ เสียบหวั มา้ ท่ีพบั
เอาไวจ้ นทะลุไปถึงกา้ น เพอ่ื ใหเ้ ป็นสายบงั เหียนผกู ปากกบั คอมา้ นน่ั เอง เสร็จแลว้ ก็นาเชือกกลว้ ย
มาผกู ดา้ นหวั มา้ และหางมา้ ทาเป็นสายสะพายบา่ แค่น้ีกไ็ ดม้ า้ กา้ นกลว้ ยไปสนุกกบั เพอื่ น ๆ แลว้

๙. ทอยเส้น

๒๐

หากยอ้ นไปสักปี พ.ศ. ๒๕๑๐-๒๕๓๐ ทอยเส้นจะเป็นที่นิยมของเด็ก ๆ อยา่ ง
มาก โดยอุปกรณ์การเล่นจะใชต้ วั ตุก๊ ตุ่นพลาสติกหรือยาง ขนาดความสูง ๔-๕ เซนติเมตร (ท่ีแถม
มากบั ขนมอบกรอบซ่ึงฮิตมากในยคุ น้นั ) มาใชท้ อย และตอ้ งมีพ้นื ถนนท่ีมีเส้นรอยตอ่ ระหวา่ ง
บล็อก ระยะห่างประมาณ ๓-๕ เมตร หรือใชก้ ารขีดลากเส้น ๒ เส้นแทนก็ได้

วธิ ีการเล่นทอยเส้น คือ ตอ้ งเสี่ยงหาคนทอยก่อน โดยใชว้ ธิ ีเป่ ายงิ ฉุบ โอนอ้ ยออก ฯลฯ
แลว้ แตจ่ ะเลือก หรือจะทอยเปล่า เพอื่ ดูวา่ ใครใกล-้ ไกลเส้นมากกวา่ คนที่ไกลเส้นที่สุดจะตอ้ งเริ่ม
ทอยก่อน เพราะจะเสียเปรียบท่ีสุด ส่วนคนที่ทอยทีหลงั จะไดเ้ ปรียบ เพราะเลือกหาทางหนีทีไล่ได้
ดีกวา่
เม่ือกาหนดลาดบั ผเู้ ล่นแลว้ ใหผ้ เู้ ล่นยนื จรดเทา้ อยเู่ ส้นแรก หา้ มล้าเส้นออกไป แลว้ ใชแ้ ขนเหวย่ี ง
ตุก๊ ตุ่นในมือออกไป ใหต้ กหรือทบั เส้นท่ีสอง เม่ือทอยครบทุกคน ใหเ้ ปรียบเทียบ ตุก๊ ตุน่ ของใคร
ใกลเ้ ส้นที่สุดเป็นผชู้ นะ จากน้นั ผชู้ นะจะยนื ท่ีตาแหน่งตุ๊กตุ่นของตวั เอง แลว้ ใชต้ ุก๊ ตุ่นของตวั เอง
เอ้ือมหรือปาไปใหโ้ ดนตวั อ่ืนที่อยหู่ ่างเส้นในลาดบั ถดั ไป เพือ่ จะไดก้ ิน (ครอบครอง) ตุก๊ ตุน่ ตวั น้นั
ไว้ หากกินได้ ผเู้ ล่นคนอ่ืนจะถูกลงโทษตามตกลง เช่น ดีดมะกอก ฯลฯ เมื่อจบรอบแรกกห็ นั หลงั
กลบั ยนื จรดเส้นท่ีสอง แลว้ ทอยกลบั ไปใหใ้ กลเ้ ส้นแรกมากที่สุด ดว้ ยกติกาเช่นเดิม โดยดูแลว้ มี
ลกั ษณะคลา้ ยการเล่นทอยเหรียญ หรือ Pitch and Toss ของตา่ งประเทศ

อยา่ งไรกต็ าม การเล่นทอยเส้น ไม่ค่อยไดร้ ับความนิยมในช่วงหลงั ๆ เพราะเม่ือเดก็ เติบโต
ข้ึนกเ็ ปลี่ยนการใชต้ ุก๊ ตุ่นไปเป็นเงิน จนดูคลา้ ยเป็นการพนนั ไป

๑๐. ว่าวไทย

๒๑

เชื่อวา่ หลายคนคงเคยมปี ระสบการณ์การเล่นวา่ วในช่วงปิ ดเทอมท่ีทอ้ งสนามหลวงมาแลว้ แมว้ า่ ตอนน้ี
ภาพน้นั จะคอ่ ย ๆ จางหายไปแลว้ กต็ าม โดย “การเลน่ วา่ วไทย” เร่ิมมาต้งั แตส่ มยั กรุงสุโขทยั เร่ือยมา ตามท่ี
ปรากฏหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ และถือเป็ นส่ิงท่ีบ่งบอกถึงภมู ิปัญญาพ้ืนบา้ นและวฒั นธรรมของไทยไดอ้ ยา่ งดี
เพราะแตล่ ะทอ้ งถ่ินจะคิดประดิษฐว์ า่ วแตกต่างกนั ไป “วา่ วไทย” จึงกลายเป็นมรดกตกทอดของแตล่ ะชุมชน และ
มีลกั ษณะเฉพาะตวั ที่โดดเดน่

โดย “วา่ ว” มีหลายประเภท เช่น “วา่ วจุฬา” มีลกั ษณะเป็ น ๕ แฉก นิยมเลน่ ในภาคกลาง, “วา่ ววง
เดือน” หรือ “วา่ วบุหลนั ” มกั ตกแต่งเป็นลวดลายเรือกอและ นิยมเลน่ ในภาคใตต้ อนลา่ ง นอกจากน้ียงั มี “วา่ ว
ปักเป้า”, “วา่ วงู” ฯลฯ

การเล่นวา่ วน้นั เลน่ ไดท้ ้งั หนา้ หนาวและหนา้ ร้อน โดยอาศยั กระแสลมเป็ นตวั ฉุดใหว้ า่ วลอยข้ึน โดย
หากเป็ นลมหนา้ หนาว จะเป็ นลมท่ีพดั จากผนื แผน่ ดินลงสู่ทะเล ทาใหค้ นภาคเหนือและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
นิยมเล่นวา่ วกนั ในช่วงน้ี ส่วนหนา้ ร้อน มีลมตะวนั ตกเฉียงใตจ้ ากทะเลพดั สู่ผนื แผน่ ดินใหญ่ เรียกวา่ “ลมตะเภา”
ทาใหช้ าวภาคกลาง ภาคตะวนั ตกและภาคใต้ นิยมเลน่ วา่ วในฤดูน้ี

วธิ ีการเลน่ วา่ วน้นั ส่วนใหญ่จะชกั วา่ วใหล้ อยสูงติดลมบน เพื่อดคู วามสวยงามของวา่ วรูปต่าง ๆ หรือ
ฟังเสียงของวา่ ว นอกจากน้ียงั สามารถชกั วา่ วต่อสูก้ นั บนอากาศกไ็ ด้

ยงั มีอีกหลายการละเลน่ ท่ีเดก็ ไทยสมยั ก่อนนิยมนามาเลน่ กนั เช่น ข่ีมา้ ส่งเมือง, ตี่จบั , โมราเรียกช่ือ, ลิง
ชิงหลกั , ต้งั เต, โพงพาง, ชกั เยอ่ , กระตา่ ยขาเดียว, กระโดดยาง ฯลฯ ซ่ึงท้งั หมดลว้ นเป็นภูมิปัญญาของคนไทยท่ี
สร้างสรรคม์ รดกตกทอดทางวฒั นธรรมใหก้ บั ลกู ๆ หลาน ๆ ไดอ้ ยา่ งดีทีเดียว

๒๒

บทท่ี ๓
วธิ ีการดาเนินการศึกษาค้นคว้า

ในการดาเนินงานทาการศึกษา เรื่อง การละเล่นไทย คณะผจู้ ดั ทาไดด้ าเนินงาน
ทาการศึกษา เรื่อง การละเล่นไทย ตามข้นั ตอนดงั น้ี

๑. ระเบียบวธิ ีทใี่ ช้ในการศึกษาค้นคว้า

- สมุด
- ปากกา
- คอมพิวเตอร์
- เวบ็ E-book
- โปรแกรมMicrosoftwors

๒. วธิ กี ารดาเนินการศึกษาค้นคว้า

๑. ต้งั หวั ขอ้ เรื่องท่ีจะทา
๒. ศึกษาขอ้ มูลเก่ียวกบั หวั ขอ้ ท่ีสนใจ
๓ ทบทวนเร่ืองหลกั การเขียน
๔. จดั ทาโครงร่างรายงาน
๕. รายงานความคืบหนา้ ใหอ้ าจารยท์ ี่ปรึกษาประจาวชิ า
๖. ศึกษาวธิ ีการทารายงาน และการเขา้ รูปเล่ม
๗. ศึกษาวธิ ีการเขา้ รูปเล่ม E-book
๘ ตรวจสอบความถูกตอ้ งของรายงาน
๙. นาเสนอใหเ้ พ่ือนๆและอาจารยท์ ี่ปรึกษาประจาวชิ า
๑๐. ทารูปเล่มฉบบั สมบูรณ์

๒๓

บรรณานุกรม
“การละเล่นพืน้ บ้านของไทย”,[ม.ป.ป.].เข้าถงึ ได้จาก
https://sites.google.com/site/karlalenphunbankhxngthiy/prawatikar-la-
len-thiyสืบค้นเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2564.

“การละเล่นพืน้ บ้าน 4 ภาค”,[ม.ป.ป.] .เข้าถึงได้จาก
https://sites.google.com/site/kilaphunbanthiy/home สืบค้นเม่ือ 29
พฤศจกิ ายน 2564.

“10 การละเล่นพืน้ บ้าน”, (2564) .เข้าถงึ ได้จาก
https://hilight.kapook.com/view/50651 สืบค้นเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2564
“กฬี าพืน้ บ้านภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ”,(2010) .เข้าถงึ ได้จาก
https://thaifolksport.wordpress.com/category/%E0%B8%81%E0%B8
%B5%E0%B8%AC%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9
%89%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B
8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%
B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0
%B8%AD/ สืบค้นเมื่อ 29 พฤศจกิ ายน 2564.
“ความสาคญั คุณค่า และประโยชน์ของ การละเล่นพืน้ บ้านไทย”, [ม.ป.ป.], เข้าถึงได้
จากhttps://www.siamsporttalk.com/th/entertainment/menus-
general/473-thaiskits-benefit.html สืบค้นเม่ือ 29 พฤศจิกายน 2564.

24

25


Click to View FlipBook Version