หลักสูตรขยายเครือข่ายสมาชิกชมรม STRONG –องค์กรพอเพียงต้านทุจริตเทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพรายแนวทางการสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต
ขอบเขตของการบรรยาย๑. ยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต๒. สถานการณ์การทุจริต๓. สภาพปัญหาสังคม๔. สภาพปัญหาในหน่วยงานของรัฐ๕. การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม๖. การสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต๗. การแบ่งกลุ่มแสดงความคิดเห็น ประเด็น “การไม่ทนต่อการทุจริตภายใน องค์กรภายใน หน่วยงาน และภายในสังคม ชุมชน : สภาพปัญหา แนวทางแก้ไข
ยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตวิสัยทัศน์สังคมไทยมีวินัย และยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตวิสัยทัศน์สังคมไทยมีวนิยั โปร่งใส ยดึมนั่ในคุณธรรรมจริยรรรมและร่วมป้องกนัและปราบปรามการทุจริตเป็ นที่ยอมรับในระดับสากลยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๒(พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๖๐)ยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๑(พ.ศ. ๒๕๕๑-๒๕๕๕)
ยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตวิสัยทัศน์ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต(Zero Tolerance & Clean Thailand)วิสัยทัศน์เป็นองคก์รนา ในการแกไ้ขปัญหาการทุจริตอยา่งมีประสิทริภาพ โปร่งใสและไดร้ับความเชื่อมนั่ยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๔(พ.ศ. ๒๕๖๖-๒๕๗๐)ยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๓(พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๖๔)
ZEROTOLERANCEคนไทยไม่ทนต่อการทุจริตเป้าประสงค์พัฒนากลไกการป้องกันการทุจริตให้เท่าทันต่อสถานการณ์และมีประสิทธิภาพยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ ๔(พ..ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐)เป้าหมายการพัฒนากลไกการป้องกันการทุจริตให้เท่าทันต่อสถานการณ์และ มีประสิทธิภาพ และเพิ่มคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศ(Corruption Perceptions lndex : CPI )
ZEROTOLERANCEคนไทยไม่ทนต่อการทุจริตตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์๑. ดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย (CPI) ควรอยู่ในระดับ 1 ใน 43หรือได้คะแนนไม่ต่่ากว่า 57 คะแนน2. คะแนนเฉลี่ยการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการด่าเนินงานของภาครัฐ (ITA) ควรไม่น้อยกว่าร้อยละ 89 คะแนนในปี 2570ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ ๔(พ..ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐)
กลยุทธ์๑. เพิ่มประสิทธิภาพระบบงานป้องกันการทุจริต2. สร้างกลไกการป้องกันเพื่อยับยั้งการทุจริต3. พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อลดปัญหาการทุจริต4. พัฒนารูปแบบสื่อสารสาธารณะเชิงสร้างสรรค์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม5. พัฒนาระบบการประเมินด้านคุณธรรมและความโปร่งใสเพื่อเชื่อมโยงกับดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย6. สนับสนุนให้ภาคเอกชนด าเนินการตามหลักบรรษัทภิบาล7. พัฒนาสมรรถนะและองค์ความรู้ของบุคลากรด้านการป้องกันการทุจริต8. พัฒนาระบบและส่งเสริมการด าเนินงานตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ ๔(พ..ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐)
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๑ สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตมุ่งเน้นให้ความส าคัญในกระบวนการปรับสภาพสังคมให้เกิดภาวะ“สังคมไม่ทนต่อการทุจริต” โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัย เพื่อสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริต และปลูกฝังความพอเพียง มีวินัย ซื่อสัตย์ สุจริต เป็นการด าเนินการผ่านสภาบันหรือกลุ่มตัวแทน (ครอบครัว กลุ่มเพื่อน สถานศึกษา วัด โบสถ์คริสต์ มัสยิด กลุ่มอาชีพและสื่อมวลชน) ให้มีความเป็นพลเมืองที่ดี มีจิตสาธารณะ จิตอาสา เสียสละเพื่อส่วนรวม
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๑ สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตโดยเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนไม่เพิกเฉย ไม่ยอมรับ และต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ ใช้หลักการบูรณาการแผนงาน ในทุกระดับของทุกภาคส่วนเพื่อปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกันบนพื้นฐานการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (๓ ห่วง คือ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี) (๒ เงื่อนไข คือ ความรู้ คุณธรรม)
สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตกลยุทธ์ที่ ๑การปรับฐานความคิดทุกช่วงวัย ตั้งแต่ปฐมวัยให้สามารถแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมกลยุทธ์ที่ ๔เสริมสร้างหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน (Community)และบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านการทุจริตกลยุทธ์ที่ ๒การส่งเสริมให้มีระบบและกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมเพื่อต่อต้านการทุจริตกลยุทธ์ที่ ๓การประยุกต์หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือต่อต้านการทุจริตสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตมี ๔ กลยุทธ์ ดังนี้
คุณสมบัติของพลเมืองในสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต ด ารงตนด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีจิตพอเพียง(มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย เคารพกฎ ระเบียบเดินสายกลาง ไม่ฟุ้งเฟือ เอื้ออาทร มีแล้ว แบ่งปัน)กล้ายืนหยัดท าในสิ่งที่ถูกต้อง(ละอาย ไม่กล้ากระท าสิ่งที่ผิด)ไม่ทนต่อการทุจริต (แสดงออกด้วยการตักเตือน กดดันต่อต้าน ประณาม ประจาน (เปิดโปง) และกล่าวหาร้องเรียนไม่เพิกเฉย ไม่ยอมรับการทุจริต เป็นจิตอาสา ต้านทุจริต(เป็นสมาชิก หรือแกนน าเครือข่ายต่อต้านการทุจริต)ไม่ยอมให้คนทุจริตอยู่รอดในสังคม(มีการลงโทษทางสังคม กฎหมาย กฎแห่งกรรม)๑๔๓๕๖รู้จักคิดแยกแยะประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม(ระบบคิดฐานสอง)๒
การด าเนินงานตามประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๑ สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต๑. การเผยแพร่หลักการแยกแยะระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยน์ส่วนรวม การปรับฐานคิด (ระบบคิดฐานสอง) และการสร้างสังคมไม่ทนต่อการทุจริต เช่น หลักสูตรการป้องกันการทุจริตหลักสูตรการทุจริตศึกษา หลักสูตรการเฝ้าระวังการทุจริตฯ๒. การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ๓. การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการด าเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA)๔. การสร้างพลังชุมชนต่อต้านทุจริต โดยใช้โมเดล STRONG – จิตพอเพียงต้านทุจริต เป็นพลังภาคประชาชน ภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาและภาคศาสนา
สถานการณ์การทุจริตของประเทศไทยCPI ด าเนินการโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency Intermational -TI ) CPI หมายถึง ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perception Index) คือ ค่าคะแนนการรับรู้การทุจริตของแต่ละประเทศ ซึ่งสะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์และความรับรู้จากข้อมูลและประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นๆ เช่น นโยบายทางเศรษฐกิจ การบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาการทุจริต มุมมองของนักธุรกิจในการบริหารประเทศของรัฐบาล คะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต(Corruption Perception Index-CPI)
วิเคราะห์ค่าคะแนน CPI ของประเทศไทยในปี 2567คะแนนดัชนีการรับรู้การป้องกันการทุจริต ของปี 2567 ประกาศเมื่อผลวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 มีประเทศที่ถูกจัดอันดับทั้งสิ้น 180 ประเทศ พบว่า ประเทศที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ประเทศเดนมาร์ก 90 คะแนน อันดับที่ 2 ประเทศฟินแลนด์ 88 คะแนน อันดับที่ 3 ประเทศสิงคโปร 84 คะแนน อันดับที่ 4 ประเทศนิวซีแลนด์ 83 คะแนน อันดับที่ 5 ประเทศลักเซมเบิร์ก 81 คะแนน ประเทศที่อยู่อันดับรั้งท้าย 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศซูดาน 8 คะแนน ประเทศโซมาเลีย 9 คะแนน ประเทศ เวเนซูเวลา 10 คะแนน ประเทศซีเรีย 12 คะแนน และประเทศเยเมนเอริเทีย 13 คะแนน ส่าหรับประเทศไทยได้ 34 คะแนน อยู่ในล่าดับ 107 ซึ่งคะแนนลดลงจาก ปี 2566 ที่ได้คะแนน 35 คะแนน แต่อยู่ล่าดับ 108
สภาพปัญหาทางสังคมสังคมไทยอยู่ในภาวะ “วังวนแห่งผลประโยชน์ทับซ้อน” “ติดกับดักคนเห็นแก่ตัว”นักการเมืองระดับชาติ/ระดับท้องถิ่นพ่อค้า/ นักธุรกิจ เอกชนข้าราชการพนักงานของรัฐพระสงฆ์ ครู อาจารย์สื่อมวลชน ตุลาการ ศาล องค์กรอิสระผู้น าชุมชน ผู้น าท้องถิ่นประชาชนทุกช่วงวัยผลประโยชน์ทับซ้อนคนเห็นแก่ตัว
วิเคราะห์สภาพปัญหาในหน่วยงานภาครัฐ๑. หน่วยงานภาครัฐ บริหารงานไม่เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good Governance) จ าเป็นต้องปรับการบริหารงานท่มีคุณธรรมและความโปร่งใส เพื่อยกระดับค่าประเมิน ITA (Integrity and Transparency Assessment) ให้สูงขึ้น และให้มีผลต่อการยกระดับค่าคะแนน CPI ของประเทศไทยให้สูงขึ้นได้๒. บุคลากรภาครัฐ มีคุณธรรมและจริยธรรมไม่ได้มาตรฐาน มีผลประโยชน์ทับซ้อน จ าเป็นต้องส่งเสริมการสร้างและปลุกจิตส านึกคุณธรรมและจริยธรรมของบุคลากรภาครัฐให้ได้มาตรฐาน และต้องมีความรู้เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน รวมทั้งรู้จักปรับฐานคิดในการแยกแยะระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม
สิ่งที่ทุกคนต้องรับรู้ เรียนรู้ และรู้อย่างเท่าทัน๑. คนเห็นแก่ตัว๒. ผลประโยชน์ทับซ้อน๓. การแยกแยะระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม๔. แนวทางการสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต๕. การรู้จักและประยุกต์ใช้โมเดล STRONG- จิตพอเพียงต้านทุจริต๖. การเฝ้าระวัง ชี้ช่อง แจ้งเบาะแส (Watch & Voice)๗. หลักการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการด าเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (การประเมิน ITA)๘. หลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good Governance) ๑๐ประการ
คนเห็นแก่ตัว“คนเห็นแก่ตัว” (selfish person) หมายถึง๑. คนที่คิด พูด ท า เพื่อประโยชน์ตนทั้งสิ้น ไม่ค านึงถึงประโยชน์ผู้อื่นเลย๒. เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมในลักษณะท าสิ่งต่างๆ โดยไม่สนใจว่าจะท าให้ผู้อื่นหรือสังคมเดือดร้อน๓. เป็นคนใจแคบ คิดว่าการกระท าของตนถูกต้องเสมอ มองว่าผู้อื่นท าไม่เหมือนตนเองผิดเสมอ๔. หากความเห็นแก่ตัวไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม
ลักษณะคนเห็นแก่ตัว เป็นคนใจแคบ 21
คนเอาเปรียบสังคมเช่น- การแซงคิวไม่ยอมต่อแถวคอย - การจอดรถกีดขวางการจราจร - การวางสิ่งของรุกล้ าทางเดินสาธารณะ - การคุยโทรศัพท์เสียงดังในที่ท างานระหว่างการประชุม ย่อมท าให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่น เป็นการละเมิดสิทธิ ของผู้อื่น และก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมส่วนรวม สาเหตุมากจากจิตส านึกของคนเห็นแก่ตัว เป็นความเคยชิน และเป็นลัทธิเอาอย่างผู้อื่น
ฐานคิดแบบเก่า : คิดแบบ Analog (คิดแบบฐานสิบ)73
ผลประโยชน์ทับซ้อนผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests) หรือ การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม การขัดกันแห่งผลประโยชน์ หมายถึง การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอ านาจหน้าที่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ ของส่วนรวมหรือของรัฐ แต่กลับไปมีส่วนได้ส่วนเสีย หรือเข้าไปร่วมด าเนินการที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเอง ผู้อื่น เครือญาติหรือพวกพ้อง ท าให้การใช้อ านาจหน้าที่นั้นเป็นไปโดยไม่สุจริต หรือมีการใช้ดุลบพินิจที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นกลาง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐ
รอยเชื่อมต่อรอยเชื่อมต่อความสัมพันธ์ : รอยเชื่อมต่อจริยธรรมกับการทุจริตความสัมพันธ์ระหว่าง “การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม” “จริยธรรม” และการทุจริตผลประโยชน์ทับซ้อนการทุจริตจริยธรรมผลประโยชน์ทับซ้อน ยังไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่เหมาะสม เป็นพฤติการณ์ที่ไม่สมควรกระท า ผิดจริยธรรม ท าให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยของสังคม หากเกิดขึ้นซ้ า ๆ จนเป็นอาจินอาจน าไปสู่การทุจริตต่อหน้าที่ หรือการกระท าต่อต าแหน่งหน้าที่ราชการ