The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Ebook พฤติกรรมผลประโยชน์ทับซ้อน 9 รูปแบบ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Poochao STRONG, 2026-05-20 02:01:16

พฤติกรรมผลประโยชน์ทับซ้อน 9 รูปแบบ

Ebook พฤติกรรมผลประโยชน์ทับซ้อน 9 รูปแบบ

พฤติกรรมผลประโยชน์ทับซ้อน ๙ รูปแบบ


๑. การรับผลประโยชน์ต่างๆ (Accepting benefits)- การรับขวัญ และเงินสมนาคุณจากผู้ติดต่อราชการ เช่น หัวหน้าหน่วยงานรับเงิน หรือทรัพย์สินบริจาคจากผู้ได้รับประโยชน์จากการใช้อ านาจทางปกครอง (การอนุมัติ อนุญาต) ของหน่วยงานหรือคณะบุคคล - การรับเลี้ยงในลักษณะงานสังสรรค์ต่างๆ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ - ตอบแทน เช่น ของแถม บัตรส่วนลดพิเศษ ของสมนาคุณจากผู้รับจ้าง- รับของก านัลในวันส าคัญส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น วันครบรอบวันเกิดของตัวเอง คู่สมรส วันได้รับค าสั่งเลื่อนขั้น เลื่อนต าแหน่ง หรือแต่งตั้งโยกย้ายการรับผลประโยชน์ดังกล่าว ส่งผลต่อการตัดสินใจ การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นกลาง เลือกที่รักมักที่ชัง เอนเอียง เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ให้ของขวัญ ผู้ให้ของก านัล ท าให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นและหน่วยงานพฤติกรรมผลประโยชน์ทับซ้อน ๙ รูปแบบ


๒. การท าธุรกิจกับตนเอง (Self-dealing) หรือเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัด (Contract)การท าธุรกิจกับตนเอง หรือ หน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัด หมายถึง สถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอ านาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง มีส่วนได้เสียในสัญญาที่ท ากับหน่วยงานที่ตนสังกัด เช่น การใช้ต าแหน่งหน้าที่ท าให้หน่วยงานท าสัญญาซื้อสินค้าจากบริษัทของตนเอง หรือจ้างบริษัทของตนเป็นที่ปรึกษา หรือซื้อที่ดินของตนเองในการจัดสร้างส านักงานเป็นสถานการณ์ที่มีบทบาทขัดแย้งกัน คือ เป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในเวลาเดียวกัน หรือเป็นผู้ว่าจ้าง และผู้รับจ้างในเวลาเดียวกัน เช่น จ้าหน้าที่พัสดุของหน่วยงานเป็นผู้จัดซื้อวัสดุส านักงานจากร้านค้าของครอบครัว หรือเครือญาติของตน/ ปลัด อบต. ขายต้นไม้กล้าซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวให้กับ อบต. ที่ตนสังกัด/ ผู้บริหารโรงเรียนหรือครูรับจ้างประกอบอาหารตามโครงการอาหารกลางวันด้วยตัวเอง


ลักษณะ “การเข้าไปมีส่วนเสีย”เจ้าพนักงาน/เจ้าหน้าที่ของรัฐ(ผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องการจัดซื้อจัดจ้าง)เข้าไปมีส่วนเสีย(ลักษณะความสัมพันธ์)ในกิจการของหน่วยงานของรัฐ/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(๒) ทางการบริหารเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ/เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทซึ่งเป็นคู่สัญญา(๓) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นเครือญาติใกล้ชิดอุปถัมภ์ค้ าจุนช่วยเหลือเกื้อกูลกับคู่สัญญา(๑) เข้าไปร่วมทุนมีหุ้นส่วน ร่วมด าเนินการกับคู่สัญญาโทษทางอาญาและโทษทางวินัยเจตนาเพื่อประโยชน์ส าหรับตนเองและคู่สัญญา


๓. การท างานหลังจากออกจากต าแหน่งหน้าที่สาธารณะหรือท างานเอกชนหลังเกษียณ (Post - employment) การท างานหลังจากออกจากต าแหน่งหน้าที่สาธารณะหรือท างานเอกชนหลังเกษียณ หมายถึง การที่บุคคลลาออกจากหน่วยงานภาครัฐ หรือเกี่ยวข้องกับหน่วยงานเดิม และน าความลับของหน่วยงานเดิมไปเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชน หรือขณะด ารงต าแหน่งได้ใช้อ านาจในต าแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชน หรือช่วยเหลือบริษัทเอกชนในกรณีที่ได้กระท าในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย เมื่อพ้นจากต าแหน่งหรือ เกษียณอายุราชการแล้ว จึงได้รับการตอบแทนคืนจากบริษัทเอกชน เช่น ผู้บริหารระดับสูง ของกระทรวงคมนาคมหลังเกษียณอายุราชการแล้วไปเป็นกรรมการผู้บริหารของบริษัท (มหาชน) ด้านการคมนาคมในขณะที่ผู้บริหารยังด ารงต าแหน่งอยู่ ได้เคยใช้อิทธิพลไปช่วยเหลือเกื้อกูลการประกอบธุรกิจของ บริษัทเอกชน เมื่อพ้นจากต าแหน่งไปรับต าแหน่งกรรมการบริหาร ที่ปรึกษาหรือบอร์ดของบริษัทเอกชน


๔. การท างานพิเศษ (Outside employment or moonlighting)การตั้งบริษัทด าเนินธุรกิจ ที่เป็นการแข่งขันกับหน่วยงานที่ตนสังกัด เป็นผู้รับจ้างพิเศษ ท าหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโครงการ โดยอาศัยต าแหน่งหน้าที่ราชการสร้างความน่าเชื่อถือ และได้รับการพิจารณาจากหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด เช่น เป็นผู้ตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากร รับจ้างท าบัญชีและยื่นภาษีแสดงรายการเสียภาษีให้บริษัทที่ถูกตรวจสอบ หรือ เป็นแพทย์และผู้บริหารของโรงพยาบาลเปิดคลินิกส่วนตัวบริการผู้ป่วยนอกเวลาราชการ และอาศัยต าแหน่งหน้าที่ให้ผู้ป่วยใช้บริการจากโรงพยาบาล โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสั่งซื้อเวชภัณฑ์ส าหรับคลินิกในราคาถูก


๕. การรับรู้ข้อมูลภายใน (Inside information)การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ประโยชน์จากการที่ตนเองรับรู้ข้อมูลภายในหน่วยงาน และน าข้อมูลนั้นไปหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง หรือพวกพ้อง หรือเอาประโยชน์เสียเอง เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐรับรู้ข้อมูลโครงการตัดถนนทางหลวงแผ่นดินผ่านหมู่บ้านในอนาคตอันใกล้ จึงบอกให้ ญาติพี่น้องรีบไปซื้อที่ดินบริเวณโครงการดังกล่าวในราคาถูก เพื่อขายให้กับทางราชการในราคาที่สูงขึ้น เป็นราคาเวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และไม้ผล หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการจัดซื้อรถขยะ ได้ทราบถึงคุณลักษณะเฉพาะ (spec) ของรถขยะที่ต้องการซื้อ จึงแจ้งข้อมูลให้กับบริษัทเอกชนที่รู้จักเพื่อให้ได้เปรียบในการประมูล


๖. การใช้ทรัพย์สินของทางราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตัว(Using your employer’s property for private advantage) การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐน าเอาทรัพย์สินของทางราชการ ซึ่งจะต้องใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการ ส่วนตัว เช่น การใช้วัสดุ ครุภัณฑ์ส านักงาน เพื่อประโยชน์ส่วนตัว การน าวัสดุ ครุภัณฑ์ส านักงาน กลับไปใช้ที่บ้าน เพื่อประโยชน์ส่วนตัว การน ารถจักรยานยนต์ราชการ หรือรถยนต์ส่วนกลางไปใช้ในงานส่วนตัว การใช้รถประจ าต าแหน่งแต่เบิกน้ ามันเชี้อเพลิงหลวง ท าป้ายประชาสัมพันธ์โครงการของหน่วยงานแต่ลงรูปผู้บริหารอย่างเดียว ไม่มีภาพกิจกรรม การใช้เวลาราชการเพื่อประโยชน์ส่วนตน การใช้ผู้ใต้บังคับบัญชา พนักงาน ลูกจ้าง พนักงานจ้างไปท างานส่วนตัว


๗. การน าโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตั้ง เพื่อประโยชน์ทางการเมือง (Pork-barreling)หน่วยงานของรัฐที่มีผู้บริหารสูงสุดมาจากการเลือกตั้ง (นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหารท้องถิ่น) ก่อนหมดวาระ เพื่อเตรียมการเลือกตั้งในสมัยต่อไป ผู้บริหารสูงสุดจะมีการผลักดัน หรืออนุมัติโครงการไปลงพื้นที่เครือญาติ พวกพ้อง หรือใช้งบประมาณสาธารณะเพื่อหาคะแนนเสียง หรือเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้สนับสนุน เช่น โครงการศึกษาดูงานของผู้สนับสนุนและหัวคะแนนในพื้นที่เลือกตั้ง (เพื่อหาเสียงเลือกตั้ง) โครงการแจกจ่ายผลผลิตทางการเกษตรให้แก่ประชาชนในพื้นที่เลือกตั้ง โครงการก่อสร้างถนนในพื้นที่ของเครือญาติ พวกพ้องและหัวคะแนน โครงการแจกเครื่องอุปโภค บริโภค ให้แก่คนยากจน ผู้สูงอายุ หรือผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่เลือกตั้ง (เพื่อหาเสียงเลือกตั้ง)


๘. การใช้ต าแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์แก่เครือญาติ และพวกพ้อง (Nepotism)การใช้อ านาจในต าแหน่งหน้าที่ของพนักงานของรัฐ (ผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมือง ผู้ด ารงต าแหน่งระดับสูง ผู้บริหารท้องถิ่น) เป็นผู้ออกค าสั่งแต่งตั้ง หรือเป็นผู้พิจารณาอนุญาต อนุมัติ เห็นชอบ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่คู่สมรส บุตร ญาติ เพื่อน และพวกพ้อง หรืออาจจะเรียกว่า “ระบบอุปถัมภ์พิเศษ” เช่น มีการอนุมัติและออกค าสั่งแต่งตั้งคู่สมรส เข้ามาด ารงต าแหน่งส าคัญๆ ในหน่วยงาน การเลื่อนขั้นเลื่อนต าแหน่งให้บุตร หรือญาติอย่างไม่เป็นธรรม การใช้อ านาจคัดเลือกเพื่อน และพวกพ้องให้ด ารงต าแหน่งส าคัญในหน่วยงานอย่างไม่โปร่งใส มีการคัดสรรพวกพ้องให้ด ารงต าแหน่งบุคลากรในหน่วยงาน โดยเลือกที่รักมักที่ชัง เอนเอียง เอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ให้ของขวัญ ของก านัล


๙. การใช้อิทธิพลส่วนตัวเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอื่น (Influence) เพื่อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องพนักงานของรัฐ (ผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมือง ผู้ด ารงต าแหน่งระดับสูง (ผู้บริหารท้องถิ่น)อาศัยอ านาจในต าแหน่งหน้าที่ หรือใช้อิทธิพลส่วนตัว เช่น เข้าไปก้าวก่าย แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้าไปส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบได้รับการเกื้อกูลให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานเป็นกรณีพิเศษ เพื่อตอบแทนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตามที่ตนเองต้องการ เพื่อให้หยุดตรวจสอบงานจ้างของบริษัทเครือญาติของตน เพื่อฝากนักเรียนเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงโดยไม่ต้องสอบ เพื่อพิจารณาเด็กเส้นได้เข้าท างานในหน่วยงานเพื่อส่งเสริมให้คนของตนเองได้รับการปูนบ าเหน็จความชอบ


วิเคราะห์ผลประโยชน์ทับซ้อนพื้นที่สีขาว แทน ผลประโยชน์ส่วนรวมพื้นที่สีด า แทน ผลประโยชน์ส่วนตนพื้นที่สีเทา เกิดจากการทับซ้อนกันของสีขาวและสีด าเป็นพื้นที่เกิด “การขัดแย้งกันระหว่าง ผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม” คือ “ผลประโยชน์ทับซ้อน”


สภาพปัญหา สาเหตุของปัญหา แนวทางแก้ไขสภาพปัญหา สาเหตุของปัญหา แนวทางแก้ไขปัญหาระบบคิดแบบฐานสอง(Digital)ปรับบทบาทให้ถูกต้องตามหน้าที่(Role Function)ตระหนัก ระลึกรู้(Awareness)ไม่เพิกเฉย ไม่ทน ไม่ยอม(Zero Tolerance)ลงโทษทางวินัย ลงโทษทางจริยธรรมระบบคิดแบบฐานสิบ(Analog Thinking)ความคุ้นเคยในบทบาทขัดแย้งรู้ว่าผิด แต่จิตส านึกชอบท าผิดกฎระเบียบสังคมเปิดโอกาส/สังคมทนได้การบังคับใช้ระเบียบ กฎหมายไม่เข้มข้นไม่เคร่งครัดสภาพปัญหาภายในระบบคิดของบุคคล(Min set )สภาพปัญหาพฤติการณ์/การกระท าของบุคคล(Behavior)๑๒


ระบบความคิดของบุคคล : สภาพปัญหา สาเหตุของปัญหา๑. ระบบคิดฐานสิบ (๑-๑๐) (Analog Thinking)สภาพปัญหา : ระบบคิดไม่ถูกต้อง คือ ไม่สามารถแยกแยะประโยชน์ส่วนตนออกจากประโยชน์ส่วนรวมได้สาเหตุ : คิดแบบ Analog หรือ คิดแบบฐานสิบ ๑ – ๑๐ไม่แยกแยะการกระท า/พฤติการณ์ที่เป็นสีขาว เทา ด า ออกจากกัน ท าให้ประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมปะปนกัน


คิดแบบเดิม : ฐานคิดไม่ถูกต้อง๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐๑.๕ ๒.๕ ๓.๕ ๔.๕ ๕.๕ ๖.๕ ๗.๕ ๘.๕ ๙.๕มีตัวเลขหลายตัว หรือมีโอกาสที่จะเลือกหลายทาง ท าให้คิดแบบซับซ้อน ต้องคิดเยอะ ท าให้ ต้องใช้ดุลยพินิจมาก อาจน าประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวมมาปะปนกันได้ ไม่สามารถแยกระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวมได้พฤติการณ์ที่เป็น ขาวกับด า ทับซ้อนกัน เป็น สีเทา


๒. ระบบคิดแบบฐานสอง (Digital Thinking)ระบบคิดฐานสอง (Digital) เป็นระบบคิดวิเคราะห์ข้อมูลโดยให้มีทางเลือกเพียง ๒ ทางเท่านั้น คือ ศูนย์ กับ หนึ่ง ใช่ กับ ไม่ใช่ ถูก กับ ผิด จริง กับ เท็จแยกแป๊ะเจี๊ยะ กับ สินบน ออกจากกันแยกสินน้ าใจ กับ สินบน ออกจากกันแยกประโยชน์ส่วนตน กับ ประโยน์ส่วนรวม ออกจากกัน


ตัวอย่าง เปรียบเทียบระหว่างระบบคิดฐานสิบ กับระบบคิดฐานสองระบบคิดฐานสองเอาวัสดุ ครุภัณฑ์หลวงไปใช้ที่บ้านเอาระยนต์หลวงมาใช้ในธุระส่วนตัวเอาโทรศัพท์หลวงมาโทรติดต่อธุระส่วนตัวไม่น าเอาวัสดุ ครุภัณฑ์หลวงไปใช้ที่บ้านไม่น าเอาอุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนตัวมาชาร์จที่ท างานไม่ใช้โทรศัพท์หลวงมาใช้ธุระส่วนตัวไม่ใช้รถยนต์หลวงมาใช้ธุระส่วนตัวไม่รับของขวัญจากผู้มาติดต่อราชการเอาอุปกรณ์ไฟฟ้าส่วนตัวมาชาร์จที่ท างานใช้น้ าประปาหลวงมาล้างรถสวนตัวระบบคิดฐานสิบ


ระบบคิดฐานสิบสังคมโลกยุค Anelogยอมรับค าพูดที่ว่า “ทุจริตบ้างไม่เป็นไรถ้าเขาได้ประโยชน์”ไม่สามารถแยกประโยชน์ส่วนตนออกจากประโยชน์ส่วนรวมได้ประโยชน์ทับซ้อน/สินบน/ทุจริตคอร์รัปชันระบบอุปถัมภ์น าความสัมพันธ์ส่วนตัวมาใช้อย่างไม่ถูกต้องเห็นประโยชน์สาธารณระมาก่อนประโยชน์ส่วนตนแยกประโยชน์ส่วนตนออกจากประโยชน์ส่วนรวมไม่ยอมรับกับค าพูดที่ว่า “ทุจริตบ้างไม่เป็นไร ถ้าเขาได้ประโยชน์”ระบบคิดฐานสองสังคมโลกยุค Digitel


คิดก่อนท า (บทเรียนจากผู้ที่ได้รับโทษทุจริต)- คิดถึงตัวเอง คนรอบข้าง (เสี่ยงถูกกล่าวหา ร้องเรียน เสี่ยงถูกไล่ออก/เสี่ยงถูกติดคุกเสียงชื่อเสียงวงศ์ตระกูล- คิดถึงผลกระทบ ความเสียหายของชาติ- คิดแบบพอเพียง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น- คิดอย่างผู้รับผิดชอบต่อหน้าที่- คิดหลักคุณธรรม “ท าดีได้ดี ท าชั่วได้ชั่ว”- คิดแยกเรื่องส่วนตัวออกจากเรื่องส่วนรวม- คิดแยกเรื่องต าแหน่งหน้าที่กับเรื่องส่วนตัว- คิดไม่น าประโยชน์ส่วนรวมมาปะปนกับประโยชน์ส่วนตัวคิดให้ได้คิดให้ดีคิดให้เป็น๓๕


Click to View FlipBook Version