The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Patchara, 2022-09-13 04:03:19

รวมเล่มสอบ3บท

รวมเล่มสอบ3บท

46

แกป้ ัญหา โดยใชส้ ญั ลักษณ์ จนิ ตนาการและภาษาท่ีเข้าใจง่าย ส่งเสรมิ ให้บคุ ลากรเข้าใจบทบาท สร้าง

ความมั่นใจ และส่งเสริมคุณค่าของผลลัพธ์ที่ต้องการเป็นผลให้บุคลากรเกิดความพยายามในการ

ปฏิบัติงานมากข้นึ และแก้ปัญหาในการปฏิบัติงานด้วยความเรียบร้อย

สุชามนตร์ แย้มเจริญกิจ (2553, น. 8) กล่าวว่า การกระตุ้นทางปัญญา หมายถึง

กระบวนการที่ผู้บริหารสถานศึกษากระตุ้นผู้ร่วมงานตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหน่วยงาน

วเิ คราะห์สาเหตุของปัญหาในการทำงานโดยใช้ข้อมูลและหลักฐาน ใชว้ ธิ กี ารต้งั คำถามเพื่อนําไปสู่การ

มีสว่ นรว่ มแสดงความคิดเหน็ ของผู้ร่วมงานได้คิดแก้ปญั หาทีเ่ กิดขนึ้ ด้วยวธิ ีการใหมๆ่ โดยผู้บรหิ ารสรา้ ง

ความเช่อื มั่นใหก้ ับผูร้ ่วมงานว่า ปญั หาทุกอยา่ งมวี ิธแี กไ้ ข

ตารางที่ 2.4 องคป์ ระกอบตวั ชีว้ ดั ดา้ นการกระตนุ้ ทางปัญญา

องค์ประกอบ ตวั ชวี้ ัด

ด้านการกระตุ้นทาง - ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถ กระตุ้นให้ครูและบุคลากรเกิด

ปัญญา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงานและคิดแก้ปัญหาอย่าง

เปน็ ระบบผูบ้ ริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้ครูและบุคลากรวิเคราะห์

ปัญหา วิธีการแก้ปัญหาและฝึกการแก้ปัญหาโดยใชข้ ้อมูลพื้นฐาน

และบนหลกั ของการมเี หตผุ ล

- ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้นำนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้

ในการพฒั นาคุณภาพการศึกษา

- ผู้บริหารสถานศึกษารับฟังความคิดเห็นของครู และบุคลากรอย่าง

มีเหตุผลรวมทั้งเปิดโอกาสให้เสนอแนะวิธีการปฏิบัติงานอย่าง

หลากหลาย

- ผู้บริหารสถานศึกษาแจ้งข่าวสารข้อมูลการเปลี่ยนแปลงทาง

การศึกษาให้ครูและบคุ ลากรไดร้ ับทราบอยเู่ สมอ

- ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้ครูและบุคลากรเป็นบุคคลแหง่ การ

เรยี นรู้

- ผู้บริหารสถานศึกษาชี้แนะให้ครูและบุคลากรหาจุดเด่นและจุด

ดอ้ ยของสถานศกึ ษา เพื่อพฒั นางาน ตามบทบาทหนา้ ที่ของตนให้

มีประสทิ ธภิ าพ

- ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียน

เพอื่ แกป้ ญั หาท่ีเก่ียวกบั การจดั การเรยี นการสอน

- ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมให้ครูสร้างและใช้นวัตกรรมทาง

การศกึ ษาเพอื่ พฒั นาคณุ ภาพผเู้ รียน

47

จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การกระตุ้นทางปัญญา หมายถึง พฤติกรรมที่ผู้บริหารสถานศึกษา
แสดงให้ เห็นถึงการบริหารที่เป็นกระบวนการกระตุ้นบุคลากรให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการ
ปฏิบัติงาน และตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหน่วยงาน วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาเพื่อหา
แนวทาง แก้ปญั หาอย่างเป็นระบบดว้ ยวธิ ีการแบบใหม่ท่ีดีกวา่ เดิม สง่ เสรมิ ให้บคุ ลากรพฒั นาตนเองให้
เป็น บุคคลแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนให้มี
ประสิทธิภาพ บรรลตุ ามเปา้ หมาย

2.5.4 การคำนงึ ถึงความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล (Individualized Consideration : IC)
ผู้นําจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลในฐานะเป็นผู้นําให้การดูแลเอาใจใส่ผู้ตาม

เป็นรายบุคคล และทำให้ผู้ตามรู้สึกมีคุณค่าและมีความสำคัญ ผู้นําจะเป็นโค้ช (Coach) และเป็นท่ี
ปรึกษา (Advisor) ของผู้ตามแต่ละคน เพื่อการพัฒนาผู้ตาม ผู้นําจะเอาใจใส่เป็นพิเศษใน ความ
ตอ้ งการของปัจเจกบุคคล เพอ่ื ความสมั ฤทธแิ์ ละเตบิ โตของแตล่ ะคน ผนู้ าํ จะพฒั นาศกั ยภาพของผู้ตาม
และเพื่อนร่วมงานให้สูงขึ้น นอกจากนี้ผู้นําจะมีการปฏิบัติต่อผู้ตามโดยการให้โอกาสในการเรียนรู้สิ่ง
ใหม่ๆ สร้างบรรยากาศของการให้การสนับสนุน คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลในด้านความ
จําเป็นและความต้องการ การประพฤติของผู้นําแสดงให้เห็นว่าเข้าใจและยอมรับความแตกต่าง
ระหว่างบคุ คล เช่น บางคนไดร้ ับกาํ ลงั ใจมากกวา่ บางคนไดร้ บั อำนาจการตัดสนิ ใจด้วยตนเองมากกว่า
บางคนมีมาตรฐานที่เคร่งครัดกว่า บางคนมีโอกาสสร้างงานที่มากกว่า ผู้นํามีการส่งเสริมการสื่อสาร
สองทาง และมีการจัดการด้วยการเดินดูรอบ ๆ (Management By Walking Around) มีปฏิสัมพันธ์
กับผตู้ ามเป็นการส่วนตัว ผนู้ ําสนใจในความกงั วลของแตล่ ะบคุ คล เห็นปัจเจกบุคคลเป็นบุคคลทั้งหมด
(As A Whole Person) มากกว่าเป็นพนักงานหรือปัจจัยการผลิต ผู้นําจะมีการฟังอย่างมี
ประสิทธิภาพ มีการเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy) ผู้นําจะมีการ มอบหมายงานเพื่อเป็นเครื่องมือ
ในการพฒั นาผตู้ าม เปดิ โอกาสใหผ้ ู้ตามไดใ้ ชค้ วามสามารถ ผนู้ าํ จะดูแลผู้ตามว่าต้องการคำแนะนําการ
สนบั สนนุ และการช่วยให้ก้าวหนา้ ในการทำหนา้ ท่ีรบั ผิดชอบอยู่หรือไม่ โดยผู้ตามจะไม่รู้สึกวา่ เขากําลัง
ถกู ตรวจสอบ (Bass, 1999, p. 132)

Bass (1985, 0.21) กล่าวว่า การมุ่งเน้นความสัมพันธ์เป็นรายคน เป็นพฤติกรรม
ของผู้นําที่เกี่ยวข้องกับการให้การสนับสนุน การกระตุ้นให้กําลังใจและการเป็นพี่เลี้ยงเสนอแนะ
แก่ผู้ตาม

บัณฑิต แท่นพิทักษ์ (2540, น. 16) กล่าวว่า การมุ่งความสัมพันธ์เป็นรายบุคคล
(Individualized Consideration) หมายถึง การที่ผู้บริหารให้ความสนใจครูแต่ละคนอย่างใกล้ชิดทำ
หน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาครูให้พัฒนาตนเองตามความต้องการ ความสนใจ และครูต้องการ และการ
กระตุ้น ปลุกเรา้ และยกระดับความตอ้ งการของครใู หม้ ีระดับสงู ขน้ึ

48

รัตติกรณ์ จงวิศาล (2543, น. 28) ให้ความหมายว่าการคำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่าง

บุคคล (Individualized Consideration) หมายถึง ระดับพฤตกิ รรมทีผ่ ู้นําแสดงให้เห็นในการ จัดการ

หรือการทำงานโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล มีการเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีการ

ติดต่อสื่อสารแบบสองทางและเป็นรายบุคคล สนใจและเอาใจใส่ผู้ร่วมงานเป็นรายบุคคลมีการ

วิเคราะห์ความต้องการและความสามารถของแต่ละบุคคล เป็นพี่เลี้ยงสอนและให้คำแนะนํา และ

ส่งเสรมิ พฒั นาผรู้ ่วมงานให้พฒั นาตนเอง มีการกระจายอำนาจโดยการมอบหมายงานให้ผรู้ ว่ มงาน โดย

ผูน้ ําจะมีคุณลักษณะสำคัญในดา้ นความเขา้ ใจความแตกต่างระหว่างบุคคล และการเอาใจเขามา ใส่ใจ

เรา ความสามารถในการติดตอ่ ส่ือสารระหวา่ งบุคคลและเทคนคิ การมอบหมายงาน

กิ่งกาญ จิตกะวาน (2553, น. 7) กล่าวว่า การคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล

บุคคล หมายถึง พฤติกรรมที่ผู้บริหารสถานศึกษาแสดงออกที่เป็นกระบวนการวินิจฉัยและยกระดับ

ความต้องการของบุคลากร โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล มุ่งพัฒนาบุคากรเป็นพี่เลี้ยง มี

การตดิ ต่อบุคลากรเปน็ รายบุคคล เอาใจใสค่ วามตอ้ งการของบุคลากรกระจายความรบั ผิดชอบส่งเสริม

ให้บุคลากร มีความรู้สึกเปน็ ตัวของตวั เอง มีความรับผิดชอบและควบคุมตวั เองได้

สุชามนตร์ แย้มเจริญกิจ (2553, น. 8) กล่าวว่า การคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง

บุคคล หมายถึง กระบวนการที่ผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลในฐานะเป็น

ผู้บริหารให้การเอาใจใส่ผู้ร่วมงานเป็นรายบุคคล ทำให้ผู้ร่ว มงานรู้สึกมีคุณค่าแล ะความ ส ำ คัญ

รับฟัง เร่อื งราวและความคิดเหน็ ของผรู้ ่วมงานดว้ ยความสนใจและตั้งใจจริง มกี ารสง่ เสรมิ ใหผ้ ้รู ่วมงาน

พฒั นา ตนเองตามความสามารถ ความถนดั และความสนใจ ผูบ้ รหิ ารอำนวยความสะดวก คอยแนะนํา

ให้ ความช่วยเหลือ สนับสนุนการทำงานของผู้ร่วมงานในสถานศึกษา และปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้ร่วมงาน

ทกุ ดา้ น ดว้ ยความเสมอภาคและเทา่ เทยี มกัน

ตารางท่ี 2.5 องค์ประกอบตวั ชวี้ ัดด้านการคำนึงถงึ ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล

องคป์ ระกอบ ตัวชว้ี ดั

ด้านการคำนึงถึงความ - ผู้บริหารสถานศึกษามอบหมายให้ครูปฏิบัติงานตามความรู้

แตกต่างระหว่างบุคคล ความสามารถและความถนดั อยา่ งเหมาะสม

- ผู้บริหารสถานศึกษาจัดให้มีการนิเทศติดตาม แนะนำให้ความ

ช่วยเหลอื แก่ครูในการพฒั นาตนเอง

- ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมสนับสนุนให้ครูพัฒนาตนเอง มีความ

มนั่ คง และมีความก้าวหน้าในวชิ าชพี

- ผู้บริหารสถานศกึ ษาแสดงความช่ืนชมในความสามารถและผลงาน

ของครูแตล่ ะคน

49

ตารางท่ี 2.5 (ต่อ)

- ผู้บริหารสถานศึกษามเี ทคนิคในการมอบหมายงานอย่างเหมาะสม
เพือ่ ใหง้ านสำเร็จตามเปา้ หมายท่ีวางไว้

- ผู้บริหารสถานศกึ ษาแนะนำแก่ครูเปน็ รายบุคคล และเปิดโอกาสให้
ครมู สี ว่ นร่วมในการตดั สนิ ใจในการปฏบิ ัติงาน

- ผู้บริหารสถานศึกษาพัฒนาครูโดยใช้วิธีการแก้ปัญหาร่วมกันและ
นเิ ทศงานสมำ่ เสมอ

- ผู้บริหารสถานศึกษามอบหมายงานแก่ครูโดยคำนึงถึง
ความสามารถและความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล

- ผู้บริหารสถานศึกษามีการกระจายอำนาจและมอบอำนาจให้กับ
ผรู้ ว่ มงานอยา่ งเหมาะสม

- ผู้บริหารสถานศึกษาส่งเสริมสนับสนุนครูและบุคลากรให้เกิดการ
เรียนรู้สง่ิ ใหม่ๆ

- ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษาดแู ลเอาใจใส่ครูและบคุ ลากร เป็นรายบคุ คล

จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล หมายถึง พฤติกรรมที่
ผู้บริหาร สถานศึกษา แสดงให้เห็นถึงการดูแลเอาใจใส่บุคคลเป็นรายบุคคล ทำให้รู้สึกมีคุณค่าและมี
ความสำคัญมีการกระจายอำนาจ มอบหมายงานอย่างเหมาะสมตามความรู้ความสามารถ ความถนัด
และความแตกต่างระหว่างบุคคล มีการนิเทศติดตามงาน แนะนํา ช่วยเหลือบุคลากร ส่งเสริมพัฒนา
ตนเองและพฒั นาบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้ส่ิงใหม่ๆ ใหม้ ีความกา้ วหน้าในวิชาชีพผู้บริหารจะต้องเปิด
โอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการปฏิบัติงาน และชื่นชมในความสามารถและผลงาน
ของบคุ ลากร

2.6 การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั

การดำเนินงานการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของสำนักงานส่งเสริม
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กระทรวงศึกษาธิการมีแนวคิดหลักในการจัด
การศึกษา ตามพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และภายใตแ้ นวคิดและหลกั การสง่ เสริม
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั ตามพระราชบญั ญตั สิ ่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 เพื่อให้บุคคลได้รับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศยั อยา่ งทั่วถึงและมคี ณุ ภาพ

50

2.6.1 การศึกษานอกระบบ
เป็นการศึกษารูปแบบหนึ่งที่จะช่วยให้บุคคลได้เรียนรู้ตลอดชีวิตหรือเป็นส่วนประกอบ

ส่วนหนึ่งของการศึกษาตลอดชีวิตในประเทศไทย กลุ่มเป้าหมายของการศึกษานอกระบบจะเป็น
เช่นเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย กิจกรรมการศึกษานอกระบบจัดขึ้นเพื่อเสริมเติมเต็ม
คู่ขนานและต่อเนื่องจากการศึกษาในระบบโรงเรียนเพื่อเป็นการให้โอกาสที่สองแก่ผู้ที่ไม่มีโอกาสเข้า
เรียนในระบบโรงเรียน หรือผู้ที่ได้เข้าเรียนบ้างในระดับพื้นฐานแต่ไม่ได้ศึกษาต่อ นอกจากนั้นยังให้
โอกาสแก่ผู้ที่ทำงานแล้วและต้องการความรู้เพิ่มเติม ตลอดจนให้การศึกษาแก่ผู้สูงอายุและยั งให้
การศึกษาแก่เด็กก่อนวัยเรียนที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีบริการจากการศึกษาในระบบโรงเรียนอีกด้วย
กลุ่มเป้าหมายการศึกษานอกระบบในประเทศไทย ประกอบด้วย กลมุ่ ตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ กลุม่ ท่ี 1 เด็กแรก
เกิดการให้การศึกษานอกระบบแก่กลุม่ นีม้ ิได้ให้แก่กลุ่มเป้าหมายโดยตรง แต่จะเป็นการจัดการศึกษา
สำหรับพ่อแม่ ซึ่งทำหน้าที่เลี้ยงดูเด็กแรกเกิด กลุ่มที่ 2 เด็กก่อนวัยเรียน เป็นการจัดการศึกษาใน
ลักษณะของศูนย์เด็กเล็กให้แก่เด็กระดับปฐมวัย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีโรงเรียนอนุบาลหรือโรงเรียนท่ี
เปิดสอนชั้นเด็กเล็ก กลุ่มที่ 3 เยาวชนในวัยเรียน ได้แก่ผู้เรียนไม่จบแต่ออกกลางคันและผู้ที่จบ
การศึกษาเพียงระดับต้น ๆ ไม่มีโอกาสศึกษาต่อแต่ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงาน กลุ่มที่ 4 ผู้ใหญ่ในวัย
ทำงาน ได้แก่ ผู้เพิ่งจะเริ่มทำงาน หรือทำงานมานานแล้ว และมีการศึกษาน้อย จำเป็นต้องได้รับ
ความรู้เพ่มิ เติม กลุ่มที่ 5 กลมุ่ ผู้สูงอายเุ ป็นผู้ท่ีอยใู่ นวัย 60 ปขี ึ้นไป ซึง่ อาจจะพักจากงานแล้วหรือบาง
กลุ่มอาจมีความจำเป็นต้องหาเลี้ยงชีพอยู่ นอกจากจะแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามช่วงอายุแล้ว
นักการศึกษานอกระบบและหน่วยงานที่จัดการศึกษานอกระบบ ยังแบ่งประเภทของกลุ่มเป้าหมาย
ของการศึกษานอกระบบในลกั ษณะอ่นื ๆ อกี เชน่ แบ่งตามทีอ่ ย่อู าศยั เปน็ ผูท้ ี่อยู่ในชนบท อยูใ่ นชุมชน
แออัด อยู่บรเิ วณชายแดน หรือแบ่งตามลักษณะเฉพาะ เช่น กลุม่ สตรี กลมุ่ เยาวชนกลุ่มผู้สงู อายุ ฯลฯ
(วรรตั น์ อภนิ นั ทก์ ลู , 2551, น. 8 - 9)

2.6.1.1 ความหมายของการศกึ ษานอกระบบ
ความหมาย การศึกษานอกระบบ ตามมาตรา 4 ในพระราชบัญญัติส่งเสริม

การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551“การศึกษานอกระบบ” หมายถึง
กิจกรรมการศึกษาที่มีกลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการและวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ที่ชัดเจน มีรูปแบบ
หลักสูตร วิธีการจัดและระยะเวลาเรียนหรือฝึกอบรมที่ยืดหยุ่นและหลากหลายตามสภาพความ
ตอ้ งการ ตามศักยภาพในการเรยี นรู้ของกลุ่มเป้าหมายนั้น และมีวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ท่ี
มีมาตรฐานเพื่อรับคุณวุฒิทางการศึกษาหรือเพื่อจัดระดับผลการเรียนรู้ (ราชกิจจานุเบกษา , 2551,
น. 3 - 4)

สุมาลี สังข์ศรี (2551, หน้า 7) ได้กล่าวว่า การศึกษานอกระบบหรือการศึกษานอก
โรงเรยี น แต่เดิมนิยมเรยี กว่า การศกึ ษาผู้ใหญ่ (Adult Education) เพราะแตเ่ ดิมนั้นจัดให้แก่ผู้ใหญ่ที่

51

ไมม่ ีโอกาสได้ศึกษาเมื่ออยูใ่ นวัยเรยี น แตป่ จั จบุ ันการศึกษานอกระบบ เป็นเรื่องของประสบการณ์และ
กิจกรรมทางการศึกษาทุกรูปแบบที่จัดให้แก่ประชาชนที่อยู่นอกระบบโรงเรียนทัง้ หมด ซึ่งครอบคลุม
ตั้งแต่ประชากรก่อนวัยเรียนประชากรที่อยู่ในวัยเรียน แต่พลาดโอกาสเข้าศึกษาในระดับต่าง ๆ
และประชากรที่มีอายุพ้นวยั เรียนในระบบโรงเรียนไปแล้วที่ต้องการความรู้เพ่ิมเติม เช่น ประชากรวยั
แรงงานจนถงึ ผู้สูงอายุ โดยไม่จำกัดวัย เพศ พน้ื ฐานการศึกษา อาชีพ ประสบการณ์ ความสนใจ ฯลฯ

ความหมายการศึกษานอกระบบ ตามมาตรา 15 ในพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545ได้ให้คำนิยามการศึกษานอกระบบไว้ใน
หมวด 3 ระบบการศึกษา มาตรา 15 (2) “การศึกษานอกระบบ” เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นใน
การกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบวิธีการจัดการศกึ ษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล
ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสม
และสอดคล้องกบั สภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุม่ (ทวปี อภสิ ิทธิ์, 2554, น. 4)

จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การศึกษานอกระบบ หมายถึง กิจกรรมการศึกษาที่มี
กลุ่มเป้าหมายผูร้ บั บริการและวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ทีช่ ัดเจน มีรูปแบบ หลักสูตรวิธีการจดั และ
ระยะเวลาเรียนหรือฝึกอบรมที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย ตามสภาพความต้องการ ศักยภาพในการ
เรยี นรขู้ องกลุ่มเป้าหมายนน้ั มวี ิธีการวัดผลและประเมินผลการเรยี นรู้ที่มมี าตรฐานเพื่อรับคุณวุฒิทาง
การศึกษา หรือเพอื่ จดั ระดับผลการเรยี นรู้

2.6.1.2 แนวคิดของงานการศึกษานอกระบบ
ทองอยู่ แก้วไทรฮะ (2554, น. 28) ได้กล่าวว่า แนวคิดของงานการศึกษานอก

ระบบนั้น ได้เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกตั้งแต่มีการจัดตั้งกรมการศึกษานอกโรงเรียน เมื่อปี พ.ศ. 2522 คน
แรกที่นำมาใช้ใน เรอ่ื ง ปรชั ญาคิดเป็น คอื ดร.โกวทิ วรพพิ ฒั น์ อดีตอธบิ ดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน
เป็นผู้คิดค้นคำนี้ขึ้นมาเป็นคำท่ีคนไทยหลายคนคุ้นหู “คิดเป็น” ท่านได้เขียนไว้ว่า คนเราโดยทั่วไป
ต้องการหรือปรารถนาอะไรความต้องการหรือความปรารถนาของแต่ละบุคคลมักไม่เหมือนกัน บาง
คนต้องการมีที่ปลูกบ้าน มีที่ทำกินเป็นของตนเอง บางคนต้องการมีรถยนต์คันโต ๆ บางคนต้องการ
เป็นคนมีหน้ามีตามีชื่อเสียงในสังคมและบางคนต้องการหลบหนีสังคมไปอยู่อย่าง เงียบ ๆ ในป่าดง
ดังนั้น ความต้องการในแง่ของแต่ละบุคคล จะรู้สึกว่าทุกคนที่มีความต้องการหรือปรารถนาที่ไม่
เหมอื นกนั นัน้ แต่มจี ดุ รวมของความต้องการเหมือนกันคือทุกคนต้องการความสุขคนเราแต่ละคนจะมี
ความสุขที่สุดเมื่อตนเองและสังคม สิ่งแวดล้อมประสมกลมกลืนกันอย่างราบร่ืน ทั้งทางด้านวัตถุ กาย
และใจ ปรัชญาคิดเป็น เป็นความต้องการพื้นฐานของการเรียนของมวลชน คือ ต้องการในการฝึกให้
บุคคลซึ่งอยู่ในส่วนต่าง ๆของประเทศ มีอาชีพ มีปัญหาต่างกัน ได้รับการเรียนให้เป็นผู้ที่เรียกได้ว่า
“คิดเป็น” ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ถ้าคนเราไม่ได้รับการศึกษาเลยแล้วจะเป็นคนคิดไม่เป็น ถือว่า
มนุษย์ทุกคนที่ไม่เป็นผู้ผิดปกติแล้วเป็นผู้คิดเป็นทั้งสิ้น แต่เนื่องจากความสะดวกสบายตามธรรมชาติ

52

บางทีทำให้ไม่ได้ใช้ความคิดไปบ้างว่าจะทำอะไร ตามเยี่ยงอย่างผู้อื่นจนเป็นนิสัยจนกระทั่งลืมคิดไป
บ้าง สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไปบ้าง เหล่านี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้รัฐมีหน้าที่จัดให้
การศึกษาเพ่ือมวลชน ให้ทกุ คนได้รบั การฝกึ ใหไ้ ดใ้ ชค้ วามคิดจนเปน็ คนคิดเป็น

2.6.1.3 รูปแบบกจิ กรรมการศกึ ษานอกระบบ
รปู แบบกิจกรรมการศึกษานอกระบบ มี 2 ลกั ษณะ ได้แกก่ ารศึกษาขั้นพื้นฐานตัง้ แต่

การส่งเสริมการรู้หนังสือ การศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนอกระบบโรงเรียน ระดับ
ประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อีกรูปแบบหนึ่งเป็น
หลักสตู รการศกึ ษาต่อเนือ่ ง มีท้งั การศึกษาอาชีพ การศกึ ษาเพื่อพฒั นาสังคมชมุ ชน และการศึกษาเพ่ือ
พัฒนาทักษะชีวิตเป็นหลักสูตรระยะสั้น (เอกสารประกอบการฝึกอบรมกลุ่มข้าราชการครูและ
บคุ ลากรทางการศกึ ษา, 2551, น. 233)

วรรัตน์ อภินันท์กูล (2551, น. 7 - 9) ได้กล่าวว่า กิจกรรมการศึกษานอกระบบที่มี
อยู่ในปัจจุบัน สามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ 1 การศึกษานอกระบบประเภท
การศกึ ษาพื้นฐาน เปน็ กจิ กรรมท่จี ดั ขึ้นเพ่ือให้กลุ่มเป้าหมายมคี วามรู้พื้นฐานที่จำเปน็ ต่อการดำรงชีวิต
ความรใู้ นการอา่ นเขยี น การคำนวณเบื้องตน้ การติดต่อส่ือสาร ความรู้ด้านสงั คมสงิ่ แวดลอ้ ม ซ่ึงจะเป็น
พื้นฐานการดำรงชีวิตหรือการศึกษาต่อกิจกรรมในกลุ่มนี้ เช่น การสอนอ่านเขียน มีทั้งการสอนอ่าน
เขียนสำหรับประชาชนชาวไทยมุสลิมใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการศึกษานอกโรงเรียนสาย
สามัญระดับประถม มัธยมต้นและมัธยมปลาย ซึ่งเทียบเท่าการศึกษาในระบบโรงเรียนระดับชั้น
ประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย ทุกระดับมีวิธีเรียนให้เลือกได้ 3 วิธี คือแบบชั้นเรียน แบบเรียน
ด้วยตนเอง และแบบทางไกล กลุ่มที่ 2 การศึกษานอกระบบประเภทการให้ความรู้และทักษะอาชีพ
เป็นการให้ความรู้ทางด้านวิชาชีพสาขาต่าง ๆเพื่อเพิ่มพูนรายได้วิชาชีพที่เปิดสอนมีมากมายหลาย
สาขาทั้งด้านเกษตรกรรมอุตสาหกรรม คหกรรม ศิลปกรรม หัตถกรรม พาณิชยกรรม เช่น ช่างไฟฟ้า
ช่างซ่อมวิทยุโทรทัศน์ ช่างแอร์ พิมพ์ดีด คอมพิวเตอร์ ช่างยนต์ ตัดเย็บเสื้อผ้า อาหาร ขนมการเลี้ยง
ปลา การทำนากงุ้ การทำเครอ่ื งจักสาน ฯลฯ โดยการฝึกอาชีพระยะส้นั เป็นการให้ความร้ทู ักษวชิ าชีพ
เบื้องต้นหรือให้ทักษะขั้นพื้นฐานในวิชาชีพสาขาต่าง ๆ มีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน สมาคม
มูลนธิ ิ เชน่ สถาบันพัฒนาฝีมอื แรงงานกรมอาชีวศกึ ษา วทิ ยาลยั สารพัดช่าง กรมสง่ เสริมอุตสาหกรรม
โรงเรียนฝึกอาชีพของเอกชน กรมการศึกษานอกโรงเรยี น เป็นต้น และกลุ่มที่ 3 การศึกษานอกระบบ
ประเภทให้ความรู้ทั่วไปและข่าวสารข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เป็นการให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารที่มี
ประโยชน์ตอ่ การพฒั นาคุณภาพชีวิต ไดแ้ ก่ ความรูด้ า้ นสุขภาพ กฎหมายศาสนา ส่ิงแวดลอ้ ม การเมอื ง
เศรษฐกิจ ฯลฯ กิจกรรมในกลุ่มนี้ ได้แก่ การเชิญวิทยากรมาให้ความรู้ การให้ความรู้ ข่าวสารผ่านสอื่
ประเภทต่าง ๆ การจัดตั้งที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน ห้องสมุดประชาชน ศูนย์การเรียนชุมชน การ
จัดตั้งแหล่งความรู้ในลักษณะต่าง ๆผู้ที่จัดกิจกรรมทั้ง 3 กลุ่มนี้มีมากมาย นอกจากหน่วยงาน

53

การศึกษานอกโรงเรียนแล้วยังมีหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงาน หน่วยงานเอกชน สมาคม มูลนิธิ
องค์กรในท้องถน่ิ สถานประกอบการ กรรมการชุมชน ฯลฯ

2.6.2 การศกึ ษาตามอัธยาศัย
ความหมายการศกึ ษาตามอัธยาศัยในพระราชบัญญตั สิ ่งเสริมการศึกษานอกระบบและ

การศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 ได้ให้คำจำกัดความของการศึกษาตามอัธยาศัย ไว้ว่า “การศึกษา
ตามอัธยาศัย” หมายความว่า กิจกรรมการเรียนรู้ในวิถีชีวิตประจำวันของบุคคล ซึ่งบุคคลสามารถ
เลือกที่จะเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ตามความสนใจ ความต้องการ โอกาสความพร้อมและ
ศักยภาพในการเรยี นร้ขู องแตล่ ะบคุ คล

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. 2542 มาตรา 15 ได้นิยามการศึกษา
ตามอัธยาศัย ไว้ว่า “การศึกษาตามอัธยาศัย” เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ตาม
ความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม
สภาพแวดลอ้ ม สื่อ หรอื แหลง่ ความร้อู ื่น ๆ เป็นต้น

สมบัติ สุวรรณพิทักษ์ (2551, น. 234) ได้กล่าวว่า การศึกษาตามอัธยาศัย หมายถึง
การเรียนรู้ตามวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ และทุกช่วงวัยของชีวิต โดยเรียนรู้ด้วยตนเอง
ตามความสนใจ ศักยภาพ ความพรอ้ ม โอกาสและประสบการณก์ ารทำงาน สภาพแวดล้อม และแหล่ง
เรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้เจตคติ ทักษะความบันเทิง และการพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา
ตามอัธยาศัย(Informal Education) ความหมายตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
แก้ไขเป็น (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้ให้คำนิยามการศึกษาตามอัธยาศัยไว้ในหมวด 3 ระบบการศึกษา
มาตรา 15(3) “การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศกึ ษาทีใ่ หผ้ เู้ รียนไดเ้ รียนรู้ดว้ ยตนเอง ตามความสนใจ
ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคลประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ หรือ
แหลง่ ความรู้อื่น ๆ” สมบตั ิ สุวรรณพทิ ักษ์ (2551, น. 234)

อุดม เชยกีวงศ์ อ้างถึง คูมส์ (2551, น. 58 - 59) ได้กล่าวว่าการศึกษาตามอัธยาศยั
หมายถึง กระบวนการศึกษาตลอดชีวิตที่ทุกคนได้รับและสะสมความรู้ ทักษะ เจตคติ และการรู้แจ้ง
จากประสบการณ์ประจำวัน และการสัมผัสกบั สิ่งแวดล้อมท้ังที่บา้ น ที่ทำงาน และสนามเด็กเล่น จาก
ตัวอย่าง และเจตคติของสมาชิกครอบครัวและเพื่อนจากการเดินทาง การอ่านหนังสือพิมพ์และ
หนังสืออื่น ๆ หรือโดยการฟังวิทยุ หรือการดูภาพยนตร์ หรือโทรทัศน์ ตามปกติแล้ว การศึกษาตาม
อัธยาศัยไม่มีการจัด ไม่มีระบบ และบางครั้งไม่ได้ตั้งใจ แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ไปตลอดชวี ิต
ของแต่ละคนอยูอ่ ย่างมาก แมแ้ ต่ผู้ที่มกี ารศึกษาในโรงเรียนมาแล้วก็ตาม

ทวีป อภิสิทธ์ (2554, น. 9) ได้กล่าว การศึกษาตามอธั ยาศยั (Informal Education)
หมายถึง การศึกษาที่เกิดขึ้นตามวิถีชีวิตที่ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความ
พร้อมและโอกาสโดยศึกษาจากประสบการณ์ การทำงานบุคคล ครอบครัว สื่อมวลชน ชุมชน แหล่ง

54

ความรู้ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะความบันเทิงและการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยมีลักษณะท่ี
สำคัญ คือ ไม่มหี ลกั สตู ร ไม่มเี วลาเรียนท่ีแน่นอน ไม่จำกัดอายุ ไม่มกี ารลงทะเบียน ไมม่ กี ารสอบ ไม่มี
การรับประกาศนียบัตร มีหรือไม่มีสถานศึกษาที่แน่นอน เรียนที่ไหนก็เรียนได้ สามารถเรียนได้
ตลอดเวลา และเกดิ ขึ้นในทุกชว่ งวยั ตลอดชวี ติ

จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การศึกษาตามอัธยาศัย หมายถึง กิจกรรมการเรียนรู้ใน
ชวี ติ ประจำวันของบุคคล ซึ่งบุคคลสามารถเลือกที่จะเรียนรู้ได้อยา่ งต่อเน่ืองตลอดชีวติ ตามความสนใจ
ความตอ้ งการ โอกาส ความพรอ้ มและศกั ยภาพในการเรยี นรูข้ องแตล่ ะบคุ คล

2.6.2.1 แนวคิดของงานการศึกษาตามอธั ยาศยั
อดุ ม เชยกวี งศ์ (2551, น. 83 - 85) ไดก้ ลา่ วไวว้ า่ การจัดการศึกษาตาม

อัธยาศัย ไม่ใช่ของใหม่หรือเป็นการศึกษารูปแบบใหม่ แต่เป็นการศึกษาที่มีมาแต่ในอดีต ตั้งแต่มี
มนุษย์เกิดขึ้นมาในโลก ตั้งแต่มนุษย์อยู่ในถ้ำใช้ชีวิตอยู่ตามเผ่าพันธุ์เป็นการเรียนรู้จากธรรมชาติ
การรู้จักหนีภัยธรรมชาติและศัตรู การเรียนรู้วิธีล่าสัตว์ ยิงนกตกปลาเป็นอาหาร การเรียนรู้วิธีปลูก
พืชผักและเลี้ยงสัตว์ และการทำสวนครัวจากพอ่ แม่และสมาชิกอื่นในครอบครัว ในสังคมเกษตรกรรม
การศึกษาในโรงเรียนยังไม่เจริญและทั่วถึง เช่น ในประเทศด้อยพัฒนาและประเทศกำลังพัฒนา
ทัง้ หลาย คนสว่ นใหญจ่ ะได้รับการศึกษาในรปู แบบของการศึกษาตามอัธยาศัยค่อนขา้ งมาก เดก็ เล็กไม่
ว่าชายหรือหญิงเรียนรู้ภาษาของตน เรียนรู้มารยาทสังคมและการคบค้าสมาคมกับผู้อื่น และเรียนรู้
การเอาตัวรอดและการดำรงชวี ติ ที่ปลอดภยั และเป็นสุขจากพ่อแมแ่ ละสมาชิกอน่ื ในครอบครัวเม่ืออายุ
มากขน้ึ เขา้ สูว่ ยั เด็กตอนต้น เด็กผู้ชายเรียนรู้อาชีพของผชู้ ายจากพ่อหรือพ่ชี ายชาวชนบทจะเรียนรู้การ
หาเลี้ยงชีพการล่าสัตว์ การตกปลา และทำเครื่องมือหาปลาล่าสัตว์และของใช้จำเป็นในบ้านอื่น ๆ
ส่วนลูกผู้หญิงจะเรียนเกี่ยวกับการปรุงอาหารการถนอมอาหารจากพ่อแม่ การรู้จักเลี้ยงน้อง การเย็บ
ปักถักร้อย และหัตถกรรมในครัวเรือน เช่น การปั่นฝ้าย สาวไหม ทอผ้า การประดิษฐ์ลวดลายผ้า
นอกจากน้ีสมาชกิ ในครอบครัวทั้งชายและหญงิ จะต้องเรยี นรูเ้ กีย่ วกับอาชีพของครอบครัว เช่น การทำ
ไร่ ทำนาจกั สาน ชา่ งเหล็ก ช่างไม้ อาชพี หัตถกรรมในครวั เรอื นตา่ ง ๆ จากครอบครวั และเครือญาติ

สมบัติ สุวรรณพิทักษ์ (2551, น. 234) ได้กล่าวว่า การศึกษาตามอัธยาศัย
(Informal Education, Informal Learning) เป็นการศึกษาตามวิถีชีวิตของมนุษย์การศึกษาตาม
อัธยาศยั เกดิ ขึน้ ตลอดเวลา ไมว่ า่ จะอยูท่ ี่ใด เวลาใด (Accidental Learning)และต้องพรอ้ มทจ่ี ะเป็นผู้
เรียนรู้ (Ready to be a learner) ผู้เรียนที่ดีจะต้องมี สุ คือ ฟังเป็นจิ คือ คิดเป็น ปุ คือ ถามเป็น ลิ
คือ จดบันทึกเป็นสิ่งสำคัญคือให้การเรียนรู้เป็นนิสัยและเป็นวัฒนธรรมที่ติดตัวเราไปตลอดเวลา
ผู้เรียนรู้ คอื ผทู้ มี่ คี วามเจรญิ งอกงาม

จากทก่ี ล่าวมาสรุปได้ว่า การศึกษาตามอธั ยาศยั เปน็ การศึกษารปู แบบหน่ึงของมนุษย์ท่ี
ได้เรียนรู้ตั้งแต่เกิดจนตาย และเป็นการเรียนรู้ที่ได้จากสภาพแวดล้อมประสบการณ์และการศึกษา

55

ค้นคว้าจากสื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่อยู่รอบตัวเรา และเป็นการเรียนรู้ที่ไม่จำกัดสถานที่ เวลา
เพศ อายุ ระดับการศึกษา ผู้เรียนมีความพึงพอใจที่จะเรียนอะไรก็ได้ที่ตนเองสนใจและไม่มีกฎหมาย
บังคบั ให้เรยี น

2.6.2.2 รปู แบบในการดำเนินกจิ กรรมการศึกษาตามอัธยาศัย
อุดม เชยกีวงศ์ (2551, น. 105) ได้กล่าวว่า รูปแบบการเรียนรู้ตามอัธยาศัย

มี 2 รูปแบบ คือ การเรียนรู้ด้วยตนเองโดยการค้นคว้าจากแหล่งความรู้สื่อต่าง ๆ และภูมิปัญญา
ท้องถิ่นและอีกรูปแบบหนึ่งคือการเรียนรู้จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีการจัดขึ้นโดยมี
หลักสูตร รูปแบบ จุดประสงค์ แต่ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความสนใจและความ
ต้องการของผู้เรียนเองและหากผู้เรียนต้องการนำความรู้นั้นไปเทียบโอนกับในระบบโรงเรียนก็
สามารถทำได้

สมบัติ สุวรรณพิทักษ์ (2551, น. 234) ได้กล่าวว่า รูปแบบในการดำเนิน
กิจกรรมการศกึ ษาตามอธั ยาศัย ไดแ้ ก่ การเรียนร้ผู ่านส่ือ เชน่ สอ่ื อินเตอรเ์ น็ต(Internet) รายการวิทยุ
เสียงตามสาย รายการโทรทัศน์ สื่อวีซีดี (VCD) เอกสารสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ และการเรียนรู้จากการร่วม
กจิ กรรม เช่น เวทีเสวนา กิจกรรมการพัฒนาของชุมชนห้องสมดุ การจัดนทิ รรศการ ศูนย์วทิ ยาศาสตร์
เพือ่ การศกึ ษา แหล่งเรียนรทู้ ไ่ี ดร้ ับการข้ึนทะเบียนเป็นแหลง่ การเรียนรขู้ องสถานศกึ ษา กศน.

จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า รูปแบบการเรียนรู้ในลักษณะการศึกษาตามอัธยาศัย
คือ การเรียนรู้ด้วยตนเองจากการปฏิบัติและศึกษาจากสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ และสื่อรูปแบบที่ไม่ใช่
ส่ิงพมิ พ์ หรืออาจจะเรยี นรโู้ ดยการเขา้ ไปมีส่วนร่วมในกจิ กรรมตามความตอ้ งการและความสมัครใจ

2.7 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลย่ี นแปลงของผู้บรหิ ารสถานศึกษา

2.7.1 ความหมายของแนวทางการพัฒนา
ราชบัณฑิตยสถาน (2546, น. 779) ได้กําหนดไว้ว่า การพัฒนา หมายถึง การทำ

ให้เจรญิ การเปลย่ี นแปลงในทางทีเ่ จรญิ ข้ึน การคลีค่ ลายไปในทางท่ดี ี
สนธยา พลศรี (2547, น. 4) ได้สรุปไว้ว่า การพัฒนา หมายถึง การเปลี่ยนแปลง

ที่เกิดขึ้นจากการเตรียมการในลักษณะของการวางแผนแล้วบริหารจัดการให้ ดำเนินงานไปตามแผน
ใหป้ ระสบความสำเรจ็ ตามเป้าหมายทว่ี างไว้

สมปอง มาตย์แท่น (2555, น. 37) ได้สรุปไวว้ า่ แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการ
คือ การสร้างความรู้ ความเข้าใจให้เกิดความตระหนักและนําไปใช้ในการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม และ
ตอ่ เน่อื ง

56

สายันต์ เขียวบริสุทธิ์ (2557 น. 7) ได้สรุปไว้ว่า แนวทางการพัฒนา หมายถึง
การนําผล การวิเคราะห์ข้อมูล ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะกับการบริหารจัดการมากําหนดเป็นแนว
ทางการบริหาร จดั การ

จากท่กี ล่าวมาสรุปได้วา่ แนวทางการพฒั นา หมายถงึ แนวทางปฏิบัตใิ นการขับเคล่ือน
การพัฒนา การบริหารจัดการที่ได้จากการสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุตามเป้าหมาย
ทกี่ ำหนด

แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
สงั กดั สำนกั งานส่งเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ผู้วจิ ัยไดเ้ สนอวธิ ีการที่จะช่วย
พัฒนาการบริหารสถานศึกษา โดยใช้กระบวนคู่มือเป็นเครื่องมือในการพัฒนาภาวะผู้นำการ
เปลย่ี นแปลงของผู้บรหิ ารสถานศึกษา สงั กดั สำนกั งานสง่ เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อธั ยาศัย

2.7.2 ค่มู อื
2.7.2.1) ความหมายของคมู่ อื นักวชิ าการศกึ ษาได้กลา่ วถงึ ความหมายของคูม่ ือไวด้ ังน้ี
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ. ศ. 2554 ได้ให้ความหมายของคู่มือไว้ว่าสมุดหรือ

หนังสอื ทใ่ี ห้ความร้เู ก่ียวกับเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งที่ต้องการรเู้ พื่อใช้ประกอบตำรา เพื่ออำนวยความสะดวก
เก่ยี วกับการศึกษาหรือการปฏิบตั ิเร่ืองใดเร่อื งหน่ึงเพื่อแนะนำวธิ ีการใช้อปุ กรณ์อยา่ งใดอยา่ งหน่ึง

เรืองชัย จรุงศิรวัฒน์ (2554, น.43) กล่าวว่า คู่มือหมายถึง เอกสารที่ให้ความรู้เรื่องใดเรื่อง
หนึ่งมีการอธิบายขน้ั ตอนและวิธกี ารใช้อยา่ งเป็นระบบ โดยมีรายละเอยี ดของข้อมูลแบง่ เปน็ ส่วนๆเพื่อ
แนะนำข้นั ตอนการปฏิบตั ิงานใหผ้ ู้ใช้สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพตามที่ผู้จัดทำ
กำหนด

มาเรียม นิลพันธุ์ (2558, น.8) ได้ให้ความหมายของคู่มือ (Handbook หรือ Manual)
หมายถึง เอกสารที่รวบรวมเนื้อหาทั้งทฤษฎีและแบบฝึกปฏิบัติเพื่อใช้ประกอบหรืออำนวยความ
สะดวกเก่ียวกับการศึกษาเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง โดยมีรายละเอยี ดและแนะนำวิธีการปฏบิ ัติในกิจกรรมเป็น
การให้คำอธิบายและเฉลยปัญหาหรือข้อสงสัย เพื่อให้ได้ความรู้และคำตอบอย่างรวดเร็วด้วยตนเอง
นิยมจดั ทำเป็นรูปเลม่ ทำให้สามารถร้รู ายละเอียดเกี่ยวกับเร่อื งน้นั ได้มากข้นึ และมักจะมีภาพประกอบ
เพื่อดงึ ดดู ความสนใจและเพือ่ ใหเ้ ข้าใจงา่ ยขน้ึ

ประสิทธิ์ อุ่นหนองกุ้ง (2559, น.154) ได้อธิบายความหมายของคู่มือว่า เอกสารหรือตำราที่
เขียนขึ้นเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ใช้คู่มือศึกษาทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติตามได้ คนมีภาพประกอบ
และแผนภูมิต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ อำนวยความสะดวก เป็นแนวทางให้ผู้ศึกษาเกิด
ความรูเ้ รือ่ งใดเรือ่ งหนึ่งดว้ ยตนเองอยา่ งถกู ต้อง

57

ดังนั้นสรุปได้ว่า คู่มือเป็นเอกสารที่ใช้เป้นเครื่องมือในการฝึกปฏิบัติ ตามวิธีการหรือขั้นตอน
และอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกัน
ยงั ช่วยให้ผใู้ ชส้ ามารถนำไปใชไ้ ด้อยา่ งถกู ต้องและมีประสิทธิภาพ

2.7.2.2) คุณลกั ษณะของคู่มอื ท่ีดี
วัฒนา ฉมิ ประเสริฐ (2554, น. 15-16) กล่าววา่ ลักษณะที่ดีของคู่มอื จะตอ้ งมกี ารเรยี งลำดับ

ขัน้ ตอนการใชใ้ ห้ชัดเจนและง่ายต่อการทำความเขา้ ใจ เมอ่ื อา่ นแลว้ ต้องสามารถนำไปปฏบิ ัติได้ถูกต้อง
ต้องเน้นแนวปฏิบัติทีส่ ำคัญควรแสดงแผนภาพ แผนภูมิ แผนผัง เพื่อช่วยให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ
ไดง้ า่ ยและรปู แบบของคู่มือควรจะมีรปู แบบทน่ี ่าสนใจ สวยงามนา่ อา่ น และทนทานตอ่ การใช้งาน

สมจิตร ลิขติ สถาพร (2551, น. 12) ไดก้ ล่าวถงึ ลักษณะคู่มือที่ดีดังนี้
1) ง่ายที่สุดหากเราสามารถเขียนคู่มือขึ้นมา โดยที่คนอ่านหนังสือไม่ออกก็ยังสามารถทำ

ตามรูปที่เราเขียนขึ้นมาได้ นั้นคือตัวอย่างของคู่มือที่ดีและง่ายเพราะสิ่งที่เราจะทำก็คือถ่ายทอด
ความรเู้ บ้ืองตนั ของเราไปสผู่ ู้อ่นื ตอ้ งการส่อื สารง่ายทสี่ ดุ เราจะเลกิ ใชเ้ ทคนิคตา่ ง ๆ ได้

2) เขียนขึ้นมาจากต้นแบบที่ดีก่อนที่เราจะลงมือเขียนคู่มือ ต้องสำรวจดูก่อนว่างานของ
เรานั้น เป็นต้นแบบที่ดีมีมาตรฐานหรือไม่ หากงานบางอย่างยังไม่ใช่วิธีการที่ดี เราเขียนคู่มือออกมา
เทา่ กับเปน็ การลอกแบบทไ่ี มด่ ีไปส่ผู ู้อน่ื เชน่ กนั

3) ได้รบั การทดลองใช้ ก่อนที่จะนำคมู่ ือไปอบรมถ่ายทอดให้ใครเราควรที่จะมีการทดลอง
ใช้

4) แก้ไขปรับปรุงเมื่อเราทดลองใช้พบปัญหาที่ใช้ไม่ได้ผล เราก็ต้องมีการแก้ไขปรับปรุง
เพือ่ ทำให้ค่มู ือของเราเป็นคู่มือที่ดที ีส่ ดุ

5) แยกหมวดหมู่ของเรื่องไดด้ ี ปญั หาของการเขยี นคู่มอื ท่จี ะเกิดขึน้ เสมอคือการปะปนกับ
เนื้อหา กระโดดไป กระโดดมา

6) มีการ Up-Date จะมีเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น คู่มือของ
เราจะต้องมกี ารเพ่ิมเติมให้ทนั เวลา และปรับปรงุ ใหท้ ันสมยั เสมอ

7) มกี ารเปรยี บเทียบที่ถูกnทีผ่ ิด ยกตวั อย่าง เพือ่ ให้เกดิ ความเข้าใจยิ่งขึน้ ควรเปรียบการ
กระทำที่ถกู ตอ้ งกบั การกระทำทผ่ี ดิ เอาไว้เสมอ จะเปน็ คู่มือท่ดี ี

8) มีแบบฟอร์มควบคุมงาน เมื่อคุณมีการกำหนดมาตรฐานการทำงานในคู่มือแล้วควรมี
การออกแบบฟอร์ม เพอ่ื ตรวจสอบควบคุมการทำงานที่ถกู ต้องดว้ ยเชน่ เดยี วกัน

สิรกิ ร ประสพสขุ (2555, น. 20) กลา่ วว่า ลักษณะของค่มู อื ท่ีดีควรมีลักษณะดังนี้

58

1) ด้านรปู แบบมีขนาดรูปเลม่ เหมาะสมตวั อักษรอ่านง่ายชัดเจนรูปประกอบเหมาะสมกับ
เนอื้ หาและการนำเสนอกิจกรรมแตล่ ะข้ันตอนมีความชัดเจน

2) ด้านเนื้อหา วัตถุประสงค์ของคู่มือกำหนดไว้ชัดเจนเหมาะสม ระบุขอบข่าย เนื้อหา
ครอบคลุมตามวัตถุประสงค์ คำแนะนำการศึกษาคู่มือเขียนได้ชัดเจน เข้าใจง่ายเนื้อหาความรู้มีความ
เหมาะสมตรงกับความตอ้ งการและความจำเปน็

3) ดา้ นการนำไปใช้ กำหนดขนั้ ตอนการศึกษาคู่มือไว้ชัดเจน กำหนดกจิ กรรม เนื้อหาและ
แบบฝึกได้สัมพันธ์ มีกิจกรรมประเมินผลเหมาะสมกับเนื้อหาจากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับ
คุณลักษณะของคู่มือที่ดีข้างต้นสรุปได้ว่า คุณลักษณะของคู่มือที่ดีจะต้องมีขอบข่าย แนวการเขียน
เนื้อหาวิชาที่ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของกิจกรรม สามารถใช้ในการปฏิบัติได้จริงมีจุดมุ่งหมายท่ี
ต่อเนื่องคำตอบที่ได้มีข้อความรู้ เกี่ยวกับการศึกษาคู่มือให้ความกระจ่างเด่นชัดสามารถดำเนินตาม
แนวทางท่ีมุง่ ไปสเู่ ปา้ หมายในแต่ละขัน้ ตอนได้เปน็ การปฏบิ ัตแิ ละไดผ้ ลซึง่ ผ้ใู ชส้ ามารถนำไปประยุกต์ใช้
ได้อย่างมีคณุ ภาพ

จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะของคู่มือที่ดีข้างต้นสรุปได้ว่า คุณลักษณะของ
คู่มือที่ดีจะตอ้ งมีขอบข่าย แนวการเขียนเนื้อหาวชิ าที่ครอบคลุมวตั ถุประสงคข์ องกิจกรรม สามารถใช้
ในการปฏิบัติได้จริงมีจุดมุ่งหมายที่ต่อเนื่องคำตอบที่ได้มีข้อความรู้ เกี่ยวกับการศึกษาคู่มือให้ความ
กระจ่างเด่นชัดสามารถดำเนินตามแนวทางที่มุ่งไปสู่เป้าหมายในแต่ละขั้นตอนได้เป็นการปฏิบัติและ
ได้ผลซง่ึ ผูใ้ ชส้ ามารถนำไปประยกุ ต์ใชไ้ ด้อย่างมคี ุณภาพ

2.7.2.3) องคป์ ระกอบของคมู่ อื
ในการจัดทำคู่มือนั้นมีส่วนประกอบสำคัญ ๆ ที่สามารถนำไปอธิบายถึงองค์ประกอบ

ของคู่มือได้ว่า ใคร (Who) ต้องทำอะไร (What ทำที่ไหน (Where) ทำเมื่อไร (When) และทำไม
(Why) รวมถึงระดบั ของคมู่ ือในการปฏบิ ัติงาน หรือคมู่ อื การเรียนการสอนที่ดซี ่ึงมีนกั วิชาการด้านการ
จดั ทำคมู่ อื ไดอ้ ธิบายเกย่ี วกับองค์ประกอบของคมู่ ือไว้ดังนี้

พัชรพร สนั ตวิ จิ ิตรกลุ (2553, น. 36) ศกึ ษาองคป์ ระกอบของคู่มือสรปุ ไดว้ ่าในการจดั ทำคู่มือ
จะตอ้ งประกอบด้วยองค์ประกอบท่ีสำคัญคือ วธิ กี ารใชค้ ูม่ ือหรอื คำแนะนำในการใช้คู่มือ เนือ้ หา สาระ
คำชี้แจงเกี่ยวกับการจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ การจัดกิจกรรมแหล่งข้อมูลอ้างอิงเพื่ออำนวยความ
สะดวกแก่ผู้ใช้คู่มือให้สามารถดำเนินงานได้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพและแบบฝึกหัด
หรือแบบฝึกปฏิบัติเพื่อช่วยให้การฝึกฝน เพื่อประโยชน์ในการช่วยให้การปฏิบัติงานประสบ
ความสำเร็จ บรรลุตามเป้าหมายทั้งยังช่วยให้การประหยัดทรัพยากรประหยัดเวลาและบุคลากร
ตลอดจนผลงาน มคี ุณภาพตามเป้าหมาย

นันท์มนัส รอดทัศนา (2554, น. 52) กล่าวว่า องค์ประกอบของคู่มือนั้นจำเป็นต้องมีให้
ครบถว้ นและชัดเจนทุกองค์ประกอบ เพอื่ ใหเ้ กดิ ประโยชนส์ งู สุดแก่ผนู้ ำไปใชซ้ ง่ึ ได้แบง่ ออกเป็นส่วน ๆ

59

ดังนี้ 1) ส่วนของคำชี้แจง 2) ส่วนของเนื้อหาสาระ 3) ส่วนของกิจกรรม ขั้นตอนวิธีการและเวลา
ดำเนนิ การ 4) ส่วนของสถานทวี่ สั ดุ อปุ กรณแ์ ละส่ือตา่ ง ๆ 5) สว่ นขอ้ เสนอแนะ และ 6) ส่วนของการ
วดั ผลและประเมนิ ผล

พิมพิไล ถือธรรม (2550, น. 61) ศึกษาองค์ประกอบของคูมือที่ดีนั้นตองประกอบด้วยคำ
ชี้แจง การใช้คู่มือ มีเนื้อหาสาระและคำอธิบายวิธีการหรือแนวทางการปฏิบัติการ การเตรียม การ
เกี่ยวกับวัสดุ สื่อ อุปกรณ์ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เข้าใจง่ายควรมีคำแนะนำเกี่ยวกับแนว
ทางการแก้ไข ปญั หา การปอ้ งกันที่อาจจะเกดิ ข้ึนกบั ผู้อ่าน หรือผู้นำคู่มือไปปฏิบัติได้ถูกต้องตลอดจน
ควรมคี ำแนะนำแหลง่ ความรูอ้ ้างองิ ท่จี ะเป็นประโยชน์ตอ่ ผศู้ กึ ษาคน้ ควา้

สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน (2561, น. 17) ไดจ้ ดั ทำคมู่ ือการจัดกิจกรรม
ฝึกอบรมสภานักเรียนขึ้นเพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการฝึกอบรมกิจกรรมสภานักเรียนสำหรับ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ให้สามารถถ่ายทอดหลักการของสภานักเรียนสามารถ
นำความรู้และประสบการณ์ที่ไดจ้ ากกิจกรรมสภานกั เรยี นไปประจำวันไดอ้ ย่างเหมาะสม คู่มือการจดั
กิจกรรมฝึกอบรมสภานักเรียน ประกอบด้วย 3 ส่วน ส่วนที่ 1 บทนำ ประกอบด้วย 1) หลักการและ
เหตุผล 2) วัตถุประสงค์ 3) โครงสร้างของหลักสูตร และ 4) ผลที่คาดว่าจะได้รับ ส่วนที่ 2 โครงสร้าง
หลักสูตรการจัดกิจกรรมฝึกอบรมสภานักเรียน ซึ่งเป็นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่จะอบรม
พัฒนา และกิจกรรมต่าง ๆ และส่วนที่ 3 เครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้จากการฝึกอบรม
ประกอบด้วย 1) แบบสำรวจความพึงพอใจการจัดฝึกอบรมสภานักเรียน 2) แบบสังเกตพฤติกรรม 3)
แบบประเมนิ ผลงาน และ 4) แบบสมั ภาษณ์

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (2562, น. 33) ได้เขียนถึงองค์ประกอบของ
การจดั ทำค่มู ือการปฏบิ ัตงิ าน 8 สว่ น ดงั นี้

1) วตั ถปุ ระสงค์ (Objectives) เป็นการชี้แจงให้ผู้อ่านทราบถงึ วตั ถุประสงค์ในการจัดทำ
เอกสารเรอ่ื งนีข้ ึน้ มา

2) ขอบเขต (Scope) เป็นการชี้แจงให้ผู้อ่านทราบถึง ขอบเขตของกระบวนการในคู่มือ
ว่าครอบคลมุ ตั้งแตข่ ั้นตอนใด ถงึ ขน้ึ ตอนใด หน่วยงานใด กบั ใคร ท่ใี ด และเมอ่ื ใด

3) คำจำกัดความ (Definition) เป็นการชี้แจงให้ผู้อ่านทราบถึงคำศัพท์เฉพาะ ซึ่งอาจ
เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษหรือคำย่อ ที่กล่าวถึงภายใต้ระเบียบปฏิบัตินั้น ๆ เพื่อให้เป็นที่เข้าใจ
ตรงกนั

4) ความรับผิดชอบ (Responsibilities) เป็นการชี้แจงให้ผู้อ่านทราบว่าใครบ้างท่ี
เก่ียวขอ้ งกบั ระเบียบปฏิบตั นิ ั้น ๆ โดยมกั จะเรยี งจากผู้มอี ำนาจหรือตำแหนง่ สงู สุดลงมา

60

5) ขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Procedure) เป็นการอธิบายข้ันตอนการทำงานอย่าง
ละเอียด ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด โดย สามารถจัดทำได้ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ การใช้ข้อความ
อธิบายหรอื การใช้ตารางอธิบาย หรอื การใชแ้ ผนภมู ิหรือการใช้ Flow Chart

6) เอกสารอา้ งอิง (Reference Document) เปน็ การช้แี จงให้ผู้อ่านทราบถึงเอกสารอื่น
ใดที่ต้องใช้ประกอบคู่กันหรืออา้ งองิ ถึงกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานน้ัน ๆ สมบูรณ์ ได้แก่ ระเบียบปฏิบตั ิ
เรอื่ งอ่นื พระราชบัญญัติ กฎหมาย กฎระเบียบ หรือวิธกี ารทำงาน เป็นดนั

7) แบบฟอรม์ ทใี่ ช้ (Form) เปน็ การชแี้ จงให้ผู้อ่านทราบถึงแบบฟอร์มต่าง ๆ ท่ีต้องใช้ใน
การบันทึกข้อมูลเกี่ยวข้อง ในการปฏิบัติงานของกระบวนการนั้น ๆ แบบฟอร์มที่ใช้ระบุ รายชื่อ
แบบฟอร์มที่ใช้ติดตามผลการดำเนินการ ตามคู่มือที่แสดงให้ทราบถึงแบบฟอร์มต่าง ๆ สำหรับการ
บันทึกข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานของกระบวนการนั้น ๆ โดยขอให้แสดงตัวอย่าง
แบบฟอร์มไวใ้ นภาคผนวก

8) เอกสาร บันทึก (Record) เป็นการชี้แจงให้ผู้อ่านทราบว่าบันทึกใดบ้างที่ต้องจัดเกบ็
เพื่อเป็นข้อมูลหรือหลักฐาน การปฏิบัติงานนั้น ๆ พร้อมทั้งระบุถึงผู้รับผิดชอบในการจัดเก็บท่ี
ระยะเวลา และวธิ กี ารจัดเก็บ

จากทกี่ ล่าวมาสรปุ ได้ว่า แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลย่ี นแปลง หมายถึง คู่มือ
ที่ส่งผลให้สถานศึกษามีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นอันประกอบไปด้วย 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการมี
อิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ 2) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ 3) ด้านการกระตุ้นทางปัญญา 4) ด้านการ
คำนงึ ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ของผูบ้ ริหารสถานศึกษา สังกัดสำนกั งานสง่ เสริมการศึกษานอก
ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่ที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย ได้แก่ 1) หลักการ
และเหตุผล 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวนการพัฒนา 4) เนื้อหา และ 5) การวัดและประเมินผล ทั้งใน
การสรา้ งคมู่ ือแนวทางการพัฒนาภาวะผนู้ ำการเปลี่ยนแปลงของผบู้ ริหารสถานศึกษา สงั กัดสำนักงาน
ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ
ประเด็นการวจิ ยั ผู้วิจัยจงึ ได้กำหนดองคป์ ระกอบของคมู่ ือ

2.8 บริบทของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัย

2.8.1 สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กลุ่มจังหวัดภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 ได้นำนโยบายและจุดเน้นการดำเนินงาน สำนักงาน กศน.
ประจาํ ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕

61

ด้วยสำนักงาน กศน. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการจัดการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต ได้มุ่งมั่นขับเคลื่อน
ภารกิจหลักตามแผนพัฒนาประเทศ และนโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ท่ี
คำนงึ ถึงหลกั การบรหิ ารจัดการ ทงั้ ในเร่ืองหลักธรรมาภบิ าล หลักการกระจายอำนาจ การใชป้ ระโยชน์
จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การมุ่งเน้น ผลสัมฤทธิ์ การปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร
และการสรา้ งบรรยากาศในการทำงานและการเรียนรู้ ตลอดจนการใช้ทรพั ยากรด้านการจดั การศึกษา
อย่างมีคุณภาพ อันจะนําไปสู่การสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การยกระดับ
คุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการสำหรับทุกกลุ่มเป้าหมาย และสร้างความพึงพอใจให้กับ
ผู้รบั บริการ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. ๒๕๕๑ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัยจึงประกาศนโยบายและจุดเน้นการดำเนินงาน สำนักงาน กศน. ประจําปีงบประมาณ
พ.ศ. ๒๕๖๕ ดังน้ี

2.8.1.1. หลักการ
กศน. เพ่ือประชาชน “กศน. ก้าวใหม่ : ก้าวแห่งคุณภาพ”
ภารกิจสำคญั ตามนโยบายของรัฐมนตรวี ่าการกระทรวงศึกษาธกิ าร

2.8.1.2. ภารกิจสำคัญตามนโยบายของรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
1) โครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทาง

การศึกษา “พาน้อง กลับมาเรียน” ติดตามและรายงานข้อมูลประชากรวัยเรียนที่หลุดจากระบบ
การศกึ ษาพร้อมทั้งดำเนินการชว่ ยเหลือ และสนบั สนุนให้กลับเขา้ สู่สถานศึกษาท่ีเหมาะสมตามบริบท
ต่อไป

2) โครงการ “กศน. ปักหมุด” สำรวจ ติดตาม ค้นหา และรวบรวมข้อมูล
กลุ่มเป้าหมาย คนพิการ พร้อมนํากลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยวางแผนการจัดการศึกษาให้
สอดคล้องกับบริบทและความต้องการ ของคนพิการอย่างแท้จริง เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึง
การศกึ ษาในรปู แบบทเ่ี หมาะสมอยา่ งมีคณุ ภาพ

3) โครงการสถานศกึ ษาปลอดภยั นาํ ระบบมาตรฐานความปลอดภัย MOE
Safety Center ผ่านศูนย์ความปลอดภัย สำนักงาน กศน. มาใช้แก้ปัญหาความไม่ปลอดภัยของ
นกั ศึกษา ครู และบคุ ลากร กศน.

62

4) การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ๓. จุดเน้นการ
ดำเนินงาน สำนักงาน กศน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565

ดา้ นการจัดการเรียนรคู้ ณุ ภาพ
4.1) น้อมนําพระบรมราโชบายสู่การปฏิบัติ รวมทั้งส่งเสริมและ
สนบั สนนุ การดำเนินงาน โครงการอันเนอื่ งมาจากพระราชดำรทิ ุกโครงการ หรือโครงการอนั เก่ยี วเน่ือง
จากราชวงศ์
4.2) ขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ที่สนองตอบยุทธศาสตร์ชาติ และ
นโยบายของรฐั มนตรี ว่าการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร และรัฐมนตรีชว่ ยวา่ การกระทรวงศึกษาธกิ าร
4.3) ส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง การสร้าง
ความเข้าใจที่ถูกต้อง ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย การเรียนรู้ที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม
สร้างวินัย จิตสาธารณะ และอุดมการณ์ ความยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ การส่งเสริมการรู้เท่าทนั
สื่อและข้อมูลข่าวสาร และทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจทิ ัล (Social Media) รวมถึงการใช้กระบวนการ
จิตอาสา กศน. ผ่านกิจกรรมต่างๆ
4.4) ปรับปรุงหลักสูตรทุกระดับทุกประเภท ให้สอดรับกับการพัฒนา
คน ทิศทางการพัฒนา ประเทศ สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง ความต้องการและความ
หลากหลายของผู้เรียน/ผู้รับบริการ รวมถึง ปรับลดความหลากหลายและความซ้ําซ้อนของหลักสูตร
เช่น หลักสูตรการศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายบนพื้นที่สูง พื้นที่พิเศษและพื้นที่ชายแดน รวมทั้งกลุ่ม
ชาติพันธุ์
4.5) ปรับระบบทดสอบ วัดผล และประเมินผล โดยเน้นการใช้
เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ให้ผู้เรียนสามารถเขา้ ถึงการประเมนิ ผลการเรียนรู้ได้ตามความต้องการ เพ่ือ
การสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับการเทียบระดับการศึกษา และการเทียบโอนความรู้
และประสบการณ์ พัฒนาระบบการประเมิน สมรรถนะผู้เรียนให้ตอบโจทย์การประเมินใน
ระดบั ประเทศและระดบั สากล เช่น การประเมนิ สมรรถภาพผใู้ หญ่ ตลอดจนกระจายอำนาจไปยังพ้ืนที่
ในการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้
4.6) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการจัดหลักสูตรการเรียนรู้ในระบบ
ออนไลน์ด้วยตนเอง ครบวงจร ตั้งแต่การลงทะเบียนจนการประเมินผลเมื่อจบหลักสูตร ทั้งการศึกษา
นอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อเป็นการ
สร้างและขยายโอกาสในการเรียนรู้ให้กับ กลุ่มเป้าหมายที่สามารถเรียนรู้ได้สะดวก และตอบโจทย์
ความตอ้ งการของผเู้ รยี น

63

4.7) พัฒนา Digital Learning Platform แพลตฟอร์มการเรียนรู้ของ
สำนักงาน กศน. ตลอดจนพัฒนาสื่อการเรียนรู้ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ และให้มีคลังส่ือ
การเรยี นรูท้ ีเ่ ปน็ สือ่ ที่ถกู ต้อง ตามกฎหมาย งา่ ยต่อการสืบค้นและนาํ ไปใชใ้ นการจัดการเรยี นรู้

4.8) เร่งดำเนินการเรื่อง Academic Credit-bank System ในการ
สะสมและเทยี บโอน หน่วยกิตเพอ่ื การสรา้ งโอกาสในการศึกษา

4.9) พัฒนาระบบนิเทศการศึกษา การกํากับ ติดตาม ทั้งในระบบ
On-Site และ Online รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาการดำเนินงานการจัด
การศกึ ษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย

2.8.1.3 ด้านการสร้างสมรรถนะและทกั ษะคณุ ภาพ
1) ส่งเสริมการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ที่เน้นการพัฒนาทักษะที่

จําเป็นสำหรับแต่ละ ช่วงวัย และการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
และบรบิ ทพ้นื ท่ี 1

2) พัฒนาหลักสูตรอาชีพระยะสั้น ที่เน้น New skill Upski และ
Reskit ที่สอดคลอ้ ง กับบริบทพื้นท่ี ความต้องการของกลุ่มเปา้ หมาย ความตอ้ งการของตลาดแรงงาน
และกลุ่มอาชีพใหมท่ ่ีรองรับ Disruptive Technology

3) ยกระดับผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการจากโครงการศูนย์ฝึกอาชีพ
ชมุ ชน ท่ีเน้น “ส่งเสรมิ ความรู้ สรา้ งอาชีพ เพม่ิ รายได้ และมีคณุ ภาพชีวติ ทด่ี ”ี ใหม้ คี ุณภาพมาตรฐาน
เป็นที่ยอมรับของตลาด ต่อยอด ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาสู่วิสาหกิจชุมชน
ตลอดจนเพิ่มชอ่ งทางประชาสมั พันธแ์ ละชอ่ งทาง การจําหนา่ ย

4) ส่งเสริมการจัดการศึกษาของผู้สูงอายุ เพื่อให้เป็น Active
Ageing Workforce และมี Life Sku ในการดำรงชีวติ ทเ่ี หมาะกับช่วงวยั

5) ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่พัฒนาทักษะที่จําเป็นสำหรับ
กลุ่มเปา้ หมายพิเศษ เชน่ ผู้พกิ าร ออทสิ ตกิ เดก็ เร่ร่อน และผ้ดู อ้ ยโอกาสอ่นื ๆ

6) ส่งเสริมการพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะด้านภาษา ให้กับ
บคุ ลากร กศน. และผเู้ รียน เพื่อรองรบั การพัฒนาประเทศ

7) สง่ เสริมการสร้างนวัตกรรมของผ้เู รียน กศน.
8) สร้าง อาสาสมัคร กศน. เพื่อเป็นเครือข่ายในการส่งเสริม
สนบั สนุนการจัดการศกึ ษา ตลอดชีวติ ในชมุ ชน

64

9) ส่งเสริมการสร้างและพัฒนานวัตกรรมของบุคลากร กศน.
รวมท้งั รวบรวม และเผยแพรเ่ พือ่ ให้หน่วยงาน / สถานศกึ ษา นําไปใช้ในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้
ร่วมกนั

2.8.1.4 ด้านองค์กร สถานศึกษา และแหลง่ เรยี นรู้คุณภาพ
1) ทบทวนบทบาทหน้าทีข่ องหน่วยงาน สถานศึกษา เช่น สถาบัน

กศน.ภาค สถาบัน การศึกษาและพัฒนาต่อเนื่องสิรินธร สถานศึกษาขึ้นตรงสังกัดส่วนกลาง กลุ่ม
สำนักงาน กศน.จังหวัด ศูนย์ฝึก และพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ในการขบั เคล่อื นการจดั การศึกษาตลอดชวี ติ ในพ้ืนท่ี

2) ยกระดับมาตรฐาน กศน.ตำบล และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาว
ไทยภูเขา “แมฟ่ า้ หลวง” (ศศช.) ใหเ้ ป็นพ้ืนที่การเรียนรูต้ ลอดชีวิตท่ีสำคญั ของชมุ ชน

3) ปรับรูปแบบกิจกรรมในห้องสมุดประชาชน ที่เน้น Library
Delivery เพ่ือเพมิ่ อัตรา การอ่านและการรหู้ นงั สอื ของประชาชน

4) ให้บริการวิทยาศาสตร์เชิงรุก Scienceahome โดยใช้
เทคโนโลยีเป็นเคร่อื งมอื นาํ วิทยาศาสตรส์ ู่ชีวติ ประจําวนั ในทุกครอบครัว

5) ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ในรูปแบบ
Public Learming Space Co- learning Space เพื่อการสร้างนิเวศการเรียนรใู้ ห้เกิดข้นึ ในสังคม

6) ยกระดับและพัฒนาศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน
ใหเ้ ป็นสถาบนั พัฒนา อาชีพระดับภาค

7) ส่งเสริมและสนับสนนุ การดำเนินงานของกลุ่ม กศน. จังหวัดให้
มปี ระสิทธภิ าพ

2.8.1.5 ด้านการบริหารจัดการคุณภาพ
1) ขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ตลอดจนทบทวนภารกิจ บทบาทโครงสร้างของหน่วยงานเพ่อื รองรบั การเปลีย่ นแปลงตามกฎหมาย
2) ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับต่าง ๆ ให้มี

ความทันสมัย เอื้อต่อ การบริหารจัดการ และการจัดการเรียนรู้ เช่น การปรับหลักเกณฑ์ค่าใชจ้ า่ ยใน
การจัดหลักสตู รการศึกษาตอ่ เนอื่ ง

3) ปรับปรงุ แผนอตั รากําลงั รวมทั้งกาํ หนดแนวทางท่ชี ดั เจนในการ
นําคนเข้าสู่ตำแหน่ง การยา้ ย โอน และการเลือ่ นระดบั

65

4) ส่งเสรมิ การพฒั นาบคุ ลากรทกุ ระดบั ให้มคี วามรู้และทักษะตาม
มาตรฐานตำแหนง่ ให้ตรงกบั สายงาน และทักษะทจ่ี าํ เป็นในการจัดการศกึ ษาและการเรียนรู้

5) ปรับปรุงระบบการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษา ให้มีความ
ครอบคลมุ เหมาะสม เช่น การปรบั คา่ ใช้จ่ายในการจัดการศกึ ษาของผพู้ ิการ เด็กปฐมวยั

6) ปรับปรุงระบบฐานข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา เพื่อการ
บริหารจัดการอย่างเป็น ระบบ เช่น ข้อมูลการรายงานผลการดำเนินงาน ข้อมูลเด็กตกหล่นจาก
การศกึ ษาในระบบ เดก็ เร่ร่อน ผู้พิการ

7) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเครื่องมือในการ
บริหารจัดการอย่างเตม็ รูปแบบ

8) สง่ เสรมิ พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐสู่ระบบราชการ
๔.๐ และการประเมนิ คุณภาพและความโปร่งใสการดำเนินงานของภาครัฐ (TA)

9) เสริมสร้างขวัญและกําลังใจให้กับข้าราชการและบุคลากรทุก
ประเภทในรปู แบบต่าง ๆ เช่น การประกาศเกียรตคิ ุณ การมอบโล่ / วฒุ ิบตั ร

10) สง่ เสริมการมสี ่วนรว่ มของภาคีเครือขา่ ยทกุ ภาคสว่ น เพื่อสร้าง
ความพร้อม ในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และการส่งเสริมการเรียนรู้
ตลอดชวี ติ สำหรบั ประชาชน

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย มีหน้าที่จัดการศึกษา
ให้กับกลุม่ เปา้ หมายทีอ่ ยูน่ อกระบบโรงเรียน ซึ่งผู้วิจัยขอนำเสนอบรบิ ทของศูนย์การศกึ ษานอกระบบ
และการศกึ ษาตามอัธยาศยั อำเภอ ซ่งึ มีรายละเอียดดังต่อไปน้ี

2.8.2 บทบาท อำนาจ และหน้าที่ ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศยั อำเภอ กลุ่มจังหวัดภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนบน 2

ประกาศกระทรวงศกึ ษาธกิ ารในราชกจิ จานุเบกษา (ราชกจิ จานุเบกษา.เลม่ 125 ตอนพเิ ศษ
60 ง. หน้า 2, 25 มีนาคม 2551) เรื่อง การกำหนดอำนาจหน้าที่ของสถานศึกษา อาศัยอำนาจตาม
ความในมาตรา 18 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัย พ.ศ. 2551 กำหนดอำนาจหน้าที่ของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอก
ระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย ดงั นี้

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยระดับอำเภอเรียกโดยย่อว่า กศน.
อำเภอ มีอำนาจหนา้ ท่ดี ังตอ่ ไปนี้

66

2.8.2.1 จดั การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
2.8.2.2 ส่งเสริม สนับสนุนและประสานภาคีเครือข่าย เพื่อจัดการศึกษา
นอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั
2.8.2.3 ดำเนินการตามนโยบายพิเศษของรัฐบาลและงานเสรมิ สร้างความ
ม่นั คงของชาติ
2.8.2.4 จดั ส่งเสรมิ สนบั สนนุ และประสานการจดั การศึกษาตามโครงการ
อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำรใิ นพนื้ ท่ี
2.8.2.5 จัด สง่ เสรมิ สนับสนนุ พัฒนาแหล่งเรียนรู้และภมู ิปัญญาท้องถ่ิน
2.8.2.6 วิจัยและพัฒนาคุณภาพหลักสูตร สื่อ กระบวนการเรียนรู้และ
มาตรฐานการศึกษานอกระบบ
2.8.2.7 ดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน การเทียบโอนความรู้และ
ประสบการณ์
2.8.2.8 กำกับ ดูแล ตรวจสอบ นิเทศภายใน ติดตามประเมินผลและ
รายงานผลการดำเนนิ งานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
2.8.2.9 พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอธั ยาศัย
2.8.2.10 ระดมทรพั ยากรเพ่ือใชใ้ นการจดั และพฒั นาการศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอธั ยาศยั
2.8.2.11 ดำเนินการประกันคุณภาพภายใน ให้สอดคล้องกับระบบ
หลักเกณฑ์และวธิ กี ารทีก่ ำหนด
2.8.2.12 ปฏิบตั ิงานอื่น ๆ ตามทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย

2.8.3 หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอก
ระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอำเภอ กลมุ่ จงั หวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2

2.8.3.1 ปฏิบัติหน้าท่ีผอู้ ำนวยการสถานศกึ ษา
2.8.3.2 บังคับบัญชาขา้ ราชการครูและบุคลากรในสถานศึกษา
2.8.3.3 วางแผนการปฏบิ ตั งิ าน ควบคุม กำกบั ดแู ล ไดแ้ ก่

1) การบรหิ ารงานวชิ าการ
2) การบริหารงบประมาณ

67

3) การบรหิ ารงานบุคคล
2.8.3.4 การบริหารท่ัวไป
2.8.3.5 งานอืน่ ทเี่ กี่ยวข้องและทไ่ี ด้รบั มอบหมาย

2.8.4 ลักษณะงานที่ปฏิบัติของผู้บริหารสถานศึกษา ศูนย์การศึกษานอกระบบ
และการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อำเภอ กลุ่มจงั หวดั ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ตอนบน 2

2.8.4.1 บังคับบัญชาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน
สถานศึกษามีอำนาจหน้าที่บริหารกิจการของสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ
นโยบาย และวตั ถปุ ระสงค์ของสถานศกึ ษา

2.8.4.2 วางแผนพัฒนาการศึกษา ประเมิน และจัดทำรายงานเกี่ยวกับ
กิจการของสถานศกึ ษา

2.8.4.3 จดั ทำและพัฒนาหลักสตู รสถานศึกษา การจดั กระบวนการเรียนรู้
การพัฒนาส่อื นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา การนเิ ทศและการวดั ผลประเมินผล

2.8.4.4 ส่งเสริมและจัดการศึกษาให้ผู้เรียนทุกกลุ่มเป้าหมายทั้งในระบบ
และนอกระบบและตามอัธยาศัย

2.8.4.5 จัดทำระบบประกันคุณภาพการศกึ ษา
2.8.4.6 บรหิ ารงบประมาณ การเงนิ และทรพั ยส์ ิน
2.8.4.7 วางแผนการบริหารงานบุคคล การสรรหา การบรรจุแต่งตั้งการ
เสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน วินัย การรักษาวินัย การดำเนินการวินัยการออกจาก
ราชการการอุทธรณแ์ ละการรอ้ งทุกข์
2.8.4.8 จัดทำมาตรฐานและภาระงานของข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษาในสถานศึกษาประเมินผล ผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐานของข้าราชการครูและ
บคุ ลากรทางการศกึ ษา
2.8.4.9 ส่งเสริมสนับสนุนข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษาให้มีการ
พัฒนาอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
2.8.4.10 ประสานความร่วมมือกับชุมชนและท้องถิ่นในการระดม
ทรัพยากรเพือ่ การศกึ ษาและใหบ้ ริการด้านวชิ าการชมุ ชน
2.8.4.11 จดั ทำระบบควบคุมภายในสถานศกึ ษา
2.8.4.12 จดั ทำระบบดูแลชว่ ยเหลือนักเรียน

68

2.8.4.13 เป็นผู้แทนทางสถานศึกษาในกิจการทั่วไป รวมทั้งการจัดทำนิติ
กรรมสัญญาในราชการของสถานศึกษาตามวงเงินงบประมาณที่สถานศึกษาได้รับตามที่ได้รับ
มอบหมาย

2.8.4.14 ปฏิบัตงิ านอืน่ ท่ีเกย่ี วข้องและท่ไี ดร้ ับมอบหมาย
จากทก่ี ลา่ วมาสรุปได้ว่า บรบิ ทของสำนกั งานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัย กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 มีบทบาท อำนาจและหน้าที่ในการจัด
การศึกษา ส่งเสริม สนับสนุนเพื่อจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย วิจัยและพัฒนา
กำกับ ดูแล ตรวจสอบ นิเทศ ติดตามประเมินผลในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการครูและ
บุคลากรในสถานศึกษา มีหน้าที่เพื่อดำเนินงานตามนโยบายและแผนการจัดการศึกษาของศูนย์
การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั อำเภอ ประกอบด้วย 3 จงั หวัดดังต่อไปน้ี

1) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด
สกลนคร ตั้งอยู่เลขที่ 1872/6 ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร มีเนื้อท่ี
จำนวน 13 ไร่ 84 ตารางวา มีศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอท่ีอยู่ภายใต้
การกำกับดูแลจำนวน 18 อำเภอ มีผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 18 คน มีครู จำนวน 295 คน รวม
ทั้งสิ้น 313 คน ได้แก่ กศน.อำเภอเมืองสกลนคร, กศน.อำเภอกุดบาก, กศน.อำเภอกุสุมาลย์, กศน.
อำเภอคำตากล้า, กศน.อำเภอเจริญศิลป์, กศน.อำเภอเต่างอย, กศน.อำเภอนิคมนำ้ อูน, กศน.อำเภอ
บา้ นม่วง, กศน.อำเภอพรรณนานิคม, กศน.อำเภอพงั โคน, กศน.อำเภอโพนนาแก้ว, กศน.อำเภอภูพาน
, กศน.อำเภอวานรนิวาส, กศน.อำเภอวารชิ ภมู ิ, กศน.อำเภอสว่างแดนดนิ , กศน.อำเภออากาศอำนวย
, กศน.อำเภอโคกศรีสุพรรณ, กศน.อำเภอส่องดาว

มวี สิ ัยทัศน์/พนั ธกจิ ดังน้ี
วิสัยทัศน์ “สำนักงาน กศน.จังหวัดสกลนคร เป็นหน่วยงานหลัก ในการจัดส่งเสริม

และสนับสนุนให้ประชาชนได้รับการศึกษาตลอดชีวิต และการศึกษาอาชีพตามหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง เพ่อื การมงี านทำ ท่ีมีคณุ ภาพ ได้ทุกที่ ทกุ เวลา อย่างทว่ั ถงึ และเท่าเทียมกัน เพื่อให้
เกิดสังคมฐานความรู้ และการมีความสามารถเชงิ การแข่งขัน ในประชาคมอาเซยี นอยา่ งย่งั ยนื ”

พันธกจิ
1. เป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินการส่งเสริม สนับสนุน และประสานงาน

การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย และรับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ

69

2. จัดทำขอ้ เสนอแนะ นโยบาย ยุทธสาสตร์ แผน และมาตรฐานการศึกษานอก
ระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั ต่อคณะกรรมการ

3. ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการพัฒนาคุณภาพวิชาการ การวิจัย การ
พัฒนาหลักสูตรและนวัตกรรมทางการศึกษาบุคลากรและระบบข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับ
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย

4. ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน การเทียบโอน
ความรแู้ ละประสบการณ์ และการเทียบระดับการศกึ ษา

5. ส่งเสริม สนับสนุน และประสานงวานให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร
ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นองค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ
และองค์กรอื่นรวมตวั กันเปน็ ภาคเี ครอื ขา่ ย
เพอื่ เสรมิ สร้างความเขม้ แข็งในการดำเนนิ งานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั

6. จัดทำขอ้ เสนอนแนะเกีย่ วกับการใช้ประโยชน์เครอื ข่ายเทคโนโลยสี ารสนเทศ
และการสื่อสาร สถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อการศึกษา วิทยุชุมชน และแหล่งการเรียนรู้อื่น เพื่อส่งเสริม
การเรียนรแู้ ละการพัฒนาคุณภพาชวี ิตอยา่ งต่อเนื่อง
ของประชาชน

7. ดำเนินการเกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงาน
การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั

8. ปฏิบัติงานอื่นใดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎหมายอื่นที่บัญญัติให้เป็น
อำนาจหนา้ ท่ีของสำนกั งานหรือตามท่รี ัฐมนตรมี อบหมาย

2) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด
นครพนม ตง้ั อยู่เลขที่ 1872/6 ถนนสขุ สวสั ดิ์ ตำบลธาตุเชงิ ชุม อำเภอเมือง จงั หวัดสกลนคร มีเน้ือที่
จำนวน 13 ไร่ 84 ตารางวา มีศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั อำเภอท่ีอยู่ภายใต้
การกำกับดูแลจำนวน 18 อำเภอ มีผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 12 คน มีครู จำนวน 184 คน
รวมทั้งสิ้น 196 คน ได้แก่ กศน.อำเภอเมืองนครพนม, กศน.อำเภอปลาปาก, กศน.อำเภอท่าอุเทน,
กศน.อำเภอบ้านแพง, กศน.อำเภอธาตุพนม, กศน.อำเภอนาแก, กศน.อำเภอเรณุนคร, กศน.อำเภอ
ศรีสงคราม, กศน.อำเภอนาหวา้ , กศน.อำเภอโพนสวรรค์, กศน.อำเภอนาทม, กศน.อำเภอวังยาง

มวี สิ ัยทศั น/์ พนั ธกจิ ดังน้ี

70

วิสยั ทัศน์
“คนไทยได้รับโอกาสการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ

สามารถดำรงชีวิตที่เหมาะสมกันช่วงวัย สอดูคล้องกับหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง และมี
ทักษะท่จี าํ เป็นใน โลกศตวรรษที่ 21”

พันธกจิ
1. จัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่มี

คุณภาพ เพื่อยกระดับการศึกษา พังพงนาทักษะการเรียนรู้ของประชาชนทุกการลุ่มเป้าหมาย
ให้เหมาะสมทุกช่วงวัย พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง บริบททางตั้งคม และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
ตลอดชวี ิต

2. ส่งเสริม สนับสนุนและประสานภาคีเครือข่ายในการมีส่วนร่วมจัด
การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย และการเรยี นร้ตู ลอดชวี ติ รวมทงั้ การดำเนินกิจกรรม
ของศนู ยก์ ารเรียนและแหล่งการเรยี นรู้อ่นื ในรปู แบบต่าง ๆ

3. ส่งเสริมและพัฒนาการนําเทคโนโลยีทางการศึกษา และเทคโนโลยีดิจิทัล
มาใชใ้ ห้เกิดประสิทธภิ าพในเขตทารศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยใหก้ ับประชาชนอย่าง
ทว่ั ถึง

4. พัฒนาหลักสูตร รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและนวัตกรรมการ
วดั และประเมนิ ผลในทุกรปู แบบให้สอดคลอ้ งกบั บริบทในปจั จบุ ัน

5. พัฒนาบุคลากรและระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพเพื่อมุ่งจัด
การศึกษาและการเรยี นรทู้ ่มี คี ุณภาพ โดยยึดหลกั ธรรมาภิบาล

3) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด
มุกดาหาร ตั้งอยู่เลขที่ 30 ถนนพิทักษ์พนมเขต ซอยค่ายลูกเสือ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง
จังหวัดมุกดาหาร ที่ราชพัสดุเป็นที่ตั้ง มห 42 มีพื้นที่ทั้งหมด 6 ไร่ 22 ตารางวา ตรงข้ามโรงเรียน
อนุบาลมุกดาหาร มีศูนย์การการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ อำเภอที่อยู่
ภายใต้การกำกับดูแลจำนวน 7 อำเภอ มีผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 7 คน มีครู จำนวน 110 คน
รวมทัง้ ส้นิ 117 คน ได้แก่ กศน.อำเภอเมืองมกุ ดาหาร, กศน.อำเภอหวา้ นใหญ่, กศน.อำเภอหวา้ นใหญ่
, กศน.อำเภอหนองสงู , กศน.อำเภอคำชะอ,ี กศน.อำเภอดอนตาล, กศน.อำเภอดงหลวง, กศน.อำเภอ
นิคมคำสรอ้ ย

มีวสิ ัยทัศน์/พนั ธกิจ ดงั นี้

71

วสิ ยั ทศั น์ “ประชาชนจังหวัดมุกดาหาร ไดร้ ับโอกาสการศึกษาและการเรยี นรู้ตลอด
ชีวิตอย่างมคี ุณภาพ สามารถดำรงชวี ติ ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง มคี วามพรอ้ มในการเข้า
สูป่ ระชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และมีทกั ษะทจ่ี ําเปน็ ในโลกศตวรรษท่ี 21”

พนั ธกจิ
1. จัดและส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีคุณภาพ

เพือ่ ยกระดบั การศึกษา พฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้ของประชาชนทุกกลมุ่ เป้าหมายให้เหมาะสมทุกช่วงวัย
และพรอ้ มรับการเปลย่ี นแปลง บรบิ ททางสงั คม และสรา้ งสงั คมแห่งการเรียนรู้ตลอดชวี ติ

2. สง่ เสริม สนบั สนุน และประสานภาคเี ครอื ข่าย ในการมสี ว่ นรว่ มจดั การศกึ ษา
นอกระบบและ การศึกษาตามอธั ยาศยั และการเรยี นรู้ตลอดชีวติ รวมทั้งการดำเนินกจิ กรรมของศูนย์
การเรียนและแหลง่ การเรียนรอู้ ่นื ในรูปแบบตา่ ง ๆ

3. ส่งเสริมและพัฒนาการนําเทคโนโลยีทางการศกึ ษา และเทคโนโลยีดิจิทัลมา
ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้กับประชาชน
อยา่ งท่ัวถึง

4. พฒั นาหลกั สูตร รูปแบบการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ ส่อื และนวัตกรรม การวัด
และประเมินผล ในทุกรูปแบบให้สอดคลอ้ งกับบรบิ ทในปัจจุบัน

5. พัฒนาบุคลากรและระบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งจัด
การศกึ ษาและการเรยี นรู้ ทม่ี ีคณุ ภาพ โดยยดึ หลกั ธรรมาภบิ าล

6. ส่งเสริมการพัฒนาสุขภาวะของประชาชนทุกช่วงวัยและเสริมสร้างคุณภาพ
ชีวิตทีเ่ ปน็ มิตรกับ สง่ิ แวดลอ้ ม

2.8.5 กลมุ่ สนม
กลุ่มจังหวัดในจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการกลุ่มจังหวัดเพื่อเชื่อมโยงและขับเคลื่อน

ยุทธศาสตรก์ ลุม่ จังหวัดไปส่กู ารปฏิบัติให้บงั เกิดผลตามประกาศสำนักงานสง่ เสริมการศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัย เรื่อง ยกเลิกประกาศ และให้ประกาศจัดตั้งกลุ่มสำนักงาน กศน.จังหวัด
และสถานท่ีตง้ั กลุ่มสำนกั งาน กศน.จังหวดั

อนุสนธิตามประกาศสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั
เรื่อง ยกเลิกประกาศ และให้ประกาศจัดตั้งกลุ่มสำนักงาน กศน.จังหวัด และแต่งตั้งผู้ทำหน้าที่
ประธานกล่มุ สำนกั งาน กศน. ลงวนั ท่ี ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๔

72

เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัยจังหวัด บรรลุวัตถุประสงค์ สอดคล้องกับภารกิจที่ปฏิบัติ อาศัยอำนาจตามความในข้อ
3.2 และข้อ 7 แห่งประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ยกเลิกประกาศและประกาศ
จัดตั้ง กลุ่มสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด
ลงวนั ที่ 24 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2547 จงึ ให้ยกเลิกประกาศ และให้ใช้ประกาศฉบับน้ีแทน ดงั นี้

1. กลุ่มเจ้าพระยาป่าสัก ประกอบด้วย สำนักงาน กศน.จังหวัดชัยนาท
พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง โดยให้ สำนักงาน กศน. จังหวัด
พระนครศรอี ยุธยา เป็นสถานที่ตั้งกลุ่มสำนกั งาน กศน. จงั หวดั

2. กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย สำนักงาน กศน.จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี
นครปฐม สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร โดยให้สำนักงาน กศน. จังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็น
สถานท่ีตั้งกลุม่ สำนกั งาน กศน. จังหวัด

3. กลุ่มท่าจีนถิ่นแม่กลอง ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี
และสพุ รรณบุรี โดยให้สำนกั งาน กศน. จงั หวดั กาญจนบรุ ี เปน็ สถานท่ีตั้งกล่มุ สำนักงาน กศน. จังหวดั

4. กลุ่มสมุทรคีรี ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์
สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม โดยให้สำนักงาน กศน. จังหวัดเพชรบุรี เป็นสถานท่ีต้ังกลุ่มสำนกั งาน
กศน. จังหวดั

5. กลุ่มอ่าวไทย ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร
นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา โดยให้สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นสถานที่ตั้ง
กลมุ่ สำนกั งาน กศน. จงั หวัด

6. กลุ่มอันดามัน ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวัดภูเกต็ ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง
และสตูล โดยให้สำนักงาน กศน. จงั หวดั ภเู ก็ต เปน็ สถานท่ีตงั้ กลุ่มสำนักงาน กศน. จงั หวัด

7. กลุ่มชายแดนใต้ ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวัดนราธวิ าส ปัตตานี และยะลา
โดยให้สำนกั งาน กศน. จังหวัดปตั ตานี เป็นสถานท่ตี ง้ั กลมุ่ สำนักงาน กศน. จังหวัด

8. กลุ่มเบญจบูรพา ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวัดจันทบุรี ตราด นครนายก
ปราจีนบุรี และสระแกว้ โดยให้สำนกั งาน กศน. จังหวดั ปราจนี บุรี เป็นสถานท่ีตงั้ กลมุ่ สำนกั งาน กศน.
จงั หวดั

9. กลุ่มสุดฝั่งบูรพา ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ
ระยอง โดยให้สำนักงาน กศน. จงั หวัดชลบรุ ี เปน็ สถานท่ีต้ังกลมุ่ สำนักงาน กศน. จังหวดั : -

73

10. กลุ่มภูธานี ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวัดบึงกาฬ เลย หนองคาย
หนองบัวลำภู และอุดรธานี โดยให้สำนักงาน กศน. จังหวัดอุดรธานี เป็นสถานที่ตั้งกลุ่มสำนักงาน
กศน. จังหวดั

11. กลุ่มสนม ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวดั นครพนม มกุ ดาหาร และสกลนคร
โดยให้สำนักงาน กศน. จงั หวดั สกลนคร เป็นสถานท่ีตัง้ กลมุ่ สำนักงาน กศน. จงั หวัด

12. กลุ่มร้อยแก่นสาร ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น
มหาสารคาม และร้อยเอ็ด โดยให้สำนักงาน กศน. จังหวัดขอนแก่น เป็นสถานที่ตั้งกลุ่มสำนักงาน
กศน. จังหวดั

13. กลุ่มนครชัยบุรินทร์ ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา
บุรีรัมย์ และสุรินทร์ โดยให้สำนักงาน กศน. จังหวัดนครราชสีมา เป็นสถานที่ตั้งกลุ่มสำนักงาน กศน.
จงั หวดั

14. กลุ่มสามเหลี่ยมมรกต ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวัดยโสธร ศรีสะเกษ
อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี โดยให้สำนักงาน กศน. จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสถานที่ตั้งกลุ่ม
สำนักงาน กศน. จงั หวดั

15. กลมุ่ หล่ายดอย ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวดั เชียงใหม่ แมฮ่ ่องสอน ลำปาง
และลำพนู โดยให้สำนักงาน กศน. จงั หวดั เชยี งใหม่ เปน็ สถานท่ีตัง้ กลมุ่ สำนักงาน กศน. จังหวัด

16. กลุ่มอิงดอย ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวัดเชียงราย น่าน พะเยา และแพร่
โดยให้สำนกั งาน กศน. จังหวัดเชยี งราย เป็นสถานทีต่ ง้ั กลมุ่ สำนกั งาน กศน. จงั หวดั

17. กลุ่มห้าขุนศึก ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวัดตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์
สุโขทัย และอุตรดิตถ์ โดยให้สำนักงาน กศน. จังหวัดพิษณุโลก เป็นสถานที่ตั้งกลุ่มสำนักงาน กศน.
จังหวดั

18. กลุ่มอู่ข้าวอู่น้ำ ประกอบด้วย สำนักงาน กศน. จังหวัดกําแพงเพชร นครสวรรค์
พิจิตร และอุทัยธานี โดยให้สำนักงาน กศน. จังหวัดนครสวรรค์ เป็นสถานที่ตั้งกลุ่มสำนักงาน กศน.
จงั หวัด

กลุม่ สำนกั งาน กศน.จงั หวดั มบี ทบาทหนา้ ท่ี ดังนี้
1. ให้มีการพัฒนายุทธศาสตร์ และแผนงานของกลุ่มสำนักงาน กศน. จังหวัด โดย

สอดคล้องกับ ยทุ ธศาสตร์ นโยบาย จุดเน้น และแผนในระดบั ตา่ ง ๆ

74

2. ใหม้ ีความร่วมมือด้านวิชาการ การพฒั นาหลักสตู ร การจดั การเรยี นรู้ การวัดและ
ประเมินผล การวิจัย การพัฒนานวัตกรรมการศึกษา และแผนงานด้านวิชาการ ในการจัดการศึกษา
นอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศยั ในกลุ่มสำนกั งาน กศน. จังหวัด

3. ให้มีความร่วมมือในด้านการดำเนินโครงการ กจิ กรรม ตามนโยบายของสำนักงาน
กศน. และตามแผนงานของกล่มุ สำนกั งาน กศน. จงั หวัด

4. ปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอก
ระบบและการศึกษา ตามอธั ยาศัย
ท้ังน้ี ตง้ั แตบ่ ัดน้เี ป็นตน้ ไป ประกาศ ณ วนั ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔

2.8.6 การบริหารงานกล่มุ จงั หวดั
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ

พ.ศ. 2551 ได้กำหนดหลกั การการบริหารงานกลุ่มจังหวดั แบบบูรณาการ ดังนี้
2.8.6.1 การบรหิ ารงานใหเ้ ปน็ ไปตามแผนพัฒนากลุม่ จังหวดั
2.8.6.2 การสร้างโอกาสและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ

องค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่ ภาคธรุ กิจเอกชน และภาคประชาสังคมในจังหวัดเพื่อเสริมสร้างศักยภาพ
ในการแข่งขนั และการแกไ้ ขปัญหารว่ มกันเพ่ือการพัฒนาอยา่ งยั่งยนื

2.8.6.3 การกระจายอำนาจการตัดสินใจลงไปสู่ระดับผู้ปฏิบัติ เพื่อให้เกิด
ประสิทธิภาพและความรวดเรว็ ในการปฏบิ ตั ริ าชการ

2.8.6.4 การส่งเสริมและสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีความพร้อมในการรองรับการกระจาย
อำนาจใหอ้ งค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ

2.8.6.5 การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มีความโปร่งใส และมีการตรวจสอบ
ผลสัมฤทธข์ิ องการปฏบิ ตั ิราชการ

2.8.6.6 การบริหารงบประมาณจังหวัดให้เป็นไปตามวิธีการบริหารงบประมาณ
จังหวัดแบบบูรณาการตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติตามที่คณะกรรมการนโยบายการบริหารงาน
จงั หวดั และกลุม่ จงั หวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.)กำหนดตามขอ้ เสนอแนะของสำนักงบประมาณ ในการ
บริหารงานกลุ่มจังหวัด ก.น.จ.จะเป็นผู้กำหนดกรอบนโยบายและวางระบบในการบริหารงานกลุ่ม
จังหวัดแบบบูรณาการกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และวิธีการในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดรวมถึง
การพิจารณา กลั่นกรองและให้ความเห็นชอบต่อแผนพัฒนากลุ่มจังหวดั แผนปฏิบัติราชการประจำปี
ของ กลุ่มจังหวัด และคำของบประมาณของกลุ่มจังหวัดตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
และนำเสนอตอ่ คณะรัฐมนตรี

75

เพื่อเป็นการสานต่อนโยบายของ ก.น.จ. แต่ละกลุ่มจังหวัดจะมี
คณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.ก.) ที่จะทำหน้าที่วางแนวทางปฏิบัติและ
อำนวยการให้การบริหารงานแบบบูรณาการในกลุ่มจังหวัดเป็นไปตามหลักการนโยบาย และระบบ
ตามท่ี ก.น.จ. กำหนด จดั ทำแผนพฒั นากลมุ่ จงั หวัด สง่ เสริม ประสานความร่วมมือการพัฒนาระหว่าง
ภาครัฐ ภาคประชาสังคมและภาคธุรกิจเอกชน และแก้ไขปัญหาภายในกลุ่มจังหวัดและระหว่างกลุ่ม
จังหวัดเพื่อให้การพัฒนาเป็นไปตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด และวิเคราะห์ บูรณาการและให้ความ
เห็นชอบ ตลอดจนกำกับให้คำแนะนำติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติการตามแผนปฏิบัติราชการ
ประจำปีของกลุ่มจงั หวัดและคำของบประมาณกล่มุ จังหวัดก่อนนำเสนอ ก.น.จ.

จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า กลุ่มสนมเกิดขึ้นจากประกาศสำนักงานส่งเสริม
การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั เรอื่ งจัดตั้งกล่มุ สำนกั งาน กศน.จังหวัดและสถานที่ต้ัง
กลุ่มสำนักงาน กศน.จังหวัด อนุสนธิตามประกาศสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย เรื่อง ยกเลิกประกาศ และให้ประกาศจัดตั้งกลุ่มสำนักงาน กศน.จังหวัด และ
แต่งตั้งผู้ทำหน้าที่ประธานกลุ่มสำนักงาน กศน. ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ เพื่อให้การ
ดำเนินงานของกลุ่มสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยจังหวัด บรรลุ
วตั ถปุ ระสงค์ สอดคลอ้ งกับภารกิจทป่ี ฏิบัติ อาศยั อำนาจตามความในข้อ ๓.๒ และขอ้ ๗ แหง่ ประกาศ
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ยกเลิกประกาศและประกาศจัดตั้ง กลุ่มสำนักงานส่งเสริม
การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยจังหวดั

2.9 งานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วข้อง

2.9.1 งานวิจัยในประเทศ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร

สถานศกึ ษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย กลุ่มจังหวัดภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอนบน 2 ทม่ี ีผ้ไู ด้ศกึ ษาไว้หลากหลายซึ่งมีต่อไปน้ี

กันทิมา ชัยอุดม (2556, น. 193) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะผู้นำการ
เปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของ
สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 พบว่า ภาวะผู้นำการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริหารแบบมีส่วนร่วมและประสิทธิผลของสถานศึกษา โดยรวมอยู่ใน
ระดับมาก จำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงานและขนาดของสถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมี

76

นยั สำคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 และจำแนกตามระดบั การศึกษาของครูทีป่ ฏิบตั ิการสอนในสถานศึกษา
แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง จำแนกตามประเภทของ
สถานศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พฤติกรรมการบริหารแบบมีส่วนร่วม
จำแนกตามประเภทของสถานศึกษาแตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ประสิทธิผลของ
สถานศึกษาจำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน ประเภทของสถานศึกษาและระดับการศึกษา
ของครู แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อจำแนกตามขนาดของสถานศึกษาแตกต่างกัน
อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .05 ภาวะผนู้ ำการเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมการบริหารแบบมีส่วน
ร่วมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 มีความสมั พนั ธ์กนั อย่างมี นัยสำคัญทางสถติ ิที่ระดับ .01

พิกุล ปัทมาตร (2556, น. 174) ได้ศึกษา ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร
โรงเรยี น ตามความคดิ เหน็ ของผู้บรหิ ารและครูผ้สู อนที่อยู่ในโรงเรยี นท่มี ีลกั ษณะการเปิดสอนแตกต่าง
กัน โดยรวมไม่แตกต่างกนั การศึกษาระดบั ปฏบิ ัติดา้ นภาวะผูน้ ำการเปล่ียนแปลงของผบู้ ริหารโรงเรียน
ประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 พบว่า
ผลการศึกษาระดับปฏิบัติด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา
พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ใน
ระดับมากทกุ ด้าน และผลการเปรียบเทียบระดบั ความคิดเห็นของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา ผแู้ ทนครู และ
ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน
ประถมศึกษา พบว่า โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็น
รายด้าน พบว่า ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ และด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญา แตกต่างกันอย่างมี
นยั สำคญั ท่ี .05

กรองแก้ว สานุสนธิ์ (2557 น. 138) ได้ศึกษารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นําแบบ
เปลี่ยนแปลงทางการเรียนการสอนของครูที่เน้นการโน้มน้าวให้เกิดอุดมการณ์ และการกระตุ้นทาง
ปัญญา พบว่า 1) ภาวะผู้นําแบบเปลี่ยนแปลงทางการเรียนการสอนของครูที่เน้นการโน้มน้าวให้เกิด
อุดมการณ์และการกระตุ้นทางปัญญา ในภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่า การจัดทำหลักสูตรและแผนการเรียนรู้ อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ การจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การพัฒนาและใช้สื่อการเรียนรู้ และ การวิจัยเพื่อพัฒนา
คุณภาพการศึกษา อยู่ในระดับมาก เป็นลำดับสุดทา้ ย 2) จากผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยนั
ขององค์ประกอบภาวะผู้นําแบบเปลี่ยนแปลงทางการเรียนการสอนของครูที่เน้นการโน้มน้าวให้เกิด
อดุ มการณแ์ ละการกระตุน้ ทางปญั ญาพบวา่ ตัวแปรมีความสอดคลอ้ งกบั ขอ้ มลู เชิงประจักษ์ 3) ผลการ

77

ตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นําแบบเปลี่ยนแปลง
ทางการเรียนการสอนของครูที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการนําไปใช้อยู่ใน
ระดับมาก

ปัทมสุคนธ์ สุริยวงศ์ (2557, น. 96-98 ) ได้ศึกษาภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของ
ผูบ้ ริหารโรงเรยี น สงั กัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามธั ยมศึกษาเขต 21 พบว่า 1) ผู้บริหารโรงเรียนมี
ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ภาวะผู้นํา
การทผ่ี บู้ รหิ ารมีมากที่สุด คอื ดา้ นการมีอทิ ธพิ ลเชงิ อุดมการณ์ รองลงมาคอื ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ
ด้านการคำนึงความเป็นปัจเจกบุคคลและด้านกระตุ้นทางปัญญา ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบ
ภาวะผู้นําการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน จําแนกตามตำแหน่ง พบว่า ผู้บริหารและครูมีความ
คิดเห็นต่อภาวะผู้นําการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารโรงเรียนมธั ยมศกึ ษา โดยรวมและรายด้านแตกต่าง
กนั อย่างไมม่ นี ัยสำคญั ทางสถิติ ไมส่ อดคลอ้ งกบั สมมตฐิ านท่ตี ้ังไว้

เบญจภรณ์ ผินสู่ (2558, น. 90) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นําการ
เปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
มัธยมศึกษาตำแหน่ง รองลงมา คือ ด้านการสรรหาและการบรรจุแต่งตั้ง ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ําสุด
คือ ดา้ นการ ออกจากราชการ 3) ภาวะผู้นําการเปล่ียนแปลงของผู้บรหิ ารสถานศึกษา มคี วามสัมพันธ์
กับการ บริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ภาวะผู้นํา
การ เปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา มี
ความสมั พนั ธ์โดยภาพรวมทางบวก อยใู่ นระดับคอ่ นข้างสูง

พทั ธนันท์ หลีประเสริฐ (2558, น. 107-109) ไดศ้ กึ ษา การศึกษาความต้องการจําเป็น
ของภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของข้าราชการครู กลุ่ม
กรุงเทพตะวันออก สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของภาวะผ้นู ํา
การเปลี่ยนแปลงของผู้บรหิ ารสถานศึกษาตาม ความคิดเหน็ ของข้าราชการครูกลุ่มกรุงเทพตะวันออก
สังกัดกรุงเทพมหานคร ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีสภาพปัจจุบันสูงสุด คือด้านการมี
อทิ ธิพลอยา่ งมีอดุ มการณ์ รองลงมา ไดแ้ กด่ ้านการสร้างแรงบนั ดาลใจ และด้านการคำนงึ ถึงความเป็น
ปัจเจกบุคคล ตามลำดับ ส่วนด้านที่อยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา 2) สภาพท่ี
พึงประสงค์ของภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของข้าราชการ
ครูกลมุ่ กรุงเทพตะวนั ออก สงั กัดกรุงเทพมหานคร ภาพรวมและรายตา้ นอยูใ่ นระดบั มากท่ีสุด โดยด้าน
ทีม่ สี ภาพทพี่ ึงประสงค์สูงสดุ คอื ตา้ นการกระต้นุ ทางปญั ญา รองลงมา ไดแ้ ก่ ดา้ นการมอี ิทธิพลอย่างมี
อุดมการณ์ ด้านการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล และต้านการสร้างแรงบันดาลใจ ตามลำดับ

78

3) ผลการศึกษาความต้องการจําเป็นของภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาตาม
ความคิดเห็นของข้าราชการครกู ลุม่ กรุงเทพตะวันออก สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ด้านที่มีค่าดัชนี
ความตอ้ งการจาํ เป็นลำดับที่ 1 คอื ดา้ นการกระตนุ้ ทางปัญญา รองลงมา ลำดับที่ 2 ด้านการคำนึงถึง
ความเป็นปัจเจกบุคคล ลำดับที่ 3 ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ และ 4 ด้านการมีอิทธิพลอย่างมี
อดุ มการณ์

ทิพวัลย์ ชาลีเครือ (2559, น. 213) ได้ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการ
เปลีย่ นแปลงกบั ประสิทธิผลการปฏิบตั ิงานของครูในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดระยอง ผลการวิจัยพบว่า1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร
สถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดระยอง
โดยรวมและเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากเรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา
ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านการคำนึงถึงปัจเจกบุคคลและด้านการสร้างแรงบันดาลใจ
ตามลำดับ

วิมลพรรณ ชา่ งคดิ (2560, น. 196) ได้ศึกษา ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร
สถานศกึ ษา สังกัดสำนักงานสง่ เสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั ในภาคตะวันออก
พบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอก
ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในภาคตะวันออกโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อจำตามสถานภาพ
ประสบการณ์ในการทำงานและระดับการศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ทีร่ ะดับ .01

สิทธิชัย อุสาพรม (2562, น. 153) ได้ศึกษา ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของหัวหน้า
กลุ่มสาระการเรียนรู้ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 23 พบว่า ภาวะ
ผู้นำการเปลี่ยนแปลงของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้และประสิทธิผลการทำงานของกลุ่มสาระการ
เรียนรู้ในโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก สถานภาพการดำรงตำแหน่ง โดยรวมแตกต่างกันอย่างมี
นยั สำคัญทางสถติ ิที่ระดับ .05 จำแนกตามประสบการณท์ ำงานแตกตา่ งกัน และจำแนกตามขนาดของ
โรงเรยี น โดยรวมและรายดา้ นแตกต่างกนั อย่างมนี ัยสำคัญอยา่ งสถิติท่รี ะดบั .01 และประสิทธิผลการ
ทำงานของกลุ่มสาระการเรียนรู้ในโรงเรียน จำแนกตามสถานภาพการดำรงตำแหน่งโดยรวมไม่
แตกต่างกันเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความพึงพอใจของครูและด้านการมีส่วนร่วมในการ
ดำเนนิ งาน มคี วามแตกต่างกนั อย่างมีนยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ .05 และ .01 ตามลำดบั จำแนกตามที่
มีประสบการณ์การทำงานต่างกันและจำแนกตามขนาดของโรงเรียน โดยรวมและรายด้าน แตกต่าง
กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .05

79

2.9.2 งานวจิ ัยต่างประเทศ
Gittens (2009, p.138) ได้ศกึ ษาเรือ่ งความเข้าใจในการใช้ภาวะผูน้ ําการเปล่ียนแปลง

ในบทบาทหัวหน้าภาควิชาด้านวิชาการในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของรัฐเวอร์จิเนีย โดยมุ่งเน้นการใช้
ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงในเรื่อวิสัยทัศน์ อิทธิพลการปรับตัว การกระตุ้นการปรับตัว การปรับตัว
ของมนษุ ย์ และคุณค่าในการปรบั ตัว จากหวั หนา้ ภาควชิ าและสมาชิก ผลการศึกษาพบว่า หัวหนา้ และ
สมาชิกมีความเข้าใจในการใช้ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันอย่างมีนัย สำคัญระหว่างความ
เขา้ ใจของสมาชกิ กับความเปน็ ผู้นาํ การเปล่ยี นแปลงของหวั หน้าภาควิชาในด้านวชิ าการ

Hugo Zagorsek et al. (2009, pp. 144-165) ได้ศึกษาจัดการในองค์กร 2 ประเด็น
สำคัญ ได้แก่ ทฤษฎีภาวะผู้นําในองค์การและกระบวนการการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ โดยได้
ศึกษาเกี่ยวกับ 1) อิทธิพลของภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลง 2) ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงใน เขต 32
ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ตาม ความคิดเห็นของครู
โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุก ด้าน โดยด้านที่มี
ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล รองลงมาคือด้านการมีอิทธิพล เชิงอุดมการณ์
ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญา 2) การบริหารงานบุคคล ของผู้บริหาร
สถานศกึ ษา ตามความคดิ เหน็ ของครู โดยรวมอยใู่ นระดับมาก เมอื่ พิจารณาเปน็ รายด้าน พบวา่ อยู่ใน
ระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการวางแผนอัตรากําลังและกำหนด
กระบวนการพัฒนาองค์การแห่งการเรียนรู้ และ 3) ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงนั้นมีอิทธิพลหรือ
ผลกระทบต่อการบริหารองค์การที่มากกว่าภาวะผู้นําการเปลี่ยนผ่าน ผลการศึกษาพบว่าผู้นําส่ว น
ใหญ่ท่เี ปน็ เพศชาย (ร้อยละ 67.00) มีอายุเฉล่ีย 34 ปี โดยมีอายรุ ะหว่าง 30-50 ปี (ร้อยละ 70.00) มี
ระยะเวลาปฏิบัติงาน 1-5 ปี (ร้อยละ 48.00) และเป็นผู้บริหารสูงสุด (ร้อยละ 52.00) และพบว่า
ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงมีผลกระทบต่อโครงสร้างการพัฒนาองค์การแห่งการเรีย นรู้ และมี
ผลกระทบโดยตรงกับการได้มาซึ่งข้อมูลทางการบริหารและการเปลี่ยนแปลงทางความรู้ ความเข้าใจ
และพฤติกรรมของพนกั งานในองคก์ ารในกระบวนการพฒั นาองค์การแหง่ การเรียนรู้

Thomas G. Henkel (2012 : p. 146) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบภาวะ
ผู้นําการเปลี่ยนแปลงและการผูกพันในงานของพนักงานเสริมในมหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพ่อื
ศึกษาความผูกพันในงานของพนักงานเสริมและรูปแบบการรับรู้ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงต่อ
ผู้บริหารทางวิชาการของมหาวิทยาลัย โดยใช้การศึกษาเชิงคุณภาพกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพนักงาน
สอนเสริมนอกเวลาในมหาวิทยาลัยกว่า 30 แห่งในทางตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกา
ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลง 5 ปัจจัยของผู้บริหารในมหาวิทยาลัยมี

80

ความสัมพันธ์ในระดับปานกลางต่อความผูกพันในงานของพนักงานสอนเสริม ได้แก่ 1) คุณสมบัติ
ต้นแบบของผู้บริหาร 2) พฤติกรรมต้นแบบของผู้บริหาร 3) การสร้างแรงจูงใจ 4) การกระตุ้นทาง
ปัญญา 5) การพิจารณาการทำงานเป็นรายบุคคล นอกจากนี้ยังพบว่าคุณลักษณะภาวะผู้นําการ
เปลี่ยนแปลงแบบผสมผสาน ไม่ส่งผลต่อการผูกพันในงานมากกว่าคุณลักษณะภาวะผู้นําการ
เปลี่ยนแปลงแบบเดี่ยว ๆ และในรูปแบบภาวะผู้นําการเปล่ียนแปลงทั้ง 5 ปัจจัยนั้นพบวา่ ปัจจัยดา้ น
การสรา้ งแรงจูงใจสำคญั ทส่ี ดุ ในการสรา้ งความผูกพนั ในงานของพนักงานเสริม

แอนเดรีย์ล (Andrian et., al., 2014) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการ
เปลี่ยนแปลงกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีแรงจูงใจการให้บริการสาธารณะ
ประโยชน์ และการสรา้ งความชัดเจนในเป้าหมายขององค์การในผจู้ ดั การขององค์การทเี่ ป็นหน่วยงาน
สาธารณะ ประโยชนใ์ นประเทศสวสิ เซอร์แลนด์จำนวน 569 คน พบว่า ความสมั พนั ธ์ทางตรงระหว่าง
ภาวะผู้นำการเปล่ยี นแปลงและพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ สอดคล้องกบั การศึกษาของ
อัสม่าและไชย์สต้า(Usma and Shaista, 2013) ที่ศึกษาพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ
ของครูจำนวน 129 คน ในปากีสถานที่ทำงานภายใต้รปู แบบภาวะผู้นำท่ีแตกต่างกัน พบว่าพฤติกรรม
การเปน็ สมาชกิ ท่ีดขี ององคก์ ารของครมู ีสงู ท่ีสดุ เม่ือทำงานภายใต้ภาวะผู้นำการเปลยี่ นแปลง รองลงมา
คือ ภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยนและผู้นำแบบปล่อยปะละเลยพบว่ามีความสัมพันธ์น้อยที่สุดและ
การศึกษาของ มิล, ไมเคิลและแดนเนียล (Mel, Michael andDaniel, 1993) ที่ได้ศึกษาอิทธิพลของ
ภาวะผนู้ ำแบบดั้งเดิม (Traditional leadership) และภาวะผู้นำช้นั ยอด (Super leadership) ทีม่ ีต่อ
พฤติกรรมการเป็นสมาชิกท่ีดขี ององคก์ ารของพนกั งานในโรงงานอตุ สาหกรรมแห่งหนึ่ง โดยพฤตกิ รรม
การเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ คือ พฤติกรรมที่ให้ความช่วยเหลือและทำงานเกินกว่าหน้าที่
รับผดิ ชอบเพือ่ ประโยชน์สว่ นรวม ผูน้ ำแบบดง้ั เดมิ คือ ผู้นำที่คอยปลุกเร้าให้พนักงานมุ่งปฏิบัติงานให้
ได้

2.10 สรปุ แนวคดิ ในการวิจยั

จากที่ได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการ
เปลีย่ นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัย พบว่าภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรมการบริหารงานของผู้นําหรือผู้บริหาร
สถานศึกษามีอิทธิพลต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กร
โดยตรง ดงั น้ัน ผู้บริหาร สถานศกึ ษาในปัจจุบนั จึงจำเป็นต้องปรับเปลย่ี นพฤติกรรมในการบริหารงาน

81

สู่การเป็นผู้นําเพื่อการ เปลี่ยนแปลงให้ทันต่อโลกในยุคดิจิทัล เพื่อนําองค์กรสู่ความสำเร็จ ผู้วิจัยจึงมี
ความสนใจที่จะศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
ที่ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมความเป็นผู้นําที่แสดงออกเป็นการจูงใจให้ผู้ตามทำงานให้ได้มีจำนวน 4 ด้าน
ได้แก่ การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา การคำนึงถึง
ความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาภาวะผู้นํา พัฒนาผู้บริหาร
สถานศึกษาใหม้ ีคณุ ภาพในการบรหิ ารสถานศกึ ษาต่อไป

82

บทท่ี 3
วิธดี ำเนนิ การวิจัย

การวิจัย แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ในครั้งนี้ ผู้วิจัยดำเนินการ
วิจัยเป็น 2 ระยะ ดงั น้ี

ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของทางการ
พัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษา
นอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั

ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
สงั กดั สำนักงานส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั

โดยมีรายละเอียดดำเนนิ การวจิ ยั ดงั น้ี

ระยะที่ 1 ศกึ ษาสภาพปัจจุบนั สภาพท่ีพงึ ประสงค์ และความตอ้ งการจำเป็นของการพัฒนาภาวะ
ผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอัธยาศยั

1. คำถามการวิจยั
สภาพที่ปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาภาวะผู้นำ

การเปลยี่ นแปลงของผบู้ ริหารสถานศึกษา สังกดั สำนักงานสง่ เสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอธั ยาศัย

2. วตั ถุประสงค์
เพื่อศึกษาสภาพที่ปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนา

ภาวะผนู้ ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สงั กดั สำนกั งานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอัธยาศยั

3. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ในการวิจัยระยะท่ี 1 ผวู้ ิจัยกำหนดประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง ดงั นี้

83

1) ประชากร คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอก

ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ปีการศึกษา 2565 จำนวน 644 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร

สถานศกึ ษา จำนวน 37 คน และครู จำนวน 607 คน

2) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูในสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอก

ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ปีการศึกษา 2565 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 242 คน

ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 37 คน และครูผู้สอน จำนวน 205 คน กำหนดโดยใช้

ตารางสำเร็จรูปของKrejcie and Morgan (อ้างถึงใน ไพศาล วรคำ, 2562, น. 100-101)

ประกอบดว้ ย ผูบ้ รหิ ารสถานศึกษา จำนวน 37 คน กำหนดโดยเลอื กแบบเจาะจงทั้งหมด (Purposive

sampling) จากจำนวนผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ

การศึกษาตามอัธยาศัย ทั้งหมด และครูผู้สอน จำนวน 205 คน กำหนดเลือกโดยใช้การสุ่มตัวอย่าง

แบบช้นั ภูมิ (Stratified Sampling)

ตารางท่ี 3.1 ขนาดของประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง

รวม

สถานศกึ ษา (แหง่ ) ประชากร (คน) กล่มุ ตัวอย่าง (คน) กลุ่ม
ตัวอยา่ ง

สถานศกึ ษา (คน)

จำนวน กลมุ่ ผู้บริหาร ครู ผบู้ ริหาร ครู
ตวั อย่าง สถานศกึ ษา สถานศึก

ษา

1. สำนกั นักงาน 7 7 7 110 7 43 50

กศน.จงั หวดั

มุกดาหาร

2. สำนกั นกั งาน 12 12 12 184 12 66 78

กศน.จังหวดั

นครพนม

3. สำนักนกั งาน

กศน.จังหวดั 18 18 18 313 18 96 114

สกลนคร

รวม 37 37 37 607 37 205 242

รวม (คน) 644 242

84

4. สถานท่ี
สถานศึกษาสำนักงานสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั

5. เครือ่ งมือและวิธกี ารสร้างเครอื่ งมือ
1) เคร่อื งมอื ในการวิจัยในระยะท่ี 1 คอื แบบสอบถาม โดยแบง่ ออกเป็น 2 ตอนดงั นี้
ตอนที่ 1 สถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบตรวจสอบรายการ

(Checklist) ประกอบดว้ ย เพศ ตำแหน่ง และระดบั การศกึ ษา
ตอนที่ 2 สอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนา

ภาวะผูน้ ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา สังกดั สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอธั ยาศยั

2) การสร้างเครอ่ื งมอื ในการวจิ ัย
2.1) ศึกษาทฤษฎี แนวคิด จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาภาวะ

ผูน้ ำการเปลย่ี นแปลงของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา และแนวดำเนินการสร้างแบบสอบถามการวจิ ยั
2.2) รา่ งแบบสอบถามเสนอตอ่ อาจารยท์ ีป่ รกึ ษาวทิ ยานพิ นธ์
2.3) สร้างแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบมาตราสว่ นประมาณค่า (Rating scale)

แบบลเิ คอร์ท โดยกำหนดการแปลความหมาย ดังน้ี
ระดับ 5 หมายถงึ มสี ภาพปัจจบุ นั /สภาพท่ีพงึ ประสงคข์ องการพัฒนาภาวะ

ผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอัธยาศยั อยใู่ นระดับมากทสี่ ุด

ระดบั 4 หมายถึง มีสภาพปจั จุบัน/สภาพท่ีพึงประสงคข์ องการพัฒนาภาวะ
ผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอธั ยาศัย อยู่ในระดบั มาก

ระดับ 3 หมายถึง มสี ภาพปัจจบุ นั /สภาพท่ีพึงประสงค์ของการพัฒนาภาวะ
ผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอธั ยาศยั อยใู่ นระดับปานกลาง

ระดับ 2 หมายถึง มสี ภาพปัจจุบนั /สภาพท่ีพึงประสงคข์ องการพัฒนาภาวะ
ผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย อยู่ในระดับน้อย

ระดับ 1 หมายถงึ มีสภาพปจั จุบัน/สภาพท่ีพึงประสงค์ของการพัฒนาภาวะ
ผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศยั อยู่ในระดบั น้อยที่สดุ

85

2.4) นำแบบสอบถามท่ีสรา้ งขน้ึ เสนอผูเ้ ช่ยี วชาญ จำนวน 5 คน เพ่ือตรวจสอบความ
ตรงเชงิ เน้อื หา (Content validity) ของแบบถาม โดยการหาคา่ ดชั นีความสอดคลอ้ ง (Index of item
Objective Congruence : IOC) ตามความคดิ เห็นของผู้เชี่ยวชาญ ทั้งน้ีผวู้ ิจัยกำหนดเลือกผู้เชี่ยวชาญ
แบบเจาะจง (Purposive sampling) จากนักวิชาการหรืออาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของ
รัฐ จำนวน 2 คน ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 1 คน ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 1 คน และผู้บริหาร
สถานศึกษา จำนวน 1 คน

จากนั้นพิจารณาเลือกข้อคำถามจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ โดยคัดเลือก
เฉพาะข้อคำถามที่มีค่า IOC = 0.80 ขึ้นไป ซึ่งแสดงว่าข้อคำถามนั้นสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายหรือ
เนื้อหาที่ต้องการ (รัตนาพร ไกรถาวร, 2545, น. 68) โดยกำหนดระดับความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ
จากการวเิ คราะห์หาค่า IOC (Index of item Objective Congruence) ดังน้ี

+ 1 เมือ่ แน่ใจว่าข้อคำถามนนั้ วัดไดต้ รงตามนิยามศพั ทแ์ ละวัตถุประสงค์การวิจยั
0 เมื่อไม่แน่ใจวา่ ขอ้ คำถามนนั้ วดั ไดต้ รงตามนิยามศพั ท์และวตั ถุประสงค์การวิจยั
- 1 เมือ่ แน่ใจวา่ ขอ้ คำถามนั้นวัดไดไ้ มต่ รงตามนยิ ามศพั ท์และวัตถุประสงคก์ ารวิจยั

2.5) นำแบบสอบถามไปทดลองใช้ (Try Out) กับผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ปฏิบัติ
หน้าที่ในสถานศึกษาที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยในครั้งนี้ จำนวน 30 คน จากนั้นนำข้อมูลมา
วิเคราะห์เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ (Reliability) โดยการหาค่าสัมประสิทธ์ิ
แอลฟา (Alpha Coefficient) ตามวิธีของครอนบาค (Cronbach) Cronbach, 1970, p. 161)
โดยกำหนดเกณฑว์ ่าตอ้ งมคี ่าความเช่ือมั่นตง้ั แต่ .50 ข้นึ ไป (สวุ มิ ล ติรกานันท์, 2555, น. 65)

2.6) จดั พิมพ์แบบสอบถามฉบบั สมบูรณ์ จากน้ันนำไปใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมลู กับกลุ่ม
ตวั อย่าง

6. ระยะเวลา
ชว่ งระหว่างเดอื นสิงหาคม ถงึ เดอื น ตลุ าคม พ.ศ.2565

7. วิธดี ำเนินการวิจัย
1) ศึกษาหลักการ แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาภาวะผู้นำการ

เปล่ยี นแปลงของผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษา โดยการสงั เคราะห์จากแนวคดิ ที่มนี ักการศึกษา นักวชิ าการและ
หนว่ ยงานตา่ ง ๆ ไดน้ ำเสนอไว้ เพื่อกำหนดเปน็ กรอบแนวคดิ และตัวแปรการวจิ ยั

2) กำหนดประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
3) สร้างแบบสอบถามการวจิ ยั
4) นำเสนอแบบสอบถามต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์เพื่อตรวจสอบและให้ข้อ
เสนอแนะ จากนน้ั ปรับปรงุ แก้ไขตามท่อี าจารยท์ ่ปี รึกษาให้ข้อเสนอแนะ
5) นำแบบสอบถามไปเก็บข้อมลู การวจิ ยั จากกลุม่ ตวั อยา่ ง

86

6) วิเคราะห์ความตอ้ งการจำเปน็ ในการพัฒนา โดยนำข้อมูลจากการศึกษาสภาพปัจจุบัน
และสภาพที่พึงประสงค์มาวิเคราะห์หาความต้องการจำเป็นในการพัฒนา โดยใช้เทคนิค Modified
Priority Needs Index (PNI Modified) ซึ่งเป็นดัชนีจัดเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการ
จำเป็นที่ใช้หลักการประเมินความแตกต่างและเป็นสูตรที่นงลักษณ์ วิรัชชัย และสุวิมล ว่องวานิช
(2542, น. 242) ไดป้ รบั สตู รการคำนวณมาจาก PNI โดยการหาค่าผลต่างระหวา่ งคา่ เฉล่ียของสภาพที่
คาดหวัง (I) กับค่าเฉลี่ยของสภาพปัจจุบัน (D) แล้วหารด้วยค่าเฉลี่ยสภาพที่พึงประสงค์ (D) เพื่อถ่วง
น้ำหนักก่อนที่จะนำมาจัดลำดับ โดยใช้หลักการกำหนดความต้องการจำเป็นจากระดับสภาพปัจจุบัน
แล้วจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นตามค่า PNI Modified โดยใช้สูตรในการคำนวณ
ดงั นี้

เมื่อ PNI Modified หมายถึง ดัชนีการจัดเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการ
จำเป็น

I = Importance หมายถึง ค่าเฉลี่ย (Mean) ของสภาพที่พึงประสงค์ คือระดับ
ความต้องการ

D = Degree of Success หมายถึง คา่ เฉลยี่ (Mean) ของสภาพปัจจุบนั
ตวั เลขดัชนีความตอ้ งการสงู แสดงวา่ มคี วามจำเปน็ ในการพัฒนามาก

8. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ขอหนังสือจากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จากนั้นผู้วิจัยจัดส่ง

แบบสอบถามพร้อมหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถาม ถึงผู้บรหิ ารสถานศึกษาและ
ครูในสถานศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง พร้อมทั้งขอความอนุเคราะห์ให้ตอบแบบสอบถามให้แล้วเสร็จ
และสง่ แบบสอบถามกลบั คนื ถึงผวู้ ิจัยโดยตรงภายใน 15 วัน

9. การวเิ คราะหข์ ้อมลู และสถติ ิทีใ่ ช้
1) นำแบบสอบถามที่ได้รับคืนทั้งหมด ไปตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของคำตอบ

พรอ้ มลงรหสั กำกับ (Coding) จากน้ันนำแบบสอบถามท่มี กี ารตอบแบบสมบูรณ์ไปวิเคราะห์ข้อมลู
2) ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดกระทำกับข้อมูลด้วย

โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปเพื่อหาค่าสถิติต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลแบ่ง
ออกเป็น 2 ตอน ดังน้ี

ตอนที่ 1 สถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบตรวจสอบรายการ
(Checklist) ประกอบด้วย เพศ อายุ และระดับการศกึ ษา โดยการแจกแจงความถแ่ี ละหาคา่ ร้อยละ

87

ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การพัฒนา
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บรหิ ารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานสง่ เสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย ผู้วิจัยได้กำหนดใช้สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (Mean)
และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D) โดยกำหนดเกณฑ์การแปลความหมาย
ดังน้ี (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2553, น. 82-83) ดังนี้

4.51 - 5.00 หมายถึง มีสภาพปัจจุบัน/สภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนา
ภาวะผนู้ ำการเปล่ียนแปลงของผู้บรหิ ารสถานศึกษา สังกดั สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอธั ยาศยั อยู่ในระดับมากทส่ี ดุ

3.51 - 4.50 หมายถึง มีสภาพปัจจุบัน/สภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนา
ภาวะผ้นู ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บรหิ ารสถานศึกษา สงั กัดสำนกั งานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย อยใู่ นระดับมาก

2.51 - 3.50 หมายถึง มีสภาพปัจจุบัน/สภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนา
ภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา สังกดั สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอัธยาศยั อยใู่ นระดับปานกลาง

1.51 - 2.50 หมายถึง มีสภาพปัจจุบัน/สภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนา
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอัธยาศยั อยใู่ นระดับน้อย

1.00 - 1.50 หมายถึง มีสภาพปัจจุบัน/สภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนา
ภาวะผนู้ ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา สงั กดั สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศกึ ษาตามอัธยาศัย อยใู่ นระดบั น้อยท่ีสุด

10. ผลที่ไดร้ บั
ทราบสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง

ของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา สงั กัดสำนกั งานสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั

ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
สังกดั สำนักงานส่งเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัย

1. คำถามการวิจยั
แนวการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน

สง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั ควรเป็นอยา่ งไร

88

2. วตั ถปุ ระสงค์
เพื่อศึกษาแนวการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา

สงั กัดสำนกั งานส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
3. กลุ่มเปา้ หมายที่ทำการศกึ ษา
3.1 สถานศึกษาที่มีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้านการภาวะผู้นำการ

เปลี่ยนแปลงของผุ้บริหารสถานศึกษา และการจัดการจัดการศึกษาที่ประสบความสำเร็จเป็นที่
ประจักษ์ จำนวน 3 แหง่

3.2 กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน เพื่อศึกษาแนวทางและประเมินความเหมาะสม
ความเป็นไปได้แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึ กษา
สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ประกอบด้วย ผู้บริหาร
สถานศกึ ษา จำนวน 7 คน

4. สถานท่ี
4.1 สถานศกึ ษาท่ศี กึ ษาดงู านการปฏบิ ัติที่เปน็ เลศิ (Best Practice)
4.2 สถานที่ปฏิบตั ิงานของผทู้ รงคุณวุฒิ

5. เครอ่ื งมือและวธิ ีการสรา้ งเครอ่ื งมอื
เครื่องมือในการศึกษาแนวการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร

สถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย คือ แบบ
ประเมินความเหมะสม และความเป็นไปได้ของแนวทาง มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า
(Rating scale) แบบลิเคอรท์ โดยกำหนดการแปลความหมาย ดังนี้

ระดบั 5 หมายถึง มีความเหมาะสม/ความเป็นไปไดอ้ ยูใ่ นระดับมากทีส่ ุด
ระดับ 4 หมายถงึ มีความเหมาะสม/ความเป็นไปไดอ้ ย่ใู นระดับมาก
ระดับ 3 หมายถงึ มคี วามเหมาะสม/ความเปน็ ไปไดอ้ ย่ใู นระดบั ปานกลาง
ระดบั 2 หมายถงึ มีความเหมาะสม/ความเป็นไปได้อยใู่ นระดบั น้อย
ระดบั 1 หมายถึง มคี วามเหมาะสม/ความเป็นไปไดอ้ ยู่ในระดบั น้อยที่สดุ

6. ระยะเวลา
ช่วงระหว่างเดือนระหวา่ งเดอื นพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ถงึ เดอื นมกราคม พ.ศ. 2566

7. วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั
1) กำหนดกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำ

การเปล่ยี นแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สงั กัดสำนกั งานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอธั ยาศยั

89

2) กำหนดประเด็นการศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของ
ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจากผล
การศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ ในการวิจัยระยะที่ 1 โดยนำข้อที่มีผลความต้องการ
จำเป็นสูงสุดของแต่ละองค์ประกอบมากำหนดเป็นประเด็นศึกษา แล้วสร้างเป็นแนวทางจากน้ัน
นำเสนออาจารย์ที่ปรกึ ษาวทิ ยานิพนธเ์ พอื่ ตรวจสอบ พจิ ารณาและให้ขอ้ เสนอแนะ

3) ดำเนินการศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร
สถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ตาม วัน เวลา
และสถานท่ี ทไี่ ดป้ ระสานไว้ ดังนี้

3.1) ศกึ ษาดงู านสถานศกึ ษาท่มี ีการปฏบิ ัติที่เปน็ เลิศ (Best Practice)
3.2) ยกร่างแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร
สถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
3.3) ประเมินความเหมะสม ความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาภาวะ
ผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย
4) สรุปแนวทางการพัฒนาการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร
สถานศึกษา สังกัดสำนกั งานส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยทสี่ มบรู ณ์
8. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ขอหนังสือจาก คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ถึงผู้ทรงคุณวุฒิ
ทั้ง 7 คน เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้ผู้วิจัยเก็บข้อมูลการวิจัยทั้งในส่วนการศึกษาและประเมินแนว
ทางการพัฒนาการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลยี่ นแปลงของผบู้ ริหารสถานศึกษา สงั กดั สำนักงานส่งเสริม
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั
9. การวเิ คราะห์ข้อมลู
การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมินความเหมะสม ความเปน็ ไปได้ของแนวทางการ
พัฒนาการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริม
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
10. ผลทไ่ี ดร้ ับ
ได้แนวทางการพัฒนาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร
สถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่มีความ
เหมาะสม

90

บรรณานกุ รม

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัย พ.ศ. 2551. พิมพ์คร้ังที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ
และการศกึ ษาตามอัธยาศยั

ก่ิงกาญ จิตต์กระวาน. (2553). ศึกษาภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด
สํานักงานการศึกษาเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต), ชลบุรี,
มหาวิทยาลยั บูรพา

กนั ทิมา ชัยอุดม. (2556). ความสัมพันธร์ ะหว่างภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงและพฤตกิ รรมการบริหาร
แบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต
พ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาชลบรุ ี เขต 3. วิทยานพิ นธ์ กศ.ม. ชลบรุ ี : มหาวทิ ยาลยั บรู พา

กรองแก้ว สานุสิทธิ์. (2557), รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นําแบบเปล่ียนแปลงทางการเรียนการสอน
ของครูท่ีเนน้ การโน้มน้าวให้เกดิ อุดมการณ์ และการกระตุ้นทางปัญญา. (วิทยานิพนธ์ปรญิ ญา
ดษุ ฎบี ัณฑิต), ปทมุ ธาน:ี มหาวทิ ยาลยั อีสเทิร์นเอเชีย. 20

กฤชภร สุวรรณวิหค. (2558). การมีสวนรวมในการบริหารสถานศึกษาตามบทบาทและหนาท่ีของ
คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็กในจังหวัดสุราษฎรธานี.
วารสารนาคบตุ รปริทรรศน, 8(1): 61 - 76.

กนกอร สมปราชญ์. (2562). ภาวะผู้นำกับคุณภาพสถานศึกษา. วิทยานิพนธ์ สาขาการบริหารจัดการ
การศกึ ษา. ขอนแกน่ : มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น.

เกศสุดา วรรณสิทธิ์. (2562). ภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงขิงผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต
พน้ื ทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษาเขต 27. มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม

จัน ท รานี สงวน น าม . (2555). ท ฤ ษ ฎี แล ะแ น วท างป ฏิ บั ติ ใน การบ ริห ารสถ าน ศึก ษ า.
กรงุ เทพฯ: บุคพอยท.

จําเนียร พลหาญ. (2565). เอกสารประกอบการสอนรายวิชาหลักทฤษฎีและปฏิบัติการบริหาร
การศกึ ษา. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยราชภฏั มหาสารคาม

ชีวิน อ่อนละออ. (2553). การพัฒนาตัวบ่งชี้ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารมหาวิทยาลัย
เอกชนในประเทศไทย. (วทิ ยานพิ นธป์ ริญญาดุษฎีบัณฑติ ), ขอนแกน่ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น

ชาญชัย อาจินสมาจาร. (2554). หลักการบริหารการศึกษาและการจัดการศึกษา. ปัตตานี: สถาบัน
เพือ่ ความก้าวหน้าทางวชิ าการ

ไชยา ภาวะบุตร. (2555). ภาวะผู้นำทางวิชาการในสถานศึกษา. สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏ

91

สกลนคร. (2560). ภาวะผู้นำทางวิชาการในสถานศึกษา. สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏ
สกลนคร. (2560). หลักทฤษฎีและปฏิบัติการบริหารการศึกษาสถานศึกษา. สกลนคร:
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร
ทวีป อภสิ ทิ ธ์ิ. (2554). จิตวิทยาเพื่อการเรยี นรู้. กรงุ เทพฯ: ออฟเซทเพรส.
ทองอยู่ แก้วไทรฮะ. (2554). การศึกษาตลอดชีวิตสําหรับทุกคน. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย จํากัด
ทิพวัลย์ ชาลีเครือ. (2559). ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงกับประสิทธิผลการ
ปฏิบัติงานของครูในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
จังหวัดระยอง. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. ชลบุร:ี มหาวิทยาลยั บูรพา.
ธีระ รุณเจริญ. (2550). ความเป็นมืออาชีพในการจัดและบริหารการศึกษายุคปฏิรูปการศึกษา.
กรุงเทพฯ: ขา้ วฟา่ ง.
นโยบายจุดเน้นการดำเนินงานสำนักงาน กศน. ประจำปีงบประมาณ 2565. กรุงเทพ: สำนัก
นายกรฐั มนตรี
บุญเลิศ เขียนวงศ. (2555). ทักษะการบริหารงานของผูบริหาร (ออนไลน). เขาถึงไดจาก
:http://www.moe.go.th/wijai/skill.htm. [2565, เมษายน 18]
บญุ ชม ศรีสะอาด. (2556). การวจิ ยั เบอื้ งต้น (พมิ พ์คร้ังที่ 10). กรุงเทพฯ : สวุ ีรยิ าสาส์น.
เบญจภรณ์ ผินสู่. (2558), ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงกับการบริหารงานบุคคล
ของผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32
(วทิ ยานพิ นธป์ ริญญามหาบัณฑติ ) บรุ ีรัมย์: มหาวิทยาลัยราชภฏั บุรรี ัมย์
ปยิ ะ ดาบชัย. (2563). ภาวะผนู้ ำการเปล่ียนแปลงของผูบ้ ริหารสถานศกึ ษาที่ส่งผลต่อประสทิ ธิผล
ข อ ง ศู น ย์ ก า ร ศึ ก ษ า น อ ก ร ะ บ บ แ ล ะ ก า ร ศึ ก ษ า ต า ม อั ธ ย า ศั ย อ ำ เภ อ ก ลุ่ ม จั ง ห วั ด ภ า ค
ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอนบน 2. วิทยานิพนธ์ ค.ม. สกลนคร: มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร.
พระราชบัญญตั ิการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแกไขเพ่มิ เติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ:
พรกิ หวานกราฟก.
พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ.2551. กรุงเทพฯ:
ม.ป.ท.
พศิ สวาท ศรแี สน. (2551). ภาวะผ้นู ําของผู้บริหารโรงเรียนหน่งึ อาํ เภอหน่ึงโรงเรียนในฝนั ของโรงเรียน
ในจังหวัดยโสธร. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต), อุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏ
อบุ ลราชธานีพชิ ัย
เสงี่ยมจิตต์. (2552). การประกันคุณภาพการศึกษา (เอกสารประกอบการสอน) อุบลราชธานี:
มหาวิทยาลัยราชภฏั อบุ ลราชธานี

92

พิกุล ปัทมาตร. (2556). การศึกษาระดับปฏิบัติด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน
ประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3.
วิทยานิพนธ์ ค.ม. มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลัยราชภฏั มหาสารคาม

ไพ ศาล วรคำ. (2556). ก ารวิจัยท างก ารศึ ก ษ า Educational Research (พิ ม พ์ ครั้งท่ี 6).
มหาสารคาม : ตักสิลาการพิมพ์.

พิทูล อภัยโส. (2557). โปรแกรมการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาท่ีมุ่ง
องค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ประถมศึกษาจงั หวัดนครพนม. วทิ ยานพิ นธ์.ค.ด.สกลนคร: มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร.

พัทธนันท์ หลีประเสริฐ. (2558), การศึกษาความต้องการจําเป็นของภาวะผู้นําการเปล่ียนแปลงของ
ผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของข้าราชการครู กลุ่มกรุงเทพตะวันออก สังกัด
กรุงเทพมหานคร. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต), กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยราชภัฏ
มหาสารคาม

พิมพพ์ ร วงศ์อนุสิทธิ. (2564). ภาวะผนู้ ำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสตรีทสี่ ่งผลต่อประสทิ ธิผลของ
โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดนครพนม. วิทยานิพนธ์
ค.ม. สกลนคร:มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร.

ภัทรา ดํารงสกุล. (2556). การศึกษาความคิดเห็นเก่ียวกับสภาพการบริหารงบประมาณของ
สถานศึกษา สังกดั เทศบาลในจงั หวัดสรุ าษฎรธานี. ภาคนพิ นธครุศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชา
การบริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎรธานี.

มนทิพย ทรงกิติพิศาล. (2555). ปจจัยท่ีสงผลตอประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานระดับ
มัธยมศึกษาในพ้ืนท่ีภาคใตของประเทศไทย. วิทยานิพนธปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการ
บริหารการศกึ ษา มหาวิทยาลยั รามคําแหง

เมตต เมตตการุณจิต. (2555). การบริหารจัดการแบบมีสวนรวม : ประชาชนองคกรปกครองสวนทอง
ถ่ินและราชการ. กรุงเทพฯ: บุคพอยท.

มัณฑนา ภัคคุณานนท์. (2559). อนาคตภาพของภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโรงเรียนประถมศึกษา
ของไทยในศตวรรษหน้า (พ.ศ. 2557-2567). วิทยานิพนธ์ ปร.ด.อุดรธานี: มหาวิทยาลัยราช
ภฏั อดุ รธาน

มัณฑนา ชุมปัญญา. (2563). ภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารท่ีส่งผลต่อแรงจูงใจในการ
ปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร
เขต 2. วิทยานิพนธ์ ค.ม. สกลนคร:มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร.

ยุกตนันท หวานฉ่ำ. (2555). การบริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของโรงเรียนในอําเภอคลวงหลวง
สังกัดสํานักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1. วิทยานิพนธศึกษาศาสตร

93

มหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการบริหารการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ธัญบุรี.
รัตติกรณ์ จงวิศาล. (2543). ผลการฝึกฝนอบรมภาวะผู้นําการเปล่ียนแปลงของผู้นํานิสิต
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต), กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรี
นครินทรวิโรฒประสานมติ ร
รงุ่ แก้วแดง. (2545). การปฏิวัติการศกึ ษาไทย. กรงุ เทพฯ: มตชิ น
รัตติกรณ์ จงวิศาล. (2547). พฤติกรรมมนุษย์และสังคมเกี่ยวกับการจัดการส่ิงแวดล้อมอุตสาหกรรม
ห น่ ว ย ที่ 8 ภ า ว ะ ผู้ นํ า กั บ ก า ร จั ด ก า ร สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม อุ ต ส า ห ก ร ร ม , น น ท บุ รี
มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช.
รงั สรรค์ ประเสรฐิ ศรี. (2551). ภาวะผู้นํา (พมิ พค์ ร้ังที่ 2), กรุงเทพฯ: ธรี ะฟิล์มและไซเทก็ ซ์ราช
วิรตั น์ สายสุด. (2549). การสรา้ งประสิทธิภาพในการทํางานของขา้ ราชการครูโรงเรยี นประถมศกึ ษา
วรรัตน์ อภินันท์กูล. (2551). แนวคิดและทฤษฎีท่ีน่ารู้ทางการศึกษานอกระบบโรงเรียน. กรุงเทพฯ:
โรงพิมพ์แห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วิโรจน์ สารรัตนะ (2555). แนวคิดทฤษฎีและประเด็นเพื่อการบริหารทางการศึกษา (พิมพ์ครั้งท่ี 8)
กรงุ เทพฯ:
วารุณี งอยผาลา. (2556). รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงชองผู้บริหารสตรีสังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตตรวจราชการที่ 11.วิทยานิพนธ์ ค.ด.
สกลนคร: มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร
วิมลพรรณ ช่างคิด. (2560). ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงาน
สง่ เสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในภาคตะวันออก. วิทยานิพนธ์ ค.ม.
จันทบุรี: มหาวิทยาลยั ราชภัฏรำไพพรรณี.
ศิริวรรณ หวลกระสินธ์ุ. (2549). ความสมั พันธ์ระหว่างภาวะผู้นาํ ของผูบ้ รหิ ารกับประสิทธผิ ลโรงเรียน
ท่เี ข้าร่วมโครงการ 1 อําเภอ 1 โรงเรียนในฝนั สังกดั สาํ นักงานเขตพื้นท่ี การศกึ ษากาญจนบรุ ี
เขต 2. (วทิ ยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑติ ), กรงุ เทพฯ มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ
ศุภัสตุตรี คําศรีสุข. (2557). คุณลักษณะผูบริหารมืออาชีพ ตามทัศนะของผูบริหารโรงเรียนสังกัด
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2. ภาคนิพนธครุศาสตร
มหาบัณฑิต สาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลยั ราชภฏั สุราษฎรธานี.
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542
และทแ่ี กไขเพมิ่ เติม (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ : พริกหวาน กราฟก.
สุเทพ พงศศ์ รวี ัฒน.์ (2550). ภาวะความเป็นผู้นํา, กรงุ เทพฯ: เอก็ ซเปอรเ์ นท็ .
สมบัติ สุวรรณพิทักษ์. 2551. "วารสารวิจัยการพัฒนารูปแบบที่มีประสิทธิภาพของการนำกลยุทธ์ไป

94

ปฏิบัติในสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขนั้ พ้นื ฐาน." คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยบูรพา
สุมาลี สังข์ศรี. (2551). การจัดการศึกษานอกระบบโดยวิธีการศึกษาทางไกลเพ่ือส่งเสริมการศึกษา
ตลอดชีวิต เอกสารในโครงการส่งเสริมการแต่งตำราของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
นนทบรุ ี :โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช
สุชามนตร์ แย้มเจริญกิจ. (2553). ภาวะผนู้ ําการเปลยี่ นแปลงของผู้บรหิ ารสถานศึกษาทีส่ ่งผลตอ่ การมี
ส่วนร่วมของชุมชนในสถานศึกษาประเภทท่ี 1 สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประจวบครี ีขันธ์ เขต 1 และ เขต 2. (วิทยานิพนธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ ), เพชรบุรมี หาวทิ ยาลัย
ราชภฏั เพชรบรุ ี
สมชาย สเุ ทศ. (2554). การบรหิ ารการจัดการภาครัฐแนวใหม่ขององคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลในจังหวัด
นครปฐม. วิทยานิพนธ์ ปร.ด. ปทุมธานี: มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชปู ถัมภ.์
สุวิมล วิองวาณิช. (2556). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ์แห่ง
จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
สุกัญญา พูลกสิ. (2557). ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปล่ียนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา
และวัฒนธรรมองค์การตามความคิดของครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 18. วิทยานพิ นธ์ ค.ม.จันทบุร:ี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏรำไพพรรณ
สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน). (2560). รายงานการ
ประเมินคุณภาพการศกึ ษา.
สิทธิชัย อุสาพรม. (2562). ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อ
ประสิทธิผลการทำงานของกลมุ่ สาระการเรยี นรูใ้ นโรงเรียนสงั กดั สำนกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษา
มัธยมศกึ ษา เขต 23 . วิทยานพิ นธ์ ค.ม.สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภฏั สกลนคร.
สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อธั ยาศัย. (2564)
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. "แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ. ศ. 2560-2564).
สุวิยาสาส์น ปัทมสุคนธ์ สุริยวงศ์. (2557). ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน สังกัด
สํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 21. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต)
มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม
สนุ ทร โคตรบรรเทา. (2558). หลกั การและทฤษฎีการบริหารการศกึ ษา. กรุงเทพฯ: ปญญาชน.
สุรเชษฐ แสงอาทิตย. (2558). การมีสวนรวมในการบริหารการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษา

95

ข้ันพื้นฐานในสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 89 จังหวัด
พิษณุโลก. การคนควาดวยตนเองการศึกษามหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยบูรพา.
อุดม เชยกีวงศ์. (2551). การส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตาม
พระราชบญั ญตั สิ ่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั . กรงุ เทพมหานคร:
อมรินทร บุญพิทักษ. (2555). การศึกษาระดับปฏิบัติของผูบริหารงบประมาณที่มุงเนนผลงานดาน
การเงิน บัญชี พัสดุและสินทรัพย ในสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2. ภาคนิพนธ์ครุศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชา
การบรหิ ารสถานศึกษา มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สรุ าษฎรธาน.ี
อารีย นิลเอก. (2555). สภาพการบริหารงบประมาณแบบมุงเนนผลงานในสถานศึกษา สังกัด
สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2. ภาคนิพนธครุศาสตรมหา
บัณฑิต สาขาวิชาการบรหิ ารสถานศึกษา มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สุราษฎรธาน.ี
อมรินทร บุญพิทักษ. (2557). การศึกษาระดับปฏิบัติของผูบริหารงบประมาณท่ีมุงเนนผลงานดาน
การเงิน บัญชี พัสดุและสินทรัพยในสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎรธานี เขต 2. ภาคนิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการ
บริหารสถานศกึ ษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎรธาน.ี
อรอุมา ศรีประทุมวงศ์. (2563). การศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตอนบน 2. วิทยานิพนธ์ ค.ม. สกลนคร: มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร.
Allyx, N. (2000). Transformational leadership: democratic or despotic. Educational
Management and Administration, 28(1), 7-20.
Andrian, R., David, G., Frederic, V., & Simon A.B. (2014). From Leadership to Citizenship
Behavior in Public Organizations: When Values Matter. Review of Public
Personnel Administration. 34(2), 128-152
Bass, B.M. (1999). Leadership and Performance Beyond Expectation. New York: Free
Bass, Bermard M. (1 9 8 5 ). Leadership and performance beyond expectations. New
York: The Free Press.
Bass, Bernard M. & Avolio, Bruce J. (1994). Improving Organizational
EffectivenessThrough Transformational Leadership. Thousand Oaks, Calif:
Sage.
Bass, Bernard M. & Riggio, Ronald E. (2006). Transformational Leadership (2nd ed).


Click to View FlipBook Version