The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานภาษาไทยการอ่านคำพื้นฐาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by naphaningg, 2022-09-21 08:57:41

รายงานภาษาไทยการอ่านคำพื้นฐาน

รายงานภาษาไทยการอ่านคำพื้นฐาน

รายงาน

เรอื่ ง การศกึ ษาและวิเคราะหการอานคำพ้นื ฐานของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปท่ี ๓/๑ สแู นวทางการแกปญหา

เสนอ
คุณครสู ายฝน โหจันทร

โดย

นางสาววชั ราภรณ ฟก ทองพรรณ ช้นั ม.๖/๓ เลขท่ี ๒
นางสาวดลยา ลม้ิ รัตนพนั ธ ชัน้ ม.๖/๓ เลขท่ี ๓
นางสาวธมน แหยมถนอม ช้นั ม.๖/๓ เลขท่ี ๕
นางสาวสาริศา วจสี ะอาด ช้นั ม.๖/๓ เลขท่ี ๒๖
นางสาวประภสั สร สงกา ช้ันม.๖/๓ เลขที่ ๓๐

รายงานนีเ้ ปน สวนหน่งึ ของการศกึ ษาวิชา ภาษาไทย (ท๓๓๑๐๑)
ภาคเรยี นที่ ๑ ปก ารศึกษา ๒๕๖๕

โรงเรยี นมารียอ ปุ ถัมภ อ.สามพราน จ.นครปฐม





คำนำ

รายงานฉบับนี้เปนสวนหนึ่ของภาษาไทยพื้นฐาน ท๓๓๑๐๑ ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี ๖ โดยมีจุดประสงค
เพื่อการศึกษาคนควา เรื่อง การศึกษาและวิเคราะหก ารอาน ระดับในการอาน ความสำคัญในการอาน ขั้นตอน
การอานความหมายของคำพ้ืนฐาน โครงสรา งพื้นฐาน ประโยชนของคำพื้นฐาน ตวั อยา งคำพื้นฐาน ปญหาของ
การอา นการแกปญหา รวมไปถงึ การทดสอบ การวัดผลและประเมนิ การอาน

ทางคณะผูจัดทำไดศึกษาคนควาขอมูลในการทำรายงาน ทั้งทางหนังสือ อินเทอรเน็ต เว็บไซต และ
งานวิจัยตางๆทั้งนี้หวังเปนอยางยิ่งวารายงานฉบับนี้จะเปนประโยชนตอผูที่สนใจศึกษาคนควาเพิ่มเติม และ
ยนิ ดีนอ มรบั คำแนะเนื้อหาตลอดจนการเขยี นอางอิงขอมูลใหส ำเรจ็ ลุลว งไปไดด วยดี คณะผูจ ัดทำหวังเปนอยาง
ยิ่งวาเนื้อหาในรายงายฉบบั น้ที ี่ไดเ รยี บเรยี งมา จะเปนประโยชนแกผ ทู สี่ นใจศึกษาไดไมมากก็นอยและยินดีนอม
รบั คำแนะนำเพ่ิมเตมิ เพอ่ื ปรับปรุงและแกไข

คณะผจู ัดทำ
๑๖/๐๘/๒๕๖๕

สารบัญ ข

เรอื่ ง หน้า
คำนำ ก
สารบญั ข
บทนำ ค
๑.การอานคำพ้นื ฐาน ๒

๑.๑ ความหมายของการอานคำพื้นฐาน ๒
๑.๒ ระดับการอานคำพนื้ ฐาน ๓
๑.๓ ประเภทการอานคำพน้ื ฐาน ๓
๑.๔ ขน้ั ตอนการอานคำพืน้ ฐาน ๔
๑.๕ ความสำคัญของการอา นคำพืน้ ฐาน ๕
๒. คำพ้ืนฐาน ๕
๒.๑ ความหมายของคำพ้นื ฐาน ๕
๒.๒ ประโยชน ๖
๒.๓ ตัวอยา งบัญชคี ำพ้นื ฐาน ๗
๓.ปญหาการอาน ๑๐
๔.แกป ญ หาการอา นคำพนื้ ฐาน ๑๔
๕.แบบทดสอบการอา นคำพน้ื ฐาน ๑๖
๖. ผลการประเมนิ ๒๔
บทสรปุ ๒๖
บรรณานกุ รม ๒๘
ภาคผนวก



บทนำ

การอานเปนสิ่งท่ีชวยเสริมสรางและพัฒนาความรู ความคิด ของคนใหเพิ่มพูน ทันตอเหตุการณ และ
ระดบั สติปญญาใหส งู ขึ้น ลวนเปนประโยชนต อตนเอง ทัง้ ในการแกไขปญ หาตา ง ๆ และการพฒั นาคณุ ภาพชีวิต
ดงั นน้ั การอานเปนทกั ษะทางภาษาทีจ่ ําเปน ตองฝกฝนอยูเสมอ และไมม ีวนั ส้นิ สดุ สามารถฝกไดเร่ือย ๆ ตามวัย
และ ประสบการณของผูอา น เพราะการอานนั้นจะเกย่ี วของกบั ชวี ิตประจําวันของมนุษย เปน เคร่อื งมอื สําคัญท่ี
จะชว ยให มนษุ ยไดรับความรูความคิด ความบันเทงิ ใจ และชว ยปรับปรุงชีวติ ใหส ดใสสมบรู ณแบบมากย่งิ ข้นึ

การอานเปนพฤติกรรมการรับสารที่สําคัญไมยิ่งหยอนไปกวาการฟง มีผูรูนักวิชาการ นักเขียน และ
นักศึกษา จํานวนมากไดน าํ เสนอความรู ขอมลู ขาวสารและงานสรางสรรค ตพี มิ พ ในหนงั สือและสิง่ พิมพอ ื่น ๆ
มากมาย นอกจากนแ้ี ลวขา วสารสาํ คัญ ๆ หลงั จากนําเสนอดว ยการพูด หรืออา นใหฟงผานสื่อตาง ๆ สวนใหญ
จะตีพิมพรักษาไว เปนหลักฐานแกผูอานในชั้นหลัง ๆ ความสามารถในการอานจึงสําคัญและจําเปนยิ่งตอการ
เปน พลเมอื งที่มคี ุณภาพ ในสงั คมปจจบุ ัน

ปจจุบันพบวามีนักเรียนจํานวนหนึ่งมีความบกพรองทางการเรียนรูดานการอานและการเขียน ซ่ึง
เกิดขึ้นเนื่องจากสมองซีกซายบกพรอง หรือมีความยากลําบากในการจัดกระทําขอมูล นักเรียนจะแสดง
พฤตกิ รรมดานการอา น ดังนีอ้ า นชา อา นเสยี งผดิ เพย้ี น ประสมคําไมไ ด จาํ รายละเอียดของคําไมได อานขามคํา
ที่อานไมได อานตกหลน หรืออานเพิ่มคํา ผันเสียงวรรณยุกตสับสน หรือผันไมได อานเสียงดังออมแอมอยูใน
ลําคอ แทนที่คําที่อานไมออกดวยคําอื่นอานตะกุกตะกัก ตองสะกดไปดวยระหวางที่อาน อานกลับคํา สับสน
มาตราตัวสะกดตา ง ๆ อา นคําควบกลําไมไดส ับสนเสียงสระโดยเฉพาะสระประสม สระลดรูป ขาดสมาธิในการ
เรียน ดานการเขียน นักเรียนจะเขียนชา เขียน ตัวอักษรกลับหลัง วนหัวพยัญชนะหลายรอบ สะกดคําผิดบอย
แมแตคํางาย ๆ เขียนแลวลบบอย เขียนแลวอานไมรูเรื่องเขียนเพิ่มหรืออาจเขียนตกหลน วางสระและ
วรรณยุกตไมถูกที่ เขียนตัวอักษรสลับกัน ซึ่งเปนสาเหตุใหนักเรียนเหลานี้ไม ประสบความสําเร็จในการเรียน
ถึงแมนักเรียนจะมีระดับสติปญญาเหมือนนักเรียนปกติอื่น ๆ ก็ตาม แตหากนักเรียน กลุมนี้ไดรับความ
ชวยเหลือใหเ กิดการเรยี นรูทเ่ี หมาะสม กส็ ามารถประสบความสําเรจ็ ไดเ ชนเดยี วกับนกั เรียนปกติ

จากขอมูลที่กลาวมาขางตนนั้น ทําใหคณะผูจัดทําสนใจที่จะศึกษา เรื่อง การศึกษาและวิเคราะหการ
อานคํา พื้นฐานของชั้นประถมศึกษาปที่ ๓/๑ ในดานปญหาของการอาน การแกปญหา รวมไปถึงการ
ประเมนิ ผลการอา นของนักเรยี น



๑. การอานคำพนื้ ฐาน

๑.๑ ความหมายของการอา นคำพน้ื ฐาน

อมรรัตน ชำนาญรักษา, (๒๕๕๕) ใหความหมายวา การแปลความหมายของตวั อักษรท่ีอานออกมาเปน
ความรู ความคิด และความเขาใจเรื่องราวที่อา นตรกับเร่อื งราวทผ่ี ูเขียนเขียน ผอู านสามารถนำความรู ความคดิ
หรอื สาระจากเรือ่ งราวที่อา นไปใชใหเกดิ ประโยชนไ ด การอานจึงมคี วามสำคัญ

มณีรตั น สกุ โชติรัตน, (๒๕๔๗) อธบิ ายการอา นคอื กระบวนการทผี่ อู า นรบั รูสารซึ่งเปน ความรู ความคดิ
ความรสู ึก และความคิดเห็นท่ีผเู ขยี นถา ยทอดออกมาเปน ลายลกั ษณอักษร การท่ีผอู านจะเขาใจสารไดมากนอย
เพยี งใด ข้ึนอยูกบั ประสบการณแ ละความสามารถในการใชความคิด

ตนั ตพิ ัทธ, (๒๕๖๔) ไดก ลาววาการอา นคือการแปลตัวอักษรมาเปน คำ ซ่งึ ทำใหทราบความหมายของ
คำน้ันๆ เพอ่ื ทำใหเ ขาใจเนื้อหาสาระในการอา นและสามารถจับประเดน็ สำคัญๆ ทีผ่ สู งสารตอ งการส่ือใหผูรับ
สารทราบ การรบั รคู วามหมายจากสารทีไ่ ดร ับโดยการอาน และเขาใจความหมายของสาร เนอื้ หาสาระ จับ
ใจความสำคญั ได และสามารถนำไปถายทอดได การอานถือเปนกระบวนการในการรับ

จากการศึกษาความหมายของการอานสรปุ ไดว า การอา นคอื การแปลตวั อักษรออกมาเปนคำ การท่ี
ผอู านรับรูสารซึง่ เปนความคดิ ความรู และความเขาใจความหมายของคำนั้น และสามารถนำไปถายทอดไดทำ
ใหเ กิดประโยชน และนอกจากนเ้ี รายังตองรรู ะดับของการอานอีก

๑.๒ ระดับการอา นคำพนื้ ฐาน

ทิพวัลย มาแสง, (๒๕๓๙) สรปุ ประเด็นสำคญั ท่ีเกย่ี วกับระดับของการอา นไดว า ระดับท่ี ๑

ระดบั พ้นื ฐานผูอานสามารถเขาใจในสง่ิ ที่ผเู ขียน นำเสนอไวไดอยา งชดั เจน ระดบั ที่ ๒ ผูอ า นจะตองใชเหตุผล

และความรูความเขาใจของตนเอง มาชว ยตดั สิน ทำความเขาใจขอมูลในเรอ่ื งทีอ่ า น และระดับท่ี ๓ ผูอา น

จะตองใชค วามสามารถในการ แยกแยะ การวิเคราะหการใชเหตผุ ล การสรปุ และการสังเคราะห เปนการนำ

ความคดิ เห็นที่ไดจ าก การอานมา แลว เรียบเรียงข้นึ ใหม ซ่ึงในการวจิ ัยครง้ั น้ผี ูวจิ ยั ตองการท่จี ะพฒั นาทักษะการ

อาน เพื่อความเขาใจ

ปุณยภา พัชรพล, ไดกลาวไววาระดบั ของการอานแบงเปน ๒ ระดบั คอื ๑.อานออก การทผ่ี ูอานรจู กั

พยัญชนะ สระและเคร่ืองหมายตา งๆ สามารถอานออกเสยี งออกมาเปนคำไดอยา งถูกตอ ง ๒.อา นเปน เปน การ

อานท่แี ตกตางจากระดบั แรกโดยสิน้ เชิง เพราะการอานเปนน้ัน หมายความวา ผอู านจะตอ งอานไดถูกตอง

คลอ งแคลว จบั ใจความไดต รงตามทผ่ี ูเขียนตองการ ทราบความหมายของขอความทุกอยางรวมถึงความหมายท่ี

ผเู ขยี นเจตนาแฝงเรน ไว สามารถเขา ใจเจตนาและอารมณข องผูเ ขียน ตลอดจนสามารถประเมินคุณคา และ

เลือกรับสิง่ ดีๆจากงานเขยี นน้ันได จงึ จำเปน อยางยิง่ ทจ่ี ะตองฝกฝนทักษะในการอา นของตนเองใหม าก

เพื่อทีจ่ ะไดอานเปน ซง่ึ ตองอาศัยเวลาในการฝกฝนคอนขางนาน

ศรีวิไล ปุนนา, ไดกลาวไววาระดับการอานสามารถแบงได ๒ ระดับ คือ ๑. อานออก การที่ผูอานรจู ัก

พยัญชนะ สระและเครื่องหมายตางๆ สามารถอานออกเสียงออกมาเปนคำไดอยางถูกตอง ๒. อานเปน เปน



การอา นทแี่ ตกตางจากระดับแรกโดยสน้ิ เชิง เพราะการอานเปนน้ัน หมายความวา ผอู า นจะตองอานไดถูกตอง
คลองแคลว จับใจความไดต รงตามที่ผูเขยี นตองการ ทราบความหมายของขอ ความทุกอยา งรวมถึงความหมาย
ที่ผูเขียนเจตนาแฝงเรนไว สามารถเขาใจเจตนาและอารมณของผูเขียน ตลอดจนสามารถประเมินคุณคาและ
เลือกรับสิ่งดีๆจากงานเขียนนั้นได จึงจำเปนอยางยิ่งที่จะตองฝกฝนทักษะในการอานของตนเองใหมาก
เพ่อื ทจี่ ะไดอ านเปน ซึง่ ตอ งอาศัยเวลาในการฝก ฝนคอ นขางนาน

จากการศึกษาระดับจองการอา นสามารถแบงได ๒ ระดบั คือ ๑.อา นออก ๒.อา นเปน อา นออกคือการ
ที่ผูอานรูจักพยัญชนะ สระ เครื่องหมายตาง อานออกเสียงไดถูกตอง อานเปนเปน คือผูอานตองอานไดถูกตอ ง
คลองแคลว จับใจความได ทราบความหมายรวมถึงความหมายที่ผูเขียนเจตนาแฝงไว ประเมินคุณคา และ
วิเคราะหได นอกจากทเ่ี รายังรูร ะดับการอานแลว เราก็ตอ งรูประเภทของการอานอีกดว ย

๑.๓ ประเภทการอา นคำพนื้ ฐาน
มุทิตา, (๒๕๕๙) ไดสรุปประเภทของการอานไววา ประเภทการอานแบงออกเปน ๒ ประเภทคือ การ
อานในใจและการอานออกเสียง การอา นในใจ คอื การแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเปนความคิด ความ
เขาใจ และนำความคิดความเขาใจที่ไดนั้นไปใชใหเปนประโยชน การอานออกเสียง หมายถึงการอานขอความ
โดยการเปลงเสียงออกมาเพื่อใหผ อู ืน่ ไดรับรขู อความนน้ั ๆ
อาจารยมัลลิกา พงษแพว, (๒๕๕๘) ใหความหมายวา การอานแบงออกเปน ๒ ประเภท คือ การอาน
ในใจ และการอานออกเสียง การอานในใจ คือ การแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเปนความคิด ความ
เขาใจและนำความคิด ความเขาใจที่ไดน้ันไปใชใหเปนประโยชน การอานออกเสียง หมายถึงการอานขอความ
โดยการเปลงเสียงออกมาเพอ่ื ใหผ ูอ ืน่ ไดรับรขู อความนั้น
(ประเภทการอาน) การอา นอาจแบง เปน ประเภทใหญๆ ได ๒ อยางการอานเงียบหรือการอา นในใจ มี
บทบาทสำคัญตอชีวิตปรพจำวันของคนในยุคปจจุบันเปนอยางมากการ อานออกเสียงคือ การเปลงเสียงตาม
ตัวอักษรที่ปรากฏใหถูกตองตามอักขรวิธีหรือโดยเกียวกับการออกเสียง เชน ริมฝปาก เพดาน ลิ้น ฟน หรือ
กลอ งเสยี ง เปน ตน ใหเคลื่อนไหวตามลักษณะของฐานทเ่ี กดิ แหงเสียงนัน้ ๆ
จากการศึกษาเราสรุปประเภทของการอานสามารถแบงเปน ๒ ประเภท คือการอานในใจและอาน
ออกเสยี ง การอานในใจคอื การแปลความหมายตัวอักษรออกมาเปนความคิดและนำไปใชใ นชวี ิตประจำวนั การ
อา นออกเสยี งคือ การอานโดยเปลงเสยี งออกมาใหผูอ่ืนไดรับรูขอความนั้น และจากการศึกษาประเภทการอาน
เราตองจำเปรทจ่ี ะตองรถู ึงขั้นตอนการอาน

๑.๔ ขัน้ ตอนการอา นคำพื้นฐาน
(๒๕๕๘) ใหความหมายวา มี ๔ ขั้นตอน คือ ขั้นแรก การอานออก อานได หรืออานออกเสียงได
ถกู ตอง ขนั้ ทีส่ อง การอา นแลว เขาใจ ความหมายของคำ วลี ประโยค สรปุ ความได ขัน้ ทีส่ าม การอานแลวรูจัก
ใชความคิด วิเคราะห วิจารณและออกความเห็นในทางที่ขัดแยงหรือเห็นดวยกับผูเขียนอยางมีเหตุผล ขั้น



สุดทาย คือการอานเพื่อนำไปใช ประยุกตใชในเชิงสรางสรรค ดังนั้นผูที่อานไดและอานเปนจะตองใช
กระบวนการทงั้ หมดในการอา นทก่ี อ ใหเกดิ ประโยชนสงู สดุ

อาจารยยุภาพร วิวัฒนพัฒนกุล, ไดสรุปไววาใหการอานมี ๕ ขั้นตอน ๑.อานออก ๒.อานของ ๓.อาน
เขาใจจบั ใจความสำคัญได ๔.อา นแลวสามารถวิเคราะหสงั เคราะหได ๕.อา นแลวสามารถตคี วามหรอื วินจิ ฉัยได

(๒๕๕๙) ไดใหความหมายของประเภทการอานวา มี ๖ วิธีการอาน ๑.การอานสำรวจ คือ การอาน
ขอเขียนอยางรวดเรว็ เพือ่ รูลักษณะโครงสรางของขอเขียน สำนวนภาษา เน้ือเรอื่ งโดยสงั เขป เปนวธิ ีอานท่ีเปน
ประโยชนอยางยิ่งในการเลือกสรรสิ่งพิมพ สำหรับใชประกอบการคนควา หรือการหาแนวเรื่องสำหรับเขียน
รายงาน และรวบรวมบรรณานกุ รมในหวั ขอทเ่ี ขียนรายงาน ๒.การอานขา ม เปน วธิ อี านอยา งรวดเรว็ เพอ่ื เขาใจ
เนื้อหาของขอเขียน โดยเลือกอานขอความบางตอน เชน การอานคำนำ สาระสังเขป บทสรุป และการอาน
เน้อื หาเฉพาะตอนท่ีตรงกบั ความตองการ เปนตน ๓.การอา นผา น เปนการอา นแบบกวาดสายตา โดยผูอานจะ
ทำการกวาดสายตาอยางรวดเร็วไปยังสิ่งที่เปนเปาหมายในขอเขียน เชน คำสำคัญ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ
แลว อา นรายละเอียดเฉพาะท่ีเก่ียวกบั ส่ิงทต่ี องการ เชน การอา นเพ่ือคน หาช่ือในพจนานุกรม และการอานแผน
ที่ ๔.การอานจับประเด็น หมายถึง การอานเรื่องหรือขอเขียนโดยทำความเขาใจสาระสำคัญในขณะที่อาน มัก
ใชใ นการอานขอเขยี นท่ีไมย าวนกั เชน บทความ การอา นเรว็ ๆ หลายครัง้ จะชวยใหจ ับประเด็นได โดยการอาน
มีเทคนิคคอื ตองสงั เกตคำสำคัญ ประโยคสำคญั ท่มี ีคำสำคญั และทำการยอ สรปุ บนั ทึกประโยคสำคัญไว เพ่อื ใช
ประโยชนตอไป ๕.การอานสรุปความ หมายถึง การอานโดยสามารถตีความหมายสิ่งที่อานไดถูกตองชัดเจน
เขาใจเรื่องอยา งดี สามารถแยกสว นท่สี ำคัญหรือไมส ำคญั ออกจากกัน รูวา สวนใดเปนขอ เทจ็ จรงิ หรือขอคิดเห็น
สวนใดเปนความคิดหลัก ความคิดรองลงมา ๖. การอานวิเคราะห การอานเพื่อคนควาและเขียนรายงาน
โดยทวั่ ไปตองมกี ารวิเคราะหความหมายของ ขอ ความ ท้ังน้เี พราะผเู ขยี นอาจใชค ำและสำนวนภาษาในลักษณะ
ตาง ๆ อาจเปนภาษาโดยตรงมีความชัดเจนเขาใจงาย ภาษาโดยนัยที่ตองทำความเขาใจ และภาษาที่มี
ความหมายตามอารมณและความรูส ึกของผเู ขยี น

จากการศกึ ษาข้ันตอนการอานคือ ตอ งอานออก อา นของ อานถกู ตองชดั เจน อา นแลวรจู ักใชความคิด
สามารถวิเคราะหได เมื่อเรารูความหมาย ระดับ ประเภทและขั้นตอนการอา นแลว สวนท่ีสำคญั ทีส่ ุดที่จะตอ งรู
คือความสำคญั ของการอาน

๑.๕ ความสำคัญของการอานคำพนื้ ฐาน
สวรรญา โพธิ์คานิช, (๒๕๕๖) กลาววาการอานเปนทักษะทางภาษาที่จำเปนตองฝกฝนอยูเสมอ และ
ไมมีวันสิ้นสุดสามารถฝกไดเรื่อย ๆ ตามวัยและประสบการณของผูอาน เพราะการอานนั้นจะเกี่ยวของกับ
ชีวิตประจำวนั ของมนษุ ย เปน เครอื่ งมือสำคญั ทจ่ี ะชวยใหมนษุ ยไ ดร บั ความรู ความคิด และความบนั เทิงใจ ชวย
ปรบั ปรุงชวี ิตใหสดใสสมบูรณ
ฉววี รรณ คูหาภนิ นท, (๒๕๔๒) กลาวถึงความสำคัญของวาการอานมีความสำคัญตอชีวิตมนุษยต้ังแต
เกิดจนโต และจนกระทั่งถึงวัยชรา การอานทำใหรูขาวสารขอมูลตาง ๆ ทั่วโลก ซึ่งปจจุบันเปนโลกของขอมูล



ขา วสารตา ง ๆ ทัว่ โลก ทำใหผ ูอ า นมคี วามสุข มีความหวงั และมคี วามอยากรูอ ยากเห็น อนั เปน ความตอ งการ
ของมนุษยทุกคน การอานมีประโยชนในการพัฒนาตนเอง คือ พัฒนาการศึกษา พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพ
ชีวิต ทำใหเปนคนทันสมัย ทันตอเหตุการณ และมีความอยากรูอยากเห็น การที่จะพัฒนาประเทศให
เจริญรุงเรืองกาวหนาไดตองอาศัยประชาชนที่มีความรูความสามารถ ซึ่งความรูตาง ๆ ก็ไดมาจากการอาน
นนั่ เอง

จากการศกึ ษาความสำคัญของการอานคือเปน สิ่งท่ีตองฝกอยูเ สมอต้งั แตเด็กจนโต การอา นทำใหไดรับ
ความรู ความคิด และการอานมีประโยชนตอการพัฒนาตัวเอง สวนถัดมาคือคำพื้นฐานที่เราจะตองรู
ความหมายและประโยชน

๒. คำพ้นื ฐาน

๒.๑ ความหมายของคำพืน้ ฐาน
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (๒๕๖๓) ใหความหมายของคำพื้นฐานวา การพัฒนา
ผูเรยี นเพื่อใหเ กิดทกั ษะการอานและการเขยี นดงั นค้ี ือ อานคำพ้ืนฐานและเขา ใจความหมายของคำพื้นฐาน
สถานีครู ดอทคอม (๒๕๖๓) ใหความหมายของคำพื้นฐานในความหมายแคบวา คำพื้นฐานเปนคำท่ี
ผูใชภาษาตองใชตลอดเวลาไมวาจะพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไรและไมวาผูใชภาษาจะมีการศึกษาสูงมาก
หรือเพียงอา นออกเขียนไดไ มว าผใู ชภ าษาจะมีอายุ ๘๐ ป หรอื ๑๘ ปก็ตอ งใชเ หมอื นกัน ในความหมายกวางคำ
พ้นื ฐานหมายถึงคำทมี่ คี วามถ่ใี นการใชส งู สดุ ที่มีขอบเขตจำกดั และมจี ำนวนที่แนน อน
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๕๔) ใหความหมายวา คำ คือ เสียงพูด เสียงพูดหรือลาย
ลักษณอักษรที่เขียนหรือพิมพขึ้นเพือ่ แสดงความคิด โดยปรกติถือวา เปนหนวยท่ีเลก็ ที่สุดซึง่ มีความหมายในตัว
พ้นื ฐาน คือ รากฐาน
จากการศึกษาความหมายของคำพื้นฐาน คือทักษะการอานคำพื้นฐานและเขาใจความหมายของคำ
พนื้ ฐาน

๒.๒ ประโยชน
สถานคี รู ดอทคอม (๒๕๖๓) ใหความหมายวา

๑. ใชทดสอบความสามารถดา นการอา นการเขยี นของนักเรยี น
๒. ใชในการพัฒนาหลักสตู รภาษาไทย ในแงของการกําหนดเนือ้ หา คือการกําหนดคําทีใ่ ชใน
การเรยี นการสอนภาษาไทยแตละระดับชั้น
๓. ใชใ นการพัฒนาหนังสือเรียน แบบฝก หัด และหนงั สอื เสริมประสบการณตา งๆ โดยการนํา
คาํ ไปใชแตง หนงั สือและฝกฝนทกั ษะ
๔. ใชในการจัดทําและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนภาษาไทยที่จําเปน เชน บัตรคําแผนภูมิ
เสริม ประสบการณ การสรางเรือ่ งราวในการแสดงหุน การเลน เลยี นแบบ บทบาทสมมตุ ิ ฯลฯ
นิรนาม (ม.ป.ป.) ใหความหมายวา



๑.ไดแบบฝก การอา นจบั ใจความสำคญั สำหรบั นักเรยี นชัน้ ประถม

๒.เปน แนวทางในการสรางแบบฝก การอานเพื่อใชในการเรยี นการสอนวชิ าภาษาไทยและวิชา

อนื่ ๆตอ ไป

๓.เปน ขอ มูลเบอ้ื งตน ทจ่ี ะเปนประโยชนตอ การปรบั ปรุงและพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน

ดานตางๆของวิชาภาษาไทยหรือวิชาอนื่ ๆในช้นั ประถมศึกษาตอไป

ประโยชนข องคำพน้ื ฐาน (ม.ป.ป.) ใหค วามหมายวา

๑.ใชในการพัฒนาหลักสูตรภาษาไทย ในแงของการกำหนดเนื้อหาคือการกำหนดคำที่ใชใน

การเรยี นการสอนภาษาไทยแตละระดับช้นั

๒.ใชใ นการพัฒนาหนงั สือเรียนแบบฝกหดั และหนงั สอื เสรมิ ประสบการณตางๆ โดยการนำ

คำไปใชแตงหนงั สือและฝก ฝนทกั ษะ

๓.ใชในการจัดทำและพัฒนาสือ่ การเรียนการสอนภาษาไทยทจ่ี ำเปน

๒.๓ ตวั อยา งบัญชีคำพ้นื ฐาน

ตวั อยางบญั ชคี ำพื้นฐานป.๓

ชดุ บัญชีคำพ้ืนฐานชดุ ท๑่ี ชดุ ญชคี ำพื้นฐานชุดท๒ี่ ชุดบัญชีคำพนื้ ฐานชุดท๓ี่ ชุดบญั ชีคำพ้นื ฐานชดุ ท๔ี่

๑.ก ข ไมก ระดิกหู ๑.กระตา ยขาเดยี ว ๑.กระทั่ง ๑.กราบทูล

๒.กฎกตกิ า ๒.กระตายต่นื ตมู ๒.กระทัน่ ๒.กราบพระ

๓.กฎหมาย ๓.กระตายสามขา ๓.กระแทก ๓.กร้วิ

๔.กตกิ า ๔.กระตายหมายจันทร ๔.กระบงุ ๔.กรี

๕.กรรไกร ๕.กระตา ยแหยเสือ ๕.กระเปา ๕.กรี (กะ-รี)

๖.กระจอยรอย ๖.กระติก ๖.กระพงั ๖.กรงุ เทพฯ

๗.กระจิรดิ สิทธศิ ักด์ิ ๗.กระตือรอื รน ๗.กระมงั ๗.กรณุ า

๘.กระชาก ๘.กระถาง ๘.กระวกี ระวาด ๘.กรู

๙.กระดาษ ๙.กระทง ๙.กระแสพระราชดำรัส ๙.กลไก

๑๐.กระตา ย ๑๐.กระทะ ๑๐.กระหมอ ม ๑๐.กลมเกลียว

จากการศึกษาประโยชนของคำพื้นฐาน คือ ใชทดสอบความสามารถดานการอาน พัฒนาหลักสูตร
ภาษาไทย พฒั นาหนงั สือเรียน เปน แนวทางในการสรางแบบฝกการอานเพ่ือการเรียนการสอน ปรับปรุงพัฒนา
คณุ ภาพการเรยี นการสอนและพัฒนาส่อื การสอนการเรยี นภาษาไทย



๓.ปญ หาการอาน

กรรณิการ พวงเกษม, (๒๕๔๓) ไดสรุปปญหาในการอาน ในการอานมี ๒ แบบ คือการอานออก

เสียง และอานในใจ ปญ หาทพี่ บมากคอื การอา นออกเสยี ง

๑. อานไมออก จะพบไดในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๑ – ๒ ที่ยังจำหลักเกณฑในการสะกดคำ

ตา ง ๆ ไมไ ดจงึ อา นไมไ ด เชน

- อานคำที่ใชอักษรตำ่ และอักษรสูงท่ีมวี รรณยกุ ต เชน ฝา ฟา นา ทา ฯลฯ

- อา นคำที่ประสมกับสระประสม เชน เปลือก เปลย่ี น เหมือน ฯลฯ

- คำทีใ่ ชต วั สะกดมาตราตวั สะกด เชน พืช เมฆ สมบตั ิ ฯลฯ

๒. อา น คำผดิ ลกั ษณะท่ีอา นผดิ สวนมากมดี ังนี้

- อา นคำที่มีอักษรนำผิด เชน ผลิต ( ผะ-หลิต ) อา นเปน ผลิต

ปรำปรา ( ปะ-รำ-ปะ-รา ) อาน ปรัมปรา

ขมกุ ขมวั ( ขะ-หมุก-ขะ-หมัว ) อานเปน ขะมุกขะ

มวั ฯลฯ

- คำพอ งรปู เชน เพลา – เพลา ( เพ-ลา ) อา นเปน เพลา

แหน – แหน ( แหน ) อา นออกเสียงเปน น สะกด

พลี – พลี ( พะ- ลี ) อา นออกเสียง พลีอานเปน ล ควบทง้ั

สองคำ

- อานคำหรือขอความที่มีเครื่องหมายประกอบผิด เชน คำที่มีเครื่องหมายไปยาลนอย ( ฯ )

เครื่องหมายไปยาลใหญ (ฯลฯ ) ไดแกคำ โปรดเกลาฯ อานวา โปรดเกลา ไปยาลนอย ที่ตองอาน โปรดเกลา

โปรดกระหมอ ม

- อานแยกคำหรอื อา นแบงวรรคตอนผิด เชน โฉนด ( ฉะ-โหนด ) อา นผิดเปน โฉ-นด

๓. อานออกเสยี งผดิ การอานออกเสียงผิดมีหลายลักษณะ เชน

๓.๑ อา นตูตัว ออกเสยี งพยัญชนะตวั หนึ่งเปน พยญั ชนะอีกตวั หนึง่ เชน เราไปเทย่ี วภูเขาสนกุ

มาก เปน เราไปเทย่ี วถูเขาสนุกมาก

๓.๒ อานออกเสียงคำที่ใช ร. เปน ล. เชน โรงเรียน เปน โลงเลียน เรียบรอย เปน เลียบ

ลอ ย ฯลฯ

๓.๓ ออกเสยี งคำควบกล้ำผดิ เชน ปรบั ปรงุ อาน ปบปงุ คลาน อา นเปน คาน แกวง ไกว อาน

แฝง ไฟ หรือ แกง ไก ฯลฯ

๓.๔ ออกเสียงคำผิดตามลักษณะของภาษาถิ่น เชนเดียวกับการพูด เชนอานขอความ เขียน

หนังสือ เปน เฉียนหนังสือ ขอความ ตาพบงูใหญ เปน ตาพบฮูใหญ ขอความ เขาเดินไปพบชาง เปน เขาเดินไป

พบจาง เปน ตน



๓.๕ ออกเสียงคำที่มาจากตางประเทศผิด เชน อานคำ คอมพิวเตอร ตามรูปคำที่สะกด คือ
คอม – พิว – เตอ ทถี่ ูกตองอา นวา คอม - พวิ – เตอ

๓.๖ใชเ นอื้ หาไมเหมาะกบั เนื้อหาท่ีอาน เชน ขโมยดอกไมอีกละซี ตองอานออกเสียงวา ขโมย
ดอกไมอ ีกละซ่ี เธอมาถงึ เม่อื ไร ตองอา นออกเสยี งวา เธอมาถึงเมือ่ ไหร เปน ตน

๓.๗ อา นลากเสียง ยานคาง โดยมากจะเปน นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที่ ๑ เม่ือใหอานพรอม
ๆ กนั จะอา นลากเสียงยาว การอานลากเสียงยาวหรือยานคาง จะทำใหเ กิดผลเสียหลายประการ เชน ทำใหคิด
ชา ความคิดเกี่ยวกับเนื้อเรือ่ งไมตอเนือ่ งกัน ถาไมแกไขจะติดเปนนิสัยทำใหเ สยี บคุ ลิคภาพในการอา น และทำ
ใหเปน คนเฉือ่ ยชา

๔ อานชา ทั้งอานในใจและอานออกเสียงใชเวลาในการอานขอความแตละบรรทัดนานเกินไป
โดยเฉพาะการอานในใจ ซึ่งควรจะตองอานไดเร็วกวา การอา นออกเสียงในระดับประถมศึกษา นักเรียนควรจะ
อานไดป ระมาณ ๑๒๐ – ๑๕๐ คำตอนาที

๕. จับใจความสำคญั ของเรื่องไมไ ด เด็กบางคนอานไดแตไ มรูเร่อื งที่อาน และจบั
ใจความสำคัญของเรื่องไมได ทำใหการอานไมมีความหมาย และไมมีประโยชนเพราะไมไดรูเรื่องหรือไดสาระ
ความรูจากเรื่องที่อาน

๖. อานทำนองเสนาะไมได เด็กบางคนอานทำนองเสนาะไมไดเพราะไมยอมอานคนเดียวทำใหไมได
รสความไพเราะของรอยกรอง

๗. อานทิ้งคำบางคำ เชน ขอความ “ระหวางเดินทางไปโรงเรียนจะตองเดินผานตลาด” เด็กที่อาน
ลกั ษณะนี้จะอานวา “ระหวา งทางไปโรงเรยี นเดินผานตลาด”

๘. ไมเห็นประโยชนข องการอาน เด็กบางคนไมช อบอานหนังสือเวลาท่ีถูกใหอา นจะไดแตในเวลาวาง
ไมชอบอานหนังสือ หรือไมชอบอานหนังสือในหองสมุด ทำใหมีความรูไมกวางขวางและไมพัฒนาทักษะการ
อาน

๙. ปญหาการอานในใจ ไดแก อานชามาก อานขาม อานเก็บความไมครบ อานแลจับใจความ
ไมได : อานทำปากขมุบขมบิ และตอ งใชน้วิ ชีท้ ุกคำที่อา น

ฉวีวรรณ คูหาอภินันท, (๒๕๖๐) ไดสรุปปญหาในการอานยอมสงผลกระทบตามมาอีกมากมาย
โดยเฉพาะดา นการจดั การศกึ ษาของประเทศ

๑) ไมช อบอา น ชอบดูโทรทัศน เลนคอมพิวเตอร และดวู ดี ิทัศนมากกวา
๒) ไมม ีเวลา เพราะทำงานหรือทำการบา น
๓) ไมม ีเงินซื้อสอื่ การอาน
๔) ไมม ีคนชว ยสอนเวลาอา นไมอ อก
๕) อานไมอ อก อานแลว ไมเ ขา ใจ
๖) สุขภาพไมด ี พิการ
๗) ไมม สี มาธใิ นการอา น



๘) มีปญ หาทางครอบครวั และปญ หาทางโรงเรียน
๙) ไมเ หน็ ความสาคญั ของการอา น
๑๐) ไมมีสถานทเ่ี หมาะสมที่จะอาน
๑๑) ตัวหนังสอื เลก็ เกินไป
๑๒) มีโรคเกีย วกบั สมองทำใหอ า นหนังสือไมไ ด
๑๓) พอแมผ ปู กครองไมเ ห็นความสาคญั ของการอา น จงึ ไมส ง เสรมิ ใหอา น
๑๔) ไมมหี นังสอื อา น
๑๕) มีนิสยั ทีไมด ีในการอา นทำใหอ า นชา เปนอปุ สรรคในการพฒั นาการอา น
๑๖) ไมม ีเทคนคิ หรือวิธีการในการอา นหนงั สอื แตล ะประเภท
๑๗) วธิ ีการสอนของครทู าใหไ มอยากอาน
๑๘) โรงเรียนไมม ีหอ งสมดุ
ปญหาการอา น (๒๕๕๕) ปญหาและอุปสรรคในการอานหนังสอื และวิธแี กไข
๑. ปญหาที่บา นไมเ งยี บสงบ วุนวาย หรือมกั จะมกี ารเรียกนอ งๆ อยูตลอด ปญหาน้มี ักเกิดกับบา น ที่มี
สมาชิกมากๆ จึงมักจะเกิดการรบกวนนองๆ อยูเสมอ ซึ่งสงผลโดยตรง ทำใหนองๆ ไมสามารถอานหนังสือได
อยางเงียบสงบ สง ผลถงึ ความเขาใจอยางมาก (เพราะสมองจะทำงานไมเต็มประสิทธิภาพ) สำหรับวิธีการแกไข
ปญหาน้ี นองๆ อาจจะตองปลีกวิเวก โดยการอธิบายใหสมาชิกในบานเขาใจถึงการเตรียมตัวของนองๆ ครับ
แตถ า หากยังมกี ารรบกวนอยูก็ปด ล็อกหองขังตวั เองไปเลย
๒. ปญหาไมรูวาจะเริ่มทาน หรือทบทวนจากตรงไหน ปญหานี้นองๆ หลายคนเปนกันบอย โดยมี
ความคิดวาจะอานหนังสืออยูแลว แตก็ไมรูจะเริ่มยังไงดี เริ่มจากตรงไหน เควงไปหมด ซึ่งถาหากนองๆ เกิด
ปญหานี้ อาจจะตองลองจัดระเบียบตารางการอานหนังสือของตนเอง โดยเริ่มทบทวนจากเนื้อหาที่มีความ
จำเปนและสำคัญกอน (หรือจะเริ่มจากเนื้อหาที่เราถนัดกอนก็ได แลวแตความสะดวกครับ) จากนั้นแบง
บทเรียนเปนเรื่องๆ แลวนำมาอานทบทวน จะทำใหเราสามารถมองเห็นภาพรวมของวิชาได และรูวาควรเริ่ม
ตรงไหน
๓. ปญหาอานแลวไมเ ขา ใจ ตองกลับมาอานซ้ำเรื่อยๆ (แตก็ยังไมเขาใจ หรือจำไมได) ปญหานี้มกั เกดิ
จากนองๆ ที่ไมมีสมาธิมากพอ เพราะอานไปแลวจะลมื ทันที จำไมได หรือไมรูเรื่องเลย สำหรับปญหานี้ นองๆ
สามารถจัดการแกไข ดวยการทำสมาธิใหพรอมสำหรับการอานหนังสืออยางจริงจัง จากนั้นปดสิ่งที่รบกวน
นองๆ ไมว า จะเปนโทรศัพท คอมพวิ เตอร ทวี ี วทิ ยตุ า งๆ กอ นการอานควรทำสมาธิสงบใจสักครูครับ แคน้ีก็จะ
ทำใหเ รามสี มาธพิ รอ มสำหรบั การอา นทำความเขา ใจแลว และทำใหจ ำไดด มี ากข้ึน
๔. ปญหาเวลาอานนอย ไมมีเวลาสำหรับการอานหนังสืออยางเต็มที่ เพราะนองๆ ที่เตรียมตัวสอบ
มกั จะมกี ารบาน หรอื งานตอ งเคลียรไปดวย ดังน้นั อาจจะทำใหเกดิ การอา นหนงั สือนั้นไมเตม็ ท่ีเพราะเวลานอย
หากเกิดปญหาแบบนใ้ี หนอ งๆ จัดตารางเวลาใหม โดยเนน เคลียรง านใหเสร็จกอนแตเ น่นิ ๆ ต้ังแตอยใู นโรงเรียน
จากนัน้ นองๆ จะมเี วลาอา นหนงั สือเพ่มิ ข้นึ ครับ

๑๐

๕. ปญหาโดนรบกวนจากมือ Facebook , Line ตางๆ ปญหานี้เกิดจากนองๆ ไมแนวแนในการอาน
หนงั สอื อยา งจริงจังเพราะมักจะเลน มือถือไปดว ยระหวา งการอานหนงั สอื ทำใหไมรเู รื่อง ดงั นั้นวิธีแกปญหานี้คือ
ปดการติดตอสอ่ื สารใหหมด จะทำใหอ า นไดเขา ใจมากข้ึน

จากขอมูลทางเว็บไซตที่คนหามาสรุปไดวาปญหาการอานมีหลากหลาย รูปแบบแตกตางกันไป
รูปแบบที่ ๑.คือการอานไมออก อานคำผิด อานออกเสียงผิด ออกเสียงคำตางประเทศผิด อานทิ้งคำบางคำ
รูปแบบที่ ๒.คือ เพราะอะไร ทำไมถึงเกิดปญหาการอานเกิดขึ้นเพราะไมชอบอานหนังสือจึงอานไมออก ไมมี
เวลาอานหนังสือเพราะทำการบาน ไมมีคนชวยสอนอานเวลาอานไมออก อานไมออกอานไมเขาใจพออานไม
เขาใจแลวก็จะไมอยากอาน ไมมีสมาธิในการอาน ไมเห็นความสำคัญของการอาน ไมมีหนังสืออาน ปญหาท่ี
บานไมเงียบสงบวุนวาย จึงทำใหนองนองไมสามารถอานหนังสือไดอยางเงียบสงบ ไมมีสมาธิในการอานจึงได
ทำใหอ านไมออก ปญหาโดนรบกวนจากมือถือ ท้งั หมดท่ีกลา วมา เปนการสรุปปญ หาการอานในแตละรูปแบบ
ดังนน้ั จงึ ทำใหเกดิ การทำรายงานน้ีข้ึนมา เพือ่ แกป ญหาซง่ึ มวี ธิ กี ารแกป ญหาดังน้ี

๔.แกปญหาการอา นคำพื้นฐาน

รงุ อรณุ โรจนร ตั นาดำรง ไชยศร(ี ๒๕๖๒)ไดสรุปการแกปญหาการอานคำพ้ืนฐานเขียนดวยวิธีการสอน
แบบโฟนิกส การสอนแบบโฟนิกส คือ วธิ ีการสอนอานที่ถูกตองควรเร่ิมจากการฝกอานเสียงของตวั อักษร การ
เรียนรูพยัญชนะ สระ วรรณยุกต การประสมคำ แลวจึงสอนอานคำและเนื้อเรื่อง ซึ่งสอดคลองกับวิธีการสอน
แบบโฟนิกสท่ีใหความสำคัญกบั การอา นออกเสยี งตัวอักษร โดยมกี ระบวนการสอน ๔ ขั้นตอนสำคัญ ดังน้ี

ขั้นที่ ๑ เรียนรูเสียงตัวอักษร (Analytic Phonics) โดยครูอานออกเสียงตัวอักษรใหนักเรียนฟงชา ๆ
และใหน ักเรยี นอา นออกเสียงซำ้ ตามครู ยกตวั อยา งเชน ครสู อนนักเรียนอา นออกเสียง /ก/ โดยยกตัวอยา งคำที่
มี เสียง /ก/ เชน ไกกา แกะ เปนตน เพ่ือใหน กั เรยี นสามารถออกเสยี ง /ก/ และจดจำเสยี ง /ก/ ได ฝกใหผเู รยี น
รจู กั เสียงของแตละตัวอกั ษร เรยี นรเู ชือ่ มโยงเสยี งและวิเคราะหเสยี งของตวั อกั ษร

ขั้นที่ ๒ ฝกการสอนประสมเสียง (Synthetic Phonics) โดยครูอานออกเสียงโดยการสะกดคำและให
นักเรียนฝกตาม เชน คำวา กา มีการประสมเสียงพยัญชนะ /ก/ และเสียงสระ /า/ นักเรียนออกเสียง /ก/
จากนั้นใหนักเรียนออกเสียง /า/ เมื่อประสมเสียง /ก/ กับ /า/ จะสามารถสะกดเปนเสียง /กา/ เปนการฝก
ผสมเสียงกับตัวอักษรเพื่อใหนักเรียนสามารถอานออกเสียงได ทำใหนักเรียนเขาใจเสียงของตัวอักษรแตละตวั
และผสมเสียงจนสามารถทจี่ ะออกเสยี งคำนน้ั ๆ ไดดว ยตนเอง

ขั้นที่ ๓ รูจักการเทียบเคียง (Analogy-Based Phonics) โดยครูใหนักเรียนออกเสียงโดยการแจกลูก
คำ เชน /กา/, /ตา/, /ปา/, /อา/ เปนการฝกใหนกั เรียนรูจักเทยี บเคียงเสยี ง และรูวามีเสียงสระ /า/ เปนเสียง
เดียวกัน นอกจากนี้ยังสามารถใชการเทียบเคียงเสียงในการสอนเสียงวรรณยุกตไดอีกดวย โดยครูใหนักเรียน
อานออกเสียงโดยการผันเสียงวรรณยุกตเชน /กา/, /กา/, /กา/, /กา/, /กา/ เปนการฝกใหนักเรียนรูจักการ

๑๑

เทียบเคียงเสยี ง ทำใหน กั เรียนรูจกั วิเคราะหสวนประกอบของคำและเทียบเคียงการออกเสยี งกบั คำ วามีหนวย
เสียงใดที่เหมือนกนั วิธกี ารนี้จะชว ยใหน กั เรยี นรจู ักการอานคำใหม และชว ยในการสะกดคำไปพรอมกนั

ขั้นที่ ๔ หัดอานเขียนเขาใจคำ (Phonics Drill) โดยครูฝกใหนักเรียนรูจักการอานออกเสียงและการ
เขียนไปพรอ ม ๆ กัน เชน คำวา ไก นกั เรียนสามารถแยกเสียงพยัญชนะตนไดว าเปน เสยี ง /ก/ และเขยี น อักษร
ก ไดหรอื คำวา ไข เสียงพยัญชนะตน คอื เสยี ง /ข/ และนักเรยี นสามารถเขียนอกั ษร ข ได และฝก ฝนซ้ำไปซ้ำมา
ใหเขาใจความหมายของคำที่อานและเขียน จนสามารถอานออกและเขียนได หรือหากพบคำใหมนักเรียน
สามารถเช่อื มโยงประสบการณเ ดมิ กับคำใหมไดอยา งมรี ะบบ

ศิริลักษณ ชมภูค (๒๕๕๙) ไดกลาวถึงการแกปญหา “เด็กอานไมออก-เขียนไมได” ไวในผลงาน
“บันได ๖ ขัน้ - นวัตกรรมใหม ทไ่ี ดผ ล”

ขัน้ ท่ี ๑ ฝกอา นทุกวันในชว งพกั กลางวันเพ่อื ความตอ เนื่อง โดยใชหนงั สอื เรียน นิทาน คำ อักษรไทย
ข้ันที่ ๒ ฝก การอานควบคกู ับการเขยี น โดยใชอ กั ษรไทย คำ ประโยค นิทาน
ขั้นที่ ๓ การฝกคัดลายมือ นอกจากทำใหลายมือสวยงามแลวยังเปนการชวยในการจดจำรูปคำตางๆ
ไดมากข้ึนดวย
ขั้นที่ ๔ การวาดรูป ประกอบคำ ดว ยความคิดรเิ รม่ิ สรา งสรรคและสนกุ ไปกบั งาน โดยมีการจำแนกคำ
ออกมาเพอื่ ใหนกั เรยี นเขา ใจการผสมคำมากขน้ึ
ขั้นที่ ๕ การนำคำมาแตงเปนประโยคสื่อสารรูปหรือเหตุการณจริง เชน ใคร + ทำอะไร , ใคร+ทำ
อะไร+กับใคร
ขัน้ ท่ี ๖ การเขียนคำตามภาพวาดโดยใหน ักเรียนมีอิสระตามความคดิ ของนักเรยี นเอง
โดยกระบวนการ ๖ ขั้นนี้ เด็กๆ จะตองผานไปทีละขึ้นโดยมีนักเรียนอาสาและครูตุมคอยชวยกันและ
เมื่อครบ ๖ ขั้นแลว ก็เริ่มสอนขั้นที่ ๑-๖ ใหมจากขยับยากขึ้นมาทีละนอยๆ ทำอยางนี้ทำใหเห็นผลงานท่ี
ออกมามองเหน็ เดก็ มีความภูมิใจในตวั เองเพราะการอานออกเขยี นได
ดำรงค ชลสขุ (๒๕๖๓) ไดน ำเสนอแนวทางการแกไขปญ หาการอา นไวด งั นี้
๓.๑ วิธกี ารแกปญ หาโดยทั่วไป

๓.๑.๑ จดั ตงั้ คลินกิ หมอภาษาข้ึนในโรงเรยี น โดยครูสาระวิชาภาษาไทยเปน เจาภาพ คัดกรอง
นกั เรยี นทอ่ี านไมอ อกเขยี นไมไดมาเยยี วยา บนั ทึกผลการสอนแตล ะครง้ั ไว

๓.๑.๒ ครู ผปู กครองรว มกับศึกษานิเทศกช ว ยกนั พัฒนาวิธีการสอน อุปกรณและสื่อการสอน
ทั้งนี้ ผูปกครองจะตองไดรับการอบรมวิธีการสอนภาษาไทยจากศึกษานิเทศกและครู จนสามารถเปนผูชวยครู
สอนภาษาไทยแกนกั เรยี นได

๓.๑.๓ จัดใหมีหองสมุดโรงเรียนตามความเหมาะสมและสภาพของโรงเรียน รณรงคให
นกั เรียนอา นหนงั สอื ในหองสมดุ โรงเรียนวันละ ๓๐ นาที

๓.๑.๔ ทางราชการบรรจุครูไปสอนในโรงเรียนท่ีขาดแคลนครู หากเปนไปไดบรรจุครูที่เรียน
วชิ าเอกภาษาไทยไปสอนโรงเรียนขนาดเล็ก

๑๒

๓.๒ วธิ กี ารแกป ญหาโดยวธิ ีแจกลูก-สะกด-ผันเสยี ง ซ่งึ วิธีการนี้ทางสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษา
ขน้ั พนื้ ฐาน (สพฐ.) ไดจ ดั ทำแบบเรียนเรว็ ใหมสำหรบั นักเรียน ป.๑ – ป.๓ โดยวิธีสอนภาษาไทยในรูปแบบการ
แจกลกู -สะกดคำใหโรงเรียนตา งๆ ไปใชเปน แนวทางการสอนแลว วิธกี ารสอนทีผ่ เู ขยี นจะนำเสนอตอ ไปนี้ เขยี น
จากประสบการณของตนเอง รวมกับการคนควาจากแหลงอื่นๆ อาจจะไมเหมือนกับของ สพฐ. ก็เปนได ซ่ึง
วธิ กี ารสอนแบบการแจกลูก-สะกด มดี ังตอ ไปน้ี

๓.๒.๑ การแจกลูก หมายถึง การเทียบเสียงเริ่มตนจากการสอนใหเด็กจำและออกเสียงคำ
แลวนำรูปคำซึ่งเปรียบเสมือนแมมากระจายหรือแจกลูก โดยการเปลี่ยนสระหรือเปลี่ยนพยัญชนะตน หรือ
เปล่ยี นพยญั ชนะทา ย (ตัวสะกด) ซึ่งมีวธิ ีการดงั นี้

๑) ยดึ พยัญชนะตนเปน หลัก แจกลูกโดยเปล่ยี นรูปสระ เชน กะ กา กิ กี กึ กื กุ กู
โกะ โก

๒) ยึดสระเปนหลัก แจกลูกโดยเปลย่ี นพยัญชนะตน เชน กา ขา คา งา ตา นา พา
มา วา

๓) ยึดสระและตวั สะกดเปนหลัก เชน กาง ขาง คาง งาง ตาง นาง พาง มาง วาง
๔) ยึดพยญั ชนะตน และสระเปนหลกั แจกลกู โดยเปลีย่ นตัวสะกด เชน คาก คาง
คาด คาน คาบ คาย คาว
๓.๒.๒ การสะกดคำ หมายถึง การอานโดยนำพยัญชนะ สระ วรรณยุกต และตัวสะกดมา
ประสมเปน คำอา น ซงึ่ ตองใหเด็กผันพยญั ชนะรวมกบั สระ แลว นำมาผสมกับตัวสะกดใหได เชน
๑) สะกดตัวควบพรอมกัน มุงเพื่อออกเสียงคำควบกล้ำ เชน กลอง สะกดวา กลอ-
ออ-งอ (กลอง) พลาง สะกดวา พลา-อา-งอ (พลาง) ปราง สะกดวา ปรา-อา-งอ (ปราง) กวาง สะกดวา กวอ-
อา-งอ (กวาง)
๒) อานอักษรนำแลวจึงสะกด มุงเพื่อออกเสียงคำใหถูกตอง เชน อยาก สะกดวา
หยอ-อา = หยา หยา-กอ = อยาก หนาก สะกดวา หนอ-อา = หนา หนา-กอ = หนาก หมาก สะกดวา หมอ-
อา = หมา หมา-กอ = หมาก
๓) คำที่เปนสระลดรูปหรือสระเปลี่ยนรูป สะกดไดดังนี้ คน สะกดวา คอ-โอะ =
โคะ+นอ คน (โอะ ลดรปู ) เคม็ สะกดวา คอ-เอะ = เคะ+มอ เคม็
กรณัฐ รัตนยรรยง(๒๕๕๕)ไดสรุปการแกปญหาการอานคำพื้นฐานมาตรการที่ ๑ โรงเรียนให
ความสำคัญและสนับสนุนการเรียนการสอนภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปที่ ๑-๖ โดยมีแนวดำเนินการ
ดงั น้ี
๑) ผูบริหารใหความสำคัญของการสอนภาษาไทยทุกระดับชั้น ใหการสนับสนุนครูใหมีกาลังใจ การ
จดั การเรียนการสอนโดยใหก ารสนบั สนุนดานวสั ดุการเรียนการสอน การสรา งขวัญกาลงั ใจ
๒) ครผู ูสอน เอาใจใสต อการสอนมีความรับผิดชอบและมเี ทคนิคการสอนทางดานภาษาไทยเปนอยาง
ดี

๑๓

มาตรการที่ ๒ โรงเรียนกำหนดแผนงานทางวิชาการเพื่อสงเสริมการสอนภาษาไทย รวมกันภายใน
โรงเรียนเพ่ือใหก ารเรียนการสอนบรรลตุ ามแผนงานอยา งชัดเจนเปน รูปธรรมโดยมแี นวดำเนินการดงั น้ี

๑) ประชุมครูใหเขาใจนโยบายและแนวทางปฏิบัติรวมกัน เพื่อพัฒนาการเรียน การสอนภาษาไทย
อยา งจรงิ จัง

๒) เนนการสอนภาษาไทย โดยการเพิ่มกิจกรรมเสริมนอกเวลาเรียน โดยกำหนดเวลาในแตละวันวา
เปน ชว งใด

๓) ครูประจำชั้นประถมศึกษาปที่ ๑-๖ จัดทำสมุดบันทึกความกาวหนาทางการเรียนภาษาไทยเปน
รายบุคคล เพือ่ ใหร จู ุดบกพรอ งและความกา วหนาของนกั เรียนแตละคน

๔) คณะครู ประชุมแลกเปล่ยี นเรยี นรดู านการสอนภาษาไทยอยา งนอยสปั ดาหละ ๑ ครั้ง
๕) ประสานงานและขอความรวมมือกับผูปกครองนักเรียนใหความชวยเหลือนักเรียนเรื่องการบาน
การอานการเขียนอยางสมำ่ เสมอ
๖) ผูบริหาร ครูวชิ าการ ใหก ารนิเทศภายใน และสนับสนุนชว ยเหลือครผู ูสอน อยางตอ เนอ่ื ง
๗) คณะครู รวมกันผลิตสื่อภาษาไทย เพ่อื ใหครนู าไปใชใ หเกดิ ประโยชน ตอ การเรยี นการสอน
๘) จัดมุมหนังสือในหอ งเรียน และหองสมุดโรงเรียนใหเ ปนแหลงการศึกษาคนควาจัดใหมีบรรยากาศ
นาอา นนา เรยี น
มาตรการที่ ๓ ครูผูสอนภาษาไทยระดับชั้นประถมศึกษาทำการสอนและทดสอบคำพื้นฐานของแต
ระดับช้ัน ใหค รบทุกคำและคำท่ใี ชอยูในชีวิตประจำวนั ของเด็ก ตองจัดกจิ กรรมการเรยี นภาษาไทยอยางจริงจัง
เพื่อใหนักเรียนสามารถอานออกเขียนได มีความตั้งใจ เอาใจใสนักเรียนเหมือนลูก โดยมีแนวทางดำเนินการ
ดังนี้
๑) ครใู หเ วลากบั การเรยี นการสอนภาษาไทยในหนึง่ วันใหมากทสี่ ุด โดยเนน การอานและการเขยี น
๒) ครทู ำสมดุ บนั ทกึ หรอื ทะเบียนคุมการอานออกเขียนไดของนักเรียนเปน รายบุคคล ๔
๓) ทำแบบบันทึกความกาวหนาการพัฒนาทางภาษาไทยของนักเรียนเปนรายบุคคล โดยเฉพาะ การ
อาน การเขยี นเพื่อการตรวจเย่ียมของผบู ริหาร ผปู กครองนกั เรยี นและศึกษานิเทศก
๔) ใชการสอนดว ยวิธีหลากหลาย นำนวตั กรรมและภูมิปญญาทองถ่นิ มาชว ยในกระบวนการเรียนการ
สอน

(๔.๑) ใชวิธีการจัดการเรียนรูที่สอดคลองกับพัฒนาการทางสมอง เนนกิจกรรมการฝกอาน
ฝก เขยี น โดยใชสอื่ ธรรมชาติท่ีเปน สิง่ แวดลอมที่อยใู นและนอกโรงเรยี นฝกเพื่อใหเกิดทักษะการอานคำ เขยี นคำ
แตง ประโยคและเขียนเร่ืองหรอื ขอ ความสั้นๆ ได

(๔.๒) การสอนโดยเรียนปนเลน โดยสอดแทรกการอานการเขียน โดยนักเรียนไมรูสึกวาเขา
กำลังเรยี น

(๔.๓) สอนภาษาไทยกับเพลง เปน เพลงที่สนกุ ๆ และเดก็ สนใจชอบรอ งในขณะน้ัน

๑๔

(๔.๔) อา นนทิ านสนกุ ๆ หรือ อานขาว ใหน ักเรยี นฟง ทกุ วันทุกช้ัน และฝก เขียนเรือ่ ง เลาเรื่อง
สน้ั ๆ

(๔.๕) ใชเกมประกอบการสอนงา ยๆ โดยใชบ ตั รคำ (อาจเปน คำงาย คำพนื้ ฐาน คำท่ใี ชท กุ วัน)
(๔.๖) จดั กิจกรรมแลกเปล่ยี นเรียนรกู ับเพอื่ นครทู ั้งภายในและภายนอกโรงเรยี น ศึกษา ดงู าน
โรงเรียนทีม่ ีการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนทดี่ ี
(๔.๗) จัดทำเอกสารรูปแบบการสอน นวัตกรรมที่เปนผลงานเดนๆ ของครูเผยแพรแกเพื่อน
ครู ทงั้ ภายในและภายนอกโรงเรียน
มาตรการท่ี ๔ ผบู รหิ ารนเิ ทศติดตาม กำกบั ดูแลและใหความชวยเหลือครูผสู อนอยา งใกลชิด เยี่ยมช้ัน
เรยี นทกุ ระยะอยางตอเน่ืองและท่วั ถึง โดยมีแนวดาเนินการดังนี้
๑) นิเทศติดตามและใหความชวยเหลือครูสอน ชั้นประถมศึกษาปที่ ๑-๖ อยางใกลชิด ทุกชั้นเรียน
อยา งนอยเดือนละ ๑ ครัง้
๒) ผลิตเอกสารเสริมการเรียนการสอนภาษาไทย สนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในช้ัน
เรียน ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี ๑-๖ ครบทกุ ชน้ั เรยี น
๓) ใหการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน ดานกำลังใจและวัสดุการศึกษาที่จำเปนนิเทศภายใน
อยา งจรงิ จงั และตอ เนอื่ งสงเสรมิ การชวยเหลือกนั เองในระหวางเพื่อนครูในโรงเรียน

การแกปญหามี ๒ แบบดวยกัน ๑.การแกปญหาการอานไมออก โดยใชวิธีการสอนแบบโฟรนิกส คือ
เร่ิมจากการฝก อานเสยี งของตัวอักษรการเรียนรูพยัญชนะ สระ วรรณยุกต การประสมคำ ๒.การแกปญหาการ
อานแบบไมชอบการอาน ทำใหไมอยากอานแลวจึงเกิดปญหาการอานขึ้นมีวิธีแกดังนี้ ฝกอานทุกวันวันละนิด
วันละหนอ ย ฝก การอานควบคูกบั การเขยี น การนำคำมาแตงเปน ประโยคส่ือสารรปู หรือเหตุการณจริง อานคำ
ตามภาพวาด และ ทั้งนี้โรงเรียนตองมีการจัดตั้งชมรมเล็กๆเพื่อพัฒนาการอานของนักเรียนรวมกับผูปกครอง
ชว ยพัฒนาสื่อการสอนอานทักษะการอานของนักเรียนรวมดว ย ทงั้ หมดท่กี ลาวมาเปน การแกไขปญหาการอาน
จึงไดจดั ทำแบบทดสอบการอา นขน้ึ มาเพ่ือพัฒนาเดก็ ประถมวัย

๕.แบบทดสอบการอานคำพื้นฐาน

หลักการคัดเลือกคำพนื้ ฐานของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที่ ๓/๑
การเลือกคำพ้นื ฐานมาทดสอบนัน้ ควรเลือกคำพ้ืนฐานท่ีใกลต วั ผูเรียน เปน สิง่ ท่ีนกั เรียนหยิบใช และเลือกคำที่มี
ประโยชนใ นการใชใ นชีวติ ประจำวันของนักเรยี น ท่ีกลา วมาควรมีคำพ้นื ฐานลกั ษณะดังนี้
๑.คำพืน้ ฐานท่มี ีความถ่สี ูง นัน่ คอื เปนคำพ้นื ฐานทปี่ รากฎการณซ ำ้ ๆในหนังสือเรียนและเปนคำพ้ืนฐานท่ี
นกั เรียนเห็นในชีวติ ประจำวนั

๑๕

๒.เปนคำพื้นฐานที่มีประโยชนท ี่ผูเ รยี นสามารถใชไ ดจ รงิ เชน นำไปพดู สนทนา หรือพบไดท ่ัวไป ซง่ึ คำพ้ืนฐาน
ประเภทนี้อาจไมป รากฎในหนังสือเรียน แตจ ะตองใชใ นการพดู สนทนา เชน กระดาษขโมย
คลอ งแคลว โจง แจง เปน ตน
๓.มปี ริมาณของตัวอักษรในคำพื้นฐานใหเหมาะสมกับระดับอายุและสติปญ ญาของผูเรียน เชน ในระดบั เดก็
ประถมศกึ ษาตอนตน ควรนำคำศพั ทสนั้ ๆมาทดสอบ

ชดุ บญั ชีคาํ พ้นื ฐานชุดท่ี ๑ ชุดบญั ชีคาํ พน้ื ฐานชุดที่ ๒ ชดุ บญั ชีคาํ พนื้ ฐานชดุ ท่ี ๓ ชุดบญั ชีคาํ พน้ื ฐานชดุ ท่ี ๔

๑. เม่อื วาน ๑. ตงั้ เคา้ ๑. ยอ่ ยสลาย ๑. นักษตั ร

๒. ประเดยี๋ ว ๒. กระตา่ ยขาเดยี ว ๒. เจอ้ื ยแจว้ ๒. สงขลา

๓. ทราย ๓. รกั ใคร่ ๓. เขยบิ ๓. ทศั นศกึ ษา

๔. อรอ่ ย ๔. หว่ งใย ๔. รตั นโกสนิ ทร์ ๔. มหาสมทุ ร

๕. พยกั หน้า ๕. เปลอื กกลว้ ย ๕. เทศกาล ๕. เฉพาะ

๖. จระเข้ ๖. กว๋ ยเตยี๋ ว ๖. เถลไถล ๖. วนั เพญ็

๗. คนุ้ เคย ๗. ประเภท ๗. ทาํ นองเสนาะ ๗. วรรณยกุ ต์

๘. อาชพี ๘. ทรมาน ๘. เซนตเิ มตร ๘. วฒั นา

๙. ชวี ติ ๙. แขง่ ขนั ๙. จตั รุ สั ๙. พสิ จู น์

๑๐. ถวาย ๑๐. เงย่ี หู ๑๐. ไขว่หา้ ง ๑๐. เสวนา

๑๖

๖.ผลการประเมนิ

กลุม ตัวอยางที่ใชใ นการศกึ ษาครั้งนี้ เปน เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปท่ี ๓/๑ ปการศึกษา ๒๕๖๕
โรงเรยี นมารียอุปถัมภ อำเภอสามพราน จงั หวัดนครปฐม จำนวน ๓๖ คน

เครอ่ื งมอื ท่ีใชการศึกษาคือ แบบทดสอบการอา นคำพ้ืนฐาน จำนวน ๔ ชุด ชดุ ละ ๑๐ คำ

ตารางแสดงผลการทดสอบการอา นคำพ้ืนฐาน ชดุ ท่ี ๑

เลขท่ี เมอ่ื วาน ประเด๋ียว ทราย อรอย พยกั หนา จระเข คุนเคย อาชพี ชีวิต ถวาย รวม

๑. / / // / / / / / x๙
๒. / / // / / / / / / ๑๐
๓. / x // / / x / / x๗
๔. / / // / / / / / / ๑๐
๕. / / // / / / / / / ๑๐
๖. / / // / / / / / x๙
๗. / / // / / / / / / ๑๐
๘. / / xx / / x / / x๖
๙. / / x/ / / / / / /๙
๑๐. / / // / / / / / / ๑๐
๑๑. / / // / / / / / / ๑๐
๑๒. / / // / / / / / / ๑๐
๑๓. / / // / / / / / / ๑๐
๑๔. / / // / / / / / / ๑๐
๑๕. / / // / / / / / x๙
๑๖. / / // / / / / / / ๑๐
๑๗. / / // / / / / / / ๑๐
๑๘. / / // / / / / / / ๑๐
๑๙. / / // / / / / / / ๑๐
๒๐. / / // / / / / / / ๑๐
๒๑. / / // / / / / / / ๑๐
๒๒. / x xx x x x x x x๑
๒๓. / / // / / / / / / ๑๐
๒๔. / x // / / / / / /๙

๑๗

เลขท่ี เม่อื วาน ประเดยี๋ ว ทราย อรอย พยักหนา จระเข คนุ เคย อาชีพ ชวี ติ ถวาย รวม

๒๕. / / // / / / / / / ๑๐

๒๖. / / x/ / / / / / /๙

๒๗. / / // / / / / / / ๑๐

๒๘. / / x/ / / / / / /๙

๒๙. / / // / / / / / / ๑๐

๓๐. / x // / / / / / /๙

๓๑. / / // / / / / / / ๑๐

๓๒. / / // / / / / / / ๑๐

๓๓.. / x /x / x x x x x๓

๓๔. / / // / / / / / / ๑๐

๓๕. / / // / / / / / / ๑๐

๓๖. / x xx x x x x x x๑

ชดุ ท่๑ี
อภปิ รายตารางคำศัพทช ดุ ท๑่ี จากตารางการแสดงพบการอานของนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาศึกษาปท๓ี่ /๑ คำที่
อา นผดิ เยอะทส่ี ุดคือคอื คำวา ถวาย มีนักเรียนทไ่ี มสามารถอานไดจ ำนวน ๘ คน, ประเด๋ยี วและทราย มีจำนวน
๖ คน, คนุ เคยและพยักหนา มจี ำนวน ๕ คนม,ี อรอ ย มจี ำนวน ๔ คน, จระเข อาชพี ชีวิต มจี ำนวน ๓ คน
จากการทดสอบคำพน้ื ฐาน ชุดท่ี ๑ ประเมนิ ไดวา นกั เรียนมปี ญหาการอานเร่ืองการใชอ ักษรนำบวาปญหาของ
การอานคำพื้นฐานที่นักเรียนอานไดนอยและอานผิดมากที่สุดเปนอักษรนำ เชน พยักหนา อานผิดเปน พะ-
หยัก-หนา และอานออกนอยรองลงมาจากอักษรนำคือคำวาประเดี๋ยวและทราย พบปญหาวานักเรียนมักอาน
คำพองรูปและคำที่ผสมกับสระประสมอานออกไดนอยที่สุดจึงทำใหเกิดปญหาการอานไมออกดังนั้นจึง
แกปญหาโดยการเริ่มจากสะกดคำและสระใหถูกตองโดยเริ่มจากการแจกลูกคำ เชน กา สะกดวา กอ – อา –
กา จะทำใหก ารอา นไมผิดเพยี้ นและอา นไดงา ยขึ้น

๑๘

ตารางแสดงผลการทดสอบการอานคำพืน้ ฐานชดุ ท่ี ๒

เลขที่ ตง้ั กระตาย รักใคร หว งใย เปลอื ก กวยเตี๋ยว ประเภท ทรมาน แขงขนั เงี่ยหู รวม
เคา ขาเดยี ว กลว ย

๑. x / / // / / / / x๘

๒. / / x // / / / / x๘

๓. x / / // / x / / x๗

๔. x / / // / / / / /๘

๕. / / / // / / / / / ๑๐

๖. / / / // / / / / / ๑๐

๗. / / / // / / / / / ๑๐

๘. x / / x/ / / x / /๗

๙. / / / // / / / / / ๑๐

๑๐. / / / // / / / / x๙

๑๑. / / / // / / / / x๙

๑๒. / / x // / / / / x๘

๑๓. / / / // / / / / / ๑๐

๑๔. x / / // x / / / /๘

๑๕. / / / // / x / / /๙

๑๖. / / x // / / / / x๘

๑๗. / / / // / / / / x๙

๑๘. / / x // / / / / x๘

๑๙. x / x // / / / / x๗

๒๐. x / x // / / / / x๗

๒๑. / / / /x / / / / x๘

๑๙

เลข ตง้ั กระตา ย รกั ใคร หวงใย เปลอื ก กว ยเต๋ียว ประเภท ทรมาน แขง ขนั เง่ยี หู รวม
ท่ี เคา ขาเดียว กลว ย

๒๒. x x xx x x x x x /๑

๒๓. x / x/ / / / / / /๘

๒๔. x / // / / x / / x๗

๒๕. / / // / / / / / / ๑๐

๒๖. x / // x / / / / x๘

๒๗. / / // / / / / / / ๑๐

๒๘. / / // / / / / / / ๑๐

๒๙. / / // / / / / / / ๑๐

๓๐. / / x/ / / / / / x๘

๓๑. / / // / / / / / x๙

๓๒. / / // / / / / / x๙

๓๓. x x xx x x x x / x๑

๓๔. / / // / / / / / x๙

๓๕. x / // / / / / / x๘

๓๖. x x xx x x x x x x๐

ชุดท๒ี่
อภิปรายตารางคำศัพทช ุดที๒่ จากตารางการแสดงพบการอา นของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาศึกษาปท่๓ี /๑ คำที่
อานผิดเยอะที่สุดคือคำวา เงี่ยหู มีจำนวน ๒๓ คนและรองลงมาคือ ตั้งเคา มีจำนวน ๑๕ คน,รักใคร มีจำนวน
๑๑ คน,ประเภท มจี ำนวน ๖ คน,เปลอื กกลว ย มจี ำนวน ๕ คน,หวงใย กวยเตย๋ี ว ทรมาน มจี ำนวน ๔ คน
จากการทดสอบคำพ้ืนฐาน จากชดุ ที่ ๑ ประเมนิ ไดว าชุดท่ี ๒ นกั เรียนมปี ญหาการอานคำดานการใชอักษรสูง-
ต่ำที่มีวรรณยกุ ต คือคำวา เงี่ยหู อานเปน เงีย-หูหรือ เงี้ย-หู และ คำที่อานไมออกหรืออานออกนอยรองลงมา
จากการใชอักษรสูง-ต่ำที่มีวรรณยุกตคคือการออกเสียงควบกล้ำผิดจึงทำใหเกิดปญหาการอานออกเสียง
ผิดเพี้ยนไปจากคำที่ถูกตองดังนั้นการแกปญหาคือการฝกผันเสียงวรรณยุกตใหคลอง เชน กา กา กา กา กา
แลวจึงนำตัวอักษรมาผสมกับวรรณยุกตจึงไดคำที่ถูกตองและอานออกเสียงถูกตองที่สุดทำใหการอานคำ
พน้ื ฐานภาษาไทยแขง็ แรงและมั่นใจในการอานมากขึ้น
ตารางแสดงผลการทดสอบการอานคำพนื้ ฐาน ชดุ ที่ ๓

๒๐

เลขท่ี ยอ ย เจอื้ ย เขยบิ รตั น เทศกาล เถล ทำนอง เซนติเ จัตุรัส ไขว รวม
สลาย แจว โกสินทร ไถล เสนาะ มตร หา ง

๑. / / / / / / / x/ x๘

๒. / / / / / / / / / X๙

๓. x x x x / x / / x x๓

๔. / x / / / / / // /๙

๕. / x / / / / / // /๙

๖. / x / / / x / / x x๓

๗. / x / / / / / // /๙

๘. x x x x x / / / / x๔

๙. / x / / / x / // /๘

๑๐. / x x x x x / / x x๓

๑๑. / x / / / x / /x /๗

๑๒. / x x / / x / / x x๕

๑๓. / x x x / / / /x /๖

๑๔. / / / / / / / / / / ๑๐

๑๕. x x x / x x x xx x๑

๑๖. / / / x / / / // /๙

๑๗. / x / / / / / /x /๘

๑๘. / x / / / / / // /๙

๑๙. / x / / / / / / / x๘

๒๐. / / / / / / / / / / ๑๐

๒๑. / x / / / / / // /๙

๒๒. x x x x x x x xx x๐

๒๓. / / / / / / / / / / ๑๐

๒๔. / / / / / / / / / / ๑๐

๒๕. / / / / / x / /x /๘

๒๑

เลขที่ ยอ ย เจือ้ ย เขยิบ รัตนโกสิ เทศกาล เถล ทำนอง เซนติ จตั ุรสั ไขว รวม
สลาย แจว นทร ไถล เสนาะ เมตร หาง

๒๖. / / / / / x / // / ๘

๒๗. / x / / / / / /x / ๘

๒๘. x / / / / / / // / ๖
๑๐
๒๙. / x / x / / / // / ๑

๓๐. / / / / / x / /x x ๑๐

๓๑. / x x / / x / /x /

๓๒. / / / / / / / // /

๓๓. x x x x x x x /x x

๓๔. / / / / / x / // /

๓๕. / / / / / / / // /

๓๖. / x x / / x / /x /

ชุดท่๓ี
อภิปรายตารางคำศัพทช ุดท๓่ี จากตารางการแสดงพบการอานของนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาศึกษาปท่ี๓/๑ คำที่
อานผิดเยอะที่สุดคือคำวา เจื้อยแจว มีจำนวน ๒๒ คนและรองลงมาคือ เถลไถล มีจำนวน ๑๕ คน,จัตุรัสและ
ไขวหา ง มีจำนวน ๑๓ คน,เขยบิ มจี ำนวน ๑๐ คน,รัตนโกสินทร มจี ำนวน ๘ คน,ยอ ยสลาย มจี ำนวน ๖
จากการไปทดสอบคำพื้นฐานและเปรียบเทียบจากชุดที่ ๒ ประเมินไดวาชุดที่ ๓ นักเรียนมีปญหาการอานคำ
พื้นฐานเรื่องการใชอักษรสูง-ต่ำการออกเสียงพยัญชนะวรรณยุกตอานไดนอยมากที่สุดที่นักเรียนอานไดนอย
และอานผิดมากท่ีสุดเปนการใชอ ักษรสูง-ตำ่ ท่ีมีวรรณยุกตสวนคำพืน้ ฐานทีน่ ักเรียนอา นไดนอยรองลงมาคือคำ
ที่ใชอักษรนำ เชน ยอยสลาย จึงพบปญหาการอานไมออกคือการไมแมนในการผันวรรณยุกตและการใช
พยญั ชนะผสมกับวรรณยุกตจ ึงตองแกป ญหาโดยการฝกนำพยญั ชนะและวรรณยุกตม าผสมกันจึงเกิดคำใหมข้ึน
และฝกผันวรรณยุกตเชน ปา ปา ปา ปา ปาและทดสอบตนเองโดยการอานคำพื้นฐานในทุกๆวันเพื่อเปนการ
ฝกฝนและแมน ยำ

๒๒

ตารางแสดงผลการทดสอบการอานคำพนื้ ฐาน ชุดที่ ๔
เลขที่ นกั ษัตร สงขลา ทัศนศึกษา มหาสมุทร เฉพาะ วันเพญ็ วรรณยุกต วฒั นา พสิ จู น เสวนา รวม

๑. / / / / // / // / ๑๐
๒. / / /
๓. x x x / // / // / ๑๐
๔. x / x
๕. x / / / / / / / x x๕
๖. / / /
๗. x / / / / / / x / x๖
๘. / x x
๙. / / / / / / x x / x๖
๑๐. x / x
๑๑. x / / / / x / x / x๗
๑๒. x x x
๑๓. / x / / / / / x / x๗
๑๔. / / /
๑๕. / / / x x / x x x x๒
๑๖. / / /
๑๗. / / / / // / x/ /๙
๑๘. x / /
๑๙. x / / / / / / x / x๖
๒๐. x / /
๒๐. x / / / // / x/ /๘
๒๒. x x x
๒๓. x / / / / / / x x x๔
๒๔. / / /
๒๕. x / / / / / / x / x๗
๒๖. / / /
๒๗. / / / / // / x/ /๙
๒๘. x / /
/ /x / // /๑

/ // / // / ๑๐

/ // / /x /๙

/ / / / x / x๗

/ / / / / x x๗

/ / / / x / x๗

/ / / / x / x๗

x x x x x x x๐

/ / / / / / x๘

/ / / / / / x๙

/ / / / / / x๘

/ / / / / / x๙

/ / / / / / / ๑๐

/ // / // /๙

๒๓

เลขท่ี นกั ษัตร สงขลา ทศั นศึกษา มหาสมุทร เฉพาะ วนั เพ็ญ วรรณยุกต วฒั นา พิสูจน เสวนา รวม

๒๙. x / / / / / x / / x๗
๓๐. / / /
๓๑. x / / / // / // / ๑๐
๓๒. x / /
๓๓. x x x / / / / x / x๗
๓๔. x / /
๓๕. / / / / // / // /๙
๓๖. x / /
x x x x x x x๐

x / / / x / x๖

/ // / // / ๑๐

/ xx / xx /๕

ชดุ ท๔่ี
อภปิ รายตารางคำศัพทช ุดที่๔จากตารางการแสดงพบการอานของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาศึกษาปที๓่ /๑ คำที่
อานผิดเยอะที่สุดคือคำวา เสวนา มีจำนวน ๒๔ คนและรองลงมาคือ นักษัตร มีจำนวน ๒๒ คน,วัฒนา มี
จำนวน ๒๐ คน,พิสูจน มีจำนวน ๘ คน,สงขลาและทศั นศึกษา มจี ำนวน ๗ คน,วรรณยุกต มีจำนวน ๖ คน
จากการไปทดสอบคำพื้นฐานและเปรยี บเทียบแบบประเมนิ ชุดท่ี ๓ ประเมนิ ไดวาชุดที่ ๔ นักเรียนมปี ญหาเรื่อง
การออกเสยี งคำควบกล้ำผิดและออกเสียงคำพองรูปผิดจากการทดสอบมาท้ังหมด๔ชุดปญ หาที่พบมากท่ีสุดใน
การอานคำพื้นฐานคือการออกเสียงผิดทำใหความหมายคำที่อานเปลี่ยนความหมายไปเปนคำอื่นตัวอยางเชน
การออกเสียงคำควบกล้ำผิด เชน สงขลา อานเปน สง-ขะ-ลา จึงทำใหความหมายผิดเพี้ยนไปหรือผิด
ความหมาย ดังน้ันจงึ ไดทำการแกปญหาคำพืน้ ฐานโดยการฝกอานเสียงของตัวอักษร การเรียนรพู ยัญชนะ สระ
วรรณยุกต การประสมคำ แลวจึงสอนอา นคำและเน้อื เร่ือง จะทำใหก ารอานภาษาไทยในชีวติ ประจำวันถูกตอง
มากท่สี ุดและถกู ตอ งมากขึน้ ในการพูดภาษาไทย

๒๔

บทสรปุ

จากการศึกษาและวิเคราะหการอานคำพื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ ๓/๑ ดวย
แบบทดสอบทั้งหมด ๔ ชดุ พบวามีทั้งคนทส่ี ามารถอา นไดแ ละอานไมไ ด โดยสามารถบอกไดด งั นี้

ชุดที่๑ พบวาการอานของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที่๓/๑ มีรอยละการอานรวมทั้งหมดคือ ๘๘.๘๘
และคำที่อานผิดมากที่สุดคือคำวา ถวาย มีนักเรียนที่ไมสามารถอานไดจำนวน ๘ คน และเมื่อคิดรอยละของ
นักเรียนที่อานไดทั้ง ๑๐คำ คิดไดรอยละ ๖๓.๘๘ และจากการทดสอบชุดที่๑พบวาปญหาของการอานคำ
พน้ื ฐานที่นกั เรยี นอา นไดนอยและอานผิดมากทส่ี ุดเปนอักษรนำ เชน ถวาย อา นผิดเปน ถะ-วาย และคำที่อาน
ไมออกและอานออกนอยรองลงมาจากอักษรนำคือคำวาประเดี๋ยวและทรายจึงพบปญหาวานักเรียนมักอาน
คำพองรูปและคำที่ผสมกับสระประสมอานออกไดนอยที่สุดจึงทำใหเกิดปญหาการอานไมออกดังนั้นจึง
แกป ญ หาโดยการเริ่มจากสะกดคำและสระใหถูกตองจะทำใหก ารอา นไมผ ิดเพ้ียนและอานไดงายข้นึ

ชุดที่๒ พบวาการอานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่๓/๑ มีรอยละการอานรวมท้ังหมดคือ ๗๘.๖๑
คำที่อานผิดมากที่สุดคือคำวา เงี่ยหู มีนักเรียนที่ไมสามารถอานไดจำนวน ๒๓ คน และเมื่อคิดรอยละของ
นักเรียนที่อานไดทั้ง ๑๐คำ คิดไดรอยละ ๒๒.๒๒ จากการทดสอบชุดที่๒ พบวาปญหาการอานคำพื้นฐานที่
นักเรียนอานไดนอยและอานผดิ มากที่สุดเปนการใชอักษรสูง-ต่ำทีม่ ีวรรณยุกต เชน เงี่ยหู อานเปน เงีย-หูหรือ
เงยี้ -หู และ คำท่อี า นไมออกหรืออานออกนอยรองลงมาจากการใชอักษรสูง-ต่ำที่มีวรรณยุกตคือคำวาต้ังเคาจึง
พบวาปญหาการอานมักอยูที่การใชวรรณยุกตเอกโทตรีจตั วาและการออกเสียงควบกล้ำผิดจึงทำใหเกิดปญ หา
การอานออกเสียงผิดเพี้ยนไปจากคำที่ถูกตองดังนัน้ การแกปญหาคือการฝกผนั เสียงวรรณยุกตใหคลองแลวจึง
นำตัวอักษรมาผสมกับวรรณยุกตจึงไดคำที่ถูกตองและอานออกเสียงถูกตองที่สุดทำใหการอานคำพื้นฐาน
ภาษาไทยแขง็ แรงและม่ันใจในการอา นมากขึ้น

ชุดที่๓ พบวาการอานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่๓/๑ มีรอยละการอานรวมทั้งหมดคือ ๗๒.๕
คำที่อานผิดมากทีส่ ุดคือคำวา เจื้อยแจว มีนักเรียนที่ไมสามารถอานไดจำนวน ๒๒ คน และเมื่อคิดรอยละของ
นกั เรยี นท่อี า นไดท้งั ๑๐คำ คดิ ไดรอ ยละ ๑๓.๘๘ จากการทดสอบชุดท่๓ี พบวาปญ หาของการอานคำที่นักเรียน
อา นไดนอ ยและอา นผิดมากที่สุดเชน เจอ้ื ยแจว อานผดิ เปน เจอื ย-แจว และคำที่อานไมออกและอานออกนอย
รองลงมา คือคำวา เถลไถล ไขวหางและจัตุรัส ดังนั้นจึงพบปญหาวานักเรียนมักอานออกเสียงผิด ออกเสียง
พยัญชนะอีกตัวหนึ่งไปเปนอีกตัวหนึ่ง ดังนั้นจึงแกปญหาโดยการเริ่มจากสะกดคำและสระใหถูกตองจะทำให
การอา นไมผิดเพ้ยี นและอา นไดง า ยข้ึน

ชดุ ท่๔ี พบวาการอานของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปท่๓ี /๑ มีรอยละการอานรวมท้งั หมดคือ ๗๐ คำท่ี
อานผดิ มากทส่ี ดุ คือคำวา เสวนา มีนักเรียนท่ีไมส ามารถอา นไดจำนวน ๒๔ คน และเมื่อคิดรอยละของนักเรียน
ที่อานไดทั้ง ๑๐คำ คิดไดรอยละ ๑๖.๖๖ จากการทดสอบชุดท่ี๔พบวาปญหาของการอานคำที่นักเรียนอานได
นอยและอานผิดมากที่สุดเชน เสวนา อานผิดเปน เส-นา และคำที่อานไมออกและอานออกนอยรองลงมา คือ
คำวา วัฒนาและนักษัตร ดังนั้นจึงพบปญหาวานักเรียนอานชาทั้งอานในใจและอานออกเสียงใชเวลาในการ
อานขอความแตละบรรทัดนาน เกินไป โดยเฉพาะการอานในใจ ซึ่งควรจะตองอานไดเร็วกวาการอานออก

๒๕

เสียดงั นั้นจงึ แกป ญหาโดยการใหนักเรียนควรไดอา นประมาณ ๑๒๐ – ๑๕๐ คำตอ นาที และสระกดคำและสระ
ใหถูกตอง

ดงั นน้ั ปญหาการอา นออกเสยี งคำพื้นฐานภาษาไทยของนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปท ่ี๓/๑ ปญหาท่ีพบ
มากที่สดุ ไดแกก ารออกเสยี งวรรณยุกตและออกเสียงคำควบกล้ำ รองลงมาไดแกก ารอา นออกเสยี งพยญั ชนะตน
และคำทีอ่ อกเสียงตัวสะกดไมตรงตามรูป สำหรับแนวทางการแกปญหามีดังน้ี

๑.ฝกอา นทกุ วนั ในชว งพักกลางวนั เพือ่ ความตอเนอื่ ง โดยใชหนังสือเรียน นิทาน คำ อกั ษรไทย
๒.ฝกการอา นควบคูก ับการเขยี น โดยใชอ กั ษรไทย คำ ประโยค นิทาน
๓.การฝก คัดลายมือ นอกจากทำใหล ายมือสวยงามแลว ยงั เปน การชว ยในการจดจำรูปคำตางๆ ไดมาก
ขนึ้ ดว ย
๔.การวาดรูปประกอบคำ ดว ยความคิดริเรม่ิ สรางสรรคและสนุกไปกับงาน โดยมกี ารจำแนกคำออกมา
เพื่อใหน กั เรียนเขาใจการผสมคำมากขน้ึ
๕.การนำคำมาแตง เปน ประโยคส่ือสารรปู หรอื เหตกุ ารณจริง เชน ใคร + ทำอะไร หรอื ใคร+ทำอะไร+
กบั ใคร

๒๖

บรรณานกุ รม

กรณฐั รตั นยรรยง (๒๕๕๕) การแกป ญหาการอา น. เขาถึงไดจ าก https://docs.google.com
กรรณิการ พวงเกษม. (๒๕๔๓). ปญหาการอาน. เขา ถึงไดจาก https://www.prayaprasert.ac.th
กาญจนา เชื่อมศรีจนั ทร. (๒๕๕๒). ความสำคัญของการอา น. เขา ถึงไดจ าก

http://www.thaigoodview.com
ฉวีวรรณ คูหาอภนิ ันท. (๒๕๖๐). ปญหาการอา น. เขา ถึงไดจาก http://www.hu.ac.th/
ฉวีวรรณ คูหาภนิ นท. (๒๕๔๒). ความสำคัญของการอาน. เขา ถึงไดจ าก https://shorturl.asia/n48Rc
ดำรงค ชลสุข. (๒๕๖๓). การแกป ญ หาการอา น. เขา ถงึ ไดจาก https://www.kruupdate.com
ตนั ติพัทธ. (๒๕๖๔). ความหมายของการอาน. เขาถงึ ไดจ าก

https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/29694
ทิพวลั ย มาแสง. (๒๕๓๙). ระดบั การอาน. เขา ถึงไดจาก

http://www.cmruir.cmru.ac.th/bitstream/123456789/1643/5/C2_426928.pdf
นริ นาม. (๒๕๕๘). ข้ันตอนการอา น. เขา ถึงไดจ าก https://shorturl.asia/3LOBV
นริ นาม. (๒๕๕๙). ข้ันตอนการอา น. เขาถงึ ไดจาก

https://www.wegointer.com/2016/02/how-to-read-a-book/
นริ นาม. (๒๕๖๓). ความหมายของคำพ้นื ฐาน. เขาถงึ ไดจ าก https://krustation.com
นริ นาม. (๒๕๖๓). ประโยชนข องคำพนื้ ฐาน. เขาถึงไดจาก https://shorturl.asia/fRyKk
นิรนาม. (ม.ป.ป.). ความหมายของคำพื้นฐาน. เขา ถึงไดจ าก http://academic.obec.go.th
นิรนาม. (ม.ป.ป.). ความหมายของคำพืน้ ฐาน. เขา ถึงไดจาก https://dictionary.sanook.com
นริ นาม. (ม.ป.ป.). ตวั อยางคำพืน้ ฐาน. เขาถึงไดจ าก https://krunee12.files.wordpress.com
นิรนาม. (ม.ป.ป.). ประเภทของการอา น. เขาถึงไดจาก

http://www.sena.ac.th/Education/thai/2Documents/1.pdf
นริ นาม. (ม.ป.ป.). ประโยชนข องคำพืน้ ฐาน. เขาถึงไดจ าก https://archive.lib.cmu.ac.th
นริ นาม. (ม.ป.ป.). ประโยชนข องคำพน้ื ฐาน. เขาถงึ ไดจ าก https://krunee12.files.wordpress.com
นริ นาม. (ม.ป.ป.). ปญหาการอาน. เขาถึงไดจ าก https://seedtutor.com
ปุณยภา พชั รพล. (ม.ป.ป.). ระดบั การอาน. เขา ถงึ ไดจาก

http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type2/thai04/07/reading_2.html
มณรี ตั น สุกโชติรตั น. (๒๕๔๗). ความหมายของการอาน. เขา ถึงไดจ าก https://shorturl.asia/n48Rc
มรรัตน ชำนาญรักษา. (๒๕๕๕). ความหมายของการอา น. เขาถึงไดจาก

https://sites.google.com/site/madoobook/home/khwam-hmay-khxng-kar-xan
มัลลิกา พงษแ พว. (๒๕๕๘). ประเภทการอาน. เขา ถึงไดจาก

https://www.slideshare.net/aommal/3-53924183

๒๗

มุทติ า. (๒๕๕๙). ประเภทของการอา น. เขาถึงไดจาก
http://mmuthita.blogspot.com/p/blog-page_64.html

ยภุ าพร ววิ ฒั นพัฒนกุล. (ม.ป.ป.). ขนั้ ตอนของการอาน. เขาถงึ ไดจาก
https://lisclassroomonline.files.wordpress.com/2016/05/reading-techniques3-4.pdf

รุงอรณุ โรจน และรัตนาดำรง ไชยศรี. (๒๕๖๒). การแกป ญ หาการอา น. เขา ถึงไดจาก
https://researchcafe.org

ศรวี ิไล ปุนนา. (ม.ป.ป.). ระดบั การอาน. เขา ถึงไดจ าก
https://sites.google.com/site/sriwilaipunna1234/kar-xan

ศริ ลิ ักษณ ชมภคู . (๒๕๕๙). การแกป ญหาการอา น. เขาถึงไดจาก https://www.scbfoundation.com
สวรรญา โพธค์ิ านิช. (๒๕๕๒). ความสำคญั ของการอา น. เขา ถงึ ไดจาก

https://www.dek-d.com/board/view/3051407/

๒๘

ภาคผนวก


Click to View FlipBook Version