จังหวัดกาญจนบุรี
ความเป็ นมาของกาญจนบรุ ี เทา่ ท่ีมีการค้นพบหลกั ฐานนนั้ ย้อนไปได้ถึงสมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ เม่ือมีการ
ค้นพบเครื่องมือหินในบริเวณบ้านเก่า อาเภอเมืองฯ ลว่ งมาถงึ สมยั ทวารวดี ซง่ึ มีหลกั ฐานคือซากโบราณ
สถานท่ีตาบลปรังเผล อาเภอสงั ขละบรุ ี เป็นเจดีย์ลกั ษณะเดยี วกบั จลุ ประโทนเจดีย์ที่จงั หวดั นครปฐม บ้าน
คบู วั จงั หวดั ราชบรุ ี และ รวมทงั้ เมืองอทู่ อง จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี ค้นพบโบราณวตั ถุ เชน่ พระพิมพ์สมยั ทวาร
วดีจานวนมาก สืบเนื่องตอ่ มาถึงสมยั พทุ ธศตวรรษที่ 16-18 หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ท่ีค้นพบคือ
ปราสาทเมืองสงิ ห์ ซง่ึ มีรูปแบบศลิ ปะแบบขอม สมยั บายน กาญจนบรุ ียงั ปรากฏในพงศาวดารเหนือว่า
กาญจนบรุ ีเป็นเมืองขนึ ้ ของสพุ รรณบรุ ีในสมยั สโุ ขทยั ครัน้ มาถงึ สมยั อยธุ ยา กาญจนบรุ ีก็มีฐานะเป็นเมือง
หน้าดา่ นสาคญั จนกระทง่ั ถึงสมยั กรุงธนบรุ ีและรัตนโกสนิ ทร์ เดมิ ตวั เมืองกาญจนบรุ ีเดิมนนั้ ตงั้ อย่ทู ี่ตาบล
ลาดหญ้า (บริเวณเขาชนไก่ในปัจจบุ นั ) ภายหลงั จนถงึ พ.ศ. 2374 พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกล้าเจ้าอยหู่ วั
รัชกาลท่ี 3 ได้โปรดให้ก่อสร้างกาแพงเมืองและป้ อมปราการขนึ ้ เป็ นการถาวร ณ เมืองกาญจนบรุ ีใหมโ่ ดย
ตงั้ อยู่ ณ ตาบลปากแพรก อนั เป็นสถานท่ีบรรจบของแมน่ า้ แควใหญ่และแมน่ า้ แควน้อย โดยตวั เมืองอยฝู่ ่ัง
ตะวนั ออกของแมน่ า้ แม่กลองกบั แมน่ า้ แควใหญ่ ซง่ึ มีความเหมาะสมทางยทุ ธศาสตร์และด้านการค้า โดย
เร่ิมกอ่ สร้างเมืองเม่ือวนั ท่ี 8 มีนาคม พ.ศ. 2374 และสาเร็จในวนั ท่ี 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2375 และ
ได้แยกออกจากสพุ รรณบรุ ีนบั แตน่ นั้ เป็นต้นมา ทงั้ นีโ้ ดยมีพระราชประสงคส์ ว่ นใหญ่เพื่อติดตอ่ ค้าขายกบั
เมืองราชบรุ ี ดงั พระราชนพิ นธ์เสดจ็ พระพาสไทรโยค กลา่ วไว้ตอนหนง่ึ วา่ "แตม่ ีเมืองปากแพรกเป็ นท่ีค้าขาย
ด้วยเขาชนไก่เมืองเดมิ อยเู่ หนือมากมีแก่งถงึ สองแกง่ ลกู ค้าไปมาลาบาก จงึ ลงมาตงั้ เมืองเสียท่ีปากแพรกนี ้
เป็นทางไปมาแกเ่ มืองราชบรุ ีง่าย เมืองท่ีสร้างขนึ ้ ใหม่ กว้าง 5 เส้น ยาว 18 วา มีป้ อม 4 มมุ เมือง ป้ อม
ยา่ นกลางด้านยาวตรงหน้าเมืองทศิ ตะวนั ตกเฉียงใต้มีป้ อมใหญ่อยตู่ รงเนิน ด้านหลงั มีป้ อมเล็กตรงกบั ป้ อม
ใหญ่ 1 ป้ อม" การสร้างเมืองกาญจนบรุ ีใหมน่ ี ้ดงั ปรากฏในศลิ าจารึกดงั นี ้ให้พระยาราชวรินทร์ เจ้ากรม
พระตารวจเป็ นพระยาประสิทธิสงครามรามภกั ดศี รีพเิ ศษประเทศนิคมภิรมย์ราไชยสวรรค์พระยา
กาญจนบรุ ี ครัง้ กลบั เข้าไปเฝ้ าโปรดเกล้าฯวา่ เมืองกาญจนบรุ ีเป็นเมืององั กฤษ พมา่ รามญั ไปมาให้สร้าง
เมืองกอ่ กาแพงขนึ ้ ไว้จะได้เป็ นชานพระนครเข่ือนเพชรเข่ือนขณั ฑ์มน่ั คงไว้แหง่ หนงึ่ ในปัจจบุ นั กาแพงถกู
ทาลายลงโดยธรรมชาตแิ ละหนว่ ยราชการเพ่ือประโยชน์อยา่ งอ่ืน เหลือเพียงประตเู มืองและกาแพงเมืบาง
สว่ นตอ่ มา ในสมยั รัชกาลที่ 5 เม่ือมีการจดั รูปแบบการปกครองเป็นมณฑลเทศาภิบาล กาญจนบรุ ีถกู โอน
มาขนึ ้ กบั มณฑลราชบรุ ี และยกฐานะเป็ นจงั หวดั กาญจนบรุ ีในปี พ.ศ. 2467
ประตูเมืองกาญจนบุรี
เม่ือกลา่ วถึงจงั หวดั กาญจนบรุ ี ใครๆ ยอ่ มรู้จกั วา่ เป็นดนิ แดนท่ีเตม็ ไปด้วยเร่ืองราวก่อนประวตั ศิ าสตร์ที่
สาคญั ของไทย ลมุ่ นา้ ไทรโยค (แควน้อย) และลมุ่ นา้ ศรีสวสั ดิ์ (แควใหญ่ เป็นดนิ แดนท่ีอดุ มสมบรู ณ์ไปด้วย
นา้ ใสสะอาด สตั ว์ป่ าท่ีจะใช้เป็นอาหาร ในนา้ เตม็ ไปด้วย หอย ปู ปลา มีที่ราบบริเวณเชิงเขา ถา้ ตามริม
แมน่ า้ มีพืน้ ที่ทาการเพาะปลกู เหลือเฟื อ ได้มีการขดุ ค้นพบเครื่องมือมนษุ ย์สมยั หินเก่าเครื่องมือหิน โครง
กระดกู มนษุ ย์สมยั หินกลาง
สมยั หนิ ใหมท่ ี่บ้านเกา่ จนถงึ ยคุ โลหะตอนปลายท่ีบ้านดอนตาเพชร การพบตะเกียงโรมนั (อเลก็ ซานเดรีย) ท่ี
ตาบลพงตกึ ารพบปราสาทเมืองสงิ ห์ เป็นต้น ส่ิงตา่ งๆ เหลา่ นี ้เป็นหลกั ฐานที่แสดงวา่ จงั หวดั กาญจนบรุ ี
เป็นแหลง่ กาเนิดอารยธรรมของมนษุ ย์ใน ดนิ แดนที่เป็นประเทศไทยปัจจบุ นั ตอ่ มาในสมยั ประวตั ศิ าสตร์
ครัง้ กรุงศรี-อยธุ ยาเป็นราชธานี กาญจนบรุ ีมีฐานะเป็นเมืองดา่ นท่ีมีความสาคญั ตอ่ การอยรู่ อดของไทย
อยา่ งมากเหตกุ ารณ์ท่ีปรากฏ เชน่ การเดนิ ทพั ผา่ นดา่ นเจดีย์สามองค์ การรบที่ทงุ่ ลาดหญ้า ทา่ ดินแดง และ
สามสบ จวบจนการย้ายเมืองกาญจนบรุ ีมาตงั้ ท่ีปากแพรกหรือลนิ ้ ช้าง เหตกุ ารณ์ครัง้ สงครามโลกครัง้ ท่ี 2 ท่ี
ญี่ป่ นุ ได้ใช้เส้นทางยทุ ธศาสตร์สายนีเ้กณฑ์เชลยศกึ ทาทางรถไฟไปพมา่ ซงึ่ เรียกกนั วา่ ทางรถไฟสายมรณะ
ทาให้เชลยศกึ ต้องล้มตายเป็ นจานวนมากและฝังอยทู่ ี่สสุ านทหารสหประชาชาตมิ าจนถึงสงครามอินโดจีน
กาญจนบรุ ีเป็นดนิ แดนท่ีเป็ นท่ีฝึกซ้อมรบเพ่ือเตรียมการรบในเวียดนาม ลาวและกมั พชู า ตลอดจนเรื่องราว
ของชนกลมุ่ น้อยท่ีนา่ สนใจ และปัญหาการสร้างเขื่อนตอนบนของแมน่ า้ แควน้อยและแควใหญ่ท่ีกาลงั เป็น
ที่สนใจอยไู่ มน่ ้อย ในขณะท่ีความเชื่อวา่ คนไทยเดมิ อยไู่ หน กาลงั เปลี่ยนแปลง จงั หวดั กาญจนบรุ ีก็ได้รับ
การสนใจอยา่ งมาก เพราะจงั หวดั กาญจนบรุ ีเป็นดินแดนท่ีพบร่องรอยของมนษุ ย์สมยั กอ่ นประวตั ศิ าสตร์
มากท่ีสดุ ตงั้ แตย่ คุ หนิ เกา่ หินกลาง หนิ ใหม่ และยคุ โลหะ ได้พบเคร่ืองมือเครื่องใช้ ภาชนะดนิ เผา โครง
กระดกู เครื่องประดบั ตลอดจนซากพืชซากสตั ว์ท่ีละทิง้ ไว้ตามพืน้ ดนิ ในถา้ เพิงผา แสดงวา่ ได้มีมนษุ ย์
อาศยั อยเู่ ป็นเวลานานไมแ่ พ้แหลง่ ก่อนประวตั ิศาสตร์แหลง่ อื่นๆ ของโลก ร่องรอยของมนษุ ย์ในสมยั หินเกา่
จากการสารวจในประเทศไทยพบเครื่องมือหินกรวดโดยศาตราจารย์ฟริตซ์ สารแซง (Fritz Saracen)
ได้เข้ามาสารวจในปี พ.ศ. 2475 ท่ีจงั หวดั เชียงราย จงั หวดั เชียงใหม่ จงั หวดั ราชบรุ ี และจงั หวดั ลพบรุ ี
จากการศกึ ษาพบเครื่องมือท่ีแท้เพียง 2 - 3 ก้อนเทา่ นนั้ เรียกเคร่ืองมือหนิ เกา่ ท่ีพบในประเทศไทยวา่
“Siaminian Culture” แตย่ งั ไมเ่ ป็นท่ียอมรับ หลกั ฐานของยคุ หนิ เกา่ ได้ปรากฏชดั เจนเม่ือ
สงครามโลกครัง้ ท่ี 2 เกิดขนึ ้ ญ่ีป่ นุ ได้เกณฑ์เชลยศกึ มาสร้างทางรถไฟจากหนองปลาดกุ ผา่ นจงั หวดั
กาญจนบรุ ี ถงึ เมืองมะละแหมง่ ประเทศพมา่ ในจานวนเชลยศกึ นีม้ ี ดร.แวน ฮีเกอเรน (Dr.Van
Heekeren) ชาวฮอลนั ดาเขาได้พบเคร่ืองมือหนิ บริเวณใกล้สถานีบ้านเก่าหลายชิน้ หลงั สงครามโลกได้
นาไปให้ศาสตราจารย์โมเวียสแหง่ สถาบนั พีบอดมี ้ ิว -เซียม (Peabody Museum) มหาวทิ ยาลยั ฮา
วาร์ด ปรากฏวา่ เป็ นเคร่ืองมือสมยั หินเก่าตอนต้น 3 ก้อน เคร่ืองมือหินกะเทาะหน้าเดียว 6 ก้อน และ
ขวานหินขดั สมยั หินใหม่ 2 ก้อน ให้ชื่อวา่ “วฒั นธรรมแฟงน้อย หรือเฟงน้อยเอียน” (Fingnoian
Culture) บางทา่ นเรียกวา่ “วฒั นธรรมบ้านเกา่ ” (Ban-Khaoian Culture) ในปี พ.ศ. 2499
ศาสตราจารย์โมเวียส ได้สง่ ลกู ศษิ ย์มาทาการสารวจโดยร่วมมือกบั กรมศลิ ปากรทาการสารวจบริเวณ
หมบู่ ้านเก่า จนถึงวงั โพ ได้พบเครื่องมือหินกรวด 104 ก้อนตอ่ มาในปี พ.ศ. 2503 คณะสารวจไทยเดนมาร์ก
ได้ทาการสารวจพบเคร่ืองมือหนิ เก่าท่ีบริเวณทงุ่ ผกั หวาน จนั เด ตาบลทา่ ขนนุ อาเภอทองผาภมู ิ และท่ีบ้าน
ทา่ มะนาว ตาบลลาดหญ้า อาเภอเมือง จากเคร่ืองมือนีพ้ อสรุปได้วา่ คนสมยั หินเก่าท่ีจงั หวดั กาญจนบรุ ี
นา่ จะเป็นพวกมนษุ ย์วานรหรือพวกออสตราลอยด์ แตก่ ็มีปัญหาว่าพวกนีอ้ พยพมาจากท่ีใดเคร่ืองมือหนิ ที่
พบในจงั หวดั กาญจนบรุ ีนี ้เป็นหนิ กะเทาะหน้าเดียวประเภทเครื่องขดุ และสบั ตดั (Chopper-
chopping tools) ยงั ไมป่ รากฏวา่ ได้พบโครงกระดกู ของมนษุ ย์สมยั นีเ้ลย ผ้ทู ่ีสนใจและทาการสารวจ
เรื่องราวของยคุ หนิ เกา่ ในปัจจบุ นั ก็มีคณะของศาสตราจารย์นายแพทย์สดุ แสงวิเชียร พพิ ิธภณั ฑ์กอ่ น
ประวตั ศิ าสตร์ ศริ ิราชพยาบาล ในปี พ.ศ. 2524 ทา่ นได้พบเครื่องมือหนิ กรวดสมยั หนิ เกา่ ตามริมแมน่ า้
ตามถา้ ของแมน่ า้ แควน้อยใกล้ไทรโยคเป็นจานวนมากจากร่องรอยของมนษุ ย์สมยั หินเกา่ ท่ีจงั หวดั
กาญจนบรุ ีนี ้ยงั ไมม่ ีการสารวจอยา่ งจริงจงั ซงึ่ ต้องพบหลกั ฐานมากกวา่ นี ้ แตเ่ ป็นท่ีนา่ เสียดายท่ีต้นแมน่ า้
ทงั้ สองของจงั หวดั กาญจนบรุ ี คือ แมน่ า้ แควน้อยและแมน่ า้ แควใหญ่ ได้ถกู นา้ ทว่ มเพราะการสร้างเข่ือนศรี
นครินทร์และเขื่อนเขาแหลมในปัจจบุ นั
จากหลกั ฐานท่ีพบวา่ เครื่องมือท่ีพบหลายแหง่ ในจงั หวดั กาญจนบรุ ี เป็นแบบวฒั นธรรม โฮบเิ นียน
(Haobinhian Culture) จากการสารวจของคณะไทย-เดนมาร์กเม่ือปี พ.ศ. 2504 ที่ถา้ เพิงผาหน้า
ถา้ พระขอม ตาบลไทรโยค อาเภอไทรโยค พบเครื่องมือหินกรวดจานวนมาก และได้พบโครงกระดกู ของ
ผ้ใู หญ่ 1 โครง ในระดบั ลกึ จากเพิงผา 110–130 เซนตเิ มตร โดยกระดกู นนั้ อยใู่ นลกั ษณะนอนหงายชนั เขา่
อยบู่ นก้อนหินใหญ่แหง่ หนง่ึ ในแนวเกือบขนานกบั ผนงั เพิงผา นอนหนั หน้าไปด้านขวามือ ศีรษะหนั ไปทาง
ทศิ เหนือฝ่ ามือขวาอยใู่ ต้คาง แขนทอ่ นซ้ายวางพาดอก ท่ีบริเวณสว่ นบนของร่าง และบริเวณทรวงอกมีหนิ
ควอทซ์ไซท์ก้อนใหญ่วางทบั อยตู่ อนเหนือศีรษะ และร่างมีดนิ สีแดงโรยอยู่ แสดงวา่ มีพิธีกรรมเกี่ยวกบั การ
ฝังศพ พบกระดกู สตั ว์เลีย้ งลกู ด้วยนมวางอยบู่ นทรวงอก เปลือกหอยกาบวางอยบู่ นร่างหรือใกล้กบั ร่าง ที่
บนแขนขวามีเปลือกหอยทะเลอยู่ 2 ชนิ ้ เป็นเรื่องนา่ แปลกวา่ เปลือกหอยทะเลคู่นีม้ าได้อยา่ งไร จดั วา่ โครง
กระดกู คนสมยั หินกลาง โครงนีเ้ป็นโครงกระดกู ที่เก่าแก่ท่ีสดุ ท่ีพบในประเทศไทย ปัจจบุ นั โครงกระดกู นีถ้ กู
สง่ กลบั มาจากพิพิธภณั ฑ์สถานแหง่ ชาติโคเปนเฮเกน มาเก็บไว้ที่พพิ ธิ ภณั ฑ์ก่อนประวตั ศิ าสตร์
โรงพยาบาลศริ ิราช
นา้ ตกเอราวัล
น้าตกเอราวณั เป็นน้าตกท่ีใหญ่และสวยงาม บนฝั่งแมน่ ้าแควใหญ่ ต้งั อยทู่ ี่ อาเภอศรีสวสั ด์ิ จงั หวดั
กาญจนบุรี แบง่ ออกเป็ นช้นั ๆ ได้ 7 ช้นั เป็นน้าตก ขนาดใหญเ่ ดิมมีชื่อวา่ น้าตกสะด่องมอ่ งลาย ตามช่ือลา
หว้ ยม่องล่ายซ่ึงเป็นตน้ น้าของน้าตกที่เกิดจากยอดเขา ตาม่องล่ายในเทือกเขาสลอบ สายน้าจะไหล มาตาม
ช้นั หินเป็ นระยะทาง ประมาณ 1,500 เมตร แบ่งออกเป็นช้นั ใหญๆ่ ได้ 7 ช้นั แตล่ ะช้นั มีความสวยงาม
ร่มรื่นไปดว้ ยแมกไมน้ านาพนั ธุ์
น้าตกมีน้าใสแจ๋วมองเห็นตวั ปลาแหวกวา่ ยไปมาใตผ้ นื น้าท่ีสะทอ้ นแสงเป็นสีฟ้ าอมเขียวมรกตคลา้ ยน้าใน
สระวา่ ยน้า ที่เป็นเช่นน้นั เน่ืองมาจากลกั ษณะของ ภูเขาในอุทยานฯเอราวณั เป็นเป็ นเทือกเขาหินปูนท่ีเกิด
จาก การทบั ถมของเปลือกหอย ปู หรือปะการัง ดงั น้นั น้าตกเอราวณั ที่ไหลมาจากเทือกเขาหินปูนจึง มี
สารละลายของแคลเซียมคาร์บอเนต เจือปนอยู่ ซ่ึงแคลเซียมคาร์บอเนต ตกตะกอนในบริเวณ ที่มีน้าไหลชา้
หรือเป็นแอ่งน้า ทาใหช้ ้นั น้าตกมีคราบหินปนู ก่อตวั และหินปูนน้ีสามารถละลายน้าไดด้ ี เม่ืออยใู่ นรูปของ
สารละลายกส็ ามารถตกตะกอนได้ น้าตกหินปูนจึงมีน้าใสในตอนบน และมีการตกตะกอนข่นุ ในช่วงล่าง
ของธารน้า เม่ือแสงส่องลงมาจะทาใหส้ ะทอ้ นเป็นสีฟ้ าหรือสีเขียวมรกตสวยงามมากน้าตกช้นั แรกมีชื่อวา่
ไหลคืนรัง" ช้นั ที่ 2 ช่ือ "วงั มจั ฉา" ช้นั ที่ 3 "ผาน้าตก" ช้นั ที่ 4"อกผเี ส้ือ" ช้นั ท่ี 5 "เบ่ือไมล่ ง" ช้นั ที่ 6 "
ดงพฤกษา" และช้นั สุดทา้ ยช่ือวา่ "ภูผาเอราวณั "โดยน้าตกแต่ละช้นั ไม่ใช่มีแคช่ ื่อท่ีไมเ่ หมือนกนั เท่าน้นั แต่
น้าตกแตล่ ะช้นั ก็มีความ สวยงามท่ี แตกต่างกนั ออกไป สาหรับทา่ นท่ีตอ้ งการเยย่ี มชมน้าตกท้งั 7 ช้นั จาก
ตอ้ งใชเ้ วลาประมาณ 3 ชว่ั โมงในการข้ึน - ลง
น้าตกช้นั แรกเป็นน้าตกท่ีมีปลาอาศยั อยเู่ ยอะกเ็ ป็นได้ ซ่ึงปลาเหล่าน้ีคือ "ปลาพลวง" เป็นปลาน้าจืดใน
ตระกลู ปลาตะเพยี น ลาตวั สีน้าตาลเขียว เกลด็ โต มีหนวดยาว 2 คู่ ตรงจงอยปาก และ มุมปาก ชอบอาศยั
บริเวณธารน้าตก ลาหว้ ย หรือธารน้าท่ีใสสะอาด มีพ้นื เป็ นกรวดหรือทราย ช้นั น้ีมีสีของน้ามี 2 สีอยา่ งเห็น
ไดช้ ดั คือน้าสีฟ้ าเขียวและน้าใสๆตามปกติ ซ่ึงปลาพลวงชอบอาศยั อยใู่ น น้าใสมากกวา่ นอกจากน้ีที่น้าตก
ช้นั 2 ยงั มีความสวยงามของม่านน้าตก ท่ีเบ้ืองหลงั สายน้าตกท่ีตกลงมากระเซ็นเป็นฝอยน้นั มี ผาลึกเขา้ ไป
เล็กนอ้ ยโดยนกั ท่องเท่ียวสามารถเขา้ ไปหลงั ม่านน้าตกน้ีได้
น้าตกช้นั ท่ี 3 มีน้าตกตกลงมาจากผาชนั ดงั ช่ือของน้าตกช้นั น้ีวา่ "ผาน้าตก" จากน้นั กเ็ ดินขา้ มสะพานไมถ้ ดั
ข้ึน ไปเป็นน้าตกช้นั ท่ี 4 "อกผเี ส้ือ" ที่มีช่ือเช่นน้ีกค็ งเพราะรูปร่างของหินท่ีอยใู่ นน้าตกช้นั น้ี มองดูคลา้ ยอก
ของผหู้ ญิง หรือถา้ เป็นอกผเี ส้ือก็คงเป็น อกผีเส้ือสมุทร ที่มีน้าตกไหลครอบคลุมหินกลมมน กอ้ นใหญ่ 2
กอ้ นดูแลว้ นิ่มนวลสวยงามมาก
นอกจากน้ีทางอุทยานฯไดจ้ ดั ทาเส้นทางศึกษาธรรมชาติท่ีทางอุทยานฯ ไดจ้ ดั เส้นทางไวส้ าหรับนกั ท่องเท่ียว
ที่ตอ้ งการ ศึกษาธรรมชาติ 2 เส้นทาง ใชเ้ วลาประมาณ 30 นาที คือ เส้นทางสายป่ าดิบแลง้ ม่องไล่ -
ระยะทาง 1,010 เมตร ลกั ษณะเป็นทางเดินเลียบลาหว้ ยม่องไล่ เริ่มจากสะพานคา่ ยพกั ไป บรรจบกบั
เส้นทาง ใน น้าตกเอราวณั ช้นั ท่ี 3 เส้นทางเขาหินลา้ นปี - ระยะทาง 1,940 เมตร เริ่มจากลานจอดรถไป
บรรจบกบั เส้นทางสู่น้าตกบริเวณ สะพานของ น้าตกเอราวณั ช้นั ท่ี 4
นา้ ตกไทรโยคน้อย
นา้ ตกไทรโยคน้อย หรือเรียกอีกช่ือหนง่ึ วา่ นา้ ตกเขาพงั เป็นนา้ ตกท่ีมีชื่อเสียงมาช้านาน เหตทุ ี่ได้ช่ือวา่
นา้ ตกเขาพงั เพราะเกิดบน หน้าผาหินปนู ที่พงั ทลายลงมาจนเกิดโขดหินปนู ลดหลน่ั กนั อยตู่ รงบริเวณเชิง
เขา ต้นกาเนิดเป็นนา้ ผดุ จากภเู ขาแล้วไหลมาตาม ลาธารเลก็ ๆ ไหลตกลงที่ผาหนิ ปนู ที่มีความสงู ประมาณ
15 เมตร แผ่กระจายไปตามพืน้ เขาลาดเอียง ภายใต้ร่มเงาของพนั ธ์ุไม้ นานาชนิดเ ป็นนา้ ตกท่ีมีขนาดไม่
ใหญ่มากมีเพียงชนั้ เดียว ในฤดฝู นจะมีนา้ คอ่ นข้างเยอะกวา่ ฤดแู ล้งซง่ึ จะไมม่ ีนา้ เป็นนา้ ตก ท่ีตงั้ อยหู่ า่ งจาก
ตวั เมืองกาญเพียง 60 ก.ม. ซง่ึ ตงั้ อยบู่ นถนนสายหลกั ซงึ่ คอ่ นข้างเดนิ ทางสะดวก
ถนนด้านหน้าของนา้ ตกท่ีมีร้านค้า ร้านอาหารตงั้ เรียงรายอยู่ เป็นร้านอาหารประเภทส้มตา ไก่ย่าง และ
ให้บริการเชา่ เส่ือ สาหรับปนู งั่ พกั ผอ่ น ใต้ร่มเงาต้นไม้ตรงทางขนึ ้ นา้ ตกจากนนั้ มีทางเดนิ ขนึ ้ มาข้างบนบน
เพื่อชมความสวยงามของนา้ ตกไทรโยคน้อย ระหวา่ ง ทางเดนิ สนั้ ๆ เราเหน็ หวั รถจกั รไอนา้ จากสมยั
สงครามโลกครัง้ ท่ี 2 ที่ทางอทุ ยานแหง่ ชาตไิ ทรโยคได้นามาตงั้ ไว้ เพื่อระลกึ ถึงครัง้ สงครามโลกที่มีการสร้าง
ทางรถไฟสายมรณะไปยงั ประเทศพมา่ โดยมีเส้นทางผา่ นมาที่บริเวณหน้านา้ ตกนี ้
วัดถา้ เสือ
วดั ถา้ เสือ ตงั้ อยู่ อ.ทา่ มว่ ง จ.กาญจนบรุ ี สง่ิ ท่ีสะดดุ สายตาของนกั ท่องเท่ียวที่มาเท่ียวชมวดั เพื่อกราบ
นมสั การพระธาตุ ก็คือ ความใหญ่โตกว้างขวาง ของวดั และพระพทุ ธรูปปางประทานพรที่ใหญ่ที่สดุ ของ
จงั หวดั กาญจนบรุ ีตวั องค์ พระสวยงามประดบั ด้วยโมเสคสีทองทงั้ องค์ เม่ือเดนิ ทางมาถึงด้านบน ก็พบกบั
ความสดช่ืนของลมท่ีพดั เย็น และแรงทีเดียว มองไปด้านล่างเห็นเป็นทงุ่ นาเขียวขจี นอกจากนีย้ งั มีพระ
เจดีย์เกศแก้วปราสาท องคพ์ ระเจดีย์เป็นสีอฐิ ทงั้ องค์ แบง่ เป็นชนั้ ตา่ ง ๆ หลายชนั้ แตล่ ะชนั้ จะ ประดษิ ฐาน
พระพทุ ธรูปตา่ งๆ มากมาย จนถงึ ชนั้ บนสดุ เป็นที่ประดษิ ฐานของพระบรมสารีริกธาตทิ ่ีอญั เชญิ มา จาก
ประเทศ อินเดีย และยงั มีวิหารตา่ ง ๆ ให้เข้าไปสกั การะพระพทุ ธรูปและช่ืนชมความงดงามของจติ รกรรมฝา
ผนงั ภายใน เม่ือชมจนทว่ั แล้วก็ลงไป ข้างลา่ งเพ่ือเข้าถา้ เสือ เป็นถา้ ขนาดเลก็ อยบู่ ริเวณเชงิ เขาด้านลา่ ง
ภายในประดษิ ฐานพระประจาวนั เกิดและจาหนา่ ยวตั ถมุ งคล
สะพานข้ามแม่นา้ แคว
สะพานข้ามแมน่ า้ แคว เป็ นสะพานข้ามแมน่ า้ แควใหญ่โครงสร้างเหล็กครึ่งวงกลม สลบั โครงสร้างถกั ตอมอ่
คอนกรีตเสริมเหล็ก ตงั้ อย่ทู ่ีตาบลทา่ มะขาม อาเภอเมืองกาญจนบรุ ี จงั หวดั กาญจนบรุ ี หา่ งจากตวั เมืองไป
ทางทิศเหนือ ตามทางหลวงแผน่ ดนิ หมายเลข 323 ประมาณ 4 กิโลเมตร แยกซ้ายประมาณ 400 เมตร
ปัจจบุ นั ใช้เป็ นทางสญั จรของรถไฟสายธนบรุ ี - นา้ ตก หรือ ทางรถไฟสายมรณะ ในอดีต
สะพานข้ามแมน่ า้ แคว เดมิ สร้างขนึ ้ โดยแรงงานของเชลยศกึ ฝ่ ายสมั พนั ธมิตร ภายใต้การควบคมุ ของ
กองทพั ญี่ป่ นุ การก่อสร้างใช้เวลาแล้วเสร็จเพียงหนงึ่ ปี ก่อนจะถกู ระเบดิ ทงิ ้ ทาลายจากกองบนิ สมั พนั ธมิตร
จนสะพานชว่ งกลางพงั ถลม่ ลงมา ตอ่ มาภายหลงั สงครามโลกยตุ ลิ ง รัฐบาลไทยได้ซือ้ ทางรถไฟนีต้ อ่ จาก
องั กฤษมาเป็นเงินจานวน 50 ล้านบาท แล้วบรู ณะซอ่ มแซมขนึ ้ ใหมใ่ นปี พ.ศ. 2489 การซอ่ มในครัง้ นนั้ ได้
ยบุ ตอมอ่ กลาง (ตวั ท่ี 5-6) แล้วสร้างเป็นสะพานเหล็ก 2 ชว่ ง แทนของเดมิ กบั เปลี่ยนชว่ งสะพานไม้ด้าน
ปลายทางเป็นสะพานเหลก็ แทนสะพานไม้ รวมความยาวของสะพานทงั้ สนิ ้ 322.90 เมตร[6]
ปัจจบุ นั สะพานข้ามแมน่ า้ แคว ได้กลายเป็นสญั ลกั ษณ์หนง่ึ ท่ีสาคญั ของจงั หวดั กาญจนบรุ ี ได้รับการยกยอ่ ง
ให้เป็น "สญั ลกั ษณ์แหง่ สนั ติภาพ" เนือ้ เริ่องเกี่ยวสะพานแหง่ นีย้ งั ได้รับการไปสร้างเป็ นภาพยนตร์ฮอลลีวดู
เชน่ เดอะบริดจ์ออนเดอะริเวอร์แคว (พ.ศ. 2500) ซง่ึ สร้างมาจากนยิ ายในช่ือเดยี วกนั และภาพยนตร์เรื่อง
"The Railway Man แค้นสะพานข้ามแมน่ า้ แคว" (พ.ศ. 2556) ซงึ่ สร้างมาจากชีวประวตั ขิ องเชลยศกึ
ผ้รู ่วมสร้างสะพานข้ามแมน่ า้ แคว นอกจากนีท้ างจงั หวดั กาญจนบรุ ีได้มีการจดั งานสปั ดาห์สะพานข้าม
แมน่ า้ แคว ประจาปี ทกุ ปี ซงึ่ มีการแสดงสีเสียง ย้อนราลกึ ถึงสงครามโลกครัง้ ที่
ต้นกล้ามปู
มาเที่ยวชม โฉมใหมข่ อง ต้นจามจรุ ียกั ษ์ อีกหน่ึงแลนด์มาร์คสาคญั ของกาญจนบรุ ี โดยได้จดั ทาสะพานไม้
เป็นวงกลมรอบต้นไม้ เพื่อชว่ ยป้ องกนั ให้นกั ทอ่ งเท่ียวไมเ่ ดนิ ไปเหยียบรากต้นไม้ เนื่องจากต้นไม้มีอายุ
เก่าแก่มากกวา่ 100 ปี พร้อมทงั้ ปรับปรุงภมู ทิ ศั น์ใหม่ด้วยการจดั ทาสวยหย่อมขนาดยอ่ มนาไม้ดอก ไม้
ประดบั มาปลกู เพ่ือให้มีความสวยงามชวนมองมากขนึ ้ ต้นจามจรุ ียกั ษ์ ตงั้ อยใู่ นอาเภอเมือง บ้านกสิกรรม
ตาบลเกาะสาโรง หากมาจากวดั ถา้ มงั กร สามารถเดนิ ทางเข้าไปในกองการสตั ว์และเกษตรกรรมท่ี 1 (กอง
ผสมสตั ว์) กรมการสตั ว์ทหารบกผา่ นวดั ถา้ มนุ ีย์นาถ เมื่อมาถึงกองการสตั ว์และเกษตรกรรมที่ 1 ให้เข้าไป
ข้างใน ต้นจามจรุ ียกั ษ์จะอยขู่ ้างในกรมการสตั ว์ทหารบก เมื่อเข้าไปข้างในกรมจะมีทางแยกให้เลีย้ วขวา
แล้วตรงไปเรื่อยๆจะมีป้ าย บอกตลอดทาง ไมม่ ีคา่ เข้าชมต้นจามจรุ ียกั ษ์ อีกหนง่ึ จดุ ทอ่ งเที่ยวที่น่าสนใจและ
ไมไ่ กลจากตวั เมืองกาญจนบรุ ีมากนกั เมื่อมาถึงจะต่ืนเต้น และตะลงึ ในความใหญ่โตของต้นไม้และ
กิ่งก้านสาขาสวยงามร่มร่ืน ต้นจามจรุ ียกั ษ์มีอายมุ ากกว่า 100 ปี ขนาด 10 คนโอบรัศมีทรง พมุ่ เฉล่ีย
25.87 เมตร เส้นผา่ ศนู ย์กลางร่มเงาประมาณ 51.75 เมตร ความสงู จากพิน้ ดนิ ถึงยอด 20เมตร มี
พืน้ ท่ีของพมุ่ ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 4 วา ซงึ่ ปัจจบุ นั หาชมต้นไม้ขนาดใหญ่เชน่ นีไ้ ด้ยาก เมื่อมาถึงภายใน
บริเวณต้นจามจรุ ีมีที่จอดรถหลายจดุ มีพืน้ ท่ีขายของที่ระลกึ สินค้าพืน้ เมืองของชมุ ชน และนา้ ด่มื ตงั้ อยู่
ด้านหน้าจากนนั้ เดนิ เข้ามาภายในสวนหยอ่ มขนึ ้ สะพานที่ได้จดั ทาไว้แบบวงกลมยกสงู เหนือพืน้ ดนิ เล็กน้อย
แตล่ ะจดุ จดั ทาเป็นระเบยี งสะพานย่ืนออกไปสาหรับเป็นพืน้ ท่ีนงั่ เลน่ พกั ผอ่ น จากอากาศท่ีร้อนอบอ้าว
ภายนอก เม่ือได้เข้ามาอยภู่ ายใต้ร่มไม้ใหญ่รู้สกึ ได้ถึงความเยน็ สบายและร่มรื่น นงั่ เลน่ นอนเลน่ เดนิ เลน่
รอบสะพานแบบเพลินใจ ช่วงนีต้ ้นไม้กาลงั ออกดอกบานสีชมพสู วยงามโดยส่วนตวั รู้สึกวา่ การสร้างสะพาน
ให้เดนิ แบบนีด้ ีมาก เพราะทาให้ไมไ่ ปเหยียบหรือนง่ั บนรากไม้ อยากนง่ั พกั ผอ่ น ถา่ ยรูปชมบรรยกาศ ก็มี
พืน้ ที่เป็นวดั สว่ นคอื นง่ั บนขอบสะพานได้เลย ใครท่ีชอบถา่ ยรูปถา่ ยจากบนสะพานก็สวยเหมือนกนั ได้
มมุ มองท่ีสวยไปอีกแบบหนง่ึ ถา่ ยภาพสนกุ ได้เหมือนเดมิ แถมเป็นมติ รกบั สง่ิ แวดล้อมไมท่ าลายธรรมชาติ
ด้วย ที่สาคญั ควรปฏิบตั ติ ามกฎ พยามเดนิ บนสะพาน อย่าลงไปเหยียบรากต้นไม้หรือพืน้ หญ้าด้านลา่ ง
เพราะวนั ที่เดนิ ทางไปยงั เหน็ มีคนลงไปเดนิ บนพืน้ หญ้าอยู่ ทงั้ ๆที่เขียนป้ ายห้ามไว้อย่างชดั เจนนอกจาก
ทางเดนิ วงกลมรอบต้นจามจรุ ียกั ษ์แล้ว ยงั มีการทาสะพานทอดยาว เชื่อมไปยงั พืน้ ที่ได้นอก กลายเป็นมมุ
ถ่ายรูปไปอีก หนั มองกลบั มาจากสะพานก็จะเห็นภาพของต้นจามจรุ ีแบบครอบคลมุ ทงั้ ต้นหรือหากอยาก
ถ่ายภาพให้เห็นต้นไม้ทงั้ ต้น ได้มมุ ท่ีเหน็ ก่ิงก้าน สาขา แบบชดั เจน เดนิ ลงมาท่ีสวนหยอ่ ม มีการจดั ทา
ทางเดนิ ไว้ มองจากมมุ นีก้ ็ได้เห็นแบบครอบคลมุ แถมมีสะพานมาเพิ่ม ได้องค์ประกอบที่สวยไปอีกมมุ หนงึ่
แวะมาถา่ ยภาพเซลฟ่ี กบั ต้นจามจรุ ียกั ษ์หรือจะเป็นภาพพาโนรามาในมมุ กว้าง สวยงามนา่ ประทบั ใจ มา
เท่ียวเมืองกาญจนบรุ ี ไม่ควรพลาด
เข่ือนศรีนครินทร์
เขื่อนศรีนครินทร์ (ช่ือเดมิ เข่ือนเจ้าเณร) เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แหง่ แรกของโครงการพฒั นาลมุ่ นา้ แม่
กลอง สร้างขนึ ้ บนแม่นา้ แควใหญ่ บริเวณบ้านเจ้าเณร ตาบลทา่ กระดาน อาเภอศรีสวสั ด์ิ จงั หวดั
กาญจนบรุ ี กนั้ แมน่ า้ แควใหญ่นบั เป็น เข่ือนแหง่ ท่ี 8 ในจานวน 17 แหง่ ที่การไฟฟ้ าฝ่ ายผลิตแหง่ ประเทศ
ไทย (กฟผ.) สร้างขนึ ้ เพ่ือ อานวยประโยชน์ทางด้านตา่ งๆ ตลอดจนชว่ ยพฒั นาชีวิต ความเป็นอยขู่ อง
ราษฎร และสง่ เสริมให้เป็น แหลง่ ทอ่ งเท่ียวท่ีสวยงาม
เขื่อนศรีนครินทร์ก่อกาเนดิ ขนึ ้ เพื่ออานวยประโยชน์ตอ่ ชีวิตความเป็นอยขู่ องประชาชน และการพฒั นา
ประเทศ ปัจจบุ นั ได้กลายเป็ นแหลง่ ทอ่ งเที่ยว และสถานท่ีพกั ผอ่ นที่สาคญั แหง่ หนงึ่ ในจงั หวดั กาญจนบรุ ี แต่
ละปี จะมีนกั ทศั นาจรหลง่ั ไหลเข้าไปเที่ยวชมอยา่ งมากมาย นบั เป็นสถานท่ีเชิดหน้าชตู าของประเทศไทยอีก
แหง่ หนง่ึ
วัดถา้ พุหว้า
วดั ถา้ พหุ ว้า ตงั้ อย่ทู ี่ตาบลหนองหญ้า อาเภอเมือง จงั หวดั กาญจนบรุ ี ตวั วดั เป็นศลิ ปะแบบขอมประยกุ ตท์ ี่
สวยงาม เป็นวดั ป่ าอยใู่ นอ้อม กอดของขนุ เขามีบรรยากาศร่มร่ืน เงียบสงบ แตเ่ ดมิ วดั แหง่ นีม้ ีถา้ เป็นอโุ บสถ
แตป่ ัจจบุ นั ได้รับการ บรู ณะให้สวยงามอลงั การด้วยการสร้างอโุ บสถหินทรายมีการแกะสลกั ลวดลายรอบ
อโุ บสถได้ออ่ นช้อยงดงามครอบตวั ถา้ เอาไว้ เม่ือเดนิ เข้าไปในพระอโุ บสถก็จะถงึ ปากทางเข้าถา้ ซงึ่ ภายใน
ถา้ มีหินงอกหินย้อยสวยงามตามธรรมชาตมิ ีปลอ่ งแสงภายในถา้ เพื่อให้แสงสอ่ ง ลงมา มีพระพทุ ธรูปหลาย
องค์ รวมถงึ พระบรมสารีริกธาตทุ ี่อญั เชิญมาจากสหภาพเมียนมาร์ประดษิ ฐานไว้ให้นกั ทอ่ งเท่ียว ได้
สกั การะบชู า
เรือเทวดา วดั ใต้
วดั ไชยชมุ พลชนะสงคราม หรือ วดั ใต้ ตงั้ อยเู่ ลขท่ีถนนไชยชมุ พล ตาบลบ้านใต้ อาเภอเมืองกาญจนบรุ ี
เป็นวดั พระอารามหลวง สร้าง ในสมยั กรุงศรีอยธุ ยาตอนปลายครับ วดั นีต้ งั้ อยบู่ นริมแมน่ า้ แคว ทางทิศใต้
เป็นวดั สาคญั ทางประวตั ิศาสตร์ระหวา่ งสงครามไทย รบกบั พมา่ มาแตโ่ บราณ สว่ นมากทพั พมา่ จะต้องยก
ทพั มาทางดา่ นพระเจดยี ์ ๓ องค์ ผา่ นตรงเข้าจงั หวดั กาญจนบรุ ีแทบทกุ ครัง้ และ กองทพั ไทย ท่ียกออกไป
ตอ่ ต้านทพั พมา่ ก็จะต้องมาพกั แรมประชมุ พลที่ตาบลปากแพรก หรือบริเวณอาณาเขตวดั ไชยชมุ ชนะ
สงคราม แทบทกุ ครัง้ ท่ีวดั ไชยชมุ พลชนะสงคราม มีพระเจดยี ์เก่าแกอ่ งหนง่ึ อยใู่ กล้พระอโุ บสถหลงั เกา่
ตงั้ อยรู่ ิมตลิง่ พระเจดีย์องคน์ ีม้ ีชื่อทาง โบราณคดี กรมศลิ ปากรได้จดั ขนึ ้ ทะเบยี นเป็นโบราณสถานไว้
นอกจากความสาคญั ด้านประวตั ศิ าสตร์แล้วสง่ิ ท่ีโดดเดน่ ของวดั ใต้ ก็คือ เรือเทวดาอันงดงาม ที่ตงั้ โดดเดน่
อยภู่ ายในวดั ซงึ่ สร้างเพื่อใช้เป็นเมรุสาหรับตงั้ ศพของเจ้าอาวาสองค์เก่า หลงั จากพิธีศพเสร็จสิน้ ไป เรือ
เทวดkจงึ กลายเป็นส่ิงก่อสร้างท่ีโดดเดน่ ที่ดงึ ดดู ใจให้นกั ทอ่ งเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือน
หนิ เทพช้าง วดั ทพั ศลิ
หนิ เทพช้าง ตงั้ อยใู่ นวดั ทพั ศิลา ตาบลชอ่ งสะเดาอาเภอเมือง มีลกั ษณะเป็ นกลมุ่ หินมีรูปร่างคล้ายช้าง
หมอบอยู่ และจมอยทู่ ่ีพืน้ ที่เกือบคร่ึงตวั ภายใต้อาคารมีหลงั คาคลมุ ทรงแปดเหล่ียม มีระดบั ความลกึ ลงไป
จากระดบั พืน้ ดนิ ปรกตปิ ระมาณ 2 เมตร มีความเช่ือตอ่ ๆ กนั มาวา่ เทพช้างมีความศกั ดส์ิ ิทธ์ิมาก หากใคร
ที่ได้มีโอกาสมาจดุ ธปู อธิษฐาน และนาผลไม้ท่ีช้างชื่นชอบ อาทิ กล้วย อ้อย สปั ปะรด ฯลฯ มาถวายแด่
“เทพช้างวดั ทพั ศลิ า” และขอพรท่ีตนปรารถนา ก็จะได้ตามสงิ่ ท่ีปรารถนา นอกจากนีภ้ ายในวดั ยงั มี พระ
ธาตอุ ินทร์แขวนจาลอง ตงั้ อยบู่ นเนินเขาบริเวณด้านหลงั ของวดั ทพั ศลิ า อีกด้วย
ทางรถไฟสายมรณะ
หากนบั หมอนหนนุ รางรถไฟมีเทา่ ไหร่ จานวนผ้คู น-เชลยศกึ ที่ถกู เกณฑ์มาสร้าง ทางรถไฟ สายนีก้ ็ตายไป
เทา่ นนั้ ” นี่คือคาเลา่ ขานถึงเส้นทางรถไฟสายประวตั ศิ าสตร์ ไทย-พมา่ ระยะทางกวา่ 415 กิโลเมตรนี ้
คอื ความหฤโหด ทารุณ และยากลาบาก ของสง่ิ ที่เชลยศกึ ได้รับ จนได้รับการขนานนาม วา่ “เส้นทางรถไฟ
สายมรณะ” ปัจจบุ นั การรถไฟแหง่ ประเทศไทยเปิ ดเดินรถบนเส้นทางสาย ธนบรุ ี-นา้ ตกทกุ วนั และจดั
รถไฟขบวนพิเศษสายกรุงเทพฯ – นา้ ตก ทกุ วนั เสาร์ อาทติ ย์ และวนั หยดุ ราชการ จดุ ที่นกั ทอ่ งเที่ยวให้
ความสนใจมาก คอื ชว่ งสะพานข้ามแมน่ า้ แควและชว่ งโค้งมรณะหรือ ถา้ กระแซซงึ่ เป็นสะพานโค้งเลียบ
แมน่ า้ แควน้อยยาวประมาณ 400 เมตร ทิวทศั น์ตลอดเส้นทางนีส้ วยงามมาก ท่ีเส้นทางรถไฟ จะลดั เลาะ
ไปตามเชิงผาเลียบไปกบั ลานา้ แควน้อย โดยจะ ว่ิงเลียบผา่ นและจอดท่ีสถานีถา้ กระแซเวลา 13.30 น.
ซงึ่ หากใครขบั รถมาชม ด้วยตวั เองเองก็มารอท่ีถา้ กระแซและควรมาก่อนชว่ งเวลาซกั เล็กน้อย
นา้ ตกห้วยแม่ขมนิ้
นา้ ตกห้วยแมข่ มิน้ ตงั้ อยบู่ ริเวณท่ีทาการอทุ ยานฯริมทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ นา้ ตกห้วยแมข่ มิน้ แบง่
ออกเป็น 7 ชนั้ แตล่ ะชนั้ มีความสงู และความงดงามตา่ งกนั ไป ทางอทุ ยานฯได้ทาเส้นทางเดนิ สาหรับขนึ ้ ไป
ชมนา้ ตกแตล่ ะชนั้ และยงั เป็ นเส้นทางเดนิ ศกึ ษาธรรมชาติ มีสภาพสวยงามเป็นอยา่ งยิง่ ทวั่ บริเวณร่มรื่น
ด้วยพนั ธ์ุไม้ป่ านานาชนิด นา้ ตกไหลมาจากต้นนา้ ของเทือกเขากะลาซง่ึ เป็นป่ าดบิ เขาแล้ง ทางทศิ
ตะวนั ออกของอทุ ยานฯ และไหลลงสอู่ า่ งเก็บนา้ เข่ือนศรีนครินทร์ นบั เป็นนา้ ตกท่ีสวยที่สดุ แหง่ หนงึ่ ของ
กาญจนบรุ ี
ถา้ ธารลอด อุทยานแห่งชาตเิ ฉลมิ รัตนโกสนิ ทร์
อทุ ยานแหง่ ชาตเิ ฉลมิ รัตนโกสินทร์ ตงั้ อยใู่ นท้องที่อาเภอศรีสวสั ด์ิ จงั หวดั กาญจนบรุ ี เป็นอทุ ยานแหง่ ชาตทิ ่ี
มีเนือ้ ที่ไมม่ าก แตม่ ีสภาพป่ าอดุ มสมบรู ณ์และมีจดุ เดน่ และธรรมชาตทิ ี่สวยงาม เชน่ นา้ ตก หน้าผา และถา้
ธารลอดท่ีนบั วา่ เป็นสิง่ มหศั จรรย์ท่ีเกิดจาก การยบุ ตวั ของหินปนู ประกอบกบั การกดั เซาะของนา้ ทาให้เขา
หนิ ปนู กลายเป็ นสะพานธรรมชาตขิ นาดมหมึ า และมีหลกั ฐานแสดงถงึ ด้านประวตั ิศาสตร์เป็ นทางเดินทพั
ของพมา่ และกองทพั ญี่ป่ นุ สถานที่ท่องเที่ยวที่นา่ สนใจอทุ ยานแหง่ ชาตเิ ฉลมิ รัตนโกสินทร์ มีหลกั ฐานท่ี
นา่ สนใจ กล่าวคือ สนั นษิ ฐานวา่ บริเวณนีอ้ ยใู่ นเส้นทางที่กองทพั พมา่ ยกมาตกี รุงศรีอยธุ ยา พบซากอาวธุ
โบราณ โครงกระดกู เคร่ืองรางของขลงั อยกู่ ระจายทว่ั ไป และในสมยั สงครามโลกครัง้ ที่ 2 กองทพั ญี่ป่ นุ ก็ได้
เดนิ ทพั ผา่ นบริเวณนีเ้ชน่ กนั
เส้นทางวดั ถา้ ธารลอดใหญ่ก่อนถึง ที่ทาการอทุ ยานจะมีป้ าย บอกไว้ ระยะทาง 35 กิโลเมตร แตจ่ ะใช้
เวลาในการการเดนิ ทางจากท่ีทาการอทุ ยานฯประมาณ 1 ชวั่ โมงคร่ึงเส้นทางคดเคีย้ วเส้นทางบางชว่ ง เป็น
ดนิ ลกู รัง แตร่ ถทกุ ชนิดสามารถเข้าไปถงึ ได้แตต่ ้องใช้ระยะเวลาซกั หนอ่ ย
อุทยานแห่งชาตทิ องผาภูมิ
ยา่ งเข้าสฤู่ ดฝู น อยากไปสมั ผสั ความสดช่ืนของไอฝนและความเขียวขจีที่กาญจนบรุ ี ชื่อของ อาเภอทองผา
ภมู ิ ยงั เข้ามาอยใู่ นความคดิ เสมอ เส้นทางนีม้ ีสถานที่ท่องเท่ียวนา่ สนใจหลายจดุ ในสว่ นของ อทุ ยาน
แหง่ ชาตทิ องผาภมู ิ เป็นจดุ ทอ่ งเที่ยวระหวา่ งทางไปยงั หมบู่ ้านอีตอ่ ง ที่นกั ทอ่ งเท่ียวไมค่ วรพลาด เลีย้ วรถ
เข้าไปสมั ผสั กบั บรรยากาศท่ีเขียวขจีสดชื่น จากต้นไม้สงู ใหญ่และพืชพรรณท่ีขนึ ้ ปกคลมุ โดยรอบ แถมยงั มี
จดุ ชมววิ ที่สามารถมองเหน็ วิวทวิ เขาและเขื่อนวชิราลงกรณ์ได้อยา่ งสวยงาม มีนา้ ตกจ๊อกกระดนิ่ นา้ ตกเลก็
ที่มีความสวยงามของแอง่ นีฟ้ ้ า สามารถเดนิ ทางเข้าถึงได้ไมย่ ากเหมือนเม่ือก่อนอีกตอ่ ไป เป็ นอทุ ยานท่ีเม่ือ
ได้แวะเข้าไปแล้ว ชว่ ยสร้างความสดช่ืนและผอ่ นคลายได้เป็นอยา่ งดีหากเดนิ ทางมาจากตวั เมืองกาญจนบรุ ี
ใช้เวลาประมาณเกือบสองชวั่ โมง เข้าสตู่ าบลปิล๊อคผา่ นเส้นทางอนั คดเคยี ้ ว ก็มาถงึ อทุ ยานฯทองผาภมู ิ
การทอ่ งเที่ยวอทุ ยานในยคุ New normal เร่ิมต้นจากใสแ่ มส วดั อณุ หภมู ิ จากนนั้ ลงชื่อ และชาระ
คา่ บริการเข้าชม บริเวณทางเข้าอทุ ยาน ไมต่ ้องจองหรือลงชื่อผา่ นแอพก็ได้ เพราะอทุ ยานคนไมไ่ ด้เข้าชม
เยอะขนาดนนั้ สามารถ walk in เข้าไปได้เลย ขบั รถเข้ามาจอดในบริเวณลานจอดรถ ก็เดินเท่ียวชมตาม
จดุ ตา่ งๆ ซงึ่ ไฮไลท์ของการเท่ียวของท่ีน่ี คือ จดุ ชมวิวทงั้ 3 จดุ คอื จดุ ชมวิวเนนิ กกุ ดอย จดุ ชมววิ เนิน
ช้างพลาย และจดุ ชมวิวเนนิ ช้างศกึ ท่ีจดั ทาเป็นระเบียงยื่นออกไปสามารถชมววิ ทวิ ทศั น์ได้ในมมุ มองท่ี
แตกตา่ งกนั ไปมาเที่ยวในชว่ งฤดฝู น นอกจากจะได้สมั ผสั กบั ความร่มรื่นของต้นไม้ บรรยากาศเขียวขจีของ
ด้วยมอสและตะไคร่นา้ ท่ีเกาะบริเวณทางเดนิ และพืน้ ผิวตา่ งๆ ชว่ ยเพม่ิ ความสดชื่นและสบายตาได้มาก
ยง่ิ ขนึ ้ ระหวา่ งางเดนิ ไปยงั จดุ ชมววิ ในแตล่ ะจดุ มีโต๊ะเก้าอีส้ าหรับนง่ั เลน่ พกั ผอ่ น ฟังเสียงนกเสียงไม้ได้แบบ
เพลินๆจดุ ชมววิ เนนิ ช้างเผือก เป็นจดุ ชมววิ ที่สามารถมองเห็นวิวของเขาช้างเผือกอนั เขียวขจีอยเู่ บือ้ งหน้า
หากมาในชว่ งฝนตกใหมๆ่ อาจได้เห็นสายหมอกฝนลอยคลอเคลียเหนือยอดเขียวตดั กนั อยา่ งสวยงาม เขา
ช้างเผือก เป็ นอีกเส้นทางเดินป่ ายอดนิยมของนกั ผจญภยั ท่ีหากเอ่ยช่ือแล้วน้อยคนนกั ที่จะไมร่ ู้จกั ถดั จากจดุ
ชมวิวเนนิ ช้างเผือก คือ จดุ ชมววิ เนินช้างพลาย ท่ีจดั ทาเป็นระเบียงชมววิ เชน่ กนั แตร่ ะเบียงชมวิวจะอยใู่ น
ระดบั ที่ตา่ ลงอีกนิด แตส่ ามารถมองเหน็ ววิ ทวิ เขาได้แบบกว้างไกลและสวยงามมาก จดุ นีจ้ ะเหน็ ทงั้ ทิวเขา
ข้างเผือกและเข่ือนวชริ ลงกรณ์ที่อย่ดู ้านลา่ งแบบไกลๆ สาหรับเราเป็นจดุ ชมวิวที่สวยที่สดุ ของอทุ ยานฯ
เตม็ อิม่ ไปกบั ความเขียวขจีและความอดุ สมบรู ณ์ของต้นไม้ที่ปกคลมุ ทิวเขา ถ่ายรูปจนเพลินมาถงึ จดุ ชมววิ
ตอ่ ไป จดุ ชมววิ เนินกดู ดอย ระหวา่ งทางเดนิ มีต้นกดุ ดอยที่ขนึ ้ ระหวา่ งทาง จงึ เป็ นที่มาของช่ือ จดุ ชมววิ แหง่
นีจ้ ะไมก่ ว้างเหมือนสองจดุ แรก จะมองเหน็ วิวภเู ขาได้ในมมุ ท่ีแคบกวา่ แตใ่ ห้ความรู้สกึ ใกล้ชดิ กบั ภเู ขามาก
ขนึ ้ อีกนิดหลงั จากเที่ยวยงั จดุ ชมวิวตา่ งๆภายในอทุ ยานแล้ว เดนิ ทางตอ่ ไปยงั นา้ ตกจ๊อกกระดนิ่ นา้ ตกท่ีมี
ช่ือเสียงโดง่ ดงั แหง่ หนงึ่ ของอทุ ยานแหง่ ชาตทิ องผาภมู ิ อยหู่ า่ งจากอทุ ยานฯ ประมาณ 3 กิโลเมตร เส้นทาง
เข้าไปยงั นา้ ตกจ๊อกกระดน่ิ เป็ นคอนกรีตตลอดทางรถทกุ ชนดิ สามารถขบั เข้าไปได้ อาจมีโค้งชนั ชว่ งหนง่ึ ที่
สนั้ ๆท่ีชนั และแคบ แตม่ ีเจ้าหน้าที่คอยมาโบกให้สลบั กนั ว่ิง ซงึ่ จะแตกตา่ งจากเมื่อก่อน ท่ีต้องใช้รถ
กระบะโฟรวิวเทา่ นนั้ เมื่อมาถึงแล้วสามารถแสดงบตั รเข้าที่ซือ้ จากตอนแวะไปยงั ตวั อทุ ยานฯได้ โดยไม่ต้อง
เสียคา่ บริการใหม่ หรือถ้าแวะนา้ ตกจ๊อกกระดน่ิ ก่อน สามารถนาบตั รเข้าชมยงั จดุ ชมวิวภายในอทุ ยานทอง
ผาภมู ิได้ โดยไมต่ ้องเสียคา่ บริการใหมเ่ ชน่ กนั แตต่ ้องใช้บตั รในวนั เดยี วกนั จากจดุ เก็บเงินเดนิ เท้าเข้าไปไมก่ ี่
ร้อยเมตร จะถึงตวั นา้ ตก ระหวา่ งทางได้สมั ผสั ธรรมชาติ และลาธารใสขนาดเลก็ ที่ไหลมาจากตวั นา้ ตก
สามารถแวะไปนงั่ เลน่ ในลาธาร ชลิ ไปกบั บรรยากาศได้นา้ ตกจ๊อกกระดนิ่ เป็นนา้ ตกที่มีเพียงชนั้ เดียวไหล
ผา่ นหน้าผาอนั สงู กวา่ 30 เมตร ความพเิ ศษของนา้ ตก คอื มีแอง่ นา้ ขนาดใหญ่ท่ีเป็ นสีครามปนเขียว มีนา้
ไหลตลอดทงั้ ปี และนา้ ใสมาก ถงึ แม้จะเป็นนา้ ตกที่มีเพียงชนั้ เดียว แตม่ ีความสวยงามด้วยสายนา้ ท่ีไหล
ผา่ นหน้าผาสงู ลงสพู่ ืน้ ลา่ ง แตกกระจายกลายเป็นกลมุ่ ไอนา้ ลอยตวั ขนึ ้ มา บวกกบั อากาศที่สดช่ืน
ธรรมชาติ ต้นไม้ ป่ าเขาท่ีล้อมรอบ ทาให้เป็ นนา้ ตกท่ีมองแล้วสบายตาและหายเหนื่อยอทุ ยานแหง่ ชาติทอง
ผาภมู ิ กบั ความอดุ มสมบรู ณ์ของธรรมชาติ เหมาะสาหรับคนที่ชอบป่ าไม้ และรักธรรมชาติ ไปแล้วต้องไป
อีก ไปกี่ครัง้ ก็ให้รู้สกึ ผ่อนคลายและมีความสขุ
จุดชมววิ ป้ อมป่ี อุทยานแห่งชาตเิ ขาแหลม
จดุ ชมววิ ป้ อมปี่ อยรู่ ิมอา่ งเก็บนา้ เข่ือนเขาแหลม หา่ งจากท่ีทาการอทุ ยานแหง่ ชาตเิ ขาแหลม ประมาณ 2
กิโลเมตร ด้านหนงึ่ ของ ป้ อมป่ี ถกู โอบไว้ด้วยขนุ เขาท่ีเขียวขจีไปด้วยพรรณไม้ สว่ นอีกด้านคือ ผืนนา้ อนั นงิ่
สงบของอา่ งเก็บนา้ เข่ือนวชิราลงกรณ์ เหมาะแก่การพกั ผ่อนหยอ่ นใจ กางเตน็ ท์พกั แรมและทากิจกรรม
ตา่ งๆอยา่ งเชน่ เลน่ นา้ ดนู ก ตกปลา พายเรือ นอกจากนีย้ งั พบ เห็นนกบางชนิด เชน่ นกเหงือก นกกระเตน็
อกขาว เขียวก้านตองปี กฟ้ า ฯลฯ สาหรับนกั ทอ่ งเท่ียวท่ีช่ืนชอบกิจกรรมทางนา้ สามารถเลน่ นา้ พายเรือ นงั่
เรือชื่นชมความสวยงามของอา่ งเก็บนา้ ได้ นอกจากนีป้ ้ อมป่ี ยงั เป็นจดุ ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยมากอีก แหง่
หนง่ึ มองเหน็ พระอาทิตย์สีแดงส้มคอ่ ยๆคล้อยต่าลงแล้วหายไปในเนินเขาที่อยหู่ า่ งไกลออกไป
สะพานมอญ
สะพานอตุ ตมานสุ รณ์ หรือที่นิยมเรียกกนั วา่ สะพานมอญ เป็นสะพานไม้ท่ียาวที่สดุ ในประเทศไทย มีความ
ยาว 850 เมตร และเป็ นสะพานไม้ที่ยาวเป็นอนั ดบั 2 ของโลกรองจากสะพานไม้อเู บง็ ในประเทศพมา่
เป็นสะพานท่ีข้ามแมน่ า้ ซองกาเรีย ที่ตาบลหนองลู อาเภอสงั ขละบรุ ี จงั หวดั กาญจนบรุ ี
สะพานนีส้ ร้างขนึ ้ โดยดาริของ หลวงพอ่ อตุ ตมะ เจ้าอาวาสวดั วงั ก์วเิ วการาม ในปี พ.ศ. 2529 จนถึง พ.ศ.
2530 โดยใช้แรงงานของชาวมอญ เป็นสะพานไม้ที่ใช้สญั จรไปมาของชาวมอญและชาวไทยที่อาศยั อยู่
บริเวณนี ้ปัจจบุ นั เป็นสถานท่ีทอ่ งเท่ียวที่มีช่ือเสียงแหง่ หนง่ึ ของจงั หวดั กาญจนบรุ ี
ในวนั ท่ี 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เวลา 18.30 น. สะพานอตุ ตมานสุ รณ์ได้พงั ทลายขาดเป็น 2 ทอ่ น
ในชว่ งกลางสะพาน ความยาวประมาณ 30 เมตร เนื่องจากเกิดเหตฝุ นตกหนกั ตดิ ตอ่ กนั นานถงึ 3 วนั ทา
ให้เกิดนา้ ป่ าไหลเช่ียวกรากจากทงุ่ ใหญ่นเรศวร พดั ขยะตอไม้ลงสแู่ มน่ า้ ซองกาเลีย ปะทะกบั เสาสะพานทา
ให้เกิดขาดกลาง และเสียหายเพิ่มเป็น 70 เมตร ในเที่ยงของวนั ตอ่ มา
หลงั จากผา่ นไป 1 ปี การซอ่ มแซมสะพานแหง่ นีก้ ็ยงั ไมเ่ สร็จ และเกินสญั ญาวา่ จ้าง 120 วนั เน่ืองจากมี
ปัญหาด้านบริษทั ผ้รู ับเหมาท่ีมีปัญหาไมส่ ามารถนาไม้ท่ีต้องขนสง่ มาจากภาคอีสานมาซอ่ มแซมได้
เนื่องจากเกรงวา่ จะผดิ กฎหมาย
ในที่สดุ สะพานอตุ ตมานสุ รณ์ก็ได้รับการสร้างจากทหารชา่ งจากกองพลทหารราบที่ 9 (พล.ร.9) คา่ ยสรุ
สีห์ ร่วมกบั ชาวบ้านอาเภอสงั ขละบรุ ี ใช้เวลาเพียงแค่ 29 วนั และมีพธิ ีเปิดใช้อีกครัง้ อยา่ งเป็นทางการใน
วนั ท่ี 18 ตลุ าคม พ.ศ. 2557 ซงึ่ เป็นวนั ครบรอบชาตกาล 104 ปี หลวงพอ่ อตุ ตมะ โดยจะมีการแสดง
แสงสีเสียงด้วย
วัดแท่นหนิ ลาภาชี
วดั หินแทน่ ลาภาชี ตาบลหนองไผ่ อาเภอดา่ นมะขามเตยี ้ จงั หวดั กาญจนบรุ ี อีกหนงึ่ วดั ท่ีสวยงามของ
จงั หวดั มีอโุ บสถบนสาเภาแก้ว สีขาว ประดษิ ฐานอยบู่ นเรือหงส์ มีรูปปัน้ ของสมเดจ็ พระพฒุ จารย์โตสีทอง
องค์ใหญ่ด้านหน้าวดั สาหรับความหมายของโบสถ์แก้ว ประดษิ ฐานอยบู่ นเรือหงส์นนั้ สีขาวของโบสถ์
หมายถงึ กระจกขาว หมายถึง พระพทุ ธเจ้าเป็นผ้ทู รงพระคณุ อนั ประเสริฐที่เปลง่ ประกาย ไปทวั่ โลกมนษุ ย์
และจกั รวาล สว่ นเรือสพุ รรณหงส์ หมายถงึ การนาพามนษุ ย์ข้ามวฏั สงสารมงุ่ สพู่ ทุ ธภมู ิ ภายในอโุ บสถมีพระ
ประธาน ชื่อสมเดจ็ พทุ ธรัตนมนุ ีศรีโสธร ที่ล้อมรอบด้วยอสีตมิ หาสาวก หรือพระสาวกผ้ยู ิ่งใหญ่ 80 รูป
นอกจากนีย้ งั เป็นที่ประดษิ ฐาน หลวงพอ่ ทนั ใจ พระพทุ ธรูปศกั ดสิ์ ิทธิ์ของวดั อญั เชิญญาณจากพระพทุ ธรูป
ศกั ดสิ์ ิทธ์ิจากทวั่ ประเทศมาประดษิ ฐานไว้ในสว่ นพระเกศ
ด้านข้างของอโุ บสถมีเรือสพุ รรณหงส์ 2 ลา เป็ นท่ีประดษิ ฐานพระพทุ ธรูปศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ เชน่ หลวงพอ่ โสธร
หลวงพอ่ วดั บ้านแหลมและ หลวงพอ่ วดั ไร่ขงิ เป็นต้น ด้านหลงั ของโบสถ์มีท้าวกเุ วร หรือท้าวเวสสวุ ณั เป็น
อธิบดีแหง่ อสรู หรือยกั ษ์ หรือเป็นเจ้าแหง่ ผีเป็นหนงึ่ ในบรรดาท้าวจตโุ ลกบาลทงั้ สี่ผ้คู ้มุ ครองและดแู ลโลก
มนษุ ย์สถิตอยบู่ นสวรรค์
นอกจากนีส้ ่ิงศกั ดสิ์ ิทธ์ิในวดั อีกอยา่ งหนง่ึ คอื ศาลาประดิษฐาน 3 บรู พา พระมหากษัตริย์ในอดีต คือ
สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช สมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราช และพระปิยมหาราช หรือพระบาทสมเดจ็ พระ
ปรมนิ ทรมหาจฬุ าลงกรณ์ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั เป็ นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลท่ี ๕ แหง่ ราชวงศ์
จกั รี โดยผ้มู ีจิตศรัทธาสร้างถวาย โดยมีคตคิ วามเช่ือวา่ กษัตริย์ 3 พระองคน์ า่ จะเคยเสดจ็ ผา่ นสถานที่สร้าง
วดั
อุทยานประวัตศิ าสตร์ปราสาทเมืองสงิ ห์
ปราสาทเมืองสงิ ห์ มีจดุ มงุ่ หมายสร้างขนึ ้ เพ่ือเป็นพทุ ธศาสนสถานในพทุ ธศาสนา นิกายมหายานจากการ
ขดุ ตกแตง่ ของกรมศลิ ปากรที่คอ่ ยบรู ณะไป ตงั้ แตพ่ .ศ. 2478แตม่ าเริ่มบกุ เบกิ กนั จริงจงั เม่ือพ.ศ. 2517
แล้วเสร็จเป็นอทุ ยานประวตั ิศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2530 จงึ สวยงามดงั ที่เหน็ อยใู่ นวนั นี ้ปราสาทเมืองสิงห์นี ้
กลา่ ววา่ สถาปัตยกรรมและปฏิมากรรม คล้ายคลงึ กบั ของ สมยั พระเจ้าชยั วรมนั ท่ี 7(พ.ศ. 1720 -
1780) กษัตริย์นกั สร้างปราสาท แหง่ ขอม จากการขดุ แตง่ ของกรมศลิ ปากร พบศลิ ปกรรมท่ี สาคญั ย่ิงคอื
พระพทุ ธรูปนาคปรก พระโพธิสตั ว์อวโลกิเตศวรและนางปรัชญาปารมิตาและ ยงั พบรูปพระโพธิสตั ว์อวโลกิ
เตศวรเปลง่ รัศมีอีกองค์หนง่ึ รูปลกั ษณ์คล้ายกบั ท่ีพบในประเทศกมั พชู าปัจจบุ นั กรมศิลปากรได้นาไปเก็บ
รักษาอยทู่ ี่ พิพิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ พระนครแล้ว คงเหลือแตอ่ งคจ์ าลองไว้ จากศลิ าจารึกปราสาทพระ
ขรรคเ์ มืองพระนครประเทศกมั พชู า ซงึ่ จารึกโดย พระวีรกมุ ารพระราชโอรสของพระเจ้าชยั วรมนั ที่ 7จารึก
ช่ือเมือง 23 เมือง ท่ีพระเจ้าชยั วรมนั ท่ี 7 ทรงสร้างไว้ มีเมืองชื่อศรีชยั สงิ ห์บรุ ีซงึ่ สนั นิษฐาน กนั วา่ คือเมือง
ปราสาทเมืองสิงห์น่ีเองและยงั มีชื่อของเมืองละโวธยปรุ ะหรือละโว้หรือลพบรุ ีท่ีมีพระปรางคส์ ามยอดเป็น
โบราณ วตั ถรุ ่วมสมยั แตใ่ นเรื่อง ดงั กลา่ วรองศาสตราจารย์ศรีศกั รวลั ลิโภดมเหน็ วา่ การท่ีนาเอาช่ือเมืองที่
คล้ายคลงึ กนั ในลมุ่ แมน่ า้ เจ้าพระยา ไปเปรียบเทียบกบั บรรดาเมืองในเส้นทาง คมนาคมใน จารึกปราสาท
พระขรรค์อยา่ งงา่ ยๆ โดยไมค่ านงึ ถึงหลกั ภมู ิศาสตร์ เทา่ กบั เป็น การบดิ เบือนความจริงอยา่ งมกั งา่ ยเพราะ
บรรดาปราสาทขอม ท่ีเรียกว่าอโรคยาศาลนนั้ มกั พบในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ มีพบบ้างในบางสว่ นของ
จงั หวดั ปราจีนบรุ ี
ซง่ึ ปัจจบุ นั ได้แยกเป็นจงั หวดั สระแก้ว และมีรูปแบบแตกตา่ งจากปราสาทขอมท่ีพบ ในลมุ่ แมน่ า้ เจ้าพระยา
อยา่ งสิน้ เชิง ตรงข้ามกบั บรรดาปราสาทของ ที่พบบนเส้นทางคมนาคมจากละโว้ถงึ เพชรบรุ ีและปราสาท
เมืองสงิ ห์ แตล่ ะแหง่ ก็มีรูปแบบที่แตกตา่ งออกไป จะมีความคล้ายคลงึ กนั แตร่ ูปเคารพ พระโพธิสตั ว์อวโลกิ
เตศวรและนางปรัชญาปารมิตา ท่ีบง่ ชีว้ า่ นา่ จะแพร่หลายมาจากเมืองละโว้ และพระโพธิสตั ว์บางองคน์ ามา
จากเมืองพระนคร ก็มีแตห่ ลกั ฐานทงั้ หมดก็มิได้ปฏิเสธ ความสมั พนั ธ์ทงั้ สงั คมและวฒั นธรรมระหวา่ งละโว้
กบั เมืองพระนครในกมั พชู าในสมยั รัชกาลท่ี 1 เมืองสิงห์เป็นเมือง หน้าดา่ น รัชกาลท่ี 4 โปรดให้เจ้าเมือง
สงิ ห์เป็น พระสมิงสิงห์บรุ ินทร์ แตส่ มยั รัชกาลที่ 5 เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็ นมณฑล เทศาภิบาลจงึ ยบุ
เมือง สงิ ห์เหลือแคต่ าบล
โบราณสถาน
โบราณสถานหมายเลข 1
เป็นปราสาทท่ีมีความโดดเดน่ และสมบรู ณ์กว่าโบราณสถานจดุ อื่น โดยตงั้ อยบู่ ริเวณใจกลางด้านหน้าของ
ตวั เมือง มีชานศลิ าแลงรูป กากบาท อยดู่ ้าน หน้าปราสาท ถดั ไปเป็นกาแพงแก้วล้อมรอบปราสาทและ
ประตกู าแพง ภายในกาแพงแก้วบริเวณด้านหน้าปราสาท เป็นลานศลิ าแลงซงึ่ ตอ่ กบั โคปรุ ะ (ซุ้มประต)ู
ตอ่ เน่ืองไปกบั ระเบยี งคดซงึ่ ล้อมรอบตวั ปราสาท บริภายในปราสาทมีบรรณาลยั ตงั้ อยู่ ด้านหน้าติดกบั
ระเบียงคด เป็ นท่ีเก็บตาราหรือ คมั ภีร์ตา่ งๆ ส่วนใจกลางคอื ปราสาทประธาน ซงึ่ ตงั้ อยบู่ นฐานปัทม์รูป
สี่เหลี่ยมยอ่ เก็จ มีมขุ ยื่นออกไปทงั้ สี่ด้าน สว่ นยอดของเรือนธาตไุ ด้ทลายลงไป ภายในปราสาทประทานเป็น
ท่ีประดษิ ฐานพระโพธิสตั ว์อวโลกิเตศว
โบราณสถานหมายเลข 2
เป็นปราสาทซงึ่ มีลกั ษณะคล้ายกบั โบราณสถานหมายเลข 1 แตม่ ีขนาดเลก็ กวา่ สภาพโบราณสถาน
คอ่ นข้างชารุดมาก ตวั ปราสาท ตงั้ อยบู่ นฐานเขียง รูปส่ีเหล่ียม ลดหลน่ั กนั 2 ชนั้ ล้อมรอบด้วยกาแพงแก้ว
บริเวณด้านหน้ามีลานกว้างก่อนเข้าสโู่ คปรุ ะด้านหน้า บริเวณด้านซ้ายและด้านขวาหลงั โคปรุ ะ เป็นระเบียง
คดซงึ่ มีแทน่ ฐานประตมิ ากรรมเรียงรายอยทู่ งั้ สองฝ่ัง ถดั ไปเป็นท่ีตงั้ ของสง่ิ ปลกู สร้างทงั้ 6 หลงั มีประสาท
ประตงั้ อยตู่ รงกลางด้านหน้า สว่ นด้านซ้าย ขวา และด้านหลงั เป็นโคปรุ ะ สว่ นบริเวณที่เหลือทงั้ สอง นนั้
เป็นซุ้ม ภายในโคปรุ ะ ปรากฏแทน่ ฐานประตมิ ากรรมรูปเคารพ ตงั้ อยภู่ ายใน จากการบรู ณะได้มีการค้นพบ
ประตมิ ากรรมและ แท่น ฐานประตมิ ากรรม วางเป็นแนวตามระเบียงคด จานวนมาก ประตมิ ากรรมที่พบ
ได้แก่ พระโพธิสตั ว์อวโลกิเตศวร นางปรัชญา ปารมติ า ลกั ษณะแบบอทิ ธิพลพืน้ เมืองปนอยมู่ า
โบราณสถานหมายเลข 3
ปรากฏเหลือเฉพาะสว่ นฐาน ซงึ่ มีขนาดเลก็ ก่อด้วยศลิ าแลง ตงั้ อย่บู นฐานเขียงรูปส่ีเหลี่ยม ได้มีการพบพระ
พมิ พ์เนือ้ ตะกว่ั ในบริเวณ นีอ้ ีกด้วย
โบราณสถานหมายเลข 4
ปรากฏเหลือเฉพาะแนวก่อของศลิ าแลง
หลมุ ขดุ ค้นทางโบราณคดี
หลมุ ขดุ ค้นทางโบราณคดี ตงั้ อยรู่ ิมแมน่ า้ ซง่ึ ขดุ ค้นพบทงั้ โครงกระดกู เครื่องมือเคร่ืองใช้ ภาชนะสาริด ดนิ
เผา เคร่ืองมือเหลก็ สร้อยคอทาด้วย ลกู ปัดหนิ และลกู ปัดแก้ว ซง่ึ ชีช้ ดั ว่าชมุ ชนเหลา่ นีเ้กิดขนึ ้ กอ่ นที่จะสร้าง
เมืองสงิ ห์ เพราะเป็นศพของคนท่ีตายมา 2,000 ปี แล้ว คงจะยคุ เดียวกบั คนในชมุ ชนบ้านเก่า
ด่านเจดยี ์สามองค์
พระเจดีย์สามองค์ เดมิ เป็นเพียงก้อนหนิ วางซ้อนๆ กนั สามกอง จงึ เรียกที่แหง่ นีว้ า่ หินสามกอง เป็ นท่ี
สกั การะของคนไทยโดยทว่ั ไปกอ่ นท่ีจะเดนิ ทางออกเขตแดนไทยเข้าสเู่ ขตแดนพมา่ แตค่ รัง้ โบราณ ตอ่ มาใน
ปี พ.ศ.2432 พระศรีสวุ รรณครี ี (ทะเจียงโปรย เสตะพนั ธ์) เจ้าเมืองสงั ขละบรุ ี ร่วมกบั ราษฎรในพืน้ ท่ี
กอ่ สร้างองคเ์ จดีย์ขนึ ้ บนหินสามกอง เจดีย์แตล่ ะองค์สงู ประมาณ 6 เมตร ตงั้ หา่ งกนั ประมาณ 5-6 เมตร
ซง่ึ ในปี พ.ศ.2546 กรมศลิ ปกรได้ดาเนินการขดุ แตง่ และพบฐานเจดีย์รูปทรงสี่เหล่ียมท่ีก่ออิฐอย่ดู ้านใต้ซง่ึ
สนั นิษฐานว่ามีการสร้างเจดีย์องค์เดมิ มาแล้วในสมยั กรุงศรีอยธุ ยา กรมศลิ ปากรได้ประกาศขนึ ้ ทะเบียน
พระเจดยี ์สามองคเ์ ป็นโบราณสถานของชาตใิ นปี พ.ศ.2498
ดา่ นเจดยี ์สามองคเ์ ป็นเขตสิน้ สดุ ชายแดนไทยด้านทศิ ตะวนั ตก ในอดีตเป็นช่องทางเดนิ ทพั ของไทยและ
พมา่ นกั ทอ่ งเท่ียวสามารถข้ามชายแดนเข้าไปชมตลาดพญาตองซูในเขตพมา่ โดยตดิ ตอ่ ทาเอกสาร/
หลกั ฐานได้ท่ีดา่ นตรวจคนเข้าเมืองสงั ขละบรุ ี
สวนสัตว์เปิ ดกาญจนบุรี
สวนสตั ว์เปิด ซาฟารีปาร์ค กาญจนบรุ ี จะให้ความรู้สกึ อีกแบบ คือ ได้ใกล้ชิดสตั ว์มากท่ีสดุ ทงั้ ในโซนเสือ
สิงโต ม้าลาย ยีราฟ จดุ เดน่ คือ ยีราฟยื่นหวั เข้ามากินอาหารในรถ ให้ได้ถ่ายภาพแบบใกล้ชิด สนกุ และ
ตืน่ เต้น ร้องกร๊ีด กนั ทงั้ คนั รถ นอกจากนีย้ งั มีทวั ร์ยีราฟแบบ private ที่ให้บริการรถสว่ นตวั นาเที่ยว
สามารถใกล้ชิดยีราฟและม้าลายได้มากขนึ ้ อีกด้วย รับรองวา่ ได้ภาพประทบั ใจกลบั บ้านไปแนน่ อนสวนสตั ว์
เปิดซาฟารีปาร์ค กาญจนบรุ ี ตงั้ อยใู่ นอาเภอบอ่ พลอย หา่ งจากตวั เมืองประมาณ 40 กิโลเมตร เปิ ด
ให้บริการทกุ วนั ตงั้ แตเ่ วลา 09.00–17.00 น. คา่ เข้าชมผ้ใู หญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท ท่ีนี่มีสตั ว์น้อยไม่
คอ่ ยหลากหลายมากเหมือนสวนสตั ว์ทว่ั ไป สว่ นใหญ่จะเป็น กวาง ยีราฟ ม้าลาย สงิ โต เสือดาว เป็นต้น
การเข้าไปชมมีรถนาเที่ยวพาเข้าไป เป็นรถบสั คนั เลก็ โดยเราสามารถนง่ั รถและให้อาหารสตั ว์จากในรถได้
โดยการเที่ยวชมใช้เวลาประมาณ 30 นาที หรือหากไมน่ งั่ รถบสั จะนารถสว่ นตวั เข้าไปได้ แตท่ างสวนสวั ต์จะ
ไมร่ ับผดิ ชอบในกรณีท่ีมีรอยขีดขว่ นจากสตั ว์เพราะตามที่บอกวา่ ท่ีน่ีคอื สวนสตั ว์เปิ ดสตั ว์จะวง่ิ รายล้อมเข้า
มาที่รถแบบใกล้ชิดถงึ รถ สว่ นใครที่อยากถ่ายภาพยีราฟแบบ private คดิ ราคาเพิ่มอีกคนละ 1000
บาท พร้อมอาหารคนละ 1 ถาด มากกวา่ นีซ้ ือ้ เพิ่มชดุ ละ 100 บาท โดยการเข้าชมแตล่ ะรอบใช้เวลา 20
นาที การจองทวั ร์ private ต้องจองลว่ งหน้าทางเพจของสวนสตั ว์เพียงชอ่ งทางเดียว ไมร่ ับจองทาง
โทรศพั ท์ รวมทงั้ การสอบถามข้อมลู อื่นๆติดตอ่ หลงั ไมคถ์ ามในเพจได้เลย มีพนกั งานคอยตอบตลอด
โทรศพั ท์จะไมค่ อ่ ยมีคนรับ เราจองทวั ร์แบบ private ไว้รอบ 10 โมง รถก็จะเป็นแบบในภาพเป็นรถคนั
เล็กลายม้าลายให้อารมณ์ซาฟารีนดิ ๆทวั ร์แตล่ ะรอบมีพนกั งานคอยดแู ล รวมทงั้ อธิบายถึงกฎและข้อปฏิบตั ิ
ตา่ งๆ มาถงึ แล้วเหมือนเจ้ายีราฟจะรู้วา่ อาหารมารีบเดนิ มากนั ใหญ่ โดยพนกั งานจะคอยกากบั ให้เรานง่ั
และยืน ในทา่ ตา่ งๆ ให้เราได้ถ่ายภาพสวย จากนนั้ เอาอาหารวางไว้ตรงรถเป็นจงั หวะให้มนั เข้ามา จากนนั้ ก็
ถา่ ยภาพ พอไมม่ ีอาหารยีราฟก็จะไมส่ นใจเราเลยคะ่ รีบเดนิ ออกหา่ ง แตพ่ อวางอาหาร ก็จะเข้ามากนั ใหม่
ตอนท่ียีราฟเข้ามา ก็รีบโพสตท์ า่ สดุ พลงั กนั ไปเลยคะ่ แนะนาวา่ อยากได้ภาพเยอะๆให้ซือ้ อาหารมาเพ่มิ
เพราะถาดเดียวไมพ่ อ ยีราฟกินแป๊ บเดียวหมด จะอย่ไู ด้แป๊ บเดียว ไมค่ ้มุ ราคาคนละ 1000 ที่เสียไป ไหนๆ
เสียเงินแล้วอยใู่ ห้เตม็ ที่ ซือ้ อาหารเพิ่มมาจากข้างนอกเลย หลงั จากให้อาหารกนั หน้ารถแล้ว พนกั งานก็บอก
ให้เราเข้าไปหลงั รถ แล้วก็กากบั ให้ยีราฟโผลห่ วั เข้ามาแบบนี ้เสียดายท่ีอาหารหมดแล้ว เลยได้ภาพมาไม่
เยอะ เพราะตามท่ีบอกยีราฟและมาลายจะมาตามอาหาร ถ้าไมม่ ีอาหารมนั จะไมเ่ หลียวแลเราเลยหลกั จาก
ทวั ร์ private แล้ว ก็มานง่ั รถบสั ไปชมสตั ว์กนั ตอ่ เพราะทางสวนสตั ว์ให้เสียคา่ เข้าตามปกติ ถงึ แม้จะซือ้
ทวั ร์ private ด้วยก็ตามเป็นไฟท์บงั คบั เทา่ กบั หากใครซือ้ ทวั ร์ไฟรเวทเพม่ิ 1 คน จะเสียเงินคนละ 1200
บาท รวมคา่ เข้า 200 บาทด้วย ราคาคอ่ นข้างสงู แตไ่ ด้ภาพยีราฟแบบเก๋ๆไมเ่ หมือนใครก็ถือวค่ ้มุ สาหรับ
ใครท่ีอยากให้อาหารมีขายอาหารใสก่ ระจาดพลาสตกิ เป็ นแครอทโดยต้องซือ้ เพิ่ม ราคา 1 ชดุ มี 4
กระจาดๆ ละ 100 บาท ก็แล้วแตเ่ ราวา่ จะซือ้ เท่าไหร่การเข้าชมด้วยรถบสั ภายในสวนสตั ว์มีทงั้ หมด 7 จดุ
แบง่ เป็นสว่ นโดยมีประตกู นั้ และแยกสตั ว์แตล่ ะชนิดออกจากกนั ข้อแตกตา่ งของสวนสตั ว์เปิ ดที่น่ีกบั สวน
สตั ว์เปิ ดในเมืองไทยท่ีอื่นๆ คือ สตั ว์ทงั้ หลายจะเดนิ เข้ามาใกล้รถของเราเพื่อมาขออาหาร ได้ป้ อนได้
ถา่ ยภาพและสมั ผสั กนั แบบใกล้ชิด โดยท่ีไมม่ ีกรงมาขวางกนั้ ไว้ สตั ว์ท่ีมีเยอะ คอื กวางสายพนั ธ์ุตา่ งๆ โซน
ตอ่ ไป เป็นท่ีอยขู่ องเสือ มีอย่ปู ระมาณ 3-4 ตวั นอนอยใู่ ต้แคร่ไม้ลวดลายสวยเลยทีเดียว สว่ นอีกตวั ก็
นงั่ เลน่ อยใู่ นพืน้ ที่ของมนั มีเสือแล้วก็ต้องมีสงิ โต เป็ นของคกู่ นั มาถึงจดุ สดุ ท้าย เหน็ ขายาวกาลงั เดินมาเลย
นน่ั ก็คือ ที่อยขู่ องยีราฟและม้าลาย มาถงึ ตรงนี่แหละ ท่ีเป็ นไฮไลท์ความสนกุ ของการมาเท่ียวสวนสตั ว์แหง่
นีเ้ลย นน่ั ก็คือ เราจะได้ป้ อนอาหารยีราฟแบบใกล้ชิด บางตวั ก็เอาหวั ย่ืนเข้ามาภายในรถ เพ่ือเข้ามาหา
อาหาร สร้างความสนกุ และต่นื เต้นให้กบั พวกเราทกุ คนในรถมากคะ่ ไมต่ ้องหว่ งวา่ มนั จะมาทาร้ายหรือ
อะไร มนั แคโ่ ผลค่ อมากินแครอทในกระจาดเท่านนั้ มนั เป็ นมิตรกบั เรามาก สามารถป้ อนอาหารให้มนั ได้เลย
กินอยา่ งนา่ เอ็นดมู าก นอกจากยีราฟแล้วก็มีเข้าม้าลายวิ่งเข้ามากินอาหารที่รถด้วย น่ีถ้ามนั คอยาวแบบ
ยีราฟก็คงโผลค่ อมาเหมือนกนั หลงั จากชมสตั ว์กนั แล้ว รถจะมาจอดยงั จดุ สดุ ท้าย เป็นการแสดงช้างและ
จระเข้ที่มีการแสดงเป็นรอบ ซงึ่ ระหวา่ งทางมีรูปปัน้ เตา่ กบั กระตา่ ยตวั ใหญ่ ให้เราได้ถ่ายภาพเก๋ๆ โดยการ
เข้าชมการแสดงต้องเสียเงินเพ่มิ หรือหากใครไมช่ มก็เดนิ เลน่ ถ่ายภาพไปได้ ตรงจดุ นีก้ ็จะเงียบๆ สกั หน่อย
กอ่ นกลบั แวะไปนงั่ จิบเคร่ืองดื่มท่ีร้านกาแฟด้านหน้า รับแอร์เย็นการได้มาเที่ยว ซาฟารีพาร์ค กาญจนบรุ ี
ถือวา่ เป็นประสบการณ์ท่ีสนกุ สนานไปอีกแบบ โดยเฉพาะตอนที่ยีราฟย่ืนหวั เข้ามา กรี๊ดกนั ทงั้ รถ หากจอง
แบบ private เพิ่มก็จะได้ภาพสวยกบั ยีราฟแบบแนบหวั มาใกล้ตวั เราเลย
วัดสระลงเรือ
วดั สระลงเรือ ตงั้ อยใู่ น ตาบลสระลงเรือ อาเภอห้วยกระเจา วดั นีม้ ีจดุ เดน่ และเร่ิมเป็นท่ีรู้จกั เมื่อมีการสร้าง
เรือสพุ รรณหงษ์จาลองท่ีใหญ่ ที่สดุ ในโลกสร้างขนึ ้ ในสระนา้ ขนาดใหญ่ของวดั มีลกั ษณะ สวยงามววิ จิตร
ตระการตาซงึ่ ด้านในเรือซง่ึ สามารถเข้าไปชมด้านในได้โดย บรรจพุ ระบรมสารีริกธาตไุ ว้ด้านบนเพ่ือกราบ
ไหว้บชู า เพื่อความเป็นสริ ิมงคล นอกจากนีภ้ ายในวดั สระลงเรือยงั มีสิง่ ศกั ดส์ิ ิทธ์ิ อีกมากมายได้แก่ หลวง
พอ่ ใหญ่องค์ดา รวมถงึ อโุ บสถของวดั ซง่ึ มี 2 ชนั้ จาลองเมืองนรกในชนั้ ล่างรอบโบสถ์มีเรือสพุ รณหงส์ขนาด
เลก็ ขนาบ และทางด้านรอบอโุ บสถ ยงั มีพระเกจชิ ่ือดงั ทกุ ภาคของประเทศ, เทพเจ้าของจีน และของไทย
อีกมากมาย และยงั ได้สร้างเมืองสวรรค์ และนรกไว้ใต้อโุ บสถ เพ่ือเตือนสตผิ ้คู นให้ทาแตค่ วามดี และกาลงั
กอ่ สร้างรูปเหมือนของสมเด็จพระพฒุ าจารย์ (โต พรหมฺรงสี) องคใ์ หญ่ที่สดุ ในโลก ขนึ ้ ไว้อีกองคห์ นงึ่
ประวตั ิวดั สระลงเรือ
วดั สระลงเรือ สนั นษิ ฐานวา่ สร้างขนึ ้ ในสมยั อยธุ ยาตอนกลาง คอื นา่ จะมีอายปุ ระมาณ 400 - 450 ปี หรือ
มากกวา่ นนั้ เล็กน้อยไมป่ รากฏ หลกั ฐานเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรใด ๆ เกี่ยวกบั วดั ดงั นนั้ จงึ ไมท่ ราบชื่อเดมิ
ของวดั ปี และบคุ คลที่กอ่ สร้าง หลกั ฐานที่หลงเหลืออยกู่ ็ได้แก่ โบราณวตั ถตุ า่ ง ๆ อนั ประกอบด้วย พระ
เจดยี ์และพระปรางค์แบบก่ออฐิ ถือปนู สงู ประมาณ 10 เมตร อยา่ งละ 1 องค์ ตงั้ อยคู่ กู่ นั พระเจดีย์ด้านทิศ
ใต้และพระปรางคด์ ้านทศิ เหนือ ซงึ่ คาดวา่ นา่ จะจาลองมาจากวดั มหาธาตุ จงั หวดั พระนครศรีอยธุ ยา
ด้านหน้าของ พระเจดีย์และพระปรางค์ เดมิ มีอาคารแบบกอ่ อิฐถือปนู ขนาดประมาณ 6 X 12 เมตร อยใู่ น
สภาพเกือบสมบรู ณ์ (ยกเว้นหลงั คาที่คงเสื่อม สภาพและอนั ตรธานไปตามกาลเวลา) อาคารนีเ้ข้าใจวา่
นา่ จะเป็นพระวหิ ารและนา่ จะเป็นประธานวตั ถขุ องวดั โดยหนั หน้าไปทาง ทิศตะวนั ออกและภายในอาคาร
เป็นที่ประดษิ ฐานของพระพทุ ธรูปปนู ปัน้ ปางมารวชิ ยั และด้านหน้าของอาคารเยือ้ งไปทางทิศตะวนั ออก
เฉียงเหนือเลก็ น้อยเป็นที่ตงั้ ของสระนา้ รูปทรงส่ีเหลี่ยมจตรุ ัส ขนาดประมาณ 60 X 60 เมตร (ปัจจบุ นั ขยาย
เป็นเนือ้ ท่ีประมาณ 15 ไร่ เป็ นที่ตงั้ ของเรือสพุ รรณหงส์จาลองใหญ่ท่ีสดุ ในโลก)ท่ีตงั้ ของวดั อย่บู นที่ดอนสงู
ซงึ่ พาดยาวมาจากทิศตะวนั ตกและตะวนั ตกเฉียงเหนือ แล้วล้อมรอบด้วยที่ราบลมุ่ ตา่ ซงึ่ ในตอนหลงั ได้ใช้
เป็นท่ีทานาของชาวบ้าน บริเวณใกล้เคียงก็เป็นที่ดอนและท่ีราบลมุ่ ต่าสลบั กนั ไปเป็ นระยะ ๆ และทางทิศ
ตะวนั ออกของวดั เป็นลาห้วย ซง่ึ ในชว่ งนา้ หลากจะมีนา้ ไหลลงลานา้ จรเข้สามพนั กอรปกบั วดั และชมุ ชน
แหง่ นีห้ า่ งจาก เมืองโบราณอ่ทู องเพียงประมาณ 12 - 13 กิโลเมตรเทา่ นนั้ บริเวณนีจ้ งึ เหมาะท่ีจะตงั้ เป็น
ชมุ ชน และด้วยเหตนุ ี ้บริเวณนีจ้ งึ มีชมุ ชนตงั้ มา แตโ่ บราณ อยา่ งน้อยตงั้ แตส่ มยั ในสมยั อยธุ ยา ดงั เหน็ ได้
จากหลกั ฐานประเภทเครื่องมือ เคร่ืองใช้ และเคร่ืองประดบั สมยั โบราณท่ีเม่ือ ประมาณ 30 - 50 ปี ก่อนหน้า
นีช้ าวบ้านได้พบเสมอ ๆ เวลาไถไร่ไถนาของตนในบริเวณรอบ ๆ วดั และหา่ งจากวดั ไปทางด้านตะวนั ออก
เฉียงเหนือประมาณ1 - 2 กิโลเมตร เคยมีซากเจดีย์และอาคารกอ่ ด้วยอิฐอยา่ งน้อยอีก 2 จดุ ซงึ่ ตอนหลงั ได้
ถกู ชาวบ้านรือ้ ถอนและ ไถกลบไปสนั นิษฐานวา่ เชน่ เดียวกบั วดั และชมุ ชนร่วมสมยั ในพืน้ ท่ีใกล้เคียง วดั
และชมุ ชนเหลา่ นีค้ งจะสญู หายไปในคราวที่พมา่ ยกทพั เข้าตกี รุงศรีอยธุ ยา เพราะพืน้ ท่ีจงั หวดั กาญจนบรุ ี
เป็นเส้นทางเดนิ ทพั ของพมา่ ก่อนท่ีจะเคลื่อนทพั ผ่านจงั หวดั สพุ รรณบรุ ีไปยงั พระนครศรีอยธุ ยา ประชาชน
ท่ีอยใู่ นพืน้ ท่ีคงจะหลบหนีการรุกรานของกองทพั พมา่ และกระจดั กระจายหรือเคลื่อนย้ายไปอยใู่ นที่อื่น วดั
สระลงเรือจงึ ถกู ทงิ ้ ร้างไป วดั สระลงเรือนา่ จะถกู ทงิ ้ ร้างไปประมาณ150 - 160 ปี จนกระทง่ั เม่ือประมาณปี
พ.ศ. 2470 ชาวบ้านจากถิ่น ใกล้เคียงได้อพยพเข้ามาทาไร่นาและหาของป่ าในบริเวณดงั กลา่ ว ได้มาพบ
ซากโบราณวตั ถุ ชาวบ้านเห็นท่ีตงั้ ของวดั มีความเหมาะสม ที่จะเป็นชมุ ชน โดยเฉพาะการมีสระนา้ จงึ ได้
เข้ามาตงั้ ชมุ ชนบริเวณนีอ้ ีกครัง้ และได้ชว่ ยกนั หกั ร้างถางพงบริเวณซากโบราณสถาน ดงั กลา่ ว เล่ากนั วา่ ใน
ตอนนนั้ ตวั อาคารมีต้นไม้ปกคลมุ หนาทบึ และตอ่ มาก็ได้ชว่ ยกนั สร้างวดั นิมนตพ์ ระมาจาพรรษา รวมทงั้ ได้
มีการ ทาหลงั คาใหมใ่ ห้กบั พระอโุ บสถ และได้ตงั้ ชื่อวดั ขนึ ้ วา่ "วดั สระลองเรือ"เพราะสมยั นนั้ บริเวณนีม้ ีต้นไม้
ขนาดอยมู่ ากจงึ มีคนมาตดั ต้นไม้ ขดุ เรือแล้วนาไปทดลองในสระนา้ ชาวบ้านจงึ เรียกวา่ สระลองเรือ แตด่ ้วย
สาเนียงการพดู ท่ีเหนอ่ และห้วนสนั้ ทาให้เพีย้ นเป็น "สระลงเรือ"อยา่ งในปัจจบุ นั
ตอ่ มา นายจาเนียร ใคร่ครวญ ซงึ่ เป็นชาวบ้านสระลงเรือโดยกาเนิดแตไ่ ด้ไปทาธรุ กิจในตา่ งถ่ิน ได้เข้ามา
กราบขอพรจาก หลวงพอ่ ใหญ่องค์ดา (พระพทุ ธอนนั ตภมู ิสคุ คตุ โต) ซงึ่ ในปัจจบุ นั ประทบั อยใู่ นวหิ ารแก้ว
หน้าพระอโุ บสถวดั สระลงเรือ หลงั จากนนั้ ชีวติ ของนายจาเนียร ใคร่ครวญ ก็ได้ประสบความสาเร็จตามท่ีได้
ตงั้ ใจไว้ทกุ ประการ ตอ่ มานายจาเนียรจงึ ได้สร้างและบรู ณะ วดั สระลงเรือ ให้เป็ นแหลง่ วฒั นธรรมท่ีสาคญั
ของจงั หวดั กาญจนบรุ ี โดยเฉพาะการสร้างพระอโุ บสถ ศาลาการเปรียญ อนสุ รณ์สถาน ลานเจดีย์ วหิ าร
แก้ว เรือสพุ รรณหงส์จาลองใหญ่ที่สดุ ในโลก และกาลงั ก่อสร้างรูปเหมือของสมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (โต
พรหมฺรงสี) องค์ใหญ่ท่ีสดุ ในโลกขนึ ้ ไว้อีกองคห์ นง่ึ โดยให้เหตผุ ลวา่ ตนได้รับพรจากหลวงพอ่ ใหญ่องค์ดา จงึ
ได้ตงั้ ใจสร้างถาวรวตั ถเุ หลา่ นีเ้พ่ือ ทดแทน แผ่นดนิ บ้านเกิดและทดแทนบญุ คณุ หลวงพอ่ ใหญ่องค์ดา (พระ
พทุ ธอนนั ตภมู สิ คุ คตุ โต) ที่ประทานมาให้แกต่ วั ของนายจาเนียร ใคร่ครวญและครอบครัว
พระปางขอฝน วัดทพิ ย์สุคนธาราม
วดั ทพิ ย์สคุ นธาราม ตงั้ อยใู่ น อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบรุ ี บนเนือ้ ท่ีกวา่ 300 ไร่ ซง่ึ วดั นีม้ ีสิ่งท่ีโดดเดน่ คือ
"พระพทุ ธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถ คนั ธารราฐอนสุ รณ์" จดั สร้างเน่ืองในโอกาสมหามงคล
พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดชเฉลมิ พระชนม พรรษา 84 พรรษาและในโอกาส ที่
สมเดจ็ พระนางเจ้าสริ ิกิตพ์ิ ระบรมราชนิ ีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ปี 2555 โดยมี
ความหมาย 3 ประการ คอื เป็นท่ีพง่ึ ของประชาชน เป็นที่พง่ึ ของ 3 โลก โดยสร้างตามแบบพระพทุ ธรูปองค์
ท่ีอยบู่ น เทือกเขาบาบยี นั อายกุ วา่ 2,000 ปี ท่ีถกู พวกตาลีบนั ทาลายไปให้กลบั ปรากฏให้เหน็ อีกครัง้ ใน
ประเทศไทยให้เกิด ความร่มเย็นเป็น สขุ และเพ่ือแสดงถึงความมน่ั คงของพทุ ธศาสนาในไท พระพทุ ธเมตตา
ฯเป็นพระพทุ ธรูปปางขอฝนเนือ้ สาริดท่ีใหญ่ ท่ีสดุ ในไทย ซงึ่ พระปางขอฝนได้ถกู ใสไ่ ว้ให้เป็นหนงึ่ ในสถานท่ี
ทอ่ งเท่ียวตามตานานเขาเลา่ วา่ ของการทอ่ งเที่ยวแหง่ ประเทศไทยวา่ "ครัง้ หนงึ่ ในสมยั พทุ ธกาล นนั้ ฝนแล้ง
มากแตด่ ้วยพระพทุ ธบารมีได้ทรงพลิกพืน้ ที่แห้งแล้งให้มีนา้ ฝนหลง่ั ไปทว่ั ทกุ สารทิศ และท่ีอาเภอห้วย
กระเจา คือ อีสานของจงั หวดั กาญจนบรุ ี จงึ เป็นที่มาของพระปางขอฝนที่สดุ แหง่ ความศรัทธากบั
ประตมิ ากรรมทางพทุ ธศลิ ป์ พระพทุ ธรูปสาริดปางขอฝนที่สงู ที่สดุ ในประเทศไทย ว่ากนั วา่ หากได้มากราบ
ไหว้ชีวติ จะพบแตค่ วามร่มเย็นเป็นสขุ ดง่ั แผน่ ดนิ ท่ีได้รับสายฝน ซง่ึ มีความเชื่อวา่ การสร้างพระพทุ ธรูป
ดงั กลา่ ว จะทาให้พืน้ ที่บริเวณ นนั้ เกิดความชมุ่ ชืน้ มากขนึ ้ จากพทุ ธานภุ าพปางขอฝน เนื่องจากพืน้ ที่
ดงั กลา่ วเป็นพืน้ ท่ีแห้งแล้งซงึ่ หลงั จากสร้างพระพทุ ธรูปแล้วพืน้ ท่ีในอาเภอห้วยกระเจา ก็มีความเขียวขจีขนึ ้
สงั เกตได้จากภเู ขาซงึ่ ตงั้ อย่ดู ้านหลงั องคพ์ ระพทุ ธรูปจากเมื่อก่อนท่ีเคยแห้งแล้งก็เชียวขจีขนึ ้
พระปางขอฝน วดั ทพิ ย์สคุ นธาราม
"พระพทุ ธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคนั ธารราฐอนสุ รณ์" สร้างโดยใช้วสั ดทุ องเหลืองหลอ่ รมควนั เป็น
แผน่ แล้วนามาเช่ือมตอ่ บนโครงเหล็ก มีความสงู 32 เมตร สว่ นฐานมีการยกพืน้ สร้างประทกั ษิณเพื่อใช้ใน
พธิ ีทางศาสนา โดยแบง่ พืน้ ที่ออกเป็น 3 สว่ น ได้แก่ 1.สว่ นองค์พระ 2.สว่ นสาธารณประโยชน์ และ 3.
สว่ นป่ า สาหรับพืน้ ท่ีปฏิบตั ธิ รรม จะมีอาคารในพืน้ ที่ทงั้ หมด 16 หลงั อย่างไรก็ตาม การสร้างพระพทุ ธรูป
องคน์ ี ้ต้องมน่ั คงแข็งแรง เน่ืองจากฐาน ใช้ฝ่ าพระบาทรองรับนา้ หนกั จงึ ต้องทาให้แขง็ แรงมากๆ ซง่ึ จะตา่ ง
จาก การสร้างเทพีเสรีภาพที่มีชดุ คลมุ มาถึงฐานเพ่ือรองรับนา้ หนกั สาหรับประวตั ิ พระพทุ ธรูปคนั ธารราฐ
สร้างขนึ ้ ที่เมืองคนั ธาระ เป็ นครัง้ แรกเม่ือ พ.ศ.363-383 และผ้สู ร้างคือ พระเจ้ามลิ ินทราช เป็ น
พระพทุ ธรูปในพระอิริยาบถยืน ทรงผ้าวสั สิกสาฎก (ผ้าอาบนา้ ฝน) พระหตั ถ์ขวายกขนึ ้ เป็นกิริยากวกั
อาหารแสดงขอฝน พระหตั ถ์ซ้ายหงายรองรับนา้ ฝน
การเดนิ ทางไปวดั ทิพย์สคุ นธาราม
- จากกรุงเทพใช้เส้นทาง ทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผา่ นจงั หวดั นครปฐม โดยใช้เส้นทางไป
จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี เลีย้ วซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 321 (ถนนมาลยั แมน) วง่ิ ตามเส้นทางจนถึงสามแยก
จรเข้สามพนั ไปทางขวา และเม่ือถึงสามแยก บอ่ พลอย (ประมาณ กม.ท่ี 67 ) ให้เลีย้ วซ้ายอีกครัง้ เพ่ือเข้า
ทางหลวงหมายเลข 3342 (บอ่ พลอย - อทู่ อง) วิง่ รถตรงไปประมาณ 11 กม. ถงึ ส่ีแยกไผส่ ี เลีย้ วขวา เข้า
ทางหลวงหมายเลข 3443 (ตลงุ เหนือ) ตรงไปประมาณ 1.5 กม. ผา่ นโรงเรียนห้วยกระเจาพิทยาคม
ผา่ นวสั ระลงเรือ ขบั ตรงไปเร่ือยจะเหน็ พระปางขอฝนองค์ใหญ่โดดเดน่ มาแตไ่ กลให้เลีย้ วเข้าไป
- จากกาญจนบรุ ีใช้เส้นทาง หลวงหมายเลข 324 (ถนนอทู่ อง) วิง่ ตรงไปจนถึงสามแยก จดุ บรรจบกบั ทาง
หลวง หมายเลข 321 (ถนนมาลยั แมน) เลีย้ วซ้าย ผา่ นสามแยกจรเข้สามพนั ไปทางขวา และเม่ือถงึ สาม
แยกบอ่ พลอยให้เลีย้ วซ้ายเข้าทางหลวง หมายเลข 3342 (บอ่ พลอย - อทู่ อง) วง่ิ รถตรงไปประมาณ 11
กม. ถงึ สี่แยกไผส่ ี เลีย้ วขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3443 (ตลงุ เหนือ) ตรงไปประมาณ 1.5 กม. ผา่ น
โรงเรียน ห้วยกระเจาพิทยาคม และโรงพยาบาลสง่ เสริมคณุ ภาพตาบลสระลงเรือ ขบั ตรงไปเรื่อยๆ จะเหน็
พระปางขอฝนองคใ์ หญ่โดดเดน่ มาแตไ่ กลให้เลีย้ วเข้าไป - จากนครปฐมใช้ทางหลวงหมายเลข 321
(ถนนมาลยั แมน) มงุ่ ตรงไปจงั หวดั นครปฐม ผา่ นสามแยกอาเภออ่ทู องเม่ือถึงสามแยก บอ่ พลอย ให้เลีย้ ว
ขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3342 (บอ่ พลอย - อทู่ อง) วิ่งรถตรงไปประมาณ 11 กม. ถงึ ส่ีแยกไผส่ ี เลีย้ ว
ขวา เข้าทางหลวง หมายเลข 3443 (ตลงุ เหนือ) ตรงไปประมาณ 1.5 กม. ผา่ น โรงเรียนห้วยกระเจา
พิทยาคม และโรงพยาบาล สง่ เสริมคณุ ภาพ ตาบลสระลงเรือ ขบั ตรงไปเรื่อยจะเห็นพระปางขอฝนองค์ใหญ่
โดดเดน่ มาแตไ่ กลให้เลีย้ วเข้าไป
ท่มี า
https://www.paiduaykan.com/travel/