๘๔
คนไทยเชอื้ สายไทดำ�ในนครสวรรค ์
ชาวไทยเชื้อสายไทดํา นับเป็นชนชาติที่มีความเป็นมาซึ่งมีการสืบสาน
วัฒนธรรมและรักษาภูมิปัญญาของตนเอง โดยชาวไทยเชื้อสายไทดำ�เป็นชน
กลุ่มหนึ่งท่ีมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนไทย ซ่ึงได้เข้ามาต้ังถ่ินฐานอยู่ปะปนกัน
สำ�หรับความเป็นมาของชาวไทยเชื้อสายไทด�ำ นับตง้ั แตส่ มยั ทีม่ กี ารแย่งชงิ ดินแดน
แคว้นต่าง ๆ ทางตอนเหนือของประเทศลาว (และบริเวณพื้นท่ีบางส่วนของ
ประเทศเวยี ดนาม) ซึ่งเรยี กว่าแควน้ ๑๒ จไุ ทย ชาวไทดำ�อพยพมาจากแควน้ พวน
สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาวในปจั จบุ นั (ประตสู อู่ สี านบา้ นเฮา, ๒๕๖๐)
ในบางข้อมูลจะบอกถึงว่าเป็นกลุ่มชาวไทกลุ่มหนึ่งท่ีมีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในเขต
สิบสองจุไทเดิม หรือบริเวณลุ่มแม่น้ําดำ�และแม่น้ําแดงในเวียดนามตอนเหนือ
ซึ่งเป็นถ่ินท่ีอยู่ด้ังเดิมของชาวไทดำ�และชาวไทขาว ปัจจุบันสิบสองจุไท คือ
จังหวัดเดียนเบียนฟูของเวียดนาม มีเขตติดต่อกับประเทศลาว คือ แขวงพงสาลี
ปจั จบุ นั ชอ่ื ทช่ี าวพน้ื เมอื งใชเ้ รยี กตนเองทจ่ี งั หวดั เดยี นเบยี นฟวู า่ “ไตด�ำ ” (วกิ พิ เี ดยี ,
๒๕๖๒)
แคว้นสิบสองจุไทน้ันมีบันทึกในพงศาวดารเมืองไลว่า “เมืองที่พวกผู้ไทดำ�
อยู่นน้ั คือ เมืองแถงหนงึ่ เมืองควายหนึ่ง เมอื งตุงหนึ่ง เมืองมว่ ยหน่ึง เมอื งลาหน่ึง
เมืองโมะหนึ่ง เมืองหวัดหน่ึง เมืองซางหนึ่ง รวมเป็น ๘ เมือง เมืองผู้ไทขาว
๔ เมอื ง ผู้ไทดำ� ๘ เมือง เปน็ ๑๒ เมอื ง จึงเรยี กว่าเมืองสบิ สองผ้ไู ท แตบ่ ัดนีเ้ รยี ก
เขตสิบสองจุไท บริเวณลุ่มแม่น้ําดำ�และแม่นํ้าแดงในเวียดนามภาคเหนือ ซึ่งเป็น
ถน่ิ ทอ่ี ยขู่ องไทดำ� ไทแดง และไทขาว เมื่อฝรงั่ เศสเข้ามาปกครองเวียดนามไดเ้ รียก
ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ลุ่มแม่นํ้าดำ�ว่า ไทดํา ท่ีเรียกว่าไทดำ�เพราะชนชาติดังกล่าวนิยม
สวมเสื้อผ้าสดี ำ�ซง่ึ ย้อมด้วยตน้ หอ้ มหรือคราม แตกต่างกับชนเผ่าท่อี ยู่ใกล้เคียง
๘๕
ชาวไทด�ำ เขา้ มาในประเทศไทยเมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๔๑๗ เนอ่ื งมาจากเกดิ เหตกุ ารณ์
พวกจีนฮ่อยกกำ�ลังมาตีเมืองเชียงขวาง ซ่ึงเป็นหัวเมืองสำ�คัญในแคว้นพวน
ทางหลวงพระบางขอให้ฝ่ายไทยส่งกองทัพไปช่วยเหลือโดยมีพระยาภูธราภัยเป็น
แมท่ ัพคมุ กองทพั ไปปราบจนี ฮอ่ ผลการปราบจนี ฮอ่ คร้ังน้ันไทยชนะ เม่ือเหตกุ ารณ์
สงบไทยได้ใช้นโยบายอพยพผู้คนจากแคว้นพวนเข้ามายังประเทศไทยด้วย
ชาวไทด�ำ ถกู กวาดต้อนมาถงึ กรุงเทพฯ โดยท�ำ มาหากินตามท่ตี า่ ง ๆ เชน่ เพชรบรุ ี
ราชบรุ ี ลพบรุ ี สพุ รรณบรุ ี และพษิ ณโุ ลก ภายหลงั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้
เจา้ อย่หู ัว โปรดเกลา้ ฯ ใหไ้ ปตง้ั หลักแหล่งทบ่ี ้านหม่ี คลองสนามแจง จังหวัดลพบุรี
หลงั จากนน้ั ประมาณ ๘ ปี เจา้ เมอื งบรขิ นั ธม์ าทลู ขอราษฎรกลบั ไปยงั เมอื งเชยี งขวาง
ตามเดิม โดยเริ่มอพยพลงไปตามเส้นทางเร่ือย ๆ จนได้มาพักท่ีบ้านน้ํากอใหญ่
อำ�เภอหลม่ เก่า จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ในขณะเดยี วกนั ฝรัง่ เศสก็เขา้ ครอบครองดินแดน
ล้านช้างและได้ขอให้ไทยส่งคนอพยพคืนสู่ภูมิลำ�เนาเดิม ชาวไทดำ�บางส่วนเห็นว่า
ต้องบุกป่าฝ่าดงเดินทางมาด้วยความยาก ลำ�บาก จึงขอหยุดต้ังหลักแหล่งที่บ้าน
นาปา่ หนาด อ�ำ เภอเชียงคาน จงั หวัดเลย
ส่วนชาวไทดำ�อีกกลุ่มหน่ึงได้เดินทางข้ามแม่น้ําโขงไปยังบ้านนํ้ากุ่ม
แขวงเวียงจันทน์ แต่ในขณะน้ันเขตเวียงจันทน์มีปัญหาการเจรจากับฝร่ังเศส
ชาวไทดำ�จึงข้ามแม่น้ําโขงย้อนกลับมาต้ังหมู่บ้านท่ีตาดซ้อ ตำ�บลเขาแก้ว
อำ�เภอเชียงคาน จังหวัดเลย อยู่ได้ระยะหน่ึงจึงอพยพมาต้ังถิ่นฐานท่ีบ้านนาเบน
แต่ภูมิประเทศไม่เหมาะแก่การดำ�รงชีพจึงได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งถาวรท่ีหมู่บ้าน
นาป่าหนาด ตำ�บลเขาแก้ว อำ�เภอเชียงคาน จังหวัดเลยด้วยกัน เพราะสภาพเป็น
ที่ดอนนํ้าท่วมไม่ถึงมีป่าเขาลำ�เนาไพรคล้ายถิ่นฐานเดิม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๘ โดยมี
จำ�นวนครวั เรือนในขณะนน้ั ๑๕ หลัง ปจั จบุ ันชาวไทด�ำ มีจ�ำ นวน ๘๒๕ ครวั เรอื น
โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชพี ในทางการเกษตรกรรม
๘๖
ภาพที่ ๑ จงั หวดั เดยี นเบียนฟู ประเทศเวียดนาม
ที่มา : “ชาวไทด�ำ .” โดย วิกพิ เี ดยี , (๒๕๖๒, เมษายน ๑๙), เข้าถึงไดจ้ าก https://th.wikipedia.org/wiki/ชาวไทดำ�
นอกจากน้ียังมีชาวไทดํา ไทยทรงดำ�หรือลาวโซ่งทางด้านจังหวัดเพชรบุรี
ซึ่งได้เดินทางเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยอพยพมาจาก
เมืองแถงประเทศเวียดนาม ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุง
รัตนโกสนิ ทรโ์ ปรดเกลา้ ฯ ใหล้ าวโซง่ ล่องเรือมาอยทู่ ต่ี ำ�บลท่าแรง้ อำ�เภอบ้านแหลม
จังหวัดเพชรบุรี โดยลาวโซ่งยังได้ตั้งถ่ินฐานกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดเพชรบุรี
และจงั หวัดใกล้เคยี งอกี ด้วย
ชาวไทดำ�มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เช่น ภาษาพูดและ
ภาษาเขยี น อาชพี การแตง่ กาย ขนบธรรมเนยี มประเพณี พธิ กี รรมตา่ ง ๆ การด�ำ รง
ชีวิตประจำ�วันยังคงผูกพันกับประเพณี พิธีกรรม และความเชื่อดั้งเดิมอยู่เป็น
อันมาก
๘๗
ลักษณะทางสังคมของไทดำ�ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีและ
พิธีกรรมไว้อย่างเคร่งครัด ซ่ึงเป็นปัจจัยสำ�คัญในความเป็นปึกแผ่นและการดำ�รง
เอกลกั ษณข์ องกลุ่มชาติพันธุ์
การแต่งกายแบง่ เปน็ ๒ ประเภท คอื เสอื้ ผ้าส�ำ หรบั ใชใ้ นชีวติ ประจำ�วนั กบั
อีกชนิดหนึ่ง คือ ส�ำ หรับใส่ในงานประเพณีหรืองานบุญต่าง ๆ ซงึ่ ส่วนใหญ่ท้ังชาย
และหญิงมักนิยมใช้ผ้าฝ้ายทอมือย้อมคราม สำ�หรับเส้ือผ้าที่ใส่ในพิธีกรรมจะจัดทำ�
ข้ึนเป็นพิเศษมีสีดำ�ตกแต่งด้วยผ้าไหมชิ้นเล็ก ๆ ส่วนใหญ่มีเครื่องประดับเป็นเงิน
ผู้หญิงมี “ผ้าเปียว” คล้องคอ ส่วนเด็ก ๆ จะมีหมวกคล้ายถุงผ้าปักไหมหรือด้าย
สวยงาม เรียกว่า “ม”ู
การใช้ผ้าซ่ินเป็นเอกลักษณ์ของหญิงเผ่าไทดํา ส่วนใหญ่จะนุ่งผ้าท่ีทอกัน
ขึ้นมาใช้เองตั้งแต่อดีตถึงยุคปัจจุบัน ชาวลาวโซ่งก็เช่นกัน ทุกครัวเรือนผู้หญิงจะ
เป็นผู้ทอผ้าข้นึ มาใช้เอง เป็นผา้ ฝา้ ยทอมือประกอบไปดว้ ยเชิงบนซนิ่ เปน็ “หวั ซนิ่ ”
“ตัวซิ่น” เชิงล่างซึ่งเป็น “ตีนซิ่น” ย้อมครามจนเป็นสีครามเข้มเกือบดำ�นำ�มาทอ
สลับลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของลาวโซ่ง ผู้หญิงในชีวิตประจำ�วันจะนุ่งซิ่น
“ลายแตงโมฎ” หรือ “ลายชะโด”
ภาพท่ี ๒ การแตง่ กายของชาวไทดำ�
๘๘
ลกั ษณะเฉพาะของผา้ ลายแตงโม แบ่งออกเปน็ ๓ ส่วน
สว่ นที ่ ๑ คือ หัวซิน่ จะเป็นสีครามไมม่ ลี วดลายกว้าง ๑๒ น้วิ
ส่วนท่ี ๒ จะเปน็ ลายโดยใชเ้ ทคนิคการทอขดั แต่พเิ ศษทว่ี ่าเปน็ ฝ้ายแกมไหม
คอื ใชไ้ หมสีแดงเป็นเส้นยนื ทอเสน้ พงุ่ ดว้ ยฝา้ ยสีครามสลับสผี ้าอ่อนเปน็ ทางเลก็ ๆ
คล้ายลายบนผลแตงโม เวลาทอเสรจ็ จะมองไมเ่ ห็นไหมสแี ดงเลย
ส่วนที ่ ๓ กว้างประมาณ ๑ ฟุต มีลวดลายสีขาวสองสามริ้ว เย็บติดเป็น
ตีนซน่ิ ถ้าสามีตายต้องเลาะตีนซนิ่ นอี้ อกเพ่อื ไวท้ กุ ข์
การนุ่งซิ่นลายแตงโมจะต้องจับขอบบนของผ้านุ่งทั้งซ้ายและขวามาทบ
เกยกันตรงกลาง และพับขอบผ้าลงมาโดยไม่ต้องคาดเข็มขัดผ้าก็ไม่หลุด ตำ�นาน
ผา้ ซน่ิ ลายแตงโมเปน็ ค�ำ บอกเลา่ สบื ตอ่ กนั มา การทผ่ี า้ ซน่ิ ลายแตงโมใชเ้ สน้ ยนื สแี ดง
เปน็ หลักเสน้ พุง่ เป็นสดี ำ�หรอื ครามเขม้ เกอื บดำ�น้ันเรอ่ื งราวกม็ ีอยู่ว่า
“เป็นธรรมเนียมมาตั้งแต่โบราณกาลผู้ชายท่ีเป็นสามีเป็นผู้นำ�ของครอบครัว
มีหน้าท่ีออกจากบ้านไปเข้าป่าหักร้างถางพงเป็นแหล่งทำ�มาหากินทำ�ไร่ไถนา
หาเผอื กหามนั ปลอ่ ยใหภ้ รรยาอยกู่ บั เหยา้ เฝา้ เรอื นจนกวา่ สามจี ะกลบั บา้ น สาวเจา้
จะนั่งทอผ้าไปใจก็ประหวัดนึกถึงสามีที่เข้าป่าหลายวัน อันความรักความคิดถึง
ย่อมจะมีอยู่ในตัวของทุกคนมันว่ิงแล่นอยู่ทุกลมหายใจยิ่งกว่ากระสวยที่พุ่งผ่าน
เป็นเส้นขัดให้เป็นผืนผ้าในกี่ทอผ้าที่กำ�ลังทออยู่ สาวเจ้าจึงใช้สีแดงย้อมเส้นยืนซ่ึง
เป็นสีที่ใช้แทนหัวใจที่โหยหาอาวรณ์ในคนรักท่ีจากกัน ส่วนเส้นพุ่งใช้สีครามเข้า
เกือบดำ�แทนตัวเองใช้ทอทับเป็นเส้นขัดให้เกิดเป็นเน้ือผ้าโดยซ่อนเส้นยืนสีแดง
เอาไว้ เม่ือเวลานุ่งผ้าซ่ินลายแตงโมคอยสามีต้องแสงแดดแวววับของเหลือบสีแดง
สะท้อนออกมา เสมือนหนึ่งเป็นส่ือสัญญาณแห่งความรักท่ีมีต่อกันแม้จะเห็นเพียง
ราง ๆ ก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้ก็เพ่ือปกปิดความอายท่ีเป็นคุณสมบัติของหญิงสาว
ชาวลาวโซ่งโดยแท้”
๘๙
ผ้าซิ่นลายแตงโมจะต้องนำ�มาต่อหัวซิ่นสีครามเข้มเกือบดํา ส่วนตีนซิ่น
เย็บต่อให้มีความหนาเพื่อป้องกันไม่ให้ชายผ้าซ่ินขาดง่าย โดยหลักการของการ
ทอผ้าทั่ว ๆ ไป เส้นยืนจะมขี นาดเลก็ กว่าเสน้ พุ่ง การทอผา้ แบบลาวโซง่ จงึ สามารถ
ท่ีจะซ่อนสีแดงของเส้นยืนเอาไว้อย่างมิดชิด แต่ไม่สามารถจะซ่อนอณูของสีท่ี
เหลือบเอาไว้ เมื่อเวลาต้องแสงแดดจะมีสีของเส้นยืนสะท้อนออกมาให้เห็นน่ีแหละ
ภูมปิ ญั ญาพ้ืนบา้ นของชาวไทด�ำ
ตำ�นานซ่ินนางหาญเป็นชื่อเรียกซิ่นตาหม่ีของชาวบ้านนาป่าหนาด
จังหวัดเลย เป็นซิ่นท่ีทอลักษณะเดียวกับซ่ินตาหม่ี แต่มีการขีดค่ันลายมากกว่า
ซิ่นตาหมี่ โดยที่ซ่ินนางหาญน้ีมีตำ�นานเล่ามา คือ หญิงไทดำ�ท่ีทอ มีพี่น้องที่
เปน็ หญิง ๓ คน หญิงคนแรกเปน็ ผ้คู ดิ คน้ การมัดลายและทำ�การทอ แต่ทอยงั ไม่ทนั
แล้วเสร็จก็เสียชีวิตลง คนท่ีสองจึงทอต่อ ในระหว่างทอก็เสียชีวิตตามกันไปเป็น
คนท่ีสอง หญิงคนท่ีสามจึงได้บอกเล่าผีเรือนว่า หากทอซิ่นผืนนี้สำ�เร็จ เมื่อมีการ
เสนเรอื นจะใสส่ �ำ รบั ใหจ้ งึ ท�ำ ใหห้ ญงิ คนทส่ี ามทอซน่ิ ผนื ดงั กลา่ วไดส้ �ำ เรจ็ ตง้ั แตน่ น้ั มา
ชาวไทดำ�จึงนิยมใช้ซิ่นตาหม่ี หรือซ่ินนางหาญ ประกอบในพิธีการเสนเรือนมา
จนถึงปจั จุบนั ค�ำ วา่ “นางหาญ” ชาวบ้านนาปา่ หนาดบอกวา่ หมายถึง ความกลา้
ความเด็ดเด่ียว ซ่งึ น่าจะหมายถงึ หญงิ ในต�ำ นานคนที่สาม ท่ีกล้าทอซน่ิ ผนื ดังกลา่ ว
ไดจ้ นสำ�เร็จอย่างเดด็ เดยี่ วนน่ั เอง
เส้ือก้อมเป็นเสื้อสีดำ�ด้วยการย้อมคราม ตัดเย็บด้วยมือฝีเข็มละเอียด
จนสามารถสวมได้ท้ังสองด้าน ลักษณะเป็นเสื้อคอกลมผ่าหน้าแขนกระบอกเข้ารูป
ตดิ กระดมุ เงินถมี่ ากประมาณ ๙ - ๑๑ เม็ด ถ้าฐานะดีก็จะติด ๒ แถว กระดุมนนั้
ทำ�ด้วยเงินเก่าตีด้วยฝีเข็มเป็นยอดแหลมมีลายกลีบบัวติดห่วง ปัจจุบันหายากมาก
เส้ือก้อมเป็นเส้ือที่ใช้คู่กับผ้าซิ่นเป็นชุดลำ�ลองหรือชุดประจำ�เผ่าของชาวลาวโซ่ง
ซง่ึ ผหู้ ญิงใช้สวมไปทกุ แหง่
๙๐
ทรงผมของชาวไทดำ�หรือลาวโซ่ง เป็นอีกเอกลักษณ์หน่ึงที่มีความโดดเด่น
กล่าวคอื ทรงผมนีม้ ีชอ่ื เรียกว่า “ปั้นเกลา้ ” โดยลักษณะของป้ันเกล้าจะบ่งบอกถึง
อายแุ ละสถานะภาพทางสังคม ซ่ึงมีชื่อเรียกแตกต่างกันดังนี้
- หญิงอายุ ๑๓ - ๑๔ ปี ผมยาวประไหล่ แต่ยังรวบไม่ได้ทรงน้ี เรียกว่า
เออ้ื ม ไหล่ หรอื เอือ้ มไร
- หญิงอายุ ๑๔ - ๑๕ ปี ผมเร่ิมยาวมากขึ้นจะพับปลายผมม้วนข้ึนแล้วใช้
หวีสับไวต้ รงทา้ ยทอยทรงนี้ เรยี กวา่ ผมสบั ป้นิ
- หญงิ อายุ ๑๕ - ๑๖ ปี ผมยาวพอมดั ไดบ้ า้ งแลว้ รวบผมมดั เปน็ กระจกุ และ
ทำ�เหมอื นกระบงั ไว้ทางด้านหน้า ปลอ่ ยหางผมไว้ดา้ นหลังทรงนี้ เรียกวา่ ผมจกุ ตบ๊
- หญิงอายุ ๑๖ - ๑๗ ปี ผมยาวพอสมควรแล้ว รวบโดยเอาผมผูกเป็นปม
เหมอื นผูกเชอื กไวด้ ้านหลงั ปล่อยชายผมลงขา้ งขวาทรงน้ี เรียกวา่ ผมขอดกระตอ๊ ก
- หญิงอายุ ๑๗ - ๑๘ ปี เกล้าผมโดยผูกลักษณะคล้ายโบว์ ไว้ด้านซ้าย
ปลอ่ ยชายผมเปน็ หางไวด้ ้านหลัง ทรงนเ้ี รยี กวา่ ปนั้ เกลา้ ขอดซอย
- หญิงอายุ ๑๙ - ๒๐ ปีข้ึนไป ถือว่าเป็นสาวเต็มตัว ผมทรงนี้ต้องใช้ผม
ยาวมากจึงจะเกล้าได้โดยเกล้าผมตลบไว้กลางศีรษะม้วนชายสอดเข้าข้างใน ใช้ไม้
สอดขดั ไว้เพื่อไมใ่ หห้ ลุด ทรงนี้ เรียกว่า ปั้นเกล้าต่วง และเม่อื พอ่ แม่ หรือสามีตาย
หญิงน้ันต้องไว้ทุกข์โดยป้ันเกล้าให้ตกค่อนไปทางด้านหลังไม่ยกสูงทรงนี้ เรียกว่า
ป้ันเกล้าตก๊ หรือทรงแมห่ ม้าย
๙๑
การละเล่นของชาวไทดำ�
ชาวไทดำ�หรือลาวโซ่งมีอาชีพหลัก คือ การทำ�นา หลังจากเก็บเกี่ยวข้าว
เสร็จแล้วช่วงเดือน ๕ - ๖ เป็นช่วงพักผ่อน ชายหนุ่มก็จะเดินทางไปเท่ียวยัง
ต่างหมู่บ้านเพ่ือพูดคุยและทำ�ความรู้จักกับหญิงสาวโดยมีการใช้เสียงแคนเป็นสื่อ
ประเพณีอันนี้เราเรียกว่า “อิ้นกอนฟ้อนแคน” จะเริ่มด้วยการโยนลูกช่วง เมื่อรับ
ลูกช่วงได้ก็จะมาเจรจาของสิ่งของเป็นที่ระลึกแก่กัน ชายมักขอสไบของหญิง
เป็นสื่อแทนรักหญิงจะขอผ้าขาวม้าเป็นท่ีระลึกหลังจากน้ันก็จะเป็นการละเล่น
ฟ้อนแคน ซึ่งเพลงท่ีใช้ในการฟ้อนแคนมีอยู่หลายเพลง ลักษณะลีลาร่ายรำ�
เป็นไปตามจังหวะและทำ�นองของเสียงแคน “แคนย่าง” เป็นจังหวะค่อนข้างช้า
การร่ายรำ�อ่อนช้อยงดงาม “แคนแล่น” เป็นเพลงจังหวะเร็ว การร่ายรำ�เป็นการ
หยอกล้อสนุกสนาน “แคนแกร” เป็นเพลงจังหวะปานกลางการร่ายรำ�อ่อนช้อย
สลบั การร�ำ อย่กู ับท่โี ดยยอ่ และโยต้ วั ตามจังหวะ
ฮตี คองประเพณี
ประเพณีการเกิดนับตั้งแต่ท้องจนถึงวันคลอดผู้เป็นแม่คงทำ�งานตามปกติ
ไมม่ กี ารพกั ผอ่ น โดยเชอ่ื วา่ การออกใชแ้ รงงานนน้ั จะท�ำ ใหค้ ลอดลกู งา่ ย เมอ่ื มอี าการ
เจ็บท้องก่อนคลอดจะทำ�พิธีเซ่นผีเรือน เรียกว่า “วานขวัญผีเรือน” การประกอบ
พิธีกรรมให้หมอขวัญเป็นผู้ทำ�พิธีฆ่าไก่ ๑ ตัว เซ่นให้ผีญาติพี่น้องที่ตายทั้งกลม
หรือตายในขณะคลอดลูกกินก่อน เพื่อไม่ให้มารังควาญรบกวนในขณะคลอด
เม่ือเด็กคลอดพ้นจากครรภ์มารดาแล้ว ก็จะตัดสายรกซึ่งเรียกว่า “สายแห่”
ยาวประมาณ ๒ ข้อมือ อาบนํ้าเด็กน้อยด้วยน้ําอุ่นแล้วนำ�ไปวางไว้ในกระด้ง
รอจนกระทั่งสายรกหลดุ ออกมา
๙๒
เมื่อสายรกหลุดพ้นออกจากครรภ์แล้วนำ�ไปล้างบรรจุใส่กระบอกไม้ไผ่
ท่ีเตรียมไว้ แล้วนำ�ไปแขวนที่คบไม้ใหญ่ในป่าบั้งแห่ ซ่ึงเป็นป่าสำ�หรับท้ิงรกเด็ก
แรกเกดิ โดยแขวนสงู จากพน้ื ดนิ ระดบั เสมอศรี ษะคนเดนิ ผา่ น สว่ นแมก่ ใ็ หล้ า้ งช�ำ ระ
ทำ�ความสะอาดร่างกายเล็กน้อยแล้วน่ังอยู่ไฟเรียกว่า “อยู่กำ�เดือน” เม่ือถึงเตาไฟ
ให้หันหน้าเข้าหาเตาไฟจะเอามือควักเขม่าควันไฟมากิน หลังจากน้ันดื่มน้ําร้อน
อยไู่ ฟและอาบนํา้ ร้อนทีต่ ม้ ผสมใบไม้ซ่งึ เป็นสมนุ ไพรพน้ื บ้านจนครบเดอื น
ภายหลงั คลอดเรม่ิ อยไู่ ฟตง้ั แตว่ นั แรกเปน็ เวลา ๓๐ วนั ในระยะแรก การอยไู่ ฟ
จะน่ังอยู่ที่เตาไฟตลอดเวลา ๓ วัน เรียกว่า “อยู่กำ�ไฟ” แม่กำ�เดือนหรือหญิงที่
อยู่ไฟจะต้องระมัดระวังเร่ืองอาหาร รับประทานได้แต่ข้าวเหนียวน่ึงกับเกลือค่ัว
หรือเกลือเผาจนครบ ๓ วัน จึงจะ “ออกกำ�ไฟ” ในระยะน้ีจะมีญาติพ่ีน้องและ
ผใู้ กล้ชดิ มาเยี่ยมเยือนและอยเู่ ป็นเพ่อื นตลอดเวลา เมอ่ื ออกก�ำ ไฟแล้ว ให้ไปสระผม
ท่ีท่านํ้าแต่จะไม่อาบนํ้า ใช้ผ้ารัดเอวไว้ผืนหนึ่งพร้อมกับคาด “ผ้าฮ้ายฟ่ันใต้ไฟ”
(ชุดติดไฟ) ทับไว้อยู่ขา้ งนอกเพอ่ื ให้เกิดความอบอุ่นแก่รา่ งกาย เม่อื กลบั มาถงึ เรือน
แล้วท�ำ พธิ ีเซน่ ผียา่ ไฟโดยใช้ไข่ไก่ ๑ ฟอง ไปวางไว้ตรงที่ทารกคลอด ทำ�พิธสี ูข่ วัญ
ให้แก่เด็กน้อย สู่ขวัญนม และสู่ขวัญที่นอนเพ่ือขอให้ช่วยดูแลรักษาและเล้ียงดู
เด็กน้อยท่ีเกิดใหม่ ส่วนแม่ใช้ไก่ต้ม ข้าวต้ม ขนม จัดใส่สำ�รับทำ�พิธีสู่ขวัญ
หลังจากนั้นเมื่อถึงเวลากลางคืนก็ให้แม่และเด็กน้อยย้ายไปนอนบริเวณที่นอน
ตามปกติ แต่ผู้เป็นแม่จะต้องอยู่ไฟต่อไปจนกระทั่งครบ ๓๐ วัน จึงออกจาก
“อยู่กำ�เดือน”
๙๓
อาหารการกินในเวลาอยู่ไฟจะไม่รับประทานเน้ือสัตว์ท่ัวไป มีแต่ผักและ
ปลาบางชนดิ เชน่ ปลาคงิ ปลาแกม้ โดยน�ำ มาป้ิงเม่ือครบ ๒๐ วัน ฆา่ เปด็ ๑ ตวั
เพื่อทำ�พิธีเซ่นผีเต่ท่า จากนั้นจึงเริ่มรับประทานเนื้อสัตว์ได้ โดยเริ่มจากเป็ดก่อน
ตอ่ มาเปน็ ไก่ หมู ปลาย่าง ปลาไหลย่าง ห้ามรบั ประทานเน้ือสัตว์ใหญ่ เช่น เนอ้ื ววั
เน้ือควายจนกว่าจะออกจากกำ�เดือน โดยเฉพาะเน้ือควายเผือกห้ามรับประทาน
เดด็ ขาด เพราะจะท�ำ ใหม้ ีอาการแสลงอาจถงึ ตายได้
ประเพณีวัยหนุ่ม การศึกษาอบรมพ่อจะสอนลูกชายให้รู้จักการทำ�ไร่ไถนา
การจักสาน เชน่ สานกะเหลบ็ กระบงุ ข้อง ไซ และภาชนะต่าง ๆ สว่ นแมจ่ ะสอน
ลูกสาวให้รู้จักเวียก (การงาน) เหย้าการเรือน ป่ันฝ้าย เลี้ยงไหม สาวไหม ทอผ้า
และการประดิษฐ์ลวดลายตา่ ง ๆ บนผนื ผ้า
การเลอื กคคู่ รอง
เม่ืออายุย่างเข้าสู่วัยหนุ่มวัยสาว ผู้สาวจะชวนเพื่อน ๆ ไปลงข่วงปั่นฝ้าย
เป็นกลุ่ม ๆ ในยามคํ่าคืนของฤดูหนาว ส่วนผู้บ่าวก็จะชวนกันไปเก้ียวสาวปั่นฝ้าย
โดยเปา่ ปแ่ี ลว้ ขบั ไทด�ำ วนเวยี นไปมาตามขว่ งโนน้ บา้ งขว่ งนบ้ี า้ ง มกี ารขบั โตต้ อบกนั
ไปมาระหว่างหนุ่มสาวจนดึกด่ืน จึงกลับขึ้นเรือนโดยมีผู้บ่าวที่ชอบพอกันติดตาม
ไปส่ง กระทำ�เช่นนี้เป็นกิจวัตรประจำ�จนเกิดความรักซึ่งกันและกัน ฝ่ายชายจะเล่า
ให้พ่อแม่ฟังเก่ียวกับเรื่องท่ีตนไปรัก มักผู้สาวแล้วอยากได้เป็นภรรยา หลังจากนั้น
พ่อแมก่ ็จะไปหารือบรรดาลงุ ปา้ น้าอาท่ีนับถือ แล้วแต่ง “พ่อใช้” (พอ่ สอ่ื ) ไปถาม
ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง ๒ - ๓ ครั้ง โดยปกติการไปถามครั้งแรก หรือครั้งที่สองพ่อแม่
ฝ่ายหญิงจะยังไม่ตอบตกลงหรืออาจบอกปัดก็ได้ ดังน้ันจึงไปถามอีกเป็นครั้งท่ีสาม
เรียกว่า “ถามขาด” เม่ือพ่อแม่ฝ่ายหญิงตอบรับก็เป็นอันว่าตกลงให้แต่งงานกันได้
หลังจากนั้นจะเตรียมพธิ กี นิ ดองน้อย
๙๔
กินดองน้อยเป็นพิธีสู่ขอเรียกว่า “ไปส่อง” ฝ่ายชายจะจัดเตรียมพาข้าว
หรือขันหมากสูข่ อ โดยฆา่ ไก่ ๔ ตัว แยกเป็น ๔ หอ่ สิง่ ของประกอบพิธสี ขู่ อจะท�ำ
เป็นหอ่ อย่างละ ๔ หอ่ ได้แก่ ปลาปงิ้ ๔ หอ่ หนงั หาด ๔ ห่อ (เปลือกไมใ้ ช้เค้ียว
กับหมาก) พลู ๔ ห่อ เหล้า ๔ ขวด จัดใส่สำ�รับมอบให้เฒ่าแก่ญาติฝ่ายเจ้าสาว
แล้วมอบตัวเป็นเขยกว้านในวันน้ัน เพื่อเตรียมพิธีกินดองใหญ่ (แต่งงาน) ต่อไป
เขยกวา้ นจะอาศยั อยทู่ บ่ี า้ นเจา้ สาวเพอ่ื เตรยี มตวั เขา้ สพู่ ธิ กี นิ ดองโดยใชเ้ วลา ๒ เดอื น
ถึง ๑ ปี บางรายอาจใช้เวลา ๓ - ๔ ปี และยังไม่มีสิทธิ์อยู่กินกันฉันสามีภรรยา
เพราะผิดผีเรือน จะต้องนอนอยู่ทางกว้าน (ปลายเท้าของพ่อตาแม่ยาย) หลังจาก
พิธีส่อง ฝ่ายหญิงยังมีสิทธิเสรีในการพูดคุยกับผู้บ่าวคนอื่นท่ีมาเก้ียวพาราสี
โดยว่าท่ีสามีจะต้องทำ�เป็นไม่รู้ไม่เห็นและไม่โกรธ ท้ังน้ีเพื่อทดสอบความอดทน
อดกล้ันในอารมณ์
“พิธแี ตง่ ดอง” เป็นพธิ แี ต่งงานของไทดำ�มกี �ำ หนด ๓ วนั บางคร้ังจะจดั พิธี
พรอ้ มกับการ “เสนเรอื น”
วนั แรกฝ่ายชายจะท�ำ พิธีเซน่ ผเี รือนท่ีบ้านเจ้าสาวโดยฆา่ หมู ๑ ตวั ไก่ ๘ ตัว
ปลาป้งิ ๘ หอ่ หาด ๘ ห่อ พลู ๘ ห่อ เหล้าไห ๒ ไห พร้อมกบั เงนิ สนิ เลยี้ ง หรือ
คา่ นํ้านม ๕ หมนั ๒ บ้ี ฆ่าควาย ๑ ตัว เล้ยี งแขกทีม่ าร่วมงาน วันท่ีสองสะใภใ้ หม่
จะไปหยามเรือนพ่อปู่แม่ย่า คือ ไปเย่ียมพ่อแม่ของสามีตั้งแต่ตอนเช้าเพื่อแสดง
ความเคารพ สะใภจ้ ะต้องมขี องไปฝาก เชน่ ผา้ เปยี ว ผา้ ปู ที่นอน ซน่ิ ไหม เส้อื ถงุ
ยา่ ม ทท่ี �ำ จากฝมี อื ของตนเอง สว่ นพอ่ ปแู่ มย่ า่ จะใหเ้ งนิ รบั ไหวจ้ �ำ นวน ๕ - ๑๐ หมนั
หรือใหส้ ่ิงของตอบแทนตามสมควรแกฐ่ านะ หลังจากนน้ั กจ็ ะไปนบไหว้ญาตผิ ใู้ หญ่
ของสามี จนกระท่ังถึงตอนบ่ายจึงเดินทางกลับไปรับประทานอาหาร เรียกว่า
กินงายหัว ส่วนวนั ทสี่ ามของพิธีแต่งดองเปน็ วันสรปุ เพือ่ เกบ็ ของทย่ี ืมมาจัดงานสง่
ทำ�อาหารเล้ยี งผ้ทู อี่ ยชู่ ่วยงาน ส่วนมากจะเป็นญาติพนี่ อ้ งเพื่อนสนิทและเพื่อนบา้ น
ใกล้เคยี ง
๙๕
ธรรมเนียมดั้งเดิมของไทดำ�ผู้เป็นเขยจะต้องอยู่ท่ีบ้านของพ่อตาแม่ยาย
ถึง ๑๒ ปี จงึ จะมสี ิทธ์กิ ลบั คนื ไปอย่กู ับพ่อแมฝ่ ่ายสามี หรอื ปลูกเรอื นใหญอ่ ยู่ใกล้ ๆ
กบั พ่อแมแ่ ละญาติฝ่ายสามี ตอ่ มาลดลงเหลอื ๘ ปี ปจั จบุ ันลดลงเหลือ ๔ ปี
ส�ำ หรบั ค�ำ วา่ “มานทาง” ในธรรมเนยี มของชาวไทด�ำ หมายถงึ หญงิ ทม่ี ที อ้ ง
นอกสมรส ซ่ึงจะถูกสังคมลงโทษโดยถูกอำ�นาจการปกครองของหมู่บ้านปรับไหม
ท้งั ชายและหญิงเป็นเงิน ๑ หมัน ๕ บี้ เรียกว่า “เงนิ ล้างนํา้ ลา้ งทา่ ” แล้วใหอ้ ยู่กนิ
เป็นสามีภรรยากัน ถ้าหากฝ่ายชายไม่ยอมรับเป็นภรรยาจะต้องเสียค่าปรับไหม
ให้แก่ฝ่ายหญิงเป็นเงิน ๓๐ หมัน ในกรณีท่ีหญิงน้ันตายจะถูกชาวบ้านปรับไหม
เรียกว่า “เฮียวซาว” โดยให้ฆ่าควาย ๑ ตัว เพื่อเลี้ยงผู้มาช่วยงานศพแล้วมอบ
ความรบั ผดิ ชอบการจัดงานศพใหฝ้ า่ ยชายรบั ภาระท้งั หมด
ประเพณกี ารตาย
เมื่อมีคนตายในหมู่บ้านจะมีการยิงปืนขึ้นฟ้า ๓ นัด เพื่อเป็นสัญญาณ
บอกกล่าวแก่ชาวบ้าน ซึ่งทุกคนจะหยุดทำ�งานจนกว่าจะนำ�ศพไปฝัง หลังตาย
บรรดาญาติพ่ีน้องจะช่วยกันอาบนํ้าศพ จากน้ันก็แต่งตัวด้วยชุดเส้ือผ้าของเผ่า
ไทดำ � นำ�ผ้าแพรสีขาวมาเย็บเป็นถุงบรรจุศพแล้วใช้ไหมเย็บติดให้เรียบร้อยบรรจุ
ลงในโลงศพโดยใช้ผ้าคลุมหน้าศพไว้ผืนหนึ่งกรณีเด็กน้อยตายจะไม่ประกอบ
พธิ กี รรม โดยตายวนั ไหนใหน้ �ำ ไปฝงั ในวนั นน้ั สว่ นคนหนมุ่ สาวถา้ ตายตอนกลางคนื
ในเช้าวันรุ่งขึ้นให้ฆ่าหมู หรือวัว หรือควาย ๑ ตัว เพ่ือทำ�อาหารจัดสำ�รับทำ�บุญ
อุทิศให้กับผู้ตายกิน ที่เรียกว่า “เฮ็ดงาย” พอถึงตอนเย็นก็นำ�ไปฝัง ส่วนคนวัย
กลางคนหรือผู้สูงอายุตายเก็บศพไว้ ๑ - ๒ คืน แล้วจึงนำ�ไปฝังและฆ่าหมู หรือวัว
หรือควาย ๑ ตวั เฮด็ งายใหผ้ ้ตู ายในเชา้ ของวนั ทีจ่ ะน�ำ ไปฝงั
๙๖
การท�ำ พธิ ฝี งั มกี ารฆา่ หมู ๑ ตวั เพอ่ื อทุ ศิ ใหเ้ รยี กวา่ “หมเู ขา้ ขมุ ” หลงั จากนน้ั
อีก ๓ วัน จะทำ�พิธีเฮ็ดเฮียวทำ�บุญอุทิศส่วนกุศลให้ โดยนำ�เครื่องเฮียวไปส่งให้ท่ี
ป่าช้าเมื่อเสร็จพิธีฝังศพผู้ไปร่วมพิธีศพทุกคนจะลงไปอาบน้ําชำ�ระร่างกายและ
สระผมในแม่นํ้า เพ่ือชำ�ระส่ิงอัปมงคลทั้งหลายออกจากร่างกาย พอถึงตอนเย็น
หมอขวญั จะทำ�พธิ ีสขู่ วัญให้แกค่ รอบครัวของผ้ตู ายและผทู้ ไี่ ปสง่ ศพ เพอ่ื ความเปน็
ศิริมงคลแก่ทุกคน หลังจากน้ันครอบครัวของผู้ตายจะจัดสำ�รับอาหารไปทำ�ทาน
อุทิศให้ที่หลุมฝังศพผู้ตายเป็นเวลา ๗ วัน พอครบวันท่ีเจ็ด จะทำ�พิธีเชิญขวัญ
หรือวิญญาณของผู้ตายข้ึนไปเป็นผีเรือน โดยนำ�ไปไว้ด้านในสุดของเรือน เรียกว่า
“กะลอหอง”
เพื่อปกป้องคุ้มครองลูกหลานและสมาชิกในครอบครัวให้อยู่ดีมีสุขตลอดไป
หลังจากนั้นเมื่อครบรอบวันตายทุก ๆ ๑๐ วัน จะจัดพานข้าวเป็นสำ�รับเล็ก ๆ
เพอ่ื ท�ำ พธิ ีเซน่ ผเี รือนเรียกวา่ “เสนเทวดาปาดตง” หรอื “ม้อื ปาดตง” น�ำ ไปวางไว้
ที่ห้องผีเรือน โดยใช้อาหารจากท่ีสมาชิกในครอบครัวรับประทานในชีวิตประจำ�วัน
สว่ นการเสนปาดตงเปน็ พธิ พี เิ ศษจะท�ำ ในชว่ งเวลาทไ่ี ดผ้ ลผลติ จากการเกบ็ เกย่ี วขา้ ว
ท�ำ พิธเี สนปาดตงเพ่อื ทานข้าวใหม่ใหผ้ ีเรอื นกนิ ก่อนสมาชกิ ของครอบครัว เปน็ การ
แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณเพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวและลูก
หลาน
พิธีเสนเรือน
เป็นพิธีเซ่นไหว้ผีเรือนของไทดํา ซ่ึงเป็นผีพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และ
บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ตามปกติพิธีเสนเรือนจะปฏิบัติกันทุกครอบครัว
เป็นประจํา ๒ - ๓ ปีต่อคร้ัง ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับฐานะและความพร้อมของครอบครัว
เพอื่ คุ้มครองบตุ รหลานให้อยเู่ ยน็ เป็นสุข ท�ำ มาหากินเจริญก้าวหนา้
๙๗
ผู้ประกอบพิธีกรรม คือ “หมอเสน” ส่วนผู้ร่วมพิธีได้แก่บรรดาลูกหลาน
และญาติ ๆ รวมทั้งแขกเชิญในกรณีท่ีเจ้าบ้าน หรือสมาชิกในครอบครัวเป็น
พนกั งานของรฐั มีต�ำ แหนง่ ส�ำ คัญจะเชญิ แขกจำ�นวนมาก บางคร้งั แขกมาร่วมงาน
๒๐๐ - ๓๐๐ คน ญาติทีม่ ารว่ มงานแบง่ ออกเป็น ๒ ประเภท คือ
ทมี่ า : “การเสนเรอื น (การเสนเฮือน) ของชาวไทยทรงด�ำ (ลาวโซ่ง) ตำ�บลกลอนโด อำ�เภอด่านมะขามเต้ีย.”
โดย ส�ำ นักงานวฒั นะรรมจังหวัดกาญจนบรุ ี, (๒๕๕๙, สิงหาคม ๙),
เข้าถึงไดจ้ าก https://www.m-culture.go.th/kanchanaburi/ewt_ news.php?nid=494&filename=index.
ประเภทแรกญาติสืบสายโลหิตจะแต่งกายแบบธรรมดา และประเภทท่ีสอง
ญาติจากการแต่งงาน ได้แก่ ฝ่ายเขยหรือสะใภ้จะแต่งกายพิเศษด้วยชุด “เสื้อฮี”
หรือเส้ือยาว เพื่อเป็นการเคารพผีเรือนและเป็นท่ีสังเกตให้ผู้มาร่วมงานรู้ว่าเป็น
เขยหรือสะใภ้ ก่อนทำ�พิธีเสนเรือนจะจัดเตรียมส่ิงของท่ีใช้ประกอบพิธีกรรม ได้แก่
เหล้า หมู ๑ ตัว ตามปกติจะเตรียมต้มเหล้าไว้ล่วงหน้าใส่ไหฝังดินไว้ ๖ เดือน
ถึง ๑ ปี เพ่ือให้ได้เหล้าที่มีคุณภาพดี ส่วนหมูจะเตรียมเล้ียงไว้ล่วงหน้าเป็นเวลา
๑ ปี โดยพธิ เี สนเรอื นจะเรม่ิ โดยมหี มอเสนเปน็ ผปู้ ระกอบพธิ ใี นหอ้ งผเี รอื น ผเู้ ขา้ รว่ ม
พิธีได้แก่ญาติท่ีอยู่ในสิง หรือตระกูลผีเดียวกัน เร่ิมจากเจ้าบ้านยกสำ�รับเครื่องเซ่น
ถวายผีเรอื น
๙๘
จากนั้นหมอเสนจะเร่ิมประกอบพิธีโดยกล่าวเชิญผีเรือนให้มารับเคร่ืองเซ่น
โดยเรียกชื่อผีเรือนจาก “ป๊ับ” รายช่ือผีเรือนให้มากินเคร่ืองเซ่นทีละคน ขณะที่
เรียกช่ือหมอเสนจะใช้ไม้ทู (ตะเกียบ) คีบอาหารและเคร่ืองเซ่นป้อนให้ผีเรือนกิน
โดยหย่อนลงทางช่องเล็ก ๆ ลงไปใต้ถุนบ้านแล้วหยอดน้ําตามลงไปจนกระท่ัง
เรียกช่ือครบทุกคน พิธีเซ่นให้ผีกินอาหารน้ีจะทํา ๑ ครั้ง คือ มื้อเช้าและกลางวัน
จากนน้ั จะเสนเหลา้ หลวงโดยใชเ้ หลา้ ๑ ขวด และกบั แกลม้ เปน็ เครอ่ื งเซน่ หมอเสน
จะทำ�พิธีเรียกผีบรรพบุรุษมากินตามรายชื่อในป๊ับผีเรือนจนครบทุกคนเป็นเสร็จพิธี
ความเชื่อ
ชาวไทดำ�มีความเชื่อเร่ือง “ผีฟ้า” หรือ “แถน” คือ เชื่อว่าแถนเป็นผู้สร้าง
โลกและบันดาลให้มีทุกส่ิงทุกอย่าง นอกจากนี้ยังนับถือผีบรรพบุรุษหรือที่เรียกว่า
“ผีเฮือน” ซ่ึงเมื่อตายแล้วจะไม่ไปไหนยังคงวนเวียนคอยช่วยเหลือลูกหลานอยู่
ด้วยเหตุน้ีเมื่อชาวไทดำ�ตายลง ลูกหลานจะนำ�ศพไปฝังและไปเชิญผีจากหลุม
หลงั จากทต่ี ายแลว้ ๓ วนั เรยี กวา่ “พธิ เี อาผขี น้ึ เรอื น” ในบา้ นจะจดั ทม่ี มุ ใดมมุ หนง่ึ
ของหอ้ งเปน็ “กะลอห้อง” หรอื “กะลอฮอ้ ง” มพี านข้าว (ถาดใสข่ ้าว) เป็นท่ีบชู า
ผบี รรพบุรุษ ปกติไม่อนุญาตให้ผอู้ ื่นที่ไมใ่ ช่ญาติเข้าไป
ในปัจจุบันชาวไทดำ�บางส่วนได้หันมาสนใจพุทธศาสนามากข้ึน และเร่ิม
เผาศพแทนที่จะฝังอย่างเดิม และพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น ความเช่ือเรื่องผีเรือน
ความเชื่อเก่ียวกับหมอรักษา หรือเจ้าบ้าน (พระเส้ือเมือง) เม่ือมีคนตายทุกบ้าน
จะหยุดทำ�งานจนกว่าจะนำ�คนตายไปป่าช้าเรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มทำ�งานใหม่
ในงานศพไม่มีพระสงฆ์มาเกี่ยวข้องเพราะถือว่าพระกับผีไม่ถูกกัน แต่ถึงอย่างไรก็ดี
ยังคงนิยมฝงั ศพมากกว่าเผา
๙๙
นอกจากนั้น ชาวไทดำ�ยังเป็นชาติพันธุ์ที่นับถือ “พ่อมด” ซ่ึงพ่อมดเปรียบ
เหมือนเทวดา การประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ จะเป็นการเชิญพ่อมดมาเพ่ือประกอบ
พิธีกรรมของชนเผ่า และการประกอบพิธีกรรมบูชาพ่อมด ชาวไทดำ�จะล้อมวง
กันเต้น และจะมีหญิงกระทุ้งไม้ไผ่ให้จังหวะรอบวง ซึ่งประเพณีดังกล่าวเป็นการ
เล่นเพ่ืออัญเชิญเทวดาและสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ และใช้เวลานานเป็นวัน ๆ โดยท่ีชาวบ้าน
จะผลัดเปล่ยี นหมนุ เวียนกนั มารว่ มพธิ ี
ขับมด เป็นการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เมื่อมีคนเจ็บป่วยเร้ือรังในครอบครัว
รกั ษาดว้ ยหมอยาแลว้ ไมห่ าย สามภี รรยา หรอื ญาตขิ องผปู้ ว่ ยจะไปหา “หมอเหยา”
มาเสกเป่าเยียวยาแก้ไข ถ้ายังไม่หายก็จะไปเชิญหมอมด มาทำ�พิธีรักษา หมอมด
จะรักษาดว้ ยการขับมดและเส่ยี งทาย เพอ่ื ให้ทราบสาเหตุของการเจบ็ ปว่ ย ถ้าหาก
ถูกผีทำ�ก็จะทำ�พิธีเลี้ยงผีแก้ไขอาการเจ็บป่วย เดิมการรักษาของหมอมดมีค่าคาย
(ข้ึนครู) ๒ บ้ี แต่ปัจจุบันใช้เงิน ๑,๐๐๐ กีบ เทียน ๘ คู่ ไข่ ๒ ฟอง กระเทียม
๒ - ๓ หัว ฝา้ ย ๑ มัด เกลอื ๑ หอ่ ขา้ วสารใส่กะละมัง หวี และปอยผม ๑ ปอย
เพอื่ ถวายใหผ้ มี ด
การรกั ษาเรม่ิ ดว้ ยการใหผ้ ชู้ ว่ ยหมอมด ๒ คนชว่ ยกนั เปา่ ป่ี หมอมดจะท�ำ การ
ขับมดเพื่อเชิญผีมดให้มาช่วยในการวินิจฉัยสาเหตุของการเจ็บป่วย โดยสุ่มถาม
ผีมดว่าถูกผีอะไรทํา เช่น ถามว่าถูกผีเรือนทำ�ใช่ไหม แล้วเสี่ยงทายหาคำ�ตอบ
ด้วยการสาดข้าวสารลงบนพ้ืน ๓ คร้ัง ให้ได้จำ�นวนคู่ - ค่ีสลับกัน กล่าวคือ
ถ้าคร้ังแรกได้จำ�นวนคู่ คร้ังที่สองจะต้องได้จำ�นวนค่ี และคร้ังท่ีสามได้จำ�นวนคู่
แสดงว่าผิดผีเรือน ถ้าเส่ียงทายไม่ได้จำ�นวนดังกล่าวก็จะเป่าป่ีขับมดต่อไปอีก
จนจบคำ�ขับมด แล้วเสี่ยงทายอีกเช่นนี้จนกระท่ังได้จำ�นวนคู่สลับคี่ตามท่ีต้องการ
ดังน้ัน การขับมดจึงใช้เวลานานอาจใช้เวลาตั้งแต่ตอนบ่ายจนกระท่ังถึงกลางคืน
๑๐๐
เม่ือทราบถึงสาเหตุของการเจ็บป่วยว่าถูกผีใดมาทํา หมอมดก็จะให้ญาติ
ผู้ป่วยจัดเตรียมส่ิงของสำ�หรับเซ่นเล้ียงผี เพ่ือให้เลิกทำ�แก่ผู้เจ็บป่วย การรักษา
ของหมอมดไม่มีข้อห้ามในการรักษาร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบัน แม้ว่าคนป่วย
จะนอนอยู่โรงพยาบาล หมอมดทำ�พิธีรักษาที่บ้านไปด้วยก็ได้ ผู้ร่วมพิธีขับมด
ได้แก่ ญาติพ่ีน้องใกล้ชิด เพ่ือนบ้านใกล้เคียง รวมท้ังคนในหมู่บ้านจะมาร่วม
โดยไม่ต้องบอกกล่าว ขับมดจึงเป็นการรักษาทางด้านจิตใจ การเชิญหมอมด
มารักษา แสดงว่าลูกผัวรักแพง รวมทั้งมีญาติและเพ่ือนบ้านมาเย่ียมเยือนทำ�ให้
ผปู้ ว่ ยมีขวัญและกำ�ลังใจดีขึน้ ซ่งึ อาจทำ�ให้หายจากการเจบ็ ป่วย
วถิ ีชวี ติ ของชาวไทด�ำ ในปจั จบุ นั
เป็นวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยบ้านเรือนมีการเปล่ียนรูปลักษณ์เหมือน
ชุมชนท่ัวไปในชนบท การใช้ชีวิตของชาวไทก็เปลี่ยนไปตามวิถีกระแสสังคมและ
เทคโนโลยี ชาวไทดำ�ส่วนหนึ่งใช้ชีวิตในสังคมของการพัฒนา ลูกหลานต้องไป
โรงเรียนในอำ�เภอ วัยรุ่นแต่งกายตามสมัยนิยมท่ัวไป แต่อีกส่วนหน่ึงชาวไทดำ�
ก็ยังคงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีไว้ได้เป็นอย่างดีซึ่งในวิถีชีวิตของชาวไทดำ�
จะมรี ะเบียบแบบแผนเปน็ ของตนเองทีด่ ำ�รงอยู่บนบรรทัดฐานของความเชอ่ื
ปีใหม่ของชาวไทดำ�จะจัดข้ึนในเดือนสิบเรียกว่า “ประเพณีปาตดง”
นอกจากนั้นไทดำ�ยังมีการละเล่นที่สืบทอดกันมาช้านานเป็นการแสดงความเคารพ
ต่อพ่อมดประจำ�หมู่บ้าน ซ่ึงจะมีเคร่ืองดนตรีประกอบด้วย ป่ีบ้ัวบู ฟางฮาด
โดยเรยี กการเล่นน้วี า่ “แซปาง” มักมกี ารแสดงในวนั แรมหนงึ่ คํา่ และเดอื นหก
๑๐๑
ดา้ นหตั ถกรรมภูมิปัญญา
ชาวไทดำ�มีศิลปะการทอผ้าท่ีสวยงาม และมีผ้าฝ้ายซึ่งเป็นผ้าพ้ืนเมือง
ท่ีถ่ายทอดกันมาต้ังแต่บรรพบุรุษปัจจุบันชาวไทดำ�ยังคงใช้ศิลปะทอผ้าแบบดั้งเดิม
ทกุ กระบวนการผลติ
อาหารของชาวไทดำ�
ประกอบด้วยผักและน้ําพริก คือ แจ่วอดท่ีทำ�จากใบบอนคัน ชาวไทดำ�
ไม่ค่อยนิยมกินเน้ือสัตว์และยังคงมีวิถีชีวิตแบบด้ังเดิม นอกจากความโดดเด่น
เปน็ เอกลกั ษณด์ งั กลา่ วแลว้ ชาวไทด�ำ ยงั คงมปี ฏทิ นิ เปน็ ของตนเอง ซง่ึ ในหนง่ึ สปั ดาห์
ของปฏิทินทั่วไปจะมี ๗ วัน แต่ของชาวไทด�ำ จะมี ๑๐ วัน ชนชาวไทดำ�จะนบั ถือ
และบูชาพระยาแถน บรรพบุรุษ รวมถึงผีต่าง ๆ มาก และมีความเช่ือว่าคน
ทุก ๆ คนนอกจากประกอบไปด้วยร่างกายแล้ว ยังประกอบด้วยอีกส่วนหน่ึงก็คือ
ขวญั (วญิ ญาณหรอื จิต) และเช่ือวา่ คนทเี่ จ็บไข้ได้ป่วยนน้ั เกดิ จากการท่ขี วญั ไม่อยู่
กับตัวเองหรือขวัญได้หนีหายไป จะต้องมีพิธีตามหาขวัญหรือเรียกขวัญให้กลับ
คืนมา ในพิธีการเรียกขวัญน้ีต้องอาศัยหมอผี ซ่ึงชาวไทดำ�เรียกว่า มด โดยหมอผี
จะเชญิ ผีต่าง ๆ ให้ไปตามหาขวญั กลับมา
ในการเชญิ ผีชนิดใดนนั้ ตอ้ งขึน้ อยกู่ ับว่าขวญั นน้ั จะไปตกอยู่ทใ่ี ด เช่น ขวัญ
ไปอยู่ตามป่าตามเขาก็จะอญั เชิญผียะวาย ซ่ึงเปน็ ผีเจ้าปา่ เจ้าเขาเป็นผ้ตู ามหาขวญั
ให้กลับมา แต่ถ้าขวัญตกน้ําก็จะเชิญผีกองกอยตามหาขวัญ เมื่อตามหาขวัญ
กลบั มาไดแ้ ลว้ คนไขก้ จ็ ะหายจากการเจบ็ ปว่ ย และเมอ่ื ถกู รกั ษาหายกจ็ ะเปน็ ลกู เลย้ี ง
ของหมอผไี ป เมือ่ ครบรอบ ๔ ปี หมอผจี ะจดั พธิ เี ล้ยี งผีขนึ้ ชาวไทดำ�เรียกพธิ ีนีว้ ่า
๑๐๒
การแซปาง หรือ ชมปาง โดยหมอผีจะอัญเชิญเทพเจ้าต่าง ๆ ท่ีชาวไทด�ำ นับถือลง
มาชมปางกอ่ น แล้วคอ่ ยอัญเชิญผีชนดิ ต่าง ๆ ลงมาชมปาง ในพิธีนี้ชาวไทด�ำ ทกุ คน
จะตอ้ งมารว่ มพธิ ี ซง่ึ จะมีการจดั หาเคร่อื งดนตรี มกี ารจัดเล้ยี งและฟอ้ นร�ำ กนั อย่าง
สนุกสนาน กนิ เวลาข้ามวนั ขา้ มคนื (ประตสู ่อู ีสานบา้ นเฮา, ๒๕๖๐)
ด้านภาษา
ปัจจุบันคนไทดำ�ยังคงพูดคุยกันด้วยภาษาด้ังเดิมและกลุ่มเยาวชนได้จัด
กระบวนการสืบทอดโดยจัดทำ�คำ�ศัพท์ไว้เป็นหมวดหมู่นำ�ไปสู่การจัดกระบวน
การเรยี น ฟงั พดู อ่าน และเขียนอย่างเป็นระบบ เพ่ือส�ำ หรบั กลุ่มเยาวชนในชมุ ชน
จะได้รักษารูปแบบการสนทนา การอ่าน การเขียนไว้ไม่ให้สูญหายไป โดยมีครู
ภูมิปัญญาท้ังภายในและนอกชุมชนที่สามารถอ่านเขียนได้ทำ�หน้าท่ีสอนร่วมกับพี่
เล้ียงกลุ่มเยาวชนสืบสานภูมิปัญญาไทดํา ท่ีทำ�หน้าท่ีช่วยเหลือด้านกระบวนการ
ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าด้านภาษายังเป็นภูมิปัญญาท่ียังมีพลัง และมีการสืบทอดกัน
อยู่ในปจั จบุ นั
จากการค้นคว้าเอกสารพบว่า ภาษาไท เป็นภาษาหน่ึงทใ่ี ชพ้ ดู กันในบรเิ วณ
กว้างขวางต้ังแต่แถบบริเวณจีนตะวันตกเฉียงใต้ในมณฑลกวางสี ไกวเจา และ
ยูนนาน จนถึงดินแดนแถบแหลมมาลายู และจากแคว้นอัสสัมตะวันตกจนถึง
เกาะไหหลำ�ตะวันออก นักวิชาการด้านภาษาได้กล่าวถึงบริเวณที่ใช้ภาษาไท
ตลอดถึงภาษาไทในถิน่ ตา่ ง ๆ สรปุ ความไดด้ ังน้ี ภาษาไทมีใช้ในประเทศไทย ลาว
บางภาคของพมา่ แควน้ อัสสมั ทางตะวันตกเฉยี งเหนือของอินเดยี เวยี ดนามเหนือ
และแถบตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ซ่ึงรวมแล้วจัดว่าเป็นกลุ่มภาษาท่ีสำ�คัญ
ในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาษาเหล่าน้ีมีช่ือต่างกันตามช่ือเผ่าพันธ์ุ
หรือตามที่ชาติอ่ืน ๆ ใช้เรียกกัน เช่น ภาษาชานในพม่า ภาษาไป่อี้ในยูนนาน
ประเทศจนี และภาษาจวงเจียในแคว้นกวางสขี องจนี เป็นต้น
๑๐๓
ตลอดจนถึงภาษาไทยและภาษาลาวซึ่งเป็นภาษาราชการในประเทศไทย
และประเทศลาว ตามลำ�ดับ ภาษาท้ังสองน้ีถือว่าเป็นภาษาที่รู้จักกันดีท่ีสุด
ในบรรดาภาษาไทยในถิ่นทั้งหลาย ภาษาที่ใช้ในลาว เวียดนามเหนือและบริเวณ
ใกล้ ๆ กับแคว้นสิบสองจุไทน้นั ถงึ แม้จะเป็นบรเิ วณแคบ ๆ แตก่ ็มีภาษาไทพ้นื ถน่ิ
พดู กนั เปน็ จ�ำ นวนมาก ไดแ้ ก่ ภาษาไทลอ้ื ไทด�ำ ไทขาว ไทแดง ผไู้ ทย ไทมยุ ไทเหนอื
พวน ย้อ และโยย้ นอกจากน้ันแล้วภาษาไทขาว ไทดำ� ไทแดง และไทลือ้ ก็มีการ
พูดที่ใกล้เคียงกันมาก คนไทกลุ่มผู้ไท ไทมุย ไทโย้ย และย้อ อาศัยอยู่ในจังหวัด
หัวพันกับดินแดนท่ีติดต่อกับภูเขา ส่วนพวกพวนอาศัยอยู่ทางใต้ในเมืองโบราณ
ของเชียงขวาง ดังนั้น ถ่ินฐานเดิมของภาษาไทยด้ังเดิมสายตะวันตกเฉียงใต้ คือ
บริเวณชายแดนของลาว เวียดนามเหนือและใกล้ ๆ กับดินแดนสิบสองจุไท
ภาษาไทถิ่นท่ีพูดอยู่ในประเทศไทยแล้วยังมีภาษาไทอ่ืน ๆ อีกมากมาย และภาษา
ท่ีสำ�คัญกลุ่มหน่ึง ได้แก่ ภาษาลาว ซ่ึงใช้กันมากในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ของไทย โดยเฉพาะพรมแดนที่ติดต่อกับประเทศลาวและกระจัดกระจายอยู่
ตามจังหวัดต่าง ๆ เช่น จังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี นครปฐม ชุมพร
และสุราษฎร์ธานี ที่ล้วนแล้วแต่เป็นชาวไทดำ�ท้ังสิ้น (วิทยาลัยอาชีวศึกษา
สรุ าษฎรธ์ าน,ี ม.ป.ป.)
ภาพท่ี ๔ อาจารย์วเิ ชยี ร แช่มคิด ประธานชมรมไทด�ำ ภาคเหนือ
๑๐๔
คนไทยเช้ือสายไทดำ�ในจังหวัดนครสวรรค์นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายแห่ง
จากการไดส้ มั ภาษณอ์ าจารยว์ เิ ชยี ร แชม่ คดิ อดตี ผอู้ �ำ นวยการโรงเรยี นบา้ นยางใหญ่
ตำ�บลหนองเต่า อำ�เภอเก้าเล้ียว จังหวัดนครสวรรค์ ในปัจจุบันอาจารย์วิเชียร
ได้ดำ�รงตำ�แหน่งประธานชมรมไทดำ�ภาคเหนือและได้ให้ข้อมูลว่า สำ�หรับประวัติ
ชาวไทดำ�ท่ีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนั้น แต่เดิมจะอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของ
ประเทศเวียดนาม ในสมัยก่อนเมืองต่าง ๆ ในเวียดนาม เช่น เมืองแผน เมืองรอ
เมืองม่วย เป็นเมืองขึ้นในอาณาเขต ๑๒ จุไท ยังเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสยาม
หรอื ประเทศไทย
ซึ่งบรรดาเมืองเหล่านี้เกิดการแข็งเมืองขึ้นไม่ยอมท่ีจะสวามิภักดิ์ต่อ
ประเทศสยาม พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงได้ให้เจ้าเมืองหลวงพระบางข้ึนไปปราบ
และกวาดต้อนประชาชนของเมืองเหล่านี้มา โดยเลือกเฉพาะที่เป็นคนไทดำ�นั้น
ได้กวาดต้อนมาอยู่ท่ีบางกอก (หรือกรุงเทพฯ) จากนั้นก็นำ�ไปพักไว้ท่ีเมืองเพชรบุรี
อำ�เภอเขาย้อย ประมาณ ๓,๐๐๐ คน ในปี พ.ศ. ๒๓๒๒ และถูกกวาดต้อนมา
หลายครั้ง ๓ - ๔ คร้งั จนกระทัง่ ถงึ สมัยรัตนโกสนิ ทร์ พ.ศ. ๒๓๕๒ จ�ำ นวน ๔ คร้งั
ด้วยกัน จวบจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ ในที่สุดก็มีการอพยพข้ามแดนมาในฐานะ
พลเมอื งของสยาม อาณาจักร ๑๒ จไุ ทนน้ั ยงั คงมชี าวไทดำ�เปน็ ชนกลุม่ นอ้ ยทีม่ ีอยู่
๓ ลา้ นคน เพราะในเวยี ดนามมี ๒๔ ชนเผ่า เอาเฉพาะไทดำ�ซ่ึงเปน็ ชนเผา่ ไทด�ำ แท้
ท่มี าอยู่เมืองไทย จากเพชรบุรีกก็ ระจายไปยงั จังหวัดตา่ ง ๆ ในประเทศไทยซง่ึ มีอยู่
ร่วม ๆ ๔๐ จังหวัด เชน่ สุพรรณบรุ ี นครปฐม จนกระท่ังมาถงึ จังหวัดนครสวรรค์
“อย่างเช่นตัวผมเองเป็นรุ่นท่ี ๗ เพราะในตระกูลของผมเป็นคนจดบันทึกประวัติ
ตา่ ง ๆ เอาไว้ และได้จดบนั ทกึ เร่อื งราวเกีย่ วกับการอพยพของชาวไทดำ� นั่นเพราะ
ร้หู นังสือภาษาไทดำ�”
๑๐๕
ส�ำ หรบั ในจงั หวดั นครสวรรคน์ ้ี มชี าวไทด�ำ อาศยั อยหู่ ลายหมบู่ า้ นหลายอ�ำ เภอ
เช่น อำ�เภอชุมแสง อำ�เภอเก้าเลี้ยว อำ�เภอบรรพต อำ�เภอหนองบัวมีเล็กน้อย
อำ�เภอลาดยาวมีเล็กน้อย ชาวไทดำ�ได้มาอาศัยอยู่ในนครสวรรค์โดยประมาณ
๑๐๐ ปี หมู่บ้านหนองเต่า อำ�เภอเก้าเลี้ยวแห่งน้ีก็ประมาณ ๘๐ ปี ภายหลังจาก
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ และ พ.ศ. ๒๔๘๐ ก็อพยพมาอยู่ที่น่ี
ตามประวัติแล้วครอบครัวของผมเองได้อพยพมาจากอำ�เภอเขาย้อย จังหวัด
เพชรบุรี รุ่นพ่อแม่เป็นคนอพยพมาอยู่ที่น่ี ชาวไทดำ�มีเอกลักษณ์ของตัวเองก็คือ
การพูดภาษาไทดํา การเขียนตัวหนังสือไทดํา อาหารของไทดํา ประเพณีต่าง ๆ
วัฒนธรรมบางอย่าง การทำ�มาหากินก็ปนเปอะไรกันบ้างเพ่ือที่จะได้อยู่ร่วมกันได้
แต่เดิมชาวไทดำ�ไม่มีศาสนาพอมาอยู่เมืองไทยเลยจำ�เป็นต้องเข้าทางพุทธศาสนา
เดิมจะมีการนับถือผีอย่างเดียว สมัยรุ่นปู่รุ่นย่าจะไม่มีการบวช (พระภิกษุ) นับถือ
ผีและจะไม่รู้จกั คำ�ว่าบวช การทำ�บญุ ท�ำ ทานอยา่ งเดยี วก็จะไมน่ ยิ ม เดยี๋ วนม้ี ีความ
จำ�เป็นเพราะการเกิดในประเทศไทยนั้นต้องมีชื่อและนามสกุลที่ชัดเจน มีทะเบียน
บ้าน รวมถึงการบ่งบอกศาสนาอะไรก็ต้องมีลงในข้อมูล เป็นการบังคับในตัวเอง
จากน้ันศาสนาพุทธก็จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำ�วันของชาวไทดำ�พอสมควร
พธิ กี รรมอะไรตา่ ง ๆ ก็ยงั คงอยู่
โดยพิธีกรรมของชาวไทดำ�ที่สำ�คัญ คือ พิธีกรรมปาดตงเสนเฮือน เป็นการ
ไหว้ผีบรรพบุรุษครั้งใหญ่ เหมือนประเพณีตรุษจีนของที่เมืองแผน เมืองเชิงลา
ประเทศเวียดนาม สำ�หรับพิธีงานใหญ่ประจำ�ปีจะตรงกับวันตรุษจีน เพราะถ่ินต้น
กำ�เนิดอยู่ใกล้กับประเทศจีน พิธีปาดตงเสนเฮือนทำ�เป็นประจำ�ทุกปีเช่นเดียวกับ
การทำ�บุญข้าวใหม่ ในราวเดือนธันวาคมถงึ มกราคมปีละครง้ั โดยครอบครัวจะตอ้ ง
ไมม่ ีคนเสยี ชวี ิตภายใน ๒ ปนี ั้นจะทำ�ไมไ่ ด้ ส่วนพิธีเซ่นไหว้จะทำ�ทกุ ๆ ปีกไ็ ด้ หรอื
๓ - ๕ ปีก็ได้
๑๐๖
ท้ังน้ีทั้งน้ันหลังจากพ่อแม่หรือคนในบ้านเสียชีวิตถึงทำ�ได้ แต่ถ้าปีนั้นแล้ว
ญาติพ่ีน้องท่ีอ่ืนเสียชีวิตก็ทำ�ไม่ได้จะต้องเว้นไปอีกปีหน่ึง บางครอบครัวไม่ได้ทำ�มา
๗ - ๘ ปี เพราะวา่ ญาตเิ สยี ชวี ติ ลงเรอ่ื ย ๆ หมายความวา่ ถา้ ตระกลู นน้ั มคี นเสยี ชวี ติ
ถ้าเป็นผู้ชายจะมีการจดบันทึกไว้เรียกกันว่าปะผีเรือน เหมือนกับไทดำ�ท่ีหมู่บ้านนี้
จะมีการจัดประเพณีพิธีกรรมปาดตงทุกปีในเดือนมกราคม ชาวไทดำ�จะมีปฏิทิน
เฉพาะของไทดำ�เลย ในหมู่บ้านนี้งานร่ืนเริงของชาวไทดำ�ที่จัดประจำ�ภายหลัง
จากการเก็บเก่ียว ประเพณีเล่นคอน (การเล่นคอน หรืออ้ินก้อนเป็นการละเล่น
ของหนมุ่ สาวลาวโซง่ ทโ่ี ยนลกู ชว่ ง (ตอดมะกอนใหแ้ กก่ นั ) พรอ้ มการรอ้ งร�ำ ท�ำ เพลง
และเป่าแคนไปพร้อมกับการเล่น หรือท่ีเรียก “การเล่นคอน ฟ้อนแคน” เทศกาล
เล่นคอนราวเดือน ๔ เดือน ๕ ชายหนุ่ม ๕ - ๑๐ คน จะชักชวนกันไปเล่นคอน
ตามหมูบ่ ้านอื่น) การบวงสรวงหรืออะไรต่าง ๆ การต�ำ ขา้ วเม่า ซง่ึ จะมกี ารแต่งกาย
ของชาวไทดำ�ทางราชการเห็นความสำ�คัญก็จะให้งบประมาณบางส่วนในการ
จดั งาน ซง่ึ เปน็ สว่ นหนง่ึ ของกระทรวงวฒั นธรรมทใ่ี หม้ กี ารอนรุ กั ษว์ ฒั นธรรมทอ้ งถน่ิ
เอาไว้ มีความคดิ เหน็ เรื่องชนกลมุ่ น้อยในประเทศไทยมีจ�ำ นวนมากพอสมควร
ชุมชนในภาคเหนือน้ัน ตัวผมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้มีกลุ่มหรือ
ชมรมตา่ ง ๆ เพอ่ื ประสานงานรวบรวมชนกลมุ่ นอ้ ยไทด�ำ ทไ่ี มอ่ ยากใหม้ นั สญู หายไป
ส่ิงสำ�คัญ ประเพณีต่าง ๆ ถ้าหากมีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น ใครจัดงาน
ก็จะไปร่วมงานกันซึ่งถือว่าเป็นการเอาแรงกัน เพราะในแต่ละจังหวัดนั้นมีชน
กลุ่มน้อยอาศัยอยจู่ �ำ นวนไมม่ าก วัฒนธรรมดา้ นตา่ ง ๆ เช่น ภาษาพดู ภาษาเขยี น
เรื่องดนตรี ไม่อยากให้เลือนหายไป ผมมีความต้ังใจที่จะรวบรวมกลุ่มชาวไทดำ�
หลาย ๆ กลุ่มหลาย ๆ ชุมชน ส่งผูท้ ีม่ คี วามรมู้ าอบรมเรื่องราวต่าง ๆ ทตี่ นเองมอี ยู่
การเรียนการสอนภาษาไทดำ�พอถึงสิ้นปีก็มีการสอบภาษาไทดำ�ท้ังผู้ใหญ่และเด็ก
ท่ีวัดหนองหลวง ตำ�บลไผ่รอบ อำ�เภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นศูนย์
๑๐๗
รวมไทดำ�ที่มากท่ีสุดในภาคเหนือมีการสอนภาษาไทดำ�ทุกวันอังคาร และวันศุกร์
เช่น ท่ีโรงเรียนบ้านยางใหญ่แห่งนี้ก็จะมีการแต่งกายในชุดไทดํา ท้ังนักเรียนและ
คุณครูในทกุ ๆ วนั องั คาร โรงเรียนบา้ นหนองเนนิ อำ�เภอท่าตะโก จะมกี ารแตง่ กาย
ชุดไทดํา และมีการเรียนการสอนภาษาไทดำ�ในทุก ๆ วันศุกร์ และทางองค์การ
บริหารส่วนตำ�บลฆะมัง อำ�เภอชุมแสง ทางเจ้าหน้าที่จะมีการแต่งกายในชุดไทดำ�
ในทุกวันอังคาร หรือวันพุธ นายก อบต. หรือเจ้าหน้าที่บางส่วนจะเป็นคนไทดำ�
ที่บา้ นวงั นา้ํ ต�ำ บลวงั ยาง อ�ำ เภอคลองขลุง จงั หวดั ก�ำ แพงเพชร
ทางนั้นจะมีการกำ�หนดเอาไว้ว่าหากมีคนไทดำ�เสียชีวิต อายุ ๖๐ ปีข้ึนไป
ผมู้ ารว่ มพธิ ศี พจะตอ้ งแตง่ กายในชดุ ไทด�ำ เปน็ มตขิ องหมบู่ า้ นซง่ึ ท�ำ อยา่ งนม้ี าตลอด
ตง้ั แตส่ มยั กอ่ นมาจนถงึ ปจั จบุ นั และในอกี หลาย ๆ ทก่ี ม็ กี ารท�ำ ในลกั ษณะเชน่ เดยี ว
กันนี้ ในฐานะท่ีผมเป็นประธานชมรมไทดำ�ภาคเหนือจะบอกกับไทดำ�ทุกชมรมว่า
จะต้องรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมน้ีให้ได้ทุก ๓ เดือน จะมีการประชุมเพื่อ
ปรึกษาหารือเรื่องต่าง ๆ ทำ�มาตลอดร่วม ๑๕ ปีมาแล้ว โดยจะให้ความสำ�คัญ
ในเร่ืองภาษาพูดมากที่สุด ภาษาเขียนยังไม่มากเท่าไหร่แต่ก็จะพยายามเช่นกัน
ตอนน้ีในส่วนราชการเร่ิมมาให้ความช่วยเหลือมากพอสมควร ไม่เหมือนกับใน
ชว่ งแรก ๆ ทย่ี งั ไมค่ อ่ ยมี หรอื ยงั ไมค่ อ่ ยเหน็ ความส�ำ คญั ลกู หลานเชอ้ื สายชาวไทด�ำ
หลาย ๆ คน ได้เข้ามาเป็นผู้บริหารบ้าง เข้ามาทำ�งานในส่วนองค์การบริหาร
ส่วนท้องถิ่นก็จะมีการรักถิ่นของตัวเอง ภาษาพูดภาษาเขียนด้วยตัวเอง เร่ิมมีการ
ให้การสนับสนุนไปท่ีไหนก็มีการสนับสนุนอย่างต่อเน่ือง แต่ละหมู่บ้านที่ไปร่วมงาน
จะเห็นวัฒนธรรมด้านพิธีกรรมต่าง ๆ เยอะ และให้ความสำ�คัญเร่ืองการแต่งกาย
มีการประกวดแข่งขัน ถ้าผมไปร่วมงานแล้วหมู่บ้านนี้จะต้องแต่งกายให้เรียบร้อย
ให้มีความเป็นเอกลักษณ์และสืบสานทางด้านวัฒนธรรม ในจังหวัดภาคเหนือมีการ
ตนื่ ตวั พอสมควร
๑๐๘
สว่ นชาวไทด�ำ จงั หวดั ภาคใต้ เช่น จังหวัดเพชรบุรี นครปฐม หรอื สุพรรณบรุ ี
ในภาคกลาง จะเป็นชาวไทดำ�กลุ่มใหญ่และมีจำ�นวนมากอยู่แล้ว การทำ�กิจกรรม
ตา่ ง ๆ ชาวไทด�ำ จ�ำ นวนมากกจ็ ะมารว่ มงานกนั อยา่ งมากมาย และมกี ารไปรว่ มงาน
กับชนกล่มุ อ่ืน ๆ มารว่ มบ้าง เชน่ ไทพวน ไทครงั่ และอกี หลาย ๆ ท่ี พวกกลุ่มชน
เหล่านี้จะมาร่วมงานเพ่ือสร้างสีสัน มีกิจกรรมการละเล่นต่าง ๆ เช่น การเล่น
มะกอนลอดหว่ งก็ยงั คงมกี ารละเลน่ อยู่ การต�ำ ขา้ วเม่า การร้องรำ�ทำ�เพลงเกย่ี วกบั
เรื่องไทดํา ลูกมะกอนน้ันชาวไทดำ�ถือว่าเป็นการเสี่ยงทายเพื่อเลือกคู่ให้หนุ่มสาว
ในหมู่บ้านสมัยก่อน โดยมีเสาสูงตั้งแท่นขึงคู่ไว้ แล้วมีแผ่นไม้ท่ีมีช่องหรือรูอยู่
ตรงกลาง วธิ ีการเล่นกค็ ือโยนลูกผา้ ลกั ษณะสามเหลีย่ มมีหาง (ภายในยดั ด้วยฝา้ ย)
หรอื ทีเ่ รียกว่ามะกอน เหว่ยี งขนึ้ ไปเพื่อใหล้ อดห่วงทีต่ งั้ ตรงสงู ไปใหไ้ ด้ ปกติการเลน่
มะกอนลอดบ่วงนี้จะนิยมเล่นกันในเดือนเมษายน ซ่ึงเป็นเดือนท่ีชาวไทดำ�ว่างงาน
จากการทำ�นาเกี่ยวข้าว ซ่ึงการเล่นมะกอนลอดบ่วงน้ันเป็นกลอุบายของผู้เฒ่าผู้แก่
ชาวไทดำ�เพ่ือให้หนุ่มสาวในหมู่บ้านได้มีโอกาสพบเจอสานสัมพันธไมตรีท่ีดีต่อกัน
จากการเลน่ นี้
การเล่นมะกอนลอดบ่วง ชายหญิงจะยืนอยู่คนละฝ่ัง ฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่าย
โยนมะกอนขึ้นเพื่อให้ลอดบ่วงก่อน ขณะท่ีฝ่ายชายจะคอยรับลูกมะกอนจากฝ่าย
สาวเจา้ ให้ได้ การโยนสง่ รบั กันไปโยนกันมา เกิดเป็นความชอบพอกนั ข้ึนกจ็ ะมกี าร
สานสัมพันธ์กันไป โดยแต่ละฝ่ังจะเล่นกันกี่คนก็ได้ ในหมู่บ้านน้ีจะให้ความสำ�คัญ
ในเร่ืองพิธีกรรมต่าง ๆ ท่ีทำ�กัน ท่ีหมู่บ้านจะเป็นพิธีรำ�ถวายเจ้าจอมแส (เจ้าจอม
ท่านสุดท้ายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี ๕ เจ้าจอมแส
เป็นบุตรีของเจ้าพระยาสุรพันธุ์พิสุทธ์ิ (เทศ บุนนาค) ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑล
ราชบุรี กับหม่อมทรัพย์ชาวลาวโซ่ง บ้านท่าโล้ เมืองเพชรบุรี) การบวงสรวงของ
นางแกว้
๑๐๙
ซ่ึงเป็นผู้นำ�ไทดำ�องค์ท่ี ๑๔ ท่ีมีตราสัญลักษณ์เป็นหญิงสาว กษัตริย์ของ
ไทด�ำ เมอื งแผนมกี ษตั รยิ ์ ๓๓ องค์ ขนุ ลอทเ่ี ราไดเ้ รยี นมาในตอนเดก็ เรอ่ื งลลิ ติ พระลอ
ซึ่งก็คือไทดํา ยังมีคำ�กลอนต่าง ๆ ของไทดำ�ก็มีอยู่มากมาย สุนทรภู่ยังได้เคยนำ�มา
แต่งเป็นกลอน แม้กระท่ังวัฒนธรรมทางด้านภาษาและตัวอักษรไทดำ�ก็จะมีมาก่อน
พ่อขุนรามคำ�แหงก็นำ�มาใช้บ้าง ของลาวบ้างเขมรบ้าง แต่ในส่วนของไทดำ�น้ัน
เป็นชนกลุ่มน้อยมีประเทศมีชาติแต่ได้เสียให้กับฝร่ังเศสในปี พ.ศ. ๒๔๕๑ สมัย
รชั กาลท่ี ๕ ทเี่ สียไปถึง ๙๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร จากนัน้ ก็ตกมาเป็นเมืองขึน้ ของ
ประเทศเวียดนาม
ภาพท่ี ๕ การเรยี นการสอนภาษาไทด�ำ ให้กับเยาวชน
๑๑๐
ในเดือนธันวาคม หรือมกราคมของทุกปีจะมีพิธีกรรมท่ีเรียกว่า ปาดตง
(คือ การทำ�พิธีเซ่นไหว้ผีเรือนทุก ๑๐ วัน เรียกว่า “ปาดตง” หมายความว่า
นำ�เครื่องเซ่นไปวางต้ังไว้ (ปาด - วาง, ตง - ต้ังไว้) ที่กะล้อห่องแล้วกล่าวเชิญ
ให้ผีเรือนมากินเคร่ืองเซ่น ก็มีข้าวและกับข้าว หมากพลู บุหร่ี วันเซ่นไหว้เช่นน้ี
เรียกว่า “ม้ือเวนตง”) นิยมทำ�กันที่เขานับถือทุก ๆ บ้านไม่ว่าจะอำ�เภอไหน
จงั หวัดไหน หลงั จากท�ำ นาไดข้ ้าวใหม่กจ็ ะมีการเลยี้ งผปี ู่ยา่ ตายาย พธิ ีศีลเดือนน้นั
เดือน ๔ เดือน ๖ เดือน ๘ จะถือเอาเดือนที่เป็นเดือนคู่ แต่บางแห่งอย่าง เช่น
สุพรรณบุรี เพชรบุรี อาจจะเป็นเดือน ๑๒ เป็นการเล้ียงผีท่ีว่า ที่บ้านน้ันต้องมี
การท�ำ พธิ ใี นทกุ ๆ ๒ ปี หรือ ๓ - ๕ ปี กแ็ ลว้ แตว่ ่าฐานะความเป็นอย่ขู องแต่ละหมู่
แต่ละคน การทำ�ในลักษณะนี้จะทำ�ให้มีความเจริญ การทำ�มาหากินดีข้ึน ลูกเต้า
หรือการเจ็บไข้ได้ป่วย หน้าท่ีการงานก็จะดีข้ึน ไทดำ�ในกลุ่มต่าง ๆ ในหลาย ๆ ที่
มีการร้องรำ�ทำ�เพลงเพ่ือที่จะได้ว่ามีการสืบทอด การขับร้องขับรำ�น้ีจะมีความ
แตกตา่ งไปจากเมอื งแผน เมอื งลาทเ่ี ปน็ ตน้ ก�ำ เนดิ มาก ตน้ แบบเสยี งจะโหยหวนมาก
เอกลักษณ์ที่ต้องรักษาท่ีสำ�คัญก็คือ การแต่งกายที่เป็นสีดํา ซ่ึงไทดำ�ก็จะ
หมายถึงเส้ือผ้าการแต่งกายที่เป็นสีดํา ผิวไม่ดํา ไทขาวนั้นภาษาไทดำ�จะเรียกว่า
ไทด่อน อันน้ันจะเป็นสีขาว (จะต้ังถิ่นฐานในอาณาเขตสิบสองจุไทที่มีพ้ืนภูมิสถาน
อยู่ในเขตประเทศเวียดนามเป็นส่วนใหญ่ เป็นต้นว่าอยู่กันหนาแน่นในจังหวัดไลโจ
หรอื เมอื งไล นอกนน้ั กก็ ระจดั กระจายอกี หลายชมุ ชนหลายเมอื ง เชน่ เมอื งกวง่ิ หงาย
บักเอียน ฟูเอี๋ยน ตาบัก ซาปา บักฮา ในแถบจังหวัดซอนลาหรือเมืองลา จังหวัด
ฮ่าซิ่นบิ่ง ตลอดจนจังหวัดแทงหัว) ไทแดงก็จะไปทางสีแดง แต่คำ�พูดจะคล้าย ๆ
กนั หมด การแบง่ ก็จะเป็นในลกั ษณะของการแต่งกายน่นั เอง
๑๑๑
ดา้ นอาหารการกนิ ทจ่ี ะขาดไมไ่ ดเ้ ลยกค็ อื หนอ่ ไม้ แกงหนอ่ ไมใ้ สไ่ กแ่ ละจะตอ้ ง
เป็นไก่บ้าน ผักจุ๊บ ยำ�ผัก ซึ่งจะเป็นผักอะไรก็ได้ท่ีนำ�มายํา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙
ได้ไปท่ีเมืองแถง (เมืองไลโจว) เป็นเมืองหน่ึงในเวียดนามที่มีชาวไทดำ�อาศัยอยู่
จำ�นวนมาก น่ันก็คือ เดียนเบียนฟูในปัจจุบัน ที่นี่กินอาหารรสชาติไม่จัดไม่เหมือน
กับชาวไทดำ�ในประเทศไทยท่ีจะกินอาหารรสเผ็ด ปลาป้ิงจะนิยมใช้ปลาช่อน
ใช้ปลาเกร็ดจากแม่นํา้ ด�ำ แม่นา้ํ แดง มาทำ�อาหารทไ่ี มค่ ่อยเผด็ เทา่ ไหร่ เคร่อื งที่ท�ำ
ก็จะคล้าย ๆ กัน การทำ�พิธีเสนเฮือนจะเล้ียงอาหารประเภทนี้ ผักจุ๊บ แกงหน่อไม้
แกงส้ม และปลาปงิ้ ต๊บ ๓ อยา่ งนีอ้ ย่าขาด นอกจากนี้จะเอาอาหารไทยมารวมด้วย
ก็ได้ แต่จะไม่ขาดอาหาร ๓ อย่างน้ีท่ีสำ�คัญ ขนมก็จะคล้าย ๆ กับขนมบัวลอย
ควายลุย เรื่องขนมน้ันจะไม่เน้นอะไรมาก ด้านผลไม้ก็แล้วแต่ตามฤดูกาลสำ�หรับ
ประเทศไทย ทเ่ี วยี ดนามก็จะคล้าย ๆ กนั
ที่มา : “ไทด�ำ ๗ จังหวัดทัว่ ไทยแห่ร่วมงานสงกรานต์บ้านแกง่ ปากนาํ้ โพ คึกคกั .” โดย MGR Online, (๒๕๕๙, เมษายน ๑๗), เข้าถึงไดจ้ าก
https://mgronline.com/local/detail/9590000038836.
๑๑๒
เฮอื นไทดำ�
เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมท่ีปรากฏอยู่ในศิลปะงานช่างโดยเฉพาะประเภท
ท่ีพักอาศัย หรือภาษาถ่ินนิยมเรียกว่า “เฮือน” ของผู้คนในกลุ่มวัฒนธรรมทาง
ภาษาตระกูลไท - ลาว จนเป็นท่ีมาของคำ�กล่าวท่ีว่า “อยู่เฮือนสูงเป่าแคน
กินขา้ วเหนียว เค้ียวปลาร้า สักขาลาย นงุ่ ซิน่ แม่นแลว้ คือ ไท - ลาว” ซง่ึ ถอื เปน็
อัตลักษณ์ร่วมทางวัฒนธรรมของคนในวฒั นธรรมนี้
เอกลักษณ์เฮือนไทดำ�นิยมทำ�ผังพ้ืนเฮือนเป็นรูปสี่เหล่ียมผืนผ้าโดยมีบันได
ทางข้ึน - ลงเฮือนอยู่ ๒ ตำ�แหน่ง คือ ๑) บริเวณชานแดดท่ีเป็นบริเวณครัวไฟ
หลังบ้านเรียก “ชาน” และ ๒) บริเวณหน้าบ้าน เรียกว่า “กว้าน” โดยบันได
จะอยู่บริเวณด้านสกัดหัวเรือนใหญ่ ผู้ชายจะใช้บันไดทางกว้านขึ้นหน้าบ้าน
ส่วนผู้หญิงจะใช้บันไดด้านหลังบริเวณท่ีเป็นชาน พื้นที่พักอาศัยภายในเฮือนจะมี
หิ้งผีอยู่บริเวณห้องเปิง ส่วนห้องนอนลูกชายจะอยู่ติดกับกว้าน ซ่ึงท้ังหมดนี้จะอยู่
ในผังเดียวกัน โดยแบ่งกั้นพ้ืนท่ีด้วยผ้าทอผืนงาม และพื้นที่ถูกแบ่งเป็นห้อง ๆ
นยิ มเฉพาะเลขคี่ เช่น ๓ หอ้ ง ๕ ห้อง ๖ ห้อง และ ๗ ห้อง ตามลกั ษณะความยาว
ของตัวเฮือน ซ่ึงอาจจะน้อยกว่าเฮือนไทขาว แต่จะมีความกว้างขวาง พื้นที่โถง
กลางบ้านจะเป็นพื้นท่ีโล่งอเนกประสงค์ใช้ในการรับแขก พักผ่อน ตำ�หูก (ทอผ้า)
เป็นต้น ด้านนี้มีระเบียงยื่นออกมาจากตัวเฮือนประมาณ ๑ เมตร ตามแนวยาว
ขนานตัวเฮือน ส่วนห้องนํ้าห้องส้วมจะสร้างอยู่ด้านนอกตัวเฮือน เสาโครงสร้าง
นิยมทำ�เสากลมวางอยู่บนแท่นหินไม่ปักลงพื้นดิน ท้ังน้ีเพ่ือไม่ให้ไม้ผุกร่อนได้ง่าย
และยังซ่อมแซมร้ือถอนได้สะดวกกว่าการปักลงดิน ผนังตัวเฮือนมีทั้งท่ีเป็นไม้จริง
และไม้ไผ่ นอกจากนี้ยังพบวา่ มกี ารใชผ้ นังดนิ ผสมกบั โครงสร้างไม้ไผ่อกี ดว้ ย
๑๑๓
เอกลักษณ์อย่างหน่ึงท่ีสำ�คัญของผนังเฮือนไทดํา คือ นิยมโชว์แนวเสา
ไว้ด้านนอก ผนังตัวเฮือน ช่องเปิดหน้าต่าง (ป้องเอี้ยม) มีรูปแบบท่ีหลากหลาย
แต่มาในสมัยหลังนิยมทำ�เป็นลูกกรงเหล็กแทน รูปแบบหน้าต่างยังเป็นเคร่ืองแสดง
สถานภาพทางสังคม เช่น บ้านคนจนและชนช้ันปกครอง ซึ่งสามารถดูได้จาก
ความวิจิตรงดงามทางศิลปะ บ้างทำ�เป็นลักษณะล้มสอบ แกะสลักด้วยลวดลาย
เรขาคณติ เขาควาย หวั มงั กร - นา้ํ เต้า รงั ไหม ตลอดจนกลบี ดอกไมก้ ย็ ังมีปรากฏ
ให้เห็น ส่วนหลังคาเฮือนถ้าเป็นเฮือนโบราณจะมุงแป้นเกล็ด หรือมุงแฝก ซ่ึงมี
ความหนาถึง ๓๐ - ๔๕ เซนติดเมตร ทำ�ให้มีอายุการใช้งานได้นาน ๑๐ - ๒๐ ปี
เลยทีเดียว ต่อมาสมัยหลังนิยมมุงด้วยกระเบื้องดินเผาแทน ตามความก้าวหน้า
ทางเทคโนโลยีกอ่ สรา้ งสมยั ใหม่
ภาพที่ ๗ เฮอื นไทด�ำ
๑๑๔
เฮือนไทดำ�หลังคาจะเหมือนกัน คือ นิยมทำ�เป็นทรงหลังคาแบบบรานอ
แต่ถ้าเป็นเฮือนเคร่ืองผูก ด้านสกัดจะโค้งเหมือนโครงร่ม เอกลักษณ์ท่ีสำ�คัญ
อย่างหนึ่งของเฮือนไทดํา คือ การตกแต่งยอดจ่ัวป้ันลมด้วยไม้แกะสลักลวดลาย
คลา้ ยมวยผมผู้หญิงและรปู ทรงเรขาคณิต ส่วนความเชือ่ ของยอดจวั่ นีถ้ ูกอธิบายวา่
จะเป็นครอบครัวใหม่ท่ีเพ่ิงแต่งงานจะนิยมทำ�เป็นลวดลายคล้ายหญิงชายกำ�ลัง
สังวาส หรือรูปผู้หญิงต้ังครรภ์ อันแสดงถึงความสุขและความหวัง ถ้าเป็นเฮือน
คนยากจน ยอดจัว่ จะเปน็ ไม้เรยี บ ๆ ธรรมดา ไม่มกี ารตกแต่งใช้เพียงไม้มาไขว้กนั
คล้ายกาแลในทางภาคเหนือของไทย ตัวอย่างลายเส้นยอดจั่วน้ีจัดทำ�ขึ้นมา
ใหม่โดยการอิงรูปแบบของเดิมเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ โดยช่างชาวเมืองทงแลง
อำ�เภอทานเซา จังหวัดซอนลา ยอดจ่ัวดังกล่าวยังเป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม
เช่นเดียวกับป่องเอ้ียม (ช่องหน้าต่าง) โครงสร้างหลักของตัวเฮือนทำ�ด้วยไม้
เน้ือแข็งทั้งตัวเฮือนและโครงหลังคาสำ�หรับพ้ืนท่ีพักอาศัยภายในเฮือนจะมีแม่ค่ีไฟ
ทั้งเฮือนใหญ่และเฮือนไฟ (เฮือนครัว) โดยแม่ค่ีไฟบนเฮือนใหญ่ใช้สำ�หรับผิงไฟ
ให้ความอบอุ่นยามหน้าหนาว บนเฮือนไทดำ�จะอยู่กันหลายครอบครัว มีสมาชิก
มากกวา่ ๑๐ คน และมีคู่ผวั เมียไมต่ าํ่ กว่า ๒ - ๓ คู่ อย่รู วมกันเป็นครอบครวั ใหญ่
บริเวณรอบ ๆ เฮือนจะมีหอผีอยู่บริเวณหน้าบ้าน ของใครของมัน ต่างกับไทขาว
ท่ีจะทำ�หอผี ๒ - ๓ หออยู่ร่วมกัน สำ�หรับความแตกต่างของเฮือนไทดำ�กับไทขาว
แต่เดิมนั้นจะต่างกันตรงที่เฮือนไทขาวมักจะมีระเบียงแคบ มีบันไดทางข้ึน ๒ ด้าน
แตใ่ นปจั จบุ นั รปู แบบไดถ้ กู ผสมผสานจนแทบจะแยกไมอ่ อก อกี ทง้ั บนั ไดทางขน้ึ - ลง
ก็ถูกปรับเปลี่ยนเป็นปูนก่อแทนบันไดไม้ตามสมัยนิยม ศิลปะการตกแต่งลวดลาย
ไม้จำ�หลักยังผสมผสานกับศิลปะญวน (เวียดนาม) อย่างผสมกลมกลืนตามวิถี
สังคมใหม่ (ต๊กิ แสนบุญ, ๒๕๖๓)