[ดึงดดู ความสนใจของผอู ้ ่านของคณุ ดว้ ยคาอา้ งองิ ทยี่ อดเยี่ยมจากเอกสาร หรือใชพ้ ้ืนทน่ี ้ีเพอื่ เน้นจดุ สาคญั เมื่อตอ้ งการวางกลอ่ ง
ขอ้ ความทสี่ ว่ นใดกต็ ามของหนา้ น้ี กเ็ พียงแคล่ ากกลอ่ งขอ้ ความน้ันมา]
วิชาอคั ลาก
วิชาอคั ลาก
จรรยามารยาท
จรรยามารยาท หมายถงึ การนาสิ่งทนี่ า่ ยกยอ่ งสรรเสรญิ มาปฏบิ ตั ิ ท้ังในด้านวาจา การกระทา และมารยาทที่ดีงาม
อสิ ลามเป็นศาสนาที่สมบรู ณ์ จัดระบอบการดาเนินชวี ติ ของมนุษย์ในทกุ สภาวการณ์ กาชบั ใหป้ ฏบิ ตั ิในส่งิ
ที่เป็นประโยชน์ และหา้ มปรามจากสิ่งทเ่ี กิดโทษ และได้กาหนดมารยาทตา่ งๆ ต่อตนเองและต่อผ้อู ืน่ มารยาทยาม
รับประทานอาหารและด่ืม มารยาทยามนอนและตนื่ มารยาทยามอยูใ่ นพ้นื ที่และเดินทาง และมารยาทในทุก
อริ ยิ าบทของชีวติ ประจาวัน
อัลลอฮฺไดต้ รสั วา่ :
ความว่า และสิง่ ใดทร่ี อซูลไดน้ ามายงั พวกเจ้า พวกเจ้าก็จงยึดม่นั เอาไว้ และส่งิ ใดทีท่ า่ นหา้ มปรามไม่ให้พวกเจ้า
กระทา พวกเจ้าก็จงละเว้นเสีย และพวกเจา้ จงเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺเถิด แทจ้ ริง อัลลอฮนฺ ั้นเป็นผู้ทรงเขม้ งวดในการ
ลงโทษ (อลั -หชั ร์ : 7)
1)แบบมารยาทและนสิ ยั ที่ดีในอิสลาม
1. ใช้คาพดู ท่ีดกี บั มสุ ลมิ และไม่ใช่
2. คนทด่ี ที สี่ ดุ ท่ามกลางพวกเจา้ คือพวกท่มี ีมารยาทและนสิ ยั ดี
2)ไล่ความชว่ั ด้วยความดี
1. เปลีย่ นความช่วั ใหเ้ ป็นความดี ไมเ่ พียงแต่ดีแต่ดที ส่ี ดุ (23:96)
2. การชดเชยการทารา้ ยคอื การทาร้าย แตถ่ ้าใหอ้ ภัยและคนื ดี เขาจะได้รางวลั จากอลั ลอฮ (42:40)
– ถ้ามีคนกลา่ วร้ายเราทงั้ ต่อหนา้ และลบั หลงั ท้งั หมดนอ้ี ัลลอฮรู้ ไม่ใชห่ น้าท่เี ราทจ่ี ะลงโทษ
วธิ ที ่ดี ีท่ีสุดคือไม่ทาชั่วเมื่อถงึ ทเี ราแต่ทาสง่ิ ทดี่ ีที่สุดเพื่อไลค่ วามชั่วน้นั ความช่วั 2อนั ไมท่ าใหเ้ กิดสิ่งท่ดี ี
– เมื่อคุณไลห่ รอื ทาลายค.ชัว่ ดว้ ยบางสิ่งทดี่ ีกว่ามากๆ,ก็เหมือนกับ ยาแกพ้ ษิ ยอ่ มดกี วา่ ยาพษิ คณุ ทาลายความ
เกลยี ดด้วยความรกั
คณุ ไลค่ วามไม่รู้ดว้ ยความรู้,ความโงเ่ ขลาและเลวทรามด้วยข้อความเข้าใจงา่ ยทอ่ี ัลลอฮเผยใหเ้ หน็ เมือ่ พบผทู้ ่ีเตม็ ไป
ด้วยบาป,
ไมใ่ ชแ่ ค่เพยี งแตป่ ลดเปล้ืองบาปให้เขาแตค่ ุณตอ้ งทาใหเ้ ขาเปน็ เพ่ือนที่ดีทส่ี ุดของคุณและเปน็ ผู้ชว่ ยเพ่อื อัลลอฮ
ความดีของคณุ สาหรบั การเปล่ยี น
ค.ชว่ั เป็นค.ดแี ละจา่ ยทานจะเปน็ 2เทา่ เช่นเดียวกนั ถา้ คณุ ใหอ้ ภยั และเปลยี่ นค.ชวั่ เป็นค.ดแี ล้วอัลลอฮจะรกั คุณและ
ให้รางวลั คุณ
3)มารยาททีด่ อี ื่นๆถูกสอนในกุรอ่าน
1.มนั เป็นส่วนหนง่ึ ของค.โปรดปรานของอลั ลอฮซ่ึงเจ้าผทู้ ีใ่ ช้ความสภุ าพกบั พวกเขา ถ้าเจา้ ใชห้ วั ใจทแี่ ข็งกระดา้ ง
หรอื ตัดเย่อื ใย,
พวกเขาจะหนีหา่ งจากเจ้า ดงั นั้นจงมองขา้ ม(ความผดิ ของพวกเขา),และขอการใหอ้ ภัย(ของอลั ลอฮ)ต่อพวกเขาและ
ใหค้ าปรึกษา
พวกเขาอย่างจรงิ จัง(ในเรื่องนนั้ ๆ) ดังน้ันเมอ่ื เจา้ จะตัดสินใจเรอ่ื งใดๆ,จงมอบหมายสิ่งนัน้ กบั อัลลอฮ เพราะอัลลอฮ
ทรงรกั ผู้ทมี่ อบหมายการงานกับอัลลอฮ
(3-159)
2.อัลลอฮรกั ผ้ทู ่ยี ับยง้ั ค.โกรธและใหอ้ ภัยผู้คน(ท้งั หลาย)(3-134)
3.ยดึ ม่นั ในการใหอ้ ภยั ทาในสิง่ ทถี่ ูก แต่ออกหา่ งจากความไมร่ ู้(7-199)
4.กล่าวกบั บ่าวของข้าว่าพวกเขาควรกลา่ วสิง่ ท่ดี ที สี่ ดุ สาหรับชยั ตอนจะสรา้ งความแตกแยกระหวา่ งพวกเขา คือ
ผ้ทู ี่
สรา้ งศตั ร(ู 17-53)
5.ผู้ที่เลีย่ งการพูดคยุ เร่ืองไร้สาระ(23-3)
6.และเมอ่ื พวกเขาไดย้ นิ เร่ืองไร้สาระ พวกเขาหันหนีจากมนั และกลา่ วว่า “การกระทาทดี่ ีของเราจะประสบแด่
เรา และ การกระทาของเจ้าจะประสบแด่เจา้ ” ความสนั ติสขุ จงประสบกับเจ้า พวกเราไมพ่ ูดคยุ ในเรอื่ งไรส้ าระ(28-
55)
4) ไม่มกี ารพดู คยุ เร่อื งไร้สาระหรือภาษาหยาบคาย
มุสลิมถกู สงั่ ใหอ้ อกหา่ งจากคนท่ีพดู จาไร้สาระ
1. เมือ่ เจ้าเหน็ ผคู้ นอยใู่ นวงสนทนาเรอ่ื งไร้สาระเกี่ยวกบั สัญญาณทั้งหลายของเรา, จงออกหา่ งจากพวกเขาถา้ เขา
ยังคงสนทนาในเร่อื งไรส้ าระ ถ้าเมอื่ เจา้ รู้ตัววา่ ถกู ชยั ตอนหลอกลวง, จงอยา่ น่ังกับพวกทที่ าผิด(6-68)
2. ดังน้ัน ปล่อยพวกเขาให้จมอยใู่ นการสนทนาและสนกุ กบั เร่อื งไรส้ าระ,จนกระทัง่ พวกเขาพบกับวันนนั้ ของพวก
เขาซึง่ พวกเขาได้ถูก
สัญญาไว(้ 70-42)
3. (ผทู้ าบาปจะกล่าววา่ )แตเ่ ราเคยพูดเร่อื งไรส้ าระกับพวกท่ีพดู จาไรส้ าระ(74-45)
* พวกกลบั กลอกเป็นผทู้ ่พี ูดจาหยาบคาย …
มาดกู นั ว่านบี(ซ.ล.)กลา่ วว่าอย่างไร…
” ใครก็ตามทม่ี ีคุณสมบัติ4อยา่ งตามน้ีคือพวกกลบั กลอก และใครกต็ ามที่มี1ใน4อย่างนี้จะมคี ณุ สมบัติหนงึ่ ของพวก
กลบั กลอกถา้ เขายังไมเ่ ลิกทาเสียกอ่ น”
1.เม่ือไหร่ก็ตามทเ่ี ขาได้รับความไว้เน้อื เช่ือใจ,เขาทรยศ
2.เมอ่ื ไหร่กต็ ามท่ีเขาพดู ,เขาโกหก
3.เมื่อไหร่กต็ ามทเี่ ขาสัญญา,เขาผดิ สญั ญา
4.เมอื่ ไหร่ก็ตามที่เขาทะเลาะ, เขาจะประพฤตติ ัวหยาบคาย,ชั่วรา้ ยและดถู ูก
Narrated ‘Abdullah bin ‘Amr(Sahih Bukhari, Belief, Volume 1,
Book 2, Number 33)
5) อัลลอฮสัง่ ใหม้ ุสลิมกระทากบั ผู้ทไี่ มใ่ ชม่ สุ ลิมอยา่ งสภุ าพและยุติธรรม
1.อลั ลอฮจะไมป่ ราณตี ่อผู้ท่ไี มป่ ราณีต่อเพื่อนมนุษย์
Sahih Bukhari, ONENESS, UNIQUENESS OF ALLAH (TAWHEED), Volume 9,
Book 93, Number 473
2.มสุ ลมิ จาเปน็ ตอ้ งสุภาพ,ถอ่ มตวั ,อดทน,รักและมารยาทดเี มื่อเขาติดต่อกบั ผู้อ่นื ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่
อลั ลอฮไม่รักพวกทีก่ า้ วร้าว
และหยาบคายต่อผ้อู ืน่
6)หาวในอิสลาม
1.เม่อื คุณหาว,คณุ ควรปดิ ปากดว้ ยมอื ของคุณเพ่ือไม่ให้ชัยตอนเข้าไป(ถา้ หาวแบบเปิดปาก จะเปน็ การกา้ วร้าว
ต่อผอู้ ื่น)
Sahih Muslim, The Book Pertaining to Piety and Softening of Hearts
(Kitab Al-Zuhd wa Al-Raqa’iq), Book 042, Number 7130
* ใช้กบั จามด้วย
7)การทักทายในอสิ ลาม
เม่ือมผี ู้มาทักเรา จงตอบกลบั ดว้ ยคาพดู ทป่ี ระเสิฐกวา่ หรอื เทา่ กนั , อัลลอฮจะบันทึกแมส้ ง่ิ เลก็ น้อย(4:86)
8)เคารพและนับถอื แขกของคณุ
1. ชว่ งเวลาที่เราจะใหก้ ารต้อนรับคอื 3 วนั , โดยในคนื แรกและวนั แรกควรเสิรฟ์ อาหารท่ีดที ส่ี ดุ ท่ีมีในบ้านและผู้
ทเ่ี ช่อื ในอลั ลอฮและวันสุดท้ายควรต้อนรบั แขกของเขาอย่างอบอุ่นและควรพดู ในสิ่งท่ดี หี รือไมก่ ็เงียบเสีย
Sahih Bukhari, To make the Heart Tender (Ar-Riqaq), Volume 8, Book
76, Number 483
2.ผทู้ เ่ี ชอ่ื ในอัลลอฮและวันสดุ ทา้ ยไม่ควรทาร้ายเพอ่ื นบ้านของเขา
Sahih Bukhari, Good Manners and Form (Al-Adab), Volume 8, Book 73,
Number 47
9)เคารพทรพั ย์สินของผอู้ นื่
อัลลอฮใช้ใหเ้ ราเคารพทรัพสนิ ของผอู้ นื่ และไม่เปน็ ผู้ละเมิด
1. อย่าเขา้ บ้านคนอน่ื จนกระทงั่ คุณได้ขออนญุ าติและทักทายพวกเขาในบ้าน น่นั เปน็ ส่ิงทีด่ ีทีส่ ุดสาหรับเจา้ เพอื่ ท่ี
เจา้ จะไดม้ (ี ค.ประพฤติ
ท่ีงดงาม)
2. ถ้าเจ้าไม่พบใครในบา้ น อยา่ เข้าจนกว่าจะไดร้ ับอนญุ าติ ถ้าเจ้าถกู ขอให้กลับ จงกลบั นั่นเปน็ การบรสิ ทุ ธกิ์ วา่
สาหรบั เจ้าและอลั ลอฮรู้ทกุ อยา่ ง
ดใี นสิ่งท่เี จ้าทา(24:27-28)
3.มันไม่มีคณุ ธรรมถา้ เจ้าเขา้ บ้านจากทางดา้ นหลัง :มันมีคณุ ธรรมถ้าเจ้ากลวั อลั ลอฮและเข้าบ้านผา่ นประตูท่ี
เหมาะสม จงเกรงกลวั อัลลอฮ ตาม
นัน้ เจา้ จะได้รับความจาเริญ(2:189)
10)จงอยา่ หย่งิ ยโส
อลั ลอฮใช้ใหเ้ ราไม่ทาตวั หยิง่ ยโส แตใ่ หเ้ ปน็ คนผ่อนคลายและติดดิน
1. อยา่ กา้ วเดินบนโลกด้วยความอวดดี สาหรับเจา้ ไม่สามารถฉีกโลกใหข้ าดสะบน้ั และไมส่ ามารถเออื้ มใหถ้ งึ ภูเขา
สงู ได้
2.อย่าย้มิ ในความภมู ใิ จของตัวเองและไม่เดนิ อย่างอวดดีในโลก อลั ลอฮรักผู้ท่ไี มอ่ วดดีหย่งิ ผยอง(31:18)
-การอวดดี หรอื หยิ่ง หรือยินดีเกนิ ควรในอานาจและความสามารถของเรา เปน็ กา้ วแรกของความช่ัวรา้ ยทั้งหลาย
นอกจากนัน้ มนั จะไมย่ ุตธิ รรมเลย
เพราะสิง่ ดดี ีทีเ่ ราไดร้ บั นนั้ ท้ังหมดมาจากอลั ลอฮ
11)การเรียกช่ือท่ีบาดหไู ม่ถกู อนุญาติและไม่ดูถูกผู้อน่ื
1.อย่าให้พวกเจา้ (ชายหรือหญิง)หวั เราะใส่ผู้อนื่ หรอื ไม่สบประมาทหรือไม่เย้ยหยนั กนั และกนั หรือ ไม่เรยี กกนั
และกนั ด้วยช่อื เล่นทบ่ี าดหู
เหล่านี้เป็นชือ่ ท่ีแสดงถึงความดุร้ายเลวทราม (49:11)
12)ถ้าเจ้าถูกรักโดยผู้อ่ืนแล้วอัลลอฮจะรักเจ้า
1.นบีกล่าวว่า”ถ้าอลั ลอฮรักใครคนหนึ่ง อลั ลอฮจะเรียกกาเบรียล(มะลาอกิ ๊ะ)และกลา่ ววา่ ’อัลลอฮรกั มาก โอ้
กาเบรยี ลจงรกั เขา’ดังนั้น
กาเบรียลจะรกั เขาและจากน้นั จะทาการประกาศในสวรรคท์ ง้ั หลายวา่ :’อัลลอฮรกั เขามากดังนัน้ เจ้าควรรักเขาดว้ ย’
ดงั นน้ั ผทู้ อี่ าศยั ใน
สวรรคท์ ง้ั หลายจะรักเขา และจากนน้ั เขาจะเป็นท่ียอมรับในความปราบปลมื้ ของผู้คนบนโลก”
Sahih Bukhari, ONENESS, UNIQUENESS OF ALLAH (TAWHEED), Volume 9,
Book 93, Number 577
13)มสุ ลิมต้องไม่โออ้ วดบาปของพวกเขา อลั ลอฮจะไมย่ กโทษบาปท่ถี ูกประกาศ
14)การโต้เถยี งในทส่ี าธารณะถูกอนุญาตใิ นอิสลามหรือไม่?
1. อัลลอฮไม่รักผู้ทีท่ าการปราศยั อย่างอึกทกึ โวยวายในที่สาธารณะ เวน้ แต่ทีน่ ัน่ มีความไม่ยตุ ิธรรมเกิดข้ึน
สาหรับอลั ลอฮคอื ผู้ที่
ไดย้ ินและรู้ทุกสงิ่
15)จะเป็นมุสลมิ ท่เี ข้มแขง็ ในอสิ ลามไดอ้ ย่างไร?
1.ผ้ทู ีเ่ ขม้ แข็งไมใ่ ช่ผูท้ มี่ ีกลา้ มเนื้อแข็งแรงแต่เป็นผทู้ ี่ควบคมุ ตัวเองได้เม่ือเขาอยู่ในความโกรธเดือดดาล
The book of Muslim, Book 32, Number 6313
2.ความเกลยี ด,ความหงึ อจิ ฉา หรอื ความเป็นศัตรู กบั พ่ีน้องมุสลิมและบา่ วของอัลลอฮ ไมเ่ ป็นทีอ่ นญุ าติสาหรับ
มสุ ลิมทเี่ ขาจะโกรธเกนิ 3วนั
The book of Muslim, Book 32, Number 6205
3. มสุ ลมิ เป็นพี่น้องกัน เขาตอ้ งไมก่ ดขี่หรอื ทาให้อบั อายหรอื ดถู ูกเขา ความศรทั ธาอยู่ทน่ี ี่(ขณะพดู )เขาชี้ไปท่อี ก
ของเขา3ครัง้ มนั เป็น
ความช่วั รา้ ยจรงิ ๆสาหรับมุสลมิ ท่ีดถู กู พ่ีน้องของเขา ทกุ ส่งิ ดังตอ่ ไปนที้ ี่พ่นี ้องผ้ศู รัทธาไมส่ ามารถล่วงละเมิดกนั ได้:
เลือดของเขา,สมบัตขิ องเขา
และเกียรติของเขา
การให้สลาม
ความประเสริฐของการให้สลาม
1. จากอับดลุ ลอฮฺ บนิ อัมร์ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กลา่ ววา่ :
َوتَقْ َرَّأُ السلَََّم، «تُ ْط ِعَمُّ الطعَا َم:ّ قَا ََل، أَ َىّ ال ِإ ْسلَ َِّم َخيْ ٌر؟: أَ َّن َر ُج َلّا َسأَ ََّل النبِ َّى صلى الله عليه وسلم
» َعلَى َم َّْن عَ َر ْف ََتّ َو َم َْنّ لََْمّ تَ ْع ِر َّْف
ความวา่ มชี ายผ้หู นึ่งได้ถามท่านนบี ศอ็ ลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่า (บทบัญญตั ิของ)อสิ ลามข้อไหนดีท่สี ดุ ?
ท่านรอซูล ศอ็ ลลัลลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสัลลัม ตอบวา่ คอื การท่ที ่านใหอ้ าหารแกผ่ ู้อนื่ และการทีท่ ่านให้สลามแกผ่ ู้ที่
ท่านรู้จกั และผ้ทู ที่ า่ นไม่รจู้ กั (บนั ทึกโดย อัล-บคุ อรีย์ : 12 สานวนรายงานเป็นของทา่ น, มสุ ลิม : 39)
ผทู้ ่ีสมควรเริม่ ให้สลามกอ่ น
1. มรี ายงานจากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎยิ ลั ลอฮฺ อนั ฮุ วา่ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสัลลัม ได้กล่าว
วา่ :
« َوالْقَِلي َُّل عَلَى ا ْلكَثِي َِّر، َوا ْل َما َّر َعلَى الْقَا ِع ِد،»يُ َس ِلَ ُمّ الص ِغي َُّر َعلَى ا ْلكَ ِبي ِر.
ความวา่ เดก็ ควรให้สลามแกผ่ ใู้ หญ่ คนเดินผ่าน(ควรให้สลาม)แกค่ นทน่ี ง่ั อยู่ และกลุ่มคนท่ีนอ้ ยกว่า (ควรให้สลาม)
แก่กลมุ่ คนท่ีมากกวา่ (บันทึกโดย อลั -บุคอรยี ์ : 6231, มสุ ลมิ : 2160)
2. มีรายงานจากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎยิ ัลลอฮฺ อนั ฮุ วา่ ทา่ นนบี ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสลั ลัม ไดก้ ล่าว
วา่ :
«ّ َوالْقَِلي َُلّ عَلَى ا ْلكَثِي َِر، َوا ْل َما ِشى عَلَى الْقَا ِع ِد،»يُ َس ِلَمُّ الرا ِك َُّب عَلَى الْ َما ِشى.
ความว่า ผู้ที่ขับข่ยี านพาหนะควรให้สลามแก่ผทู้ เ่ี ดนิ ผทู้ ่เี ดนิ (ควรให้สลาม)แก่ผู้ทน่ี ง่ั และกลุม่ คนท่นี ้อยกว่า(ควรให้
สลาม)แก่กล่มุ คนทมี่ ากกวา่ (บนั ทกึ โดย อัล-บุคอรีย์ : 6232, มุสลมิ : 2160)
การให้สลามแก่สตรแี ละเด็ก
1. จากอัสมาอ์ บินตุ ยะซีด เราะฎิยลั ลอฮฺ อนั ฮา กล่าววา่ :
َم َرّ َعلَ ْينَا الن ِب َّى صلى الله عليه وسلم فِى ِن ْس َو ٍة فَسَلَمَّ عَلَيْنَا.
ความว่า ท่านนบี ศ็อลลลั ลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลมั ได้ผ่านหนา้ พวกเราในหมสู่ ตรีกลุม่ หนึง่ แลว้ ท่านก็ใหส้ ลามแก่พวก
เรา (เป็นหะดีษ เศาะฮีหฺ บันทึกโดย อบู ดาวดู : 5204 ดู เศาะฮีหฺ สนุ ัน อบี ดาวดู : 4336, อบิ นุ มาญะฮฺ : 3701
ดู เศาะฮีหฺ สนุ ัน อบิ นิ มาญะฮฺ : 2986)
2. มีรายงานจากอะนสั บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่า :
ُّ يَفْعَلَُه- صلى الله عليه وسلم- كَا ََنّ النبِ َّى:ّ َوقَا ََل،أَن َّهُ َم َّر َعلَى ِصبْيَا ٍَنّ فَسَلَمَّ عَلَيْ ِه ْم
ความว่า ท่าน(อะนัส)ไดผ้ ่านพวกเด็กๆ กลมุ่ หนง่ึ แลว้ ท่านกใ็ ห้สลามแกพ่ วกเขา และกลา่ วว่า ทา่ นนบี ศ็อลลลั ลอฮฺ
อะลยั ฮิ วะสลั ลมั เคยทาอย่างน้ี (บนั ทึกโดย อลั -บคุ อรยี ์ : 6247 สานวนเปน็ ของทา่ น, มสุ ลิม : 2168)
การให้สลามของสตรีแกบ่ ุรุษเมือ่ ปลอดจากฟิตนะฮฺ
จากอุมมุฮานิ บินตุ อบี ฏอลบิ เราะฎยิ ลั ลอฮฺ อนั ฮา กลา่ วว่า :
بِأُِفََّمسَّلَه ْام ِن ٍََُئّّت،ُتَُهُّ« َمتَ ْرْستَُح ُباراه: َم َفَةُّقَاابَْنََّل. َطَوافَِلا ٍَِّبط،َُّمفَ َوَهانَِج ْدٍَئّتَُهُّبِ ْنيَ ُغَّْتتَأَِسِب ُلى،ْلفَأَتْنَا ِحأ:فَقُعَلْاَ َمَُّتّا َر ُسو َِلّ ّللَِاّ صلى الله عليه وسلم إِلَى ذَ َه ْب َُّت
. فَقَا ََلّ « َم َْنّ هَ ِذَِهّ»؟،» َعلَيْ ِه.
ความวา่ ฉนั ได้ไปหาทา่ นรอซลู ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในปีอัล-ฟัตหฺ(ปีแห่งการเปิดเมืองมักกะฮ)ฺ ซงึ่ ฉัน
พบวา่ ทา่ นกาลังอาบนา้ อยู่ โดยมฟี าฏมิ ะฮฺ บุตรสาวของท่านกาลังกนั้ ฉากใหท้ า่ น ฉนั เลยให้สลามแก่ทา่ น และทา่ น
ถามวา่ ใครกนั น่ี ?” ฉันตอบวา่ ฉันคืออมุ มุ ฮานิอ์ บนิ ตุ อบีฏอลิบ ทา่ นจึงกล่าวว่า ยนิ ดีต้อนรบั อุมมุ ฮานอิ ์
(บันทกึ โดย อลั -บุคอรยี ์ : 6158 สานวนเปน็ ของท่าน, มสุ ลมิ : 336)
การให้สลามขณะเข้าบ้าน
อัลลอฮไฺ ด้ตรสั ว่า :
ความว่า ดังนนั้ เมื่อพวกเจ้าจะเข้าในบา้ นหลงั ใดกต็ าม พวกเจ้ากจ็ งให้สลามแกพ่ วกท่านเอง(หมายถึงใหส้ ลามแก่ผู้
อยู่ในบา้ นทเี่ ป็นมสุ ลมิ ซงึ่ เปรยี บเสมือนเรือนรา่ งเดียวกันกบั ทา่ น) เพอ่ื เปน็ การอวยพรอันจาเริญพูนสขุ จากอัลลอฮฺ
(อนั -นรู : 61)
ไม่ให้สลามแก่ชาวซมิ มยี ์(ผไู้ ม่ใช่มุสลิมที่อยู่ในชุมชนมสุ ลิม)
1. มีรายงานจากอบู ฮรุ อ็ ยเราะฮฺ เราะฎิยลั ลอฮฺ อันฮุ วา่ ท่านรอซูล ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลมั ได้
กลา่ ววา่ :
« َلَّ تَبْ َد ُءوا ا ْليَ ُهوَدَّ َو َلَّ الن َصا َرى ِبالسلَ َِّم...»
ความวา่ พวกท่านจงอยา่ เรม่ิ ให้สลามแก่ชาวยะฮดู และนัศรอนีย์ก่อน ... (มสุ ลมิ : 2167)
2. อะนัส เราะฎยิ ลั ลอฮฺ อันฮุ กลา่ วว่า ทา่ นนบี ศ็อลลลั ลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไดก้ ลา่ วว่า :
«»إِذَا َسلَ َّم عَلَيْ ُكَّْم أَ ْه َُلّ الْ ِكتَا َِبّ فَقُولُوا َو َعلَيْ ُكَّْم
ความว่า เมื่อชาวคัมภรี ์ให้สลามแก่พวกทา่ น ก็จงตอบวา่ วะอะลัยกุม (บนั ทกึ โดย อัล-บคุ อรยี ์ : 6258, มสุ ลิม :
2163) ผู้ใดผ่านกลุ่มคนทม่ี ที ั้งมสุ ลมิ และกาเฟรกจ็ งใหส้ ลามโดยมงุ่ เจตนาต่อคนมุสลมิ
การแต่งกาย ผู้หญงิ มุสลิม และผู้ชายมุสลิม ตามหลักอิสลาม
การแต่งกายของมสุ ลมิ และมสุ ลมิ มะห์ การแต่งกาย ผู้หญงิ มสุ ลิม และผชู้ ายมสุ ลมิ ตามหลกั อสิ ลามใน
อสิ ลาม วตั ถุประสงคส์ าคัญ ของการแต่งกายคอื การปกปดิ สิง่ พงึ ละอายของรา่ งกาย โดยเฉพาะรา่ งกายของ ผู้หญงิ
มสุ ลมิ ท้ังนี้ เพือ่ ทีจ่ ะไม่ใหส้ ่วนหนึง่ สว่ นใด ของเรือนรา่ งเพศหญิง กระตุน้ อารมณ์ทางเพศ ของผู้ชาย ซ่ึงจะ
ก่อให้เกิด ความเสียหาย ข้นึ มาในสังคม จึงได้วางหลักเกณฑ์ดงั น้ี
1.เสอ้ื ผ้าของทงั้ ผชู้ ายมสุ ลมิ และ ผู้หญงิ มุสลมิ จะตอ้ งสะอาด ประณตี เรยี บรอ้ ย ดสู วยงาม เหมาะสมกบั
บคุ ลิกภาพของ ผหู้ ญงิ มุสลิม และ ผชู้ ายมสุ ลิม การดารงตนสมถะ หรือการเครง่ ครดั ในศาสนา ไม่จาเปน็ ตอ้ ง
หมายถงึ การใส่เสือ้ ผ้าเกา่ ๆ ดซู อมซอ่ เพื่อให้คนอ่นื ดวู ่าตวั เอง ไม่ใส่ใจใยดตี ่อโลก อย่าแตง่ กาย ใหค้ นอนื่ ดูถูก หรือ
มองเห็นเรา เป็นตวั ตลก
2. อสิ ลาม ไม่หา้ มการแตง่ กาย ดว้ ยเสื้อผา้ ทด่ี ีมรี าคา ถ้าหากวา่ ฐานะทางเศรษฐกิจ เอื้ออานวย และตอ้ งการ
แสดงออก ให้เหน็ ว่าตน ได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า แต่ในขณะเดยี วกัน อิสลามก็ห้ามการแตง่ กาย โดยมี
เจตนา ทจ่ี ะโอ้อวด ถงึ ความมง่ั คง่ั และความทนงตน ว่าเหนือกว่าคนอน่ื
3. เสื้อผา้ ของทั้ง ผู้หญงิ มุสลมิ และ ผชู้ ายมุสลมิ ต้องปกปดิ ส่งิ พงึ ละอายของผสู้ วมใส่ โดยเฉพาะสาหรับ ผู้หญงิ
มสุ ลิม น้นั ส่ิงท่พี งึ ปกปิด (เอาเราะฮ) กค็ อื ทกุ ส่วนของรา่ งกาย ยกเวน้ ใบหน้า และฝ่ามอื ส่วนเอาเราะฮ ของผูช้ าย
น้นั คอื บริเวณตงั้ แตส่ ะดอื ถึงหัวเขา่
4. ผู้หญงิ มสุ ลมิ จะตอ้ งไมแ่ ต่งกาย ด้วยเสื้อผ้าทร่ี ัดรปู แนบเนื้อ หรอื เสือ้ ผ้าที่โปร่งบาง หรอื มรี ูที่ทาให้มองเหน็
ผิวหนัง หรือเรือนร่างภายใน
5. ผ้ชู ายมุสลมิ จะตอ้ งไมใ่ ส่เส้อื ผ้า หรือแตง่ กายเลยี นแบบผหู้ ญิง และผู้หญิงจะตอ้ งไม่ใสเ่ ส้ือผ้า หรอื แตง่ กาย
เลียนแบบผ้ชู าย ท้งั นี้เพือ่ ดารงรักษาบคุ ลิกและเอกลักษณแ์ ห่งเพศของตัวเองไว้ ท่านศาสดามฮุ มั มดั ไดส้ าปแช่งคน
ท่แี ต่งกายเลียนแบบ ของเพศตรงขา้ ม
6. อิสลามห้ามมุสลิมชาย สวมใสเ่ สื้อผา้ ทตี่ ัดมาจากผ้าไหม และสวมใส่เคร่อื งประดบั ทองคา ท้งั นเ้ี พราะวา่ ส่ิง
เหลา่ นเี้ หมาะสม ท่ีจะเปน็ อาภรณ์ และเคร่ืองประดบั ของ ผหู้ ญิง
7. อิสลามห้าม ผ้หู ญงิ มุสลิม ใส่น้าหอมออกนอกบ้าน เพราะไมต่ อ้ งการให้กลิ่นนา้ หอม ไปกระตนุ้ ความรู้สึกของ
เพศตรงข้าม แตข่ ณะเดยี วกนั ก็สนบั สนนุ ให้ผู้หญิง โดยเฉพาะภรรยาใสน่ า้ หอม และแตง่ กายใหส้ ะอาดสวยงามเม่ือ
อย่กู บั สามี
8. ผชู้ ายหวีผมใหเ้ รยี บร้อย และอยา่ ปลอ่ ยใหผ้ มกระเซงิ
9. ก่อนจะสวมใส่เสอ้ื ผา้ และรองเท้า ให้สะบดั หรอื เคาะเสียกอ่ น ท้งั นเ้ี พื่อให้แมลง หรือสตั วอ์ นั ตราย ทอี่ าจอาศัย
หรอื ติดอย่ใู นเสือ้ ผา้ และรองเท้าหลุดไป และเมือ่ สวมใสเ่ สอื้ ผา้ หรือรองเท้า ให้เรมิ่ ใสท่ างขา้ งขวาก่อน
10. หลกี เลี่ยงการแตง่ กาย ดว้ ยเสอื้ ผ้าสฉี ดู ฉาด หรอื แต่งกาย เลยี นแบบนกั บวชหรอื นกั พรต
11. ใหเ้ สอ้ื ผ้าแก่คนยากจนบ้าง เพื่อเปน็ การขอบคุณต่ออัลลอฮ ทที่ รงโปรดปราน ใหเ้ ราไดม้ ีเสือ้ ผา้ สวมใส่ ท่าน
ศาสดามฮุ ัมมดั ได้กล่าวว่า "ใครที่ให้เสอื้ ผ้าแกม่ ุสลิม สวมใสร่ ่างกายของเขา อลั ลอฮ จะใหเ้ ขาได้สวมใสเ่ สือ้ ผ้าสี
เขียว แหง่ สวรรค์ ในวนั แห่งการพพิ ากษา"
12. ใหเ้ สอ้ื ผ้าท่ดี ี ตามสถานภาพของทา่ นเอง แก่คนรบั ใช้ หรือบา่ วทที่ าหน้าท่รี บั ใชท้ า่ นมาตลอดทง้ั วนั
ฮญิ าบ เปน็ ชดุ ที่จะทาใหผ้ ้หู ญิงมสุ ลิม ปลอดภยั จากการลวนลาม และแทะโลม ทกุ วนั นี้ ผู้แตง่ ชุดฮญิ าบ ไม่ใชส่ งิ่
แปลกใหม่ ในสายตาสังคม แตค่ อื ความงดงาม ความสภุ าพ และความล่มุ ลึก ในความรูส้ ึก ที่สงบของผู้สวมใส่ และ
ผ้พู บเห็น เป็นความเย็นตาเยน็ ใจ ด้วยสายตา ของผู้มีศรทั ธาในอสิ ลาม ยอ่ มเห็นว่า หญงิ ท่สี วมใส่ชดุ หิญาบน่า
เลือ่ มใสและน่าให้เกยี รติ
มารยาทในการรบั ประทานอาหาร
หน่ึง การกลา่ ว “บิสมิลลาฮฺ” กอ่ นรับประทานอาหาร และการดมื่
สอง รับประทานและด่มื ด้วยมือขวา
สาม รบั ประทานโดยใช้เพียงสามน้ิว
หา้ มทานอาหาร จากส่วนบน ของจานอาหาร หรอื ตรงกลางจาน
ดงั กล่าวน้ี แบง่ ออกเป็นสองประเภท
ประเภททีห่ นึ่ง
อาหารประเภทเดยี ว หมายความว่า อาหารในจานนนั้ เปน็ อาหารชนดิ เดยี ว มีประเภทเดยี ว มซี นุ นะฮใฺ ห้
ทาน สว่ นทีอ่ ยูใ่ กล้กับเรากอ่ น ดังหะดีษท่ีกลา่ วไว้ข้างต้น ว่า:
«» َو ُك َّْل ِمما يَِل ْي ََّك
“และจงทานอาหาร ส่วนท่ีอยู่ถัดจากท่าน” (อัล-บุคอรีย์: 5376 และมุสลิม: 2022)
และอกี หะดีษหน่ึง ทรี่ ายงานโดย อตั -ติรมิซยี ์ ในหนังสอื สุนนั อัต-ติรมิซีย์ จากหะดษี ของอบิ นอุ บั บาส กลา่ วว่า:
« َول تَأ ُكلُوا ِم َّْن َوسَ ِط َِّه، ّ فَ ُكلُوا ِم َْنّ َحافَتَ ْي َِه، »البَ َركَ َةُّ تنز َُّل في َو َس َِّط الطَعَا َِّم
“ความจาเริญ (บะเราะกะฮฺ) จะถกู ประทานลงมา ท่ีอาหารส่วนท่อี ยูต่ รงกลาง ดงั นน้ั จงเรมิ่ ทาน จากส่วนขอบ
ก่อน อยา่ เร่ิมทาน จากตรงกลางของอาหาร” (อตั -ติรมซิ ีย์: 1805)
ประเภททส่ี อง
อาหารมีหลากหลายประเภท ดงั นนั้ ถือว่าไม่เป็นไร ถ้าจะเรมิ่ ทาน จากส่วนบนของอาหาร หรือสว่ นขอบ
ของอาหารก่อน หลกั ฐานท่ีมายืนยัน ในเรือ่ งดงั กล่าว ก็คือ หะดษี ทรี่ ายงาน จากอลั -บคุ อรีย์ และมสุ ลิม จากหะดษี
ของอะนสั บินมาลิก กลา่ ววา่ :
َرأَ ْي َُتّ النَبِ َيّ َصلى اللَهُّ علي َِّه وسلََمَّ يَتَتَب َُّع الدبا ََءّ ِمن َح َوالي ال َص ْحفََِّة
“ฉันเหน็ ท่านนบี ศอ็ ลลัลลอฮอุ ะลัยฮวิ ะสัลลมั เลอื กหามะระในจานอาหาร” (อัล-บคุ อรยี ์: 2092 และมสุ ลิม:
2041)
เกา้ หา้ มดม่ื น้าในขณะท่ยี ืนอยู่
จากคากล่าวของท่านนบี ศ็อลลลั ลอฮอุ ะลัยฮิวะสลั ลัม ในหะดีษท่ีรายงานโดยมสุ ลมิ ในหนังสือเศาะฮีหฺ
มุสลมิ จากหะดีษอบู ฮรุ ็อยเราะฮฺ เราะฎยิ ลั ลอฮุอันฮฺ เลา่ วา่ ท่านนบี ได้กลา่ ววา่
« فَ َم َّْن نَ ِس ََيّ فَ ْليَ ْستَ ِق َّْئ، » ل يَ ْش َربَ َّن أَ َح ٌد ِم ْنكَُّْم قَا ِئمَّاا
“คนหนึง่ ในพวกท่าน จงอย่าด่ืมน้า ในขณะทย่ี นื อยู่ หากใครลมื ก็จงบ้วนออกมา” (มสุ ลมิ : 2026)
การมอบหมายต่ออลั ลอฮ์ (ตะวักกลุ้ )
ตะวักกลุ้ คืออะไร ?
ตะวกั กุ้ล หมายถึง การปฏิบตั ิหนา้ ท่ี ภารกจิ การทางานด้วยความแนว่ แน่ มกี ารวางแผนและใชค้ วาม
พยายาม โดยเช่ือวา่ ถ้าหากในงานนน้ั มีความดีงาม และเป็นไปตามพระประสงคข์ องอลั ลอฮ์ พระองคก์ ็จะทา
ให้งานนนั้ สาเร็จบรรลผุ ลสัมฤทธิ์
อิบนุรอญับไดใ้ หค้ านิยามของตะวักกุ้ลว่า : ตะวักกุ้ล คอื ความซื่อสัตยข์ องหวั ใจท่พี ึ่งพาพระองค์
อลั ลอฮ์ ในการแสวงหาสงิ่ ท่เี ปน็ ประโยชน์ และปอ้ งกันสิ่งทเ่ี ปน็ อันตรายทั้งในเร่อื งดุนยาและอาคีเราะฮ์ และ
มอบหมายกจิ การทง้ั หมดแด่พระองค์ และการบรรลุซ่งึ แก่นแท้ของอีหม่านวา่ ไม่มผี ู้ใดมีอานาจทีจ่ ะให้ หรอื ห้าม
และใหโ้ ทษหรือใหค้ ุณใด ๆ นอกจากพระองค์เทา่ น้นั
การนินทาว่ารา้ ย
การนินทาว่ารา้ ย ถือว่าเปน็ การกระทาทไี่ ม่ดีอยา่ งมาก และเปน็ การแสดงออกถึงความไร้จรรยา
มารยาท ผ้ทู มี่ ีจติ ใจออ่ นแอและมจี ิตใจท่ไี ร้อหี มา่ น จะไม่สามารถหลกี เหลย่ี งจากการกระทาอนั น้ไี ด้ และมนั ยงั เปน็
บาปใหญ่ทีม่ ุสลมิ จะตอ้ งละทง้ิ การนนิ ทาเปรียบเสมือนการค้าทปี่ ระสบกบั การขาดทนุ โดยท่ีผลของการนนิ ทาจะ
มากัดกรอ่ นความดีของเขาใหห้ มดไป ความผดิ บาปจะเขา้ มาแทนท่ีความดี
การนนิ ทาว่าร้ายเปน็ บ่อนทาลายความสามัคคขี องคนในสงั คมและยังเป็นการละเมิดสทิ ธิสว่ น
บุคคล เพราะคนแต่ละคนมีความรกั และห่วงแหนในเกยี รติยศของตนเอง การนินทาว่าร้ายถอื เปน็ การทาร้ายพี่นอ้ ง
ร่วมสงั คม ผลของการนินทาไม่ได้เป็นการสรา้ งสรรคส์ งั คมใหน้ า่ อยู่ แต่จะนามาซึ่งความแตกแยกในสงั คม และสรา้ ง
ความเกลียดชัง ความเปน็ ศตั รรู ะหว่างกนั
ผ้ทู ่ีชอบนนิ ทาคนอนื่ มกั จะเปน็ คนใจแคบขาดการราลึกถงึ อลั ลอฮ์ เพราะฉะนน้ั การนนิ ทาจงึ ถอื เป็น
บาปทีร่ ุนแรงมาก เราอาจจะคดิ วา่ การนนิ ทาไมน่ ่าจะมีบาปและโทษอย่างรุนแรง เพราะแค่เราพูดด้วยคาพูดงา่ ยๆ
ไม่ได้ลงทุนกระทาสิ่งใด
พระองคอ์ ัลลอฮ์ ไดก้ ลา่ วถึงสถาพของผ้ทู ช่ี อบนนิ ทาผอู้ ่นื ไว้ในคมั ภีร์อัลกุรอาน ความว่า
قال تعالى أيحب أحد كم أن يأ كل لحم أخيه ميتا فكرهتموه
“ คนหนงึ่ คนใดในหมู่พวกเจ้าชอบที่จะกินเน้ือของพน่ี ้องเขาท่ีตายไปแล้ว ท้ังๆทีพ่ วกเจ้ารังเกยี จมัน ”
จากอายะนอ้ี ัลลอฮ์ ได้กลา่ วถึงสภาพของผทู้ ี่นินทา เปรยี บเหมือนกับผู้ท่ีกดั กนิ ซากศพของพี่น้องของ
เขาซ่งึ มันเปน็ สง่ิ ที่น่าขยะแขยงอยา่ งยงิ่
ความหมายของการนนิ ทา
ทา่ นอิหมา่ ม อนั นะวาวีย์ ไดใ้ ห้ความหมายของการนนิ ทาไว้วา่ การนนิ ทา คือ การท่ีคน คนหน่งึ ไดก้ ลา่ วถึง
พนี่ อ้ งของเขา ในสงิ่ ท่เี ขาไมช่ อบ ไม่ว่าในเรือ่ งของร่างกาย นสิ ยั ใจคอ ทรัพยส์ ินสมบตั ิ ลกู ๆ และภรรยาของเขา
หรือแม้กระทงั่ การเคลอื่ นไหว ไมว่ า่ จะทาให้เขาไมพ่ อใจดว้ ยกบั คาพดู หรอื แสดงด้วยการกระทา
ดุอาอท์ ี่อลั ลอฮท์ รงตอบรบั
ช่วงเวลา
- ช่วงสุดทา้ ยของกลางคนื - 2 ชม. กอ่ นละหมาดศุบฮิ (เวลาสะฮรั ช่วงดึก) ละหมาดกลางคนื แลว้ กลา่ ว อสั ตฆั ฟิ
รลุ ลอฮจฺ นกระทงั่ ละหมาดศุบฮิ
- ชว่ งเวลาหนึ่งในวนั ศุกร์ (มี 40 ทศั นะ)
- เดือนรอมฎอน (สบิ คืนสดุ ทา้ ย คืนคี่ ลยั ละตุ้ลก็อดร)
- ช่วงอะซาน
- ช่วงท่ีมสี งครามในหนทางของอัลลอฮฺ (กาลังญฮิ าด)
- ชว่ งสดุ ท้ายของละหมาดฟัรฎู (กอ่ นหรอื หลังสลาม)
- ขณะสุญูด
- ขณะครองเอียะหรฺ อมไปทาฮจั ญฺ(และอุมเราะฮ)ฺ
- ทท่ี งุ่ อะเราะฟะฮฺ, ขว้างเสาหนิ
ดุอาอฺมสุ ตะญาบของคนบางประเภท
-- ดอุ าอฺสามประเภททอ่ี ลั ลอฮฺไม่ปฏิเสธ (ดุอาอขฺ องพอ่ , ผู้ถอื ศลี อด, ผ้เู ดินทางไกล)
-- สามดอุ าอทฺ ่อี ลั ลอฮฺตอบรบั ไมม่ ีข้อสงสัย คอื ผูถ้ กู อธรรม, คนเดนิ ทางไกล, บิดา(และมารดา)ขอให้แกล่ กู
-- สามดอุ าอฺที่อลั ลอฮฺตอบรับไมม่ ขี อ้ สงสยั คือ ผ้ถู กู อธรรม, คนเดนิ ทางไกล, ดอุ าอฺของพอ่ ต่อลูก (ดุอาอฺแช่งลกู )
การอธรรม
ความหมายของ การอธรรม
ความหมายทางดา้ นบทบัญญตั ิ การอธรรม คอื การวางส่ิงหน่งึ ที่ไม่ใชท่ ่ีของมนั และการไปละเมดิ สทิ ธิของ
ผู้อืน่ และเลยขอบเขตของบทบัญญตั ิ
ความสาคัญในการหา้ มจากการอธรรม
แทจ้ รงิ การอธรรม บัน้ ปลายของมนั เป็นสงิ่ ท่เี ลวร้าย และความอธรรมจะไม่เกดิ ขึน้ เวน้ แต่จากผทู้ ่ีมีจิตใจทีช่ ว่ั ร้าย
และผลลพั ธ์ของการอธรรมเปน็ สิ่งทีม่ โี ทษอยา่ งย่ิงท้ังการมีชวี ิตในโลกนี้ และโลกหน้า และเมื่อความอธรรมได้
เกดิ ข้นึ อย่างกวา้ งขวางในสังคม มนั จะเปน็ สาเหตคุ วามจาเรญิ ต่างๆหายไป และความดีจะนอ้ ยลง และโรคตา่ งๆ
ความอดยากกแ็ พรก่ ระจาย
ความอธรรมเปน็ สิ่งที่ถูกรังเกยี จสาหรับคนทุกคน และผลลพั ธข์ องความอธรรมมีโทษอยา่ งย่งิ และจะเป็น
ส่งิ เลวรา้ ยย่ิงกวา่ หากการอธรรมเกดิ จากผปู้ กครอง ต่อบรรดาประชาชนของพวกเขา เนอ่ื งจากการขจดั ความ
อธรรมจากผูป้ กครองมันเปน็ เรือ่ งยาก เนอ่ื งจากผู้ปกครองเขามอี านาจพลพรรคมากมาย และแทจ้ รงิ สิ่งสาคญั ที่
ประชาชาชนผู้ถูกปกครองพงึ ได้รบั สิทธิจากผู้ปกครอง คือ การท่ีผูป้ กครองได้ขจัดความอธรรมให้แกพ่ วกเขา และ
ปกปอ้ งคนออ่ นแอจากการข่มเหงของผู้ท่ีเข้มแขง็ กวา่ และดว้ ยเหตุน้ีท่านอาบูบักรฺ อัซซดิ ดกี ไดก้ ลา่ วไว้ ขณะท่ีทา่ น
ได้รับตาแหน่งคอลฟี ะห์ ((ผู้ท่ีอ่อนแอในหมพู่ วกเจา้ สาหรบั ฉนั แล้ว เขาคือผู้ที่เข้มแขง็ จนกระทัง่ ฉันไดใ้ ห้สทิ ธแิ ก่
เขา และคนเข้มแข็งในหมูพ่ วกเจ้า สาหรบั ฉนั แลว้ เขาคือผู้ท่ีออ่ นแอ จนกระทง่ั ฉันไดม้ อบสิทธิใหแ้ ก่เขา เช่นน้นั
แหละท่ที า่ นไดก้ ลา่ วไว้
และการอธรรมของผปู้ กครองนั้น จะนาใหบ้ ริวารของผ้ปู กครองจะกลายเปน็ ผูท้ อี่ ธรรมเชน่ เดยี วกัน
การอธรรมประเภทต่างๆ
การอธรรมมีสามประเภท
1.การอธรรมระหวา่ งมนุษย์กบั อัลลอฮฺ และการอธรรมตอ่ อัลลอฮทฺ ีเ่ ปน็ การอธรรมยิง่ ก็คอื การปฏิเสธ และ
ต้งั ภาคี กลบั กลอกต่อพระองค์ และดว้ ยเหตดุ ังกล่าวพระองค์ตรัสวา่
(ٌّقال الله تعالى) ِإ َنّ ال ِش ْر ََكّ لَ ُظ ْلَّمٌ عَ ِظيَم
(แทจ้ ริงการตั้งภาคี คือการอธรรมที่ใหญ่หลวง )
2.การอธรรมทีเ่ กดิ ระหวา่ งมนษุ ยด์ ว้ ยกัน
ّ ِإن َما السبِي َُلّ َعلَى ال ِذي ََّن يَ ْظ ِل ُمو ََّن النا َس: قال الله تعالى
(ส่วนท่จี ะเกดิ โทษนน้ั ได้แกบ่ รรดาผูท้ ่ีอธรรมต่อมนุษย)์
สูเราะห์ อัชชรุ อฮฺ อายะห์ท่ี 42
3.การอธรรมของมนุษย์ทม่ี ีตอ่ ตัวของเขาเอง
فَ ِمنْ ُهَْمّ َظا ِلَ ٌمّ ِلنَ ْف ِس َِّه
บางคนในหมู่พวกเขาเปน็ ผอู้ ธรรมแก่ตัวเอง
สเู ราะฮฺ ฟาฏิร อายะห์ท่ี 32
สรุปแล้วการอธรรมทง้ั สามประเภทในความเป็นจรงิ ก็คือการอธรรมต่อตวั เอง เพราะวา่ มนุษย์เมอื่ สง่ิ แรกทเี่ ขาให้
ความสาคญั คอื การอธรรม มนั ก็คอื การอธรรมต่อตัวเอง
ฮุกุม(ข้อตดั สิน)ในเรอื่ งการอธรรม และหลักฐานในเร่อื งน้ี
การอธรรมเป็นส่ิงทีต่ ้องห้ามตามบทบัญญตั อิ สิ ลาม โดยทอ่ี ิสลามได้หา้ มการอธรรม และเปน็ การเนน้ ย้าในเร่อื งการ
ห้ามอธรรมเป็นอยา่ งมาก และไดข้ ู่สาทบั โทษแก่ผทู้ อี่ ธรรมว่า เขาจะได้รบั โทษอันเจ็บแสบในวันกยิ ามะห์ อลั ลอฮมฺ
หาบรสิ ทุ ธ์ยิ ิ่งเปน็ ผู้ทป่ี ราศจากความอธรรม โดยทพี่ ระองค์ห้ามการอธรรมแกต่ วั ของพระองค์เอง และพระองคย์ งั
กาหนดการอธรรมระหวา่ งบรรดามนษุ ยน์ ้นั เปน็ สิ่งทต่ี ้องหา้ ม
หะดษี ท่รี ายงานโดย อะบซี รั รอฎยิ ลั ลอฮอู ันฮู จากท่านนบี ศอ็ ลลัลลอฮูอะลัยอวิ ะสัลลัม
ในสิ่งทท่ี ่านได้รายงานมนั จากพระเจ้าของท่าน ผู้ทรงสงู สง่ แทจ้ ริงพระองคก์ ล่าวว่า (โอ้ปวงบา่ วของฉัน แทจ้ รงิ ฉนั
ได้ห้ามการอธรรมแกต่ วั ฉันเอง และได้กาหนดมนั เป็นสิ่งท่ีตอ้ งหา้ มในระหว่างพวกเจา้ ดังน้ันพวกเจา้ อย่าไดอ้ ธรรม
ซึงกนั และกนั )
บนั ทึกโดย มุสลิม
มารยาทในการหยอกลอ้
1. ไมห่ ยอกลอ้ ในเชิงดูถกู ดแู คลน
หรือเยย้ หยันในคาสอนของศาสนา ไม่ว่าคาสอนน้นั จะเป็นวาญบิ หรือสนุ ตั ก็ตาม เพราะการกระทาเชน่ นั้น
ก็เสมือนกบั การดูถูกดแู คลนผ้ทู ป่ี ระทานคาสอนเหลา่ นนั้ มา น่ันคือเอกองคอ์ ลั ลอฮฺ –สบุ หานะฮุ วะตะอาลา- ซงึ่
เปน็ ผลให้ผู้ท่ีกระทาเช่นนน้ั หลดุ พน้ จากสภาพความเป็นมุสลิม (มุรตดั )
อัลลอฮไฺ ดต้ รสั ว่า:
« ّْ َّلَ تَ ْعتَ ِذ ُروَا،َولَّئِن سَأَْلتَ ُهَّْم لَيَقُولُ َّن إِن َما كُنا نَ ُخو َُّض َونَ ْلعَ َُبّ قُ َّْل أَبِالَِلّ َوآيَا ِت َِهّ َو َر ُسو ِل َِّه كُنتَُْمّ تَ ْستَ ْه ِزئُو َن
ّ» …قََّْد كَفَ ْرتُم بَ ْعَّدَ ِإي َما ِن ُكَْم
ความว่า: และถา้ หากเจา้ ไดถ้ ามพวกเขา แนน่ อนพวกเขาจะกลา่ วว่า แทจ้ รงิ พวกเราเปน็ แตพ่ ูดสนุกและพดู เลน่
เท่านัน้ จงกลา่ วเถดิ (มุหมั มดั ) วา่ ต่ออัลลอฮแฺ ละโองการของพระองค์และเราะสูลของพระองค์กระนน้ั หรอื ทพ่ี วก
ทา่ นเยย้ หยนั กนั พวกทา่ นอยา่ แกต้ วั เลย แทจ้ ริงพวกทา่ นไดป้ ฏเิ สธศรัทธาแล้ว หลังจากมีการศรทั ธาของพวก
ทา่ น… [อัตเตาบะฮฺ:65-66]
การดูถกู ดแู คลนหรอื เย้ยหยนั คาสอนของศาสนานั้น บางอลุ ะมาอไฺ ดแ้ บง่ ออกเปน็ สองประเภท นั่นคอื
– การเย้ยหยันโดยทางตรง เชน่ การพดู ดูถูกดูแคลนการละหมาด เปน็ ตน้
– การเยย้ หยันโดยทางอ้อม ซ่ึงจะเปน็ ในรูปแบบของการแสดงทา่ ทางที่สื่อถงึ การเย้ยหยนั เชน่ การแลบลิน้ ตอ่
คัมภีร์อัลกุรอาน เปน็ ต้น
นอกจากการเยย้ หยนั คาสอนแล้ว การเย้ยหยนั ผ้ทู ่ปี ฏบิ ัติตามคาสอน เนอ่ื งจากเขาไดป้ ฏิบัติตามคาสอนน้ัน
ๆ ก็ถือว่าเหมอื นกับการเยย้ หยันคาสอนนัน้ ๆ เช่นการพดู ดูถูกดแู คลนคนทไี่ วเ้ คราเนื่องจากเขาได้ไว้เครา เป็นตน้
2. ไมห่ ยอกล้อนอกจากเร่ืองสจั จริง
การพดู ปดมดเทจ็ ถือเปน็ บาปใหญใ่ นศาสนาอสิ ลาม อีกทง้ั มันยังเป็นหนึง่ ในคุณลักษณะของพวกมนุ าฟกิ
ดงั ทที่ ่านนบี –ศ็อลลัลลอฮอุ ะลยั ฮวิ ะสัลลัม- ไดก้ ล่าวว่า:
« وإذا اؤتمن خان، وإذا وعد أخلف، إذا حدث كذب:»آية المنافق ثلث
ความว่า: สัญลักษณ์ของพวกมนุ าฟิกมีอยู่สามประการ เมื่อเขาพูดเขากโ็ กหก เม่อื เขาทาสญั ญาเขาก็เบี้ยว และเม่ือ
เขาถกู มอบความไว้วางใจเขากไ็ มซ่ ่อื สตั ย์ [บันทึกโดยอัลบุคอรีย์: 33 และมุสลมิ : 208]
ถงึ แม้วา่ การหยอกล้อจะเปน็ ท่ีอนญุ าต แตถ่ า้ สือ่ ของการหยอกล้อเปน็ สิ่งที่หะรอม โดยการแต่งเนอื้ ปั้นเร่อื ง
โดยไม่มีมลู ความจรงิ มันกท็ าให้การหยอกล้อน้ันเป็นสงิ่ ท่หี ะรอม
ท่านนบี –ศอ็ ลลลั อฮอุ ะลยั ฮิวะสัลลมั - ไดก้ ล่าววา่ :
«»ويل للذي يحدث فيكذب ليضحك به القوم ويل له
ความวา่ : ความหายนะจงประสบแก่ผู้ที่พูดแล้วเขาก็โกหก เพื่อใหห้ ม่ชู นหัวเราะ ความหายนะจงประสบแกเ่ ขา
[บนั ทกึ โดยอบูดาวดู : 4982]
3. ไมห่ ยอกล้อโดยทาใหเ้ กดิ ความหวาดกลัวหรอื ตกใจ
ทา่ นนบี –ศอ็ ลลลั ลอฮอุ ะลัยฮิวะสัลลมั - กล่าว่าว่า:
«» ل يحل لمسلم أن يروع مسلما
ความวา่ : ไม่อนุญาตใหม้ ุสลมิ สรา้ งความหวาดกลัวแก่พ่นี อ้ งมุสิลมด้วยกัน [บนั ทกึ โดยอบูดาวดู : 4996]
ตวั อย่างเชน่ การเดินยอ่ งมาข้างหลังเงียบ ๆ แล้วจเี้ ส้น หรอื การเอาทรัพยส์ ินไปซอ่ น เป็นตน้
ท่านอลั อิซ อิบนุ อบั ดสุ สลามได้กล่าวไวใ้ นหนังสือ “เกาะวาอิดลุ อะหกฺ าม” ว่า:
“สว่ นการปฏิบตั ิของคนท่ัวไปโดยการเอาทรพั ย์สิน (ไปซอ่ น) เพ่ือหยอกล้อนั้น การปฏิบัติเช่นน้ถี อื ว่าเปน็ ส่ิงที่
ต้องหา้ ม เพราะมันเป็นการทาใหเ้ จ้าทรพั ย์สนิ มคี วามวติ กกลวั ”
การหยอกล้อโดยทาใหค้ นอื่นหวาดกลวั หรือตกใจถึงแม้วา่ จะทาให้ผู้ทหี่ ยอกล้อมคี วามสขุ และสนกุ แต่ทวา่
มนั ไมไ่ ด้ทาให้ผทู้ ีถ่ ูกหยอกลอ้ นน้ั มีความสขุ แต่ประการใด และในบางครั้งมันยงั อาจส่งผลกระทบตอ่ ภาวะจิตใจหรอื
ร่างกายของผ้ทู ่ถี กู หยอกล้ออีกดว้ ย ดงั นน้ั จงึ เปน็ เร่อื งทีไ่ ม่สมควรอย่างยิ่งทเ่ี ราจะสรรหาความสุขบนความทุกข์ของ
คนอนื่
4. ไมห่ ยอกลอ้ ในเชงิ ดถู ูกคนอน่ื
อัลลอฮฺได้ตรัสวา่ :
﴿ يَا أَي َها ال ِذي ََّن آ َمنُوا َّل يَ ْس َخ َّْر قَوَمٌّ ِمن قَ ْو ٍَمّ َعسَى أَن يَ ُكونُوا َخ ْيرَاّا ِمنْ ُهَْمّ َو َلّ نِ َساء ِمن ِنسَاء َع َسى أَن
﴾ ّيَكُ َّن َخيْرَّاا ِمنْ ُه َنّ َو َّل تَ ْل ِم ُزوا أَنفُسَكَُْمّ َو َّل تَنَابَ ُزوا بِا ْْلَ ْلقَا َِبّ بِ ْئ َّس ا ِل ْسَّمُ الْفُسُو َُقّ بَعَْدَّ ا ْل ِإي َما َِن
ความว่า: โอศ้ รัทธาชนท้ังหลาย ชนกลุ่มหน่ึงอยา่ ได้เยาะเย้ยชนอกี กลุม่ หนึ่ง บางทชี นกลมุ่ ทีถ่ ูกเยอะเย้ยน้นั จะดกี วา่
ชนกลมุ่ ท่เี ยาะเย้ย และสตรีกลุ่มหนง่ึ อย่าได้เยาะเย้ยสตรีอีกกลุ่มหนึ่ง บางทสี ตรีทีถ่ ูกเยาะเย้ยจะดีกว่ากลุ่มท่เี ยาะ
เยย้ และพวกเจา้ อยา่ ได้ตาหนิตัวของพวกเจ้าเอง และอยา่ ได้เรียกกนั ด้วยฉายาทไ่ี มช่ อบ ช่างเลวทรามจรงิ ๆ
ท่ีบรรดาผู้ศรัทธาเรียกวา่ เปน็ ผฝู้ ่าฝืนภายหลังจากท่ีไดม้ กี ารศรทั ธากนั แล้ว และผู้ใดไม่สานึกผิด ชนเหลา่ นัน้ คือ
บรรดาผอู้ ธรรม [อัลหญุ รุ อ็ ต : 11]
ท่านอบิ นกุ ะษรี กฺ ลา่ วว่า: ความหมายคอื การดูถกู เหยยี ดหยาม ดูหมิน่ ปวงประการเหลา่ นคี้ อื ส่งิ ท่ีหะรอม
และถอื เปน็ หน่ึงในคุณลักษณะของพวกมนุ าฟิก
จุดประสงคข์ องการหยอกล้อคือ เพอื่ สร้างบรรยากาศของความสุข แตก่ ารหยอกล้อในเชงิ ดถู กู เหยยี ด
หยามนนั้ มันจะสรา้ งบรรยากาศของการเป็นศัตรมู ากกว่า
ท่านนบี –ศ็อลลลั ลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม- ได้กล่าววา่ :
التقوى ها هنا – ويشير إلى صدره ثلث مرات،المسلم أخو المسلم ل يظلمه ول يخذله ول يحقره
، وماله، كل المسلم على المسلم حرام؟ دمه.– بحسب إمرىء من الشر أن يحقر أخاه المسلم
وعرضه
ความว่า: มสุ ลมิ คือพ่ีน้องของมสุ ลมิ เขาจะไมอ่ ยตุ ธิ รรม ไม่ทอดทงิ้ และไมด่ ูถกู พ่ีน้องของเขา การตักวาอยทู่ ่นี ้ี –
และท่านก็ชีไ้ ปทอ่ี กของทา่ นสามครงั้ - เปน็ ทีเพียงพอแล้วสาหรับความช่ัวแก่คน ๆ หน่งึ โดยท่เี ขาดูถกู พ่นี ้องของเขา
มุสลิมทกุ คนเปน็ ทหี่ ะรอมแก่มสุ ลิมดว้ ยกันซงึ่ เลือดเน้ือ ทรพั ย์สมบตั ิ และเกียตริศักดศ์ิ รี ของเขา [บนั ทึกโดย
มสุ ลมิ : 6487]
5. หยอกล้อแตพ่ อดพี องาม
การงานใดกแ็ ลว้ แตท่ ี่ศาสนาอนุญาตหากปฏบิ ตั ิเกินความพอดีแล้ว จากที่อนญุ าตอาจะเปน็ หะรอม
ทา่ นอบิ นหุ ะญัรฺได้กลา่ ววา่ :
“การหยอกลอ้ ท่ตี อ้ งห้ามคอื การหยอกล้อท่ีเกินพอดีและปฏิบตั ิจนเปน็ นิจ เนอื่ งจากมนั ทาใหห้ นั เหออกจากการ
ราลกึ ถงึ อัลลอฮฺ และขบคิดถงึ ปวงประการทสี่ าคัญในศาสนา และมนั ยงั สง่ ผลใหจ้ ติ ใจแขง็ กระดา้ ง ก่อความ
เดอื ดรอ้ น เกลยี ดชงั และยังทาใหไ้ ม่มคี วามน่าเกรงขามและน่านบั ถือ”
ท่านนบี –ศอ็ ลลัลลอฮอุ ะลยั ฮิวะสลั ลมั - ได้กล่าววา่ :
«»ل تكثر الضحك فإن كثرة الضحك تميت القلب
ความว่า: ท่านจงอยา่ หัวเราะมาก เพราะการหัวเราะมาก ๆ ทาให้หัวใจตายดา้ น [บันทึกโดยอบิ นมุ าญะฮ:ฺ 4193]
ดังนนั้ จงใหก้ ารหยอกล้อเสมอื นกบั เกลอื ในอาหาร หากไม่ใสเ่ ลยอาหารก็จะไม่ไดร้ สชาติ แตห่ ากใสม่ าก
เกนิ ไปอาหารก็จะเสยี รสชาติ เติมนิดใส่หนอ่ ย อาหารจะได้อรอ่ ย
6. คานึงถงึ ค่สู นทนา
มนุษย์มวี ยั และสถานะภาพท่ีแตกต่างกนั การหยอกลอ้ กับเด็ก ๆ ยอ่ มไม่เหมือนกับการหยอกล้อกับผ้หู ลกั
ผ้ใู หญ่ การหยอกล้อกับเพอ่ื นสนทิ มติ รสหายก็ย่อมไม่เหมือนกบั การหยอกล้อกับคนที่เพ่ิงจะรจู้ กั ดงั นั้นในการ
หยอกลอ้ จึงควรคานึงถึงจุดนด้ี ว้ ย ไมใ่ ชเ่ หมารวมหมดเลย เพราะบางถ้อยคาอาจดูดีเมอื่ ใช้กับบางคน แต่มันจะดแู ย่
เมอื่ ใช้กบั อกี บางคน และการคานึงถึงคสู่ นทนานีย้ ังแสดงถึงการมีมารยาท การใหเ้ กยี รติ และยังเป็นการแสดงถงึ
การสานสัมพันธด์ ที อ่ี กี ด้วย
7. ไมห่ ยอกล้อโดยการนนิ ทา
การนนิ ทากลายเปน็ อาหารจานเด็ดอนั โอชะสาหรับวงสนทนาไปแล้ว อาจเป็นเพราะดว้ ยความสนุกปาก
หรืออยากฟงั ท้ังอาจโดยต้งั ใจหรอื ปากพาไป เลยทาให้บุคคลทสี่ ามทไี่ มร่ ้อู ีโหนอ่ เี หน่กลายเป็นเปา้ ลอ่ ในวงสนทนา
โดยปรยิ าย บางคนกลับทึกทักเอาเองว่าคงไมเ่ ป็นไร เพราะเป็นเพียงการหยอกลอ้ เย้าเลน่ แตค่ วามจรงิ ไม่เปน็
เช่นนน้ั ไม่
การนนิ ทา คือ การกล่าวถงึ บุคคลทีส่ ามในส่ิงที่เขาไมพ่ อใจ ดงั ทีท่ า่ นนบี –ศอ็ ลลลั ลอฮอุ ะลัยฮวิ ะสัลลมั - ได้
กลา่ ววา่ :
«»ذكرك أخاك بما يكره
ความว่า: (การนนิ ทาคือ) การทท่ี า่ นกล่าวถึงพนี่ ้องของทา่ นในส่งิ ทเี่ ขาไม่พอใจ [มุสลิม: 6536]
ฉะนนั้ การพดู ถึงคนอ่ืนในทางลับหลงั โดยทีเ่ จ้าตัวไมร่ ู้ ถอื วา่ เปน็ การนนิ ทา และอัลลอฮฺไดอ้ ุปมาคนที่
นินทาคนอน่ื เสมอื นกบั ผ้ทู ี่ไดก้ นิ เลอื ดเนือ้ พ่นี อ้ งของเขา พระองค์ได้ตรัสว่า:
﴿ول يغتب بعضكم بعضَاّا أيحب أحدكم أن يأكل لحم أخيه ميتَاّا فكرهتموه واتقوا الله إن الله تواب
﴾رحيم
ความวา่ : และบางคนในหมู่พวกเจา้ จงอย่านนิ ทาซึ่งกนั และกัน คนหนึ่งในหมูพ่ วกเจ้านั้นชอบที่จะกนิ เนอ้ื พ่นี อ้ งของ
เขาท่ตี ายไปแล้วกระน้นั หรอื พวกเจ้ายอ่ มเกลยี ดมัน และจงยาเกรงตอ่ อลั ลอฮฺเถดิ แท้จริงอลั ลอฮนฺ ้ันเปน็ ผ้ทู รงอภัย
โทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ [อัลหุญรุ อต:12]
ทา่ นอมั รฺ อิบนุ อลั อาศและสหายของทา่ นไดเ้ ดินผา่ นซากลอท่ีเน่าเฟะ เมือ่ เหน็ ดังนน้ั ทา่ นอัมรฺจึงกล่าวขึน้
วา่
“การท่ีพวกท่านกนิ เน้ือลอ่ ทเี่ น่าเฟะนี้จนอ่มิ ท้อง ยังดกี ว่าท่ที ่านจะกินเลือดเนื้อพี่นอ้ งมสุ ลิมของท่าน (หมายถงึ การ
นินทา)”
ดังนัน้ จงอย่าใหว้ งสนทนาของเรามีกบั แกลม้ ที่เปน็ เลือดเนอื้ พนี่ ้องของเรารว่ มอยู่ดว้ ยเด็ดขาด
อ้างองิ
นางสาวอิบตสี ามะห์ ยูโซะ./คน้ เมือ่ 13 กุมภาพนั ธ์ 2563,สบื คน้ จาก :https://sites.google.com/
นายรณฤทธ์ิ ไชยเภท./คน้ เมื่อ 13 กมุ ภาพนั ธ์ 2563,สืบคน้ จาก :https://ronnarit41.wordpress.com/