The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เรณู หลักม่วง, 2022-04-05 16:36:25

ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี

2ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี

Keywords: ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี

การทดลองท่ี [NO] (M) [O3] (M) อัตราเรมิ่ ต้นการเกดิ
NO2 (M/s)
1 1 x 10-6 3 x 10-6
2 1 x 10-6 6 x 10-6 0.660 x 10-4
3 1 x 10-6 9 x 10-6 1.32 x 10-4
4 2 x 10-6 9 x 10-6 1.98 x 10-4
5 3 x 10-6 9.00 x 10-6 3.96 x 10-4
5.94 x 10-4

ตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
ก) จงเขยี นกฎอตั ราของปฏกิ ิริยา
ข) จงหาอนั ดบั ปฏกิ ิรยิ ารวม
ค) จงหาคา่ k
ง) จงหาอตั ราการเกดิ ปฏกิ ิริยา ถา้ ความ

เข้มขน้ ของ O3 = 2x10-6 และ
NO = 4x10-6 M

NO(g) + O3(g)  NO2(g) + O2(g)

การทดลองที่ [NO] (M) [O3] (M) อตั ราเรมิ่ ตน้ การเกดิ NO2 (M/s)

1 1 x 10-6 3 x 10-6 0.660 x 10-4

2 1 x 10-6 6 x 10-6 1.32 x 10-4

3 1 x 10-6 9 x 10-6 1.98 x 10-4

4 2 x 10-6 9 x 10-6 3.96 x 10-4

5 3 x 10-6 9 x 10-6 5.94 x 10-4

ตอบคาถามต่อไปนี้
ก) จงเขยี นกฎอัตราของปฏกิ ริ ิยา
ข) จงหาอนั ดับปฏิกริ ยิ ารวม

NO(g) + O3(g)  NO2(g) + O2(g)

การทดลองที่ [NO] (M) [O3] (M) อตั ราเรม่ิ ตน้ การเกดิ NO2 (M/s)

1 1 x 10-6 3 x 10-6 0.660 x 10-4

2 1 x 10-6 6 x 10-6 1.32 x 10-4

3 1 x 10-6 9 x 10-6 1.98 x 10-4

4 2 x 10-6 9 x 10-6 3.96 x 10-4

5 3 x 10-6 9 x 10-6 5.94 x 10-4

ตอบคาถามตอ่ ไปนี้
ค) จงหาคา่ k

NO(g) + O3(g)  NO2(g) + O2(g)

การทดลองที่ [NO] (M) [O3] (M) อตั ราเรม่ิ ต้นการเกดิ NO2 (M/s)

1 1 x 10-6 3 x 10-6 0.660 x 10-4

2 1 x 10-6 6 x 10-6 1.32 x 10-4

3 1 x 10-6 9 x 10-6 1.98 x 10-4

4 2 x 10-6 9 x 10-6 3.96 x 10-4

5 3 x 10-6 9 x 10-6 5.94 x 10-4

ตอบคาถามตอ่ ไปน้ี

ง) จงหาอตั ราการเกดิ ปฏิกริ ยิ า ถ้าความเขม้ ข้นของ O3 =
2x10-6 และ NO = 4x10-6 M

กลไกของปฏิกริ ยิ า (Reaction mechanism)

กลไกของปฏิกริ ยิ า หมายถงึ ลาดบั ข้นั ยอ่ ย
ของปฏิกริ ยิ า และเรยี กสมการย่อยแตล่ ะสมการ
ทแ่ี ทนปฏิกิริยาว่า กระบวนการปฐมหรือปฏิกิริยา
ปฐม

กลไกของปฏิกริ ยิ า (Reaction mechanism)

ข้นั กาหนดอัตรา (Rate determining
step) หมายถึง กระบวนการปฐมท่เี กิดชา้
ท่ีสุดของกลไกปฏกิ ิริยา (นามาเขยี นเป็น
กฎอตั รา)

กลไกของปฏกิ ิริยา (Reaction mechanism)

สารมธั ยนั ตร์ (Intermediate)
หมายถึง สารทเ่ี กิดขนึ้ ระหว่างที่ปฏิกิรยิ า
ดาเนนิ ไป แตไ่ ม่ปรากฏสารนใ้ี นสมการ
รวมของปฏิกริ ิยา(เปน็ สารทเ่ี กิดขึ้นจรงิ )

กลไกของปฏิกิรยิ า (Reaction mechanism)

NO2 + CO  CO2 + NO

มขี นั้ ตอนการเกดิ ดงั น้ี
ขัน้ ท่ี1 NO2 + NO2  NO3 + NO …..เกิดช้า
ขน้ั ที่2 NO3 + CO  NO2 + CO2 …..เกดิ เรว็

ข้นั กาหนดอตั รา คอื ข้ันท่ี 1 Intermediate คือ NO3

Ex.4 จงเขียนกฎอัตราของปฏกิ ิริยา
2NO + Br2  2NOBr ซงึ่ มีกลไกปฏิกริ ยิ า

2 ข้นั ตอน ดงั น้ี
ขัน้ ที่ 1: NO + Br2  NOBr2 (เกดิ เรว็ ,มภี าวะสมดุล)
ขน้ั ที่ 2 : NOBr2 + NO  2NOBr (เกิดชา้ )

และจงหาอตั ราเริม่ ตน้ การเกดิ ปฏกิ ิรยิ าของ

ปฏิกิริยาน้ี เม่ือคา่ คงท่ีอัตรา = 2.0 x 10-3 M-2 s-1

และเริม่ ตน้ ใส่ NO 0.5 mol และ Br2 0.3 mol ใน
ภาชนะขนาด 0.5L

ทาไดไ้ หมเอย่ ?

Ex.5 ปฏิกริ ยิ าหนง่ึ มกี ลไกปฏิกริ ยิ า 3 ขัน้ ตอน ดังน้ี
ข้ันที่ 1 : NO + O2  NO3 (เกิดเร็ว, มีภาวะสมดลุ )
ขัน้ ท่ี 2 : NO + NO3  N2O4 (เกิดเรว็ , มภี าวะ
สมดุล)
ข้ันที่ 3 : N2O4  2NO2 (เกดิ ชา้ )
จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้

ก) จงเขียนปฏกิ ริ ิยารวม

ข) สารใดคือสารมัธยันตร์

ค) จงเขยี นกฎอัตราและหาอนั ดบั ของปฏิกิริยา

ทาไดไ้ หมเอย่ ?

เฉลย

ก) 2NO + O2  2NO2
ข) สารมัธยนั ตร์คือ NO3 , N2O4
ค) กฎอัตรา R = k[NO]2[O2]

อันดับของปฏกิ ริ ิยา = 3

แบบฝึกหดั

1. ขอ้ ความใดไม่ถกู ต้องเก่ียวกับตวั หนว่ งปฏกิ ริ ยิ า
1. พลังงานของปฏิกริ ยิ ามีคา่ สูงขนึ้
2. ตวั หน่วงปฏกิ ริ ิยาทาให้พลังงานก่อกมั มนั ต์ของ

ปฏิกริ ิยาน้ันสงู ขน้ึ
3. ทาใหเ้ กดิ ปฏิกิรยิ าช้าลง
4. ขณะที่เกิดปฏิกิรยิ า ตัวหน่วงปฏกิ ิริยาจะเข้าทา

ปฏิกิริยากับสารต้ังต้นดว้ ย โดยเปล่ยี นไปเป็นโมเลกลุ
ชั่วคราว

2. ในปฏกิ ิรยิ า Mg(s) + 2HCl(aq)  MgCl2(aq) + H2(g)
พบวา่ เมือ่ ปฏิกิริยาใกล้จะสนิ้ สดุ นั้น อัตราการเกิดแก๊ส
ไฮโดรเจนจะลดลง ทง้ั น้ีเพราะเหตุใด

1. ผลิตภัณฑร์ วมตวั กลบั ไปเปน็ สารตง้ั ตน้ มากขึ้น
2. ความเขม้ ขน้ ของสารตง้ั ตน้ ลดลง
3. อุณหภูมิของผสมจะลดลง เนอ่ื งจากพลังงานถูกใช้ไป
4. ผลติ ภัณฑ์ทเ่ี กิดขึน้ ทาหนา้ ทีเ่ ป็นตัวขดั ขวางปฏกิ ริ ยิ า

3. เมอ่ื นา Mg มา 5 กรมั ใสล่ งในสารละลาย
HCI 2.5mol/dm3 จานวน 100 cm3 หลงั จากเวลา
ผ่านไป 50 วนิ าที ปรากฏว่าเหลอื Mg อยู่
จานวนหนึง่ สว่ นกรดใช้หมดไปพอดี จงคานวณ
อัตราการเกิดปฏิกริ ิยาเฉลยี่ เป็น mol/dm3.S

1. 0.0025 2. 0.005
3. 0.025 4. 0.05

4. ปจั จยั ท่สี าคญั ทีเ่ ป็นตัวกาหนดวา่ ทาไม
ธรรมชาตขิ องสารตั้งต้นจึงมีอิทธพิ ลต่ออัตราการ
เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี

1. ความแตกต่างของขนาดโมเลกุล
2. ความแตกตา่ งของพนั ธะทเ่ี กย่ี วข้องใน

การดาเนินปฏิกริ ยิ า
3. ความแตกต่างของมวลโมเลกลุ
4. ความแตกตา่ งระหว่างพลังงาน

5. แก๊ส NO2 สลายตวั ตามสมการ
2NO2(g)  2NO(g) + O2(g)

ถ้าอัตราการเกิด O2 เทา่ กับ 4.4 x 10-5
mol.dm-3.s-1 อัตราการสลายตวั ของ NO2
จะเป็นเท่าใด

1. 1.1 x 10-5 2. 2.2 x 10-5
3. 4.4 x 10-5 4. 8.8 x 10-5

6. ขอ้ ใดมผี ลทาใหอ้ ัตราการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี
เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน

1. เพ่มิ อณุ หภูมิ ลดความดัน
2. เพิ่มพนื้ ท่ีผิว ใสต่ วั เร่งปฏิกริ ิยา
3. เพมิ่ พลังงานกอ่ กัมมนั ต์ เพิ่มพื้นทีผ่ วิ
4. เพิ่มความเขม้ ข้นของสารตัง้ ตน้

เพมิ่ ขนาดภาชนะท่บี รรจุ

7. พจิ ารณาสมดุลเคมีต่อไปนี้

A + 2B  3C + 5D

พลังงานของสารตัง้ ต้น A และ B มากกว่าพลงั งานของ C

และ D อยู่ 250 kJ ถ้าคา่ พลงั งานกอ่ กมั มนั ต์ของปฏิกริ ยิ า

ย้อนกลับเท่ากบั 510 kJ และพลงั งานกอ่ กมั มันต์ของ

ปฏิกริ ยิ าไปขา้ งหน้ามีค่าเทา่ ใด และปฏกิ ริ ยิ าไปข้างหน้ามี

การเปลี่ยนแปลงพลงั งานแบบใด

1. 260 kJ คายความร้อน

2. 260 kJ ดูดความรอ้ น

3. 760 kJ คายความรอ้ น

4. 760 kJ ดดู ความรอ้ น

8. ขอ้ ใดคอื ความหมายของอัตราการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี
1. อตั ราส่วนระหว่างสารเคมี 2 ชนิดมารวมกัน
2. การชนกันของโมเลกุลหรอื อะตอมชนกัน แลว้
เกดิ การระเบดิ
3. การชนกนั ของโมเลกุล อะตอมหรือไอออน
ชนกันแล้วเกดิ สารผลติ ภัณฑ์
4. การนาสารมาผสมกนั ตงั้ แต่ 2 ชนิดขึน้ ไปแลว้ เกดิ
เป็นสารเน้ือผสม

9. ถ้าการชนกนั ทุกครัง้ ทาให้เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี จะเปน็ ผลใหป้ ฏิกิริยา
เคมีเกดิ ขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จากการทดลองพบว่าการชนกันของ
อนุภาคไม่สามารถทาใหเ้ กิดปฏกิ ิริยาเคมีไดท้ ุกครงั้ มเี พียงบางคร้ัง
เท่านน้ั ที่มีปฏกิ ริ ิยาเคมเี กิดขึ้น เพราะเหตุใด
1. ถา้ โมเลกลุ เคลอื่ นที่ดว้ ยความเร็วทต่ี า่ งกันวิ่งมาชนกันจะ

เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี
2. ถ้าโมเลกุลเคลอื่ นทีด่ ว้ ยความเรว็ สูงด้วยกันชนกันในทศิ ทางที่

เหมาะสมจะเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี
3. ถ้าโมเลกลุ เคลือ่ นทีด่ ้วยความเรว็ ทช่ี า้ มาชนกนั จะเกดิ การรวมตัว

กันแลว้ เกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี
4. ถา้ โมเลกลุ เคลอ่ื นทด่ี ว้ ยความคงทม่ี าชนกนั ในทิศทางที่เหมาะสม

จะเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี

10. ปฏกิ ริ ิยา A+ B  P เกดิ ช้าแตส่ มบรู ณ์
และเป็นปฏกิ ริ ิยาคายความร้อนพบว่าอตั ราของปฏิกริ ยิ า
ขนึ้ กับปรมิ าณของสารต้ังต้น A แต่ ไม่ขึ้นกบั ปริมาณสาร
ต้ังตน้ B การกระทาข้อใดไมเ่ ป็นการเพมิ่ อัตราการ
เกิดปฏิกิรยิ า

1. ลดอณุ หภมู ิ เพมิ่ สาร A
2. ลดอุณหภมู ิ เพ่มิ สาร B
3. เพ่ิมอณุ หภมู ิ เพ่ิมสาร A เพ่มิ สาร B
4. ลดอุณหภมู ิ เพ่มิ สาร A ลดสาร B

11. ข้อสรุปใดต่อไปน้ี ไมถ่ กู ตอ้ ง
1. โมเลกุลชนกันทุกคร้ังตอ้ งเกิดปฏกิ ริ ิยา หากมี

พลงั งานจลนเ์ ท่ากับพลังงานกระต้นุ
2. ถ้าพลงั งานของสารต้ังต้นมากกว่าสารผลติ ภัณฑ์

ปฏิกริ ยิ าทเ่ี กิดขน้ึ จะเปน็ ปฏกิ ิรยิ าคายความรอ้ น
3. ตวั เรง่ ปฏิกริ ิยาทาให้พลังงานกระตนุ้ ของปฏิกริ ยิ าจะ

เพ่ิมขึ้น
4. เมอ่ื อุณหภมู ิเพ่ิมข้นึ อตั ราการเกดิ ปฏิกริ ิยาจะ

เพิ่มขนึ้

12. การเติมตวั เรง่ ปฏิกิริยาจะมีผลตอ่ ข้อใด
ดังตอ่ ไปนี้

1. พลงั งานของปฏิกริ ิยา
2. ปริมาณของผลติ ภณั ฑ์
3. พลังงานกอ่ กัมมันตข์ องปฏิกริ ิยา
4. คา่ คงทีข่ องสมดลุ

13. จากปฏิกริ ยิ า
Zn(s) + H2SO4(aq)  ZnSO4(aq) + H2(g)

ถา้ พบวา่ อตั ราการลดลงของ Zn เท่ากับ 13.0
g/s อัตราการเกิดแก๊ส H2 เปน็ กี่ dm3 ที่ STP
( Zn = 65 )

14. ปฏกิ ริ ยิ า A  B

มี Ea ไปขา้ งหนา้ = 150 kJ
และ Ea ย้อนกลบั = 120 kJ
จงหา H ของปฏิกริ ยิ า B

15. แคลเซียมคารบ์ อเนตทาปฏกิ ิรยิ ากับสารละลาย
กรดไฮโดรคลอริกเกิดปฏิกิรยิ าดงั สมการ

CaCO3(s) + 2HCl(aq)  CaCl2(aq)+ H2O(l) + CO2(aq)

เมื่อใช้แคลเซียมคารบ์ อเนตชนดิ กอ้ นและชนิดผงทีม่ ี
มวลเท่ากันทาปฏิกิรยิ ากับกรดไฮโดรคลอริก
อัตราการเกดิ ปฏกิ ิริยาจะตา่ งกนั หรือไม่ อยา่ งไร

ใหน้ ักเรยี นทาแบบฝกึ หดั 8.3
หน้า 88

1. ปฏกิ ิรยิ าระหวา่ งเหล็กกบั กรดไฮโดรคลอริกเปน็ ปฏกิ ริ ยิ าคาย
พลงั งาน ขอ้ สรุปเกย่ี วกับปฏกิ ริ ยิ าตอ่ ไปนถ้ี ูกต้องหรือไม่ เพราะเหตุใด

1.1 เมื่อเพิ่มอุณหภมู ิ อตั ราการเกิดปฏกิ ิริยาเคมขี องปฏกิ ิริยาจะเพม่ิ ขน้ึ
ถกู เพราะการเพม่ิ อณุ หภมู ิ จะทาใหโ้ มเลกลุ ของสารต้ังต้นมี

พลังงานจลน์สูงข้ึนอัตราการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมขี องปฏิกริ ยิ าจงึ เพิม่ ขน้ึ

1.2 เมอ่ื ใช้แผน่ เหลก็ จะเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมีเรว็ กวา่ ผงตะไบเหล็กท่ีมมี วล
เท่ากนั

ผดิ เพราะผงตะไบเหล็กมีพ้ืนทีผ่ วิ มากกว่า จึงเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี
เรว็ กว่า

1.3 เม่ือใชส้ ารละลายกรดไฮโดรคลอริก 0.1 โมลาร์ ปรมิ าตร
20 มลิ ลลิ ติ ร จะเกิดปฏิกริ ยิ าเคมีเรว็ กว่า เมือ่ ใชส้ ารละลาย
กรดไฮโดรคลอริก 0.1 โมลาร์ ปรมิ าตร 10 มิลลลิ ิตร

ผิด เพราะความเข้มข้นของสารละลายกรดไฮโดรคลอริกเทา่ กนั
อัตราการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมีจงึ เทา่ กัน

1.4 การเติมตัวเรง่ ปฏกิ ิรยิ าลงในระบบ เมอื่ สิน้ สดุ ปฏกิ ริ ิยาจะได้
ผลิตภัณฑ์เพ่ิมขึ้น

ผดิ เพราะตวั เร่งปฏกิ ิรยิ าทาใหอ้ ัตราการเกิดปฏกิ ิริยาเพ่ิมข้นึ
แต่ไมไ่ ด้เพิม่ ปริมาณผลิตภัณฑ์ ดงั น้นั เมื่อสน้ิ สดุ ปฏกิ ริ ิยาจะได้
ผลิตภัณฑ์เทา่ เดิม

1.5 เมือ่ คนสารในระบบ อตั ราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมขี องปฏกิ ริ ิยา
เพมิ่ ขนึ้

ถูก การคนสารในระบบ ทาใหก้ รดไฮโดรคลอรกิ มีโอกาสสัมผสั
และเกิดปฏกิ ิริยาเคมีกับเหล็กมากขนึ้ อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมจี ึง
มากข้ึน

2. เม่อื นาสาร A และ สาร B ท่ีมคี วามเข้มข้นต่าง ๆ มาทา

ปฏิกิริยากันเป็นเวลา 10 นาที พบว่าได้ผลิตภัณฑ์เป็น A2B
ซง่ึ มคี วามเข้มข้น ดงั ตาราง

2.1 เขยี นสมการเคมแี สดงปฏิกิรยิ าเคมีท่ีเกิดข้นึ
(2A + B  A2B)

2.2 อัตราการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมีข้นึ กับความเข้มข้นเริ่มต้นของ
สาร A และ B อย่างไร

(อตั ราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมขี นึ้ กบั ความเข้มข้นเริ่มตน้
ของสาร A แต่ไม่ขึ้นกับความเขม้ ขน้ เรมิ่ ต้นของสาร B เม่อื
ความเข้มข้นเริ่มต้นของสาร A ลดลง อัตราการเกิดปฏกิ ริ ยิ า
เคมีจึงลดลง)

3. พิจารณาปฏิกริ ิยาระหว่างแก๊สไฮโดรเจน (H2) กับแกส๊
ไอโอดีน (I2) ทอ่ี ุณหภมู ิ 458 องศาเซลเซียส ดังสมการเคมี

H2(g) + I2(g) 2HI(g)
เมอ่ื เพม่ิ ปรมิ าณแก๊สไฮโดรเจนเป็น 2 เทา่ โดยปริมาตร
ของภาชนะคงท่ี พบวา่ อตั ราการเกิดปฏกิ ิริยาเคมีเพมิ่ ข้ึน
ดังนัน้ ถ้าลดปรมิ าตรของภาชนะลงคร่ึงหนึ่งโดยปรมิ าณของ
แก๊สเทา่ เดิมจะมผี ลต่ออัตราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมีอย่างไร
เพราะเหตใุ ด
(อัตราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมเี พ่ิมขน้ึ เนอื่ งจากการลด
ปรมิ าตรของภาชนะลงมีผลทาใหค้ วามเข้มขน้ ของแก๊ส
ไฮโดรเจนเพมิ่ ขน้ึ เชน่ เดยี วกับการเพ่ิมปรมิ าณแก๊สไฮโดรเจน)

4. เม่ือเผาโลหะแมกนีเซยี มในอากาศจะลุกไหมอ้ ย่างรวดเร็วได้
ออกไซด์ของแมกนเี ซียมแต่เมอื่ วางโลหะแมกนเี ซียมไว้ในอากาศจะทา
ปฏกิ ริ ยิ ากับแก๊สออกซิเจนอยา่ งช้าๆ เปน็ เพราะเหตุใด

(เมอื่ เผาโลหะแมกนเี ซยี มเป็นการเพ่มิ พลงั งานจานวนมาก
ให้กบั อนภุ าคของสารตัง้ ตน้ ทาใหม้ ีจานวนอนุภาคทมี่ ีพลงั งานสงู
พอท่ีจะเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าได้มากขนึ้ รวมทัง้ โอกาสทีอ่ นุภาคจะเกิดการชน
กันก็มากขนึ้ จงึ ทาใหป้ ฏิกริ ยิ าเกิดขึ้นไดเ้ รว็ กวา่ เมื่อวางโลหะ
แมกนเี ซยี มไวใ้ นอากาศซ่งึ มอี ณุ หภมู ิตา่ กว่า)

5. การผลติ เนยเทียมที่เป็นของแขง็ จากน้ามันพชื ที่เปน็ ของเหลวทา
โดยเตมิ แก๊สไฮโดรเจนและโลหะนิกเกิลลงไปในกระบวนการผลติ
เมือ่ ส้นิ สดุ ปฏิกริ ยิ าโลหะนิกเกิลที่ใสล่ งไปทงั้ หมดจะถกู แยกออกจาก
เนยเทยี ม โลหะนิกเกลิ ที่เตมิ ลงไปทาหน้าท่ีใด

(โลหะนิกเกลิ ทาหน้าทเ่ี ป็นตัวเร่งปฏกิ ิริยา)

แบบฝกึ หัดทา้ ยบท

1. ปฏิกิรยิ า 3A + 2B  2C ถา้ สาร A มีความ
เข้มขน้ เรม่ิ ต้น 0.20 โมลาร์ เม่อื เวลา
ผา่ นไป 90 วินาที ความเขม้ ข้นของสาร A ลดลง
เหลือ 0.05 โมลาร์ อัตราการเปล่ียนแปลง
ปริมาณของสาร C ในช่วงเวลาดงั กล่าวเป็นเท่าใด

- 1/3Δ[A] = 1/2Δ[C]
Δt Δt

- 1/3(0.05 – 0.20) M = 1/2Δ[C]
Δt
(90 - 0) s
Δ[C] = 1.1 x 10-3 M s-1
Δt

ดังน้นั อัตราการเปลีย่ นแปลงปรมิ าณของสาร C

ในชว่ งเวลาดังกลา่ วเปน็ 1.1 x 10-3 โมลาร์ตอ่ วินาที

2. พจิ ารณากราฟตอ่ ไปน้ี

จงเขียนสมการเคมแี ละคานวณอตั ราการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี
หาความเข้มข้นตงั้ แต่เรม่ิ ต้นปฏิกริ ิยาจนความเขม้ ขน้ ไมเ่ ปลยี่ นแปลง

สาร ความเข้มขน้ ความเขม้ ขน้ เมอื่ สนิ้ สดุ การเปล่ียนแปลง
เริ่มต้น (M) ปฏิกริ ยิ าเคมี (M) ความเขม้ ข้น (M)

A 4.00 1.00 3.00

B 1.50 0.50 1.00

C 0.00 2.00 2.00

ดงั น้ัน สมการเคมีเป็น 3A + B  2C

ความเข้มข้นไม่เปล่ียนแปลงทเี่ วลา 30 วินาที
R = - Δ[B]
Δt

= - (0.50 – 1.50) M

(30 – 0) s
= 3.3 x 10-2 Ms-1
ดงั นน้ั อัตราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีเทา่ กบั 3.3 x 10-2

โมลาร์ต่อวินาที

3. สาร A เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมเี ปลีย่ นเป็นสาร B และ C ตาม
แผนภาพการดาเนนิ ไปของปฏิกริ ิยาดังแสดง

ถ้าเริม่ ต้นปฏิกริ ิยาเคมดี ว้ ยความเข้มขน้ ของสาร A เทา่ กัน
อัตราการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี ของ A  B และ A  C

เทา่ กนั หรอื ไม่ อยา่ งไร
(อัตราการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมขี อง A  B มากกวา่ A  C
เนอื่ งจากพลงั งานก่อกัมมนั ต์ของ A  B มีค่านอ้ ยกว่า
พลังงานกอ่ กัมมนั ตข์ อง A  C)

4. ปฏิกริ ยิ าการสลายตัวของโพแทสเซยี มคลอเรต (KClO3) ได้

ผลติ ภณั ฑเ์ ปน็ โพแทสเซียมคลอไรด์ (KCl) และแก๊สออกซเิ จน (O2)
2KClO3(s)  2KCl(s) + 3O2(g)
ดงั สมการเคมี

ปฏกิ ริ ยิ าดังกลา่ วตอ้ งมีการใหค้ วามรอ้ นและใชแ้ มงกานีส(IV)ออกไซด์

(MnO2) เป็นตัวเรง่ ปฏิกริ ิยา
4.1 ในการศึกษาอัตราการเกิดปฏิกิรยิ าเคมคี วรตดิ ตามโดย

การวดั ปริมาณของสารใด เพราะเหตุใด

(O2 เนือ่ งจากเป็นแกส๊ แยกออกจากสารตงั้ ต้นและผลติ ภัณฑ์
ได้ สว่ น KClO3 และ KCl เปน็ ของแข็งท่ผี สมกันอยู่จงึ หามวลของ
สารแตล่ ะชนดิ ไดย้ าก)

4.2 ถ้าต้องการให้ปฏิกริ ยิ าเกิดได้เร็วข้นึ อีก ควรทาอยา่ งไร

(บด KClO3 ใหล้ ะเอยี ดข้นึ และ/หรอื เพ่ิมอณุ หภูมใิ นการให้
ความร้อน)

4.3 ถ้าทาการทดลองในภาชนะขนาด 10.0 ลิตร เม่อื ทาการทดลอง
ผา่ นไป 10 นาที ทีอ่ ุณหภมู ิ 55 องศาเซลเซียส วดั ความดนั ภายใน
ภาชนะได้เท่ากบั 11.98 บรรยากาศ จงคานวณอตั ราการเกดิ ปฏิกริ ิยา
เคมเี ฉล่ียของปฏกิ ิริยานี้ เมอ่ื กาหนดให้ ปริมาตรของโพแทสเซียม
คลอเรตและโพแทสเซียมคลอไรด์ มีค่าน้อยมากเม่ือเทียบกับ
ปรมิ าตรของภาชนะ
หาจานวนโมลของแก๊สออกซเิ จนท่ีเกิดข้ึน

จาก PV = nRT
n = PV
RT

= (11.98 atm)(10.0 L)
(0.0821 L • atm/mol • K)(55 + 273 K)


Click to View FlipBook Version