The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การอนุรักษ์ป่าไม้ในประเทศไทย (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by hw44947, 2022-07-29 09:56:38

การอนุรักษ์ป่าไม้ในประเทศไทย (1)

การอนุรักษ์ป่าไม้ในประเทศไทย (1)

การอนุรักษ์
ทรัพยากรป่าไม้
ในประเทศไทย

ผลงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา รายวิชา ว30122
วิทยาการคำนวณและการออกแบบเทคโนโลยี
และ ว30119 ชีววิทยา
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565

คำนำ

ป่าไม้เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต
ทั้งมนุษย์และสัตว์ต่างๆ อีกทั้งยังเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญยิ่งของประเทศ
ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีของประเทศไทย ในปั จจุบัน
ความต้องการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จึงส่งผลให้มีการบุกรุกทำลายป่ามากขึ้น ทำให้พื้นที่ป่าลดลงเป็นจำนวนมาก
ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Book)หรือเรียกสั้นๆว่า E-Book
คือหนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสาร
อิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่านทางหน้า
จอคอมพิวเตอร์ ทั้งในระบบออฟไลน์ และออนไลน์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(e-Book) เป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพและมีประโยชน์อย่างมาก
ในการถ่ายทอดความรู้ ความชำนาญเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อที่รวมเอาจุดเด่นของสื่อแบบต่าง ๆ มารวมอยู่ในสื่อ
ตัวเดียว คือ สามารถแสดงภาพ แสง เสียง ภาพเคลื่อนไหว และการมี
ปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการเรียนรู้และเข้าใจเนื้อหาวิชาได้
เร็วขึ้น

ดังนั้นทางคณะผู้จัดทำได้เล็งเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากร
ป่าไม้และได้เห็นถึงประโยชน์ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถนำเผยแพร่ไป
สู่กลุ่มเป้าหมายได้หลายรูปแบบ และมีความสะดวก รวดเร็วในการใช้งาน จึงได้
จัดทำ โครงงานการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง การอนุรักษ์ทรัพยากรป่า
ไม้ในประเทศไทย เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจ และเพื่อเป็นการรณรงค์
ในการรักษาผืนป่าให้ดำรงไว้

สารบัญ หน้า

เรื่อง 1
2-4
ประเภทป่าไม้ในประเทศไทย 5-6
ป่าไม้ไม่ผลัดใบ 7
ป่าผลัดใบ 8-10
ประโยชน์ของทรัพยากรป่าไม้ 11-13
สาเหตุสำคัญของวิกฤตการณ์ป่าไม้ในประเทศไทย 14
สถานการณ์ป่าไม้ในประเทศไทย
การอนุรักษ์ป่าไม้ 15

บรรณานุกรม

1

ประเภทป่าไม้ในประเทศไทย

ประเภทของป่าไม้จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ
การกระจายของฝน ระยะเวลาที่ฝนตกรวมทั้ง
ปริมาณน้ำฝนทำให้ป่าแต่ละแห่งมีความชุ่มชื้น
ต่างกัน สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ
ได้แก่

1.ป่าประเภทที่ไม่ผลัดใบ (Evergreen)
2.ป่าประเภทที่ผลัดใบ (Deciduous)

ป่าไม้ไม่ผลัดใบ ป่าไม้ผลัดใบ

ป่าไม้ไม่ผลัดใบ 2

ป่าไม้ไม่ผลัดใบเขียวชอุ่มตลอดปี เนื่องจากต้นไม้
ที่ขึ้นอยู่แทบทั้งหมดเป็นประเภทที่ไม่ผลัดใบ
ป่าชนิดสำคัญซึ่งจัดอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่

1. ป่าดงดิบ (Tropical Evergreen Forest or Rain Forest)
ป่าดงดิบมีอยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ แต่ที่มีมากที่สุด ได้แก่

ภาคใต้และภาคตะวันออก ในบริเวณนี้มีฝนตกมากและมีความชื้นมาก ในท้อง
ที่อื่นจะมีป่าดงดิบกระจายอยู่บริเวณที่มีความชุ่มชื้นมาก ๆ เช่น ตามหุบเขา
ริมแม่น้ำลำธาร ห้วย แหล่งน้ำ และบนภูเขา ซึ่งสามารถแยกออกเป็นป่าดงดิบ
ชนิดต่าง ๆ ดังนี้

1.1 ป่าดิบชื้น (Moist Evergreen Forest)
เป็นป่ารกทึบมองดูเขียวชอุ่มตลอดปีมีพันธุ์ไม้หลายร้อยชนิดขึ้นเบียดเสียดกัน
มักจะพบกระจัดกระจายตั้งแต่ความสูง 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล
ไม้ที่สำคัญก็คือ ไม้ตระกูลยาง เช่น ยางนา ยางเสียน ส่วนไม้ชั้นรอง
พวกไม้กอ เช่น กอน้ำ กอเดือย

1.2 ป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest)
เป็นป่าที่อยู่ในพื้นที่ค่อนข้างราบมีความชุ่มชื้นน้อย เช่น ในแถบภาคเหนือ
และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ
300-600 เมตร ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ มะคาโมง ยางนา พยอม ตะเคียนแดง
กระเบากลัก และตาเสือ

1.3 ป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest)
ป่าชนิดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่สูง ๆ หรือบนภูเขาตั้งแต่ 1,000-1,200 เมตร
ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล ไม้ส่วนมากเป็นพวก Gymonosperm ได้แก่
พวกไม้ขุนและสนสามพันปี นอกจากนี้ยังมีไม้ตระกูลกอขึ้นอยู่
พวกไม้ชั้นที่สองรองลงมา ได้แก่ เป้ง สะเดาช้าง และขมิ้นต้น

2. ป่าสนเขา (Pine Forest) 3

ป่าสนเขามักปรากฎอยู่ตามภูเขาสูงส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ซึ่งมีความสูง

ประมาณ 200-1800 เมตร ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเลในภาคเหนือ ภาคกลาง

และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางทีอาจปรากฎในพื้นที่สูง 200-300 เมตร

จากระดับน้ำทะเลในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ป่าสนเขามีลักษณะเป็นป่าโปร่ง

ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าชนิดนี้คือ สนสองใบ และสนสามใบ ส่วนไม้ชนิด

อื่นที่ขึ้นอยู่ด้วยได้แก่พันธุ์ไม้ป่าดิบเขา เช่น กอชนิดต่าง ๆ หรือพันธุ์ไม้ป่าแดง

บางชนิด คือ เต็ง รัง เหียง พลวง เป็นต้น

3. ป่าชายเลน (Mangrove Forest)

มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นแต่ละชนิดมีรากค้ำยันและรากหายใจ ป่าชนิดนี้

ปรากฎอยู่ตามที่ดินเลนริมทะเลหรือบริเวณปากน้ำแม่น้ำใหญ่ ๆ ซึ่งมีน้ำเค็ม

ท่วมถึงในพื้นที่ภาคใต้มีอยู่ตามชายฝั่ งทะเลทั้งสองด้าน ตามชายทะเลภาค

ตะวันออกมีอยู่ทุกจังหวัดแต่ที่มากที่สุดคือ บริเวณปากน้ำเวฬุ อำเภอขลุง

จังหวัดจันทบุรี พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามป่าชายเลน ส่วนมากเป็นพันธุ์ไม้ขนาดเล็ก

ใช้ประโยชน์สำหรับการเผาถ่านและทำฟืนไม้ชนิดที่สำคัญ คือ โกงกาง

ประสัก ถั่วขาว ถั่วขำ โปรง ตะบูน แสมทะเล ลำพูนและลำแพน ฯลฯ ส่วนไม้

พื้นล่างมักเป็นพวก ปรงทะเลเหงือกปลายหมอ ปอทะเล และเป้ง เป็นต้น

ป่าชายเลน

ป่าสนเขา

4. ป่าพรุหรือป่าบึงน้ำจืด (Swamp Forest) 4

ป่าชนิดนี้มักปรากฎในบริเวณที่มีน้ำจืดท่วมมาก ๆ ดินระบายน้ำ

ได้ไม่ดีพอ ป่าพรุในภาคกลางมีลักษณะโปร่งและมีต้นไม้ขึ้นอยู่ห่าง ๆ

เช่น ครอเทียน สนุ่น จิก โมกบ้าน หวายน้ำ หวายโปร่ง ระกำ อ้อ และแขม

ในภาคใต้ป่าพรุมีขึ้นอยู่ตามบริเวณที่มีน้ำขังตลอดปี ดินป่าพรุที่มีเนื้อที่

มากที่สุดอยู่ในบริเวณจังหวัดนราธิวาสที่ดินเป็นพีท ซึ่งเป็นซากพืชผุสลาย

ทับถมกันเป็นเวลานาน ป่าพรุแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ ตามบริเวณ

ซึ่งเป็นพรุน้ำกร่อยใกล้ชายทะเล ต้นเสม็ดจะขึ้นอยู่หนาแน่น

พื้นที่ที่มีต้นกกชนิดต่าง ๆ เรียก "ป่าพรุเสม็ด หรือ ป่าเสม็ด"

อีกลักษณะเป็นป่าที่มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ มากชนิดขึ้นปะปนกัน ชนิดพันธุ์ไม้

ที่สำคัญของป่าพรุ ได้แก่ อินทนิล น้ำหว้า จิก โสกน้ำ กระทุ่มน้ำ กันเกรา

โงงงัน กะทั่งหัน ไม้พื้นล่างประกอบไปด้วย หวาย ตะค้าทอง หมากแดง

และหมากชนิดอื่น ๆ

5. ป่าชายหาด (Beach Forest)

เป็นป่าโปร่งไม่ผลัดใบขึ้นอยู่ตามบริเวณหาดชายทะเล

น้ำไม่ท่วมตามฝั่ งดินและชายเขาริมทะเล ต้นไม้สำคัญที่ขึ้นอยู่

ตามหาดชายทะเล ต้องเป็นพืชทนเค็ม และมักมีลักษณะไม้เป็นพุ่ม

ลักษณะต้นคดงอ ใบหนาแข็ง ได้แก่ สนทะเล หูกวาง โพธิ์ทะเล กระทิง

ตีนเป็ดทะเล หยีน้ำ มักมีต้นเตยและหญ้าต่าง ๆ ขึ้นอยู่เป็นไม้พื้นล่าง

ตามฝั่ งดินและชายเขามักพบไม้เกตลำบิด มะคาแต้ กระบองเพชร เสมา

และไม้หนามชนิดต่าง ๆ เช่น ซิงซี่ หนามหัน กำจาย มะดันขอ เป็นต้น

ป่าชายหาด

ป่าพรุ

ป่าประเภทที่ผลัดใบ (Deciduous)5

ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าประเภทนี้เป็นจำพวกผลัดใบแทบทั้งสิ้น
ในฤดูฝนป่าประเภทนี้จะมองดูเขียวชอุ่ม พอถึงฤดูแล้ง
ต้นไม้ส่วนใหญ่จะพากันผลัดใบทำให้ป่ามองดูโปร่งขึ้น
และมักจะเกิดไฟป่าเผาไหม้ใบไม้และต้นไม้เล็ก ๆ
ป่าชนิดสำคัญซึ่งอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่

1. ป่าเบญจพรรณ (Mixed Declduous Forest)
ป่าผลัดใบผสม หรือป่าเบญจพรรณมีลักษณะเป็นป่าโปร่ง

และยังมีไม้ไผ่ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กระจัดกระจายทั่วไป พื้นดินมักเป็น
ดินร่วนปนทราย ป่าเบญจพรรณในภาคเหนือมักจะมีไม้สักขึ้นปะปนอยู่ทั่วไป
ครอบคลุมลงมาถึงจังหวัดกาญจนบุรี ในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และภาคตะวันออก มีป่าเบญจพรรณน้อยมากและกระจัดกระจาย
พันธุ์ไม้ชนิดสำคัญ ได้แก่ สัก ประดู่แดง มะค่าโมง ตะแบก เสลา อ้อยช้าง
ส้าน ยม หอม ยมหิน มะเกลือ สมพง เก็ดดำ เก็ดแดง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมี
ไม้ไผ่ที่สำคัญ เช่น ไผ่ป่า ไผ่บง ไผ่ซาง ไผ่รวก ไผ่ไร เป็นต้น

ป่าเบญจพรรณ

6

2. ป่าเต็งรัง (Declduous Dipterocarp Forest)
เรียกกันว่าป่าแดง ป่าแพะ ป่าโคก ลักษณะทั่วไปเป็นป่าโปร่ง

ตามพื้นป่ามักจะมีโจด ต้นแปรง และหญ้าเพ็ก พื้นที่แห้งแล้ง
ดินร่วนปนทราย กรวด หรือลูกรัง พบอยู่ทั่วไปในที่ราบและภูเขา
ในภาคเหนือส่วนมากขึ้นอยู่บนเขาที่มีดินตื้นและแห้งแล้งมาก
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีป่าแดงหรือป่าเต็งรังนี้มากที่สุด
ตามเนินเขาหรือที่ราบดินทรายชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญในป่าแดง หรือป่าเต็งรัง
ได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง กราด พะยอม ติ้ว แต้ว มะค่าแต ประดู่ แดง
สมอไทย ตะแบก เลือดแสลงใจ รกฟ้า ฯลฯ ส่วนไม้พื้นล่างที่พบมาก ได้แก่
มะพร้าวเต่า ปุ่มแป้ง หญ้าเพ็ก โจด ปรงและหญ้าชนิดอื่น ๆ
3. ป่าหญ้า (Savannas Forest)

ป่าหญ้าที่อยู่ทุกภาค บริเวณป่าที่ถูกแผ้วถางทำลาย บริเวณพื้นดิน
ที่ขาดความสมบูรณ์และถูกทอดทิ้ง หญ้าชนิดต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นทดแทน
เมื่อพอถึงหน้าแล้งก็เกิดไฟไหม้ทำให้ต้นไม้บริเวณข้างเคียงล้มตาย
พื้นที่ป่าหญ้าจึงขยายมากขึ้นทุกปี พืชที่พบมากที่สุดในป่าหญ้า คือ หญ้าคา
หญ้าขนตาช้าง หญ้าโขมง หญ้าเพ็กและปุ่มแป้ง บริเวณที่พอจะมีความชื้น
และการระบายน้ำได้ดีก็มักจะพบพงและแขมขึ้นอยู่ และอาจพบต้นไม้ทนไฟ
ขึ้นอยู่ เช่น ตับเต่า รกฟ้าตานเหลือง ติ้วและแต้ว

ป่าหญ้า

ป่าเต็งรัง

7

ประโยชน์ของทรัพยากรป่าไม้

ป่าไม้มีประโยชน์มากมายต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่

ประโยชน์ทางตรง (Direct Benefits)

1. จากการนำไม้มาสร้างอาคารบ้านเรือนและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น
เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ ไม้ขีดไฟ ฟืน เป็นต้น

2. ใช้เป็นอาหารจากส่วนต่าง ๆ ของพืชและผล
3. ใช้เส้นใย ที่ได้จากเปลือกไม้และเถาวัลย์มาถักทอ เป็นเครื่องนุ่งห่ม เชือก

และอื่น ๆ
4. ใช้ทำยารักษาโรคต่างๆ

ประโยชน์ทางอ้อม (Indirect Benefits)
1. ป่าไม้เป็นเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารเพราะต้นไม้จำนวนมากในป่าจะทำให้น้ำฝนที่ตกลงมา

ค่อย ๆ ซึมซับลงในดิน กลายเป็นน้ำใต้ดินซึ่งจะไหลซึมมาหล่อเลี้ยงให้แม่น้ำ ลำธารมีน้ำไหล
อยู่ตลอดปี
2. ป่าไม้ทำให้เกิดความชุ่มชื้นและควบคุมสภาวะอากาศ ไอน้ำซึ่งเกิดจากการหายใจของพืช
ซึ่งเกิดขึ้นอยู่มากมายในป่าทำให้อากาศเหนือป่ามีความชื้นสูงเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลง
ไอน้ำเหล่านั้นก็จะกลั่นตัวกลายเป็นเมฆแล้วกลายเป็นฝนตกลงมา ทำให้บริเวณที่มีพื้นป่าไม้
มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ฝนตกต้องตามฤดูกาลและไม่เกิดความแห้งแล้ง
3. ป่าไม้เป็นแหล่งพักผ่อนและศึกษาความรู้ บริเวณป่าไม้จะมีภูมิประเทศที่สวยงาม
จากธรรมชาติรวมทั้งสัตว์ป่าจึงเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจได้ดี นอกจากนั้นป่าไม้ยังเป็น
ที่รวมของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์จำนวนมาก จึงเป็นแหล่งให้มนุษย์ได้ศึกษาหาความรู้
4. ป่าไม้ช่วยบรรเทาความรุนแรงของลมพายุและป้องกันอุทกภัย โดยช่วยลดความเร็วของ
ลมพายุที่พัดผ่านได้ตั้งแต่ ๑๑-๔๔ % ตามลักษณะของป่าไม้แต่ละชนิด จึงช่วยให้บ้านเมือง
รอดพ้นจากวาตภัยได้ ซึ่งเป็นการป้องกันและควบคุมน้ำตามแม่น้ำไม่ให้สูงขึ้นมารวดเร็วล้นฝั่ ง
กลายเป็นอุทกภัย
5. ป่าไม้ช่วยป้องกันการกัดเซาะและพัดพาหน้าดิน จากน้ำฝนและลมพายุโดยลดแรงปะทะลง
การหลุดเลือนของดินจึงเกิดขึ้นน้อย และยังเป็นการช่วยให้แม่น้ำลำธารต่าง ๆ
ไม่ตื้นเขินอีกด้วย นอกจากนี้ป่าไม้จะเป็นเสมือนเครื่องกีดขวางตามธรรมชาติ
จึงนับว่ามีประโยชน์ในทางยุทธศาสตร์ด้วยเช่นกัน

สาเหตุสำคัญของวิกฤตการณ์ป่า8
ไม้ในประเทศไทย

1.การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า

ตัวการของปัญหานี้คือนายทุนพ่อค้าไม้ เจ้าของโรงเลื่อย เจ้าของโรงงาน

แปรรูปไม้ ผู้รับสัมปทานทำไม้และชาวบ้านทั่วไป ซึ่งการตัดไม้เพื่อเอา

ประโยชน์จากเนื้อไม้ทั้งวิธีที่ถูกและผิดกฎหมาย ปริมาณป่าไม้ที่ถูกทำลายนี้

นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามอัตราเพิ่มของจำนวนประชากร ยิ่งมีประชากร

เพิ่มขึ้นเท่าใด ความต้องการในการใช้ไม้ก็เพิ่มมากขึ้น เช่น ใช้ไม้ในการปลูก

สร้างบ้านเรือนเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรกรรมเครื่องเรือนและถ่านใน

การหุงต้ม เป็นต้น

2.การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพื่อเข้าครอบ

ครองที่ดิน

มื่อประชากรเพิ่มสูงขึ้น ความต้องการใช้ที่ดินเพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและที่ดิน

ทำกินก็อยู่สูงขึ้นเป็นผลผลักดันให้ราษฎรเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ แผ้วถางป่า



หรือเผาป่าทำไร่เลื่อนลอย นอกจากนี้ยังมีนายทุนที่ดินที่จ้างวานให้ราษฎรเข้าไป


ทำลายป่าเพื่อจับจองที่ดินไว้ขายต่อไป

3.การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยง

สัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก

เช่น มันสำปะหลัง ปอ เป็นต้น โดยไม่ส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ทั้ง ๆ ที่พื้นที่ป่าบางแห่งไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการเกษตร

4.การกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่ากระทำไม่
9
ชัดเจนหรือไม่กระทำเลยในหลายๆ พื้นที่

ทำให้ราษฎรเกิดความสับสนทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา

ทำให้เกิดการพิพาทในเรื่องที่ดินทำกินและที่ดินป่าไม้อยู่

ตลอดเวลาและมักเกิดการร้องเรียนต่อต้านในเรื่อง

กรรมสิทธิ์ที่ดิน

5.การจัดสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ

เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำ เส้นทางคมนาคม การสร้างเขื่อน

ขวางลำน้ำจะทำให้พื้นที่เก็บน้ำหน้าเขื่อนที่อุดมสมบูรณ์ถูก

ตัดโค่นมาใช้ประโยชน์ ส่วนต้นไม้ขนาดเล็กหรือที่ทำการ

ย้ายออกมาไม่ทันจะถูกน้ำท่วมยืนต้นตาย เช่น การสร้าง

เขื่อนรัชชประภาเพื่อกั้นคลองพระแสงอันเป็นสาขาของ

แม่น้ำพุมดวง-ตาปี ทำให้น้ำท่วมบริเวณป่าดงดิบซึ่งมีพันธุ์

ไม้หนาแน่นประกอบด้วยสัตว์นานาชนิดนับแสนไร่ ต่อมาจึง

เกิดปัญหาน้ำเน่าไหลลงลำน้ำพุมดวง

6.ไฟไหม้ป่า 10

มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งอากาศแห้งและร้อนจัด ทั้ง

โดยธรรมชาติและจากการกระทำของมะม่วงที่อาจลักลอบ

เผาป่าหรือเผลอ จุดไฟทิ้งไว้โดยเฉพาะในป่าไม้เป็นจำนวน

มาก

7. การทำเหมืองแร่

แหล่งแร่ที่พบในบริเวณที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่ มีความจำเป็นที่

จะต้องเปิดหน้าดินก่อนจึงทำให้ป่าไม้ที่ขึ้นปกคลุมถูกทำลาย

ลง เส้นทางขนย้ายแร่ในบางครั้งต้องทำลายป่าไม้ลงเป็น

จำนวนมาก เพื่อสร้างถนนหนทาง การระเบิดหน้าดิน เพื่อให้

ได้มาซึ่งแร่ธาตุ ส่งผลถึงการทำลายป่า

11

สถานการณ์ป่าไม้
ในประเทศไทย

ประเทศไทย ซึ่งแม้จะเข้าร่วมการประชุม COP26
แต่ไม่ได้ลงนามในปฏิญญากลาสโกว์ของผู้นําด้านป่าไม้
และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Glasgow Leaders’ Declaration on
Forests and Land Use) จากข้อมูลของ Global Forest Watch
พบว่า ในปี 2553 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าธรรมชาติ 191,000
ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 37 ของพื้นที่ทั้งหมดในประเทศ
และในปี 2563 ไทยสูญเสียพื้นที่ป่าธรรมชาติไป 1,190
ตารางกิโลเมตร

โดยจากปี 2545-2563 ประเทศไทยสูญเสียพื้นที่ป่าดิบชื้นไป
1,250 ตารางกิโลเมตร ลดลงร้อยละ 2.1 หรือคิดเป็นร้อยละ 5.9
จากการพื้นที่สูญเสียต้นไม้ปกคลุมในช่วงเวลาเดียวกัน และจากปี
2544-2563 ไทยสูญเสียพื้นที่ต้นไม้ปกคลุมไป 21,700 ตาราง
กิโลเมตร ลดลงร้อยละ 11 นับตั้งแต่ปี 2543 และจากปี 2544-
2562 มีการทำลายป่าสูงถึงร้อยละ 40 จากพื้นที่สูญเสียต้นไม้
ปกคลุมเลยทีเดียว โดยส่วนมากเกิดจากการลักลอบตัดไม้เพื่อนำไป
ขายเป็นสินค้า รองลงมาคือพื้นที่การทำเกษตรกรรม
และการขยายตัวของเมือง

12

เมื่อนำข้อมูลของประเทศไทย ซึ่งไม่ได้ลงนาม 13

ในปฏิญญากลาสโกว์ของผู้นําด้านป่าไม้และการใช้ประโยชน์

ที่ดิน (Glasgow Leaders’ Declaration on Forests and

Land Use) มาเปรียบเทียบกับอีก 133 ประเทศ ที่ลงนามใน

ปฏิญญานี้ จะพบว่ามี 77 ประเทศ ที่มีการสูญเสียพื้นที่ต้นไม้

ปกคลุมต่ำกว่าประเทศไทย 38 ประเทศ มีการสูญเสียพื้นที่

ต้นไม้ปกคลุมมากกว่าประเทศไทย และมี 11 ประเทศ มีการ

สูญเสียพื้นที่

ต้นไม้ปกคลุมเท่ากับประเทศไทย โดยมี 7 ประเทศ

ไม่ปรากฏข้อมูล

นอกจากนั้นยังพบว่ามี 112 ประเทศ มีการทำลายป่า
น้อยกว่าประเทศไทย 8 ประเทศ มีการทำลายป่ามากกว่า
ประเทศไทย และมี 1 ประเทศ มีการทำลายป่าเท่ากับ
ประเทศไทย (ภูฏาน) โดยมี 12 ประเทศ ไม่ปรากฏข้อมูล

จะเห็นได้ว่าประเทศที่มีการสูญเสียพื้นที่ต้นไม้ปกคลุม
หรือการทำลายป่าต่ำกว่าไทย ก็ยังลงนามเพื่อแสดง
เจตนารมณ์ในการยุติการทำลายป่าไม้ ในขณะที่ประเทศไทย
มีสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่า แต่กลับไม่ได้ลงนามในปฏิญญา
ครั้งนี้

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องรอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา
ว่าจะลงนามในปฏิญญาครั้งนี้หรือไม่ต่อไปในอนาคต

การอนุรักษ์ป่าไม้ 14

ป่าไม้ถูกทำลายไปจำนวนมากจึงทำให้เกิดผลกระทบต่อ
สภาพภูมิอากาศไปทั่วโลกรวมทั้งความสมดุลในแง่อื่ นด้วย
ดังนั้นการฟื้ นฟูสภาพป่าไม้จึงต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน
ทั้งภาครัฐภาคเอกชนและประชาชนซึ่งมีแนวทางในการ
กำหนดแนวนโยบายด้านการจัดการป่าไม้ ดังนี้
1.นโยบายด้านการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้
2.นโยบายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้เกี่ยวกับงาน
ป้องกันรักษาป่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสันทนาการ
3.นโยบายด้านการจัดการที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้ใน
ท้องถิ่น
4.นโยบายด้านการพัฒนาป่าไม้ เช่น การทำไม้และการเก็บ
หาของป่า การปลูก และการบำรุงป่าไม้ การค้นคว้าวิจัย และ
ด้านการอุตสาหกรรม
5.นโยบายการบริหารทั่วไปจากนโยบายดังกล่าวข้างต้นเป็น
แนวทางในการพัฒนาและการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของ
ชาติให้ได้รับผลประโยชน์ทั้งทางด้านการอนุรักษ์และด้าน
เศรษฐกิจอย่างผสมผสานกันทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสมดุล
ของธรรมชาติและมีทรัพยากรป่าไม้ไว้อย่างยั่งยืนต่อไปใน
อนาคต

15

บรรณานุกรม

ทรูปั ญญา. 2564. “ป่าไม้ในไทย”. Trueplookpanya (Online).
https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/
33121, 2 กรกฎาคม 2565.

ประชาไท. 2564. “ป่าไม้ในไทยยังอยู่ดีแค่ไหน ทำไมถึงไม่ลงนามใน
COP26”. ประชาไท (Online).
https://prachatai.com/journal/2021/11/95927,
2 กรกฎาคม 2565.

NECTEC. 1999 “ทรัพยากรป่าไม้”. Digital Library For SchoolNet
(Online).
https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi2/forest/
forestn.htm, 2 กรกฎาคม 2565.

จัดทำโดย

ด.ช.จิรกร ศรีศุภร
ม.4/6 เลขที่ 1

ด.ช.ณัฏฐนาถ พัฒนถาบุตร
ม.4/6 เลขที่ 3

นายอนพัทย์ โพธิ์สุวรรณ
ม.4/6 เลขที่ 10


Click to View FlipBook Version