อลั เบริ ต์ ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
จัดทำโดย นางสาวชลธิชา จติ พิ ร
รหัสนักศึกษา 6181118003
สารบญั
ประวตั ิ หนา้
ประวัติในวัยเดก็ และในวทิ ยาลยั
ชีวติ ครอบครัว 2
ชวี ติ การทำงาน 3
ผลงานเด่น 4
วาทะเด็ด 5
อ้างอิง 7
7
8
1
ประวัติ
รูปที่ 1 อลั เบริ ์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
ชื่อจรงิ : อลั เบริ ์ต ไอนส์ ไตน์ (องั กฤษ), อลั แบร์ต ไอน์ชไตน์ (เยอรมัน)
เกดิ : วนั ที่ 14 มนี าคม ค.ศ.1879 ท่เี มืองอลู ์ม (Ulm) ประเทศเยอรมนี
เสยี ชวี ติ : วันท่ี 18 มถิ นุ ายน ค.ศ.1955 ที่เมอื งนิวเจอรซ์ ี่ ประเทศสหรฐั อเมรกิ า
งาน-อาชีพ : นกั ฟสิ ิกส์ นักคณติ ศาสตร์
สัญชาติ : ชาวเยอรมัน (พ.ศ. 2422 - 2439 และ 2457 - 2476), ชาวสวิส (พ.ศ. 2444 - 2498), ชาวอเมริกัน
(พ.ศ. 2483 - 2498)
เชอ้ื ชาติ : ยวิ ชาวเยอรมนั
วุฒสิ ูงสดุ : ปริญญาดษุ ฎีบณั ฑติ มหาวทิ ยาลยั ซรู กิ
เกยี รติประวัติ : รางวลั โนเบลสาขาฟิสกิ ส์ ประจำปี พ.ศ. 2464
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) (14 มีนาคม พ.ศ. 2422 - 18 เมษายน พ.ศ. 2498) เป็น
นักฟิสิกส์ทฤษฎี ชาวเยอรมันที่มีสัญชาติสวิสและอเมริกัน (ตามลำดับ) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าเป็น
นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขาเป็นผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ และมีส่วนร่วมใน
การพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม สถิติกลศาสตร์ และจักรวาลวิทยา เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ใน
ปี พ.ศ. 2464 จากการอธบิ ายปฏกิ ิริยาโฟโตอเิ ล็กทรกิ และจากการทำประโยชน์แกฟ่ สิ กิ ส์ทฤษฎี
หลังจากที่ไอน์สไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ในปี พ.ศ. 2458 เขาก็กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงซึ่งเปน็
เรื่องที่ไม่ค่อยธรรมดานักสำหรับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ในปีต่อ ๆ มา ชื่อเสียงของเขาได้ขยายออกไปมากกว่า
นกั วิทยาศาสตร์คนอ่ืน ๆ ในประวัตศิ าสตร์ ไอน์สไตน์ ได้กลายมาเป็นแบบอย่างของผู้มปี ัญญา หรือแม้แต่อัจฉริยะ
ความนิยมในตัวของเขาทำให้มีการใช้ชื่อไอน์สไตน์ในการโฆษณา หรือแม้แต่การจดทะเบียนชื่อ "อัลเบิร์ต
ไอน์สไตน์" ให้เปน็ เคร่ืองหมายการค้า
ส่วนตัวของไอน์สไตน์เองนั้นเขามีความระลึกถึงผลกระทบทางสังคมซึ่งมีผลมาจากการค้นพบ
ทางวิทยาศาสตรอ์ ย่างลกึ ซงึ้ ในฐานะท่ีเขาไดเ้ ป็นปูชนยี บคุ คลแห่งความบรรลทุ างปญั ญา เขายังคงถกู ยกยอ่ งให้เป็น
นักฟิสิกส์ทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์ที่สุดในยุคปัจจุบัน ทุกการสร้างสรรค์ของเขายังคงเป็นที่เคารพนับถือ
2
ทั้งในความเชื่อในความสง่า, ความงาม และ ความรู้แจ้งเห็นจริงในจักรวาล (คือแหล่งเสริมสร้างแรงบันดาลใจใน
วิทยาศาสตร์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่) เป็นสูงสุด ความชาญฉลาดเชิงโครงสร้างของเขาแสดงให้เห็นถึ ง
องค์ประกอบของจักรวาล ซง่ึ งานเหลา่ นี้ถูกนำเสนอผา่ นผลงานและหลักปรัชญาของเขา ในทกุ วนั นี้ ไอนส์ ไตน์ยังคง
เปน็ ท่ีรจู้ กั ดีในฐานะนกั วิทยาศาสตรท์ โี่ ด่งดงั ท่สี ุด ทั้งในวงการวิทยาศาสตรแ์ ละนอกวงการ
ในบรรดานักวิทยาศาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 ไอน์สไตน์ถือว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมาก
ที่สุด และอาจกล่าวได้ว่า เขาคือผู้ยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยระเบิดปรมาณูอันทรงอานุภาพแห่งการทำลายล้าง
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ไอน์สไตน์ ได้ส่งจดหมายฉบับหนึ่งถึงประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์
(Franklin Delano Roosevelt) เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของ แร่ยูเรเนียมที่สามารถนำมาสร้างลูกระเบิดพลังงาน
การทำลายสร้างรุนแรง เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นประกาศแพ้สงคราม และนำสันติภาพ มาสู่โลกอีกครั้งหน่ึง
ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงตกลงทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกลงที่เมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งส่งผล
ให้คนเสียชวี ิตทันทีกวา่ 60,000 คน และเสยี ชวี ติ ภายหลังอีกกวา่ 100,000 คน
ประวัตใิ นวยั เด็กและในวิทยาลัย
รปู ท่ี 2 ภาพอัลเบิรต์ ไอนส์ ไตน์ (Albert Einstein) ในวัยเดก็
ไอน์สไตน์เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1879 ที่เมืองอูล์ม ประเทศเยอรมนี ไอน์สไตน์เป็นชาวเยอรมัน
แต่ก็มีเชื้อสายยิวด้วย บิดาของไอน์สไตน์เป็นเจ้าของร้านจำหน่ายเครื่องยนต์และสารเคมี ชื่อว่า เฮอร์แมน
ไอน์สไตน์ (Herman Einstein) ต่อมาเมื่อ ไอน์สไตน์อายุได้ 1 ขวบ บิดาได้ย้ายไปอยู่ทีเ่ มืองมิวนคิ ซึ่งคนส่วนใหญ่
ในเมือง เป็นชาวยิวเช่นเดียวกับเขา ทำให้เขาไม่มีปัญหากับ เพื่อนบ้าน ไอน์สไตน์เป็นเด็กที่เงียบขรึม และมักไม่
ค่อยชอบออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน จนบิดาเข้าใจว่าเขาเป็นคนโง่ จึงได้จ้างครูมาสอนพิเศษ ให้กับ
ไอน์สไตน์ที่บ้าน โดยเฉพาะเรื่องการพูด ถึงแม้ว่าการพูดของเขาจะดีขึ้น แต่เขาก็ยังเงียบขรึม และ ไม่ออกไปเล่น
กับเพื่อนเหมือนเช่นเคย เมื่อไอน์สไตน์อายุได้ 5 ขวบ บิดาได้ส่งเข้าโรงเรยี นที่ยิมเนเซียม (Gymnasium) นักเรียน
ในโรงเรียนแหง่ นท้ี ้ังหมดเปน็ ชาวเยอรมัน และนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ถงึ อย่างนัน้ ไอน์สไตน์ก็เข้า
กับเพื่อนได้ดี แต่สิ่งที่เขาไม่ชอบมากที่สุดในโรงเรียนก็คือการสอนที่น่าเบื่อหน่าย ที่ใช้วิธีการท่องจำเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งเป็นวิธีการที่เขาเกลียดที่สดุ ทำให้ไอน์สไตน์ไม่อยากไปโรงเรียน มารดาจึงหาวิธีแก้ปัญหาให้ไอน์สไตน์ โดยการ
ให้เขาเรียนไวโอลินและเปียโนแทน แต่วิชาที่ ไอน์สไตน์ให้ความสนใจมากที่สุดคือ คณิตศาสตร์ โดยเฉพาะ
3
วิชาเรขาคณิตเป็นวิชาที่เขาชอบมากที่สุด ทำให้เขาละทิ้งวิชาอื่น ยกเว้นวิชาดนตรี และเรียนวิชาอื่นได้แย่มาก
แมว้ า่ จะทำคะแนนวชิ าคณิตศาสตรไ์ ดด้ ีมาก เขาก็มกั จะถูกครตู ำหนอิ ย่เู สมอ
ตอ่ มาไอนส์ ไตนอ์ ายุ 15 ปี กจิ การโรงงานของพอ่ เขาแยล่ ง เนือ่ งจากการรวมตวั ของบริษทั ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า
และเคมีหลายแห่ง ทำให้โรงงานของพ่อเขาไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้ ครอบครัวของเขาต้องย้ายไปอยู่ท่ี
เมืองมิลาน (Milan) ประเทศอิตาลี (Italy) แต่ไอน์สไตน์ไม่ได้ย้ายตามไปด้วย เพราะยังติดเรียนอยู่ แต่ด้วยความที่
เขาคิดถึงครอบครัวมาก หลังจากนั้นอกี 6 เดือน เขาได้วางแผน ให้แพทย์ออกใบรับรองวา่ เขาป่วยเปน็ โรคประสาท
เพอ่ื ใหเ้ ขาไดเ้ ดินทางไปหาพ่อกับแม่ท่ีอติ าลี เมือ่ เป็นเชน่ นนั้ ไอน์สไตนจ์ งึ เดนิ ทาง ไปหาครอบครัวที่มลิ าน แต่ก่อนท่ี
เขาจะออกเดินทางเขาไดข้ อใบรับรองทางการศึกษา เพือ่ สะดวกในการเขา้ ศึกษาต่อในโรงเรียนอื่น
ต่อมาไอนส์ ไตน์ได้สอบเข้าเรียนต่อวชิ าคณิตศาสตรแ์ ละฟิสิกส์ ทว่ี ิทยาลัยโปลเี ทคนิค เมืองซูริค (Federal
Poleytechnic of Zurich) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไอน์สไตน์สอบวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนดีมาก
ส่วนวชิ าชีววิทยาและภาษา ได้แย่มาก ทำให้เขาไม่ได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนในวิทยาลยั แห่งนี้ ต่อมาอีก 1 สัปดาห์
เขาได้รับจดหมายจากครูใหญ่วิทยาลัยโปลีเทคนิค ได้เชิญเขา ไปพบและแนะนำให้เขาไปเรียนต่อ เพื่อให้ได้
ประการศนียบัตร ซึ่งสามารถเข้าเรียนต่อวิทยาลัยโปลีเทคนิคได้โดยไม่ต้องสอบ หลังจากนั้นเขาจึงเข้าเรียนท่ี
วทิ ยาลยั ของสวติ เซอร์แลนด์ ตามหลักสูตร 1 ปี ระหว่างนี้เขาได้พกั อาศัยอยู่กบั ครูผู้หน่งึ ทีส่ อนอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้
ไอน์สโตน์รู้สึกชอบวิทยาลัยแห่งนี้มาก เพราะการเรียนการสอนเป็นอิสระไม่บังคับ และไม่จำกัดมากจนเกินไป
แนวการสอน เป็นการกระตุน้ ให้นักเรียนได้เรยี นรูต้ ามความสามารถของตน นอกจากนี้สภาพแวดลอ้ มในการเรยี น
ยงั ดีมากดีด้วย เพราะได้มีการจดั ห้องเรยี นเฉพาะสำหรบั แตล่ ะวิชา เช่น ห้องเรยี นภมู ิศาสตรก์ ็มีภาพแผนที่ สถานท่ี
ต่าง ๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แขวนไว้โดยรอบห้อง ส่วนห้องเคมีก็มีอุปกรณ์ในการทดลองวิทยาศาสตร์
ที่ทันสมัย นอกจากนี้โรงเรียนแห่งนี้ยังมีนักเรียนจำนวนมาก ทำให้ไอน์สไตน์ไม่รู้สึกว่ามีปมด้อยที่เป็นชาวยิวอีก
ต่อไป หลังจากที่เขาจบหลักสูตรที่โรงเรียนมัธยม 1 ปี ไอน์สไตน์ได้เข้าเรียนต่อที่วิทยาลัย เทคนิคในสาขาวิชา
ฟสิ ิกสแ์ ละคณิตศาสตรต์ ามทไ่ี ด้ตง้ั ใจไว้
ชีวิตครอบครวั
รูปที่ 3 มเิ ลวา มาริค
ไอน์สไตน์มีบุตรสาวหนึ่งคนกับมิเลวา มาริค ชื่อว่า ไลแซล (Lieserl) คาดว่าเกิดในตอนต้นปี พ.ศ. 2445
ที่เมือง Novi Sad ไอน์สไตน์แต่งงานกับมิเลวาเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2446 แม้จะถูกมารดาคัดค้านเพราะ
นางมีอคติกับชาวเซิร์บ และคิดว่ามาริคนั้นแก่เกินไป ทั้งยังหน้าตาอัปลักษณ์ ความสัมพันธ์ของคนท้ังสองค่อนข้าง
4
จะเป็นส่วนตัวและเปน็ ค่ชู วี ิตที่มสี ติปัญญา ในจดหมายฉบบั หนงึ่ ถึงหล่อน ไอน์สไตน์เรยี กมาริคว่า "สิ่งมีชีวิตที่เสมอ
กันกับผม ผู้ซึ่งแข็งแรงและมีอิสระเฉกเช่นเดียวกัน" มีการถกเถียงกันอยู่เป็นบางคราวว่า มาริคมีอิทธิพลต่องาน
ของไอน์สไตน์บ้างหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ต่างลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า
ไม่มีบุตรคนแรกของไอน์สไตน์กับมิเลวา คือ ฮันส์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2447
ที่กรงุ เบิรน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บุตรคนทีส่ องคอื เอดูอาร์ด เกดิ ทซ่ี ูรคิ เม่ือวนั ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2453
อัลเบิร์ตกับมาริคหย่ากันเม่ือวนั ที่ 14 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2462 หลังจากแยกกนั อยู่ 5 ปี ในวนั ท่ี 2 มิถุนายน
ปีเดียวกันนั้น ไอน์สไตน์แต่งงานกับ เอลซา โลเวนธาล (นี ไอน์สไตน์) นางพยาบาลที่ช่วยดูแลอภิบาลระหว่างท่ี
เขาป่วย เอลซาเป็นญาติห่าง ๆ ท้ังทางฝั่งพ่อและฝั่งแม่ของไอน์สไตน์ ครอบครัวไอน์สไตน์ช่วยกันเลี้ยงดู มาร์ก็อต
และ อิลเซ ลูกสาวของเอลซาจากการแตง่ งานคร้งั แรกของเธอ แต่ท้งั สองคนไม่มีลูกดว้ ยกัน
ชวี ิตการทำงาน
หลังจากจบการศึกษาแล้ว ไอน์สไตน์ได้สมัครเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย
แห่งเมืองซูริค แต่ได้รับ การปฏิเสธโดยไม่มีเหตุอันเหมาะสม และด้วยความเห็นใจจากศาสตราจารย์
ในมหาวิทยาลัยซูริคได้ออกใบรับรองผลการศึกษาให้เข้า จากนั้นไอน์สไตน์ได้เริ่มออกหางานทำจากประกาศตาม
หน้าหนังสือพิมพ์ซึ่งมีประกาศรับอาจารย์หลายแห่ง ไอน์สไตน์ได้เข้ารับการ สัมภาษณ์ แต่ปรากฏว่าไม่มีสถาบัน
แห่งใดรับเขาเข้าทำงานเลยแม้แต่สักที่เดียว ไอน์สไตน์เข้าใจว่าอาจจะเป็นเพราะเขาเป็นชาวยิว ดังนั้นใน
ปี ค.ศ.1901 ไอนส์ ไตน์ไดโ้ อนสัญชาติเป็นชาวสวิตเซอรแ์ ลนด์ แต่ถึงอยา่ งน้นั ก็ไมส่ ามารถทำให้เขาหางานทำได้อยู่ดี
ในที่สุดไอน์สไตน์ก็ได้งานทำเป็นครูในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง แต่ทำอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือนก็ถูกไล่ออก จากน้ัน
ไอน์สไตน์จึงรับจา้ งเปน็ ครูสอนพิเศษตามบา้ น แต่ก็ทำได้ไม่นานกถ็ ูกพ่อแม่ของเด็กเลกิ จ้าง เนื่องจากไอน์สไตนไ์ ด้
แสดงความผิดเห็นว่าไม่ควรให้เด็กไปเรียน ที่โรงเรียนอีก เนื่องจากครูที่โรงเรียนสอนคณิตศาสตร์ในแบบผิด ๆ
ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ไอน์สไตน์สอน แม้ว่าเด็ก ๆ จะรักและชอบวิธีการสอนของเขาก็ตาม ไอน์สไตน์ก็ยังถูกไล่ออก
อยดู่ ี
ต่อมาในปี ค.ศ.1902 ไอน์สไตน์ได้เจอกับเพื่อนเก่าคนหนึ่งได้ฝากงานที่สำนักงานจดทะเบียนสิทธิบัตร
ที่กรุงเบิร์น ถึงแม้ว่า ไอน์สไตน์จะไม่ชอบงานที่นี่มากนัก แต่รายได้ปีละ 250 ปอนด์ ซึ่งทำให้ชีวิตความเป็นอยู่
ของเขาดีขึ้น และมีโอกาสได้พบกับสิ่ง ประดิษฐ์ที่แปลกใหม่อีกด้วย ในระหว่างที่ไอน์สไตน์ทำงานอยู่ที่นี่ เขาได้ใช้
เวลาส่วนหนึ่งไปกับการประดิษฐ์สิ่งของเช่นกัน สิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกของไอน์สไตน์คือ เครื่องมือบันทึก
การวัดกระแสไฟฟ้า
ในปี ค.ศ.1903 ไอนส์ ไตน์ได้แต่งงานกบั มเิ ลวา มารี เพื่อนเกา่ สมัยเรยี นที่มหาวิทยาลยั แห่งเมืองซูริค และ
ในปีเดียวกันนี้เขา ได้เขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ให้กับนิตยสารเยอรมนีฉบับหนึ่ง และในปี ค.ศ.1905
บทความเรื่องของไอน์สไตน์ก็ได้รับ ความสนใจ และยกย่องอย่างมาก บทความเรื่องนี้เป็นของทฤษฎีสัมพัทธภาพ
(Theory of Relativity) ซ่งึ อธบิ ายเกี่ยวกับความ สัมพันธ์ระหวา่ งพลงั งาน กับมวลสาร โดยเขียนเปน็ สูตรได้ดังนี้
E = mc2 โดย E (Energy) = พลงั งาน
m (mass) = มวลสารของวัตถุ
c = ความเรว็ แสง
5
รูปที่ 4 ทฤษฎีสมั พัทธภาพพเิ ศษ
ทฤษฎีสัมพัทธภาพต่อมาได้นำไปสู่การค้นคว้าเรื่อง พลังงานปรมาณู เพราะทฤษฎีนี้อธิบายว่ามวลเพียง
เล็กน้อยของแร่ชนิดหนึ่ง สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานมหาศาลที่ใช้ในโรงงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้อย่างสบาย
ในระยะแรกทไ่ี อน์สไตนเ์ ผยแพร่ผลงานชนิ้ น้อี อกไป ผูค้ นสว่ นใหญย่ งั ไม่เข้าใจนัก แตเ่ ม่ือไอน์สไตน์อธบิ ายให้ฟังด้วย
วธิ ีง่าย ๆ ก็เกิดความเข้าใจมากขึน้ และจากผลงานชนิ้ นีท้ ำใหเ้ ขา ไดร้ ับปริญญาดษุ ฎีบณั ฑติ ข้นั เกยี รตนิ ยิ มสงู สุด
ในปี ค.ศ.1909 เขาได้รับเชิญใหเ้ ปน็ ศาสตราจารยป์ ระจำมหาวิทยาลยั ซูรคิ (Zurich University) ซ่ึงไอนส์ ไตน์
ตอบรับทันที ทั้งนี้เขาต้องการแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงความสามารถของเขา ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้เคยปฏิเสธเขา
มาครง้ั หนึ่งแล้ว
ในปี ค.ศ.1911 ไอน์สไตน์ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยปราค ( Prague)
ในปีต่อมาไอน์สไตน์ ได้รับเชิญจากวิทยาลัยเทคนิค ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของเขา ไอน์สไตน์ตกลงทันทีเนื่องจาก
เขาต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นถึงความสำคัญของเขา ในระหว่างนี้มีมหาวิทยาลัยและสถาบันต่าง ๆ อีกหลาย
แห่งเชิญเขาไปสอน แต่เขาก็ปฏิเสธและเขาได้ตอบรับเป็น ศาสตราจารย์พิเศษสอนที่สถาบันไกเซอร์วิลเฮล์ม
(Kaiser Wilhelm Institute) การท่ีเขาตอบรับครงั้ น้ี เกิดข้นึ จากการไดส้ นทนา กบั พระเจา้ ไกเซอร์ ผู้ก่อตั้งสถาบัน
แห่งนี้ ไอน์สไตน์รู้สึกถูกอัธยาศัยที่สนกุ สนานเป็นกันเอง ประกอบกับความสนใจในเร่ืองวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกนั
และอีก 2 ปีตอ่ มา ไอน์สไตน์ไดร้ บั การแตง่ ตั้งใหเ้ ป็นผอู้ ำนวยการประจำสถาบันแหง่ น้ี
6
ผลงานเดน่
1. ทฤษฎีสมั พัทธภาพพเิ ศษ
2. ทฤษฎีสัมพัทธภาพทว่ั ไป
3. ทฤษฎโี ฟตอนกับความเกี่ยวพนั ระหวา่ งคล่นื และอนุภาค
4. ทฤษฎีควอนตัมเก่ียวกบั การเคลือ่ นทีข่ องอะตอมในของแข็ง
รปู ที่ 5 ภาพทฤษฎีสัมพัทธภาพทวั่ ไป
วาทะเดด็
– “Imagination is more important than knowledge.” → จนิ ตนาการสำคญั กว่าความรู้
– “Politics is for the present, but an equation is for eternity.” → การเมอื งนั้นแสนสั้น แต่สมการคงอยู่
ชัว่ นิรันดร์
7
อ้างองิ
http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/5/einstein/einstein1.htm
https://sites.google.com/site/tomzgirlz/prawati-khx-ngxalbeirt-xins-tin
https://www.takieng.com/stories/5326
https://www.takieng.com/stories/7361
8