องค์ประกอบของดนตรไี ทย
เอกสารประกอบการเรียนรู้
รหัสวิชา ศ23101 รายวชิ าพ้นื ฐานศิลปศึกษา 5 (ดนตรไี ทย)
ระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563
อาจารยพ์ งศพิชญ์ แกว้ กลุ ธร
และอาจารย์นิสติ นันทนชั ชาวไรอ่ ้อย
กลุ่มสาระการเรยี นรศู้ ิลปะ
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ ปทมุ วนั
เอกสารประกอบการเรยี นรู้ รายวิชาพ้ืนฐานศิลปศกึ ษา 5 (ดนตรีไทย) ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2563
องคป์ ระกอบของดนตรไี ทย
“ดนตรีไทย” ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของชนชาติไทย ถึงแม้จะมีความคล้ายคลึงกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่บ้าง
ในบางอย่าง หากแต่ประเทศไทยเราก็ได้ปรับปรุงพัฒนาให้กลายเป็นแบบฉบับของไทยจนเป็นที่ยอมรับนับถือ
จากนานาประเทศเรื่อยมา ซงึ่ การท่ดี นตรีไทยจะเปน็ ดนตรที ส่ี มบูรณ์ได้จาเป็นต้องมีองคป์ ระกอบต่าง ๆ ดังนี้
เสยี งของดนตรไี ทย
เสียงดนตรีไทยประกอบด้วยระดับเสียง 7 เสียง 1. การกรอ มคี วามหมาย 2 ความหมาย คอื
(คือ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที) โดยเสียงดนตรีเกิดจาก 1.1 เป็นวธิ ีบรรเลงของเครอื่ งดนตรีประเภทตี
แหล่งกาเนดิ เสยี งคอื เครื่องดนตรีไทย ซง่ึ เสียงของเครื่องดนตรี- (เช่น ระนาด ฆ้องวง) อย่างหนึ่ง ซ่ึงใช้วิธีตี ๒ มือ สลับกันถี่ ๆ
ไทยแต่ละชนิด แต่ละประเภท ก็จะมีความแตกต่างกันออกไป โดยใช้มือซ้ายกับมือขวาตีมือละเสียง เป็นคู่ 2 คู่ 3 คู่ 4 คู่ 5
เช่น ฆ้องวงใหญ่มีเสียงโตและทุ้ม ส่วนฆ้องวงเล็กมีเสียงเล็ก คู่ 6 และคู่ 8
และแหลม เสียงร้องจะมีลักษณะการเอ้ือนท่ีทาให้เสียงเป็น- 1.2 เป็นคาเรียกการดาเนินทานองเพลงท่ีใช้
ลูกคล่ืนอย่างไพเราะ เป็นต้น และอีกหน่ึงอย่างท่ีทาให้เสียง เสียงยาว ๆ ช้า ๆ เพลงท่ีดาเนิน ทานองอย่างนี้เรียกว่า "ทาง-
ของดนตรีไทยมีลักษณะแตกต่างกันคือ ลักษณะ หรือเทคนิค กรอ" ท่ีเรียกอย่างน้ีก็ด้วยทานองท่ีมีเสียงยาว ๆ นั้น เครื่อง-
การบรรเลงทมี่ ีความหลากหลาย เช่น ดนตรีประเภทตีต้องตีกรอ (ดังข้อ 1) เพราะไม่สามารถจะทา
เสียงยาว อยา่ งพวกเครอ่ื งสีเครอ่ื งเป่าได้
2. การเก็บ หมายถึง การบรรเลงที่สอดแทรกเสียง
ให้มีพยางค์ถ่ีข้ึนกว่าเน้ือเพลงธรรมดา เช่น เน้ือเพลง
เดินทานองห่าง ๆ ได้ 4 พยางค์ การเก็บก็จะแทรกแซงถ่ีขึ้น
เป็น 16 พยางค์ ซ่ึงมคี วามยาวเทา่ กัน (ดตู วั อยา่ ง)
ทานองช้า - - - ด - - - ร - - - ม - - - ซ - - - ล - - - ซ - - - ม - - - ร
ทานองเกบ็ ดรดด รมรร มซมม ซลซซ รมซล รดลซ ดลซม ลซมร
องค์ประกอบของดนตรีไทย อาจารยพ์ งศพชิ ญ์ แกว้ กุลธร และอาจารย์นิสิตนนั ทนชั ชาวไร่ออ้ ย
2 เอกสารประกอบการเรียนรู้ รายวิชาพืน้ ฐานศลิ ปศกึ ษา 5 (ดนตรไี ทย) ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2563
3. การเอื้อน มี 2 ความหมาย คอื 3 ช้ัน ไป 2 ช้ัน และ ช้ันเดียว ส่วนในเรื่องของความเร็ว
3.1 ใช้ในการขับร้อง หมายถึง การร้องเป็น ในการบรรเลงนั้นโดยส่วนมาก สามชั้นจะบรรเลงช้า สองช้ัน
ทานองโดยใช้เสียงเปล่า ไม่มีถ้อยคาเสียงท่ี ร้องเอ้ือนน้ีอนุโลม จะเร็วปานกลาง และชั้นเดียวจะเร็ว ซ่ึงในเร่ืองของความเร็วนี้
คล้ายสระเออ ประโยชน์ของเอื้อน สาหรับบรรจุทานองเพลง อาจจะไม่เป็นเช่นน้ีเสมอไป กล่าวคือ ในเพลงบางเพลง เช่น
ให้ถูกต้องครบถ้วนในเมื่อ บทร้อง (ถ้อยคา) ไม่พอกับทานอง- เพลงทยอยเขมรเถา เพลงบุหลันเถา เป็นเพลงที่มีครบทุก
เพลง และเพอ่ื ตบแตง่ ใหถ้ อ้ ยคานั้นชดั เจนยง่ิ ขน้ึ อัตราจังหวะ แต่ความเร็วในการบรรเลงจะบรรเลงอย่าง-
2. ใช้ในการบรรเลงดนตรี หมายถึง การทาเสียง รวดเร็วมากตั้งแต่อัตราจังหวะ 3 ชั้น มีการถอนความเร็วและ
ให้เล่ือนไหลติดต่อกัน โดยสนิทสนม จะเป็นจากเสียงสูงมาหา เร็วขน้ึ อีก ในทงั้ สองชนั้ และชน้ั เดยี ว เปน็ ตน้
เสยี งตา่ หรือเสยี งต่าไปหาเสยี งสงู หรือเปน็ เสยี งสลบั กันอย่างไร “ปล. อัตราจังหวะของเพลงที่ยกตัวอย่างมาน้ีเป็น
กไ็ ด้ เพียงอัตราจังหวะท่ีดนตรีไทยนิยมเล่นมากที่สุด แต่โดยความ
จริงแล้วจะมีอัตราจังหวะก่ีช้ันก็ได้สุดแล้วแต่ผู้แต่งเพลงที่จะ
จงั หวะของดนตรไี ทย ขยายหรอื ลดทอนลง เชน่ เพลง 4 ชน้ั เพลงคร่งึ ชน้ั เป็นตน้ ”
“จังหวะ” มีความหมายถึงมาตราส่วนของระบบ- 2 จังหวะฉ่ิง หมายถึง จังหวะที่ใช้ฉิ่งเป็นหลักใน-
ดนตรีที่ดาเนินไปในช่วงของการบรรเลงเพลงอย่างสม่าเสมอ การตีโดยปกติจังหวะฉิ่งจะตี “ฉิ่ง…ฉับ” สลับกันไปตลอด-
เป็นตัวกาหนดให้ผู้บรรเลงจะต้องใช้เป็นหลักในการบรรเลง- ท้ังเพลง แต่จะมีเพลงบางประเภทตีเฉพาะ “ฉิ่ง” ตลอดเพลง
เพลง จังหวะของดนตรีไทยจาแนกได้ 3 ประเภท คือ บางเพลงตี “ฉิ่ง ฉิ่ง ฉับ” ตลอดท้ังเพลง หรืออาจจะตีแบบ
1. อัตราจังหวะ หรือจังหวะสามัญ หมายถึง จังหวะ อื่น ๆ ก็ได้ จังหวะฉ่งิ นี้ผ้ฟู งั เพลงจะใช้เป็นแนวในการพิจารณา
ท่ัวไปท่ีนักดนตรียึดเป็นหลักสาคัญในการบรรเลง และขับร้อง ว่าช่วงใดเป็นอัตราจังหวะสามชั้น สองช้ัน หรือ ชั้นเดียว
โดยปกติจังหวะสามัญท่ีใช้กันในวงดนตรี จะการแบ่ง เพราะฉิ่งจะตีเพลงสามช้ันให้มีช่วงห่างตามอัตราจังหวะ
ออกเป็น 3 ระดบั โดยเรียกเป็น “ชั้น” คอื ของเพลง หรือตีเร็วกระช้ันจังหวะ ในเพลงช้ันเดียว
1.1 อัตราจงั หวะ สามชัน้ ตัวอย่างเชน่
1.2 อตั ราจังหวะ สองช้ัน อัตราจังหวะ 1 2 3 4 1234 1234 1234
1.3 อัตราจงั หวะ ชั้นเดยี ว สามช้นั - - - - - - - ฉ่ิง - - - - - - - ฉับ
อัตราจงั หวะเหลา่ นเี้ ราจะทราบได้โดยการฟังหน้าทับ- สองช้ัน - - - ฉ่งิ - - - ฉับ - - - ฉิง่ - - - ฉับ
ชนั้ เดียว - ฉิ่ง- ฉบั - ฉงิ่ - ฉับ - ฉ่งิ - ฉบั - ฉิ่ง- ฉับ
กลอง หรือฟังฉิ่งท่ีบรรเลงประกอบในบทเพลงน้ัน ๆ ส่วนใน 3. จังหวะหน้าทับ หมายถึง เกณฑ์การนับจังหวะท่ีใช้
กรณีท่ีเป็นเพลงเดียวกันและเล่นในทุกอัตราจังหวะ คือ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีประเภทหนังซึ่งเลียนเสียงการตี
สามชนั้ สองช้ัน ช้นั เดียว ความแตกต่างของแต่ละอัตราจังหวะ มาจาก “ทับ” เป็นเคร่ืองกาหนดจังหวะเครื่องดนตรีเหล่าน้ี
แท้จริงแล้วก็คือ ความส้ัน/ยาว ของบทเพลง กล่าวคือ เพลง- ได้แก่ ตะโพน กลองแขก สองหน้า โ ทน - รามะนา
ในอัตราจังหวะ 3 ช้ัน จะมีความยาวของบทเพลงเป็นเท่าตัว ทับ ตัวอย่างหน้าทับของดนตรีไทย ได้แก่ หน้าทับปรบไก่
ของอัตราจงั หวะ 2 ชั้น และอัตราจังหวะสองชั้นจะมีความยาว หนา้ ทับสองไม้ หนา้ ทับลาว หน้าทบั
ของบทเพลงเป็นเทา่ ตัวของอัตราจงั หวะชัน้ เดยี ว ดังภาพ
อตั ราจงั หวะ ความยาวของบทเพลง
3 ช้นั
2 ช้นั
ช้ันเดยี ว
การบรรเลงเพลงเถาโดยหลักการที่ถูกต้อง คือ
จะบรรเลงจากอัตราจังหวะมากที่สุดไปน้อยท่ีสุด ในท่ีน้ีคือจาก
องคป์ ระกอบของดนตรีไทย อาจารย์พงศพชิ ญ์ แก้วกุลธร และอาจารย์นิสิตนนั ทนัช ชาวไรอ่ ้อย
3 เอกสารประกอบการเรียนรู้ รายวชิ าพืน้ ฐานศลิ ปศึกษา 5 (ดนตรีไทย) ระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2563
ทานอง
ทานอง คือลักษณะของเสียง ท่ีมีเสียงสูง ต่า ส้ัน ยาว ที่มลี กั ษณะเด่นตามแบบฉบบั ของชาติต่าง ๆ โดย จะมีการต้ัง
สลับ คละเคล้ากันไป ตามจินตนาการของคีตกวีที่ประพันธ์ ชื่อเพลงตามช่ือสาเนียงชาติน้ันด้วย เช่น ลาวแพนน้อย
โดยทานองของเพลงไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
มอญดดู าว ฝรง่ั ราเทา้ จีนไจย๋ อ เปน็ ต้น
1. ทานองทางร้อง เป็นทานองท่ีประดิษฐ์เอื้อน
ไปตามทานองบรรเลงของเครื่องดนตรี และมีบทร้องซ่ึงเป็น รปู แบบบทเพลง
บทร้อยกรอง ทานองทางร้องคลอเคล้าไปกับทานองทางรับ หมายถึง รูปแบบโครงสร้างของทานองเพลง
(ดนตรีบรรเลงรับ) หรือร้องอิสระก็ได้ การร้องนี้ต้องถือทานอง ซึ่งเพลงไทยจะแบ่งออกเป็นท่อน ในแต่ละท่อนจะแบ่งเป็น
ของเพลงเป็นสาคญั ส่วนประกอบย่อย ๆ ลงไปอีก เช่น เป็นประโยคเพลง
เป็นวรรคเพลง ซึ่งรูปแบบท้ังหมดท่ีเกิดขึ้นในบทเพลงน้ัน
2. ทานองการบรรเลง หรือทางรับ เป็นการบรรเลง จะมคี วามกลมกลนื กนั ในเพลง ๆ หนึง่ อาจมีท่อนเดียวหรือ
ของเครื่องดนตรีในวงดนตรี ซึ่งคีตกวีแต่งทานองไว้สาหรับ หลายท่อนก็ได้ ความยาวของแต่ละท่อนนั้นข้ึนอยู่กับ
บรรเลงโดยเร่ิมจากทานองหลกั เรียกว่า “ทางฆ้อง” และแปร- ผู้ประพันธ์ทานองเพลงนั้น ๆ ตามปกติจะต้องแต่งให้ทานอง
ทางเป็นทางของเครอ่ื งดนตรชี นดิ ตา่ งๆ โดยส่วนมากดนตรีไทย ล ง ตั ว เ ข้ า กั บ ลี ล า ข อ ง จั ง ห ว ะ ห น้ า ทั บ ที่ จ ะ ใ ช้ ป ร ะ ก อ บ
นิยมบรรเลงเพลงในแต่ละท่อน 2 คร้ังซ้ากัน ภายหลังได้มีการ บทเพลงนน้ั ยกตวั อย่างเช่น
แต่งทานองเพ่ิมใช้บรรเลงในเท่ียวท่ีสองแตกต่างไปจาก
เทย่ี วแรกเรยี กวา่ “ทางเปลี่ยน” - เพลงลาวดวงเดอื น รูปแบบบทเพลง คือ มี 3 ท่อน
บรรเลงท่อนละ 2 รอบ หน้าทับทีใ่ ชค้ ือ หนา้ ทับลาว ในอัตรา
การประสานเสยี ง จังหวะ 2 ชั้น
1. การประสานเสียงในเครื่องดนตรีเดียวกัน เครื่อง- - เพลงกล่อมนารี เถา รูปแบบบทเพลงคือ มีการ
ด น ต รี บ า ง ช นิ ด ส า ม า ร ถ บ ร ร เ ล ง ส อ ด เ สี ย ง พ ร้ อ ม บรรเลง 2 ท่อน โดยท่อนท่ีสองดัดแปลงมาจากท่อน 1
กันได้ โดยเฉพาะทาเสียงขั้นคู่ (คู่2 คู่3 คู่4 คู่5 คู่6 และ เรียกว่า ”ทางเปล่ียน” หน้าทับที่ใช้คือหน้าทับปรบไก่ มีการ
ค่7ู ) บรรเลงตั้งแต่อัตราจังหวะ 3 ช้ัน ไป 2 ชั้น และชั้นเดียว
2. การประสานเสียงระหว่างเครื่องดนตรี คือ การ ตามลาดบั
บรรเลงดนตรีด้วยเคร่ืองดนตรีต่างชนิดกัน ซุ่มเสียง และ
ความรู้สึกของเครื่องดนตรีเหล่านั้น ก็ออกมาไม่เหมือนกัน
แม้วา่ จะบรรเลงเหมอื นกันก็ตาม
สาเนยี ง
คือ ลักษณะของการออกเสียง หรือท่วงทานองของ
เสยี ง ท่บี ่งบอกถึงเอกลกั ษณท์ ี่มาของบุคคลน้ัน ๆ เช่น สาเนียง
คนเหนือ สาเนียงคนใต้ สาเนียงคนอิสาน เป็นต้น ส่วนในเรื่อง
ของสาเนียงท่ีเก่ียวกับดนตรีไทยน้ันคือ ลีลา ของจังหวะและ
ทานองของเพลง ท่ีครูผู้ประพันธ์เพลงได้หยิบยกเอา จังหวะ
ทานอง และลีลาการบรรเลงเพลงของชาติต่าง ๆ มาแต่งเป็น เอกสารอ้างอิง
เพลงไทย โดยมีวิธีการหยิบยกลักษณะเด่น ๆ ของการบรรเลง ราสิยศ วงศศ์ ลิ ปกลุ และ ศิรริ ตั น์ วุฐิสกลุ . (2557). ดนตรี-นาฏศลิ ป์ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3. กรุงเทพฯ :
ออกมามากมาย เช่น เมื่อไดย้ นิ ทานองแบบน้ี หรือจังหวะกลอง บรษิ ทั พัฒนา คุณภาพวชิ าการ (พว.) จากัด.
สุมนมาลย์ นิ่มเนติพนั ธ์ และคณะ. (2551). คู่มือครูดนตร-ี นาฏศลิ ป์ ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 3. พิมพค์ รง้ั
แบบนี้ ก็จะเข้าใจได้ว่าเป็นเพลงของชาติใด จากนั้นก็เอา
ที่ 3. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทศั น์ อจก. จากัด.
ลักษณะเด่นตรงน้ีของเพลงของแต่ละชาติมาแต่งเป็นเพลงไทย สรุ พล สุวรรณ. (2551). ดนตรีไทยในวัฒนธรรมไทย. พมิ พค์ รงั้ ที่ 2. กรงุ เทพฯ : บรษิ ัมแอคทีฟ
พรน้ิ ท์ จากัด.
องคป์ ระกอบของดนตรีไทย อาจารยพ์ งศพิชญ์ แก้วกุลธร และอาจารยน์ ิสิตนนั ทนัช ชาวไร่อ้อย