The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by onuma9730, 2023-08-12 09:13:10

PLC ป.4-6

PLC ป.4-6

คำนำ รายงานผลการดำเนินงานการจัดกิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของ กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่ การคิดวิเคราะห์ ซึ่งการจัดทำ PLC ได้รวมกลุ่มกันในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 เพื่อแก้ไขปัญหาด้าน การเรียนการสอนและนำปัญหาคล้ายคลึงกันมาร่วมกันแก้ปัญหา โดยการสร้างนวัตกรรมมาร่วมกันแก้ปัญหา เพื่อแก้ไขปัญหาการอ่าน เพื่อสร้างรูปแบบ ทดลองใช้ และพัฒนารูปแบบนำมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยการสร้างสื่อนวัตกรรม เรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถี ใหม่โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 1 (สังขวิทย์) มาใช้ในการสอนการอ่านจับ ใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ และสามารถคิดวิเคราะห์จากการอ่าน ส่งผลให้นักเรียนมีเทคนิควิธีการอ่าน เพื่อเข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้ดียิ่งขึ้น การจัดรวมกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นสิ่งที่ดีที่ครูได้ร่วมกันวางแผน แก้ปัญหาการสอนทำให้มี การทำงานเป็นขั้นตอน เป็นระบบนำไปสู่การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนต่อไป และเป็นแนวทางในการ แก้ไขปัญหาที่ครูสามารถนำรูปแบบเทคนิคไปใช้แก้ไข พัฒนานักเรียนได้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ขอขอบคุณ ครูทุกท่าน คณะผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษาที่ให้การสนับสนุน ชี้แนะการทำงานจนประสบผลสำเร็จ ด้วยดี กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6


Professional Learning Team (PLC) ชื่อทีม โรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์) เริ่มจัดตั้งทีม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ๒๕๖5 หัวหน้าทีม (Model Teacher ) นางกัญญาพัชญ์ พรมเขต โรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์) สังกัด สำนักการศึกษา เทศบาลนครตรัง อำเภอ เมือง จังหวัด ตรัง School Administrator นายกำธร ไตรบุญ Model Teacher นางกัญญาพัชญ์ พรมเขต Mentor นางอารี แตะแอ Expert นายกิตติ์ธเนศ ล้ำเลิศอภิกิตตติ์ Expert นางอรอุมา เปาลิวัฒน์ Buddy Teacher ๑ นางอุดมพร ทองจีน Buddy Teacher ๒ นางศิริพร แก้วเพ็ง School Administrator นางปิตุพิมพ์ วัลแอ


Buddy Teacher ๓ นางวิยะดา แสงสีจันทร์ Buddy Teacher ๔ นายยุทธศักดิ์ ชัยแก้ว Buddy Teacher ๕ นางวัชรี เหลืออ้น Buddy Teacher ๖ นางวรานนท์ ศรีประสิทธิ์ Buddy Teacher ๗ นายศิราเมษฐ์ บุญมาดิศานุวัฒน์ Buddy Teacher ๘ นางอารี แป้นไทย Buddy Teacher ๑๐ นายส่งศักดิ์ ศรีกระจ่าง Buddy Teacher ๙ นายมานิตย์ เพียรศรีวัชรา


โรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์) ปีการศึกษา 2565 ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ ตาราง PLC ครั้งที่ วัน เดือน ปี รายละเอียด เอกสาร จำนวนชั่วโมง 1 ครูที่มีปัญหาเดียวกันประมาณ 14 คน รวมกลุ่มกัน ตั้งชื่อกลุ่ม PLC และกาหนดบทบาทสมาชิกในกลุ่ม PLC 01 2 2 แนวทางแก้ไขปัญหา และการออกแบบกิจกรรม PLC 02 2 3 การวางแผนกิจกรรม PLC 03 2 4 การวางแผนกิจกรรม PLC 03 2 5 การทดลองใช้รูปแบบกิจกรรม PLC 04 5 6 สะท้อนการทดลองปฏิบัติกิจกรรม PLC 05 2 7 การสังเกตการทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมของสมาชิก PLC 06 3 8 สะท้อนการทดลองปฏิบัติกิจกรรมของสมาชิก PLC 07 2 9 สรุปรายงานผล PLC 08 2 10 การเขียนรายงานนวัตกรรม PLC 09 2 11 การเขียนรายงานนวัตกรรม PLC 09 2 12 การเขียนรายงานนวัตกรรม PLC 10 2 13 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Show & Share) - 2 รวมจำนวนชั่วโมง PLC 30


สมาชิกกลุ่ม ลงชื่อ ๑.นายชินาธิป วัชโรทัย administrator ๒.นายกิตติ์ธเนศ ล้ำเลิศอภิกิตติ์ ฝ่ายวิชาการ (Mentor) ๓.นางศิริพร แก้วเพ็ง ผู้เชี่ยวชาญ (Expert) ๔.นางอรอุมา เปาลิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญ (Expert) ๕. นางกัญญาพัชญ์ พรมเขต ครูผู้สอน (Model Teacher) ๖. นายุทธศักดิ์ ชัยแก้ว ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ๗. นางวรานนท์ ศรีประสิทธิ์ ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ๘.นางวิยะดา แสงสีจันทร์ ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ๙. นางวัชรี เหลืออ้น ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ๑๐.นางสาวอารี แป้นไทย ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ๑๑.นายศิราเมษฐ์ บุญมาดิศานุวัฒน์ ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ๑๒. นางอารี แตะแอ ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ๑๓. นางอุดมพร ทองจีน ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ๑๔. นายมานิตย์ เพียรศรีวัชรา ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ๑๕. นายส่งศักดิ์ ศรีกระจ่าง ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ลงชื่อ....................................................... (นายกำธร ไตรบุญ) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา


แบบ PLC 01 บันทึกประวัติการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของครู การค้นหาปัญหา และหาสาเหตุของปัญหา ชื่อกลุ่ม กิจกรรม กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์ ปีการศึกษา 2565 ครั้งที่ 1 3 พฤศจิกายน 2565 เวลา 15.45 น.-17.45 น. 1. นำเสนอประเด็นปัญหาที่จะพัฒนา 1. นักเรียนอ่านหนังสือไม่คล่อง 2. นักเรียนท่องสูตรคูณไม่ได้ 3. นักเรียนอ่านจับใจความสำคัญไม่ได้ 4. ขาดทักษะการฝึกอ่าน ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ได้ 2. การเลือกปัญหาที่จะนำมาแก้ไขร่วมกัน 1 ปัญหา การอ่านจับใจความสำคัญ 3. วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา นักเรียน 1. นักเรียนไม่มีสมาธิในการเรียน เกียจคร้าน 2. นักเรียนติดโทรศัพท์ ชอบดูสื่ออนไลน์รวมทั้งติดเล่นเกม ขณะเรียนออนไลน์ ช่วงมีภาวะโรคโควิด 19 ระบาด 3. นักเรียนไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่อยากอ่านเรื่องที่มีเนื้อหายาวๆ 4. นักเรียนอ่านหนังสือแล้วไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน ไม่สามารถบอกถึงสาระสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ ครอบครัว 1. ผู้ปกครองต้องทำงานไม่มีเวลาดูแลลูก 2. ปล่อยปละละเลยและขาดการติดตามการเรียนของลูก 3. นักเรียนอาศัยอยู่กับญาติซึ่งเป็น ปู่ ย่า ตา ยาย ป้า น้า อา ฯลฯ ซึ่งไม่ได้ดูแลอย่างใกล้ชิด ครู 1. การสอนไม่เร้าใจ เกิดความเบื่อหน่าย ควรเพิ่มเทคนิคการสอนใหม่ 2. ควรปรับเปลี่ยนวิธีการสอนให้หลากหลายขึ้น 3. ครูทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา และติดตามการสอนอย่างต่อเนื่อง โรงเรียน 1. นโยบายและจุดเน้นของโรงเรียนชัดเจน แต่แนวทางปฏิบัติยังขาดความต่อเนื่อง ขาดการติดตาม อย่างเป็นระบบ 2. การร่วมกันวางแผนไม่ชัดเจนนำไปสู่การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด 3. การสนับสนุนการจัดการสอนซ่อมเสริมยังไม่มีระบบช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มอ่อนอย่างจริงจัง 4. ประธานมอบหมายสมาชิกไปศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาจากงานวิจัย รูปแบบที่ผู้พัฒนาแล้ว นำมาร่วม ประชุมครั้งต่อไป


แบบ PLC 02 บันทึกประวัติการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของครู แนวทางแก้ไขปัญหา และออกแบบกิจกรรม ชื่อกลุ่ม กิจกรรม กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์ ปีการศึกษา 2565 ครั้งที่ 2 10 พฤศจิกายน 2565 เวลา 15.45 น.-17.45 น. กิจกรรม PLC เรื่อง พัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์ 1. นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 1.1 คุณครูแต่ละท่านร่วมกันนำเสนอพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนในห้องที่จัดการเรียนรู้ พร้อมทั้ง วิเคราะห์กิจกรรมการสอนของตนเอง นำเสนอปัญหาที่ได้พบ 1.2 คุณครูร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากข้อ ๑ และจัดทำรายการปัญหาที่พบในการจัดการเรียนรู้ สาเหตุของปัญหา และผลที่เกิดขึ้นในตาราง 1.3 สมาชิกในกลุ่ม PLC ช่วยกันเลือกปัญหาที่ต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างเร่งด่วน หรือปัญหาที่สนใจซึ่ง ปัญหานั้นอาจส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาอื่นๆ หากแก้ไขปัญหานี้แล้วสามารถทำให้ปัญหาอื่นหมดไปด้วย 2. ออกแบบกิจกรรมในการแก้ไขปัญหา 2.1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานความต้องการในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ 2.2 ศึกษารูปแบบการสอนที่น่าสนใจ นำมาสู่แนวทางการพัฒนารูปแบบการสอนที่เป็นของตนเอง เพื่อนำมาพัฒนาการเรียนรู้ 2.3 สร้างรูปแบบนวัตกรรม ทดลองและนำมาพัฒนานวัตกรรม 3. ประโยชน์ที่จะได้รับ 3.1 แก้ไขปัญหาการอ่านของนักเรียน 3.2. ผู้เรียนได้รับการแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญของเรื่องไม่ได้ 3.3 นักเรียนสามารถอ่านคิดวิเคราะห์เรื่องได้


แบบ PLC 03 บันทึกประวัติการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของครู การวางแผนกิจกรรม ชื่อกลุ่ม กิจกรรม กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์ ปีการศึกษา 2565 ครั้งที่ 3 ๑๗ พฤศจิกายน 2565 เวลา 15.45 น.-17.45 น. กิจกรรม PLC เรื่อง รูปแบบกิจกรรม การพัฒนาการเรียนรูปแบบการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้หลัก ภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ 1. สมาชิก กลุ่ม PLC : กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์ กำหนดบทบาทสมาชิก ในการประชุมครั้ง นี้ 2. สมาชิกร่วมกันจัดทำแผนกิจกรรม ดำเนินแผนกิจกรรม แล้วดำเนินการตามตารางกลุ่ม PLC ครั้งที่ วัน เดือน ปี รายละเอียด เอกสาร จำนวน ชั่วโมง ๑ 3 พ.ย 65 - ครูรวมกลุ่ม PLC ตั้งชื่อกลุ่ม กำหนดบทบาท สมาชิกในกลุ่ม - นำเสนอปัญหา และหาสาเหตุของปัญหา PLC 0๑ 2 ๒ ๑๐ พ.ย 65 - วางแผนและออกแบบกิจกรรม PLC 02 2 3 17 พ.ย 65 - วางแผนกิจกรรม PLC 03 2 4 24 พ.ย 65 - ทดลองการใช้รูปแบบกิจกรรม PLC 04 2 5 1 , 8 ธ.ค. 65 - สะท้อนการทดลองการใช้รูปแบบกิจกรรม PLC 05 5 6 15 ธ.ค. 65 - การสังเกตการทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมของ สมาชิก PLC 06 2 7 22 ธ.ค. 65 - การสังเกตการทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมของ สมาชิก PLC 07 3 8 29 ธ.ค. 65 - สรุปรายงานผล PLC 08 2 9 5 ม.ค. 66 - การเขียนรายงานนวัตกรรม PLC 09 2 10 12 ม.ค. 66 - การเขียนรายงานนวัตกรรม PLC 09 2 11 19 ม.ค. 66 - การเขียนรายงานนวัตกรรม PLC 10 2 12 26 ม.ค. 66 - การเขียนรายงานนวัตกรรม PLC 10 2 13 2 ก.พ. 66 - กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Show & Share) - 2 รวมจำนวนชั่วโมง PLC 30


แบบ PLC 04 บันทึกประวัติการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของครู การทดลองของ Model Teacher ชื่อกลุ่ม กิจกรรม กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์ ปีการศึกษา 2565 ครั้งที่ 4 24 ธันวาคม 2565 เวลา 15.45 น.-17.45 น. กิจกรรม PLC เรื่องการพัฒนาการเรียนรูปแบบการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้หลักภาษาไทยตามแนวทาง ชีวิตวิถีใหม่โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ 1. สมาชิก กลุ่ม PLC กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์กำหนดบทบาทสมาชิก ในการสังเกตการ ทดลอง ใช้รูปแบบกิจกรรม รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับ แผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ใช้ รูปแบบ “MECE Mode” ประกอบด้วย 1.1 การเตรียมความพร้อมสำหรับการเรียนรู้ (Motivation for Learning : M) ขั้นผู้สอน เตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนโดยใช้การกระตุ้น จูงใจในการเรียน แจ้งจุดประสงค์การเรียน แนะนำ กระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ กระตุ้นให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการคิดแก้ปัญหาอย่างมี วิจารณญาณ ทบทวนตรวจสอบความมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียนรู้ให้บรรลุจุดประสงค์และการทดสอบวัดพื้น ความรู้ของผู้เรียน ก่อนเข้าเรียน 1.2 การสร้างประสบการณ์ (Experience Building : E) หมายถึง การจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียน โดยใช้เทคนิค 5W1H ประกอบการเรียนแบบผังความคิด เป็นการตั้งคำถามเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของ เรื่องราวนั้นๆ ว่า ใคร (Who) ทำอะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไร (When) ทำไม (Why) อย่างไร (How) เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านคิดวิเคราะห์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย 1.3 การจับใจความ (Contemplation : C) หมายถึง การกลั่นกรองความรู้เพื่อเก็บสาระสำคัญ ของความรู้ ข้อมูลที่น่าสนใจ และแนวความคิดของเรื่องที่เรียนรู้ที่มีอยู่ในสมองลงสู่กระดาษ โดยการใช้ภาพ สี เส้น ข้อความและการโยงใย ช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้ง่าย เห็นภาพรวม และเปิดโอกาสให้สมองให้ เชื่อมโยงต่อข้อมูลหรือความคิดต่างๆ เข้าหากันได้ง่ายกว่า 1.4 การประเมินผล (Evaluating the result : E) หมายถึง การประเมินการดำเนินงานการ จัดการเรียนการสอน ที่ดำเนินการนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ ภายในทรัพยากรและระยะเวลาที่ กำหนดไว้และการทดสอบวัดพื้นความรู้ของผู้เรียนหลังเรียน


2. ผลการสังเกต : 2.1 ข้อดี - นักเรียนได้พัฒนาทักษะการอ่านจับใจความ นักเรียนได้อ่านเรื่องราวในจังหวัดตรัง นำเรื่องที่อ่านมา ฝึกสรุปใจความสำคัญเป็นแผนผังความคิด - การใช้เทคนิคใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ช่วยให้ นักเรียนได้ทำงานอย่างมีระบบและครอบคลุม - เป็นสื่อการเรียนการสอนที่สร้างความแปลกใหม่ในการเรียนรู้ของผู้เรียน สามารถเรียนรู้ได้ด้วย ตนเอง พัฒนาทักษะการคิด แสวงหาคำตอบโดยใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์ 2.2 ข้อควรปรับปรุง - ครูย้ำให้นักเรียนศึกษารายละเอียด รูปแบบการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้หลักภาษาไทยตาม แนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ให้ ละเอียดเพื่อให้ทำกิจกรรมได้ง่ายขึ้น - ควรสนับสนุนให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ - นักเรียนที่อ่านไม่คล่อง จะต้องทำซ้ำและใช้เวลาในการเรียนรู้จึงจะทำได้ ต้องมีเพื่อนช่วยดูแล ครู คอยให้ข้อชี้แนะแนวทางเพิ่มเติม


แบบ PLC 05 บันทึกประวัติการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของครู สะท้อนการทดลองปฏิบัติกิจกรรมของ Model Teacher ชื่อกลุ่ม กิจกรรม กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์ ปีการศึกษา 2565 ครั้งที่ 5-6 1,8 ธันวาคม 2565 เวลา 15.45 -18.30น. 1. กิจกรรม PLC เรื่อง รูปแบบกิจกรรม การพัฒนาการเรียนรูปแบบการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้หลัก ภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ 2. Model Teacher : นางกัญญาพัชญ์ พรมเขต 2.1 สมาชิก กลุ่ม PLC : กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์กำหนดบทบาทสมาชิก ในการ สังเกตการทดลองใช้รูปแบบกิจกรรม 2.2 ครูต้นแบบ (Model Teacher) แสดงความรู้สึก/ความเห็น : นักเรียนขาดทักษะการอ่าน อ่าน แล้วไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ โดยไม่สามารถบอกได้ว่าเรื่องราวที่อ่านนั้นสิ่งใดสำคัญหรือไม่สำคัญ ขาดเทคนิควิธีการอ่านจับใจความ 3. ร่วมกันสะท้อนผลการทดลองของ Model Teacher 3.1 ข้อดี เป็นรูปแบบการสอนที่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกวิชา สามารถพัฒนาการอ่านด้านความเข้าใจเรื่องราว และจับใจความได้ 3.2 ข้อควรปรับปรุง เป็นรูปแบบการสอนที่ต้องนำมาใช้ฝึกฝนกับนักเรียนเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดทักษะและ สามารถฝึกการอ่านและจับใจความได้ดีขึ้น 4. สมาชิกร่วมกันปรับรูปแบบ ขั้นตอนกิจกรรม และปรับปรุงแผนกิจกรรม : สมาชิกร่วมกันปรับรูปแบบให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียน แสดงความคิดเห็นสะท้อนปัญหา และ เสนอแนะจากการนำรูปแบบไปใช้ทดลองสอน จำนวน 3 ครั้ง 5. สมาชิกนัดหมายนำแผนกิจกรรมที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ ครูทุกคนลองนำรูปแบบไปปรับและทดลองใช้ในรายวิชาที่ตนเองสอน สมาชิกช่วยกันสะท้อนผลการ จัดการเรียนรู้ นำมาปรับปรุงพัฒนารูปแบบ


แบบ PLC 06 บันทึกประวัติการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของครู การสังเกตการทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมของสมาชิก ชื่อกลุ่ม กิจกรรม กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์ ปีการศึกษา 2565 ครั้งที่ 7 22 ธันวาคม 2565 เวลา 15.45 -17.45 น. กิจกรรม PLC เรื่อง รูปแบบกิจกรรม การพัฒนาการเรียนรูปแบบการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้หลัก ภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ 1. สมาชิก กลุ่ม PLC กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์กำหนดบทบาทสมาชิก ในการสังเกตการ ทดลองใช้รูปแบบกิจกรรม 1.1 สมาชิกที่ทดลองปฏิบัติกิจกรรม ครูที่สอนทุกกลุ่มสาระ 2. ผลการสังเกต : 2.1 ข้อดี เป็นรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ในการสอนได้ดี นักเรียนนำเอาเทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิด ไปใช้ในการอ่านของทุกวิชา โดยไปปรับตามความเหมาะสมของแต่ละรายวิชาได้ ทำให้นักเรียนมีวิธีการที่จะ นำไปใช้จับใจความได้ง่ายขึ้น เข้าใจเนื้อหาสาระที่สำคัญของวิชาเรียนต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้น และสรุปใจความ เป็นแผนผังความคิดทำให้เข้าใจและพัฒนาความคิดการเรียบเรียงการใช้ภาษาของนักเรียนด้วย 2.2 ข้อควรปรับปรุง (เขียนในเชิงบวก) นักเรียนที่ยังอ่านไม่คล่องต้องฝึกการอ่านและฝึกทำย้ำทวนเป็นสม่ำเสมอ


แบบ PLC 07 บันทึกประวัติการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของครู สะท้อนการทดลองปฏิบัติกิจกรรมของสมาชิก ชื่อกลุ่ม กิจกรรม กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์ ปีการศึกษา 2565 ครั้งที่ 8 22 ธันวาคม 2565 เวลา 15.45 – 17.45 น. กิจกรรม PLC เรื่อง รูปแบบกิจกรรม การพัฒนาการเรียนรูปแบบการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้หลัก ภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ 1. สมาชิก กลุ่ม PLC กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์กำหนดบทบาทสมาชิกในการสังเกตการ ทดลองใช้รูปแบบกิจกรรม การพัฒนาการเรียนรูปแบบการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้หลักภาษาไทยตาม แนวทางชีวิตวิถีใหม่โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ 2. สมาชิกที่นำกิจกรรมไปทดลองใช้ แสดงความรู้สึก/ความเห็น นางกัญญาพัชญ์ พรมเขต : นักเรียนเข้าใจเรื่องที่อ่านได้มากขึ้น โดยใช้เทคนิค 5W1H มาตั้งคำถาม เพื่อสรุปความจากการอ่านเรื่อง แล้วสรุปไปเขียนลงในแผนผังความคิดได้ สามารถสรุปเรื่องได้ง่ายเพราะมี คำถามนำการคิด ความคิด 3. สมาชิกร่วมกันสะท้อนผลการทดลองของสมาชิกที่นากิจกรรมไปทดลองใช้ 3.1 ข้อดี นายกิตติ์ธเนศ ล้ำเลิศอภิกิตติ์ : นักเรียนมีทักษะในการอ่านคิดวิเคราะห์สามารถเข้าใจเนื้อหาของ เพลงได้แล้วมาประกอบท่าทางเข้ากับเพลงตรงกับเนื้อหาเข้าใจที่จะสื่อความหมายของเพลง นายยุทธศักดิ์ ชัยแก้ว : นักเรียนสามารถตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่คำตอบได้โดยใช้เทคนิค 5W1H และที่สำคัญสามารถใช้เป็นฐานในการอ่านและจับใจความสำคัญได้อย่างดีมีสื่อนวัตกรรมควบคู่การเรียน ช่วย เร้าความสนใจอยากเรียนรู้ นางวรานนท์ ศรีประสิทธิ์ : การอ่านภาษาอังกฤษ นักเรียนสามารถใช้เทคนิค 5W1H ในการตั้ง คำถามและหาคำตอบในขณะที่อ่านว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไมและอย่างไร นำมาใช้สรุปเป็นแผนผัง ความคิดออกมาได้ ทำให้เข้าใจเรื่องที่อ่านได้ และเป็นแนวทางในการอ่านเรื่องอื่นๆ ต่อไปได้ด้วย นางวัชรี ศรีชัย : นักเรี่ยนนำไปใช้กับการแก้โจทย์ปัญหาในหน่วยต่างๆ ได้ - นักเรียนอ่านโจทย์และทำความเข้าใจว่าโจทย์ถามอะไร และโจทย์บอกอะไรบ้าง แล้วจะแก้โจทย์ ปัญหาด้วยวิธีใด - นักเรียนสามารถแก้โจทย์ปัญหาได้โดยทำตามขั้นตอนจากการอ่านโจทย์และวิเคราะห์โจทย์ปัญหา นางอุดมพร ทองจีน : ทำให้นักเรียนมีทักษะการอ่านดีขึ้นเพราะใช้คำถามนำในการสรุปเรื่อง นางอารี แตะแอ : เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะกับวัยของผู้เรียน และเรียงลำดับจาก ง่ายไปยาก ทำให้นักเรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ นักเรียนสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาการอ่านได้อย่างเข้าใจ และ


สามารถนำมาคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ การแก้ปัญหาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ดี นำไปสู่ทักษะการ ปฏิบัติกิจกรรมการทดลองได้ง่ายขึ้น นางวิยะดา แสงสีจันทร์ : นักเรียนมีทักษะในการอ่านคิดวิเคราะห์สามารถทำโจทย์ปัญหาได้มาก ขึ้น นางสาวอารี แป้นไทย : นักเรียนใช้ทักษะการอ่านแล้วมาวิเคราะห์ข้อความที่นำมาใช้ในการฝึก ทักษะการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับทักษะทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างคล่องแคล่ว และนำไปสู่การวิเคราะห์ ข้อสอบได้ดีขึ้น นางอรอุมา เปาลิวัฒน์ : นักเรียนเข้าใจเรื่องง่ายขึ้นเมื่อใช้คำถาม และตีความเนื้อหาในบทเรียน ได้ถูกต้อง นายศิราเมษฐ์ บุญมาดิศานุวัฒน์ : นักเรียนเข้าใจเรื่องที่เรียนมากขึ้น เมื่อมีเทคนิคการใช้คำถาม เข้ามาช่วยในการอ่าน มีจุดมุ่งหมายในการอ่าน นายส่งศักดิ์ ศรีกระจ่าง : นักเรียนใช้คำถามเพื่อสรุปเนื้อหาได้ 3.2 ข้อควรปรับปรุง นายกิตติ์ธเนศ ล้ำเลิศอภิกิตติ์ : นักเรียนอ่านไม่คล่องบางครั้งตัวสะกดสะกดไม่ได้ทำให้ช้าต่อการ ฝึกร้องเพลงและไม่สามารถรู้ความหมายของเพลงได้ นายยุทธศักดิ์ ชัยแก้ว : ครูปรับระบบการทำงานกลุ่ม นักเรียนที่เรียนเก่งช่วยนักเรียนอ่อนในการ อ่านเรื่อง นางวรานนท์ ศรีประสิทธิ์ : นักเรียนบางคนที่อ่านหนังสือไม่คล่อง ไม่สามารถตอบคำถามได้ แต่ ปรับให้มีกระบวนการกลุ่ม เพื่อคนที่เรียนเก่งกว่ามาช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนอ่อน จะทำให้มีความมั่นใจกล้าคิด มากขึ้น นางวัชรี ศรีชัย : นักเรียนที่อ่านหนังสือไม่คล่อง ยังไม่สามารถใช้ได้ ต้องปรับวิธีการใหม่มาช่วย นางอุดมพร ทองจีน : ควรมีแบบฝึกให้นักเรียนทำซ้ำๆ หลายครั้ง นางอารี แตะแอ : นักเรียนที่เก่งจะแย่งทำกิจกรรมและเข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้ดีกว่านักเรียนที่ เรียนอ่อน นักเรียนที่อ่านช้าจะเข้าใจเรื่องช้าและยังไม่ค่อยเข้าใจวัตถุประสงค์การทำกิจกรรมเท่าที่ควร นางวิยะดา แสงสีจันทร์ : นักเรียนอ่านไม่คล่องบางครั้งไม่สามารถแก้โจทย์ปัญหาได้ นางสาวอารี แป้นไทย : นักเรียนต้องฝึกการอ่านซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง เพื่อฝึกการอ่านให้คล่องขึ้น นางอรอุมา เปาลิวัฒน์ : .ในรายวิชาเทคโนโลยี ครูปรับจากการเขียนแผนผังความคิดเป็น แผนผังโฟชาร์ต เพื่อนำไปใช้กระบวนการเขียนโปรแกรมต่อไป นายศิราเมษฐ์ บุญมาดิศานุวัฒน์ : จะต้องร่วมมือกัน เพื่อเป็นการฝึกให้นักเรียนทำบ่อยๆ จะได้ เกิดทักษะและนำไปใช้ได้ดีมากขึ้น นายส่งศักดิ์ ศรีกระจ่าง : วิชาดนตรีต้องปรับวิธีการใช้ได้ในส่วนที่เกี่ยวข้องบางเนื้อหา 4. สมาชิกร่วมกันปรับรูปแบบ ขั้นตอนกิจกรรม และปรับปรุงแผนกิจกรรม : 4.1 การสอนปรับไปตามธรรมชาติของรายวิชา เน้นกระบวนการกลุ่มในการจัดการเรียนรู้ และความ แตกต่างระหว่างบุคคล 4.2 ปรับนวัตกรรม โดยสลับใบกิจกรรมในการปฏิบัติจัดเรียงใหม่ นำการสรุปแผนผังความคิดของ นวัตกรรมแต่ละเรื่องไปไว้หลังสุดเพื่อความเหมาะสม


แบบ PLC 08 บันทึกประวัติการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของครู สรุปรายงานผล ชื่อกลุ่ม กิจกรรม กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์ ปีการศึกษา 2565 ครั้งที่ 9 5 ธันวาคม 2565 เวลา 15.45 – 17.45 น. กิจกรรม PLC เรื่อง การใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ 1. สมาชิก กลุ่ม PLC กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์กำหนดบทบาทสมาชิก ในการประชุมครั้งนี้ 2. สมาชิกแต่ละคนเสนอผลการสอน / การจัดกิจกรรมตามแบบ และแผนกิจกรรม ชื่อ-สกุล จุดเด่น จุดด้อย ข้อเสนอแนะ นางกัญญาพัชญ์ พรมเขต ครูผู้สอน(Model Teacher) นักเรียนเข้าใจเรื่องที่อ่านได้มากขึ้น โดยใช้เทคนิค 5W1H มาตั้งคำถาม เพื่อสรุปความจากการอ่านเรื่อง แล้ว สรุปไปเขียนลงในแผนผังความคิดได้ สามารถสรุปเรื่องได้ง่าย เพราะมี คำถามนำความคิดว่าเมื่ออ่านเรื่อง แล้วต้องใช้คำถามเพื่อหาคำตอบไปสู่ การสรุปเรื่องที่อ่านมาในแบบ แผนผังความคิดได้ นักเรียนอ่านหนังสือน้อย ไม่ ค่อยมีทักษะการอ่านจึงทำให้ ทำงานช้า และเขียนเรียบ เรียงภาษาช้าไปด้วย มีการฝึกฝนทำอย่างสม่ำเสมอ ฝึก อ่านเรื่องที่สนุกสนาน น่าสนใจ เพื่อ เร้าให้อยากอ่าน และใช้เทคนิค 5W1H มาจับใจความ แล้วบันทึก เรียบเรียงลงในแผนผังความคิด นายกิตติ์ธเนศ ล้ำเลิศอภิกิตติ์ ผู้เชี่ยวชาญ (Expert) นักเรียนมีทักษะในการอ่านคิด วิเคราะห์สามารถเข้าใจเนื้อหาของ เพลงได้แล้วมาประกอบท่าทางเข้า กับเพลงตรงกับเนื้อหาเข้าใจที่จะสื่อ ความหมายของเพลง นักเรียนอ่านไม่คล่องบางครั้ง ตัวสะกดสะกดไม่ได้ทำให้ช้า ต่อการฝึกร้องเพลงและไม่ สามารถรู้ความหมายของ เพลงได้ ฝึกให้นักเรียนอ่านคำศัพท์ที่ใช้ใน ว ง ก า ร น า ฏ ศ ิ ล ป ์ แ ล ะ เ พ ล ง ประกอบการแสดงโดย ครูนำบัตร คำที่เป็นคำศัพท์ใหม่เฉพาะฝึกให้ นักเรียนสะกดคำเพื่อที่จะให้ นักเรียนอ่านออกและเข้าใจเนื้อหา ของเพลงสามารถคิดวิเคราะห์ได้ และสะดวกในการปฏิบัติท่ารำ นางอรอุมา เปาลิวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญ (Expert) วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ นักเรียน สามารถตีความได้ดียิ่งขึ้น เข้าใจ เป้าหมายของโจทย์ นำมาสู่แผนผัง งานและเขียนโปรแกรมได้ต่อไป อย่างถูกต้อง การใช้แผนผังไม่เหมือนกัน ต้องปรับให้เข้ากับวิชา ครูปรับจากการเขียนแผนผังความ คิดเป็นแผนผังโฟชาร์ต เพื่อนำไปใช้ กระบวนการเขียนโปรแกรมต่อไป


ชื่อ-สกุล จุดเด่น จุดด้อย ข้อเสนอแนะ นายยุทธศักดิ์ ชัยแก้ว ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) นักเรียนสามารถใช้การตั้งคำถามใน การฝึกอ่านจับความได้ทั้งร้อยแก้ว และร้อยกรอง ซึ่งการมีแนวคำถาม สามารถทำให้เข้าใจเรื่องราวได้ดี ยิ่งขึ้น หากเป็นวรรณคดีจะต้องจับ ใจความเป็นย่อหน้าก่อน แล้วนำมา สรุปใจความจากคำถามเป็นแผนผัง ความคิด นักเรียนยังขาดทักษะการ อ่านจึงทำให้การใช้ภาษา สื่อสารในการเขียนยังไม่ ชัดเจนเท่าที่ควร ให้นักเรียนฝึกอ่านเรื่องสั้นๆ และ น่าสนใจก่อน จะฝึกเรื่องอื่นตามมา ชี้แนะการเขียนสื่อความให้ชัดขึ้น นางวรานนท์ ศรีประสิทธิ์ ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) การเรียนโดยใช้เทคนิค 5W1H เป็น พื้นฐานในการหาคำตอบทุกครั้งที่ นักเรียนอ่านว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไมและอย่างไร นำมาใช้ สรุปเป็นแผนผังความคิดออกมาได้ ทำให้เข้าใจเรื่องที่อ่านได้เร็วขึ้น สามารถหาคำตอบทำแบบฝึกหัด หรือข้อสอบได้ดีขั้น นักเรียนที่อ่านหนังสือไม่ คล่องทำให้เรียนช้า ไ ม่ สามารถจับประเด็นสำคัญได้ ควรใช้ในรูปแบบการทำกิจกรรม กลุ่ม ให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนที่ เรียนอ่อน นางศิริพร แก้วเพ็ง ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) รูปแบบการสอนเป็นการตั้งคำถาม เพื่อนักเรียนนำไปสู่การหาคำตอบ อย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอน ส่งเสริม ให้นักเรียนอ่านโจทย์คณิตศาสตร์ แล้ววิเคราะห์โจทย์ปัญหาได้ดี ยังมีนักเรียนที่อ่านไม่คล่อง จำเป็นต้องแก้ปัญหาการอ่าน นักเรียนกลุ่มนี้ด้วย จัดนักเรียนที่ยังอ่านไม่คล่องทำ กิจกรรมส่งเสริมการอ่านไปสู่การ บวนการสอนโดบใช้เทคนิคการ ส อ น 5W1H ร ่ ว ม ก ั บ แ ผ น ผั ง ความคิด นางวิยะดา แสงสีจันทร์ ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ทำให้นักเรียนมีทักษะในการอ่าน อ่านโจทย์ปัญหา และคิดวิเคราะห์ดี สามารถทำโจทย์ปัญหาได้มากขึ้น นักเรียนอ่านไม่คล่องบางครั้ง ไม่สามารถแก้โจทย์ปัญหาได้ ฝึกให้นักเรียนทำโจทย์ปัญหาบ่อยๆ และให้เป็นการบ้าน เพื่อฝึกให้เกิด ความชำนาญ และควรกำหนดโจทย์ ปัญหาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับยุคใน ปัจจุบัน เพื่อให้เร้าให้นักเรียน นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง นางอุดมพร ทองจีน ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) นักเรียนมีทักษะการอ่านดีขึ้นเพราะ ใช้คำถามนำในการสรุปเรื่อง นักเรียนที่อ่านหนังสือไม่ คล่อง อาจจะทำได้ยากกว่า ควรมีแบบฝึกให้นักเรียนทำซ้ำๆ หลายครั้ง นางอารี แตะแอ ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ทำให้นักเรียนพัฒนาการอ่าน อ่าน ได้คล่อง จับใจความเป็นเพราะใช้ คำถามจากเทคนิคการสอน 5W1H ทำให้เข้าใจเรื่องราวได้ดีขึ้น นักเรียนที่อ่านหนังสือไม่ คล่อง ใช้เวลาในการอ่านนาน เกินไป ทำให้เสียเวลาเรียน เนื้อหาจำเป็นในรายวิชา วิทยาศาสตร์ ต้องฝึกนักเรียนให้อ่านบ่อยๆขึ้นใน ทุกรายวิชา ควรให้นักเรียนที่อ่าน หนังสือไม่คล่องได้นำเสนอมากขึ้น


ชื่อ-สกุล จุดเด่น จุดด้อย ข้อเสนอแนะ นางสาวอารี แป้นไทย ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) การนำเทคนิคมาใช้สอนการสอน 5W1H เป็นการทำให้นักเรียนมี จุดมุ่งหมายในการอ่านแต่ละครั้งว่า เมื่ออ่านแล้วต้องการทราบอะไรจาก เรื่องที่อ่าน นักเรียนมีจุดมุ่งหมายใน การอ่าน และนำมาสรุปเป็นแผนผัง ความคิดในการสรุปเรื่องได้ดี นักเรียนอาจจะไม่เข้าใจ วิธีการตอบคำถามในบาง คำถามของ5W1H ซึ่งเนื้อหา อาจจะไม่ตรงตามที่คำถาม ต้องการ ครูต้องอธิบายนักเรียนเข้าใจว่า คำถามที่ใช้นั้น สามารถประยุกต์ใช้ ได้อย่างไร อาจไม่ตรงตามหลักการ ตั้งคำถาม 5W1H ยกตัวอย่างให้ เห็นชัดขึ้น และนักเรียนต้องฝึกการ อ่านหลายๆ ครั้ง นางวัชรี เหลืออ้น ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) การใช้เทคนิคการสอน 5W1 ร่วมกับ แผนผังความคิด กับวิชาคณิตศาสตร์ เมื่อเรียนเรื่องการแก้โจทย์ปัญหา แล้ว นักเรียนสามารถวิเคราะห์เขียน เป็นประโยคสัญลักษณ์ แสดงวิธีทำ และเขียนข้อความหรือแผนภาพเพื่อ อธิบายว่า การเรียนเรื่องการแก้ โจทย์ปัญหามี่ประโยชน์อย่างไร ถ้า นักเรียนพบสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว ไม่มีความรู้เรื่องนั้นจะเกิดผลอย่างไร ดังนั้นการแก้โจทย์ปัญหาต้อง วิเคราะห์โจทย์ว่าโจทย์กำหนดอะไร โจทย์ถามอะไร ใช้วิธีใดคำนวณ เพื่อ สามารถเขียนประโยคสัญลักษณ์ และสรุปคำตอบได้ นักเรียนที่อ่านหนังสือไม่ คล่อง ยังไม่สามารถใช้ได้ ต้องปรับวิธีการใหม่มาช่วย ใช้กระบวนการกลุ่มช่วยเหลือ นักเรียนที่อ่านไม่คล่อง จะได้มี ความเข้าใจ และนำไปใช้เป็น หรือ ให้คนที่อ่านออกช่วยอ่านให้เพื่อฟัง นายศิราเมษฐ์ บุญมาดิศานุวัฒน์ ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) นักเรียนอ่านแล้วเข้าใจเรื่องราวของ เนื้อหาดีขึ้น นำมาเขียนสรุปแผนผัง ความคิดได้ดี ก า ร ต อ บ ค ำ ถ า ม ใ น บ า ง รายวิชา อาจมีไม่ครบตาม เทคนิคการใช้คำถาม 5W1H ทำให้นักเรียนสับสนได้ ครูควรอธิบาย ยกตัวอย่างการตอบ คำถามซึ่งอาจไม่ตรงตาม 5W1H ในทุกเรื่อง แต่ต้องมีการปรับเปลี่ยน ไปตามเนื้อหาในแต่ละวิชา นายส่งศักดิ์ ศรีกระจ่าง ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) นำไปใช้ได้ดี นักเรียนอ่านแล้วรู้จัก นำคำถามไปใช้ตอบเพื่อเก็บใจความ สำคัญของสิ่งที่อ่านได้ วิชาดนตรีอาจใช้คำถามไม่ ครบตามเทคนิค 5W1H ทำ ให้นักเรียนสับสนได้ ฝึกการใช้คำถามแบบนี้สม่ำเสมอ เพื่อฝึกฝนให้เกิดความเข้าใจและ ปฏิบัติได้ในทุกเรื่องที่เรียนได้


ชื่อ-สกุล จุดเด่น จุดด้อย ข้อเสนอแนะ นางปิตุพิมพ์ วัลแอ ผู้บริหาร (administrator) เป็นรูปแบบนวัตกรรมที่น่าสนใจ นักเรียนได้รับการส่งเสริมการใช้ เทคนิค 5W1H เมื่อนักเรียนสำรวจ เนื้อเรื่อง แล้วตั้งคำถาม ใคร ทำ อะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม อย่างไร เป็นการส่งเสริมให้เรียนรู้ หาคำตอบ เพื่อตอบคำถามที่ตั้งขึ้น สรุปข้อมูล ในการเรียนแต่ละครั้ง โดยใช้แผนผัง ความคิด โดยนักเรียนสามารถนำ ความรู้จากแหล่งต่างๆ มาจัดทำ ข้อมูลนำเสนอ โดยอาศัยทักษะการ คิดวิเคราะห์ การสังเกต การ เปรียบเทียบเพื่อให้เกิดความเข้าใจ จดจำจนกลายเป็นทักษะการคิด วิเคราะห์ต่อไปได้ มีนักเรียนบางส่วนที่มีปัญหา การอ่าน และการเขียน ต้อง พัฒนาคนเรียนอ่อนควบคู่กัน ด้วย ควรฝึกนักเรียนให้มีความสามารถ ในการอ่านที่คล่องขึ้น เพื่อเป็นฐาน ของการเรียน และสนับสนุนให้ นักเรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบ กิจกรรมการเรียนรู้ นำข้อมูลที่ เกี่ยวข้องมาพัฒนาต่อไป 3. สมาชิกร่วมกันอภิปรายและสรุปผล เทคนิคนี้ช่วยแก้ปัญหาการอ่านจับใจความสำคัญได้โดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่นักเรียนต้องได้ มีโอกาสลงมือทำ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการอ่าน การเขียน การโต้ตอบ และการวิเคราะห์ปัญหา และ ยังให้นักเรียนได้ใช้กระบวนการคิดขั้นสูง ได้แก่ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ มาสู่รวบแบบการเขียนแผนผัง งานในเนื้อหานั้นๆ ได้ดี แต่มีปัญหาบ้างคือนักเรียนขาดสมาธิในการอ่าน และการอ่านไม่คล่อง จากสมาชิกใน กลุ่ม Plc ร่วมกันหารือแก้ปัญหาต่ออีกดังนี้ ก่อนสอนควรนำเพลงเข้าร่วมก่อนเข้าสู่บทเรียนเพื่อเตรียมความ พร้อมให้นักเรียนมีสมาธิ และด้านการอ่านต้องให้วิธีย้ำทวนให้นักเรียนในกรณีที่อ่านไม่คล่อง


แบบ PLC 09 บันทึกประวัติการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของครู การเขียนรายงานนวัตกรรม ชื่อกลุ่ม กิจกรรม กลุ่มพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์ ปีการศึกษา 2565 ครั้งที่ 10-11 5,12 มกราคม 2566 เวลา 15.45 – 17.45 น. กิจกรรม PLC เรื่อง รูปแบบกิจกรรม การพัฒนาการเรียนรูปแบบการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้หลัก ภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ 1. สมาชิก กลุ่ม PLCช่วงชั้นที่ 2 กำหนดบทบาทสมาชิก นำรูปแบบที่ได้ข้อสรุป และผ่านการปรับปรุป เสนอแนะมาใช้บูรณาการการรายวิชาที่สอน 2. สมาชิกร่วมกันเขียนรายงานนวัตกรรม (กรณีที่ใบงานที่ 8 สรุปผลว่าพัฒนานักเรียนสำเร็จ) ร่วมกันเขียนรายงานนวัตกรรม 3. นำผลการประชุมไปจัดทำรายงานนวัตกรรม นำผลการเขียนรายงานนวัตกรรมไปจัดทำรูปเล่ม


แบบ PLC 10 แบบรายงานผลการสร้าง/พัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนจากกระบวนการ PLC ชื่อกลุ่มกิจกรรม ปีการศึกษา 2565 ครั้งที่ วัน เดือน ปีก.พ.-ก.ย. เวลา ปกติ (ใช้ทดลองและ ประเมินรูปแบบ) 1. ชื่อนวัตกรรมการเรียนการสอน การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิต วิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2. ชื่อผู้สร้าง/พัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน ชื่อ นางกัญญาพัชญ์สกุล พรมเขต ตำแหน่ง ครู โรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์) สำนักการศึกษา เทศบาลนครตรัง 3. แนวทางการคิดค้นนวัตกรรมการเรียนการสอน แนวทางที่ 1 แสวงหานวัตกรรมการเรียนการสอนจากแหล่งต่างๆ ที่เคยมีผู้สร้างหรือทำไว้แล้ว นำมาปรับปรุงหรือพัฒนาใหม่ แนวทางที่ 2 การสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนขึ้นใหม่ 4. ประเภทของนวัตกรรมการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอน เทคนิควิธีสอน อื่น ๆ (โปรดระบุ)............................. 5. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการศึกษา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2520 ว่า “การศึกษาเป็นเครื่องมืออันสำคัญในการพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติ ทัศนคติ ค่านิยม และคุณธรรมของบุคคล เพื่อให้เป็นพลเมืองดีมีคุณภาพและประสิทธิภาพ การพัฒนาประเทศ ก็ย่อมทำได้สะดวกราบรื่นได้ผลที่แน่นอนและรวดเร็ว” (จรวยพร ธรณินทร์, 2557 : 12) จากแนวพระราชดำริ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาที่จะพัฒนาเยาวชนของชาติให้มีความรู้ความสามารถเพื่อเป็นกำลัง ของประเทศ ชาติในอนาคต อีกทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2562 กำหนดใน มาตรา 4 ระบุถึงความหมายของการศึกษาว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคล และ สังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานของวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลง ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมทางสังคม การเรียนรู้เป็น ปัจจัยที่เกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา 22 ให้การจัดการศึกษาต้องยึด หลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดกระบวนการ จัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพสอดคล้องกับมาตรา 24 ข้อ 3 และข้อ 5 คือจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น และทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ


สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรอบรู้ไปพร้อม กันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2562 : 11) สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเกณฑ์ในการกำหนด คุณภาพของผู้เรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยไว้ 5 สาระ คือ สาระที่ 1 การอ่าน สาระที่ 2 การเขียน สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษา และสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม ซึ่ง การจัดการเรียนการสอนภาษาไทยต้องเน้นการจัดการเรียนการสอนตามสภาพจริง ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ด้วยตนเอง และสามารถทำงานร่วมกับบุคคลอื่นได้ การเรียนรู้เกิดจากการปฏิบัติจริง เน้นการเรียนรู้แบบ บูรณาการ และผู้เรียนต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมควบคู่กับการเรียนการสอนอีกด้วย (สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2553 : 12) ในสาระที่ 4 หลักการใช้ภาษา เป็นสาระที่มีบทบาทสำคัญที่ จะส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนให้ไปถึงคุณภาพของผู้เรียนตามที่กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยกำหนดไว้ หลักการใช้ ภาษาไทยเป็นสาระการเรียนที่เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ที่ผู้เรียนต้องเรียนรู้ให้เกิดความชำนาญเพื่อที่จะสามารถ นำไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสาร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิศัลย์ศยา รุดดิษฐ์ 2557 : 15) กล่าวถึงความสำคัญ ของหลักภาษาไทยว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งหากขาดหลักภาษาไทยเสียแล้วก็เท่ากับขาดบรรทัดฐานของภาษา จะเป็นเหตุให้มีการใช้ภาษาไทยอย่างบกพร่องและผิดพลาดนานไปจะทำให้ภาษาเสื่อมสลายไปได้ ส่วนแนวคิด ของ นฤมล วิจิตรรัตนะ (2560 : 15) กล่าวว่า หลักภาษาไทย หรือเรียกว่าไวยากรณ์ หลักภาษามีความสำคัญ มากในการช่วยอนุรักษ์ภาษาไทยเป็นแบบแผนที่ทำให้คนไทยใช้ภาษาไทยได้ถูกต้อง และเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันแม้ว่าพวกเราจะเป็นคนไทยรู้จักใช้ภาษาไทยติดต่อสื่อสารกันได้อยู่แล้ว อย่าลืมว่าการสื่อสารจะ ประสบความสำเร็จได้ ภาษาที่ใช้ต้องชัดเจน ถูกต้อง เหมาะกับกาลเทศะ และบุคคลด้วย การอ่าน การฟัง การ สังเกตจากสิ่งรอบตัวหากท่านเป็นคนรักการอ่าน การอ่านก็จะช่วยให้ลักษณะและแบบแผนของการใช้ภาษาใน งานเขียนหลายรูปแบบ ยิ่งอ่านมากยิ่งมีความชำนาญมากขึ้น ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจทางหลักภาษาไทยยิ่งมากเท่าใดก็จะใช้ภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น ดังนั้นในการสอนหลักภาษาจะทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจภาษาดีขึ้น แล้วนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และที่สำคัญที่สุดสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้ในอนาคตได้อีกด้วย แต่ในการจัดการเรียนการ สอนที่ผ่านมาพบว่า ผู้เรียนโรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์) มีความสามารถทางหลักภาษาอยู่ในระดับค่อนข้าง ต่ำ จากการประเมินผลการเรียนรู้ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของปีการศึกษา 2563 พบว่า ผู้เรียนมี ความสามารถด้านภาษาไทย ได้คะแนน คิดเป็นคะแนนร้อยละ 59.52 เมื่อพิจารณาความสามารถย่อยแต่ละ ตัวชี้วัด พบว่ามีค่าเฉลี่ยร้อยละไม่ถึง 50 โดยเฉพาะตัวชี้วัดสาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย พบว่าผู้เรียนได้ คะแนนคิดเป็นคะแนนร้อยละ 49.07 และสาระที่ 1 การอ่าน คิดเป็นคะแนนร้อยละ 53.10 ซึ่งเป็นจุดอ่อนของ ผู้เรียนในด้านความสามารถด้านภาษาไทย (โรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์), 2553 : 7) จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่าผู้เรียนส่วนมากมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับพอใช้ ซึ่งปัญหานี้ควรเป็น หน้าที่ของครูผู้สอนจะต้องแก้ไขพัฒนาให้ดีขึ้น การแก้ปัญหาความสามารถทางหลักภาษาไทยของผู้เรียนให้ ประสบความสำเร็จได้ควรจะพิจารณาจากสาเหตุต่างๆ ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่น่าจะเป็นสาเหตุลำดับต้นคือผู้เรียนมี ความเบื่อหน่ายและรู้สึกว่า หลักภาษาไทยเป็นเรื่องที่ยาก และไม่ชอบการเรียนหลักภาษาไทย ดังนั้นครูผู้สอน ต้องปรับทัศนคติของผู้เรียนเกี่ยวกับความสำคัญและประโยชน์ของการเรียนหลักภาษาไทยเสียก่อนดังที่ จุไร รัตน์ ลักษณะศิริและบาหยัน อิ่มสำราญ (2559 : 1) กล่าวว่า การเรียนภาษาไทยโดยเฉพาะหลักภาษาไทยมี


ความจำเป็นที่ต้องเรียนรู้เพื่อเป็นระเบียบแบบแผนที่จะทำให้คนไทยใช้ภาษาไทยได้ถูกต้อง และเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันทั่วประเทศ การสอนหลักภาษาจะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษาไทยเป็นอย่างดี และสามารถนำความรู้ที่ได้เรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องเป็นการอนุรักษ์ภาษาไทยเป็นหลักยึด ของภาษาไทยในการรักษาภาษาให้คงรูป แม้ภาษาจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีวิวัฒนาการไปบ้างตาม ธรรมชาติของภาษาก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากหรือรวดเร็วเกินไป ดังนั้นเพื่อให้ผู้เรียนเห็นความจำเป็นที่ จะต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องตามลักษณะของภาษา การสอนหลักภาษาที่ดีจะต้องให้ผู้เรียนเกิดความ สนุกสนานในการเรียน เกิดความรู้สึกสนใจที่จะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหลักภาษาไทยและสนุกสนานกับภาษา มากขึ้น ซึ่งการสอนหลักภาษาที่ดีจะต้องช่วยให้ผู้เรียนมีพื้นฐานความรู้ทางภาษาที่ดีและเป็นแรงกระตุ้นหรือ แรงบันดาลใจให้ผู้เรียนได้ศึกษาต่อไป ผู้รายงานในฐานะครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จึงทำการศึกษาแนวทางพัฒนาการเรียน การสอนของนักการศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถเพิ่มขึ้น ซึ่งการใช้และวิธีการใหม่ๆ จึงนับว่ามีความสำคัญสำหรับครูเพื่อจะได้นำไปใช้ในการ ปรับปรุงการเรียนการสอนในห้องให้น่าสนใจ ตลอดจนเลือกกิจกรรมต่างๆ ให้หลากหลาย โดยมีการจัดการ เรียนการสอนเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาทั้งด้านความรู้และทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษา ภาษาไทย เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่านกิจกรรมการฝึกทักษะทางภาษา จาก การศึกษารูปแบบการสอนภาษาที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคือแบบ 5W1H ซึ่งเป็นการตั้งประเด็นถาม ตอบเพื่อให้ผู้เรียนได้บรรลุตามเป้าหมายที่ กำหนดไว้ โดยใช้คำถาม 5W1H ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของคำถาม 6 ประเภท ตามความคิดของ Bloom ได้แก่ 1) Who (ใคร) เช่น ใครอยู่ในเหตุการณ์บ้าง ใครน่าจะเกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์เช่นนี้บ้าง 2) What (อะไร) เช่น เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีอะไรเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ 3) Where (ที่ ไหน) เช่น เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นที่ใดมากที่สุด 4) When (เมื่อไร) เช่น เหตุการณ์นั้น น่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เวลา ใดบ้างที่สถานการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ 5) Why (ทำไม) เช่น เหตุใดต้องเป็นคนนี้ เป็นเวลานี้ เป็นสถานที่นี้ เพราะเหตุใดเหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้น 6) How (อย่างไร) ซึ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค 5W1H จะช่วยให้ผู้เรียนมีความสามารถด้านการอ่านคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้น (วิทวัฒน์ ขัตติยะมาน และอมลวรรณ วีระธรรมโม, 2559 : 51) ซึ่งประโยชน์ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค 5W1H ประกอบแบบฝึกนี้จะช่วยให้ ผู้เรียนได้ฝึกการจำแนกแจกแจงองค์ประกอบ และการหาความสัมพันธ์เชิง เหตุผลของเรื่องที่วิเคราะห์ โดยคำถามจะอยู่ในขอบข่าย 5W1H เพื่อนำไปสู่การค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่อง นั้นในแง่มุมต่างๆ นอกเหนือจากสิ่งที่ปรากฏ และจากการวิจัยของ ดวงพร เฟื่องฟู(2560 : 71) ได้วิจัยการ พัฒนาชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่านกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชา ภาษาไทย ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่กล่าวถึงข้อค้นพบจากการวิจัยว่า การใช้เทคนิค 5W1H สามารถ พัฒนาความสามารถ ในการอ่านจับใจความของผู้เรียนได้ดีขึ้น เพราะมีกระบวนการเป็นลำดับขั้นตอน เริ่มต้น ด้วยการตั้งคำถามในแต่ละข้อและฝึกให้ผู้เรียนคิดหาคำตอบด้วยตนเอง ซึ่งตามปกติผู้เรียนจะไม่ค่อยสนใจการ เรียนวิชาภาษาไทย โดยเฉพาะในเรื่องการอ่านมากนัก แต่เมื่อผู้เรียนได้ใช้เทคนิค 5W1H ทำให้ผู้เรียนเกิด ความสนุกสนาน อยากเรียนอยากรู้เพิ่มขึ้น เป็นการกระตุ้นความสนใจให้ผู้เรียนอยากรู้อยากอ่านและเกิดการ ซักถามซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะ การคิดวิเคราะห์อย่างยั่งยืน


ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค 5W1H การนำแผนผังความคิด (Mind Mapping) มาใช้ร่วมกันในการจัดการเรียนการสอนนั้น เป็นการนำทฤษฎีที่เกี่ยวกับสมองไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด เพราะการเขียนแผนผังความคิด เกิดจากการใช้ทักษะทั้งหมดของสมอง หรือเป็นการทำงานร่วมกันของ สมองทั้งสองซีกคือสมองซีกซ้ายและซีกขวา ซึ่งสมองซีกซ้ายจะทำหน้าที่ในการวิเคราะห์คำ ภาษา สัญลักษณ์ ระบบ ลำดับ ความมีเหตุผล การใช้แผนผังความคิดสำหรับผู้เรียนจึงสามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ทั้งศาสตร์ และศิลป์ด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สามารถช่วยให้คิด จำ บันทึก เข้าใจเนื้อหา การนำเสนอข้อมูล นอกจากนี้แผนผังความคิดยังช่วยให้ค้นพบสิ่งต่างๆ ที่อยากรู้อยากศึกษาค้นคว้าและสามารถสรุปเหตุการณ์ หรือเขียนเรื่องราวได้อีกด้วย (วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์, 25557 : 55) ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น แรงจูงใจเป็นสิ่งที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรมการเรียนการสอน มีความ พยายามในการทำงานหรือกิจกรรมที่มีความยุ่งยาก และฝ่าฟันอุปสรรคให้สำเร็จ จากการเรียนรู้ตามเทคนิค 5W1H และ เทคนิคแผนผังความคิด ในการเรียนเรื่องหลักภาษาไทย ตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ ครูผู้สอนควรสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ให้เกิดกับผู้เรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน (จันทร์ ชุ่มเมืองปัก, 2556 : 14) สถานการณ์ปัจจุบันท่ามกลางวิกฤตการณ์COVID-19 ส่งผลให้พื้นที่การจัดการเรียนการสอนกลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เกิดโมเดลใหม่ๆ ทางการศึกษามากขึ้น ทำให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้ทางไกลจากที่บ้านของตนเอง ผู้เรียนสามารถใช้วิธีที่แตกต่างในการไปให้ถึงจุดหมายได้ ผู้เรียนบางคน อาจเรียนรู้ได้เร็วกว่าหากได้ดูภาพหรือคลิปวิดีโอ แต่ผู้เรียนบางคนอาจชอบการฟังคุณครูบรรยาย เพราะ รูปแบบการเรียนรู้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ครูผู้สอนต้องออกแบบการเรียนการสอนภาษาไทยใหม่ ให้ผู้เรียน ยังคงเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมือนอยู่ในชั้นเรียนในภาวะที่ไม่ปกติเช่นนี้ หรือจะใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสที่ จะพัฒนาทักษะความรู้ผู้เรียนมากขึ้น (สถาพร ปุ่มเป้า, 2563 : 3) การสอนภาษาไทยในชีวิตวิถีใหม่จึงต้อง อาศัยทั้งเทคโนโลยีออนไลน์ หรือนักเรียนสลับวันมาโรงเรียน แม้ว่าครูและนักเรียนอาจจะซึมซับหรือคุ้นชินกับ การเรียนออนไลน์ไปแล้วอยู่บ้างในสักระยะหนึ่งที่ผ่านมา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการสอนแบบออนไลน์จะ มีประสิทธิภาพได้ดีเท่ากับการสอนในห้องเรียน ดังนั้นครูผู้สอนจึงควรได้รับการพัฒนา องค์ความรู้ และเป็น แนวทางประยุกต์ใช้ในการจัดเรียนการสอนภาษาไทยในชีวิตวิถีใหม่ ท่ามกลางวิกฤตการณ์ COVID-19 ให้ บรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษา จากการศึกษาแนวทางการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยกับการจัดการเรียน การสอนโดยใช้เทคนิค 5W1H ดังกล่าวผู้รายงานเชื่อว่าการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค 5W1H เป็นการ เรียนการสอนที่เหมาะสมที่จะนำมาพัฒนาความสามารถการเรียนภาษาไทยของผู้เรียนได้ ผู้รายงานจึงสนใจที่ จะนำการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค 5W1H มาจัดทำเป็นรูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตาม แนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์) เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเพิ่มขึ้นและเพื่อให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนกลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย


จากความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาเทคนิค 5W1H ประกอบการนำแผนผังความคิดมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านคิด วิเคราะห์ สำหรับผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกคิดอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอนมาก ขึ้น สามารถอ่านแล้วนำมาคิด วิเคราะห์ แยกแยะเรื่องราวต่างๆ หรือสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียน มีทักษะในการตัดสินใจและทักษะในการใช้ชีวิตอีกด้วย 6. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการ เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับ แผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3. เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนโดยใช้ รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิด เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 7. กลุ่มเป้าหมาย ขอบเขตของการวิจัย ประชากร / กลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1) ประชากรได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์) จำนวน 3 ห้อง นักเรียน 86 คน 2) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์) ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยสุ่มห้องเรียนมา จำนวน 1 ห้องเรียน คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 นักเรียนจำนวน 26 คน มีการจัดห้องเรียนที่คละกลุ่ม เก่ง ปานกลาง และอ่อน 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้ เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 2.2 ตัวแปรตามได้แก่ 1) ประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดย ใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียน


3. ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง ใช้เวลาเรียน 21 ชั่วโมง และมีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน อย่างละ 1 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 23 ชั่วโมง ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 4. เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษา ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้เนื้อหาในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยได้อ้างอิงเนื้อหาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ของกลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย จำนวน 7 เรื่อง ประกอบด้วย เล่มที่ 1เรื่อง เรียกชื่อคือคำนาม เล่มที่ 2เรื่อง คำสรรพนามสื่อสารแทนนาม เล่มที่ 3 เรื่อง คำกริยาแสดง อาการ เล่มที่ 4เรื่องคำวิเศษณ์ขยายความ เล่มที่ 5 เรื่อง แสดงความสัมพันธ์คำบุพบท เล่มที่ 6เรื่อง คำสันธาน เชื่อมคำสัมพันธสาร เล่มที่ 7เรื่องคำอุทานเปล่งความรู้สึก 8. หลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ใช้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2553 : 1) กำหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ไว้ใน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไว้ดังนี้ 1. ความสำคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และ เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคม ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล สารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้ มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี และ สุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสาน ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป 2. มาตรฐานและสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2553 : 2) สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้ และความคิดไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหา และสร้างวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และ เขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศ และรายงานการศึกษาค้นคว้า อย่างมี ประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟังการดูและการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟัง และดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณ และสร้างสรรค์


สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษา และหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ มาตรฐาน ท 4.2 สามารถใช้ภาษาแสวงหาความรู้ เสริมสร้างลักษณะนิสัย บุคลิกภาพ และ ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรม อาชีพ สังคม และชีวิตประจำวัน สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจ และแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอย่าง เห็นคุณค่า และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 3. ตัวชี้วัดมาตรฐานและสาระการเรียนรู้ ตัวชี้วัดมาตรฐานและสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในการทดลองครั้งนี้ ใช้สาระที่ 1 การอ่าน และสาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2553 : 4) สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาใน การดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน 1. อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้ถูกต้อง 2. อธิบายความหมายของคำ ประโยคและข้อความที่เป็นโวหาร 3. อ่านเรื่องสั้นๆ อย่างหลากหลาย โดยจับเวลาแล้วถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 4. แยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่าน 5. อธิบายการนำความรู้และความคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต 6. อ่านงานเขียนเชิงอธิบาย คำสั่ง ข้อแนะนำ และปฏิบัติตาม 7. อธิบายความหมายของข้อมูล จากการอ่านแผนผัง แผนที่ แผนภูมิ และกราฟ 8. อ่านหนังสือตามความสนใจ และอธิบายคุณค่าที่ได้รับ 9. มีมารยาทในการอ่าน สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลัง ของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ 1. วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค 2. ใช้คำได้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล 3. รวบรวมและบอกความหมายของคำภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาษาไทย 4. ระบุลักษณะของประโยค 5. แต่งบทร้อยกรอง 6. วิเคราะห์และเปรียบเทียบสำนวนที่เป็นคำพังเพย และสุภาษิต สาระที่ 5 วรรณคดี และวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอย่างเห็น คุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 1. แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดี หรือวรรณกรรมที่อ่าน 2. เล่านิทานพื้นบ้านท้องถิ่นตนเอง และนิทานพื้นบ้านของท้องถิ่นอื่น


3. อธิบายคุณค่าของวรรณคดี และวรรณกรรมที่อ่านและนำไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 4. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ ท่ามกลางวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ส่งผลกระทบวงกว้างในหลายมิติทั่ว โลกรวมทั้งผลกระทบอย่างหนักต่อการศึกษาทุกระดับในหลายแง่มุม ทำให้สถานศึกษาเกือบทุกแห่งต้องปิด การเรียนการสอนเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส COVID-19 แม้ว่า ทุกฝ่ายต้องพยายามทุกวิถีทาง เพื่อให้สถานศึกษาสามารถเปิดทำการเรียนการสอนได้อย่างต่อเนื่องหรือจัดให้เป็นสถานที่ที่เปิดได้ในลำดับ ต้นๆ ถึงจะมีหลักฐานมากมายที่ชี้ให้เห็นถึงผลเสียของการปิดสถานศึกษา หรือแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนไม่ใช่ สถานที่หลักของการแพร่เชื้อ แต่หลายประเทศก็ยังคงเลือกที่จะปิดโรงเรียนและสถานศึกษา เพื่อป้องกันและ สร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกคน (สถาพร ปุ่มเป้า, 2563 : 1) การปรับการเรียนสอนของสถานศึกษามีหลายรูปแบบ เกิดนวัตกรรมความคิดรูปแบบใหม่ทางการ เรียน จากนักเรียนไม่สามารถมาโรงเรียนได้แต่สามารถเรียนได้แนวคิดทางการเรียนการสอนทางไกลโดยใช้ สื่อออนไลน์จึงระดมเข้ามาช่วยแก้ปัญหาทางการเรียนการสอน การทำงานก็เช่นเดียวกัน ทั้งครูและพนักงานก็ ทำงานที่บ้านช่วงระบาดหนัก แต่ไม่สามารถดำเนินงานได้สมบูรณ์เพราะทางโรงเรียนและนักเรียนบางส่วนไม่ สามารถหาเครื่องมือทางการเรียนได้ครบ เช่น สมาร์ทโฟนที่มีคุณภาพดีผู้ปกครองก็เดือดร้อนเพราะระบบ เศรษฐกิจหยุดชะงัก คนตกงานจำนวนมาก ซึ่งถือว่ารุนแรง อาจจะรุนแรงกว่าเกิดสงครามโลก เพราะมีคน เสียชีวิตจำนวนมากและติดเชื้อระบาดกระจายเป็นทวีคูณ ผลกระทบต่อทางการศึกษาครั้งนี้มีผลโดยตรงต่อ นักเรียนซึ่งจะเป็นกำลังของชาติในอนาคต และส่งผลกระทบในระยะยาว ทำให้เกิดระบบการจัดการศึกษาใน รูปแบบใหม่ สถาบันการศึกษาทุกระดับต้องปรับตัวในสถานการณ์ปัจจุบัน และต้องเตรียมเพื่ออนาคต ใน บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของ COVID-19 ต่อระบบการศึกษา โดยเฉพาะการเรียน การสอน การเข้าสู่ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) (เทื้อน ทองแก้ว, 2563 : 2) วัยวุฒิ บุญลอย (2563 : 1) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบทางด้านการศึกษาในช่วงการ ระบาดของโรคไวรัส COVID-19 1) การจัดการศึกษาการเรียนโดยใช้รูปแบบออนไลน์ รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่พร้อม รับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีรูปแบบที่หลากหลายให้เลือกทั้งรูปแบบ ออนไลน์ และการเรียนในชั้นเรียน เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ในแต่ละสถานศึกษา ในช่วง ระหว่างการระบาดของโรคไวรัส COVID-19 นั้น โรงเรียนต่างๆ พ่อแม่ ผู้ปกครอง นักเรียนและครูมีความ ไว้วางใจ มีความเชื่อมั่น และการยอมรับแหล่งการเรียนรู้การศึกษาทางออนไลน์ 2) การปรับรูปแบบการทำงานในสถานศึกษา เป็นในเรื่องของกระบวนการขั้นตอนในการ ทำงานที่ต้องยืดหยุ่น และเอื้อต่อการทำงานที่ไม่ได้สร้างเงื่อนไขและภาระให้กับผู้ปฏิบัติงานด้วยการนำ หลักการเรื่อง space and time เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้ (1) ในห้องเรียนต้องมีการจัดระยะห่างของโต๊ะผู้เรียนให้ได้ตามความเหมาะสมในพื้นที่ หาก เป็นไปได้ควรให้มีอากาศไหลเวียนตามธรรมชาติมากที่สุดในห้องเรียน (2) หากมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศควรมีมาตรการในการดูแลการไหลเวียนของ ความเย็นไม่ให้ปะทะกับผู้เรียนโดยตรง (3) ควรหลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมกลุ่มในชั้นเรียนที่ต้องให้ผู้เรียนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ควรลดกลุ่มของผู้เรียนเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดหรือการทำกิจกรรมต่างๆ โดยถึงตัวกัน (4) การให้ความสำคัญในการล้างมือหรือใช้แอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนเข้าชั้นเรียน


(5) การใช้หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากใสในระหว่างชั้นเรียน เพื่อป้องกันตนเองและผู้อื่น (6) การแบ่งกลุ่มจำนวนผู้เรียนในชั้นเรียนเพิ่มให้มีจำนวนที่ไม่มากเกินไปด้วยการกำหนด จำนวนผู้เรียนทั้งในภาคเช้าและภาคบ่ายสลับกัน เป็นต้น 3) การให้ความรู้ความเข้าใจแก่ นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา ในการใช้ชีวิต ใน สถานศึกษาและสังคม เป็นเรื่องที่สำคัญในการปรับตัวให้อยู่ได้ร่วมกับสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID19 เช่น รูปแบบการจัดการเรียนการสอนควรเพิ่มช่องการความพร้อมในการเรียนรูปแบบผสมทั้งในระบบปิด (ในห้องเรียน) และในระบบออนไลน์ควบคู่ขนานกันไป โดยผู้สอนเป็นผู้จัดสัดส่วนร่วมกับผู้เรียน เพื่อให้เกิด ความร่วมมือและมีประสิทธิภาพมากที่สุด สำหรับการปรับรูปแบบในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทางภาครัฐ และเอกชนรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมควรเข้ามามีบทบาท เพิ่มมากขึ้นในการให้ความรู้ และให้ข้อมูลที่เป็นพื้นฐานที่ถูกต้องและเข้าถึงกับประชาชนได้เกือบทุกกลุ่มได้มี ข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจในทางเลือกใช้ช่องทางการใช้วิธีการออนไลน์มากยิ่งขึ้น 4) การบริหารจัดการด้านงบประมาณ ในรูปแบบใหม่ภายใต้สถานการณ์ ไวรัส COVID-19 ต่อเนื่องในอนาคตจะดำเนินการในเรื่องการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา และการนำงบประมาณที่ได้ไปใช้ อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การจัดทำงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศในช่วงระยะเวลา 1-2 ปี หลังจาก สถานการณ์ไวรัส COVID-19 โดยให้สัดส่วนของงบประมาณที่เน้น ในด้านการศึกษา ด้านการพัฒนาสังคมและ มนุษย์ ด้านแรงงาน และการกระจายงบประมาณลงไปสู่ระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีสัดส่วนมากขึ้น เพื่อช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนในระดับครอบครัวและชุมชน ซึ่งจะส่งผลช่วยบรรเทาความทุกข์ยากและ ความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มีกิจกรรมและโครงการที่ตรงกับความต้องการของประชาชน โดยจะเป็น การแก้ปัญหาที่ตรงจุดและมีความต่อเนื่อง เก็จกนก เอื้อวงศ์ (2563 : 3) กล่าวสรุปถึง รูปแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์COVID-19 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษาที่ใช้ในสถานการณ์COVID-19 ในช่วงก่อนเปิดภาค เรียน มี3 รูปแบบหลัก คือ การเยี่ยมบ้าน มีเอกสาร ใบงาน และให้คำแนะนำ (On hand) การจัดการเรียนรู้ ผ่านออนไลน์(Online) และการจัดการเรียนรู้ผ่านโทรทัศน์ (On-air) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้การเยี่ยมบ้านเป็นหลัก โดยผสมผสานกับรูปแบบอื่นๆ เช่น รูปแบบการเยี่ยมบ้านกับการจัดการเรียนรู้ผ่านโทรทัศน์การเยี่ยมบ้านกับ การจัดการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ เป็นต้น โดยสถานศึกษาส่วนใหญ่มี การดำเนินการวิเคราะห์หลักสูตร/จัดทำ โครงสร้างหลักสูตรให้เหมาะสม การปรับแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเนื้อหาและรูปแบบการจัดการ เรียนรู้การจัดลำดับความสำคัญของเนื้อหาให้เหมาะสมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้การเชื่อมโยงเนื้อหาให้ เหมาะสมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้การนิเทศ กำกับติดตามการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผลการ เรียน มีการชี้แจงนโยบายให้ครูรับทราบ มีการอบรมครูเกี่ยวกับการใช้สื่อ เทคโนโลยีและการสำรวจความ พร้อมของนักเรียน การปรับเนื้อหา/กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้มีการใช้ ใบความรู้/ใบงานประกอบการเรียนรู้และสอนเสริมให้กับนักเรียน กรณีการจัดการเรียนรู้ผ่านออนไลน์มีใช้การ ใช้แพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Google Meet, Zoom, MST การใช้สื่อ Social Media 2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษาที่ใช้ในสถานการณ์COVID-19 ในช่วงหลังเปิดภาค เรียน คือ การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน (On-site) โดยผสมกับรูปแบบอื่นๆ คือ การจัดการเรียนรู้ผ่านโทรทัศน์ (On-air) การจัดการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ (Online) การจัดการเรียนรู้โดยการเยี่ยมบ้าน (On hand) ลักษณะ การจัดการจะแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่และความเสี่ยงในการติดเชื้อ คือ


(1) ในพื้นที่ที่ไม่มีความเสี่ยงจัดการเรียนรู้ในลักษณะปกติแต่มีการรักษาระยะห่างและ ดำเนินการตามมาตรการป้องกันของสาธารณสุข (2) สถานศึกษาขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนจำนวนมาก ใช้การสลับวันเรียนโดยในวันที่นักเรียน ไม่ได้มาเรียนใช้การจัดการเรียนรู้ผ่านออนไลน์หรือการจัดการเรียนรู้ผ่านโทรทัศน์ (3) สถานศึกษาบางแห่งใช้การลดจำนวนนักเรียนในแต่ละห้อง ซึ่งในบางห้องก็อาจใช้การ จัดการเรียนรู้ผ่านโทรทัศน์และการจัดการเรียนรู้ผ่านออนไลน์โดยสถานศึกษาส่วนใหญ่มีการดำเนินการ วิเคราะห์หลักสูตร/จัดทำโครงสร้างหลักสูตรให้เหมาะสม การปรับแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับ เนื้อหาและรูปแบบการจัดการเรียนรู้การจัดลำดับความสำคัญของเนื้อหาให้เหมาะสมกับรูปแบบการจัดการ เรียนรู้การเชื่อมโยงเนื้อหาให้เหมาะสมกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้การนิเทศ กำกับ ติดตามการจัดการเรียนรู้ และการวัดประเมินผลการเรียน มีการเตรียมอาคารสถานที่ และอุปกรณ์ต่างๆ ก่อนเปิดภาคเรียนโดยเฉพาะใน กรณีที่ต้องขยายเพิ่มห้องเรียน การปรับเนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการการจัดลำดับ ความสำคัญของเนื้อหา การใช้ใบความรู้/ใบงานประกอบการเรียนรู้การลดกิจกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสทาง ร่างกาย มีการปรับเนื้อหาการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้การปรับกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ การใช้ใบความรู้/ใบงานประกอบการเรียนรู้สำหรับการจัดการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ มีการใช้แพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Google Meet, Zoom, MST การใช้สื่อ Social Media ในการจัดการเรียนรู้ แนวคิดเกี่ยวกับเทคนิค 5W1H จากการศึกษาค้นคว้าไม่สามารถหาข้อสรุปถึงต้นกำเนิดการใช้ 5W1H ครั้งแรก พบแต่ว่า มีการใช้ ต่อเนื่องกันมานานแล้ว 1. ความหมายเทคนิค 5W1H ศศิมา สุขสว่าง (2560 : 1) กล่าวว่า เทคนิค 5W1H หมายถึง เทคนิคการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ เป็นทักษะการหาคำตอบที่หลากหลาย แปลกใหม่ ในการแก้ไข ปัญหาในสถานการณ์ที่จำกัด สามารถเลือก วิธีการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม มีเหตุมีผลสามารถอธิบาย กระบวนการแก้ปัญหาในแต่ละขั้นตอนได้ และ สามารถอธิบายถึงผลกระทบจากการเลือกวิธีการแก้ไขปัญหา นั้นๆ ได้ ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิง สร้างสรรค์เป็นทักษะที่สามารถฝึกฝน และพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ ประณาท เทียนศรี(2560 : 12) กล่าวว่า เทคนิค 5W1H หมายถึง รูปแบบการวิเคราะห์ข้อมูลหรือ ปัญหา ได้ทุกรูปแบบ เทคนิค 5W1H เป็นการคิดวิเคราะห์ (Analysis Thinking) ที่ใช้ความสามารถในการ จำแนก แยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ ของสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งอาจจะเป็นวัตถุ สิ่งของ เรื่องราว หรือเหตุการณ์ นำมาหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านั้น เพื่อค้นหาคำตอบที่เป็นความเป็นจริง หรือที่เป็นสิ่งที่สำคัญ จากนั้นจึงรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาจัดระบบ เรียบเรียงใหม่ให้ง่ายแก่ต่อการทำความ เข้าใจ เกริก ท่วมกลางและจินตนา ท่วมกลาง (2558 : 4) กล่าวว่า เทคนิค 5W1H เป็นเครื่องมือสำหรับ การวิเคราะห์รูปแบบหนึ่งด้วยการตั้งคำถาม เพื่อให้ได้องค์ประกอบต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่ต้องการวิเคราะห์ ได้อย่างชัดเจนซึ่งอาจเป็นวัตถุ สิ่งของ เหตุการณ์ หรือปัญหา สามารถ นำไปใช้เป็นข้อมูลหรือสารสนเทศเพื่อ การแก้ปัญหาได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด การวิเคราะห์โดยใช้ 5W1H จำเป็นต้องใช้ทักษะในการตั้ง คำถาม ซึ่งประกอบด้วย Who ใคร What อะไร When เมื่อไร Where ที่ไหน Why ทำไม How อย่างไร 2. การจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค 5W1H สุวิทย์ มูลคำ (2557 : 74) กล่าวไว้ว่า เทคนิค 5W1H เป็นการจัดกิจกรรมการเรียน แบบใช้ เทคนิคคำถามเป็นกระบวนการเรียนที่มุ่งพัฒนากระบวนการทางความคิดของผู้เรียน โดยผู้สอนจะป้อนคำถาม


ในลักษณะต่างๆ ที่เป็นคำถามที่ดีสามารถพัฒนาความคิดผู้เรียนถามเพื่อให้ผู้เรียนใช้ความคิดเชิงเหตุผล วิเคราะห์ วิจารณ์ สังเคราะห์ หรือประเมินค่าเพื่อจะตอบคำถามเหล่านั้น ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญของการ จัดการเรียนของการจัดการเรียนรู้แบบใช้คำถาม มีดังนี้ 1) คำถามประเภทต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นคำถามที่ดีมีคุณภาพและสามารถพัฒนาความคิด ผู้เรียน 2) เทคนิคการใช้คำถามของผู้สอน 3) การตอบคำถามของผู้เรียน เพ็ญพิศุทธิ์ ใจสนิท (2557 : 77) ได้นิยามคำถามต่างๆ และคำถามตามแนวคิดของ Bloom แบ่ง ออกเป็น 6 ประเภท ดังนี้ 1) ถามความรู้เป็นคำถามที่มีคำตอบแน่นอนในเนื้อหาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงจำกัดความคำนิยาม คำศัพท์ กฎทฤษฎีถามเกี่ยวกับใคร (Who) อะไร (What) เมื่อไร (When) ที่ไหน (Where) รวมทั้งใช่หรือไม่ 2) ถามความเข้าใจคำถามที่ต้องใช้ความรู้ ความจำมาประกอบเพื่ออธิบายด้วยคำพูดของตนเอง เป็นคำถามที่สูงกว่าความรู้ 3) ถามการนำไปใช้คำถามที่นาความรู้ความเข้าใจไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่ 4) ถามการวิเคราะห์คำถามที่ให้จำแนกแยกแยะเรื่องราวต่างๆ ว่าประกอบด้วยส่วนย่อย อะไรบ้างโดยอาศัยหลักการทฤษฎีที่มาของเรื่องราวหรือเหตุการณ์นั้น 5) ถามสังเคราะห์คำถามที่ใช้กระบวนการคิดเพื่อสรุปความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลย่อยๆ ขึ้น เป็นหลักการหรือแนวคิดใหม่ 6) ถามประเมินค่าคำถามที่ให้นักเรียนตีคุณค่าโดยใช้ความรู้ ความรู้สึก ความคิดเห็น ในการ กำหนดเกณฑ์เพื่อประเมินค่าสิ่งเหล่านั้น การคิดวิเคราะห์ด้วยการใช้เทคนิคคำถามการคิดวิเคราะห์ 5W1H สามารถช่วยไล่เรียง ความชัดเจน ในแต่ละเรื่องที่เรากาลังคิดเป็นอย่างดีทำให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์ แนวคิดเกี่ยวกับแผนผังความคิด เทคนิคแผนผังความคิด คิดค้นโดย Tony Buzan ได้เขียนหนังสือ Use your head (ใช้หัวคิด) Get ahead (ใช้หัวลุย) Tony Buzan (1997 : 59) ได้ให้ความหมายของแผนผังความคิดไว้ว่าแผนผังความคิดเป็น แผนผังหรือแผนภาพที่แสดงออกของการคิดรอบทิศทาง ซึ่งเป็นลักษณะ การทำงานที่ตามธรรมชาติของสมอง มนุษย์และเป็นเทคนิคการแสดงออกด้วยภาพที่มีพลังนำไปสู่กุญแจสากลที่จะใช้ไขประตูไปสู่ศักยภาพของ สมอง แผนที่ความคิดนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกแง่มุมของชีวิต ซึ่งทำให้การเรียนรู้ได้รับการพัฒนา และเกิด ความคิดที่ชัดเจนขึ้นจะนำไปสู่การพัฒนาการกระทำต่างๆ ของมนุษย์ นอกจากนี้Buzan ยังได้กล่าวถึง คุณลักษณะสำคัญของแผนผังความคิด ไว้ดังนี้หัวเรื่องที่สนใจจะถูกสร้างขึ้น ตรงกลางของแผนภาพ ใจความ หลักของหัวเรื่องจะอยู่รอบหัวข้อซึ่งอยู่ตรงกลางออกไปทุกทิศทางซึ่งเปรียบเสมือนกิ่งก้านของต้นไม้ที่แตก แขนงออกมา กิ่งก้านที่แตกแขนงออกมาประกอบด้วยภาพหรือคำสำคัญที่เขียนบนเส้นที่โยงกัน ส่วนของคำ อื่นๆ ที่มีความสำคัญรองลงมาจะถูกเขียนบนกิ่งก้านที่แตกออกในลำดับต่อๆ ไป กิ่งก้านจะถูกเชื่อมโยงกันใน ลักษณะที่แตกต่างกันตามตำแหน่ง และความสำคัญ ของประเด็นต่างๆ 1. ความหมายเทคนิคแผนผังความคิด เทคนิคแผนผังความคิด เป็นรูปแบบที่ใช้ในการจัดระบบความคิดที่มีประสิทธิภาพใน การ เชื่อมโยงความคิดต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยการจัดลำดับความสำคัญ การให้น้ำหนัก การเชื่อมโยงความคิด การ


ต่อข้อมูลต่างๆ ให้เข้ากันอย่างมีระเบียบก่อนที่จะสื่อออกมาในรูปแบบผังความคิด โดยมีนักวิชาการให้ ความหมาย ไว้ดังนี้ Clark (2001 : 37) ได้ให้ความหมายว่า แผนผังความคิดเป็นเครื่องมือของความคิดที่ผู้สอนหรือ นักเรียนหรือทั้งผู้สอน และนักเรียนสร้างขึ้น เพื่อแสดงความคิดความเข้าใจออกมาเป็นรูปธรรมว่ากำลังคิด อะไรจากการอ่านเนื้อหาวิชานั้น Bayer (2002 : 183) ได้ให้ความหมายว่า แผนผังความคิดเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักเรียนมีการ สะสมความรู้ได้ดี และเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย สามารถประยุกต์แผนผังความคิดให้อยู่ในรูปแบบ ต่างๆ เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการคิด 2. แนวคิดเทคนิคแผนผังความคิด แผนผังความคิดเป็นการคิดอย่างรอบทิศทาง เป็นการทำงานของสมองมนุษย์ ที่สรุปความคิดจาก การเรียนรู้ออกมาในรูปแบบของฝังความคิด มีนักวิชาการกล่าวถึงแนวคิดเทคนิคแผนผังความคิด ไว้ดังนี้ ศิริพันธุ์ ศิริพันธุ์(2556 : 71) กล่าวว่านักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคแผนผังความคิด ประกอบรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาฟิสิกส์ ร้อยละ 70 ของ คะแนนเต็ม มีจำนวนร้อยละ 72 ของนักเรียนทั้งหมด ทั้งนี้เนื่องมาจากการจัดการสอนโดยใช้เทคนิคแผนผัง ความคิดประกอบรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้นั้นเป็นวิธีการสอนที่ทำให้นักเรียนรู้มโนมติต่างๆ เป็นลำดับขั้นตอนจากหัวข้อหลักไปสู่หัวข้อรอง และหัวข้อย่อย จากนั้นจึงนำความรู้มาใช้ในการสร้างแผนผัง ความคิดทำให้นักเรียนสามารถนำความรู้เดิมมาเชื่อมโยงกันเป็นความรู้ใหม่ในรูปของแผนผังความคิดด้วย ตนเองจึงทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาที่เรียนได้เป็นอย่างดีมีผลสัมฤทธิ์ ‚ทางการเรียนสูง เทคนิคแผนผังความคิดเป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมายเกิดขึ้นเมื่อเนื้อหาเรื่องราวใหม่ สามารถเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่มีอยู่ในโครงสร้างของความรู้หรือโครงสร้างทางสติปัญญาของนักเรียนได้แต่ การเรียนรู้ที่นักเรียนไม่สามารถนำสิ่งใหม่ไปสัมพันธ์กับความรู้เดิมได้จัดเป็นการเรียนรู้อย่างไร้ความหมายหรือ การเรียนแบบท่องจำ มงคล พลเยี่ยม (2560 :35)กล่าวว่า การใช้แผนผังความคิดเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้มีพื้นฐานมา จากทฤษฎีการเรียนรู้4 ประการด้วยกันคือ 1)การแยกแยะข้อมูลเพื่อให้เห็นองค์ประกอบหลักที่เชื่อมโยงกันอยู่อย่างชัดเจนสามารถช่วย ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ได้ง่ายขึ้น 2) หากสมองมีการจัดโครงสร้างความรู้ไว้อย่างเป็นระบบระเบียบ จะช่วยเรียกความรู้เดิมที่อยู่ ในโครงสร้างทางปัญญาออกมาใช้เชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ได้ง่ายขึ้น 3)แผนผังความคิดที่แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบหลักของเรื่อง มีลักษณะเป็นภาพ ซึ่งง่ายต่อ การที่สมองจะจดจำมากกว่าข้อความที่ติดต่อกันยืดยาว 4) การใช้แผนผังความคิดซึ่งมีลักษณะเป็นทั้งภาพ และข้อความ สามารถช่วยให้นักเรียนได้ เรียนรู้อย่างตื่นตัว (Active Learning) เนื่องจากนักเรียนจะต้องมีทั้งการฟัง พูดอ่าน เขียน คิดจึงจะสามารถ จัดทำแผนผังความคิดออกมาได้เป็นการช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย 9. การออกแบบวิจัยชั้นเรียน/การสร้างนวัตกรรม กำหนดปัญหาวิจัย ซึ่งเป็นปัญหาที่พบจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยตั้งปัญหารอบด้าน คือ ปัญหาจากผู้เรียน ปัญหาของครูผู้สอน ปัญหาของผู้บริหาร ปัญหาของผู้ปกครอง เป็นต้น 1. กำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องแก้ไข/ปรับปรุง


2. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับประเด็นปัญหา 3. วางแผนแนวทางการแก้ปัญหา 4. ปฏิบัติตามแผนที่ได้วางไว้ 5. สังเกตผลการดำเนินการ 6. สรุปผลและมาสะท้อนผลที่เกิดขึ้น 10. วิธีดำเนินการ การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มสาระภาษาไทย มีขั้นตอนการดำเนินการวิจัยดังนนี้ ขั้นที่ 1 การวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 11 ประชากรได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนเทศบาล ๑ (สังขวิทย์) จำนวน 3 ห้อง นักเรียน 86 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน เทศบาล ๑ (สังขวิทย์) ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยสุ่มห้องเรียนมาจำนวน 1 ห้องเรียน คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 นักเรียนจำนวน 26 คน มีการจัดห้องเรียนที่คละกลุ่ม เก่ง ปานกลาง และอ่อน 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตาม แนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ เป็น แบบทดสอบแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาตามขั้นตอนดังนี้ 1) ศึกษาเอกสาร ตำราเกี่ยวกับวิธีสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) จัดทำร่างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ 3) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพของ แบบทดสอบแต่ละข้อว่าสามารถวัดได้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ครอบคลุมเนื้อหาและตรงตาม จุดประสงค์ วิเคราะห์โดยการหาค่า IOC โดยใช้เกณฑ์กำหนดความคิดเห็นดังนี้ + 1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์วัดได้ตรงตามตัวชี้วัด 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์วัดได้ตรงตามตัวชี้วัด - 1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ไม่สามารถวัดได้ตรงตามตัวชี้วัด นำคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณค่าความสอดคล้องระหว่าง ข้อคำถามกับ ตัวชี้วัด จากสูตร (กองวิจัยทางการศึกษา, 2555 : 82) IOC = n R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์กับตัวชี้วัด R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ


n แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 4) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ คำนวณหาค่า IOC และคัดเลือกข้อสอบที่มีค่า IOC ตั้งแต่ .50 ขึ้นไป คงเหลือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ จัดพิมพ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใหม่ 5) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาปรับปรุง แก้ไขตามคำแนะนำของ ผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำไปทดสอบกับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 คน 6) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มาตรวจให้คะแนน ข้อที่ตอบถูกให้1 คะแนน ข้อที่ตอบผิดหรือไม่ตอบหรือตอบมากกว่า 1 ตัวเลือกให้0 คะแนน ผลการตรวจให้คะแนนของแบบทดสอบมา คำนวณหาค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบ โดย ใช้วิธี KR-20 ของ Kuder Richardson (สมนึก ภัททิยธนี, 2555 : 39) ผลการวิเคราะห์ได้ค่าความยากอยู่ ระหว่าง 0.20 – 0.81 และค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.21 – 0.84 7) จัดพิมพ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ผ่านการคัดเลือกแล้วนำไปทดสอบกับ นักเรียนกลุ่มเดิมจำนวน 30 คน เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า มี ความเชื่อมั่น 0.95 8) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพไปจัดพิมพ์ เพื่อ ใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป 2.2 การเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ กับเกณฑ์ร้อยละ 80 1) ศึกษาแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการทักษะการจัดการศึกษา ตามวิธีของ Best & Kahn (1998 : 247) และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 2) สร้างแบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ จำนวน 1 ฉบับ เป็นแบบทดสอบปรนัย แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 3) นำแบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ ที่สร้างขึ้นไปเสนอผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน (รายละเอียดผู้เชี่ยวชาญในภาคผนวก ก) ตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Content Validity) นำผลการ พิจารณาของผู้เชี่ยวชาญมาหาดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) โดยมี เกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1 ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0 เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน -1 4) การวิเคราะห์ข้อมูลความเหมาะสมสอดคล้องของแบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตามสูตร (กองวิจัยทางการศึกษา, 2555 : 82) IOC = n R เมื่อ IOC แทน ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบประเมินทักษะ R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ n แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 5) นำข้อมูลที่รวบรวมจากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่า IOC โดยใช้ดัชนี ความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence) ของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณค่าดัชนี ความ


สอดคล้องแล้วเลือกค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.60 ขึ้นไป ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่าง 0.60 - 1.00 คัดเลือกแบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ไว้จำนวน 20 ข้อ 6) นำแบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ มาปรับปรุง แก้ไขตามคำแนะนำของ ผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำไปทดสอบกับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 30 คน 7) นำแบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ มาตรวจให้คะแนน ข้อที่ตอบถูกให้1 คะแนน ข้อที่ตอบผิดหรือไม่ตอบหรือตอบมากกว่า 1 ตัวเลือกให้0 คะแนน ผลการตรวจให้คะแนนของแบบทดสอบมา คำนวณหาค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบ โดย ใช้วิธี KR-20 ของ Kuder Richardson (สมนึก ภัททิยธนี, 2555 : 39) ผลการวิเคราะห์ได้ค่าความยากอยู่ ระหว่าง 0.21 – 0.83 และค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.22 – 0.83 (รายละเอียดตารางที่ 30 ภาคผนวก จ) 8) จัดพิมพ์แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ ที่ผ่านการคัดเลือกแล้วนำไปทดสอบกับ นักเรียนกลุ่มเดิมจำนวน 30 คน เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ พบว่า มี ความเชื่อมั่น 0.90 2.3 แผนการจัดการเรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิต วิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ 1) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และกำหนด จุดประสงค์การเรียนรู้ โดยให้สอดคล้องกับคำอธิบายรายวิชาและตัวชี้วัดในหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียน เทศบาล ๑ (สังขวิทย์) ปรับปรุงพุทธศักราช 2563 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรียนรู้รูปแบบการ จัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนา ทักษะการคิดวิเคราะห์ 3) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถี ใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ 4) นำแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถี ใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญ พิจารณา ตรวจสอบ เสนอแนะ เพื่อปรับปรุงและแก้ไข ตามเกณฑ์ดังนี้ 5 หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสม มากที่สุด 4 หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสม มาก 3 หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสม ปานกลาง 2 หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสม น้อย 1 หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสม น้อยที่สุด 5) นำแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตาม แนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ที่สร้างขึ้น ให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ข้อคำถามในแบบประเมิน โดยให้พิจารณาลงความเห็นว่าข้อคำถามแต่ละข้อมีความเหมาะสม ความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับ ตัวชี้วัดโดยใช้เกณฑ์กำหนดความคิดเห็นดังนี้ คะแนน +1 = แน่ใจว่าข้อคำถามวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ คะแนน 0 = ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ คะแนน -1 = แน่ใจว่าข้อคำถามวัดได้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์


นำคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับ ตัวชี้วัด จากสูตร (กองวิจัยทางการศึกษา, 2555 : 82) IOC = n R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องของแบบประเมินความเหมาะสม R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ n แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 6) นำแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตาม แนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ที่ได้รับ การตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญคำนวณหาค่า IOC และคัดเลือกแบบประเมินความเหมาะสมที่มีค่า IOC ตั้งแต่ .50 ขึ้นไป 7) นำแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตาม แนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์สอบถาม ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน แล้วนำคะแนนจากแบบสอบถามมาคำนวณระดับความเหมาะสม กำหนดเกณฑ์การ แปลความหมายค่าเฉลี่ยดังนี้(บุญชม ศรีสะอาด, 2554 : 81) ค่าเฉลี่ย 4.51-5.00 แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสม มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51-4.50 แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสม มาก ค่าเฉลี่ย 2.51-3.50 แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสม ปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51-2.50 แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสม น้อย ค่าเฉลี่ย 1.00-1.50 แผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสม น้อยที่สุด นำผลการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่าเหมาะสมปรากฏว่าคู่มือ การใช้งาน รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิด เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ มีความเหมาะสมในระดับมาก ( = 4.41) สามารถนำไปใช้ในการจัดการ เรียนการสอนได้ 8) นำแผนการจัดการเรียนรู้รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถี ใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ที่ปรับปรุงแก้ไขตาม ข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญที่สมบูรณ์ไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 26 คน 3. ขั้นตอนในการดำเนินการทดลอง ผู้วิจัยได้นำรูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 26 คน มีเครื่องมือ ดังนี้ 3.1 รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 7 เรื่อง 1) เรื่อง เรียกชื่อคือคำนาม 2) เรื่อง คำสรรพนามสื่อสารแทนนาม 3) เรื่อง คำกริยาแสดงอาการ 4) เรื่องคำวิเศษณ์ขยายความ 5) เรื่อง แสดงความสัมพันธ์คำบุพบท 6) เรื่อง คำสันธานเชื่อมคำสัมพันธสาร 7) เรื่อง คำอุทานเปล่งความรู้สึก


3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ 3.3 แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ 4. วิธีการดำเนินการ 4.1 ผู้วิจัยนำรูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 26 คน 4.2 ศึกษารายละเอียดรูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้ เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ของแต่ละเรื่องให้เข้าใจโดยละเอียด 4.3 จัดเตรียม สื่อ วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการ จัดการเรียนรู้ให้ครบถ้วนเพื่อสะดวกในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีความสมบูรณ์ ตรงตามจุดประสงค์ 4.4 ทำการทดสอบก่อนเรียน (Pretest) นักเรียนกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 30 ข้อ ใช้เวลาในการดำเนินการ 1 ชั่วโมง 4.5 ดำเนินการทดลอง โดยเรียนรู้จากรูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิต วิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามขั้นตอนดังนี้ 1) ชี้แจงการใช้รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้ เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 โดยผู้วิจัยอธิบายจุดประสงค์การเรียนและประโยชน์ที่ได้จากการเรียน 2) ทดสอบย่อยก่อนเรียนแต่ละเล่ม 10 ข้อ 3) มอบหมายให้ศึกษาจากรูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เล่มที่ 1 ถึงเล่มที่ 7 ให้นักเรียนศึกษาด้วยตนเอง โดยครูมีหน้าที่คอยให้คำแนะนำและ ชี้แนะ แก่นักเรียนเมื่อนักเรียนประสบปัญหาในการเรียนรู้ด้วยตนเอง 4.6 หลังจากที่นักเรียนทำกิจกรรมเสร็จสิ้นในแต่ละเรื่อง นักเรียนทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียน (Posttest) นำคะแนนมาหาค่าประสิทธิภาพใช้เกณฑ์ 80/80 4.7 การเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์กับเกณฑ์ร้อยละ 80 4.8 สอบถามความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 11. ผลการวิจัยชั้นเรียน/การสร้างหรือพัฒนานวัตกรรม 1. ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 การประเมินความเหมาะสมของของรูปแบบการจัดการเรียน ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และการ ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผัง ความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ ไปทดลองภาคสนามกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 26 คน ได้ค่าประสิทธิภาพ 80.92/81.22 ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด คือ 80/80


2. ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 2.1 การทดสอบหาค่าประสิทธิภาพขั้นทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่า รูปแบบการจัดการเรียน หลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีผลการประเมินด้านกระบวนการ (E1) และ ผลการประเมินของผลลัพธ์ (E2) ได้ค่าประสิทธิภาพ 83.92/84.36 2.2 การหาประสิทธิภาพรูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้ เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 แยกเป็นรายเล่ม เล่มที่ 1 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 83.46/81.50 เล่มที่ 2 มีค่า ประสิทธิภาพเท่ากับ 84.62/83.50 เล่มที่ 3 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 84.81/84.50 เล่มที่ 4 มีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.04/81.90 เล่มที่ 5 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 83.75/82.30 เล่มที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 84.13/86.20 เล่มที่ 7 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 83.75/82.30 2.3 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียน หลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 11.81 และ หลังเรียนเท่ากับ 25.31 และเมื่อนำเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2.4 การเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ กับเกณฑ์ร้อยละ 80 พบว่า คะแนนการทดสอบ หลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเฉลี่ย = 24.19, S.D. = 1.41 และคิดเป็นร้อยละ 80.64 และ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์ร้อยละ 80 พบว่า ทักษะการคิดวิเคราะห์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าเกณฑ์80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3 การประเมินผลรูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 การประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนหลักภาษาไทยตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ โดยใช้เทคนิค 5W1H ร่วมกับแผนผังความคิดเพื่อพัฒนาทักษะ การคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( = 4.42, S.D. = 0.72) โดยมีค่าเฉลี่ยความ พึงพอใจของนักเรียนอยู่ระหว่าง 4.17 - 4.75 12. การเผยแพร่วิจัยชั้นเรียน/การสร้างนวัตกรรม มีการเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมไปในโรงเรียนในกลุ่มเทศบาลนครตรังและโรงเรียนใกล้เคียง ในจังหวัดตรัง


สมาชิกกลุ่ม ลงชื่อ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 13. 14. นางปิตุพิมพ์ วัลแอ นางอารี แตะแอ นายกิตติ์ธเนศ ล้ำเลิศอภิกิตติ์ นางกัญญาพัชญ์ พรมเขต นางอรอุมา เปาลิวัฒน์ นางวัชรี เหลืออ้น นางศิริพร แก้วเพ็ง นางวรานนท์ ศรีประสิทธิ์ นางวิยะดา แสงสีจันทร์ นางอุดมพร ทองจีน นางสาวอารี แป้นไทย นายยุทธศักดิ์ ชัยแก้ว นายมานิตย์ เพียรศรีวัชรา นายส่งศักดิ์ ศรีกระจ่าง administrator ฝ่ายวิชาการ (Mentor) ผู้เชี่ยวชาญ (Expert) ครูผู้สอน (Model Teacher) ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ครูร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ลงชื่อ....................................................... (นายกำธร ไตรบุญ) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา


ประมวลภาพ กิจกรรม PLC ของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ –๖ “กล ่ ุ มพฒ ั นาท ั กษะการอ ่ านส ่ ู การคด ิ” วิเคราะห์


ประชุมกลุ่ม PLC พัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์


ประชุมกลุ่ม PLC พัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์


การสังเกตการทดลองใช้รูปแบบกิจกรรม ของกลุ่ม PLC พัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์


การทดลองใช้รูปแบบกิจกรรม ของกลุ่มPLCพัฒนาทักษะการอ่านสู่การคิดวิเคราะห์


Click to View FlipBook Version