หนังสอื ประกอบการเรียนการสอน
เรื่อง กระบกี่ ระบอง
อาจารยเสพ) นรี อวฒั น) ชลเจรญิ นายนปารจยเัดมสทรุศิยำรโะ/ ดภฉยมู มิ ี 6ด1ี E6118E9108292026
หนังสือเรียนเลม5 นี้เปน9 ส5วนหน่ึงของวชิ าสขุ ศึกษาและพลศกึ ษา
ทกั ษะและการสอนกระบี่กระบอง
รหสั วิชา 1102226
ภาคเรยี นที่ 1 ปกL ารศึกษา 2563
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสงขลา
- 2 -
หนังสอื ประกอบการเรียนการสอน
เรอ่ื ง กระบี่กระบอง
จดั ทำโดย
นายปรเมศร/ ภูมี 61E189022
นายสุรยิ ะ ฉิมดี 61E189026
เสนอ
อาจารย)พรี วัฒน) ชลเจรญิ
หนงั สอื เรยี นเลม5 นเี้ ปน9 สว5 นหน่งึ ของวชิ าสขุ ศึกษาและพลศกึ ษา
ทกั ษะและการสอนกระบ่ีกระบอง
รหสั วชิ า 1102226
ภาคเรยี นที่ 1 ปLการศึกษา 2563
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสงขลา
- 2 -
สารบัญ - 3 -
เรอ่ื ง หน9า
ประวตั กิ ระบีก่ ระบอง 4
ประวัติกระบกี่ ระบองของไทย 5-9
เคร่ืองดนตรีประกอบการเล5นกระบ่กี ระบอง 10
ประโยชนRของเครอ่ื งดนตรปี ระกอบการเล5น 11
พรมน่งั – พรมยืน 12
12-13
- พรมนั่ง 14-16
- พรมยนื 17
12 ไมรT ำ 17-18
- ไมร8 ำที่ 1 ลอยชาย 19-20
- ไมร8 ำที่ 2 ควงทัดหู 21-22
- ไม8รำท่ี 3 เหนบ็ ข8าง 23-24
- ไม8รำที่ 4 ตั้งศอก 25-28
- ไม8รำท่ี 5 จว8 งหน8าจ8วงหลัง 29-30
- ไมร8 ำที่ 6 ปกหน8าปกหลงั 31-32
- ไม8รำที่ 7 ทาO ยักษQ 33-35
- ไม8รำที่ 8 สอยดาว 36-37
- ไม8รำท่ี 9 ควงแตะ 38-39
- ไมร8 ำที่ 10 หนมุ านแหวกฟองนำ้ 40
- ไม8รำที่ 11 ลดลอO 41-42
- ไมร8 ำท่ี 12 เชิญเทยี น 43-45
ลำดับข้ันตอนในการแสดงกระบก่ี ระบอง 46
บรรณานุกรม
- 3 -
- 4 -
ประวัตกิ ระบ+กี ระบอง
มนษุ ย์เป็นสตั ว์ท1ีออ่ นแอ ธรรมชาตไิ มไ่ ด้ให้อาวธุ สาํ หรับการปอ้ งกนั ตวั มาแตก่ ําเนิด เหมือนอยา่ งสตั ว์อื1น
ทงัD หลาย ซงึ1 สตั ว์เหลา่ นนัD จะมีเขียD ว เลบ็ งา เขา ความสามารถในการดม กลน1ิ ตลอดจนความวอ่ งไวและอ1ืน ๆ เป็น
เคร1ืองมือในการหาอาหารและปอ้ งกนั ตวั แตร่ ่างกาย ของมนษุ ย์ได้รับการพฒั นาขนึ D มาจนได้ระดบั ท1ีพอดี
เหนือกวา่ สตั ว์ทว1ั ๆ ไป และท1ีสาํ คญั ท1ีสดุ คือ มนษุ ย์มีมนั สมองมากกวา่ สตั ว์อ1ืนทงัD หมดจงึ ทําให้อยรู่ อดได้ ดงั จะ
เหน็ วา่ มนษุ ย์สามารถ สร้างภาษาพดู มีความจําท1ีดี รู้จกั ดดั แปลงธรรมชาตใิ ห้เป็นประโยชน์ รู้จกั ทําการเพาะปลกู
และใช้อาวธุ ลา่ สตั ว์ แตอ่ าวธุ ของชนแตล่ ะหมเู่ หลา่ ยอ่ มแตกตา่ งกนั ออกไปตามสภาพแวดล้อม และวสั ดทุ 1ี
เอือD อํานวย เชน่ บางพวกรู้จกั ใช้ก้อนหินและไม้ บางพวกรู้จกั ใช้โลหะ เป็นต้น
นอกจากนียD งั มีภยั อีกหลายอยา่ งท1ีมนษุ ย์ต้องเผชิญ และตอ่ ส้เู พ1ือความอยรู่ อดกบั ภยั ดงั นี D
- ภยั ธรรมชาติ ซง1ึ เกิดจาก นําD ทว่ ม แผน่ ดนิ ไหว ไฟไหม้ ฯลฯ
- ภยั จากสตั ว์ร้าย ซง1ึ เกิดจาก เสอื หมี แรด ฯลฯ
- ภยั จากมนษุ ย์ด้วยกนั เอง มนษุ ย์เรามกั จะตอ่ ส้กู นั เพ1ือแยง่ อาหารท1ีอยู่ อาศยั ดนิ แดน และแยง่ ชิงความเป็นใหญ่
จากภยั ตา่ ง ๆ ที1กลา่ วมาทําให้มนษุ ย์เริ1มรู้จกั ใช้อาวธุ เพ1ือการปอ้ งกนั ตวั และทําลาย ด้วย การผลติ อาวธุ ใหม่
ๆ ทกุ ครังD ได้เพิ1มประสทิ ธิภาพของการทําลายให้มากขนึ D ๆ โดยเร1ิมจากการใช้ ไม้และก้อนหินขว้างปากนั ซงึ1 ทําให้มี
คนตายและบาดเจ็บเพียงเลก็ น้อยเทา่ นนัD ก็ได้เปลย1ี นไป เป็นการใช้ ธนู ดาบ ปืน จนในท1ีสดุ ใช้ระเบดิ และระเบดิ
ปรมาณู ซงึ1 มีอานภุ าพในการทําลายมหาศาล
- 4 -
- 5 -
ประวัตกิ ระบ,กี ระบองของไทย
สมยั ก่อน การรบแตล่ ะครังD มนษุ ย์จะยกพวกเข้าตะลมุ บอนกนั อาวธุ ที1ใช้จงึ เป็นพวกที1 ใช้ในระยะใกล้ประชิดตวั
ของไทยเราก็รู้จกั ใช้กระบ1ีกระบองเป็นอาวธุ และในยามบ้านเมืองสงบก็ใช้การตีกระบี1กระบองเป็นการกีฬาเพื1อ
ออกกําลงั และฝึกฝนความแข็งแกร่ง เพ1ือเตรียม พร้อมเสมอที1จะรับศกึ กระบี1กระบองเป็นกีฬาที1เหมาะท1ีสดุ ในการ
ซ้อมรบ เพราะคล้ายกบั การ รบจําลอง วสั ดกุ ็หางา่ ย คือ เอาหวายมาทําเป็นกระบี1 ดาบ ง้าว ฯลฯ เอาหนงั หรือ
หวายมา ทําเป็นโลห่ ์ เขน ดงัD ฯลฯ แล้วก็มาตีกนั เลน่ หรือแขง่ ขนั กนั เป็นคู่ ๆ ดจุ จะส้รู บกนั ในสนามรบ ตวั ตอ่ ตวั
เป็นการฝึกหดั รุกและรับไปในตวั ฝ่ายใดพลาดทา่ เสยี ทีก็เจ็บตวั เพราะผ้เู ลน่ มิได้ สวมเกราะปอ้ งกนั ตวั จงึ เป็นกีฬา
ท1ีฝึกกายและใจอยา่ งดีเลศิ
ในการฝึ กนีจ) ะยดึ หลัก 3 ประการ คือ
1. อบรมจิตใจให้กล้าหาญอยเู่ สมอ ไมค่ ร1ันคร้ามตอ่ ภยนั ตรายทงัD ปวง
2. บํารุงกายบํารุงใจให้แข็งแกร่งมน1ั คงอยเู่ สมอ พร้อมท1ีจะเผชิญตอ่ ความยากลาํ บาก อนั เกี1ยวกบั การรบได้ทกุ เมื1อ
3. อบรมและฝึกฝนตนให้แมน่ ยําชํานาญในวิทยาการอนั เกี1ยวกบั การรบโดยเฉพาะ
เม1ือกลา่ วถงึ ชาตไิ ทยของเรา เป็นชนชาตทิ 1ีมีการตอ่ สู้ ศกึ สงครามเพื1อปอ้ งกนั ประเทศ รักษาความเป็นเอกราช
ของแผน่ ดนิ ท1ียาวนานชนชาตหิ นงึ1 คนไทยในยคุ แรก ๆ ท1ีเร1ิมก่อตงัD แผน่ ดนิ สวุ รรณภมู ิแหลมทองมาจนถงึ ยคุ
รัตนโกสนิ ทร์ บรรพบรุ ุษในยคุ ดงั กลา่ วได้อาศยั สตปิ ัญญา ความกล้าหาญ และใช้อาวธุ นานาชนิดท1ีมีอยใู่ นท้องถิ1น
และกองทพั เข้าตอ่ ส้ปู อ้ งกนั มาโดยตลอด เริ1มจากกรุงสโุ ขทยั กรุงศรีอยธุ ยา กรุงธนบรุ ี และ กรุงรัตนโกสนิ ทร์
ชาติไทยเป็นชาตทิ 1ีรักสงบมากกวา่ ท1ีจะคดิ เบียดเบียนใคร ความที1เป็นชาตทิ 1ีรักสงบจงึ มกั ถกู รังแกอยเู่ ร1ือย ๆ
ด้วยเหตนุ ีเDองทําให้ผ้คู นในชาตสิ มยั ก่อนต้องดนิ D รนชว่ ยตวั เองทงัD ชายและหญิง บรรดาทหารกล้าตลอดจนชาวบ้าน
ตา่ งฝึกฝน เสาะหาเรียนวิชาฟันดาบ และการตอ่ ส้ดู ้วยอาวธุ นานาชนิด จงึ เกิดมีการฝึกซ้อมอยเู่ ป็นประจํา จนถงึ
ขนัD ประลองฝีมือ
- 5 -
- 6 -
ในสมยั ก่อน การประลองแบบแรกเป็นเรื1องจริงจงั อาศยั หลกั วิชาการตอ่ ส้เู ป็นหลกั จงึ มีคนนิยมเป็นอยา่ งมาก ยิ1ง
ถ้าประลองกบั ชาวตา่ งชาติ หรือชาวตะวนั ตกท1ีใช้อาวธุ ของเขาเป็นหลกั ก็ยิ1งทําให้เป็นท1ีสนใจมากขนึ D (ในสมยั
สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช ก็ยงั มีการประลองมวย และการตอ่ ส้ดู ้วยอาวธุ หน้าพระที1นงั1 เหมือนกนั ) และแบบท1ี
สอง เป็นพฒั นาการเลน่ ด้วยการแสดง ทําเลยี นแบบ นดั แนะลกู ไม้ แตไ่ มม่ ีอนั ตรายใด ๆ นอกจากบาดเจ็บเมื1อ
พลาดพลงัD ในบางครังD ซงึ1 มีคนนิยมดมู ากขนึ D เชน่ กนั
เม1ือถงึ สมยั รัตนโกสนิ ทร์ตอนต้น รัชกาลที1 1 – 2 มกั จะเรียกวา่ การประลอง
ดาบ การประลองหอก การประลองยิงธนู เป็นต้น และเรียกบรรดาผ้คู นท1ีมีวิชา
ความรู้เรื1องฟันดาบวา่ นกั ดาบ นําหน้าสาํ นกั หรือหมบู่ ้านชมุ ชนนนัD ๆ เชน่ นกั ดาบ
จากบ้าบางระจนั นกั ดาบจากกรุงศรีอยธุ ยา นกั ดาบจากพกุ าม ทหารจากพมา่ ลาว
เขมร แตจ่ ะไมม่ ีใคร เรียกวา่ นกั กระบี1กระบอง เพราะคําวา่ กระบ1ีกระบอง เกิดหลงั
รัชสมยั ของรัชกาลที1 1 แหง่ กรุงรัตนโกสนิ ทร์
กระบ1ีกระบองนีเDป็นท1ีสนใจมากในหมผู่ ้ชู ายไทย ทงัD ในราชสาํ นกั และสามญั ชน ตามท1ีกลา่ วไปบ้างแล้วใน
ข้างต้น ดงั จะ เหน็ ได้จากในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั (รัชกาลที1 4) ทรงโปรดกระบ1ีกระบองเป็น
พิเศษ ทรงเคยศกึ ษาวิชามวยและวิชากระบี1กระบอง ฟันดาบกบั หลวงมล โยธานโุ ยค ในรัชกาลของพระองค์ จงึ
โปรดให้มีการตีกระบ1ีกระบอง และชกมวยไทยหน้าพระที1นง1ั ในงานสมโภชอยเู่ นือง ๆ และโปรดเสดจ็ ทอดพระเนตร
และพระราชทานรางวลั แกผ่ ้ทู 1ีรู้จกั กนั มากมายในกรุง ทําให้กระบี1กระบองมีกนั ดาษดื1นและมีมากคณะด้วยกนั
นอกจากนีสD มเดจ็ พระเจ้าลกู เธอหลายพระองค์ ด้วยกนั ทรงหดั กระบี1กระบองจนครบวง ในปีขาล พทุ ธศกั ราช 2409
เป็นปีท1ีกําหนดให้ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั (รัชกาลท1ี 5) ทรงผนวชเป็นสามเณรตามราช
ประเพณี ครันD เมื1อทรงผนวชแล้ว โปรดให้สมเดจ็ พระเจ้าลกู ยาเธอ แตพ่ ระองค์อยา่ งราชกมุ าร ซงึ1 เลน่ กระบี1กระบอง
เป็นการสมโภชที1หน้าพระอโุ บสถวดั พระศรีรัตนศาสดาราม เจ้านายที1ทรงกระบ1ีกระบองในครังD นนัD คือ
คู่ท:ี 1 กระบ:ี
เจ้าฟา้ จาตรุ นตรัศมี (สมเดจ็ เจ้าฟา้ กรมพระจกั รพรรดพิ งศ์) พระองค์เจ้ากมลาศเลอสรร (กรมหมื1นราชศกั ดสิ โมสร)
พระองค์เจ้าคคั นางคยคุ ล (กรมหลวงพิชิตปรีชากร)
คู่ท:ี 2 พลอง
พระองค์เจ้าทวีถวลั ยลาภ (กรมหมื1นภธู เรศธํารงศกั ด)hิ
พระองค์เจ้าสขุ สวสั ดิh (กรมหลวงอดศิ รอดุ มเดช)
คู่ท:ี 3 จ้าว
พระองค์เจ้าทองกองก้อนใหญ่ (กรมหลวงประจกั ษ์ศลิ ปาคม)
พระองค์เจ้าอนุ ากรรณอนนั ตนรชยั
คู่ท:ี 4 ดาบสองมือ
พระองค์เจ้าชมุ พลรัชสมโภช (กรมหลวงสรรพสทิ ธิประสงค์)
- 6 -
- 7 -
การเลน่ กระบี1กระบองในสมยั รัชกาลนี Dเลน่ กนั แพร่หลายมากทงัD ในงานโกนจกุ งานบวชนาค งานทอดกฐิน
ทาน งานทอดผ้าป่า ฯลฯ
ครังD ถงึ สมยั พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยหู่ วั (รัชกาลท1ี 6) ถงึ แม้วา่ พระองค์จะทรงสนพระทยั ใน
วิชานาฏศลิ ป์ และทรงเข้าพระทยั ในศลิ ปของวิชากระบ1ีกระบองก็ตาม แตก่ ็ไมท่ รงโปรดปราน มากเทา่ กบั พระราช
บดิ าของพระองค์ดงั นนัD ความนิยมในการเลน่ กระบี1กระบองจงึ เริ1มลดลง แตถ่ งึ กระนนัD ก็ยงั มีการจดั กีฬาชนิดนีขD นึ D
ถวายเพ1ือให้ทอดพระเนตรบ้างเป็นครังD คราว เชน่ ในปีพทุ ธศกั ราช 2460 กบั 2462 กระทรวงศกึ ษาธิการได้จดั การ
แสดงกระบ1ีกระบองขนึ D ถวายทอดพระเนตร ท1ีสนามหน้าสามคั ยาจารยสมาคม เนื1องในงานกรีฑาประจําปี
ครันD มาในสมยั รัชกาลพระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยหู่ วั (รัชกาลท1ี 7) กระบี1กระบองคอ่ ย ๆ หมดไป ๆ
จนเกือบจะหาดไู มค่ อ่ ยได้ นบั วนั แตจ่ ะสญู สนิ D ไปทกุ ที
อนงึ1 นบั แตป่ ระเทศไทยได้เปลย1ี นแปลงการปกครองจากระบอบเก่ามาเป็นระบอบประชาธิปไตยเม1ือปี
2475 รัฐบาลได้พยายามฟื นD ฟปู ระเพณีโดยจดั ให้มีงานฉลองวนั ขนึ D ปีใหมอ่ ยา่ งครึกครืนD กระบ1ีกระบองก็ได้ถกู ฟื นD ฟู
ขนึ D มาอีกครังD หนงึ1 โดยได้จดั ให้มีการแสดง ขนึ D ที1สนามหลวงเป็นครังD แรกเม1ือ พ.ศ. 2482 ปรากฏวา่ ประชาชนให้
ความสนใจเป็นอยา่ งมาก จนกระทง1ั ปี 2484 ได้มงุ่ ฟื นD ฟกู ีฬาประเภทนีอD ยา่ งแท้จริง ปรากฏวา่ มีจํานวนคณะกระบี1
กระบอง เพ1ิมขนึ D มาก
วิชากระบ1ีกระบอง ได้ถกู นํามาทดลองสอน นกั เรียนพลศกึ ษากลาง ขนึ D เป็นครังD แรกเมื1อปี พ.ศ. 2478 โดย
ขณะนนัD อาจารย์ นาค เทพหสั ดนิ ณ อยธุ ยา ผ้มู ีความสนใจและมีความรู้ทางด้านนีมD ากคนหนงึ1 เป็นอาจารย์ใหญ่
ของโรงเรียนพลศกึ ษากลาง ได้ทดลองสอนอยู่ 1 ปี ได้ผลเป็นที1พงึ พอใจของทา่ นผ้ใู หญ่ จงึ ได้กําหนดวิชากระบ1ี
กระบองเข้าไว้ในหลกั สตู รของประโยคผ้สู อนพลศกึ ษา เมื1อปี 2479 พวกนกั เรียนที1จบไปก็ได้รับราชการเป็นครูสอน
วชิ าพลศกึ ษาตามจงั หวดั ตา่ ง ๆ ได้นําวชิ านีไD ปเผยแพร่ ปรากฏวา่ ประชาชนคนไทยได้ให้ความสนใจในวิชาศลิ ปะ
ของชาตชิ นิดนีมD าก
- 7 -
- 8 -
บรมครูแห่งวชิ ากระบ2กี ระบอง
เมื1อมาถงึ พ.ศ.2518 กระทรวงศกึ ษาธิการได้ประกาศใช้หลกั สตู รประโยคมธั ยมศกึ ษาตอนปลายใหม่ และได้
มีการกําหนดให้วิชากระบี1กระบองเป็นสว่ นหนงึ1 ของวิชาพลศกึ ษา ในรายวิชาบงั คบั ในระดบั มธั ยมศกึ ษาปีท1ี 4
และตอ่ มาในปี พ.ศ.2521 กระทรวงศกึ ษาฯได้ประกาศหลกั สตู รมธั ยมศกึ ษาตอนต้นตามแนวแผนการศกึ ษา
แหง่ ชาติ พทุ ธศกั ราช 2520 และได้กําหนดวิชากระบ1ี 1 เป็นวิชาบงั คบั เรียนในชนัD มธั ยมศกึ ษาปีที1 2 นบั แตน่ นัD มา
ท,มี าของคาํ ว่า กระบ,กี ระบอง
คําวา่ กระบี1กระบอง มีคํากลา่ วถงึ ท1ีมาของคํานีอD ยหู่ ลายประการ แตย่ งั มีเหตผุ ลท1ีนา่ คดิ และนา่ เช1ือถือได้อีก
ประการหนงึ1 กลา่ วคือ เรื1องรามเกียรติh
กระบ:ี หมายถงึ หวั หน้าฝ่ายลงิ (หนมุ าน) ถือตรีหรือสามงา่ มสนัD ๆ เป็นอาวธุ ลงิ รูปร่างเลก็ เคลอ1ื นไหวเร็ว
แคลว่ คลอ่ งวอ่ งไว ลกู น้องพลลงิ ทงัD หลายบางตวั ก็ใช้พระขรรค์เป็นอาวธุ
- 8 -
- 9 -
กระบอง หมายถงึ พวกยกั ษ์ที1พกกระบองเป็นอาวธุ ยกั ษ์มีรูปร่างใหญ่โต เคลอื1 นไหวช้าเพราะฉะนนัI การจดั
ระเบียบเรียกแยกประเภท อาวธุ ที1ใช้แสดงตอ่ ส้ปู อ้ งกนั ตวั นา่ จะมาจากการแยกฝ่ายยกั ษ์และลงิ โดย ถือวา่ ลงิ รูปร่างเลก็
และผ้พู ากย์โขนมกั เรียกขนานนามวา่ ขนุ กระบี1 ซง1ึ หมายถงึ หนมุ านหวั หน้าลงิ ซงึ1 มีตรีหรือสามงา่ มสนัI พกเป็นอาวธุ ประจํา
กาย และพลลงิ ตวั อ1ืน ๆ พกอาวธุ สนัI เชน่ พระขรรค์ เป็นต้น
ฉะนนัI คําวา่ กระบ1ี จงึ ถกู นํามาเป็นคําเรียกแยกให้รู้วา่ อาวธุ สนัI ทงัI หลายจะรวมเรียกวา่ กระบี1 ซงึ1 มี ดาบ โล่ ดงัI เขน
ไม้ศอกสนัI มีดสนัI พระขรรค์ เคียว ขวาน ตรี สามงา่ มสนัI และ สโี หล
สว่ น กระบอง มาจาก ยกั ษ์ ท1ีถือกระบองเป็นอาวธุ ยกั ษ์รูปร่างใหญ่โตและ การเคลอื1 นไหวไมไ่ วเทา่ ลงิ อาวธุ นีจI งึ ถกู จดั
เรียกวา่ กระบอง ไมว่ า่ สนัI หรือยาวเป็นหวั หน้า ให้ความหมายรวมเป็นของยาวทงัI มวล ถ้าพดู ตามความ จริงแล้วการ
เคลอื1 นไหวการตอ่ ส้จู ะทําได้ดีซงึ1 สว่ นมากจะเป็นวงนอก สว่ นของสนัI จะทําได้ทงัI วงนอกและวงใน ฉะนนัI คําวา่ กระบอง จงึ
ถกู แยกเรียกเป็นที1รวมของอาวธุ ยาวท1ีใช้แสดงทงัI หมด เชน่ พลอง กระบอง ง้าวทกุ ชนิด โตมร ทวน หอก เป็นต้น การเรียก
กระบ1ีกระบองยงั มีหลกั ฐานให้เหน็ ชดั ในเรื1องอาวธุ ท1ีนิยมใช้แสดงและเลน่ กนั คือ คขู่ องไม้ศอกสนัI กบั
- 9 -
- 10 -
เคร,ืองดนตรีประกอบการเล่นกระบ,กี ระบอง
การมีเครื1องดนตรีประกอบการแสดงกระบี1กระบองและมวยไทยนี Iเราได้รับอิทธิพลมาจากพวกแขกชวา โดยพวกแขก
ชวาจะใช้เครื1องดนตรีบรรเลงประกอบการเลน่ กริช หอกซดั และมวย เครื1องดนตรีท1ีใช้ก็มี “ปีชวาและกลองแขก” เทา่ นนัI
เมื1อไทยเราเหน็ ดีจงึ นํามาใช้บ้าง แตไ่ ด้เพิ1มนิ1งเข้าไป ซง1ึ ชว่ ยให้ดนตรีฟังสนกุ สนานและเร้าใจขนึ I ฉะนนัI เครื1องดนตรี
ประกอบการเลน่ กระบ1ีกระบองทงัI หมดจงึ มี
1.ป,ี ชวา
2. กลองแขกตวั ผู้ (เสียงสูง)
3. กลองแขกตวั เมีย (เสียงต,าํ )
4. ฉ,ิงจบั จงั หวะ
- 10 -
- 11 -
ประโยชน์ของเคร2ืองดนตรีประกอบการเล่น
1. เพิ1มความสนกุ สนานครึกครืนI ให้แก่ทงัI ผ้เู ลน่ และคนดู นบั ตงัI แตเ่ ร1ิมโหมโรง จะ ทําให้ผ้เู ลน่ มีความกระปรีกI ระเปร่าและมี
กําลงั ใจ ผ้ดู กู ็กระตือรือร้นอยากจะดู และในขณะมี การแสดงดนตรีประกอบ จะชว่ ยเพ1ิมรสชาตใิ ห้สนกุ ย1ิงขนึ I
2. ปีกลองจะชว่ ยปลกุ ใจผ้เู ลน่ ในเวลารํากลองจะโยนหา่ ง ๆ แตเ่ มื1อเข้าตีกบั กลอง จะเร่งจงั หวะให้ถเข้า หนนุ ให้ผ้เู ลน่ เกิด
ความกล้าหาญมากขนึ I
3. ปีกลองใช้ประกอบการรํา การรํานนัI ถือเป็นศลิ ปะชินI สาํ คญั ของวิชานี Iผ้รู ําจะต้องทําให้สวยและถกู ต้องตามแบบแผน
เม1ือมีเคร1ืองดนตรีเข้าประกอบให้จงั หวะ ผ้รู ําก็จะรํา ได้ถกู ต้องและสวยงาม
การบรรเลง
ปีชวา กลองแขก ก็เป็นศลิ ปะอยา่ งหนงึ1 กลา่ วคือ การบรรเลงเพลงต้องให้เหมาะกบั ชว่ งเวลาและอาวธุ เพลงท1ีจะใช้
บรรเลงก็ต้องเลอื กให้เหมาะกบั การแสดง ซงึ1 ตามนิยมแล้ว ต้องแยกบรรเลงเป็น 3 ตอนดงั นีคI ือ
1. บรรเลงประกอบการไหว้ครู ซง1ึ เป็นประเพณีที1นิยมกนั ผ้ทู ี1เป็นหวั หน้าจะต้อง นําดอกไม้ธปู เทียนขนึ I ทําการ
สกั การะบชู าอาจารย์กระบ1ีกระบองหน้าเครื1องไม้ซงึ1 มีผ้แู สดงล้วน แตเ่ ป็นศษิ ย์ห้อมล้อมอยู่ ปีกลองท1ีบรรเลงประกอบตอนนี I
จะใช้เพลง ชมสมทุ ร เพลงโฉลก เพลงเกาะ หรือเพลงระกําก็ได้
2. โหมโรง หลงั จากพิธีไหว้ครูแล้วจะต้องมีการโหมโรง เพลงท1ีใช้ก็มี แขกโอด สารถี เยี1ยมวิมาน แขกไทร หรือเพลง
สองชนัI อื1น ๆ ก็ได้
3. บรรเลงประกอบการรํา การรําอาวธุ แตล่ ะชนิดนีใI ช้เพลงบรรเลงประกอบตา่ ง กนั ออกไป เชน่ รํากระบี1ใช้เพลงกระบ1ี
ลนิ I ลา รําดาบสองมือใช้เพลงจําปาทองเทศหรือของ ทรงเคร1ือง รําง้าวใช้เพลงขนึ I มา รําพลองใช้เพลงลงสรงหรือขนึ I
พลบั พลา สาบานใช้เพลงฝร1ัง รําเท้าหรือกราวนอก เป็นต้น
- 11 -
- 12 -
พรมน,ัง - พรมยืน
การขนึ@ พรหมน,ัง
พรหมนง1ั ให้นง1ั หนั ขวาเข้าหาคนู่ ง1ั พรหมยืน
จงั หวะท:ี 1 กระบ1ีวางด้านข้างกายทางซ้ายประณมมือ ถวายบงั คม 3 ครังD ประณมมือวนั ทา แล้วหยิบกระบ1ี
จงั หวะท:ี 2 ยกกระบ1ีข้ามศีรษะจดั อยรู่ ะดบั เอวขวาศอกแนบชิดลาํ ตวั เป็นมมุ ฉาก
จงั หวะท:ี 3 พร้อมเข้าขวาตงัD มือซ้ายจีบอก
จงั หวะท:ี 4 เปลยี1 นเขา่ ตงัD เขา่ ซ้าย โล้ตวั ไปข้างหน้า รําหน้าหลงั จากนนัD มือจีบอกกระบ1ีอยขู่ ้างเอวซ้าย
- 12 -
- 13 -
จงั หวะท:ี 5 หมนุ 180 องศาทางขวา กระบ1ีอยทู่ 1ีเอวซ้าย รําข้าง เปลยี1 นเขา่ ตงัD เขา่ ซ้ายพร้อมวาดกระบี1
ออกนง1ั คมุ รํา
จงั หวะท:ี 6 โล้ตวั ไปด้านหน้ารําหน้ากระบี1อยทู่ 1ีเอวซ้าย หนั ทางขวา 90 องศา กระบี1อยทู่ 1ีเอวซ้ายรําข้างกระบี1
ทา่ คมุ รํา
จงั หวะท:ี 7 เปลยี1 นเขา่ ตงัD เขา่ ซ้ายโล้ตวั ไปด้านหน้าวาดกระบ1ีไว้ข้างเอวซ้าย ตงัD ขาขวาลกุ ขนึ D ยืน
จงั หวะที1 p ลากเท้าซ้ายชิดเท้าขวา ยกเท้าขวา รําหน้า กระบ1ีวาดออกพร้อมตงัD ขาขวายืนทา่ คมุ รํา (จะหนั หน้าเข้า
หาคตู่ อ่ ส้)ู
- 13 -
- 14 -
การขนึ@ พรหมยนื
พรหมยืนให้หนั หน้าเข้าหาคพู่ รหมนงั1 วางกระบี1ปลายชีไD ปข้างหน้าหา่ งกง1ึ กลางเขา่ ทงัD สองพอประมาณ
จงั หวะท:ี 1 ประณมมือ ถวายบงั คม 3 ครังD
จงั หวะท:ี 2 ประณมมือ วนั ทา แล้วหยิบกระบ1ีทดั หเู ฉียง 45 องศา ตงัD เขา่ ซ้าย
จงั หวะท:ี 3 จ้วงกระบี1ด้านหน้า ลกุ ขนึ D ยืนหนั ทางขวา 90 องศา หงายมือโกร่งอยดู่ ้านบนกระบี1
เฉียง 45 องศารําข้างเสมอควิ D
จงั หวะท:ี 4 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า เปลยี1 นกระบ1ีทดั หู ลากเท้าขวาไปข้างหน้า
- 14 -
- 15 -
ยกเข้าซ้ายวางเข้าซ้ายเดนิ ไปด้านหน้า เปลยี1 นหงายกระบี1เฉียง 45 องศา
จงั หวะท:ี 5 เท้าซ้ายชิดเท้าขวา ยกเขา่ ขวา รําข้างเสมอควิ D วางเท้าขวา หมนุ 180 องศา บดิ ตวั ทางซ้ายกระบี1ทดั หู
จงั หวะที1 6 ลากเท้าขวาชิดเท้าซ้ายยกเขา่ ซ้ายจ้วงกระบี1พร้อมก้าวเท้าขวาหงายกระบี1 45 องศา
จงั หวะท:ี 7 ลากเท้าซ้ายชิดเท้าขวายกเท้าขวารําข้างเสมอคิวD วางเท้าขวามาทางด้านขวาหนั หน้าไปทางซ้ายมือ 90 องศา
ทา่ ทดั หู
- 15 -
- 16 -
จงั หวะท:ี 8 ลากเท้าขวาชิดเท้าซ้าย ยกเขา่ ซ้าย จ้วงกระบ1ี พร้อมวางเท้าซ้ายแล้วก้าวเท้าขวาหงายกระบี1 45 องศา
จงั หวะท:ี 9 ลากเท้าซ้ายชิดเท้าขวา ยกเขา่ ขวารําข้างเสมอควิ D วางเท้าขวา หมนุ 180 องศา บดิ ตวั ทางซ้ายกระบ1ีทดั หู
จงั หวะท:ี 10 ลากเท้าขวาชิดเท้าซ้ายยกเขา่ ซ้าย จ้วงกระบี1พร้อมวางเท้าซ้าย และก้าวเท้าขวา หงายกระบ1ี 45 องศา
จงั หวะท:ี 11 ลากเท้าซ้ายชิดเท้าขวายกเขา่ ขวา รําข้างเสมอควิ D ควง 2 รอบ ยืนคมุ รํา
- 16 -
- 17 -
12 ไม้รํากระบ,กี ระบอง
ไม้รําท:ี M ลอยชาย ทศิ ทางการเดนิ เดนิ สลับฟันปลา
จงั หวะท:ี 1 ยืนทา่ คมุ รํามือซ้ายจีบที1หน้าอก
จงั หวะท:ี 2 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปทางขวา
จงั หวะท:ี 3 ลากเท้าขวาชิดเท้าซ้าย ยกเท้าซ้ายขนึ D มือซ้ายรําหน้า
จงั หวะท:ี 4 หมนุ ตวั ตอ่ ไปทางซ้าย วางเท้าซ้ายลงพร้อมวาดกระบ1ีขนานพืนD ไปทางซ้ายไว้ข้างเอว
จงั หวะท:ี 5 ลากเท้าขวาชิดเท้าซ้ายพร้อมยกเท้าซ้ายขนึ D
- 17 -
- 18 -
จงั หวะท:ี 6 มือซ้ายรําข้าง วาดกระบ1ีขนานพืนD ไปทางขวาพร้อมหมนุ ตวั ไปทางขวา
จงั หวะท:ี 7 วางเท้าซ้ายลง แล้วมือกลบั มาจีบไว้ที1หน้าอก อยใู่ นทา่ คมุ รํา
- 18 -
- 19 -
ไม้รําท2ี 2 ควงทดั หู ทศิ ทางการเดนิ เดนิ สลับฟันปลา
ยืนทา่ คมุ รํา
จงั หวะท:ี 1 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปข้างขวา 1 ก้าวพร้อมควงกระบ1ีสองรอบ พร้อมกบั ยกกระบ1ีขนึ D ทดั หู
จงั หวะท:ี 2 ลากเท้าขวาชิดเท้าซ้าย ยกเท้าซ้ายขนึ D
จงั หวะท:ี 3 หมนุ ตวั ไปทางซ้าย 1 พร้อมกบั จ้วงกระบี1ลงทางซ้าย วางเท้าซ้ายลง
จงั หวะท:ี 4 ก้าวเท้าขวาไปอีก 1 ก้าว พลกิ กระบี1ไปข้างหน้าลาํ ตวั กระบ1ี เฉียงออก 45 องศา ลากเท้าซ้ายชิดเท้า
ขวา
- 19 -
- 20 -
จงั หวะท:ี 5 ยกเท้าขวาขนึ D มือซ้ายรําข้างหมนุ ตวั กลบั ไปทางขวา 1 มมุ ฉากพร้อมควงกระบ1ี 2 รอบ
จงั หวะท:ี 6 มือซ้ายจีบไว้ท1ีอก วางเท้าขวาลง กลบั มาอยใู่ นทา่ คมุ รํา
- 20 -
- 21 -
ไม้รําท2ี H เหน็บข้าง ทศิ ทางการเดนิ เดนิ ตรง
ยืนทา่ คมุ รํา
จงั หวะท:ี 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า q ก้าว
จงั หวะท:ี 2 ลากเท้าขวาชิดเท้าซ้าย ยกเท้าซ้ายขนึ D มือซ้ายรําหน้า
จงั หวะท:ี 3 วางเท้าซ้ายลง หมนุ ตวั กลบั หลงั ทางขวามือซ้ายมาจีบไว้ที1อกหมนุ ข้อมือ บดิ ไปทางขวา ให้โกร่งกระบี1
อยนู่ อกกระบ1ีเฉียงลง rs องศา ด้านหน้า
- 21 -
- 22 -
จงั หวะท:ี 4 ลากเท้าซ้ายชิดเท้าขวา ยกเท้าขวาขนึ D
จงั หวะท:ี 5 หมนุ ตวั กลบั หลงั หนั ทางขวา ขณะท1ียกเท้าขวาอยโู่ ดยใช้เท้าซ้ายเป็นหลกั วางเท้าขวาลงลดกระบ1ีลง
อยขู่ ้างเอวทางซ้าย ฝ่ามือซ้ายทาบกระบี1
จงั หวะท:ี 6 ลากเท้าซ้ายชิดเท้าขวา
จงั หวะท:ี 7 ยกเท้าขวาขนึ D
จงั หวะท:ี 8 วางเท้าขวาลง วาดกระบ1ีขนานพืนD ไปทางขวา มือซ้ายจีบไว้ที1อก อยใู่ นทา่ คมุ รํา
- 22 -
- 23 -
ไม้รําท2ี J ตงัK ศอก ทศิ ทางการเดนิ เดนิ สลับฟันปลา
ยืนทา่ คมุ รํา
จงั หวะท:ี 1 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปทางขวา rs องศา พร้อมกบั ยกกระบ1ีขนึ D ทดั หู
จงั หวะท:ี 2 ลากเท้าขวาชิดเท้าซ้าย ยกเท้าซ้ายขนึ D
จงั หวะท:ี 3 ยกมือซ้ายมาตงัD ศอกที1เขา่ ซ้าย ปลายนิวD แตะกระบ1ีหนั ฝ่ามือไปทางขวา
จงั หวะท:ี 4 หมนุ ตวั ไปทางซ้าย วางเท้าซ้ายลงพร้อมจวงกระบี1ลงก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า มือซ้ายจีบที1หน้าอก และ
ลดกระบ1ี มาอยขู่ ้างหน้าเฉียงขนึ D rs องศา
- 23 -
- 24 -
จงั หวะท:ี 5 ลากเท้าซ้ายชิดเท้าขวา ยกเท้าขวาขนึ D
จงั หวะท:ี 6 มือซ้ายรําข้าง แล้วจีบไว้ท1ีหน้าอก
จงั หวะท:ี 7 วางเท้าขวาลง วาดกระบ1ีไปทางขวา กลบั ไปอยใู่ นทา่ คมุ รํา
- 24 -
- 25 -
ไม้รําท2ี L จ้วงหน้าจ้วงหลัง ทศิ ทางการเดนิ เดนิ ตรง
ยืนทา่ คมุ รํา
จงั หวะท:ี 1 ควงกระบ1ีไปข้างหน้าสองรอบพร้อมกบั ก้าวเท้าซ้ายเดนิ ตรงไปข้างหน้า ยกกระบ1ีขนึ D ทดั หู
จงั หวะท:ี 2 ลากเท้าขวาชิดเท้าซ้าย ยกเท้าซ้ายขนึ D
จงั หวะท:ี 3 จ้วงกระบ1ีลงทางซ้าย วางเท้าซ้ายลง
จงั หวะท:ี 4 ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าอีก q ก้าว พลกิ ข้อมือให้กระบ1ีเฉียงอยขู่ ้างหน้า rs องศา
หนั โกร่งกระบ1ีเข้าหาตวั ไปข้างหน้า
- 25 -
- 26 -
จงั หวะท:ี 5 ลากเท้าซ้ายชิดเท้าขวา ยกเท้าขวาขนึ D
จงั หวะท:ี 6 มือซ้ายรําข้าง แล้วจีบไว้ท1ีอก
จงั หวะท:ี 7 วางเท้าขวาลงข้างหน้า หมนุ ตวั กลบั หลงั หนั ทางซ้าย ยกกระบี1ขนึ D ทดั หู
จงั หวะท:ี 8 ยกเท้าซ้ายขนึ D
จงั หวะท:ี 9 จ้วงกระบ1ีลงทางซ้าย ถอยเท้าซ้ายวางไว้หลงั เท้าขวา
จงั หวะท:ี 10 พลกิ ข้อมือให้กระบี1อยขู่ ้างหน้าเฉียง rs องศา หนั โกร่งกระบ1ีเข้าหาลาํ ตวั
- 26 -
- 27 -
จงั หวะท:ี 11 ยกเท้าขวาขนึ D มือซ้ายรําข้าง แล้วกลบั มาจีบไว้ท1ีหน้าอก
จงั หวะท:ี 12 วางเท้าขวาลงข้างหน้าหมนุ ตวั กลบั หลงั หนั ทางซ้าย ยกกระบี1ขนึ D ทดั หู ลากเท้าขวาชิดเท้าซ้าย
จงั หวะท:ี 13 ยกเท้าซ้าย และวางเท้าซ้ายพร้อมจวงกระบี1ทางซ้าย ก้าวเท้าขวาอีก 1 ก้าว
จงั หวะท:ี 14 พลกิ ข้อมือให้กระบ1ีอยขู่ ้างหน้าเฉียง rs องศา หนั โกร่งกระบี1เข้าหาลาํ ตวั
- 27 -
- 28 -
จงั หวะท:ี 15 ลากเท้าซ้ายชิดเท้าขวา
จงั หวะท:ี 16 ยกเท้าขวาพร้อมมือซ้ายรําข้าง
จงั หวะท:ี 17 ควงกระบ1ี 2 รอบ จบทา่ คมุ รํา
- 28 -
- 29 -
ไม้รําท2ี N ปกหน้าปกหลัง ทศิ ทางการเดนิ เดนิ ตรงไปข้างหน้า
ยืนทา่ คมุ รํา
จงั หวะท:ี 1 ควงกระบ1ีสองรอบพร้อมกบั ก้าวเท้าซ้ายเดนิ ตรงไปข้างหน้า q ก้าว พลกิ ข้อมือขวาให้ปลายกระบี1ชี D
เฉียงลงไปข้างหน้าประมาณ rs องศา มือลอ่ มรับกระบ1ี
จงั หวะท:ี 2 ลากเท้าขวาชิดเท้าซ้าย ยกเท้าซ้ายขนึ D วางเท้าซ้ายลง
จงั หวะท:ี 3 หมนุ ตวั กลบั หลงั หนั ทางขวา พร้อมกบั ควงกระบี1สองรอบ ยกกระบี1ข้ามศรีษะ
จงั หวะท:ี 4 พลกิ ข้อมือขวาให้ปลายกระบ1ีชีเDฉียงลงไปข้างหน้าประมาณ rs องศามือลอ่ มรับกระบี1
- 29 -
- 30 -
จงั หวะท:ี 5 ยกเท้าขวาขนึ D หมนุ ตวั กลบั หลงั หนั ทางขวาพร้อมควงกระบ1ี ยกกระบี1ข้าม กลบั เข้าสทู่ า่ คมุ รํา
- 30 -
- 31 -
ไม้รําท2ี 7 ท่ายักษ์ ทศิ ทางการเดนิ เดนิ ตรงไปข้างหน้า
เร1ิมจากทา่ คมุ รํา
จงั หวะท:ี 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้าวางเท้าซ้ายโดยหนั ลําตวั ทางขวา คล้ายทําขวาหนั ยืนในทา่ ยกั ษ์ คือ
การยอ่ เขา่ ทงัD สอง นําD หนกั ตวั ลงตรงกลาง ลาํ ตวั ตรง หน้าตรง ตวั กระบ1ีขนึ D ตรงวางไว้หน้าขาขวา ปลายกระบี1
พาดชว่ งไหลข่ วา
จงั หวะท:ี 2 เม1ือลาํ ตวั น1ิงในทา่ ยกั ษ์แล้ว ให้สลดั หน้าไปทางซ้าย แล้วสลดั หน้าไปทางขวา
จงั หวะท:ี 3 สลดั หน้าตรงพร้อมกบั ยกกระบี1ขนึ D ฟันให้ตรงข้างหน้าทางขวา 1 ครังD ทางซ้าย 1 ครังD โดยฟันเป็น
ลกั ษณะกากบาท
- 31 -
- 32 -
จงั หวะท:ี 4 เม1ือยก กระบี1ขนึ D ฟันข้างหน้า ขวา – ซ้าย แล้วให้กลบั อยใู่ นทา่ ยกั ษ์
จงั หวะท:ี 5 ยกเขา่ ขวาตงัD ฉากใช้เท้าซ้ายเป็นจดุ หมนุ พลกิ ตวั กลบั หลงั หนั เมื1อกลบั หลงั หนั แล้วให้วางเท้าขวาลง
หน้าเท้าซ้ายตวั ตรง หน้ามองตรงพร้อมกบั ยกเท้าซ้ายหมนุ ตวั กลบั หลงั หนั อีกครังD หนงึ1 โดยใช้เท้าขวาเป็นจดุ หมนุ
จะกลบั มาอยคู่ ล้ายจงั หวะท1ี 4 ลกั ษณะทา่ ยกั ษ์ เมื1อตวั น1ิงแล้ว ให้สลดั หน้าทางซ้าย 1 ครังD ทางขวา 1 ครังD กลบั มา
ทา่ ยกั ษ์และกบั มาสทู่ า่ คมุ รํา
- 32 -
- 33 -
ไม้รําท2ี 8 สอยดาว ทศิ ทางการเดนิ เดนิ ตรงไปข้างหน้า
เริ1มจากทา่ คมุ รํา
จงั หวะท:ี 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า เปลย1ี นวิธีจบั กระบ1ีใหม่ โดยใช้นิวD ชีสD อดขนึ D บนกระบี1 จบั กระบ1ีด้วยนิวD กลาง
นิวD นาง และนิวD ก้อย พร้อมกบั ปลอ่ ยปลายกระบ1ีหมนุ ลงลา่ ง โดยใช้นิวD ชีกD บั นิวD กลางคีบกระบี1 ขณะท1ีปลอ่ ยปลาย
กระบี1หมนุ ลงลา่ ง จบั กระบี1โดยหงายมือขนึ D โกร่งกระบ1ีหนั ออก วางเท้าซ้ายลงพืนD ทําขวาหนั ลดมือซ้ายใช้ฝ่ามือ
แตะที1ตวั กระบ1ี ปลายกระบี1ชีลD งพืนD เลก็ น้อย
จงั หวะท:ี 2 ก้าวเท้าขวาชิดเท้าซ้าย ฝ่ามือซ้ายแตะท1ีกระบี1
จงั หวะท:ี 3 ยกเขา่ ซ้ายตงัD ฉาก ยกกระบี1ขนึ D เลก็ น้อย ฝ่ามือซ้ายแตะกระบ1ี
จงั หวะท:ี 4 ก้าวซ้ายตรงไปข้างหน้า พร้อมกบั จ้วงกระบ1ีและสอดกระบ1ีขนึ D ข้างบน เรียกวา่ “สอยดาว” พร้อม
กบั ก้าวเท้าขวาเดนิ อีก 1 ก้าว ทํากลบั หลงั หนั
จงั หวะท1ี 5 พลกิ ข้อมือกระบ1ีตงัD ขนึ D หนั โกร่งกระบี1ออก งอเขา่ ทงัD สองข้างลาํ ตวั ตงัD ตรง มือซ้ายจิมD เข้ากลาง
หน้าอก
- 33 -
- 34 -
จงั หวะท:ี 6 ก้าวเท้าซ้ายชิดเท้าหลงั
จงั หวะท:ี 7 ยกเขา่ ขวาตงัD ฉากเมื1อตวั น1ิงแล้วมือซ้ายเหยียดออกรําหน้า
จงั หวะท:ี 8 วางเท้าขวาลงพืนD พลกิ ข้อมือที1จบั กระบ1ีหงายมือขนึ D แบฝ่ามือซ้ายหนั ฝ่ามือลง แตะปลายกระบ1ี
ถ่ายนําD หนกั ตวั ไปเขา่ ขวา ยกเขา่ ซ้ายตงัD ฉากเพื1อเดนิ ตรงไปข้างหน้า
จงั หวะท:ี 9 พลกิ ข้อมือหนั โกร่งกระบ1ีออกนอกลาํ ตวั ปลายกระบ1ีชีขD นึ D ข้างบนประมาณ 45 องศา มือซ้ายจีบ
เข้ากลางหน้าอก ยอ่ เขา่ ทงัD สองเลก็ น้อย
จงั หวะท:ี 10 ยกเขา่ ขวาตงัD ฉากให้ตวั นิ1งแล้วมือซ้ายรําหน้า
จงั หวะท:ี 11 ทําเหมือนกนั กบั จงั หวะท1ี 1 จงั หวะที1 2 และจงั หวะท1ี 3
- 34 -
- 35 -
จงั หวะท:ี 12 ก้าวซ้ายตรงไปข้างหน้า พร้อมกบั จ้วงกระบ1ีและสอดกระบ1ีขนึ D ข้างบน เรียกวา่ “สอยดาว” พร้อม
กบั ก้าวเท้าขวาเดนิ อีก 1 ก้าว ทํากลบั หลงั หนั
จงั หวะท:ี 13 พลกิ ข้อมือกระบ1ีตงัD ขนึ D หนั โกร่งกระบี1ออก งอเขา่ ทงัD สองข้างลาํ ตวั ตงัD ตรง มือซ้ายจิมD เข้ากลาง
หน้าอก
จงั หวะท:ี 14 ก้าวเท้าซ้ายชิดเท้าหลงั
จงั หวะท:ี 15 ยกเขา่ ขวาตงัD ฉากเม1ือตวั น1ิงแล้วมือซ้ายเหยียดออกรําหน้า
จงั หวะท:ี 16 ในขณะยกเขา่ หวาตงัD ฉากให้เปลย1ี นการจบั กระบี1 แล้วกลบั สทู่ า่ คมุ รํา
- 35 -
- 36 -
ไม้รําท2ี 9 ควงแตะ ทศิ ทางการเดนิ ตรงไปข้างหน้า
เร1ิมจากทา่ คมุ รํา
จงั หวะท:ี 1 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า วางเท้าซ้ายลงพร้อมกบั ทําขวาหนั ควงกระบ1ี 2 รอบ เหยียดมือซ้าย
รองรับปลายกระบ1ี ท1ีขนานกบั พืนD หนั โกร่งกระบี1ออกเรียกวา่ ควงแตะ งอเขา่ ทงัD 2 เลก็ น้อย ลําตวั ตรง
จงั หวะท:ี 2 ยกเขา่ ขวาขนึ D ตงัD ฉาก ใช้เท้าเป็นจดุ หมนุ กลบั หลงั หนั พร้อมกบั ควงกระบี1 2 รอบ วางเท้าขวา ลง
พืนD ในทิศทางตรงไปข้างหน้า เชน่ เดียวกบั จงั หวะที1 1 แตห่ นั หน้าตรงข้ามกนั
- 36 -
- 37 -
จงั หวะท:ี 3 ยอ่ เขา่ ทงัD สองเลก็ น้อยลาํ ตวั ตงัD ตรงกระบ1ีขนานพืนD หน้ามองตรง
จงั หวะท:ี 4 ก้าวเท้าซ้ายชิดเท้าขวา ทําช้า ๆ ให้ลาํ ตวั น1ิง
จงั หวะท:ี 5 ยกเขา่ ขวาตงัD ฉาก
(จบไม้รําที1 9 ควงแตะ) ถ้าต้องการรําตอ่ ก็เร1ิมต้นตงัD แตจ่ งั หวะที1 1 โดยการวางเท้าขวาลงพืนD และก้าวเท้าซ้าย
หมนุ ตวั กลบั หนั หลงั พร้อมกบั ควงกระบ1ี 2 รอบ “ควงแตะ”
- 37 -
- 38 -
ไม้รําท2ี 10 หนุมานแหวกฟองนําK ทศิ ทางเดนิ เดนิ ตรงไปข้างหน้า, กลับหลังหนั , ขวา
หนั
เร1ิมจากทา่ คมุ รํา
จงั หวะท:ี 1 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า 1 ก้าว พร้อมกบั ควงกระบ1ี 2 รอบ ยกขนึ D ปก (แขนขวาแนบที1หขู วาคว1ํา
ปลายกระบ1ีชีลD งพืนD 45 องศา โกร่งกระบี1หนั ออก โล้ตวั ไปหน้าให้นําD หนกั ตวั ลงที1เท้าซ้าย ก้มหน้าเลก็ น้อย มือ
ซ้ายเหยียดออกคล้ายรําหน้า นิวD ชิดตดิ กนั หนั ฝ่ามือออกให้โคนกระบี1วางท1ีกลางนิวD ก้อย)
จงั หวะท:ี 2 ก้าวเท้าขวาชิดเท้าซ้าย พยายามยอ่ เขา่ ทงัD 2 ลงเลก็ น้อย เพ1ือความสวยงาม
จงั หวะท:ี 3 ยกเขา่ ซ้ายขนึ D ตงัD ฉาก ให้ตวั นิ1งไว้ระยะหนง1ึ
จงั หวะท:ี 4 วางเท้าซ้ายลงพืนD ข้างหน้าคอ่ ย ๆ ยกปลายกระบ1ีชีขD นึ D มือทงัD สองทําทา่ แหวก หรือทา่ วา่ ยนําD ทา่
กบ ซงึ1 เรียกวา่ แหวกฟองนําD ให้แขนทงัD สองเสมอไหล่ และขนานกบั พืนD หนั โกร่งกระบี1ออก ยอ่ เขา่ ซ้าย นําD หนกั
ตวั โล้ไปเท้าซ้าย
- 38 -
- 39 -
จงั หวะท:ี 5 วางเท้าซ้ายลงพืนD ข้างหน้าพลกิ ตวั กลบั หลงั หนั โดยหมนุ ตวั ทางขวา รวมทงัD แขนทงัD สองมาปอ้ ง
ข้างหน้า โดยแบมือซ้ายหนั ฝ่ามือลงพืนD ให้กระบี1ตงัD ขนึ D อยใู่ นงา่ มนิวD หวั แมม่ ือกบั นิวD ชีงD อข้อศอกทงัD สองยกขนึ D
ขนานกบั พืนD อยเู่ หนือสายตา
จงั หวะท:ี 6 ยกเขา่ ขวาขนึ D ตงัD ฉาก
จงั หวะท:ี 7 ใช้เท้าซ้ายเป็นหลกั หมนุ ตวั ไปทางขวา (ทําขวาหนั ) พร้อมกบั วางเท้าขวาลงข้างหน้า ก้าวเท้าซ้าย
ชิดเท้าขวา
จงั หวะท:ี 8 ยกเท้าขวาขนึ D ตงัD ฉาก หมนุ ตวั ไปทางขวา (ทําขวาหนั ) และกลบั สทู่ า่ คมุ รํา
- 39 -
- 40 -
ไม้รําท2ี 11 ลดล่อ ทศิ ทางเดนิ เดนิ ตรงไปข้างหน้าโดยการพลกิ ตวั ขวา – ซ้าย
เร1ิมจากทา่ คมุ รํา
จงั หวะท:ี 1 จากทา่ คมุ รําลดกระบ1ีลง แขนงอเลก็ น้อย กระบ1ีขนานพืนD มือซ้ายกําหลวม ๆ ยกแขนขนึ D ระดบั
หน้าผาก หนั หน้ามองลอดแขนไปทางปลายกระบ1ี ยอ่ ตวั ให้นําD หนกั ตวั ลงที1เท้าขวา ลกั ษณะนีเDรียกวา “ลด”
จงั หวะท:ี 2 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า 1 ก้าว ยกเท้าขวาหมนุ ตวั กลบั หลงั หนั โดยหมนุ ตวั ทางขวามือ วาง
เท้าขวาหน้าเท้าซ้าย มือซ้ายกําหลวม ๆ ลดลงระหวา่ หน้าขาซ้ายงอข้อศอกเลก็ น้อยยกกระบี1ขนึ D แขนงระดบั
หน้าผาก ก้มหน้า หนั หน้ามองปลายกระบ1ีเสมอ โล้ตวั ไปข้างหน้า นําD หนกั ตวั อยทู่ ี1เท้าขวา ลกั ษณะนี D
เรียกวา่ “ลอ่ ” (จบไม้รําที1 11 ลดลอ่ ) ถ้าต้องการรําตอ่ ให้ก้าวเท้าซ้ายสอดไปหลงั เท้าขวา และวางเท้าขวา
ข้างหน้าเท้าซ้าย พร้อมกบั พลกิ ตวั กลบั หลงั ทางซ้ายมือ กลบั อยทู่ า่ คมุ รํา หรือทําจงั หวะที1 1 ตอ่ ไป
- 40 -
- 41 -
ไม้รําท2ี 12 เชญิ เทยี น ทศิ ทางเดนิ เดนิ สลับฟันปลาเฉียงขวา เฉียงซ้าย
เร1ิมจากทา่ คมุ รํา
จงั หวะท:ี 1 ก้าวเท้าซ้ายไปทางขวากง1ึ ขวาหนั ตงัD กระบี1ขนึ D เอามือซ้ายไปรองด้ามกระบ1ี โดยแบมือขนึ D โล้
นําD หนกั ตวั ไปข้างหน้า
จงั หวะท:ี 2 ก้าวเท้าขวาชิดเท้าซ้ายทําช้า ๆ
จงั หวะท:ี 3 ยกเท้าซ้ายขนึ D ให้เขา่ ตงัD ฉาก ลาํ ตวั ตรง
- 41 -
- 42 -
จงั หวะท:ี 4 ให้เท้าซ้ายเป็นจดุ หมนุ หมนุ ตวั ไปเฉียงซ้าย พร้อมกบั วางเท้าซ้ายลงกง1ึ ซ้ายหนั โล้นําD หนกั ตวั ไป
เท้าหน้า คือเท้าซ้าย ลาํ ตวั ตรงนิ1งไว้ระยะหนง1ึ จงึ ก้าวเท้าขวาเดนิ 1 ก้าว วางเท้าขวาลงหน้าเท้าซ้าย ก้าวเท้า
ซ้ายชิดเท้าขวา
จงั หวะท:ี 5 ยกเขา่ ขวาขนึ D ตงัD ฉาก มือว้ายรําโดยการพลกิ ให้ฝ่ามือหนั ออก หลงั มืออยหู่ น้าโกร่งกระบ1ี ถ้า
ต้องการรําตอ่ ก็ให้หมนุ ตวั เฉียงมาทางขวามือ และปฏิบตั เิ ชน่ เดียวกบั จงั หวะท1ี หรือควงกระบ1ี 2 รอบ อยใู่ นทา่
คมุ รํา
- 42 -
- 43 -
ลาํ ดบั ข(นั ตอนในการแสดงกระบี4กระบอง
1. การถวายบังคม
ในสมยั โบราณการแสดงการต่อสูม้ กั กระทาํ ต่อหนา้ ท:ีประทบั ผแู้ สดงจึงตอ้ งมีการถวายบงั คม ซ:ึงเป็นการแสดง
ความเคารพต่อพระเจา้ แผน่ ดินดว้ ย และต่อมาไดเ้ ป็นการปฏิบตั ิเพื:อแสดงความจงรักภกั ดีต่อพระมหากษตั ริยแ์ ละผมู้ ี
พระคุณ การถวายบงั คมนOีจะกระทาํ 3 ครOัง แต่ละครOังมีความหมาย ดงั นOี
ครOังที: 1 หมายถึง การแสดงความเคารพต่อหลกั ธรรมคาํ สงั: สอนขององคพ์ ระศาสดา
ครOังที: 2 หมายถึง การแสดงความเคารพต่อองคพ์ ระประมุขของชาติ
ครOังที: 3 หมายถึง การแสดงความเคารพต่อบิดา มารดา ผปู้ ระสิทธWิประสาทวชิ าการและผมู้ ีพระคุณ
2. การขนึ0 พรหม ประกอบด้วย การขนึ0 พรหมนั9ง และการขนึ0 พรหมยืน
2.1 การขOึนพรหมนง:ั ไดแ้ ก่ การนงั: ร่ายรําแต่ละทิศจนครบ 4 ทิศ แลว้ จึงกลบั หลงั หนั ลุกขOึนยนื
- 43 -
- 44 -
2.2 การขOึนพรหมยนื เป็นการยนื รําแต่ละทิศจนครบทOงั 4 ทิศ และจบลงดว้ ยการเตรียมพร้อมจะปฏิบตั ิในขOนั ตอน
ต่อไป
การขOึนพรหมนOี ถา้ ฝ่ ายหน:ึงขOึนพรหมนง:ั อีกฝ่ ายจะขOึนพรหมยนื นอกจากเป็นการสร้างกาํ ลงั ใจและคุม้ ครอง
ในการต่อสูแ้ ลว้ การขOึนพรหมนOี อาจารยน์ าค เทพหสั ดิน ณ อยธุ ยา ไดบ้ นั ทึกไวว้ า่ เป็นการสอนใหผ้ เู้ รียนระลึกถึง
ธรรมของการอยรู่ ่วมกนั ในสงั คม ไดแ้ ก่ พรหมวหิ ารส:ี
3. การรําเพลงอาวุธ
ผแู้ สดงที:เล่นอาวธุ ใดจะเลือกรําเพลงตามอาวธุ ท:ีตนใช้ โดยเลือกท่ารําจากท่ารําทOงั หมดในอาวธุ นOนั ตามความ
เหมาะสมหรือความชาํ นาญของผเู้ ล่นประมาณ 1 ท่า การรําเพลงอาวธุ นOีมีมานานแต่สมยั โบราณ และมีประโยชนต์ ่อ
ผเู้ ล่น
4. การเดนิ แปลง
เป็นลกั ษณะของการเดินท:ีพร้อมจะเขา้ สู่ท่าต่อสู้ การเดินจะเดินไปจนสุดสนามแลว้ กลบั มาท:ีเดิม ขณะที:อยใู่ น
ระยะใกลท้ :ีจะสวนกนั ใหต้ ่างหลีกไปทางซา้ ยเพียงเลก็ นอ้ ย โดยอาวธุ อาจจะถูกหรือระกนั เลก็ นอ้ ยได้ การเดินแปลง
เป็นการท:ีทOงั สองฝ่ ายต่างจอ้ งดูเล่ห์เหล:ียมของกนั และกนั เป็นการอ่านใจกนั และคุมเชิงกนั ในทีก่อนจะเขา้ ต่อสู้
- 44 -
- 45 -
5. การต่อสู้
จะเป็นการใชท้ ่าทางการต่อสูท้ ี:ไดฝ้ ึกมาทOงั หมดในสถานการณ์จริง การต่อสูน้ Oีจะใชอ้ าวธุ ของการต่อสูท้ :ีเรียกวา่
"เคร:ืองไมต้ ี" มีลกั ษณะเช่นเดียวกบั เคร:ืองไมร้ ํา แต่ไม่ไดต้ กแต่งใหส้ วยงาม
6. การขอขมา
เป็นการไหวก้ นั และกนั ระหวา่ งผเู้ ล่นทOงั สองฝ่ ายหลงั จบการแสดงแต่ละอาวธุ เป็นการขอโทษต่อการแสดงท:ี
ผดิ พลOงั ต่อกนั เป็นระเบียบที:กาํ หนดขOึนในภายหลงั จากสมยั ท่านอาจารยน์ าค เทพหสั ดิน ณ อยธุ ยา
การแสดงกระบ:ีกระบองมีธรรมเนียมที:ดีอีกอยา่ งหน:ึงคือ จะตอ้ งมีดนตรีประกอบ ซ:ึงจะมีป:ี ชวา กลองแขกตวั
ผู้ (เสียงสูง) ตวั เมีย (เสียงต:าํ ) และฉ:ิงจบั จงั หวะ เพราะไทยเป็นชาติรักดนตรี การเล่นหรือแสดงเฉย ๆ จะรู้สึกเงียบ
เหงา ขาดรสชาติหาความสนุกสนานไดย้ าก นอกจากดนตรีจะช่วยใหเ้ กิดความสนุกสนานครึกครOืน แลว้ ยงั ช่วยใหผ้ ู้
เล่นเกิดความฮึกเหิมมีกาํ ลงั ใจในการต่อสู้ โดยเฉพาะเสียงกลองจะเป็นเหมือนเสียงหนุนหรือยใุ หผ้ เู้ ล่นคิดจะสูเ้ ร:ือย
ๆ ไปโดยไม่คิดจะถอย มีแต่จะบุกติดตามเขา้ ไปดว้ ยความทรหดอดทน อีกประการหน:ึง ในการแข่งขนั ตอ้ งมีการรํา
อาวธุ ก่อนต่อสู้ ซ:ึงถือวา่ เป็นการดูเชิงและเป็นการทาํ ใหก้ ลา้ มเนOือตื:นตวั ลดความต:ืนเตน้ ถา้ ไม่มีเสียงดนตรีแลว้ จะ
รําไดอ้ ยา่ งไร
- 45 -
- 46 -
บรรณานุกรม
1. https://www.educatepark.com/story/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0
%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8
%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%81%E0
%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%87/
2. https://sites.google.com/site/tlxd2pithireiynma/wicha-krabi-krabxng/prawati-
krabi-krabxng/mi-ra-krabi-krabxng-12-mi-ra/rup-baeb-kar-len-krabi-krabxng
- 46 -
- 47 -
- 47 -