ประโยค
ความเดยี ว ความรวม ความซอ น
ประโยค
ประโยค คือ หนวยทางภาษา ที่เกิดจากการนาํ คําหลายๆ คํา หรือกลมุ คาํ มาเรยี งตอ
กัน อยา งเปนระบบ คาํ แตละคาํ มคี วามสมั พนั ธก ัน และมใี จความสมบูรณ แสดงใหร ู
วา ใคร ทําอะไร ท่ไี หน
๑. สวนประกอบของประโยค
ประโยคท่ีสมบูรณ จะประกอบดวย สว นสําคัญทขี่ าดไมได ๒ สวน
๑. ภาคประธาน คอื คําหรือกลุมคําทท่ี ําหนา ที่เปน ผแู สดงกิริยาหรือเปนผกู ระทํา
เพ่มิ เติม
๒. ภาคแสดง คือ คําหรอื กลุมคําทแี่ สดงการกระทําของภาคประธาน ประกอบดวย
บทกริยา บทขยายกรยิ า บทกรรม และบทขยายกรรม
บทกรยิ า อกรรมกริยา เชน ฝนตก, ดอกไมหอม เพ่มิ เติม
สกรรมกริยา เชน รัฐบาลออกกฎหมาย, ฉันกินขา ว
วิกตรรถกรยิ า เชน นายสีเปน พอคา , เธอเหมอื นพอ
(มักใชกรยิ าคาํ วา เปน เหมือน คลา ย คือ ดุจ ประหน่งึ แปลวา เปน ตน)
สว นขยายของประโยคอาจเปนคํา กลมุ คาํ หรือประโยคทมี่ าขยายสวนตา งๆ เพ่อื ให
ประโยคมีใจความชัดเจนยิง่ ขึ้น เชน
พนกั งานรกั ษาความสะอาดเกบ็ กระเปา สตางคได
(“รักษาความสะอาด” เปนกลมุ คําทีม่ าขยายประธาน “พนักงาน”)
พวกเรายนิ ดตี อ นรับนกั เรยี นแลกเปลี่ยน
(“แลกเปลยี่ น” เปน คําท่มี าขยาย “นักเรยี น” ซึง่ ทาํ หนา ทีเ่ ปน กรรม)
นารรี อ งไหจนนาํ้ ตาเปน สายเลอื ด
(“จนน้ําตาเปน สายเลือด” เปนประโยคท่ีมาขยาย “รองไห”
ซ่งึ ทําหนาทเี่ ปนคาํ กรยิ า)
ประโยคคอื ขอ ความท่ีมใี จความสมบูรณม คี รบทั้ง
ภาคประธาน และภาคแสดง ประโยคทส่ี มบูรณจ ะตองมี
สว นประกอบอยางนอ ย ๒ สวน คอื
๑. ประธาน ๒. กรยิ า
แตบ างประโยคจะตองมสี ว นประกอบ ๓ สวนจึงจะสมบรู ณ คือ
๑. ประธาน ๒. กรยิ า ๓. กรรม
ทงั้ นีท้ ง้ั ๓ สวนสามารถมสี ว นขยายซ่ึงเปน ไดทงั้ คํา วลี และประโยคเพื่อเพมิ่ ความหมาย
ใหช ัดเจนข้นึ ได ดังนั้นโครงสรา งโดยรวมของประโยค คอื
ประโยค = ภาคประธาน + ภาคแสดง
= ประธาน + กรยิ า + (กรรม)
= ประธาน + (ขยายประธาน) + กริยา + (ขยายกรยิ า) + (กรรม) +
(ขยายกรรม)
หากตองการเชือ่ มประโยคหลายประโยคเขาดว ยกันใหเตมิ คาํ สนั ธานในตาํ แหนงท่ี
ถูกตอ ง เชน
ประโยค + คําสันธาน + ประโยค หรือ สนั ธาน + ประโยค + ประโยค
ประโยคความซอ นท่ีใชค ําสนั ธาน ท่ี ซึ่ง อนั ผู
๒. ชนดิ ของประโยค
ชนดิ ของประโยคจําแนกไดหลายวิธี
๒.๑ จาํ แนกตามเจตนา มี ๓ ชนดิ
๑) แจง ใหท ราบ
๒) ถามใหต อบ
๓) บอกใหทํา
๒.๒ จําแนกตามรปู ประโยค มี ๕ ชนดิ คือ
๑) ประโยคประธาน คือประโยคทมี่ ีผกู ระทําเปนประธานขน้ึ ตน
ประโยค เชน
- นองรอ งไห - พ่ีเตะบอล
- แมวกินปลา - เด็กดเี ปน ท่รี ักของทุกคน
๒) ประโยคกรรม คือ ประโยคท่นี ําผถู กู กระทาํ หรอื กรรม ขนึ้ ตน
ประโยค เชน
- หมูยาง - ประตูเปด
- นองถูกแมดุ - บานหลังน้ีใครซือ้
๓) ประโยคกริยา คือ ประโยคทน่ี าํ คํากริยามาขึ้นตนประโยคแลว ตามดวย
ประธาน กรยิ าทน่ี าํ มาขน้ึ ตน ประโยคได ไดแก เกดิ มี ปรากฏ เชน
- เกิดแผน ดินไหวในประเทศญ่ีปุน
- มขี องอรอ ยมากมายใหล ้มิ ลอง
- ปรากฏเหตุการณสรุ ิยุปราคา
๔) ประโยคการิต คอื ประโยคที่ประธานรองถกู ประธานหลกั ของประโยค
“สง่ั ” จะมกี รยิ า “ให” เปน กรยิ าสําคัญ เชน
- ครสู ัง่ ใหห ัวหนาหองรวบรวมรายงานมาสงพรงุ นี้
(“ครู”เปนประธานหลักสงั่ ให “หัวหนาหอง” ซง่ึ เปนประธานรองทาํ กริยา
“รวบรวมมาสง ” โดยมี “รายงาน” เปนกรรม)
- แมบ อกใหซ ื้อไอศกรมี
(“แม” เปนประธานหลกั สง่ั ให“ ฉนั ”ซง่ึ เปน ประธานรองทํากรยิ า“ซื้อ” มี
“ไอศกรีม” เปน กรรม)
๕) ประโยคกรยิ าสภาวมาลา คือ ประโยคทนี่ าํ คาํ นามมาเปนประธาน กรรม
หรือสวนขยายโดยไมใ ส การ ความ เชน
- กนิ อาหารมปี ระโยชนทําใหส ุขภาพแขง็ แรง
(“กิน” เปน กริยาแตทาํ หนา ท่ีเปนประธานของประโยคไดเหมือนคาํ นาม “การ
กนิ ”)
- หวั เราะบอยๆ มผี ลตอ สุขภาพจติ ทด่ี ี
(“หัวเราะ” เปน กริยาแตท าํ หนา ทเ่ี ปนประธานของประโยคไดเ หมือนคํานาม
“การหัวเราะ”)
๒.๓ จําแนกตามโครงสรา งของประโยค มี ๓ ชนิด
๑) ประโยคความเดียว (เอกรรถประโยค) คือ ประโยคทม่ี ปี ระธานและกริยา
สาํ คัญเพียงบทเดยี ว ไมม ีคาํ เชื่อมปรากฏ เชน
- คนไทยมอี ธั ยาศยั ดี - แมไปซื้อผา ท่พี าหรุ ัด
- แมร กั ลูกทุกคน - พอ เดนิ
๒) ประโยความรวม (อเนกกรรถประโยค) คอื ประโยคท่ีรวมประโยคความ
เดยี วต้งั แต ๒ ประโยคขึ้นไปเปนประโยคเดยี วกัน โดยมคี ําเชือ่ มเชื่อมประโยคเหลาน้ัน
เขาดว ยกนั แบงออกเปน ๔ ประเภท ตามชนดิ ของคาํ เช่ือมและความสัมพนั ธข อง
เนื้อความในประโยค ดังนี้
ประโยคความรวมท่มี ีความคลอยตามกัน (และ, แลว , ครั้น...จงึ ,
แลว ...ก,็ พอ...ก็ ฯลฯ )
ประโยคความรวมท่มี คี วามขดั แยงกนั ( แต, แตวา, แตทวา, ถึง...ก็,
กวา ...ก็ ฯลฯ)
ประโยคความรวมท่มี คี วามใหเลอื ก (หรอื , มฉิ ะนน้ั ,
ไมเ ชนนัน้ , หรือไมก ,็ หรอื ...ไม, ไม...ก)็
ประโยคความรวมทีม่ คี วามเปนเหตุเปน ผลกนั คือ
ประโยคหนึ่งเปน ประโยคเหตุ และประโยคหนึ่งเปน ประโยคผล (จึง,
เพราะ, เพราะเหตุวา, ดังน้ัน...จึง, เพราะ...จึง ฯลฯ)
การสงั เกตประโยคความรวม มี ๒ ลกั ษณะ เพิ่มเตมิ
๑. สังเกตสันธาน หรอื คําเชือ่ ม
๒. มีกรยิ ามากกวา ๑ ตวั
๓) ประโยคความซอน (สงั กรประโยค) คอื ประโยคทป่ี ระกอบดวย
ประโยคความเดียวตง้ั แต ๒ ประโยคขึ้นไป ประโยคความเดียวทม่ี ใี จความ
สําคญั จะเปน ประโยคหลัก (มขุ ยประโยค) และมีประโยคยอย (อนุ
ประโยค) ทาํ หนา ที่ขยายความสวนใดสวนหนง่ึ ของประโยคหลักใหชัดเจน
โดยมีคาํ เชอ่ื มท้ัง ๒ ประโยคเขา ดว ยกนั อาจกลาวไดว า ประโยคความซอน
คือ “ประโยคขยายประโยค” แบงออกเปน ๓ ชนดิ
ประโยคยอ ยทที่ าํ หนา ท่ขี ยายประโยค
หลกั จะตอ งมกี รยิ าดวย จึงจะเปน
ประโยคความซอ น
ขอ สังเกต
ประโยคยอยทีท่ ําหนาทีแ่ ทนนาม (นามานุประโยค)
ทําหนา ทเ่ี ปน บทประธาน บทกรรม หรือสวนเตมิ เตม็ ของประโยคกไ็ ด
มคี าํ เช่ือมคือ ให, วา เช่อื มประโยค หรอื อาจไมมคี ําเชื่อมเลยก็ได
- คณุ ครบู อกวา โรงเรียนใกลจ ะปด แลว
- ฉนั ชอบขนมทาํ จากผลไม (ขนมจากผลไม)
ประโยคยอ ยทําหนา ทขี่ ยายประธาน กรรม และ สว นเติม
เต็มของประโยคหลัก (คณุ านปุ ระโยค) มีคําเช่ือม ผ,ู ท่ี, ซงึ่ , อัน
- เด็กที่อยูในหอ งขา ง ๆ กําลงั รองเพลง
- นชิ าเปน นกั เรยี นท่ีไดรับรางวัลเรยี นดี
ประโยคยอยทาํ หนา ทข่ี ยายคํากริยา หรอื คาํ วเิ ศษณใ น
ประโยคหลกั (วเิ ศษณานุประโยค) มีคาํ เชือ่ ม เมื่อ, จน
- ฉนั กลับบา นเมอ่ื แมน อนแลว
- เธอพดู ชาจนฉนั งวง
เปรยี บเทยี บประโยคทั้ง ๓ แบบ
ประโยคความเดียว
- นอ งกินขนมอยา งมคี วามสุข พ่ีซอ้ื ขนมมาจากตางประเทศ
ประโยคความรวม
- นองกินขนมอยางมคี วามสุข เพราะพี่ซื้อขนมมาจากตา งประเทศ
ประโยคความซอน
- นองกนิ ขนมทพ่ี ซี่ ้ือมาฝากจากตา งประเทศอยางมคี วามสุข
วธิ สี ังเกตโครงสรางประโยคแบบงา ย ๆ
ประโยคความเดียว
- มี ๑ประธาน ๑ กรยิ า ไมม คี าํ เช่ือม
ประโยคความรวม
- มกี ริยามากกวา ๑ ตวั
- มปี ระโยคมากกวา ๑ ประโยค มีความสาํ คัญเทา กนั
- ตําแหนง ประโยคมกั อยูแ ยกจากกนั
- มคี ําเชอื่ มเชือ่ มประโยคเขาดวยกัน คําเชอ่ื มจะบอกความสมั พันธร ะหวางประโยค
ประโยคความซอน
- มกี ริยามากกวา ๑ ตัว
- มีประโยคมากกวา ๑ ประโยค มีประโยคหลกั และประโยคยอยทาํ หนาทข่ี ยาย
สวนประกอบในประโยคหลัก
- ประโยคยอยตองมีคํากริยาดว ย
- มีคําเชอ่ื มเชอื่ มระหวา งประโยคดังที่กลา วไวแ ลว