การสร้างคำในภาษาไทย
การสร้างคำในภาษาไทย
พื้นฐานการสร้างคำไทย
พยางค์ หมายถึง เสียงพูดที่เปล่ง
ออกมาพร้อมกันทั้งเสียงสระ เสียง
พยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์ ครั้งหนึ่ง ๆ
- พยางค์เปิด
- พยางค์ปิด
คำ หมายถึง เสียงพูดที่เปล่งออก
มาครั้งเดียวก็มีความหมาย
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
๑. คำมูล
คำมูล หมายถึง คำดั้งเดิมมาแต่แรก
เป็นคำเดียวโดด ๆ ซึ่งเจ้าของภาษานั้นๆ คิด
ขึ้นเองหรือยืมมาจากภาษาอื่น อาจเป็นคำ
พยางค์เดียวหรือคำหลายพยางค์อาจประกอบ
ด้วยพยางค์ที่ไม่มีความหมายหรือมีความหมาย
ก็ได้ แต่ให้สังเกตคำนั้นให้ดีว่าเมื่อพยางค์ดัง
กล่าวมารวมกันเป็นคำแล้ว จะเกิดความหมาย
ใหม่โดยไม่มีเค้าความหมายเดิม หรือเกี่ยว
เนื่องกับความหมายของพยางค์เดิม
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ประเภทของคำมูล
a.คำที่มีพยางค์เดียวเรียกว่า “คำมูลพยางค์
เดียว” ทั้งคำไทยและคำที่มาจากภาษาอื่น
เช่น ลม เดิน พ่อ แม่ กอล์ฟ วิว
b.คำที่มีหลายพยางค์ เรียกว่า “คำมูลหลาย
พยางค์” เช่น
คะแนน มี ๒ พยางค์ มี ๑ ความหมาย
บอระเพ็ด มี ๓ พยางค์ มี ๑ ความ
หมาย
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
คำมูลที่ยืมมาจากภาษาอื่น
คำมูลหลายพยางค์บางคำเป็นคำดั้งเดิมในภาษา
อื่นที่เรารับมาใช้ เราจึงไม่สามารถแยกศัพท์นั้นได้อีก
และถือเป็นคำมูลหลายพยางค์ เช่น “นารี” มีความหมาย
ทุกพยางค์ ดังนี้
นา (พื้นที่ราบทำเป็นคันกั้นน้ำเป็นแปลงๆ สำหรับปลูก
ข้าว)
รี (เรียว)
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
คำมูลหลายพยางค์ที่ไทยรับมาจากภาษาต่าง
ประเทศเช่น
คำที่มาจากภาษาจีน เช่น เก้าอี้ บะหมี่
ปาท่องโก๋
คำที่มาจากภาษาเขมร เช่น เฉนียน ผจญ อุตพิด
คำที่มาจากภาษาบาลี เช่น จุฬา ปัญญา เมตตา
คำที่มาจากภาษาสันสกฤต เช่น จุฑา ปรัชญา
ไมตรี
คำที่มาจากภาษาอังกฤษ เช่น แกลลอน ฟุตบอล
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
คำมูลพยางค์เดียวที่ยังเหลืออยู่ในภาษาไทย
๑. คำเรียกเครือญาติ เช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า
ตา
๒. คำเรียกส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ตา
หู ลิ้น
๓. คำเรียกชื่อทางภูมิศาสตร์ เช่น ดิน น้ำ
ลม
d.คำเรียกชื่อเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น
ถ้วย ชาม หม้อ
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
คำมูลพยางค์เดียวที่ยังเหลืออยู่ในภาษา
ไทย(ต่อ)
e.คำเรียกชื่อเครื่องมือในการประกอบอาชีพ
เช่น มีด จอบ เสียม
e.คำบอกอาการที่สำคัญ
เช่น กิน นอน นั่ง ยืน ไป
g.คำบอกลักษณะสำคัญ
เช่น ใหญ่ เล็ก ผอม หวาน นิ่ม
หอม
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
คำมูลพยางค์เดียว และคำมูลหลายพยางค์ สามารถ
ทำหน้าที่เป็นคำชนิดต่าง ๆ ในภาษาไทย ได้ดังนี้
ชนิดคำ คำมูลพยางค์ คำมูลหลาย
คำนาม
คำ เสือ เดแียมวว คางคพกยางค์
คสำรรกพรินยาม
คำวิเศษณ์ เรา ท่าน กกุรหะลผามบ ดิฉัน
คำบุพบท
คำสันธาน ดู หิว เขนย บำเรอ
อุทาน
หวาน ใหม่ จรัส ประเสริฐ
บน ใกล้ เฉพาะ กระทั่ง
หรือ เพราะ แม้นว่า ทว่า
ว้าย อุ้ย อนิจจา พุทโธ่
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
คำมูลพยางค์เดียว และหลายพยางค์
ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของประโยค เช่น
ประโยค คำมูลพยางค์ คำมูลหลาย
๑. แม่ซื้อนาฬิกา แม่ เดซืี้ยอว นาฬิพกยาางค์
๒. กระดาษปลิว ปลิว
กระดาษ
๓. ทหารต้อง ต้อง ทหาร ทรหด
๔. ใทครหรขดโมยเงิน ใคร เงิน ขโมย
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ข้อสังเกตเกี่ยวกับคำมูล
คำมูลที่มีหลายพยางค์เมื่อแยกแล้ว
จะมี ๒ ลักษณะ คือ
a.แต่ละพยางค์ไม่มีความหมาย เช่น
กะละแม = กะ + ละ + แม
(พยางค์แต่ละพยางค์ไม่มีความ
หมาย)
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ข้อสังเกตเกี่ยวกับคำมูล(ต่อ)
b. หรือถ้าพยางค์ใดพยางค์หนึ่งมีความ
หมายหรือ
มีความหมายทั้งหมด ความหมายนั้นจะ
ไม่เกี่ยวข้องกับคำมูลเดิม เช่น
สิงโต = สิง + โต
(มีความหมายทั้งสองพยางค์ แต่เมื่อรวมกัน
แล้วเกิดความหมายใหม่ไม่มีเค้าความหมาย
เดิม)
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
b. คำประสม
หมายถึง การนำคำมูลตั้งแต่ ๒
คำขึ้นไปมาประสมกันเป็นคำใหม่
คำที่นำมาประสมกันต้องมีความ
หมายต่างกัน เมื่อรวมกันแล้วเกิด
ความหมายใหม่ โดยความหมาย
ใหม่ที่ได้ยังคงเค้ากับความหมาย
เดิม หรืออาจมีความหมายโดยนัย
เชิงอุปมาก็ได้
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ลักษณะของคำประสม
a.คำที่นำมาประสมต้องเขียนต่างกัน เช่น
พ่อ + ครัว = พ่อครัว
b.คำที่นำมาประสมต้องมีความหมายต่าง
กัน เช่น
เตา (คำนาม) +
รีด (คำกริยา) =
เตารีด
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ลักษณะของคำประสม(ต่อ)
c.เมื่อประสมคำแล้วจะได้ศัพท์ใหม่ มีความ
หมาย
ใหม่ที่คล้ายเนื้อความเดิม เช่น
ราว + ตาก + ผ้า = ราวตากผ้า
หมายถึง ไม้หรือเส้นราวเอาไว้ตากผ้า
รถ + ด่วน = รถด่วน
หมายถึง รถที่วิ่งด้วยความเร็วสูงเป็น
พิเศษ
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
วิธีสร้างคำประสม
a.คำนาม ประสมกับ คำวิเศษณ์
เช่น มดแดง, รถด่วน, น้ำแข็ง,
หัวอ่อน
b.คำนาม ประสมกับ คำกริยา
เช่น ไม้เท้า, ม้านั่ง, ของกินเล่น,
เครื่องบิน
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
วิธีสร้างคำประสม(ต่อ)
c.คำนาม ประสมกับ คำนาม
เช่น แกงไก่, น้ำส้ม, หีบเพลง
d.คำนาม ประสมกับ คำบุพบท
เช่น คนกลาง, เมืองนอก, เครื่องใน
e.คำกริยา ประสมกับ คำกริยา
เช่น วิ่งเต้น, ต้มยำ, พิมพ์ดีด, วาด
เขียน
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
วิธีสร้างคำประสม(ต่อ)
f.คำกริยา ประสมกับ คำนาม
เช่น กินเส้น, วางใจ, ถือตัว
g.คำวิเศษณ์ ประสมกับ คำนาม
เช่น ดีใจ, หลายใจ, แข็งข้อ
h.คำบุพบท ประสมกับ คำนาม
เช่น นอกใจ, นอกคอก, เหนือหัว
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
วิธีสร้างคำประสม(ต่อ)
i.คำภาษาต่างประเทศมาประสมกับคำไทย
ภาษาไทย ประสมกับ ภาษาเขมร
เช่น ของขลัง, นายตรวจ
ภาษาไทย ประสมกับ ภาษาจีน
เช่น กินโต๊ะ, เข้าหุ้น
ภาษาไทย ประสมกับ ภาษาบาลี
เช่น ตู้นิรภัย, แม่พิมพ์
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
วิธีสร้างคำประสม(ต่อ)
๑๐. สร้างคำเลียนแบบคำสมาส แต่ไม่ใช่คำ
สมาส เช่น พลเมือง, พลขับ, ผลไม้, คุณค่า
ฯลฯ
๑๑. คำประสมบางคำมีความหมายโดยนัยใน
เชิงอุปมา เช่น
หลายใจ =คนหลายใจ
(คนจิตใจโลเลชอบหลายอย่าง)
หัวไม้ =นักเลงหัวไม้ (นักเลงอันธพาล)
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
วิธีสร้างคำประสม(ต่อ)
๑๒. คำที่ขึ้นต้นด้วย นัก, ชาว, การ, ความ,
เรื่อง, โรง, ช่าง, หมอ, ของ, ผู้, ที่, เครื่อง จัด
เป็นคำประสม เช่น
- ช่าง(ผู้ชำนาญในการทำ.....)
ช่างไม้ ช่างเงิน ช่างทอง
๑๓. คำประสมที่สร้างจากการจำแนก คน สัตว์
สิ่งของ ลักษณะ อาการ เช่น
- คน เช่น คนกลาง คนนอก
คนใน
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ข้อสังเกตเกี่ยวกับคำประสม
๑. คำประสมจะต้องประกอบด้วย ๒
ส่วน ส่วนหนึ่งจะเป็นคำหลัก อีกส่วน
หนึ่งเป็นคำประกอบขยาย เช่น น้ำปลา,
บ้านพัก, ผงซักฟอก, โรงรับจำนำ
๒. ความหมายของคำที่นำมาประสมกัน
ต้องไม่เหมือนกัน ใกล้เคียงกัน หรือตรง
กันข้ามกัน ซึ่งเป็นคำซ้อนไม่ใช่คำ
ประสม
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ข้อสังเกตเกี่ยวกับคำประสม(ต่อ)
๓. คำที่นำมาประสมกันต้องมีความหมาย
ใหม่ เกิดเป็นศัพท์ใหม่ขึ้นมา
๔. คำที่นำมาประสมกันแล้วไม่มีความหมาย
ใหม่ ไม่เกิดศัพท์ใหม่ทั้งความหมายโดยตรง
และความหมายโดยนัยถือว่าไม่ใช่คำประสม
อาจเป็นกลุ่มคำหรือประโยคก็ได้ เช่น
ปาก + กา = ปากกา
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
c. คำซ้อน
หมายถึง คำที่เกิดจากการนำ
คำมูลที่มีความหมายเหมือนกัน
หรือคล้ายคลึงกัน หรือคำมูลที่มี
ความหมายตรงข้ามกัน หรือคำมูล
ที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะเสียงเดียวกัน
หรือมีเสียงสระคู่กันตั้งแต่ ๒ คำขึ้น
ไปมาเรียงซ้อนกันเพื่อให้ได้ความ
หมายชัดเจนขึ้น
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
๓.๑ คำซ้อนที่ประกอบด้วยคำสองคำขึ้นไปที่มี
ความหมายเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน เช่น
เร็วไว ใหญ่โต ดูแล นุ่มนิ่ม ทรัพย์สิน
สูญหาย หยาบช้า เลือกสรร เป็นต้น
๓.๒ คำซ้อนที่ประกอบด้วยคำสองคำขึ้นไปที่มี
ความหมายล้ายคลึงกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น
อ่อนนุ่ม เล็กน้อย ไร่นา แข้งขา หน้าตา
ใจคอ ยักษ์มาร ศีลธรรม ภาษีอากร
เขตแดน ถ้วยโถโอชาม เย็บปักถักร้อย
เป็นต้น
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
๓.๓ คำซ้อนที่ประกอบด้วยคำสองคำขึ้นไป
ที่มีความหมายตรงข้ามกัน เช่น ถูกผิด
หนักเบา สูงต่ำ ดำขาว ใกล้ไกล ชั่ว
ดี เหตุผล สูงต่ำดำขาว ตัดเป็นตัด
ตาย ทีหน้าทีหลัง ตื้นลึกหนาบาง เป็นต้น
๓.๔ คำซ้อนที่ประกอบด้วยคำสองคำขึ้นไป
ที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะเสียงเดียวกันหรือมี
เสียงสระคู่กัน เช่น อึกอัก จู้จี้ สวิงสวาย
กระจุ๋มกระจิ๋ม เป็นต้น
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
๓.๕ คำซ้อนเพื่อความหมาย คำซ้อนที่เกิดจาก
คำมูลที่มีความหมายเหมือนกัน หรือคล้ายคลึง
กัน หรือคำมูลที่มีความหมายตรงข้ามกัน คำ
ซ้อนประเภทนี้มุ่งที่ความหมายเป็นสำคัญ เช่น
ถ้วยชาม ผีสาง เงินทอง พี่น้อง เพื่อนเกลอ
เป็นต้น
๓.๖ คำซ้อนเพื่อเสียง คำซ้อนที่เกิดจากคำมูล
ที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะเสียงเดียวกันหรือมีเสียง
สระคู่กัน ซ้อนประเภทนี้มุ่งที่เสียงมากกว่าความ
หมาย เช่น จริงจัง ชิงชัง เกะเก เป็นต้น
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ลักษณะความหมายของคำซ้อน
๑. ความหมายอยู่ที่คำใดคำหนึ่ง ได้แก่
- ความหมายอยู่คำต้น เช่น คิดอ่าน
ยุ่งยาก ซื่อตรง ขวัญหนีดีฝ่อ มือไว
ใจเร็ว จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
- ความหมายอยู่ที่คำท้าย เช่น ปกปิด
เท็จจริง ได้เสีย เนื้อตัว น้ำใสใจจริง
ปล่อยปละละเลย เอร็ดอร่อย
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ลักษณะความหมายของคำซ้อน(ต่อ)
๒. ความหมายอยู่ที่คำใดคำหนึ่ง คำอื่นไม่
ปรากฏความหมายแต่ช่วยเน้นคำ ที่มีความ
หมาย เช่น เดียวดาย ดื้อดึง ว่องไว
แปดเปื้อน
c.ความหมายอยู่ที่แต่ละคำ แต่เป็นความ
หมายกว้างออกไป เช่น
เสื้อผ้า ความหมายไม่ได้อยู่ที่เสื้อกับผ้า
แต่
รวมถึงเครื่องนุ่งห่ม
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ลักษณะความหมายของคำซ้อน(ต่อ)
d.ความหมายอยู่ที่คำต้นกับคำท้าย เช่น
เคราะห์หามยามร้าย ชอบมาพากล
ฤกษ์งามยามดี ยากดีมีจน ผลหมาก
รากไม้
ข้าวยากหมากแพง อดตาหลับขับตา
นอน
ติดสอยห้อยตาม
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ลักษณะความหมายของคำซ้อน(ต่อ)
๕. มีความหมายทั้ง ๒ คำรวมกัน เช่น
บุญญาบารมี อำนาจวาสนา เอว
บางร่างน้อย ยศถาบรรดาศักดิ์ ดินฟ้า
อากาศ
๖. ความหมายเป็นไปในเชิงอุปมา เช่น
นุ่มนวล อ่อนหวาน อ่อนน้อม ดูดดื่ม
อยู่กิน เสียดแทง ค้ำจุน อุ้มชู เบิก
บาน
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ข้อสังเกตการพิจารณาคำซ้อนกับคำประสม
๑. เกิดจากคำมูลที่มีความหมายอย่าง
เดียวกันหรือทำนองเดียวกัน ส่วนคำประสม
เกิดจากคำมูลที่มีความหมายต่างกัน เช่น
คำซ้อน คำประสม
รากฐาน ภูมิฐาน
เรือแพ เรือรบ
บ้านเรือน บ้านนอก
ลูกหลาน ลูกค้า
รูปร่าง รูปถ่าย
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ข้อสังเกตการพิจารณาคำซ้อนกับคำประสม(ต่อ)
๒. ความหมายของคำซ้อนส่วนมากอยู่ที่คำมูล
คำใดคำหนึ่งเพียงคำเดียว ส่วนความหมายของ
คำประสมจะเป็นความหมายเกิดขึ้นใหม่ต่างจาก
คำมูลเดิม เช่น
คำซ้อน คำประสม
กีดกัน (ความหมายอยู่ที่ กันสาด
กัน ) ดินแดน
เขตแดน (ความหมาย เล่นตัว
อยู่ที่ เขต หรือ แดน) ปากกา
เนื้อตัว (ความหมายอยู่
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ข้อสังเกตการพิจารณาคำซ้อนกับคำประสม(ต่อ)
หมายเหตุ คำซ้อนบางคำมีความหมายใหม่เพี้ยน
ไปจากคำมูลเดิมเช่นเดียวกับคำประสมก็ได้เช่น
พี่น้อง ไม่ได้หมายถึงเฉพาะ พี่กับน้อง แต่รวมถึง
ญาติทั้งหมด
ลูกหลาน ไม่ได้หมายถึงเฉพาะลูกหลานททแต่รวม
ถึงลูก หลานหรือเหลนทั้งหมด
ข้าวปลา ไม่ได้หมายถึงข้าวกับปลา แต่รวมถึง
อาหารทั่วไป
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
d. คำซ้ำ
หมายถึง คำที่เกิดจากคำมูล ๒
คำ ที่เหมือนกันนำมาซ้ำกัน แล้ว
เกิดความหมายใหม่ ความหมาย
ใหม่ที่เกิดขึ้นอาจเน้นหนักหรือเบาลง
ไปหรือเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น โดยมี
เครื่องหมายไม้ยมก ( ๆ ) แทนคำที่
ซ้ำ เช่น เพื่อน ๆ ท่าน ๆ คำซ้ำจะ
ถือว่าเป็นคำประสมชนิดหนึ่งก็ได้
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ชนิดของคำไทยที่เอามาซ้ำกัน
ในภาษาไทยเราสามารถเอาคำทุก
ชนิดมา ซ้ำได้ ดังนี้
๑. ซ้ำคำนาม เช่น พี่ ๆ น้องๆ เด็ก ๆ
๒. ซ้ำคำสรรพนาม เช่น เขา ๆ เรา ๆ
คุณ ๆ
c.ซ้ำคำกริยา เช่น นั่ง ๆ นอน ๆ เดิน ๆ
d.ซ้ำคำวิเศษณ์ เช่น เร็ว ๆ ไว ๆ ช้า ๆ
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ชนิดของคำไทยที่เอามาซ้ำกัน(ต่อ)
๕. ซ้ำคำบุพบท เช่น ใกล้ ๆ ไกล ๆ
เหนือ ๆ
f.ซ้ำคำสันธาน เช่น ทั้ง ๆ ที่ เหมือน ๆ
ราว ๆ กับ
๗. ซ้ำคำอุทาน เช่น โฮ ๆ กริ๊ด ๆ อุ๊ย ๆ
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ลักษณะของคำซ้ำ
a.อาจเป็นคำชนิดใดและทำหน้าที่ใดก็ได้
เช่น คำนาม สรรพนาม กริยา
วิเศษณ์
b.นำคำหนึ่ง ๆ มาซ้ำกันสองครั้ง
เช่น เด็ก ๆ เล็ก ๆ เล่น ๆ
c.นำคำซ้อนมาแยกซ้ำกัน
เช่น ลูบคลำ เป็น ลูบ ๆ คลำ ๆ
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ลักษณะของคำซ้ำ(ต่อ)
d.นำคำซ้ำมาประสมกัน เช่น งู ๆ
ปลา ๆ
ไป ๆ มา ๆ ชั่ว ๆ ดี ๆ ลม ๆ
แล้ง ๆ
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ความหมายของคำซ้ำ
๑. บอกพหูพจน์ คำเดิมความหมายอาจ
เป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ ความหมายก
ลายเป็นพหูพจน์อย่างเดียว เช่น
เขาเล่นกับเพื่อน
(ความหมายเป็นเอกพจน์หรือ
พหูพจน์)
เขาเล่นกับเพื่อน ๆ
(ความหมายเป็นพหูพจน์)
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ความหมายของคำซ้ำ(ต่อ)
๒. บอกความเน้นหนัก คำวิเศษณ์
บางคำเมื่อเป็นคำซ้ำจะมีความหมาย
เน้นหนักกว่าเดิม โดยมากเวลาพูดจะ
เปลี่ยนเสียงคำแรกเป็นเสียงตรี เช่น
สวย ๆ เป็น ซ้วยสวย
ดี ๆ เป็น ดี๊ดี
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ความหมายของคำซ้ำ(ต่อ)
๓. บอกความไม่เน้นหนัก คำวิเศษณ์
บางคำเมื่อเป็นคำซ้ำความหมายจะคลาย
ความเน้นหนักกว่าเดิม คำซ้ำประเภทนี้
ไม่เปลี่ยนเสียงวรรณยุกต์ของคำแรก เช่น
สวย (สวยจริง) สวย ๆ (ไม่
สวยทีเดียว)
ดี (ดีจริง) ดี ๆ (ไม่ดีทีเดียว)
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ความหมายของคำซ้ำ(ต่อ)
๔. บอกคำสั่ง คำวิเศษณ์ที่เป็นคำซ้ำ
เมื่อประกอบคำกริยา จะเน้นความและ
บอกคำสั่ง เช่น
อยู่เงียบ (วลี) อยู่เงียบ ๆ (ประโยค
คำสั่ง)
พูดดัง (วลี) พูดดัง ๆ
(ประโยคคำสั่ง)
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ความหมายของคำซ้ำ(ต่อ)
๕. เปลี่ยนความหมายใหม่ คำซ้ำ
บางคำเปลี่ยนความหมายใหม่โดย
ไม่มีเค้าของความหมายเดิม เช่น
กล้วย ๆ (ง่าย) น้อง ๆ
(เกือบ,ใกล้,คล้าย)
หมู ๆ (ง่าย) ไล่ ๆ (ใกล้เคียง)
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
หมายเหตุ คำที่ออกเสียงซ้ำกันบาง
คำไม่ใช่คำซ้ำเพราะไม่ได้เกิดคำใหม่
และความหมายก็ไม่เปลี่ยนไป ใน
กรณีเช่นนี้จะใช้ไม้ยมกแทนไม่ได้ เช่น
เราควรเก็บของไว้ที่ที่ของมัน
ที่ที่ ไม่ใช่คำซ้ำ
เราควรเก็บของไว้เป็นที่ ๆ
ที่ ๆ เป็นคำซ้ำ
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
e. คำพ้อง
หมายถึง คำที่มีลักษณะเหมือน
กัน หรือซ้ำกัน เช่น เขียนเหมือนกัน
หรือออกเสียงเหมือนกัน หรือเหมือน
กันทั้งรูปและเสียง แต่มีความหมาย
ต่างกัน ซึ่งจะพิจารณาตามเนื้อความ
ของคำที่เกี่ยวข้องกับคำพ้อง หรือ
คำที่เขียนต่างกัน แต่มีความหมาย
เหมือนกัน
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
๑. คำพ้องเสียง
คำพ้องเสียง คือ คำที่มีเสียงเหมือน
กัน แต่มีรูปต่างกันและมีความหมายต่าง
กัน เช่น คำกลอน เรื่อง “คำพ้องเสียง”
ข้าได้เช่านาวาให้ค่าเช่า
ริมศาลเจ้าเจ๊กบ้ามันฆ่าหมู
กำไว้มั่นแล้วไม่ทำกำม์ของ
กู จะทนสู้บาปกรรมไปทำไม
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ตัวอย่างคำพ้องเสียง
๑) กฎ หมายถึง ข้อกำหนด
เช่น กฎของลูกเสือสามัญมี ๓ ข้อ
กด หมายถึง บังคับลง, ข่ม
เช่น เขาเอามือกดหัวฉันไว้
b. กรรณ หมายถึง หู
เช่น พระกรรณหมายถึงหู
กัณฐ์ หมายถึง คอ เช่น ทศกัณฐ์ มี ๑๐
คอ
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
๒. คำพ้องรูป
หมายถึง คำที่เขียนเหมือนกัน
อ่านต่างกัน และมีความหมายต่างกัน
เช่น คำกลอน เรื่อง “คำพ้องรูป”
กระบวนหนึ่งตัวตัวเขียนไม่เปลี่ยน
แปลก แต่อ่านแยกสองความตาม
วิถี
วัดเขมาโกศเขมาเพลาก็มี
แต่ที่นี้ไปถึงป่าเพลาเย็น
การสร้างคำในภาษาไทย(ต่อ)
ตัวอย่างคำพ้องรูป
a. กรี อ่านว่า กะ – รี
หมายถึง ช้าง เช่น พญากรี
มีงายาวมาก
กฺรี หมายถึง กระดูกแหลม
ที่หัวกุ้ง
เช่น กุ้งมีกรีอยู่ที่หัว