บทคัดยอ่
งานวิจัยเฉพาะเรื่อง “ราบุญบูชา” ประเพณี พิธีกรรม ความเช่ือ ที่มีความสัมพันธ์ต่อวิถีชีวิตของชนกลุ่มชาติ
ไทยเขมร พ้นื ทีต่ าบลเกาะศาลพระ อาเภอวดั เพลง จงั หวัดราชบุรี มวี ตั ถปุ ระสงค์เพอ่ื ศกึ ษาประเพณี พธิ ีกรรม ความเช่ือ
ท่ีมีความสัมพันธ์ต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชนภายใต้บริบทความเป็นกล่มุ ชาติพันธุ์ไทยเขมร งานวิจัยครงั้ นี้ผทู้ างานวิจยั ใช้
วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคลการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการในประเด็นประเพณี
พธิ กี รรม และความเช่ือของชุมชนท่ไดท้ าการศึกษา
จากผลการพบว่า ประเพณี พิธีกรรม และความเช่ือมีความสัมพันธ์ต่อวิถีชีวิตของคนในชุมชนเป็นอย่างมาก
ซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อวิถีชีวิตใน ๓ ด้านหลักของคนในชุมชน คือ ด้านการทามาหากิน ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม
และดา้ นความเป็นอยู่
ประเพณีศาลคุณตาศาลพระ ชาวบา้ นยังยดึ ถอื ปฏบิ ัติสืบตอ่ กันมาตั้งแตบ่ รรพบรุ ุษ ซ่ึงจะมีประเพณีประจาปีใน
ท้ายเดือน ๕ ท้ายตรุศสงกรานต์ ประมาณวันที่ ๑๕ – ๑๖ เมษายน คนในตาบลพร้อมใจกันไปทาบุญท่ีศาลคุณตาศาล
พระ ด้วยความเคราพศรทั ธากันโดยพรอ้ มหา้ กันตามตานานทเ่ี ล่าสืบตอ่ กัน
พิธีกรรม มีความเชื่อในการนับถือผีบ่าวสาวเป็นอย่างมาก การนับถือผีของชาวไทยเขมรเป็นการถือผีตาม
บรรพบุรุษ โดยนับถือมีอิทธิพลต่อชาวไทยเขมรแม้แต่ในแง่ของการดาเนินชีวิตไม่ว่างจะเป็นการประกอบพิธีกรรมหรอื
การดารงชีวติ ประจาวัน จึงมปี ระเพณีความเชื่อทีถ่ อื ปฏิบตั ิกันมา
ความเช่ือ การบูชาศาลคุณตาศาลพระของชาวบ้านรวมท้ังศึกษาในการบชุ า โดยความเชือ่ เกี่ยวกับการตงั้ ศาล
คุณตาศาลพระน้นั มีมาต้งั แต่สมัยบรรพบุรษุ ซ่ึงเป็นการแสดงออกถงึ ความเคราพและบชู า เพ่อื ให้เกิดความเป็นสริ ิมงคล
ใหช้ ่วยค้มุ ครองความปลอดภัยจากอัตรายท้งั ปวงและเพื่อการปรพสบความสาเรจ็ แกค่ รอบครัว
คำสัมคญั : ประเพณี พิธกี รรม ความเช่ือ
สำรบัญ
บทคัดย่อ ก
สำรบัญ ข
บทท่ี ๑ ๑
ประวัตขิ องชำตพิ ันธุ์ ๑
ท่ตี ั้ง พื้นที่ ถน่ิ ท่อี ำศัย ๑
วิถีชวี ิต อำชีพ ๔
- การปกครอง สงั คม เศรษฐกจิ ๕
- การตัง้ บา้ นเรือน ๖
- การแตง่ กาย ๖
- อาหาร ๗
ประเพณี วฒั นธรรม ๗
- ศาสนา คติความเช่ือ พธิ ีกรรม ๗
- ศลิ ปะกรรม การแสดง การละเลน่ ๗
- ขนบธรรมเนยี มและประเพณี ๗
- ประเพณกี ารเกิด ๗
- ประเพณแี ต่งงาน ๘
- ประเพณีในรอบปี ๘
- บญุ กลางบา้ นเขมรราชบรุ ี บ้านรากมะขาม ๘
- การเลย้ี งผีหมบู่ า้ น ๙
บทท่ี ๒ ๑๒
ทม่ี ำของแนวคดิ กำรแสดง ๑๒
แนวควำมคดิ ๑๓
รูปแบบกำรแสดง ๑๓
รปู แบบเพลง ๑๓
รูปแบบกำรแตง่ กำย ๑๓
อุปกรณ์ประกอบกำรแสดง ๑๓
รปู แบบกำรปฏิบตั ิงำน ๑๔
คำแนะนำจำกผทู้ รงคณุ วุฒแิ ละชำติพันธ์ไุ ทยเขมร และแนวทำงแกไ้ ข ๑๔
บทท่ี ๓ ๑๖
องคป์ ระกอบกำรแสดง ๑๖
- เครื่องแต่งกาย ๑๖
- แนวคิดในการสรา้ งสรรคเ์ พลง ๑๗
- อปุ กรณป์ ระกอบการแสดง ๑๗
สำรบัญ (ต่อ) ๑๘
๑๘
บทท่ี ๔ ๗๐
กระบวนท่ำรำ ๗๐
บทที่ ๕
สรุป อภปิ รำยผลและข้อเสนอแนะ
ภำคผนวก
อำ้ อิง
บทท่ี ๑
บทนำ
ประวตั ิของชำตพิ นั ธ์ุ
เผ่ำพันธ์ถุ ่ินกำเนิด
กลุ่มชาติพันธุ์อีกกลุม่ หน่ึงที่ต้ังบ้านเรอื นอยู่กระจัดกระจายในหลายท้องที่ของจังหวัดราชบุรีคือ ชาวไทยเขมร
ลาวเดิม ถิ่นฐานดั้งเดิมและสาเหตุทเ่ี ข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทยยังไม่พบเอกสารใดกลา่ วถึงมีเพยี งคาบอกเล่าของคน
เฒ่าคนแกท่ ีบ่ อกวา่ บรรพบุรุษถูกกวาดตอ้ นมาจากทางเหนือ
ภำษำ
ภาษาของกล่มุ ชนน้ีไม่แตกต่างจากภาษาอสี านและภาษาถิน่ เหนือมีความคล้ายคลงึ กนั ในท้ังด้านคาศพั ท์และรูป
ประโยคแต่ก็มีคาศัพท์บางคาที่ไมพ่ บในภาษาถนิ่ ท้งั สอง ถอื เป็นลักษณะเดน่ ของภาษาเขมรลาวเดิม เช่น คาว่า
แย็ม หมายถึง มอง
พก๊ หมายถงึ แอบ (ด)ู
คาศพั ทเ์ หล่านี้ แม้วา่ จะเปน็ คาศัพทท์ ม่ี ีเฉพาะในภาษาลาวเดมิ แตเ่ ม่ือใชส้ ือ่ สารกนั แลว้ กส็ ามารถเขา้ ใจกนั ได้ไม่
ยาก อนง่ึ ยงั ได้พบความแตกต่างอื่น ๆ ท่ีภาษาถน่ิ อน่ื ไม่มี แตเ่ ปน็ ลักษณะคาศพั ท์เฉพาะ ดงั ตวั อยา่ งของประโยคเหล่าน้ี
คอื
ไปเดา๋ มา - ไปไหนมา
แย้มอีหยงั - มองอะไร
ไปคอม - ไปด้วย
หกบ้านม้ือใด๋ - กลบั บา้ นเมอ่ื ไร
หกมือ้ อนื่ - กลบั พรุ่งน้ี เปน็ ตน้
ลกั ษณะสาเนียงการพดู คุยคล้ายกบั ภาษาถ่นิ อีสาน แต่ เหนอ่ กวา่
ลักษณะเดน่ อกี ประการหน่ึง ไดแ้ ก่ การแปรเสียงสระ คอื มีการแปรเสยี งสระหนึ่งเปน็ อีกเสยี งหน่งึ คอื
เสียง โอะ แปรเปน็ เอะ เชน่ หมด เป็น เหม็ด
เสยี ง อุ แปรเป็น โอะ เชน่ ตุ๊กแก เป็น ตก๊ แก
เสียง ไอ แปรเปน็ เอา เชน่ ใหม่ เปน็ เหมา
ทตี่ ้งั พ้นื ท่ี ถ่ินที่อำศยั
กลมุ่ ชนไทย – เขมร แตก่ อ่ นอาศยั อยทู่ ี่ประเทศลาวและถูกต้อนเข้าไปอย่ใู นเขมรสมยั พระเจ้าตากสินมหาราชที่
ไปตีเมืองแตกและถูกต้อนเข้ามาในประเทศไทยแล้วได้กระจายกันไปที่ต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ใน อาเภอวัดเพลง
ตาบลเกาะศาลพระ จะมี ๔ หมูบ่ า้ นที่เป็นชาวไทย – เขมร อาศยั อยู่ คือ หมู่ ๖ ๗ ๘ และ ๙ โดยลกั ษณ์บา้ นสมยั ก่อนจะ
เป็นบ้านทรงไทยยกพื้นสูงชน้ั ล่างจะไว้เลี้ยงวัวแต่ปัจจุบันชั้นลา่ งบ้างบ้านปูพื้นกระเบ้ือง และทางด้านภาษาส่วนใหญใ่ ช้
๑
ภาษากลางในการสื่อสารมากกว่าภาษาไทย – เขมร (ลาวเดิม) เพราะสมัยน้ีไม่ค่อยมีใครเข้าใจภาษไทย – เขมร
(ลาวเดิม) มีแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ท่ีพูดหรือเข้าใจภาษา ด้วยสาเนียงและภาษาของจังหวัดราชบุรีและจังหวัดสุรินทร์มีความ
แตกต่างกัน จังหวัดราชบุรีสาเนียงจะออกไปทางเขมรผสมลาวแต่จังหวัดสุรินทร์สาเนียงจะออกไปทางเขมรมากกว่า
ประเพณีดัง้ เดิมไทย – เขมร ท่ยี ังสบื ตอ่ กนั มาคือ “ประเพณีศาลคุณตาศาลพระ” ซ่งึ จะมีการทาบญุ เป็นประเพณีทุกปีใน
ท้ายเดอื น ๕ ท้ายตรษุ สงกรานต์ ท่ีศาลคุณตาศาลพระ สมัยก่อนจะมีราร้องเพลงพวงมาลัย ของผ้ฒู ู้แก่ ได้แก่ ละคร หนงั
ลเิ ก ดนตรี ท่ยี ังอนุรกั ษไ์ ว้อยแู่ ละมีการจัดการแสดงทกุ ๆ ปี อาชพี ของชาวไทย – เขมร สมยั กอ่ นทานาหรอื รับจ้างจะต้อง
ไปทอี่ าเภอดาเนินเพอ่ื ท่จี ะไปรับจา้ งทานาแต่ปัจจบุ ันนจี้ ะทาไร่ทานากันเป็นส่วนใหญ่ ตาบลเกาะศาลพระ บางกระแสเล่า
วา่ เม่ือประมาณ 200 ปี มาแล้วมีชาวเขมรและมอญได้อพยพมาตัง้ ถ่ินฐานในแถบน้ีซึง่ อย่รู ิมแมน่ ้าแควอ้อม ซง่ึ มีลกั ษณะ
คล้ายเกาะ เพราะมีคลองล้อมรอบ และในบรรดาผู้อพยพมีชายผู้หน่ึงซ่ึงมีฝีมือมีความคิดริเริ่มการสร้างพระพุทธรูป
โดยใช้หวายเส้นใหญส่ านเป็นโครงสร้างและใช้หวายเส้นเล็ก สานเปน็ รปู รา่ งแล้วโบกปูนซเี มนต์ (ในสมยั นน้ั หาเหล็กยาก
มาก) ทับโครงสร้างหวายอีกครั้งหน่ึง แล้วจึงตบแต่งทีหลังต่อมาก็ให้พวกเดียวกันฝึกหัด ทาจนเป็นท่ีรู้จักของหมู่บ้าน
ใกล้เคียงจึงเรียกหมู่บ้านน้ีว่า “เกาะศาลพระ” และเรียกชายคนนั้นว่า “ตาสานพระ” เป็นที่นับถือของคนทั่วไป
เมอ่ื ส้นิ ชีวิตชาวบ้านจงึ พากนั ตง้ั ศาลข้ึนเรยี กว่า “ศาลคณุ ตาศาลพระ” ซงึ่ จะมกี ารทาบุญเปน็ ประเพณีประจาทุกปีในท้าย
เดือน 5 ท้ายตรุษสงกรานต์ ประมาณวันที่ 15-16 เมษายนของทกุ ปี คนในตาบลพรอ้ มใจกนั ไปทาบุญ ท่ีศาลคุณตาศาล
พระ ดว้ ยความเคารพ ศรัทธากนั โดยพรอ้ มหนา้ กัน ตามตานานทเ่ี ล่าสืบตอ่ กนั
ความเชื่อในการนบั ถือผบี า่ วสาวผเู้ ฒ่าผู้แกเหล่ากันว่าบา้ นไหนมีลูกสาวจะตอ้ งไปไหว้ขอขมาโดยท่ไี มร่ ้วู า่ ใครทา
ผิดประเพณี และหม่นุ สาวบา้ นไหนทีท่ าผดิ ประเพณจี ะต้องจับมาทาพิธีก่อนหรือถา้ จับไมไ่ ด้วา่ บ่าวบ้านไหนทางพอ่ แม่ ปู
ย่า ตายาย ฝ่ายหญิงต้องมาทาพิธีเอาเคร่ืองขันหมากชุดเล็ก ๆ มาทาพิธีไหว้ผีขาด (นางอารมณ์ มีอยู่ สัมภาษณ์, 25
สงิ หาคม 2563)
รปู ภำพที่ ๑
๒
รปู ภำพท่ี ๒
ความเป็นมาของชมุ ชนชาวเขมรราชบรุ ี ไม่มเี อกสารกล่าวถึงมากนัก แต่คนท่วั ไปในท้องท่ีราชบรุ ี มักจะรู้กนั แต่
เพียงว่า “ราชบุรีก็มีเขมรเหมือนกัน” ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยก็หาที่จะเป็นหลักฐานยืนยันมั่นคงได้ยาก
สว่ นในพงศาวดารมีกล่าวถงึ โดยตรงก็คือ เหตุการณ์ในชว่ งต้นรัชกาลพระเจ้าตากสินมหาราช พ.ศ. ๒๓๑๔ กองทัพไทยไป
ตเี ขมร ความว่า
“คร้ังน้ัน ครั้นกองทัพไทยเลิกกลับมา สมเด็จพระนารายณ์ราชาก็พากองทัพญวนข้ึนมารักษาเมืองดังเก่า
เจ้าพระยาจักรีเดินทัพกลบั มากลางทาง ทราบว่าญวนขึ้นมาช่วยเขมร ก็กวาดต้อนครอบครวั เมืองบาราย เมืองโพธิสตั ว์
และจบั ได้ขุนนางเขมร คอื พระยายมราช ชื่อควร พระยารามเดชะ ชื่อมู พระยาไกร ช่อื ลาย รวมกับครอบครวั คร้งั น้ันได้
หม่ืนเศษ สง่ เข้ามากรุงธนบรุ ี แล้วยดึ เอาเมืองพระตะบอง เมอื งนครเสียมราฐรักษาไว้ ครอบครัวเขมรที่เขา้ มาคร้งั นั้นเจ้า
กรงุ ธนบุรี โปรดให้ตั้งบ้านเรอื นอยู่เมอื งราชบุรี (พระราชพงศาวดารกรงุ รตั นโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ – ๒๕๔๕ น. ๘)
ภาษาเขมรราชบุรมี ีคาศัพท์ลาวปนอยมู่ าก ด้วยเหตนุ ี้จึงไดม้ ีผูเ้ รียกวา่ เขมรลาวเดมิ คือมใิ ชภ่ าษาลาวเสยี ทเี ดยี ว
หรือมิใช่ภาษาเขมรล้วน ๆ หากแต่พูดคละคาศัพท์กันไป กับอีกกลุ่มหน่ึงเรียกว่า เขมรเมือง คือ ไม่มีภาษาลาว -ไทย
เจือมากเท่ากลุ่มแรกในพงศาวดารทก่ี ล่าวถงึ เขมรที่ต้องมาอยูใ่ นราชบุรีจากเหตุของสงคราม กม็ ิได้มคี าเสริมสรอ้ ยเรยี กว่า
เขมรลาวเดิม หรือ ลาวเขมรเดิม แต่ประการใด แต่ใช้ว่าชาวเขมร ดังน้ัน จึงเรียกชาวเขมรในจังหวัดราชบุรีว่า
เขมรราชบุรอี นั หมายถงึ ชาวไทยทีเ่ ป็นประชากรจงั หวดั ราชบรุ ีซงึ่ เคยมบี รรพบรุ ษุ พดู เขมรแตก่ าลก่อน
เม่ือกาหนดเอาเรื่องภาษาเป็นเกณฑใ์ นการจาแนกกลุ่มเขมรราชบรุ ี จะพบวา่ มีบางส่วนเป็นเขมรเมืองกบั เขมร
ปนลาว ในปัจจบุ นั น้ี ทง้ั สองกลุ่มยอ่ ย ได้รับอทิ ธิพลภาษาไทยเข้าไปใช้ในสงั คมคอ่ นข้างมาก จึงไมอ่ าจหาเกณฑ์ท่แี น่นอน
ในการระบุถึงเขตวัฒนธรรมได้ ข้อมูลต่อไปนี้เป็นเพียงข้อมูลเบ้ืองต้นเพื่อให้ทราบถึงท่ีอยู่ของชาวเขมรราชบุรี
แต่ความเข้มข้นทางวฒั นธรรมประเพณี มไี มม่ ากนกั เนือ่ งจากภาษาได้กลายไปมากแล้ว พ้ืนทขี่ องชาวเขมรราชบรุ ี มดี ังนี้
บา้ นท่าราบ หมู่ที่ ๗ ตาบลบางแพ อาเภอบางแพ
บ้านดอนแซง่ หมทู่ ่ี ๑๐ ตาบลบางแพ อาเภอบางแพ
บ้านดอนแซง่ หมทู่ ี่ ๑๑ ตาบลบางแพ อาเภอบางแพ
บ้านหนองจอก หมู่ท่ี ๔ ตาบลดอนทราย อาเภอปากท่อ
๓
บ้านหนองแรด หมทู่ ี่ ๒ ตาบลบอ่ กระดาน อาเภอปากท่อ
บา้ นบอ่ ตระครอ้ หมู่ท่ี ๓ ตาบลบอ่ กระดาน อาเภอปากทอ่
บา้ นบ่อกระดาน หมู่ที่ ๔ ตาบลบอ่ กระดาน อาเภอปากทอ่
บา้ นรากมะขาม หมทู่ ่ี ๓ ตาบลหว้ ยไผ่ อาเภอเมอื งราชบุรี
บา้ นเกาะลอย หมูท่ ่ี ๗ ตาบลคุ้งกระถนิ อาเภอเมอื งราชบรุ ี
บ้านมา้ ลาย หมู่ที่ ๒ ตาบลคงุ้ น้าวน อาเภอเมืองราชบรุ ี
บา้ นบางนางสญู หมู่ที่ ๘ ตาบลวดั เพลง อาเภอวดั เพลง
บา้ นทา่ ลาด หมู่ที่ ๗ ตาบลเกาะศาลพระ อาเภอวดั เพลง
บ้านเสลา หมู่ที่ ๙ ตาบลเกาะศาลพระ อาเภอวดั เพลง
บรดาบุตรหลานที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวเขมรตามท้องที่ดังกล่าวน้ีมีสถานภาพเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ได้รับ
การศึกษา และรับวัฒนธรรมขนบประเพณีหลายอย่างตามแบบแผนสังคมไทย กระน่ันก็ดี ชาวเขมรราชบุรียังมีความ
ภาคภูมิใจท่ีได้เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เพิ่มสีสันให้กับสังคมราชบุรี ให้น่าท้องเท่ียวและศึกษา
เรียนรู้ อย่างน้อยที่สุด ยังได้เป็นตัวอย่างของการเปล่ียนแปลงทางภาษาและวัฒนธรรม ให้ชนกลุ่มอื่น ๆ ได้ตระหนักว่า
หากภาษาและวฒั นธรรมเปลย่ี นแปลงไปมากแล้ว โอกาสท่จี ะหวนคืนดงั เดมิ นนั้ เป็นไปไดอ้ ยาก
รูปภำพที่ ๓
วิถีชีวิต อำชีพ
ชุมชนของชาวไทยเขมรจะจัดต้ังหมู่บ้านในลักษณะรวมกันเป็นกลุ่มบ้าน หมู่บ้านหรือชุมชนจะมีจานวนบ้าน
ประมาณ 10 – 20 หลังคาเรอื น เหมือนกบั ชุมชนชาวไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและชาวไทยภาคเหนือ ระยะเริ่มต้น
ก่อต้ังชุมชนทุกคนในชุมชนจะเป็นกลุ่มท่ีเป็นญาติพี่น้องกัน อาจจะเป็นญาติท่ีสนิทสนมหรืออาจจะเป็ นญาติห่าง ๆ
และก็ยังมีบุคคลอ่ืนท่ีไม่ใช่ญาติพี่น้องอยู่เข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนด้วย บุคคลเหล่านี้จะเข้ามาอาศัยในรูปแบบเข้ามา
แต่งงานกับบุคคลที่อยู่ในชุมชน หรืออพยพมาจากชุมชนอื่นเพ่ือเข้ามาทามาหากินในชุมชนการก่อตั้งชุมชนจะกอ่ ต้ังใน
๔
สถานทีใ่ กลก้ ับแหลง่ น้า เพราะน้าคือปจั จยั หลกั ในการดารงชีพ และน้ายังเป็นแหลง่ อาหารสาคญั ทมี่ ที ้งั สตั ว์น้าและพืชผัก
ที่ข้ึนอยู่ข้างลาน้า อยู่รวมกันจนมีประชากรในชุมชนเพ่ิมมากขึ้นจนขยายออกไปเป็นชุมชนขนาดใหญ่หรือแตกขยายจน
เกิดเปน็ ชุมชนแห่งใหม่
ชุมชนทก่ี อ่ ตั้งข้นึ ทกุ ชุมชนจะต้องมกี ารสรา้ งศาลนะตา หรอื ศาลพระภมู ิเจา้ ท่ไี ว้ในชุมชนและชาวบา้ นในชมุ ชนก็
จะไปอัญเชิญนะตา หรือเจ้าท่ีมาประจาอยู่ท่ีศาลเพื่อทาหน้าท่ีดูแล และให้ความคมุ้ ครองคนในชมุ ชนตามความเช่อื ของ
ชาวไทยเขมรเช่ือว่านะตาหรือเจ้าท่ีคล้ายกับเทพารักษ์ท่ีทาหน้าที่เฝ้าดูแลบ้านในบ้านทุกหลังคาเรือ นจะต้องมี
และนะตากค็ ือเทพารกั ษ์ประจาชุมชนทจี่ ะทาหน้าที่ดแู ลปกป้องชมุ ชนและทุกคนในชมุ ชน นะตาคือบรรพบรุ ษุ ของคนใน
ชุมชนที่เสียชีวิตไปและกลับมาทาหน้าดูแลคนในชุมชน นะตาจึงเป็นความจาเป็นอย่างสาคัญย่ิงของชุมชนที่จะต้อง
อญั เชิญมาประจาชมุ ชนของตนเอง
เม่ือชุมชนก่อต้ังขึ้นก็จะต้องมกี ารปกครองคนในชุมชน ในอดีตระบบการปกครองของคนในชมุ ชนจะมีหวั หนา้
บา้ นเป็นผทู้ าหน้าท่ปี กครอง หัวหน้าบ้านของชมุ ชนชาวไทยเขมรโดยส่วนใหญก่ ็จะเป็นคนเดียวกับผู้ท่ที าหน้าที่ดูแลศาล
นะตา แต่หลังจากที่รัชกาลที่ 5 ได้ประกาศให้ตราพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 ข้ึนใช้บังคับท่ัวประเทศ
โดยประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440) ระบบการปกครองของชาวไทยเขมรก็ได้เปลี่ยนมา
ใช้วิธีการปกครองระบบเดียวกันกับที่รัฐบาลประกาศใช้ โดยมีกานันหรือผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวหน้าปกครองชุมชนหรือ
หมบู่ ้าน
สังคมของชาวไทยเขมรเปน็ สังคมทมี่ ีลกั ษณะ “สงั คมมิตรไมตรี” ทุกคนในชมุ ชนจะมีความสัมพนั ธก์ ันเป็นอย่าง
ดี มีการชว่ ยเหลอื กจิ กรรมการงานของกันและกัน ไมว่ ่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ทุกคนในชุนชนก็จะชว่ ยเหลอื กันเป็น
อย่างดี เช่นการทานาก็จะชว่ ยเหลอื กันต้ังแต่จดั เตรยี มดนิ ไปจนถึงเกบ็ เกี่ยว หรืองานที่เกี่ยวกบั พิธกี รรมประจาชมุ ชน เช่น
แซนนะตา บ็อนแคแจดเป็นต้น สังคมเขมรยังเป็นสังคมที่ให้ความเอ็ดดูกับผ้ทู ่ีมีอาวุโสน้อยกว่า โดยผู้อาวุโสในชุมชนจะ
เรียกเด็กเล็ก หรือผู้มีอาวุโนน้อยกว่าว่า “เมียว” คล้ายกับชาวอีสานที่เรียกเด็กว่า “บักหา, อีหล่า” ชาวจีนท่ีเรียกว่า
“อาต๋ี, อาหมวย” ชาวภาคตะวันออกท่ีเรียกว่า “อีหนู, ไอ้หนู” สภาพสังคมในระดับครัวเรือน โดยส่วนใหญ่จะมีความ
คล้ายคลึงกบั สภาพสังคมของชาวไทยพื้นเมอื งโดยท่ัว ๆ ไป คือจะเป็นระบบสังคมทจ่ี ะใหพ้ ่อเป็นผู้ทาหน้าทีเ่ ป็นหัวหนา้
ครอบครัวและทาหน้าท่ีหาเลย้ี งสมาชิกในครอบครัว แม่จะเป็นผู้ที่ทาหน้าท่ีดูแลกิจกรรมภายในบ้าน เช่น หุงหาอาหาร
เป็นต้น รวมยังเป็นระบบสังคมท่ีให้เกียรติเพศชายในการดาเนินกิจกรรมหรือตัดสินใจในเร่ืองต่าง ๆ ท้ังที่สาคัญและไม่
สาคัญของครอบครวั จะไม่มคี วามขดั แย้งกนั ระหว่างเพศในเร่ืองของการทางานผหู้ ญงิ มีความรูส้ กึ โดยสัญชาติว่างานหนัก
งานสาคญั จะเป็นหนา้ ท่ขี องเพศชาย ฝ่ายชายกจ็ ะให้เกยี รตผิ ูห้ ญิงในเร่อื งการจดั แจงสิ่งตา่ ง ๆ ภายในครอบครวั และฝ่าย
ชายจะยอมรบั นับถือฝา่ ยหญิงในเร่อื งของความกตญั ญูตอ่ บรรพบรุ ุษซ่งึ ฝา่ ยหญิงจะเป็นผรู้ บั หน้าท่ีดูแลบรรพบรุ ุษเมื่อชรา
ภาพตัวลง สาเหตทุ ีเ่ ปน็ เชน่ น้ีเพราะว่าการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานของชาวไทยเขมร เดก็ ทีเ่ ป็นเพศชายจะได้รบั การฝึกฝน
ให้ทางานนอกบา้ น เชน่ การปลูกขา้ ว การปลกู ถั่วลสิ ง เปน็ ตน้ สว่ นเด็กเพศหญิงจะถูกอบรมเล้ียงดใู หท้ างานภายในบ้าน
เชน่ หุงหาอาหาร เย็บปกั เส้ือผ้า เปน็ ต้น
กำรปกครอง สงั คม เศรษฐกจิ
สังคมของชาวเขมรลาวเดิมในอดีตเป็นสงั คมชาวนาแตใ่ นปัจจุบันปลูกพืชสวนแทนการทานา มกี ารแบง่ แรงงาน
กันในครอบครวั สว่ นเครอ่ื งมือในการทานา ทาสวน มกั ทาขึ้นเองจากไม้ท่ีหาไดต้ ามปา่
๕
การปกครองคนในหมู่บ้าน มีกานัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้อาวุโส เป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทในการดูแลทุกข์สุขของ
ผู้คน จะมีการประชุมรวมกันเวลามีปัญหา โดยกานันจะเป็นคนบอกถึงเรื่องต่าง ๆ และหากมีคนในชุมชนทะเลาะกันก็
ช่วยกันไกลเ่ กลี่ยในแตล่ ะหมบู่ ้าน
กำรต้งั บำ้ นเรือน
ชาวเขมรลาวเดิมเป็นกลุ่มชนท่ีมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติแน่นแฟ้นมาก มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด
ยึดถือบ้านพ่อแม่เป็นศูนย์กลาง และผูกพันกันระหว่างปู่ย่า ตายาย เห็นได้จากการต้ังบ้านเรือนติดต่อกันเป็นหมู่
หมูล่ ะหลายสิบหลังคาเรือน ลกั ษณะของบ้านจะเป็นบ้านยกใต้ถุนสงู หลงั คามงุ จากหรอื หญา้ คา ฝาบ้านเป็นไมไ้ ผห่ รือฝา
กระดาน โดยเฉพาะหลังคาบ้านมีลักษณะพิเศษคือ มุงเป็นผืนเดียวกันตลอดทุกหลังคาเรือน เมื่อข้ึนบันไดบ้านใดแล้ว
สามารถไปเรือนอ่ืนได้ โดยไมต่ ้องลงจากบนั ไดบ้านเดิม เพราะแตล่ ะบา้ นจะมีไม้กระดานพาดถงึ กันบ้านต่อบ้าน กระทง่ั มี
คากล่าวว่า “ไกบ่ นิ ไมต่ กดิน” ซ่ึงหมายถงึ เมอื่ ไก่บนิ แลว้ จะหาทลี่ งไมไ่ ด้ ก็เพราะหลงั คาทมี่ ุงชนตดิ ต่อกันนน่ั เอง
กำรแต่งกำย
ในปัจจุบันน้ี การแต่งกายท่ีบ่งบอกความเป็นชาติพันธ์ุเขมรราชบุรี แทบไม่ปรากฏในวิถีชีวิตประจาวัน
ด้วยว่าทุกคนได้เปลี่ยนแปลงการแต่งกายให้เหมือนกับคนไทยท่ัวไปตามสมัยนิยม จะมีก็แต่ช่วงมีงานบุญประเพณีหรอื
กิจกรรมทางสงั คมทผี่ ู้สงู อายุบางทา่ นยังคงมเี ส้ือผา้ ท่ีจะ “แต่งอวดแขก” ได้
จากปากคาบอกเล่าของผู้สงู อายุในชมุ ชนเขมรราชบรุ ี บา้ นรากมะขาม อาเภอเมืองราชบุรีกล่าวว่า คนแต่ก่อน
โดยเฉพาะผู้หญิงนั้นนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อคอกระเชา้ ในเวลาท่ีอยู่บ้านหรอื ออกไปทาไรท่ านา การนุ่งห่มเช่นนี้ปฏบิ ัติ
เหมือนกันไม่ว่าเด็กโตหรือผู้ใหญ่ แต่ถ้ามีงานบุญก็มักจะสวมเสื้อแขนสามสวม อาจมีหลายลูกไม้ปักตามขอบ เช่น
ทสี่ าบอกเสือ้ แขนเสือ้ หรอื ทช่ี ายเส้ือ ส่วนเนอ้ื ผา้ และฝีมือการตดั เย็บเสอื้ ยังขนึ้ อยกู่ บั ฐานะทางเศรฐกิจของครอบครัวอกี
ด้วย สว่ นชายชาวเขมรนนั้ กน็ งุ่ โจงกระเบนหรอื เรยี กว่านุ่งผ้ามว่ ง สวมเส้อื ราชปะแตน หรอื เป็นคอต้งั แขนยาว มกี ระดมุ ๕
เม็ด
คาบอกเล่าดังกลา่ วนี้ เข้าใจว่าผู้บอกเล่าคงเคยเห็นการแต่งกายเสนาบดีหรอื ผู้ที่เป็นเจ้านายในยุคสมัยก่อน ๆ
หากพจิ ารณาตามสภาพสงั คมเมื่อประมาณเกือบสองร้อยปียอ้ นหลงั วิถีชวี ิตของคนไทยทวั่ ไป รวมทง้ั ชาวเขมรราชบรุ กี ไ็ ม่
น่าจะแตกต่างจากคนสยามในลุ่มน้าเจา้ พระยา หรือชาวไทยสยามในกลางเท่าไรนัก อีกทั้งภาพถ่ายเกา่ ๆ ในยุคสมัยตัง้
ช่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั รัชกาลท่ี ๔ ลงมา ยังพอจะสือ่ ใหเ้ หน็ ได้ว่าขนบนยิ มทีช่ ายจะนงุ่ ผา้ ม่วง
และเส้ือราชปะแตน คงจะเป็นจาเพาะเหล่าข้าราชการหรือคนในราชสานักเท่านั้น ถ้าเป็นชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป
กจ็ ะนงุ่ โจงกระเบนบ้าน น่งุ กางเกงพน้ื บา้ นบ้าง หรอื เป็นกางเกงทีต่ ดั เยบ็ ด้วยรแู้ บบงา่ ย ๆ ไมม่ ีจีบ ขาใหญ่ อย่างทป่ี ัจจบุ ัน
นี้เรียกว่ากางเกงชาวเลถ้าเป็นการนุ่งอยู่ตามบ้าน ชายชาวเขมรก็จะไม่สวมเส้ือและถ้าเป็นหญิง จะนุ่งโจงกระเบน
มผี า้ แถบพนั รอบอก เป็นตน้
ดังน้ัน รูปการแต่งกายท่ีแท้จริง สึกแสดงออกทางชาติพันธ์ุเขมรดังเดิมจริง ๆ น่าจะเป็นนุ่งโจงกระเบนทั้งชาย
และหญิง ซึ่งรูปแบบการนุ่งโจงกระเบนน้ี ราชสานักสยามรับเอามาจากราชสานักเขมร รวมถึงคาศัพท์ที่ใช้กับพระเจ้า
แผ่นดิน ผู้มีบรรดาศักดิ์จึงต้องมเี คร่อื งแบบเพื่อแสดงถึงยศหรอื ตาแหน่งในงานราชการ คร้ันต่อมา ความนิยมในการนงุ่
โจงกระเบนเรม่ิ เส่อื มลงไปจากสังคมไทย เพราะการเปดิ รบั วทิ ยาการใหม่ ๆ จากประเทศตะวันตก รวมท้ังความนิยมเรื่อง
๖
การแต่งกายด้วย จึงส่งผลให้คนไทยหันมานิยมนุ่งกางเกงแบบตะวันตก การนุ่งผ้าม่วงจึงเหลืออยู่แต่ในงานราชสานัก
เท่าน้ัน ขณะทช่ี าวบา้ นและชาวเขมรราชบรุ ีไมไ่ ด้แตง่ กายตามแบบโบราณอีกตอ่ ไป
หากต้องการพบเห็นการแตง่ กายของชาวเขมรราชบรุ ที ่ียังคงเค้าแบบเดิม ควรหาโอกาสไปรวมงานบุญประเพณี
พ้ืนบ้าน หรือกิจกรรมทางศาสนา เช่น งานวันสาคัญท่ีพุทธศาสนิกชนไปร่วมกันทาบุญที่วัด งานบวช หรือการเล้ียงผี
หม่บู า้ น เป็นต้น
อำหำร
อาหารท่ีกินกับข้าวของชาวเขมรลาวเดิมมีปลาเป็นหลัก มีการทาน้าหัวปลา ปลาย่าง ปลาเค็ม ปลาร้า แกงค่ัว
แกงเลียง แกงสม้ ผัก เช่น ผกั บงุ้ แฟง ถ่วั ฝ่ักยาว ใส่เน้อื ปลาชอ่ นหรอื ปลาทู ขนมหวานได้แก่ ขนมเปยี กออ่ น ทาจากแป้ง
ข้าวเจ้า นา้ กะทิ นา้ ตาลโตนด นามากวน นิยมทาในงานมงคล เชน่ งานบวช
ประเพณี วฒั นธรรม
ศำสนำ คตคิ วำมเช่ือ พิธกี รรม
คตคิ วามเชอื่ ของคนเขมรลาวเดมิ น้ีเชอ่ื และนับถือผีบรรพบุรุษ ผีอารักษ์ อย่างเครง่ ครดั กลา่ วคือ เหมือนมีการ
จัดประเพณีงานบวช งานศพ หรือเมื่อหมุ่นสาวจะแต่งงานกันจะต้องสู่ขอตามประเพณีหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทาผดิ จารีต
ประเพณี จะตอ้ งถกู ผีบรรพบุรษุ ลงโทษ ทาให้เกดิ ความวิบตั ิต่าง ๆ แกส่ มาชกิ ของครอบครัวหรอื ตวั เอง ฉะน้ันจะตอ้ งเซ่น
ผี ผขี องชาวเขมรลาวเดิมมีการแบง่ เป็นก๊ก ผีแต่ละก๊กจะกนิ เครอ่ื งเซ่นไมเ่ หมือนกัน บางกก๊ กนิ ไก่ หมู ขนมตม้ ดา ขนมต้ม
แดง เหลา้ หรือเป็ดปากทอง (คือเปด็ ทีใ่ ชส้ รอ้ ยทองคล้องท่ีปาก เรียกว่าเป็ดปากทอง) เป็ดปากทองนีจ้ ะเซน่ ต่อเมือ่ มีชาย
หมนุ่ มาสู่ขอหญิงสาว ผีก๊กนี้เรียกว่า ก๊กผกี นิ เปด็ ปากทอง
ชาวเขมรลาวเดิมจะไหวผ้ ีในช่วงสารทสงกรานต์ ถ้าอยูท่ ีบ่ า้ นก็ไหว้ทีบ่ ้าน ภายในบ้านจึงต้องมีหิ้งผี ซึ่งจัดขึน้ ใน
ห้องหน่ึงห้องของบ้าน เมื่อถึงเวลาก็จุดธูปบอกกล่าวขอให้ลูกหลานอยู่เป็นสุข เมื่อมีงานต่างๆ ต้องเซ่นไหว้บอกกล่าว
เครื่องเซ่นประกอบดว้ ย กล้วย ๑ คู่ มะพรา้ ว ๑ คู่ ข้าว ๒ สารับ คาวหวาน เหล้า ขนมเปีย๊ ะ อยา่ งนอ้ ย ๑๐ คู่ ขนมจนั อับ
๑ คู่ ขนมบวั ๑ คู่ ข้าวตม้ มดั ๑ คู่ (ขนมต้องให้ได้มากกว่า ๑๐ อย่าง)
นอกจากจะนับถือผีตามบรรพบุรุษแล้ว ชาวเขมรลาวเดิมยังเล่ือมใสในพระพุทธศาสนาอย่างม่ันคง
ประพฤติปฏิบัติตามศาสนพิธีเน่ืองในโอกาสต่าง ๆ เช่นเดียวกับคนท่ัวไป มีวัดและผู้นาทางศาสนาเปน็ ศูนย์กลางในการ
ปฏิบตั ิกิจกรรมเพ่อื รวมความเป็นหน่ึงของกล่มุ มคี วามสามคั คีเป็นเลิศเหน็ ไดจ้ ากการตั้งบ้านเรอื นติด ๆ กนั
นอกจากการนับถือผีและนับถือพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดแล้ว ชาวเขมรลาวเดิมยังมีความเช่ือเกี่ยวกับ
เร่ือง “ขวัญ” ด้วย โดยเฉพาะในยามเจ็บไข้ได้ป่วยหลงั จากท่ีได้รับการรักษากับหมอตามบ้านแล้ว คนแก่จะทาพิธีเรียก
ขวัญ โดยมีสารบั คาวหวานเรียกวา่ “ม่ิงชิงขวญั ” ใหข้ วัญมาอยูก่ ับตัว มกี ารผูกขอ้ มอื และมญี าติพี่น้องมารว่ มงานด้วย
ศลิ ปะกรรม กำรแสดง กำรละเล่น
ชาวเขมรลาวเดิมมกี ารละเลน่ ในชว่ งเวลาที่ว่างจากงานประจาซ่ึงจะอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ การละเลน่ ที่
พบในกลุ่มเขมรลาวเดิมมีการเล่นเพลงพวงมาลัย ชักเย่อ มอญซ่อนผ้า ผีกะลา ช่วงรา เด็ก ๆ มักจะเล่นห่ึง หรือสะบ้า
ซง่ึ จะเลน่ เฉพาะในเทศกาลน้ีเท่านน้ั เครื่องดนตรปี ระกอบของเขมรลาวเดิม คอื กลองยาวและป่พี าทย์
การเล่นผีกะลาน้ัน มีวิธีการเล่น คือ นากะลามาวางนาไม้มาเคาะมีคนนั่งบนกะลาตัวเมียแล้วหมุนซ่ึงมักให้
ผูห้ ญิงเลน่ จากนั้นจะถามเร่อื งตา่ ง ๆ จนกระทั่งผกี ะลาจะออกกใ็ ห้ “กะต๊อด” (เปา่ ) ท่ีหขู องผเู้ ลน่
๗
ขนบธรรมเนียมและประเพณี
ชาวเขมรลาวเดิมเปน็ กลมุ่ ชนท่ีมคี วามเคร่งครัดในขนบธรรมเนียบและประเพณีอยา่ งมาก ซ่ึงประเพณขี องชาว
เขมรลาวเดิมแบ่งเปน็ ลกั ษณะ คอื ประเพณเี กี่ยวกบั ชวี ติ และ ประเพณใี นรอบปี
ประเพณกี ำรเกิด
ชาวเขมรลาวเดิมมีความเชื่อในเร่ืองขวัญ ดังนั้นเมื่อมีเด็กแรกเกิด ญาติผู้ใหญ่จะนาทารกใส่กระด้งแล้วกล่าว
เรียกขวัญว่า “แม่ซื้อตองปา อย่าหาตองข้าว แม่เป้าแม่พิมพ์ แม่เล้ียงเคยชม แม่นมเคยจูบ อย่ามาหลอก อย่ามาหลอน
อย่ามาไหร้ อน ๆ อย่าหอนรี ๆ” แล้วจึงวางกระด้งลง
มีการเรียกขวัญอีกวิธีหน่ึง คือเม่ือเด็กเกิด หมอตาแยจะนาข้าวเปลือกใส่ตะกร้า พร้อมด้วยกล้วยสุก ขนมต้ม
แดงต้มขาว ไปวางไวท้ ี่ไม้กระดานท่ีแม่นอนอยไู่ ฟ แลว้ เชิญผบี รรพบรุ ุษใหม้ ากนิ จากนน้ั นาไปทงิ้ ทท่ี างสามแพรง่ แล้ว
เดินกลับโดยไม่ให้หันไปมอง สาหรับแม่จะต้องอยู่ไฟอีกอย่างน้อย ๗-๑๕ วัน ระหว่างน้ีแม่จะกินอาหารได้เพียงข้าวต้ม
เกลือ หรือน้าปลาเทา่ น้นั เม่ือออกไฟแล้วหมอตาแยจะผูกขวัญใหม้ ารดาอีกคร้งั หน่งึ
ประเพณแี ต่งงำน
การแต่งกงานของคนเขมรลาวเดิมนิยมจัดพิธีท่ีบ้านฝ่ายหญิง โดยฝ่ายชายจะจัดขบวนขันหมากแห่มาท่ีบ้าน
ในขบวนขันหมากมีขนมใบไม้ ขนมเป๊ียะ ขนมขี้แมว ขนมโก๋ เนื้อหมู ไก่ เป็ด ซึ่งทั้งหมดต้องจดั เป็นจานวนคู่ หลังจากมี
การพดู คุยกันทั้งสองฝ่ายพอเปน็ พธิ ี บ่าวสาวจะไหว้พอ่ แมข่ องทง้ั สองฝ่าย ตอ่ จากนนั้ ผู้อาวโุ สจงึ ผูกดา้ ยสแี ดงขาวเพ่อื เรียก
ขวัญให้คู่บ่าวสาว จากน้นั มีการเลี้ยงข้าวแก่ผ้รู ่วมงานการสง่ ตัวจะทาในตอนเย็นผู้อาวโุ สใหศ้ ีลให้พร และตามธรรมเนียม
ของคนเขมรลาวเดิมในอดีตกล่าวว่าเมื่อลูกชายบ้านใดมาขอลูกสาวผู้เป็นพ่อแม่ต้องเรียกสินสอดคือเรือนหอ ๑ หลัง
และวัว ๑ คู่ เป็นทรัพย์สินท่ีจะใช้ในการดาเนินชีวิต หลังจากแต่งงานแล้วมักอยู่บ้านของฝ่ายหญิง แต่ถ้าจะแยกบ้าน
ออกไปก็ได้ซ่ึงก็ยังอยู่ในพืน้ ทเ่ี ดียวกันกับพ่อแม่
และหากเกิดผิดผีข้ึน ชายหน่มุ ท่ีมาสขู่ อหญงิ สาวจะต้องจัดเคร่ืองเซ่นผี โดยในเคร่ืองเซ่นมีเป็ด จากน้นั เจ้าบ่าว
ต้องนาสายสร้อยทองคา แหวนทองคา มาคล้องที่ปากเป็ด เพ่ือเป็นสินสอดให้เจ้าสาวผีก๊กท่ีกินเคร่ืองเซ่นน้ีเรียกว่า
“กก๊ ผีกินเปด็ ปากทอง”
ประเพณใี นรอบปี
เดอื นสาม มปี ระเพณีเผาข้าวหลาม
เดอื นส่ี ตรุษไทย มกี ารเล่นมอญซอ่ นผา้ ไมต้ ีห่งึ
เดือนห้า สงกรานต์ ชาวบ้านจะกวนข้าวเหนียวแดงไปทาบุญที่วัดในตอนเช้า ตอนบ่ายมีการสรงน้าพระ
ต่อจากนน้ั มีการละเล่นต่าง ๆ เชน่ เพลงพวกมาลัย เพลงฉอ่ ย ชักเยอ่ มอญซอ่ นผา้ ในสมยั กอ่ นมกี ารเล่นผีกะลา วธิ ีเล่น
คล้ายกับไทยวนและสรงนา้ พระ นอกจากนยี้ งั มกี ารเซน่ ผีบรรพบุรษุ เนอ่ื งในวนั สงกรานตด์ ว้ ย
เดอื นแปด เข้าพรรษา มกี ารทาบุญรกั ษาศลี ท่ีวัด ทาบญุ สลากภัต ทาของถวายพระ สมยั กอ่ นมีการเลน่ ป่ีพาทย์
ดว้ ย
ส้ินเดือนสิบ สารทไทย ทุกบ้านจะกวนกระยาสารทมาทาบุญที่วัด แล้วแบ่งกระยาสารทส่วนหนึ่งใส่กระทง
ใบตองสาหรับไหว้แม่โพสพ นามายงั ที่นาของตน วางกระทงกระยาสารทบน “จอม” ที่ทาจากไม้ไผป่ กั ตรงมมุ แล้วทาพิธี
เชญิ แม่โพสพ โดยจุดธปู เทียนเชญิ ให้มากินกระยาสารท แล้วอธษิ ฐานขอใหข้ า้ วเจรญิ งอกงามไดผ้ ลผลติ ดี
๘
เดือนสิบเอ็ด เทศกาลออกพรรษา มีการทาข้าวต้มมดั ขา้ มต้มลกู โยน ขนมเทียน ไปทาบญุ ตักบาตร “ดาวดงึ ส์”
รอบโบสถ์
กลางเดอื นสบิ สอง เตรยี มทาขนมจีน อาหารคาวหวาน ขนมต้มแดง ขนมตม้ ขาว ไปตกั บาตรท่ีวัดเกาะศาลพระ
และทาบญุ ตักบาตรพระประจาวัน ในวนั น้นั พระภิกษุสงฆ์จะสวดสะเดาะเคราะหใ์ หก้ บั ผู้ทม่ี าร่วมงานดว้ ย
บญุ กลำงบ้ำนเขมรรำชบรุ ี บ้ำนรำกมะขำม
หลังจากฟังคาบอกเลา่ จากผอู้ าวุโสหลายท่านในชมุ ชนหมู่บ้านรากมะขาม ท่ตี ่างยืนยันวา่ พ่อแม่ตายายของพวก
ตนน้ันเคย “พูดภาษาเขมรกนั ปรอ๋ ” มาระยะหลงั แตท่ า่ นลม้ หายตายจาก จึงไม่มีใครจะสบื ต่อภาษา คร้นั จะพดู กบั คนรุ่น
ลูกหลานใน พ.ศ. น้ี คาที่เคยได้ยินจากพ่อแม่ก็ชักไม่แน่ใจว่าตนเองจะพูดถูกหรือไม่ พูดแล้วก็ใช่ว่าลูกหลานจะเข้าใจ
เรื่องของเรื่องจงึ ปล่อยเลยตามเลย คือไม่สามารถสื่อความเป็นประโยคยาวๆเป็นภาษาเขมรได้ เพียงแต่ยกตัวอย่างเป็น
คาๆ เท่าทแี่ ต่ละทา่ นจะนึกออก
คุณยายอีกท่านหน่ึงเดินมาน่ังร่วมแครก่ ับผู้อาวุโสท่านอืน่ ๆ พร้อมกับพรั่งพรูเร่ืองเกา่ คราวหลังถึงวันเวลาเม่ือ
ตอนท่ีตนเองยังสาวว่า แต่ก่อนนี้ งานบุญกลางบา้ นนั้นสนุกสนานมาก มีการทาขนมกันเอิกเกริกหนุ่มสาวต่างมาชว่ ยกัน
ทา และท่ีสาคญั มีการละเล่น "เพลงพวงมาลยั " หน้าศาลผปี ระจาหมูบ่ า้ น รอ้ งโต้ตอบประคารมกันคอ่ นวนั กย็ ังไม่มฝี ่ายใด
จะล่าถอย
เคยจาได้ว่า เพลงพวงมาลยั นั้นเปน็ ของเก่าถิ่นเดิมจากเมืองเพชรบุรี ทาให้เอะใจว่า ชาวเขมรราชบุรีรอ้ งเพลง
พวงมาลัยดว้ ยภาษาอะไร คุณยายนกั เลา่ บอกวา่ "ก็ภาษาที่พดู อยู่นีแ่ หละ.."
ตกสายของวันนั้น ได้เห็นชาวบ้านหลายครัวเรือน หิ้วกระบะบรรจุเคร่ืองเซ่นสังเวยผีปู่ตา มีท้ังคนเฒ่าและเด็กเล็ก
แต่ขาดคนรนุ่ หน่มุ สาววยั แรงงาน ตา่ งมงุ่ หน้าไปท่ศี าลผีป่ตู าประจาบ้าน มีแตรวงแห่นาขบวน
บรรยากาศหน้าศาลตาประจาบา้ นวันนั้น แม้คนไม่ล้นหลามอย่างคาคุณยายเล่า แต่ก็ส่อเค้าให้ได้รู้ว่าเม่ือคร้งั
อดีตนน้ั ผู้คนคงพลุกพล่านมาร่วมงานท้งั ชุมชน
มเี สยี งร้องเพลงพวงมาลยั แวว่ มาเป็นท่อน ๆ แตไ่ มพ่ อจะใหจ้ บั ความได้วา่ ร้องวา่ อย่างไร เข้าใจแตล่ ะทอ่ นที่เอ่ย
ออกมา คงเป็นความทรงจาลึก ๆ ของคนเฒ่าคนแก่แห่งบ้านรากมะขาม ต่างก็ช่วยกันนึกช่วยกันเอ่ย เพื่อความครึกคน
หรรษาตามวยั และประสบการณร์ ่วมกัน ส่วนบรรดาลกู หลานตา่ งก็ยนื ดอู ยูห่ ่าง ๆ
นอกจากน้ี ยังมีหมอแคนผู้เฒ่า นาแคนมาเป่าประกอบเพื่อไห้คนได้ปรบมือและฟ้อนร่ายราถวายปู่ตาประจา
ศาล มาทราบภายหลังว่า หมอแคนเปน็ ชาวยวนในละแวกใกลเ้ คยี ง ตัง้ ใจถอื แคนมาเป่าร่วมงานบุญโดยไมไ่ ด้ว่าจา้ งใด ๆ
กำรเลย้ี งผหี มบู่ ำ้ น
การเล้ียงผีหมบู่ ้าน หรือทางานบุญกลางบ้านเปน็ พธิ ีกรรมทางความเชื่อทมี่ อี ยรู่ ่วมกันของคนไทย – เขมร – ลาว
– มอญ – กะเหรีย่ ง รวมถงึ ชาวท้องถ่ินอืน่ ซึ่งจะมคี าเรยี กขานงานประเพณแี ตกตา่ งกนั ไป
ชาวเขมรราชบุรมี งี านบุญเล้ียงผปี ระจาหม่บู ้านเช่นกันโดยมกี าหนดไม่แน่นอน ข้นึ อยู่กบั เจา้ อวาสของวัดที่ชาว
เขมรราชบุรีแตล่ ะชมุ ชนเคารพนับถอื ประกอบกับความพรอ้ มของคนในชุมชนจะตกลงกันวา่ จะจดั ใหม้ ีงานบญุ กลางบา้ น
เมือ่ ใด แตม่ กี รอบกาหนดช่วงเวลาไวก้ ว้าง ๆ ว่าเป็นเดอื น ๙ ของทุกปี
รายละเอียดของพธิ มี แี ตกต่างกันไปแตล่ ะหม่บู ้านบา้ งหมูบ่ ้านสรา้ งปะราพิธี หรือใช้ศาลากลางบา้ นเป็นท่ีเตรียม
งาน นิมนต์พระสงฆม์ าเจริญพระพทุ ธมนตใ์ นตอนเย็นกอ่ นวันงาน หรอื เช้าวันงาน รวมถงึ ถวายจงั หันร่วมกนั
๙
ครน้ั ถึงตอนสายชาวบา้ นจะนาดนิ เหนยี วทลี่ ว้ งเอาจากคันนา ขอบสระนา้ ใกลบ้ า้ น หรือบางแหง่ กใ็ ชด้ นิ นา้ มันมา
ป้ันเป็นหุน่ ตุ๊กตาคนและสัตว์เล้ียงใหญ่ ๆ เช่น ป้นั วัว ควาย ต๊กุ ตาคนทาตัวเข่ืองกว่าน้ิวหัวแม่มือ แลว้ นุ่งผ้าให้หุ้นคนด้วย
การนาเศษผืนผา้ มาพันรอบทอ่ นล่าง
นาหุ่นคนและสัตว์เล้ียงบรรจุลงในกระบะท่ีทาจากกาบต้นกล้วย พร้อมท้ังนาข้าวและอาหารบรรจุลงไปด้วย
เช่นกัน ข้าวที่ทาไว้ให้ผีนี้มีหลายสี คือ สีแดงนาก้อนข้าวคลุกกับปูนแดง ข้าวดาคลุกกับผงถ่านหรือมินหม้อ
(มินหม้อคือคราบดาท่ีติดกน้ หมอ้ ท่ีหุงต้มด้วยไฟฟืน มั้งเรียกเพี้ยนเสียงเปน็ ดินหม้อ) ข้าวเหลืองคลุกด้วยขมิ้น ส่วนข้าว
ขาวไม่ต้องประสมสีใด ๆ ทาเป็นก้อนหรือคา บ้างก็ใช้ข้าวเจ้าบางครัวเรือนก็ใช้ข้าวเหนียว นอกจากนี้ยังมีพริกสดหรือ
พรกิ แหง้ ขา้ วสาร หัวหอมแดง หวั กระเทียม ปลาปง้ิ ขนม ผลไม้ ดอกไม้ ใสไ่ ว้ในกระบะด้วยเช่นกนั
ข้อมูลภาคสนามที่สังเกตได้จากบ้านรากมะขาม เม่ือวันที่ ๒๑ เดือนพฤษภาคม ๒๕๔๙ พบว่า การทาสิ่งของ
เคร่ืองเซ่นไหว้ไม่เคร่งครัดนัก กล่าวคือการทาข้าวสี ไม่ได้ทากันทุกบ้าน กระบะท่ีบรรจเุ ครื่องเซน่ ไหว้ บางครัวเรือนทา
ด้วยลงั กระดาษแขง็ ตัดขอบท้ัง ๔ ดา้ นใหเ้ หลอื ไว้สูงราวหน่ึงฝ่ามือ หรือใชก้ ระบะทที่ าจากพลาสตกิ กม็ ี
เม่ือถึงเวลานัดหมาย ชาวบ้านทยอยนากระบะไปรวมกันท่ีศาลปู่ตา และยกกระบะของตนขึ้นเหนือหัวกล่าว
เชญิ ปู่ตาผอี ารกั ษห์ มบู่ า้ นมารบั ของเซน่ ไหว้ แลว้ ให้ช่วยคุ้มครองดแู ลครอบครัวตนใหอ้ ยูด่ ีมสี ขุ รวมถงึ สัตว์เลยี้ งทใี่ ช้งานใน
ไร่นาเสร็จแล้วก็นาไปวางท่ีพืน้ ใกลโ้ คนไมใ้ หญ่
การทาบุญกลางบ้านนี้ หากหมู่บ้านใดมีผู้นาพิธี หรือผู้ทาหน้าที่สือสารเชื่อมต่อระหว่างผีปู่ตากับชาวบ้าน
ชาวบ้านก็จะมอบกระบะให้แก่ผู้นาพิธีช่วยบอกให้ผีปู่ตาได้รับรู้ว่า ครอบครัวของนายคน น้ันหรือนางคนนี้
(ผู้นาพิธีจะรจู้ ักชอื่ คนของละครอบครวั ว่าผู้ใดเป็นสามีหรอื ภรรยาของใคร) ได้นาส่ิงของมาไหว้ ขอจงดลบันดาลให้พวก
เขามคี วามสขุ ร่มเยน็ ปราศจากภัยนานาประการ ฯลฯ
น่าสังเกตว่า การทาบุญกลางบ้านในระยะหลัง เป็นการผสมผสานแนวคิดความเชื่อสองสายทาง คือความเชือ่
เรื่องผกี บั ความเลอ่ื มใสในพทุ ธศาสนา ดงั จะพบวา่ แม้วนั ทจี่ ะกาหนดจัดงานบญุ บ้าน ยงั ตอ้ งมีพระเปน็ ผู้ดฤู กษ์กาหนดวัน
ให้ทา การนิมนต์พระมามีส่วนร่วมในพิธี เป็นการปรับแนวคิดท้ังสองแบบมาผสมกลมกลืน จรรโลงสังคมให้อยู่ร่วมกัน
อย่างสงบสุข
อีกประการหนึ่งน้ัน สังคมชาวเขมรราชบุรี แวดล้อมไปด้วยผู้คนต่างวัฒนธรรม เช่น ลาวอีสาน ไทยยวน
ไทยท้องถ่ินภาคกลางจังหวัดต่าง ๆ และคนไทยเชื้อสายจีน ส่งผลให้วัฒนธรรมด้านภาษาไม่สามารถดารงอยู่ได้
จนคนรุ่นใหม่ส่ือสารกันด้วยภาษาเขมรแบบบรรพบุรุษเดิมของตนเองไม่ได้เลย คาศัทพ์ท่ีเคยใช้เรียกขานเรียกสิ่งของ
เคร่ืองใชอ้ ันแสดงถงึ วัฒนธรรมเขมรจึงพลอยถกู หลงลืมไปดว้ ย
งานบวช
รปู แบบสังคมไทยแต่ก่อนนไ้ี ม่มโี รงเรียนโดยตรงหากครอบครัวใดประสงคจ์ ะให้บุตรหลานมีความรู้เรอื่ งการขีด
เขียน หรือแม้กับความรู้การงานอาชีพ อย่างงานไม้งานหัตถกรรม ก็จะนาไปฝากเป็นศิษย์วัด ให้พระกล่อมเกลา
กิริยามารยาท และสั่งสอนอักขรวิธีให้ร้อู ่านรเู้ ขียน เรียนเลขและโหราศาสตร์ เด็กคนใดสติปัญญาดี สมควรจะเปน็ กาลงั
ของพระศาสนา เจ้าวัดจะบวชเณรให้ เพื่อศึกษาบาลีและพระธรรมบทอื่น ๆ เม่ืออายุครบยีสิบปี จึงจะบวชเป็นภิกษุได้
ระหว่างท่ีใชช้ ีวิตอยู่ในวัด เหล่าบุตรหลานของชาวบ้านต่างก็ได้รบั ความรู้และบทเรยี นที่ครูพระได้อบรมณ์ส่งั สอนวัดจบึ
๑๐
เปรยี บได้กบั โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยท่ีเพาะบม่ อบรมณค์ นให้ยู่ในกรอบสังคมและศลิ ธรรมอันดี ถึงจะลาสิกขาออกเป็น
ฆราวาส ผูค้ นก็ยังนบั ถือว่าเป็นผู้ท่ีได้พาการเลา่ เรยี นฝึกฝนจติ ใจมาดีแลว้
บทบาทของวัดได้มีส่วนหนุนนาสังคมไทยให้ดาเนินไปตามแนวทางของชาวพุทธเรี่อยมา จนในภาคหลังได้มี
การศึกษาระบบโรงเรียน ลูกหลานชาวบ้านท้ังหญิงและชายมีโอกาสเล่าเรียนเท่าเทียมกัน วัดนับเป็นการช่วยแบ่งเบา
ภาระงานของวัดลง ขณะเดียวกันรูปแบบของการบวชกย็ ังคงอยู่กล่าวคือ ชาวไทยส่วนใหญ่มิได้บวชเพ่ือศึกษาเล่าเรียน
เอาความรเู้ หมือนอย่างในอดีตเพราะมีแหลง่ เรียนรู้ “ทางโลกย์” แต่ยังขาด “ทางธรรม” เพื่อจะไดม้ ีโอกาสอบรมณ์จิตใจ
จึงยังมีประเพณกี ารบวชดงั ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ชาวเขมรราชบุรีนับถือศาสนาพุทธเช่นเดียวกับชาวไทยส่วนใหญ่ ดังนั้น เมื่ออายุครบบวช กุลบุตรชาวเขมร
ราชบรุ จี ะเขา้ สพู่ ิธีบวช
พธิ บี วชของชาวเขมรราชบุรีคล้ายกบั ชาวไทยทั่วไปคอื เอกาหนดวันเดือนปที จี่ ะบวชแล้ว นาคหรอื ผู้จะบวชต้อง
ไปฝึกกราบไหว้ให้คลอ่ ง ท่องบทขอบวชเป็นภาษาบาลใี ห้ขึ้นใจ ใช้ชีวิตอยู่ในวัด ๑ – ๔ สัปดาห์ เจ้าภาพพิมพ์การ์ดเชิญ
แขกและญาติมิตร นาคหรือผู้จะบวชเป็นภิกษไุ ปบอกลาบวชกับผู้อาวุโสที่เคารพนับถือ และกล่าวขออโหสิกรรมหากได้
เคยล่วงเกิน เพ่ือใหก้ ารบวชเปน็ ไปดว้ ยความบรสิ ุทธป์ิ ราศจากการอาฆาตจองเวร
ก่อนวันงาน ๑-๒ วัน เพื่อนบ้านจะร่วมกันทาม้ากัณฐกะซ่ึงสมมตุ ิเป็นมา้ ทรงขอเจา้ ชายสทิ ธัตถะท่ใี ช้ทรงขณะ
เสด็จออกจากพระราชวังในยามคา่ คืน ไปปลกี วิเวกออกบวชเพื่อคน้ หาสจั ธรรม
มา้ กัณฐกะฝือมอื ชาวเขมรราชบรุ ี ทาจากต่งั ไมก้ ระดานสงู ราวก้นกบผู้ใหญ่ มีขากางออก ๔ ขา ขาม้าผกู ยึดกับ
ไม้ไผล่ าเข่อื ง ๒ ลาคาน ซงึ่ ยาวขา้ งละประมาณ ๒ วา และเพอ่ื ใหเ้ ป็นรปู ทรงของม้ามากย่งิ ขึน้ ไดม้ กี ารเขยี นเปน็ รปู ม้าบน
กระดาษแข็ง ตัดตามรอยรูปแล้วติดประกบซ้ายขวา นาผ้านวมหรือผ้าขนหนูผูกติดไว้บนหลังม้า จากต่ังที่ดูแข็งทึ่อได้ก
ลายเป็นม้าขาวงาม พรอ้ มท่จี ะพาผูข้ บั ขีบ่ นหลังให้โลดแลน่ ไปตามรอยพทุ ธองค์
เมอ่ื ถึงวนั งานบวช บรรดาชาวบา้ นและเพอื่ น ๆ ของนาคได้มาอาสาเปน็ ผยู้ กลาคานข้ึนบนบ่า โดยให้นาคนงั่ บน
หลังมา้ อากาศนค้ี ลา้ ยกบั บา่ วไพรร่ ว่ มแบกหามเสล่ยี งเจา้ นาย แต่เสล่ียงนน้ั มที น่ี ่งั สบาย อีกทง้ั บ่าวไพรต่ อ้ งเดินเป็นจงั หวะ
อย่างมีกระบวนวิธี เพื่อมิให้ผู้นั่งบนเสล่ียงพลัดตกลงมาผิดกับม้ากัณฐกะประดิษฐ์ของชาวเขมรราชบุรี ซ่ึงจะโผนโจน
ทะยานไปตามอาการของเหลา่ ผู้แบกซงึ่ มิได้ซกั ซ้อมไว้ก่อน ยง่ิ จังหวะแตรวงสนุกครกึ ครนื้ มากเทา่ ใด ดเู หมอื นมา้ จะย่ิงคึก
คะนองไปตามเสยี งกลอง ดว้ ยเหตุนี้นาคจงึ ตอ้ งมีสตริ ะมัดระวงั ตัวเป็นอย่างดี
ขบวนแห่นาคเขา้ โบสถ์น้ี มิใชส้ งิ่ ท่เี กิดมีมาพร้อมกบั ชาตพิ นั ธุห์ มู่ใดโดยเฉพาะ แต่เปน็ ความสนกุ หรรษาท่ีหาพบ
ไดใ้ นหมู่ชาวเขมรราชบุรที ีค่ ิดทากันขน้ึ มาตามประวัติของพระพุทธเจ้า ส่งิ ทแี่ ฝงไปพรอ้ มกับขบวนแห่น้ี คือความร่วมแรง
รว่ มใจกนั ของชาวบ้าน ก่อนให้มีสว่ นร่วมในการงานบุญภายในชุมชน
๑๑
บทที่ ๒
แนวคดิ กำรแสดง
ทมี่ ำของแนวคิดกำรแสดง
ผู้สร้ำงสรรค์ท่ำรำ นำยวรี ะพงษ์ ดรละคร รองหัวหนำ้ คดิ บวกสบิ
แรงบรรดาลใจได้จากการบูชา การศรัธรา สาหรับการแสดงชุดน้ีพูดถึงการบูชา ถึงกลุ่มชนชาวเขมรท่ีอยู่ใน
ราชบุรี และก็เป็นสิ่งยึดเหนียวจิตใจของชุมชนกลุ่มน้ีที่เป็นท่ียึดเหนียวสาคัญอย่างมากเลยน้ันคือ คุณตาศาลพระ
แรงบรรดาลออกแบบท่ารา เราได้มาจากวิธีเขามีความเป็นกลิ่นอายของเขมร แต่ไมใ่ ช่เขมรแท้ เพราะถูกการเดินทางเข้า
มาแล้วแต่จะทาให้เห็นกลิ่นอายในแรงบรรดาลใจว่าใน มีทั้งท่วงท่าแบบเขมรแบบผสมผสานกับความเป็นไทยและยังมี
กลน่ิ อายของความเป็นลาวอยูด่ ้วยตรงทเ่ี ขาเปน็ ลาวเพอ่ื นกลุม่ คนตรงนนั้ มีความสมั พันธ์ จงึ รวม เขมร ไทย ลาว จงึ รวมให้
เป็นหนึ่งเดียว ให้ออกมาเป็นการแสดงทุกทว่ งท่าให้ออกมาเปน็ ความศักดิส์ ิทธแ์ิ ละการสกั การะ
รปู ภำพที่ ๔
๑๒
รปู ภำพที่ ๕
แนวควำมคิด ราชบุรีเป็นดนิ แดนท่ีปรากฏเป็นดนิ แดนอาณาจกั รเขมรโบราณมาต้งั แตส่ มยั ยุคนครวัด ยุคบายน
จนถึงสมัยอยุธยา และต้นรัตนโกสินทร์ ชาวเขมรได้อพยพเข้ามาตั้งถ่ินฐานในจังหวัดราชบุรี จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ
ประวตั ศิ าสตรร์ าชบุรี
ประเพณีวัฒนธรรมการทาบุญทาทานจากพุทธศาสนาและความเช่ือบรรพบุรุษ ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นประเพณี
บุญคุณตาศาลพระ ท่ีชาวเขมรทาบญุ อุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษและสกั การะคณุ ตาศาลพระ ท่ีถือว่าเป็นส่ิงที่ยึดเหน่ยี ว
จติ ใจของชาวไทยเขมรในจงั หวดั ราชบุรี ในการแสดงได้ยกเพลงพวงมาลยั เข้ามาในการแสดงท่ีถือวา่ เป็นเพลงของชาวไทย
เขมร ที่หนุ่มสาวจะร้องเก้ียวพาราสกี นั และร่ายรากันอย่างสนุกสนาน จากแนวคิดน้ีจึงนามาสร้างสรรคง์ านการแสดงชุด
ราบญุ บูชา
รูปแบบกำรแสดง : เปน็ ราหมู่ ประกอบดว้ ยชาย 4 คน หญงิ 4 คน
ถือเครื่อสกั กการะเซ่นสรวงบูชาบรรพบุรษุ ในบุญและสักการะคุณตาศาลพระมา
รา่ ยรา
รปู แบบเพลง : นาเพลงไทยสาเนยี งเขมร มาสร้างสรรคใ์ หม่ เช่น เชมรราชบุรี เขมรปากท่อ
ทงั้ ทานองเพลงพวงมาลัย มาประสมผสานกนั
รูปแบบกำรแตง่ กำย : ผชู้ าย นงุ่ โจงกระเบนใสเ่ สอื้ แขนกระบอกยาว คอต้งั ผ้าขาวม้าคาดเอว
ผู้หญิง น่งุ โจงกระเบน เสือ้ แขนกระบอก สไบเบี่ยง ผมมวยหลงั ทัดดอกไม้
สวมเคร่ืองประดบั เข็มขดั สรอ้ ยคอ ตา่ งหู
อุปกรณ์ประกอบกำรแสดง : เครือ่ งบชู า 4 ชดุ (กระทง หมากพลู บหุ ร่ใี บจาก พวงมาลยั )
๑๓
รปู แบบกำรปฏบิ ตั งิ ำน สงิ หาคม - กันยายน
รายละเอยี ดการทาวจิ ยั สปั ดาหท์ ่ี ๑ สัปดาห์ท่ี ๒ สัปดาห์ที่ ๓ สปั ดาหท์ ี่ ๔
เก็บรวบรวมข้อมลู เอกสาร
ลงพื้นท/ี่ เก็บข้อมลู สมั ภาษณ์
ดาเนินงานการผลิต
Focus Group คร้ังที่ ๑
ดาเนินการแก้ไขปรับปรุง
ลงพ้ืนทถี่ า่ ยทอดทา่ รา
แผนภมู ทิ ่ี
คำแนะนำจำกผทู้ รงคุณวุฒแิ ละชำตพิ ันธ์ุไทยเขมร และแนวทำงแก้ไข
ชำติพันธ์ุไทยเขมร : การแสดง การราชอบนะ เปลี่ยนแปลงแต่เส้ือก็ได้ เป็นเสื้อแขนกระบอก แล้วแบบท่ี
ผู้ทรงคุณวุฒิได้แนะนาเรื่องบายศรีท่ีเราไหว้แล้ว จาเป็นจะต้องถือไหม แล้วท่ีน้ีการวางเราจะต้องวางยังไง วางตรงไหน
แต่ถ้าวางพนื้ มนั กไ็ ม่เหมาะสม
ทมี งำน : ส่วนเร่ืองการถือบายศรี วางบายศรี จะคุยกบั ผ้อู อกแบบท่ารา ราให้เขา้ ไปเกบ็ เสมอื นวา่ เราไหว้บูชา
ชำตพิ ันธ์ุไทยเขมร : ช่วยปรับเปลี่ยนให้นดิ หนอ่ ย กด็ อี ยู่แลว้ การแสดงชดุ นี้จะต้องถกู แสดงในงานคณุ ตาศาล
พระอยูแ่ ลว้
รูปภำพที่ ๖
๑๔
รูปภำพท่ี ๗
๑๕
บทท่ี ๓
องคป์ ระกอบกำรแสดง
เคร่อื งแต่งกำย
ผูช้ าย นุ่งโจงกระเบนใสเ่ สอ้ื คอกลมแขนยาว ผา้ ขาวม้าคาดเอว
ผหู้ ญิง นุ่งโจงกระเบน เสอื้ แขนกระบอก ผา้ ขาวมา้ เปน็ สไบ ไว้ผมยาว ทัดดอกไม้ สวมเครื่องประดับ
รูปภำพที่ ๘
รปู ภำพท่ี ๘
๑๖
แนวคิดในกำรสร้ำงสรรค์เพลง
ไทยเเละเขมรมีความสัมพันธ์ุเชื่อมโยงกันยาวนานไมใ่ ช่เเค่เช้ือสายทางชาติพันธ์ุ แตรวมถึงประเพณีวัฒนธรรม
เเละศิลปะ ต่างๆ อีกด้วย จะเห็นได้ว่า วงพิณพาท เขมรน้ัน ถ้าเรา กลับไปฟัง แผ่นเสียงเก่าของวงป่ีพาทย์ในไทยต่าง ๆ
จะพบว่า ลักษณะการดาเนินทานองเเละ ซาวน์ ทเี่ กดิ ขึ้นใกล้เคียงกันมากจนเเทบจะเป็นเน้ือเดียวกันเเต่ต่างกันทที่ างเเละ
ทานองเพลง โดยในเพลงน้ี ยังใช้เครื่องดนตรีที่เป็นท้ัง เคร่ืองดนตรีไทยเเละเขมรได้เเก่ง ฆ้องวง ซอ เเละขลุ่ย เล่น
ในสาเนียงแบบ ไทยเขมร เเละเครื่องตีท่ีเป็นเอกลักษณ์อย่างโทน มาเรียบเรียงใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากข้ึน รวมถึงมี
การใช้ Sound FX เเละ Synthersizer มาช่วยสร้างมิติของเพลงบางช่วง เเละ Back up ดว้ ย string orchestra
อปุ กรณ์ประกอบกำรแสดง
อุปกรณก์ ารแสดงชาติพันธ์ุ ไทย-เขมร “ราบุญบูชา”
อปุ กรณ์ : เคร่ืองบูชา 4 ชุด (กระทง หมากพลู บหุ รีใ่ บจาก พวงมาลยั )
เครอ่ื งบชู ำ คอื ทาขนึ้ เพอ่ื เปน็ เครื่องสกั การะไหว้บรรพบุรษุ ท่ีชาวไทยเขมรได้ให้ความนับถือเป็นอยา่ งมาก
รปู ภำพที่ ๙
๑๗
บทที่ ๔
กระบวนทำ่ รำ
รูปอธบิ ำยทำ่ รำ
รปู ภำพท่ี ๑๐
นักแสดงคนท่ี ๑ : เดนิ ออกจากมนุ ขวาของเวที มอื ทั้งสองขา้ งถือเคร่ืองบูชาระดับอก ยนื อยู่ในลักษณะเท้าขวาก้าวหน้า
เท้าซ้ายสน้
รูปแบบกำรแปรแถว
๑๑
อ้
พ
๑
๑
แผนภมู ทิ ี่ ๑
๑๘
รปู อธิบำยท่ำรำ
รปู ภำพที่ ๑๑
นักแสดงคนที่ ๑ : เดินซอยเท้าจากกลางเวทีไปมุนซ้ายเวที มือท้ังสองข้างถือเครื่องบูชายกขึ้นเหนือศรีษะ ยืนอยู่ใน
ลักษณะเทา้ ขวากา้ วหนา้ เทา้ ซา้ ยเปดิ ส้นเท้า
รปู แบบกำรแปรแถว
๑
แผนภมู ิท่ี ๒
๑๙
รูปอธบิ ำยทำ่ รำ
รปู ภำพท่ี ๑๒
นักแสดงผู้หญิงคนท่ี ๑ : เดินซอยเท้าถอยหลังจากมุมซ้ายเวทีมากลางเวที มือทั้งสองข้างถือเครื่องบูชาระดับอก
ขาทง้ั สองข้างยนื ชิดกันยอ้ เขา่ เล็กนอ้ ย
นักแสดงผู้หญงิ คนท่ี ๒ : หนั ข้างไปด้านซา้ ยและเฉียงตัวเล็กน้อย มือท้งั สองขา้ งถือเครอ่ื งบูชาระดับหน้าเท้าซา้ ยก้าวหน้า
เทา้ ขวาเปดิ สน้ เทา้
นักแสดงผู้หญิงคนท่ี ๓ – ๔ : หันหนา้ มอื ทั้งสองข้างถือเคร่ืองบูชาเหนือศรษี ะ เท้าซา้ ยก้าวหนา้ เท้าขวาเปดิ ส้นเทา้
นกั แสดงผชู้ ำยคนท่ี ๑ – ๔ : หันหนา้ มอื ทงั้ สองขา้ งพนมยกขน้ึ เหนือศรีษะ เทา้ ซา้ ยก้าวหนา้ เทา้ ขวาเปิดสน้ เทา้
รปู แบบกำรแปรแถว
๓๓ ๒
๒๔
๔ ๑๑
๑
แผนภูมทิ ่ี ๓
๒๐
รปู อธิบำยทำ่ รำ
รปู ภำพที่ ๑๓
นักแสดงผู้หญิงคนที่ ๑ : หน้าตรง มือทั้งสองข้างถือเคร่ืองบูชายกข้ึนเหนือศรีษะ ยืนอยู่ในลักษณะเท้าขวาก้าวหน้าเท้า
ซ้ายเปิดสน้ เทา้
นกั แสดงผหู้ ญิงคนที่ ๒ : เฉียงตวั ไปดา้ นขวาเล็กน้อย มอื ทัง้ สองข้างถือเครอื่ งบชู ายกขึ้นเหนือศรษี ะ เท้าซ้ายก้าวหนา้ เท้า
ขวาเปิดสน้ เท้า
นักแสดงผู้หญิงคนที่ ๓ – ๔ : หันหลังมือท้ังสองข้างถือเครื่องบูชายกข้ึนเหนือศรีษะ ยืนอยู่ในลักษณะเทา้ ขวาก้าวหน้า
เทา้ ซ้ายเปิดสน้ เท้า
นักแสดงผู้ชำยคนที่ ๑ – ๔ : หนั หลังมอื ทัง้ สองขา้ งพนมมือยกข้นึ เหนอื ศรีษะ ยืนอยู่ในลักษณะเท้าขวาก้าวหนา้ เท้าซ้าย
เปิดสน้ เท้า
รปู แบบกำรแปรแถว
๑ ๒. ๒
3
๔ ๑๓
๓๔
แผนภมู ิที่ ๔
๒๑
รปู อธิบำยท่ำรำ
รูปภำพที่ ๑๔
นักแสดงผู้หญิงคนท่ี ๑ – ๒ : เฉียงตัวไปด้านขวาเล็กน้อยก้มตัวลงเล็กน้อย มือท้ังสองข้างถือเคร่ืองบูชาระดับเอว เท้า
ซา้ ยกา้ วหนา้ เทา้ ขวาเปดิ ส้นเทา้ ยอ้ ลงเล็กน้อย
นักแสดงผู้หญิงคนที่ ๓ – ๔ : หันหลังเฉียงตัวไปด้านขวากัมตัวลงเล็กน้อย มือทั้งสองข้างถือเครื่องบูชาระดับเอว เท้า
ซา้ ยกา้ วหน้าเทา้ ขวาเปิดส้นเทา้ ยอ้ ลงเลก็ น้อย
นักแสดงผชู้ ำยคนที่ ๑ – ๔ : หนั หน้าเข้าหากนั ก้มตัวลงเล็กน้อย มอื ทัง้ สองข้างพนมมอื ระดบั หนา้ พาก คนทส่ี องกบั คนท่ี
สก่ี า้ วเทา้ ขวาเท้าซ้ายเปดิ สน้ เทา้ คนท่หี น่ึงกับคนที่สามกา้ วเทา้ ซ้ายเท้าขวาเปิดส้นเทา้
รูปแบบกำรแปรแถว
๒
๑๒
๔ ๑๓
๓๔
แผนภมู ิท่ี ๕
๒๒
รปู อธบิ ำยทำ่ รำ
รปู ภำพที่ ๑๕
นกั แสดงผู้หญงิ คนที่ ๑ – : หันหน้า มอื ท้ังสองขา้ งถือเครอื่ งบชู ายกขน้ึ เหนือศรีษะ ยืนเท้าขวาเทา้ ซา้ ยก้าวหน้า
นักแสดงผู้หญงิ คนท่ี ๒ – ๔ : หันเขา้ วง มือทงั้ สองข้างถอื เครอ่ื งบชู ายกขึ้นเหนือศรีษะ ยนื เทา้ ขวาเทา้ ซา้ ยก้าวหน้า
นักแสดงผู้ชำยคนที่ ๑ ๒ ๔ : หันไปทางด้านซ้ายเล็กน้อย มือท้ังสองข้างจีบส่งหลังและก้มตัวลงเล็กน้อย เท้าซ้าย
กา้ วหนา้ เทา้ ขวาเปิดส้นเทา้
นกั แสดงผชู้ ำยคนที่ ๓ : หันหลัง มอื ทัง้ สองข้างจีบส่งหลงั และก้มตวั ลงเลก็ นอ้ ย เท้าขวาก้าวหน้าเทา้ ซา้ ยเปดิ ส้นเท้า
รปู แบบกำรแปรแถว
๑๑ ๒
๔๑ ๒
๓ ๑๓
๔
แผนภมู ทิ ่ี ๖
๒๓
รูปอธิบำยท่ำรำ
รปู ภำพท่ี ๑๖
นักแสดงผู้หญิงคนที่ ๑ – ๔ : หันหลัง มือท้ังสองข้างถือเครือ่ งบูชายกข้ึนเหนือศรษี ะ เท้าขวาก้านหน้าเท้าซ้ายเปิดส้น
เท้า
นักแสดงผู้ชำยคนท่ี ๑ – ๔ : หันไปด้านหน้า มือทั้งสองข้างพนมมือยกข้ึนเหนือศรีษะ คนที่สองกับคนท่ีสี่เท้าซ้าย
ก้าวหนา้ เท้าขวาเปดิ ส้นเทา้ คนที่หนึง่ กับคนท่สี ามเทา้ ขวากา้ วหนา้ เทา้ ซ้ายเปิดส้นเทา้
๑๑ ๒
๔๑ ๒
๓ ๑๓
๔
แผนภูมทิ ี่ ๗
๒๔
รปู อธิบำยท่ำรำ
รูปภำพท่ี ๑๗
นกั แสดงผหู้ ญิงคนที่ ๑ – ๔ : หนั หลัง มอื ท้ังสองข้างถือเครือ่ งบชู ายกขึ้นเหนอื ศรีษะ เท้าขวาก้านหน้าเทา้ ซา้ ยเปดิ สน้ เท้า
นักแสดงผู้ชำยคนท่ี ๑ – ๔ : หันไปด้านหน้า มือทั้งสองข้างพนมมือยกระดับหน้าพาก คนท่ีสองกับคนทีส่ ่ีนั่งต้ังเข่าซ้าย
เท้าขวาเปิดส้นเท้า คนทหี่ น่ึงกับคนท่สี ามนัง่ ต้งั เขา่ ขวาเท้าซ้ายเปิดสน้ เท้า
รูปแบบกำรแปรแถว
๒ ๑
๑ ๒
๓
๔
๓๔
แผนภูมทิ ่ี ๘
รูปอธบิ ำยทำ่ รำ
๒๕
รปู ภำพท่ี ๑๘
นักแสดงผหู้ ญงิ คนท่ี ๑ – ๔ : หันหลัง มือท้งั สองขา้ งถือเครือ่ งบูชายกขึ้นเหนือศรีษะ เทา้ ขวากา้ นหนา้ เทา้ ซ้ายเปิดสน้ เท้า
นักแสดงผู้ชำยคนท่ี ๑ ๓ : หนั ไปด้านหน้า มือขวาทาบอกซ้ายมือซ้ายตง้ั วงล่างแขนตงึ คนที่สองกบั คนท่สี ่นี ่งั ตงั้ เข่าซ้าย
เท้าขวาเปดิ ส้นเทา้ คนทหี่ น่งึ กับคนทีส่ ามนงั่ ต้งั เข่าขวาเท้าซ้ายเปดิ ส้นเท้า
นักแสดงผู้ชำยคนที่ ๒ : หันไปด้านหน้า มือซ้ายตั้งวงล่างงอแขนเลก็ น้อยมือขวาต้ังวงล่างแขนตึง นั่งต้ังเข่าซ้ายเท้าขวา
เปดิ ส้นเท้า
นักแสดงผู้ชำยคนท่ี ๔ : หันไปด้านหน้า มือซ้ายต้ังวงล่างงอแขนเล็กน้อยมือขวาวาไว้หน้าขา น่ังต้ังเข่าขวาเท้าซ้ายเปิด
ส้นเท้า
รปู แบบกำรแปรแถว
๒ ๑
๑ ๒
๓ ๔
๓ ๔
แผนภูมทิ ่ี ๙
รปู อธบิ ำยท่ำรำ
๒๖
รูปภำพที่ ๑๙
นกั แสดงผ้หู ญิงคนที่ ๑ – ๔ : หันหลัง มอื ทงั้ สองข้างถอื เครอื่ งบชู ายกข้นึ เหนือศรีษะ เทา้ ขวากา้ นหนา้ เท้าซา้ ยเปดิ สน้ เท้า
นักแสดงผู้ชำยคนท่ี ๑ – ๔ : หันหลัง คนท่ีสองกับคนท่ีสี่มือทั้งสองข้างพนมมือเบี่ยงไปทางด้านขวาระดับศรษี ะ คนท่ี
หน่ึงกับคนที่สามมือท้ังสองข้างพนมมือเบี่ยงไปทางด้านซ้ายระดับศรีษะ คนท่ีสองกับคนทส่ี ี่เท้าขวากา้ วหน้าเท้าขวาเปดิ
สน้ เท้า คนทห่ี นึ่งกบั คนที่สามเทา้ ซ้ายก้าวหนา้ เทา้ ขวาเปิดสน้ เทา้
รูปแบบกำรแปรแถว
๑๑ ๒
๒
๓
๓๔
๔
แผนภมู ทิ ี่ ๑๐
รปู อธบิ ำยท่ำรำ
๒๗
รปู ภำพที่ ๒๐
นกั แสดงผหู้ ญงิ คนท่ี ๑ – ๔ : หันหลัง มือทงั้ สองขา้ งถือเครอ่ื งบชู ายกข้นึ เหนอื ศรษี ะ เท้าขวาก้านหน้าเทา้ ซ้ายเปดิ สน้ เท้า
นักแสดงผู้ชำยคนท่ี ๑ – ๒ : วิ่งไปรับเคร่ืองบูชากับผู้หญิงคนท่ีหน่ึงกับคนท่ีสอง มือคนที่หน่ึงกับคนท่ีสองท้ังสองข้าง
ยกขึ้นเหนือศรีษะ คนทห่ี นงึ่ เท้าขวากา้ วหน้าเท้าซ้ายเปิดส้นเทา้ คนท่สี องเท้าซ้ายกา้ วหนา้ เท้าขวาเปิดส้นเท้า
นักแสดงผชู้ ำยคนที่ ๓ : หันหลงั มือทั้งสองขา้ งพนมมอื เบย่ี งไปทางด้านซ้ายระดับศรษี ะ เท้าขวาก้าวหนา้ เท้าซ้ายเปิดส้น
เท้า
นักแสดงผชู้ ำยคนท่ี ๔ : หนั หลัง มอื ท้งั สองขา้ งพนมมอื เบี่ยงไปทางดา้ นขวาระดับศรีษะ ยืนเทา้ ซ้ายเท้าขวาก้าวข้าง
รปู แบบกำรแปรแถว
๑๑ ๔
๒๒
๓
๓๔
แผนภูมิที่ ๑๑
รปู อธบิ ำยทำ่ รำ
๒๘
รูปภำพท่ี ๒๑
นกั แสดงผหู้ ญงิ คนที่ ๑ – ๔ : หันหลงั มือท้ังสองขา้ งพนมมอื ระดับอก ขาทง้ั สองขา้ งยนื ชิดติดกนั
นกั แสดงผู้ชำยคนที่ ๑ ๒ ๓ : หนั หนา้ มอื ทัง้ สองข้างถอื เคร่อื งบูชายกขึ้นเหนอื ศรษี ะ เทา้ ขวากา้ วหน้าเท้าซา้ ยเปดิ ส้นเทา้
นักแสดงผู้ชำยคนที่ ๔ : หนั หลงั มอื ทงั้ สองข้างถอื เครื่องบชู ายกขึ้นเหนอื ศรีษะ ขาทง้ั สองขา้ งยนื ชิดติดกัน
รปู แบบกำรแปรแถว
๓ ๔๒
๓๔ ๑
๒๑
แผนภูมทิ ่ี ๑๒
รปู อธบิ ำยทำ่ รำ
๒๙
รูปภำพท่ี ๒๒
นกั แสดงผหู้ ญงิ คนท่ี ๑ : หนั หน้า น่งั คุกเขา่ กม้ ลงไหวพ้ นมมือทงั้ สองระดับหนพ้ าก
นกั แสดงผู้หญิงคนที่ ๒ ๓ ๔ : หนั หลัง มือซ้ายปลายน้ิวหัวแม่มือจรดปลายน้ิวช้อี ยูใ่ นลัษณะวงบนมอื ขวาปลาย
นิ้วหัวแม่มือจรดปลายนิ้วชี้อยู่ในลักษณะวงล่างวางไวห้ น้าขวา เดยี่ วเท้าขวายืนด้วยเท้าซ้าย
นกั แสดงผู้ชำยคนท่ี ๑ ๒ ๓ : หันหน้า มือท้ังสองข้างถอื เครือ่ งบชู าระดับเอว เท้าขวากา้ วหน้าเท้าซ้ายเปิดสน้ เทา้
นักแสดงผชู้ ำยคนที่ ๔ : หันหลงั มือซา้ ยถอื เครื่องบูชายกขึ้นเหนอื ศรษี ะมือขวาปลายนว้ิ หัวแม่มือจรดปลายน้ิวช้ีอยู่ใน
ลักษณะวงลา่ งวางไวห้ น้าขวา เดีย่ วเทา้ ขวายนื ด้วยเท้าซ้าย
รปู แบบกำรแปรแถว
๓ ๔๒
๓๔ ๑
๒๑
แผนภูมทิ ี่ ๑๓
รูปอธบิ ำยท่ำรำ
๓๐
รปู ภำพท่ี ๒๓
นักแสดงผูห้ ญิงคนท่ี ๑ : หันหน้าไปทางดา้ งซา้ ยเล็กน้อย มือท้ังสองข้างพนมระดบั หนา้ นัง่ ทับสน้ เท้าซา้ ยเท้าขวาชันเข่า
ขึ้นเลก็ น้อย
นักแสดงผู้หญิงคนท่ี ๒ ๓ ๔ : หันหลัง มือขวาปลายน้ิวหัวแม่มือจรดปลายน้ิวช้ีอยู่ในลัษณะวงบนมือซ้ายปลาย
นิ้วหัวแม่มอื จรดปลายนิ้วชอี้ ยู่ในลักษณะวงล่างวางไวห้ น้าขวา เดี่ยวเท้าซ้ายยนื ด้วยเทา้ ขวา
รปู แบบกำรแปรแถว
๓ ๔๒
๓๔ ๑
๒๑
แผนภูมทิ ี่ ๑๔
รูปอธิบำยทำ่ รำ
๓๑
รปู ภำพที่ ๒๔
นักแสดงผ้หู ญงิ คนท่ี ๑ : หนั หน้าเฉยี งตวั ไปดา้ นซา้ ยและกม้ ตัวลงเลก็ นอ้ ย มือท้งั สองขา้ งพนมระดับหนา้ พาก ยืนเทา้ ซา้ ย
เทา้ ขวากา้ วถอยหลัง
นักแสดงผู้หญิงคนที่ ๒ ๓ ๔ : หันหลังอียงซ้าย มือซ้ายปลายน้ิวหัวแม่มอื จรดปลายนิ้วชอี้ ยู่ในระดับข้างหูมือขวาปลาย
นิ้วหวั แมม่ ือจรดปลายนิ้วชี้อย้ใู นระดับเอว เดี่ยงเทา้ ซา้ ยยืนด้วยเท้าขวา
นักแสดงผู้ชำยคนท่ี ๑ ๒ ๓ : หันหน้าออกจากวงและก้มตัวลงเลก็ น้อย มือท้ังสองข้างถือเครอ่ื งบชู ายกขึ้นเหนือศรีษะ
เท้าทง้ั สองขา้ งยืนชิดติดกันยอ่ ลงเลก็ น้อย
นักแสดงผชู้ ำยคนท่ี ๔ : หนั หลงั มือท้ังสองขา้ งถอื เครื่องบชู ายกขน้ึ เหนือศรีษะ เด่ยี งเท้าซ้ายยนื ด้วยเท้าขวา
รปู แบบกำรแปรแถว
๔ ๔ ๒
๓ ๓ ๑
๒ ๑
แผนภูมิท่ี ๑๕
รปู อธิบำยท่ำรำ
๓๒
รปู ภำพท่ี ๒๕
นักแสดงผู้หญิงคนท่ี ๑ : หันหลัศรีษะเอียงขวาเล็กน้อย มือท้ังสองข้างพนมมือยกข้ึนเหนือศรีษะ เท้าซ้ายยืนย่อขา
เล็กน้อยเท้าขวาแตะ๊ ด้วยจมูดเท้า
นกั แสดงผู้หญิงคนที่ ๒ ๓ ๔ : หันหลงั ศรีษะเอียงซ้าย มือขวาปลายนิ้วหัวแม่มือจรดปลายนิ้วช้อี ยใู่ นลักษณะวงวิเศษมือ
ซ้ายปลายน้ิวหัวแมม่ อื จรดปลายน้วิ ชอี้ ยูใ่ นลกั ษณะหงายทอ้ งแขนง้อแขนเล็กนอ้ ย เด่ยี วเทา้ ซา้ ยยืนด้วยเท้าขวา
นักแสดงผู้ชำยคนท่ี ๑ ๒ ๓ : หันหลังเอยี งขวา มือทั้งสองขา้ งถือเครอ่ื งบชู ายกขึ้นเหนือศรษี ะ เท้าซา้ ยยนื ย่อขาเล็กน้อย
เทา้ ขวาแตะ๊ ด้วยจมูดเทา้
นกั แสดงผชู้ ำยคนที่ ๔ : หนั หลงั มอื ท้งั สองข้างยกเครอื่ งบูชาเหนอื ศรษี ะ เดยี่ วเทา้ ขวายนื ด้วยเทา้ ซา้ ย
รูปแบบกำรแปรแถว
๓ ๔ ๒๔
๒ ๑
๓ ๑
แผนภมู ทิ ่ี ๑๖
รูปอธิบำยท่ำรำ
๓๓
รูปภำพที่ ๒๖
นักแสดงผู้หญิงคนที่ ๑ – ๔ : หันหลัง มือขวาปลายนิ้วหัวแม่มือจรดปลายนิ้วชี้แขนตึงระดับหน้าขามือซ้ายเท้าสะเอว
เดี่ยวเท้าขวายนื ดว้ ยเทา้ ซา้ ย
นักแสดงผู้ชำยคนท่ี ๑ – ๔ : หนั หลัง มือขวาปลายน้ิวหัวแมม่ ือจรดปลายนิว้ ช้ีแขนตงึ ระดับหน้าขามือซา้ ยถือเครอ่ื งบูชา
ยกขึ้นเหนอื ศรษี ะ เดี่ยวเทา้ ขวายนื ดว้ ยเท้าซา้ ย
รปู แบบกำรแปรแถว
๓ ๔ ๒๔
๒ ๑
๓ ๑
แผนภมู ิที่ ๑๗
รปู อธิบำยท่ำรำ
๓๔
รปู ภำพท่ี ๒๗
นักแสดงผู้หญิงคนที่ ๑ – ๔ : หันหลัง มือซ้ายปลายนิ้วหัวแม่มือจรดปลายนิ้วช้ีแขนตึงระดับหน้าขามือขวาเท้าสะเอว
เด่ยี วเทา้ ซา้ ยยืนดว้ ยเท้าขวา
นักแสดงผู้ชำยคนที่ ๑ – ๔ : หนั หลัง มอื ซ้ายปลายนิ้วหัวแม่มือจรดปลายนิ้วชีแ้ ขนตึงระดับหน้าขามือขวาถือเครอ่ื งบูชา
ยกขน้ึ เหนือศรีษะ เด่ยี วเทา้ ซา้ ยยนื ด้วยเทา้ ขวา
รูปแบบกำรแปรแถว
๓ ๔ ๒๔
๒ ๑
๓ ๑
แผนภมู ิที่ ๑๘
รูปอธิบำยท่ำรำ
๓๕
รปู ภำพที่ ๒๘
นกั แสดงผู้หญงิ คนที่ ๑ – ๔ : หนั หนา้ เอียงซา้ ย มือท้ังสองข้างพนมมือยกขนึ้ เหนอื ศรีษะ เดีย่ วเทา้ ซา้ ยยืนดว้ ยเทา้ ขวา
นักแสดงผชู้ ำยคนที่ ๑ – ๓ : หนั หน้าศรษี ะเอยี งซา้ ย มอื ท้สั องข้างถอื เคร่อื งบชู ายกขึ้นระดับศรีษะ นงั่ ทับสน้ เทา้ ขวาหัว
เข่าไม่จรดพื้นแล้วยกเข่าซา้ ยข้ึนเล็กนอ้ ยในลกั ษณะต้งั ฉาก
รูปแบบกำรแปรแถว
๓๔ ๒๔
๒ ๑
๓
๑
แผนภมู ทิ ี่ ๑๙
รปู อธบิ ำยทำ่ รำ
๓๖
รปู ภำพท่ี ๒๙
นักแสดงผู้หญิงคนท่ี ๑ – ๔ : หันหน้าเฉียงไปด้านขวาเล็กน้อย มือซ้ายปลายนิ้วหัวแม่มือจรดปลายนิ้วชี้อยู่ในลกั ษณะ
แขนตงึ วงลา่ งมือขวาปลายนว้ิ หัวแม่มือจรดปลายน้ิวช้อี ยู่ในระดับชายพก เท้าขวากา้ วหน้าเทา้ ซ้ายเปิดส้นเทา้
นกั แสดงผู้ชำยคนที่ ๑ – ๔ : หนั หนา้ เฉียงไปด้านขวาเลก็ น้อย มือทัง้ สองข้างถอื เครื่องบชู าดา้ นหน้า เท้าซา้ ยกา้ หน้าเท้า
ขวาเปดิ ส้นเท้า
รูปแบบกำรแปรแถว
๒ ๔๓
๑
๓
๒
๔๑
แผนภูมทิ ่ี ๒๐
รปู อธิบำยท่ำรำ
๓๗
รปู ภำพที่ ๓๐
นักแสดงผู้หญิงคนท่ี ๑ – ๔ : หันหน้าเฉียงไปด้านขวาเลก็ น้อย มือท้ังสองข้างพนมมอื ข้ึนเหนือศรษี ะ เท้าขวาก้าวหน้า
เท้าซ้ายเปิดสน้ เท้า
นกั แสดงผ้ชู ำยคนท่ี ๑ – ๔ : หันหนา้ เฉยี งไปด้านขวาเล็กน้อย มอื ทั้งสองข้างถือเคร่ืองบูชายกขึ้นเหนือศรีษะ คนที่สเี่ ท้า
ซา้ ยก้าวหน้าเทา้ ขวาเปิดสน้ เท้าคนท่หี นง่ึ สองและสามเท้าขวาก้าวหนา้ เทา้ ซ้ายเปดิ ส้นเท้า
รูปแบบกำรแปรแถว
๒ ๔๓
๑
๓
๒
๔๑
แผนท่ี ๒๑
รปู อธบิ ำยทำ่ รำ
๓๘
รปู ภำพท่ี ๓๑
นักแสดงผู้หญงิ คนที่ ๑ – ๔ : หันหน้าเฉียงไปด้านขวาและก้มตัวลงเล็กน้อย มือท้ังสองข้างพนมมอื ระดับหน้าพาก เท้า
ทั้งสองข้างยนื ชดิ ตดิ กนั ย่อลงเลก็ นอ้ ย
นักแสดงผูช้ ำยคนที่ ๑ – ๔ : หันหน้าเฉียงไปดา้ นขวาและกม้ ตัวลงเล็กนอ้ ย มอื ท้งั สองขา้ งถอื เคร่ืองบูชาระดับเอว คนทีส่ ่ี
เทา้ ซ้ายกา้ วหน้าเทา้ ขวาเปิดสน้ เทา้
รปู แบบกำรแปรแถว
๒ ๔๓
๑
๓
๒
๔๑
แผนภมู ิที่ ๒๒
รปู อธิบำยทำ่ รำ
๓๙
รูปภำพที่ ๓๒
นักแสดงผู้หญิงคนที่ ๑ – ๓ : หันหลัง มือท้ังสองข้างพนมมือระดับอก เท้าขวาก้าวหน้าเท้าซา้ ยเปดิ ส้นเท้า
นักแสดงผู้หญิงคนท่ี ๒ – ๔ : หนั หนา้ งเข้าวง มอื ทงั้ สองขา้ งพนมมือยกขึน้ เหนอื ศรีษะ เทา้ ท้งั สองยนื ชดิ ติดกนั
นกั แสดงผู้ชำยคนท่ี ๑ : หันหลัง มอื ทง้ั สองขา้ งถือเคร่อื งบูชาระดบั อก เท้าขวาก้าวหนา้ เทา้ ซ้ายเปดิ ส้นเทา้
นกั แสดงผชู้ ำยคนท่ี ๒ ๓ ๔ : หนั หน้าเข้าวง มอื ท้งั สองขา้ งถือเคร่อื งบชู ายกขึ้นเหนอื ศรษี ะ เท้าทงั้ สองยืนชดิ ติดกนั
รปู แบบกำรแปรแถว
๔ ๑ ๒
๒ ๑ ๔
๓
๓
แผนภมู ทิ ี่ ๒๓
รปู อธิบำยทำ่ รำ
๔๐
รปู ภำพท่ี ๓๓
นกั แสดงผหู้ ญงิ คนที่ ๑ : หนั หลัง มือท้ังสองขา้ งแทงมอื ลงหงายทอ้ งแขนข้ึนในลักษณะแขนต้งั ฉากข้างลาตัว ยืนเท้าขวา
เท้าซ้ายจรด
นักแสดงผู้หญิงคนท่ี ๓ : หนั หลงั มือท้งั สองขา้ งพนมมือยกขึ้นเหนอื ศรษี ะ ยืนเทา้ ขวาเทา้ ซ้ายจรด
นกั แสดงผ้หู ญิงคนท่ี ๒ - ๔ : หันหนา้ เข้าวงก้มตวั ลงเลก็ นอ้ ย มือท้งั สองพนมมือระดบั อก เทา้ ท้ังสองขา้ งยนื ชิดติดกัน
นักแสดงผ้ชู ำยคนท่ี ๑ : หนั หนา้ มือทง้ั สองขา้ งถือเครอ่ื งบูชายกขนึ้ เหนือศรษี ะ ยืนเท้าซา้ ยเทา้ ขวาจรด
นกั แสดงผู้ชำยคนท่ี ๒ ๓ ๔ : หันหนา้ เข้าวงก้มตวั ลงเล็กน้อย มือทง้ั สองขา้ งวางเครื่องบูชาด้านหนา้ นั่งคกุ เขา่ ทบั ส้นเท้า
รปู แบบกำรแปรแถว
๔ ๑ ๒
๒ ๑ ๔
๓
๓
แผนภูมิท่ี ๒๔
รปู อธิบำยทำ่ รำ
๔๑
รปู ภำพท่ี ๓๔
นกั แสดงผหู้ ญงิ คนท่ี ๑ : หันหลงั มือท้ังสองข้างพนมมอื ยกขนึ้ เหนอื ศรษี ะ ยนื เท้าซา้ ยเทา้ ขวาจรด
นักแสดงผู้หญิงคนที่ ๓ : หันหลัง มอื ทง้ั สองขา้ งตงั้ วงกลาง ยืนเท้าซา้ ยเท้าขวาจรด
นกั แสดงผู้หญงิ คนท่ี ๒ - ๔ : หันหนา้ เข้าวงก้มตัวลงเลก็ น้อยศรษี ะเอียงขวา มือขวาทาบอกซ้ายมือซ้ายจีบสง่ หลงั เท้าท้งั
สองขา้ งยืนชิดติดกัน
นักแสดงผู้ชำยคนที่ ๑ : หนั หน้า มอื ทัง้ สองข้างถอื เคร่อื งบชู าระดับอก ยืนเท้าซ้ายเทา้ ขวาจรด
นกั แสดงผู้ชำยคนที่ ๒ ๓ ๔ : หันหน้าเขา้ วงกม้ ตัวลงเล็กนอ้ ย มอื ทง้ั สองขา้ งวางถอื เครื่องบชู าด้านหนา้ นง่ั คกุ เขา่ ทับส้น
เท้า
รูปแบบกำรแปรแถว
๔ ๑ ๒
๒ ๑ ๔
๓
๓
แผนภมู ิท่ี ๒๕
รปู อธบิ ำยทำ่ รำ
๔๒
รูปภำพท่ี ๓๕
นกั แสดงผหู้ ญงิ คนที่ ๑ : หันหลงั มือทั้งสองขา้ งพนมมือยกข้นึ เหนือศรีษะ ยนื เทา้ ขวาเท้าซา้ ยจรด
นักแสดงผูห้ ญิงคนที่ ๓ : หนั หลงั มอื ทั้งสองข้างตัง้ วงกลาง ยนื เทา้ ขวาเทา้ ซา้ ยจรด
นักแสดงผู้หญงิ คนท่ี ๒ - ๔ : หนั หนา้ เข้าวงกม้ ตัวลงเลก็ น้อยศรษี ะเอียงซา้ ย มือซา้ ยทาบอกขวามือขวาจีบสง่ หลงั เท้าท้ัง
สองข้างยนื ชิดตดิ กนั
นกั แสดงผู้ชำยคนท่ี ๑ : หนั หนา้ มอื ท้งั สองข้างถือเครอื่ งบูชาระดบั อก ยนื เทา้ ซ้ายเท้าขวาจรด
นักแสดงผู้ชำยคนที่ ๒ ๓ ๔ : หันหน้าเข้าวงก้มตัวลงเล็กน้อย มือทั้งสองข้างจีบส่งหลังวางถือเคร่ืองบูชาไว้ด้านหน้า
น่ังคุกเขา่ ทับส้นเทา้
รูปแบบกำรแปรแถว
๔ ๑ ๒
๒ ๑ ๔
๓
๓
แผนภมู ทิ ี่ ๒๖
รปู อธิบำยทำ่ รำ
๔๓
รูปภำพท่ี ๓๖
นักแสดงผู้หญงิ คนที่ ๑ : หนั หลัง มอื ทั้งสองอยู่ในลกั ษณะท่าพรมส่ีหน้า ยนื เท้าขวาเท้าซา้ ยจรด
นกั แสดงผู้หญิงคนท่ี ๓ : หนั หลัง มอื ท้ังสองขา้ งตงั้ วงกลาง เทา้ ขวาตง้ั เข่าข้ึนเทา้ ซา้ ยเปิดสน้ เท้า
นักแสดงผหู้ ญิงคนท่ี ๒ - ๔ : หันหน้าเข้าวง มือท้ังสองข้างทาทา่ พรมสห่ี นา้ อยใู่ นลักษณะด้านหน้า ยนื เท้าขวาเท้าซ้าย
จรด
นกั แสดงผู้ชำยคนท่ี ๑ : หนั หน้า มือทัง้ สองข้างถือเครื่องบูชายกข้นึ เหนือศรีษะ เท้าทง้ั สองขา้ งยนื ชดิ ติดกนั
นักแสดงผชู้ ำยคนท่ี ๒ ๓ ๔ : หันหนา้ เข้าวง มอื ทง้ั สองข้างทาท่าพรมสหี่ นา้ อยู่ในลกั ษณะดา้ นหน้าวางถอื เครอื่ งบชู า
ดา้ นหน้า น่งั ทับส้นเท้าขวาต้ังเทา้ ซ้ายอย่ใู นลกั ษณะวางสันเท้า
รปู แบบกำรแปรแถว
๔ ๑ ๒
๒ ๑ ๔
๓
๓
แผนภูมทิ ่ี ๒๗
รปู อธบิ ำยทำ่ รำ
๔๔
รปู ภำพท่ี ๓๗
นกั แสดงผหู้ ญงิ คนท่ี ๑ : หันหลงั มือทง้ั สองข้างม้วนจีบระดบั ลา่ ง เทา้ ซา้ ยกา้ วหนา้ เทา้ ขวาเปิดส้นเท้า
นกั แสดงผหู้ ญิงคนท่ี ๓ : หันหลัง มือทั้งสองข้างมว้ นจีบระดับล่าง เท้าขวาก้าวหน้าเท้าซา้ ยเปดิ ส้นเท้า
นกั แสดงผ้หู ญิงคนท่ี ๒ - ๔ : หมุนตามวง มือท้ังสองขา้ งจีบส่งหลัง เท้าซา้ ยก้าวหนา้ เท้าขวาเปิดสน้ เท้า
นักแสดงผชู้ ำยคนที่ ๑ : หันหน้า มือท้ังสองขา้ งถือเครอ่ื งบชู ายกข้นึ เหนอื ศรีษะ เทา้ ขวาก้าวหนา้ เท้าซ้ายเปิดส้นเท้า
นักแสดงผูช้ ำยคนที่ ๒ ๓ ๔ : หมนุ ตามวง มอื ทั้งสองขา้ งจบี ส่งหลัง เทา้ ขวาก้าวหน้าเท้าซ้ายเปิดสน้ เท้า
รูปแบบกำแปรแถว
๔ ๒
๔
๒ ๑ -๓
๑
๓
แผนภมู ิที่ ๒๘
รปู อธิบำยท่ำรำ
๔๕