มนษุ ย์..
อารยะ คชทปี
..มนุษย์...
มนุษย์... มาจากคาํ วา่ มโน กบั อสุ ยะ อุสยะ มี
ความหมายวา่ สูง หรือ เลิศ ดี อะไรทาํ นองน้ี สิ่งไหนดี เราก็
ยกยอ่ งกนั วา่ เลิศและจากคาํ วา่ “ยก” และ “ย่อง” นน่ั แหละเป็น
เหตุใหก้ าํ หนดกนั วา่ สิ่งท่ีดีที่เลิศน้นั อยใู่ นที่ท่ีสูง คาํ วา่ ยก กค็ ือ
ทาํ ใหส้ ูงข้ึนกวา่ เก่า ยอ่ ง เป็นความหมายที่แสดงถึงสิ่งที่ยกแลว้
ใหผ้ อู้ ่ืนประจกั ษ์ ถา้ เป็นสิ่งของกม็ ีการพดู ถึง การประกาศ การ
ร้องเรียกใหม้ าดู เป็นตน้ “ยกยอ่ ง” จึงเป็นการช้ีใหใ้ ครๆไดเ้ ห็น
ประจกั ษว์ า่ ส่ิงที่ถูกยกยอ่ งน้นั สูงเด่นเป็นเลิศ สิ่งน้นั แหละ
ช่ือวา่ “อสุ ยะ”
ส่วน มโน มีความหมายง่ายๆวา่ ใจ ใจน้ี ชื่อวา่ เป็นสิ่งท่ี
สาํ คญั ในสัตวท์ ุกชนิด เพราะใจน้ีเป็นใหญ่ เป็นศนู ยบ์ ญั ชาการ
ในสรีระยนตน์ ้ี ไม่มีใจเสียแลว้ กายน้ีกท็ าํ อะไรไม่ได้ มีแต่ตอ้ ง
รีบทาํ ลายทิง้ กลายเป็นซากน่าเกลียด แมก้ บั บุคคลที่เคยรักกนั
กพ็ ากนั เกลียดชงั สะอิดสะเอียน ไม่ยนิ ดีจบั ตอ้ งอีกต่อไป
ใจ จึงมีความสาํ คญั นกั เป็นท่ีมาและเป็นท่ีไปของทุก
.. ๑ ..
สรรพส่ิงในจกั รวาลกว็ า่ ได้
ในแต่ละจกั รวาลมีสัตวต์ ่างๆ นบั ไม่หวาดไหว สตั ว์
บางอยา่ งเห็นไดด้ ว้ ยมงั สะจกั ษุ คือตาเน้ือ ซ่ึงรวมถึงการใชก้ ลอ้ ง
ช่วยขยายดว้ ย กม็ ีต้งั แต่มนุษยแ์ ละสตั วด์ ิรัจฉาน ต้งั แต่ปลาวาฬ
ไปจนถึงพวกจุลินทรียต์ ่างๆ เพยี งแค่ท่ีเห็นไดด้ ว้ ยตาเน้ือกน็ บั
ไม่ไดแ้ ลว้ ยงั มีอีก คือสตั วท์ ี่เห็นไม่ไดด้ ว้ ยตาเน้ือ ตอ้ งอาศยั
ทพิ ยจกั ษุ คือตาทิพย์ บางอยา่ งแมต้ าทิพยก์ ย็ งั มองไม่เห็น ตอ้ ง
อาศยั สมนั ตจกั ษุ คือจกั ษุรอบคอบของพรหม คือตอ้ งมี
คุณธรรมระดบั พรหมธรรม ซ่ึงสูงกวา่ ระดบั ทิพย์ แมก้ ระน้นั ยงั
มีบางอยา่ งที่ตาระดบั พรหม คือ สมนั ตจกั ษุกม็ องไม่เห็น ตอ้ ง
อาศยั พทุ ธจักษุ คือตาของพระพุทธเจา้ หรือตาท่ีรู้รอบโดย
สิ้นเชิงเท่าน้นั จึงจะรู้ได้
พวกท่ีเห็นไดด้ ว้ ยตาทิพย์ กไ็ ดแ้ ก่ เทวดา เปรต สัตว์
นรก อสุรกาย สัตวด์ ิรัจฉานบางพวก เช่น นาค ครุฑ เป็นตน้
แต่การเห็นในระดบั ทิพยน์ ้ีกจ็ าํ กดั ขอบเขต ตาทิพยน์ ้ีอาจ
มองเห็นพรหมได้ แต่โดยความหมายคือ เห็นไมก่ วา้ งขวางเท่า
สมนั ตจกั ษุ สมนั ตจกั ษุรู้เหตุรู้ผลและมีขอบเขตท่ีกวา้ งกวา่ ส่วน
.. ๒ ..
พุทธจกั ษุน้นั ไม่มีประมาณแห่งขอบเขตเลย
ท้งั หมดที่กล่าวมาน้ี ไม่วา่ จะอยภู่ พใด ภูมิใด ลว้ นมี
“ใจ” ดว้ ยกนั ท้งั สิ้น
ภพ คือสภาวะ หรือสถานที่ๆรองรับใหส้ ตั วเ์ กิดและ
อาศยั อยู่ ภูมิ คือระดบั คุณภาพของจิต หรือใจ ของสตั วน์ ้นั ๆวา่
อยใู่ นระดบั ใด เช่น สัตวใ์ ดมีภมู ิจิตระดบั เทวธรรม กไ็ ปเกิดเป็น
เทพเทวดา ซ่ึงในเทวธรรมกม็ ีรายละเอียดท่ีแตกต่างกนั อีกมาก
ภมู ิจิตน้นั จะใหไ้ ปเกิดในช้นั หรือภพท่ีต่างๆกนั ถา้ มีภูมิจิตใน
ระดบั มนุษยธรรม กม็ าเกิดเป็นมนุษยแ์ ละเช่นเดียวกนั ที่แมเ้ ป็น
มนุษยแ์ ต่ฐานะ การเป็นอยู่ ความประณีตแห่งรูปร่าง ปัญญา
ทรัพย์ ยศ เป็นตน้ กต็ ่างกนั ถา้ ภูมิแห่งจิตต่าํ กวา่ น้นั กเ็ ป็นไป
ตามระดบั ของภูมิจิตน้นั เช่นเป็นสตั วด์ ิรัจฉาน เปรต อสุรกาย
สตั วน์ รก เป็นตน้ จิต หรือใจ ของสัตวน์ ้นั แหละทาํ หนา้ ที่
ก่อสร้าง บนั ดาลส่ิงต่างๆข้ึนมา แลว้ อะไรล่ะท่ีทาํ หนา้ ท่ีปรุง
แต่งจิตใหเ้ ป็นไปต่างๆกนั
กรรม.. นนั่ เองที่แต่งจิต กรรมดีทาํ หนา้ ท่ี เรียกวา่
ปุญญาภิสงั ขาร กรรมชวั่ ทาํ หนา้ ท่ี เรียกวา่ อปุญญาภิสังขาร มี
.. ๓ ..
อีกอยา่ งหน่ึง เรียกวา่ อเนญชาภิสงั ขาร นน่ั ปรุงแต่งใหเ้ ป็น
พรหม เป็นเรื่องของผไู้ ดฌ้ านสมาบตั ิกจ็ ะไม่กล่าวในที่น้ี เพราะ
เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ยากแก่การเขา้ ใจของปกติชนทว่ั ไป
กรรม คือการกระทาํ ที่เห็นไดช้ ดั คือทางกายและวาจา
แต่ท้งั หมดน้นั กม็ าจากใจ คือใจมีเจตนาท่ีไม่ การกระทาํ ทาง
กายและวาจากไ็ ม่ดี ถา้ มีเจตนาดี การกระทาํ ทางกายและวาจาก็
ดี เจตนาทางใจจึงเรียกวา่ มโนกรรม คือเป็นกรรมทางใจดว้ ย
สรุปส้นั ๆตรงน้ีก่อน คือ เจตนาทางใจ สร้างมโนกรรม
และมโนกรรมกส็ ร้างกายกรรมและวจีกรรม และกรรมท้งั สาม
อยา่ งน้นั กย็ อ้ นมาทาํ หนา้ ท่ีปรุงแต่งใจอีก
เปรียบเหมือนคนขบั รถไปในทางแฉะๆ จนเป็นรอยลึก
ต่อมารอยลึกน้นั เองกก็ ลายเป็นเครื่องบงั คบั ใหร้ ถตอ้ งวงิ่ ไปใน
ร่องน้นั หรือเหมือนคนทาํ ทางเขา้ ไปในป่ า จะคดจะงออยา่ งไร
คนต่อๆไปกเ็ ดินอยทู่ างน้นั แหละ คือคนสร้างทาง แลว้ ทางก็
บงั คบั ใหค้ นเดิน เช่นเดียวกบั กรรมท่ีเกิดมาจากใจ ต่อมากรรม
ที่เคยทาํ ไวอ้ ยา่ งไรกส็ ่งผลใหใ้ จเป็นไปในลกั ษณะที่คุน้ เคย
กรรมมีสามประเภท คือฝ่ ายดีหรือฝ่ ายบุญเรียก กศุ ล
.. ๔ ..
กรรม ฝ่ ายไม่ดีหรือฝ่ ายบาปเรียก อกศุ ลกรรม ส่วนท่ีเป็น
กลางๆไม่ดีไม่ชว่ั เรียก อพั ยากตากรรม กรรมที่เป็นกลางๆน้ีไม่
มีผลสาํ คญั เท่ากรรมสองอยา่ งขา้ งตน้ เพราะเป็นสภาพท่ีไม่ดีไม่
ชวั่ จึงจะยกไวไ้ ม่นาํ มากล่าวในที่น้ี มาวา่ ถึงกรรมฝ่ ายบาปก่อน
กรรมท่ีทาํ ไวแ้ ลว้ ท้งั หมดถกู บนั ทึกไวท้ ่ีกลางใจ ไม่ได้
สูญหายไปไหนเลย อยคู่ รบบริบรู ณ์ทุกสิ่งทุกอยา่ ง ใจของเราน้ี
เหมือนหน่วยความจาํ ท่ีไม่มีขนาด คือบนั ทึกไดไ้ ม่จบสิ้น ส่วน
ที่ระลึกกนั ไม่ไดน้ น่ั เพยี งเพราะหาไม่เจอเท่าน้นั เอง
ใจน้นั มีลกั ษณะที่รู้สึก(เห็น)อยา่ งหน่ึง คดิ อยา่ งหน่ึง
จา อยา่ งหน่ึง รับรู้อารมณ์อยา่ งหน่ึง ถา้ กระทาํ กรรมไม่ดีไว้
และต่อมาเม่ือกรรมน้นั ใหผ้ ล กจ็ ะปรุงใหไ้ ดส้ ิ่งที่สร้าง
ความรู้สึกไม่ดี ไดจ้ กจาํ ส่ิงท่ีไม่ดี ไดค้ ิดในสิ่งที่ไม่ดีและไดร้ ับรู้
อารมณ์ท่ีไม่ดี เช่น รูปร่างไม่สวยงาม พิการ อายสุ ้นั ยากจน
เป็นที่รังเกียจของสังคม ถูกเบียดเบียนทางร่างกาย ทรัพย์
จิตใจ อยใู่ นภูมิประเทศท่ีไม่เจริญ ดินฟ้ าอากาศไม่เอ้ืออาํ นวย
จนถึงเกิดภยั พบิ ตั ิต่างๆ เป็นตน้
เหมือนเรามีพ้ืนท่ีอยแู่ ปลงหน่ึง เราปลกู แต่พืชพนั ธุ์ที่
.. ๕ ..
เป็นพิษ ปลูกหมามุ่ย ตาํ แย ผลไมท้ ่ีไม่มีคุณภาพต่างๆ ต่อมา
เมื่อมนั ใหผ้ ล มนั กใ็ หผ้ ลตามสภาพของมนั คือมนั เป็นของมนั
เอง จะมาเรียกร้องใหม้ นั ออกเป็นผลท่ีดีไม่ได้ ปลูกอะไรผลมนั
กเ็ ป็นอยา่ งน้นั ซ่ึงบางคนพยายามทาํ ความดีแตค่ วามดียงั ไม่
ใหผ้ ล กพ็ าลทอ้ ใจ ดว้ ยคิดวา่ ทาํ ดีแลว้ ไม่ไดผ้ ลดี ท่ีจริงไม่ใช่ไม่
ไดผ้ ล แต่มนั ยงั ไม่ใหผ้ ลต่างหาก ดุจบุคคลปลูกกลว้ ยไข่วนั น้ี
แต่ในพ้ืนที่น้นั มีกลว้ ยป่ าข้ึนอยมู่ ากมายอยแู่ ลว้ ถา้ บุคคลน้นั มา
บ่นวา่ ตนไดป้ ลกู กลว้ ยไข่แลว้ วนั น้ีแต่ทาํ ไมจึงมีแต่ผลของกลว้ ย
ไข่อีกเล่า บุคคลน้นั กช็ ื่อวา่ ผดิ ปกติ กรรมกเ็ ช่นกนั ท่ีแทก้ รรม
ยอ่ มตอ้ งมีการเพาะบ่มตามกาลเวลาและสภาพของเขา
ถา้ เราประสบกบั สิ่งที่ไม่ดีในปัจจุบนั ท้งั สิ้นน้นั เป็นผล
เนื่องมาจากการกระทาํ ของเราเองในอดีต ซ่ึงกาํ หนดไดย้ ากวา่
อดีตน้นั มนั ยาวนานแค่ไหน บางอยา่ งในปัจจุบนั น้ีเอง บางอยา่ ง
ขา้ มภพขา้ มชาติ บางอยา่ งนบั หมื่นนบั แสนชาติ
สภาวะของมนุษยท์ ี่เป็นอยนู่ ้ี ถกู ปรุงมาจากจิตที่
ประกอบดว้ ยกุศลกรรมเป็นส่วนใหญ่ ซ่ึงมีคุณภาพในระดบั
มนุษยธรรมมาก่อน จึงไดม้ าเสวยอตั ภาพแห่งมนุษย์ คือกรรม
ไดส้ ร้างภพของมนุษยม์ ารองรับจิตที่มีภมู ิระดบั มนุษย์ แต่ขณะ
.. ๖ ..
เดียวกนั แมจ้ ะมีคุณภาพระดบั มนุษย์ ถา้ เคยประกอบอกศุ ล-
กรรมไวด้ ว้ ย อกุศลกรรมน้นั กล็ ดคุณภาพของความเป็นมนุษย์
น้นั ลงตามส่วน เช่นใหเ้ ป็นคนอายสุ ้นั พิการ ยากจน ถูก
เบียดเบียนดว้ ยประการต่างๆ สงั คมรังเกียจ คนเสียสติ เป็นตน้
หลายคนกล่าววา่ คนเราเลือกเกิดไม่ไดน้ ้นั มนั ถูกแค่นิด
หน่อย คือมนั ทาํ มาแลว้ จะมาเลือกตอนเกิดแลว้ น้นั มนั ไม่ได้
แต่ก่อนหนา้ น้นั ยอ่ มเลือกได้ แตค่ นกไ็ ม่ไดเ้ ลือก หรือบางคน
เลือกแต่ไม่ไดก้ ระทาํ ใหเ้ ป็นตามที่ไดเ้ ลือก เหมือนคนอยากจบ
ปริญญา แต่ไม่ยอมเรียนและไม่กระทาํ อะไรๆ เพอ่ื จะใหไ้ ดม้ า
ซ่ึงปริญญา กไ็ ม่สามารถมีปริญญาได้
การปลูกฝังกรรมในฝ่ ายอดีต เราไม่สามารถยอ้ นกลบั ไป
แกไ้ ขอะไรได้ แต่กรรมในปัจจุบนั ที่จะก่อผลในอนาคตน้นั อยู่
ในกาํ มือเราน้ีเอง เราจะเป็นผปู้ ้ันแต่งอนาคตของตนเอง ไม่ใช่
ใครที่ไหนมาทาํ ให้ คาํ วา่ อนาคตน้นั กม็ ีต้งั แต่ชาติปัจจุบนั และ
ชาติต่อๆไป
ปัจจยั สาํ คญั คือความโง่ และความฉลาดของจิตน้ีเอง
เพราะจิตโง่ คือไม่รู้ชดั ตามความเป็นจริง คือธรรมชาติของกรรม
เหล่าน้ี เวลาท่ีประสบกบั ส่ิงที่น่าพอใจ กเ็ ป็นเหตุใหจ้ ิตใจเพง่ อยู่
.. ๗ ..
แต่อารมณ์น้นั และพฒั นาข้ึนมาเป็นความอยากได้ จนถึงอยาก
ไดจ้ ดั เรียกวา่ ความโลภ เป็นทุกขใ์ จ ใจข่นุ มวั ต้งั แต่ตรงน้ี
จากน้นั เจตนาความคิดอ่านทางใจ เพือ่ ใหไ้ ดม้ าในส่ิงที่ตน
ปรารถนากพ็ ฒั นาข้ึน กายและวาจากส็ นองรับ ดว้ ยการแสดง
ตนออกมาตามเจตนาน้นั ๆ เม่ือไดม้ าโดยชอบธรรมไม่ได้ หนกั
เขา้ กห็ าทางใหไ้ ดม้ าโดยไม่ชอบธรรม
หรือบางที ประสบกบั อารมณ์ที่ไม่น่าชอบใจ ความคิดท่ี
ไหลล่ืนตามอารมณ์กส็ ะดุด รู้สึกขดั ท่ีจริงธรรมชาติของ
อารมณ์น้นั ไม่ขดั แต่ใจเราไปขดั กบั ธรรมชาติเอง เช่น เวลาถกู
ด่า นน่ั เนื่องมาจากผลกรรมในอดีตกาํ ลงั ใหผ้ ล แต่ดว้ ยใจไม่
อยากใหม้ ีสภาพน้นั เกิดข้ึน กร็ ู้สึกขดั และปรุงแต่งต่อมาเป็น
ความไม่พอใจ หงุดหงิดราํ คาญใจจนถึงโกรธ ถา้ ยง่ิ หลงอยใู่ น
ความโกรธกถ็ ูกขงั ไวใ้ นความผกู พยาบาท เม่ือมีช่อง มีโอกาส
และไม่มีคุณธรรมตลอดถึงสติสมั ปชญั ญะยบั ย้งั กก็ ระทาํ กรรม
ชวั่ ออกไปทางกายและวาจา เหล่าน้ีมาจากจิตท่ีหลงไม่รู้สภาวะ
ตามเป็นจริง ดุจคนโง่ ไม่รู้จกั พนั ธุก์ ลว้ ยแลว้ เอาแต่กลว้ ยป่ ามา
ปลกู
.. ๘ ..
“ใจ” ที่โง่ ไม่ฉลาด ก่อใหเ้ กิดโลภ เกิดโกรธน้นั ไม่ใช่
ใจท่ีประเสริฐ ใจดวงน้นั ไม่คู่ควรกบั ร่างกายที่ถูกสร้างข้ึนมา
ดว้ ยคุณความดี ถือวา่ เป็นใจที่ต่าํ ในขณะน้นั ทีน้ีเมื่อต่าํ กวา่
มนุษยแ์ ลว้ จะไปเป็นอะไร..
ภูมิจิตท่ีตกต่าํ น้นั ถา้ ลงไปถึงภูมิแห่งดิรัจฉาน กท็ รง
ภาวะของดิรัจฉานน้นั เอง แลว้ อะไรล่ะเป็นท่ีทรงภาวะน้นั ใน
เม่ือกายมนุษยย์ งั เป็นอยู่ ที่แทใ้ นกายมนุษยน์ ้ียงั มีกายทิพย์ เป็น
ท่ีรองรับภูมิของจิตในระดบั ต่างๆ กายท่ีเป็นทิพยน์ ้ีจะเปลี่ยนไป
ตามอาํ นาจของจิตท่ีทรงภูมิภาวะน้นั ๆ เช่น ภูมิจิตน้นั เป็นภูมิ
แห่งดิรัจฉาน กายทิพยท์ ่ีวา่ กเ็ ป็นภาวะของดิรัจฉานทนั ที เป็น
ทนั ที ณ ภายใน ถา้ ตายขณะท่ีมีภูมิจิตอยา่ งน้นั ภพหยาบกใ็ ห้
บงั เกิดตามภาวะน้นั คือไปปฏิสนธิในครรภข์ องสัตวน์ ้นั ถา้
เป็นภมู ิแห่งเปรต กเ็ ป็นเปรตทนั ที ภูมิจิตต่าํ ในระดบั นรก กเ็ กิด
ในนรกทนั ที เวน้ แต่พวกที่ตายแบบกาํ หนดอะไรไม่ได้ ภูมิจิต
ยงั เป็นกลางๆ พวกน้ีจะถูกยมทตู พาไปยงั สาํ นกั แห่งพญายม
เพื่อยมบาลจะไดพ้ ยายามช่วยใหร้ ะลึกถึงคุณความดี จิตจะได้
ผอ่ งใส ภมู ิจิตจะไดด้ ีข้ึน แต่ถา้ ยงั นึกไม่ไดเ้ พราะทาํ ดีนอ้ ยมาก
นึกไดแ้ ต่บาปท่ีเคยกระทาํ พญายมกช็ ่วยไม่ได้
.. ๙ ..
การเปล่ียนจากภพปัจจุบนั ไปสู่อีกภพหน่ึงจึงสาํ คญั อยทู่ ่ี
ปัจจุบนั น้ีเอง น้ีกล่าวในส่วนบาปท่ีปรุงแต่งให้ “ใจ” ตกต่าํ ไป
จากภมู ิแห่งมนุษย์
ต่อไปจะกล่าวถึงกรรมในฝ่ ายบุญ
มโน แปลวา่ ใจ อสุ ยะ แปลวา่ สูง มโนรวมกนั เขา้ กบั
อุสยะ เป็น มนุษย์ แปลวา่ “ผู้มใี จสูง”
เราไดอ้ ตั ภาพมาเป็นมนุษย์ แมจ้ ะตกต่าํ ทุกยากอยา่ งไรก็
ไม่ควรนอ้ ยใจ เพราะน่ีเป็นผลเน่ืองมาจากการท่ีเราเคยปรับ
ระดบั จิตใจให้ “สูง”พอ แลว้ แค่ไหนล่ะท่ีวา่ สูงพอ คือมีภูมิ
ระดบั มนุษย์ หรือไดช้ ่ือวา่ เป็นมนุษยไ์ ด้
ส่ิงที่รักษาสภาพจิตใหท้ รงภาวะของมนุษยอ์ ยไู่ ด้ โดย
หลกั มีหา้ ประการ เรียกวา่ เบญจธรรมและส่ิงท่ีป้ องกนั ไมใ้ ห้
ตกต่าํ ไปจากภาวะของมนุษย์ ซ่ึงเป็นขอ้ ยกเวน้ เรียกวา่ ศีล มีหา้
ประการเช่นกนั เรียกวา่ เบญจศลี เบญจศีลเบญจธรรมเป็นของ
คู่กนั เพราะเวน้ ตามเบญจศลี จึงทรงเบญจธรรมไวไ้ ด้ เพราะมี
เบญจธรรมจึงรักษาเบญจศลี ไดบ้ ริสุทธ์ิ
ขอ้ แรกของศีล คือ เวน้ จากการเบียดเบียนชีวติ ผอู้ ่ืน
.. ๑๐ ..
คุณธรรมท่ีประกอบคู่กนั กค็ ือ ความมีเมตตากรุณา เพราะ
บุคคลมีความรัก ความสงสารในเพอ่ื นสัตวร์ ่วมเกิด แก่ เจบ็ ตาย
เจตนาท่ีเป็นไปเพื่อเบียดเบียนซ่ึงกนั และกนั กไ็ ม่มี
ศลี ขอ้ สอง เวน้ จากการเอาส่ิงของที่คนอ่ืนไมไ้ ดใ้ หโ้ ดย
บริสุทธ์ิใจ คุณธรรมที่คู่กนั กค็ ือ ความท่ีรู้จกั พอ หมายถึงพอใจ
ในสิ่งที่ตนหาไดโ้ ดยชอบธรรม ไดแ้ ค่ไหนกใ็ หย้ นิ ดีเท่าน้นั ไม่
ปล่อยใหใ้ จฟ้ ุงเฟ้ อเห่อเหิม หรือเพง่ เลง็ ในทรัพยข์ องผอู้ ่ืนดว้ ย
อาํ นาจของความโลภที่มีอยใู่ นใจ คือตอ้ งทาํ ลายความโลภ
นนั่ เอง เพราะรู้จกั พอนนั่ แหละจึงดี ไม่ใช่ใหม้ นั ดีก่อนแลว้ จึง
พอ ถา้ จะมุ่งเพอ่ื ใหไ้ ดแ้ ตด่ ี กจ็ ะไม่รู้จกั พอ แต่ถา้ “พอ” เม่ือไร
“ดี” กอ็ ยตู่ รงท่ีพอน้นั เอง เม่ือใจถึงความพอดีแลว้ การมุ่ง
เพอื่ ใหไ้ ดท้ รัพยม์ าโดยทางไม่ชอบธรรมกไ็ ม่เกิดข้ึน
ศีลขอ้ สาม เวน้ จากการประพฤตินอกใจคู่ครองของตน
ภาษาไทยเขา้ ใจง่ายกค็ ือ รักเดียวใจเดียว ไม่สร้างในสิ่งที่เป็น
เหตุใหค้ รอบครัวเดือดร้อน ยง่ิ เร่ืองน้ีแมแ้ ต่คิด ถา้ อีกฝ่ ายรู้เขา้ ก็
เป็นเรื่องแลว้ ไม่ตอ้ งถึงกบั กระทาํ ยง่ิ ถา้ มีการกระทาํ ข้ึน มี
ครอบครัวไหนบา้ งจะไม่เดือดร้อน ไม่ตอ้ งไปดูผลในภพชาติ
ต่อๆไปท่ีหนกั หนาสาหสั หรอก แค่ท่ีเห็นน่ีกเ็ ท่ากบั ไฟไหม้
.. ๑๑ ..
บา้ นแลว้ สิ่งที่ควรใหม้ ีในใจเป็นปกติ หรือที่เรียกวา่ คุณธรรม
กค็ ือความพอใจเฉพาะคขู่ องตน ไม่เที่ยวพอใจในบุคคลท่ีไม่ใช่
คู่ของตน
ศีลขอ้ ที่ส่ี คือเวน้ จากคาํ พดู ที่ไม่ดีท้งั หลาย คือคาํ ท่ีไม่
เป็นจริง คาํ หยาบคาย คาํ ยแุ ยงใหผ้ อู้ ่ืนขดั กนั และคาํ ท่ีเหลวไหล
ไม่เป็นสาระ คุณธรรมที่จะช่วยรักษาไวไ้ ด้ คือสัจจะ เป็นผมู้ ี
ความจริงใจ พดู อยา่ งไรทาํ อยา่ งน้นั ไม่เป็นคนพดู เหลาะแหละ
เหลวไหล จริงใจท้งั กบั ตนเองและผอู้ ื่น เมื่อมีคุณธรรมขอ้ น้ีจะ
ทาํ ใหเ้ ป็นคนรู้จกั คิด รู้จกั ไตร่ตรองก่อนที่จะพดู อะไรออกไป
ทาํ ใหเ้ ป็นคนสุขมุ มากข้ึน เป็นที่เกรงใจของผอู้ ื่นและสังคมจะ
ใหค้ วามสาํ คญั ไม่กลา้ มองขา้ ม ต้งั แต่สงั คมเลก็ คือสงั คม
ครอบครัวไปจนถึงสงั คมท่ีใหญ่ข้ึน ลกู หลานกใ็ หค้ วามเคารพ
นบั ถือ คุณธรรมคู่ท่ีสี่น้ีควรถือเป็นหวั ใจหลกั เลยทีเดียว
สามารถทาํ คนธรรมดาใหไ้ ม่ธรรมดากไ็ ด้
ศีลขอ้ สุดทา้ ย คือสิ่งเสพติดมึนเมาใหโ้ ทษ นึกถึงคาํ วา่
“ติด” “เมา” และ “โทษ” คาํ วา่ ตดิ ใครล่ะติด กผ็ เู้ สพนน่ั แหละ
ติด เมื่อติดกค็ ือขาดความอิสระ ไม่ใช่ส่ิงเสพติดมาติดเรา แต่
เราไปติดมนั ชีวติ ท่ีน่าจะเป็นอิสระกลบั ถกู พนั ธนาการโดยไม่
.. ๑๒ ..
รู้ตวั บางคนยงั หลงตนวา่ เสพแลว้ อิสระดว้ ยซ้าํ คาํ วา่ “เมา” น่ี
กแ็ สดงถึงภาวะที่ผดิ ปกติ ผดิ ธรรมชาติของคนโดยปกติและ
เป็นภาวะที่ต่าํ กวา่ มนุษยโ์ ดยเห็นไดช้ ดั ผทู้ ี่ปรารถนาความเมา
คือผทู้ ่ีอยากผดิ ปกติ อยากมีระดบั คุณภาพชีวติ ที่ต่าํ กวา่ ปกติ
รวมถึงสมรรถภาพท้งั ปวงที่ถกู จาํ กดั ขอบเขตใหแ้ คบเขา้ ความ
สมบรู ณ์ของมนุษยถ์ ูกลดลงเพราะความเมา ตรงน้ีใครๆกเ็ ห็น
ได้ เดก็ ๆกย็ งั รู้ ผทู้ ่ีเมากบั ผทู้ ่ีไม่เมาใครสมบูรณ์กวา่ กนั นน่ั
แสดงใหเ้ ห็นวา่ คนไม่อยากสมบรู ณ์แต่อยากเป็นผบู้ กพร่อง
โดยเฉพาะบกพร่องทางสติปัญญา อีกคาํ คือ “โทษ” คาํ น้ีคงไม่
ตอ้ งอธิบายมาก เพราะเป็นที่รวมของการถูกจาํ กดั สิทธิต่างๆ
รวมถึงถูกจาํ กดั สิทธ์ิท่ีจะไดอ้ ตั ภาพมาเป็นมนุษยอ์ ีก คุณธรรม
ท่ีจะช่วยยบั ย้งั ไวไ้ ดก้ ค็ ือสติสัมปชญั ญะและปัญญาอนั รู้จกั
ไตร่ตรอง คุณ-โทษตามความเป็นจริงนี่แหละ นี่กเ็ น่ืองมาจาก
สัจจะ ดงั กล่าวแลว้ ในขอ้ สี่ ลองคิดดูคนเราบกพร่องทาง
สติปัญญาขนาดไหน ถึงกบั ไปพงึ พอใจความไม่เป็นผเู้ ป็นคนได้
ความมึนเมาน้นั มีสังคมไหนยกยอ่ งบา้ ง แมใ้ นพวกมึนเมา
ดว้ ยกนั ใครมึนเมามากกวา่ กถ็ ือวา่ อ่อนหดั ใชไ้ ม่ได้ ไม่เก่ง
เมื่อเป็นเช่นแลว้ จะไปเมาทาํ ไม ความมึนเมาน้นั ทาํ ลายความ
.. ๑๓ ..
เป็นมนุษยท์ ุกอยา่ ง ต้งั แต่ทรัพย์ สุขภาพ จิตใจ สติปัญญา
เกียรติ วงศต์ ระกลู ..ฯลฯ.
ศีลท้งั หา้ ประการ เม่ือเวน้ ไดถ้ ือวา่ ปิ ดร่องปิ ดรูท่ีจะพา
ใหต้ กต่าํ คุณธรรมท้งั หา้ ประการเม่ือเรากระทาํ ไวใ้ นใจได้
เท่ากบั เปิ ดประตูบนั ไดขาข้ึน ท่ีจะพาเราพฒั นาคุณภาพชีวติ ให้
เจริญยงิ่ ข้ึน เบญจศีลเบญจธรรมนี่แหละ ที่เรียกวา่
“มนุษยธรรม” คือคุณธรรมท่ีทาํ ใหเ้ ป็นมนุษย์ หรือสิ่งที่ทรง
ความเป็นมนุษยไ์ วไ้ ด้
ใครกระทาํ ไดส้ มบูรณ์ ความเป็นมนุษยข์ องผนู้ ้นั ก็
สมบูรณ์ ใครบกพร่องลงมา กเ็ ป็นมนุษยท์ ่ีบกพร่องลงมาตาม
ส่วน ซ่ึงเราจะเห็นไดว้ า่ ระดบั คุณภาพชีวติ ของมนุษยน์ ้นั ไม่
เท่ากนั ถา้ เคร่ืองเหนี่ยวร้ังเหล่าน้ีมีไม่พอ ผนู้ ้นั กต็ กต่าํ จาก
มนุษย์ เม่ือละจากอตั ภาพน้ีแลว้ การเกิดใหม่ของดวงจิตน้นั ก็
พาไปกาํ เนิดและเสวยอตั ภาพที่เหมาะสมกบั คุณภาพของจิต
น้นั เอง
เพราะฉะน้นั กรรมนี่แหละเป็นแดนเกิดของสตั ว์
ท้งั หลาย กรรมน่ีแหละเป็นเผา่ พนั ธุข์ องสตั ว์ คือแต่งสัตวใ์ ห้
ถือกาํ เนิดในภพท่ีเหมาะสมพอดี สัตวท์ ้งั หลายปรารภนาสิ่งท่ีดี
.. ๑๔ ..
กต็ อ้ งกระทาํ แต่กรรมดี จึงช่ือวา่ อาศยั กรรม มีกรรมเป็นทายาท
คือสืบทอด ถ่ายทอดการกระทาํ ของตนต่อๆไป
ท้งั หมดเป็นท่ีมาของคาํ วา่ “ทาดไี ด้ดี ทาช่ัวได้ชั่ว”
พจิ ารณาถึงตรงน้ี กจ็ ะพอเขา้ ใจไดว้ า่ ระดบั ของความ
เป็นมนุษยน์ ้นั อยตู่ รงไหน มนุษย์ ที่แปลวา่ ใจสูงน้นั ทาํ อยา่ งไร
จึงสูงได้
การท่ีเราไดอ้ ตั ภาพเป็นมนุษยน์ ้ี เป็นเครื่องหมายบ่ง
บอกวา่ แต่อดีตเราเคยไดบ้ าํ เพญ็ มาแลว้ ความเป็นมนุษยเ์ ป็น
สิ่งท่ีควรภาคภมู ิใจ แมว้ นั น้ีเราจะเป็นทุกขเ์ จียนตายกต็ าม บาง
ท่านกล่าววา่ มนุษย์ เป็นชุมทางแห่งภพท้งั หลาย กไ็ ม่ผดิ
เพราะมนุษยส์ ามารถทาํ ดีไดถ้ ึงท่ีสุด ยงิ่ กวา่ เทวดา และ
ขณะเดียวกนั กส็ ามารถทาํ ชว่ั ไดถ้ ึงท่ีสุดดว้ ย ทีน้ีกอ็ ยทู่ ่ีเราเอง วา่
จะเลือกดาํ เนินไปทางไหน ทางหน่ึง ฝื นต่ออารมณ์ฝ่ ายต่าํ คือ
พวกความโลภ ความโกรธ ความหลง แต่มีผลเป็นความสุขความ
เจริญความสมบูรณ์บริบูรณ์ต่อไปในอนาคต อีกทางหน่ึง
สนองอารมณ์ฝ่ ายต่าํ ไม่ตอ้ งขดั ไม่ตอ้ งฝืน แต่มีผลเป็นความ
ทุกขเ์ ดือดร้อนต่อไป
.. ๑๕ ..
โลก.. มีความวนุ่ วาย สร้างทุกขใ์ หแ้ ก่สัตวโ์ ลกอยู่
เนืองนิตย์ แต่มนั จะปรากฏใหส้ ตั วโ์ ลกเห็นเป็นสิ่งที่น่าร่ืนรมย์
แต่สาํ หรับผมู้ ีปัญญาเพ่งพนิ ิจแลว้ โลกจะปรากฏเป็นของวา่ ง
เปล่า หาแก่นสารไม่ได้ ไม่ควรที่ใครๆจะมวั ขอ้ งในโลก
เปรียบเหมือนโลงศพอนั วจิ ิตรตระการตา ผไู้ ม่รู้ยอ่ มหลงใหล
ในความงามของโลงศพได้ แต่สาํ หรับคนท่ีรู้แลว้ แมจ้ ะวจิ ิตร
กวา่ น้นั กไ็ ม่เป็นท่ีปรารถนา ดว้ ยรู้ชดั วา่ สิ่งที่อยใู่ นน้นั คือซาก
อสุภะ อนั ไม่น่ารื่นรมย์ ผทู้ ี่รู้จกั โลก กเ็ ช่นกนั กบั ผทู้ ี่รู้จกั โลงศพ
น้นั จึงไม่ยดึ ติดในสิ่งไรๆในโลก ไม่ขอ้ งในโลก ไม่มวั เมาใน
โลก ไม่ประมาทในโลก เป็นผอู้ ิสระจะพนั ธะท้งั ปวง โลก...
อนั เป็นแหล่งก่อสร้างความทุกขใ์ หก้ ไ็ ม่สามารถสร้างทุกขแ์ ก่
ท่านเหล่าน้นั ไดอ้ ีกต่อไป ท่านเหล่าน้นั จึงเป็นผไู้ ม่มีทุกขอ์ ีก
เป็นพระขีณาสพอนั ไม่มีกิเลสยอ้ มใจใหต้ ิดในโลกอีก เป็น
มนุษยท์ ่ียงิ่ กวา่ มนุษย์ เป็นเทพที่ยงิ่ กวา่ เทพ เป็นพรหมท่ียง่ิ กวา่
พรหม เป็นความวเิ ศษวโิ สที่ไม่มีอะไรเทียบเท่า และทาํ ใหม้ ีข้ึน
ไดใ้ นอตั ภาพแห่งความเป็นมนุษยน์ ้ีเอง น่ีแหละ มนุษย.์ . ผมู้ ีใจ
สูงแลว้ และยงั ทาํ ใหส้ ูงไดย้ ง่ิ ข้ึนไปอีก
.. ๑๖ ..
เร่ืองของใจ เร่ืองความสูงต่าํ ของระดบั แห่งจิตใจ เร่ือง
ของภพชาติก่อน ภพชาติหนา้ เป็นเรื่องท่ีเห็นไดโ้ ดยยาก แต่
ไม่ใช่เห็นไม่ได้
ทีน้ีเรามาลองดูเร่ืองที่เห็นง่ายๆ แต่เกี่ยวโดยตรงกบั ชีวติ
ของเราบา้ ง เวลาวา่ งๆ อยคู่ นเดียวลองนง่ั นิ่งๆ ทาํ ใจใหส้ บาย
วางภาระการงานต่างๆออกไปจากใจ แลว้ ลองค่อยๆ ตามระลึก
ถึงอดีต ค่อยนึกถอยไป ต้งั แต่เม่ือสักครู่ ชวั่ โมงที่แลว้ ... ไป
เร่ือยๆ จนถึงเท่าที่เราจาํ ได้ มนั จะขา้ มไปขา้ มมากไ็ ม่ตอ้ งกงั วล
ตามนึกดูเฉยๆ ไม่แช่อยใู่ นอารมณ์อนั น่าประทบั ใจใดๆ นึกเห็น
แลว้ กผ็ า่ นไป จนถึงเท่าท่ีเราจาํ ความได้ แลว้ คิดสักนิดวา่ เรา
เคยมี เคยเป็น เคยสูญเสีย เคยมีอารมณ์อยา่ งไรกบั เหตุการณ์
น้นั ๆ
จากน้นั กค็ ่อยลาํ ดบั ต้งั แต่จาํ ความได้ ยอ้ นกลบั มาใหม่
ใหท้ ุกความสัมผสั ที่เคยมีเอิบอิ่มอยใู่ นจิตใจจนถึงปัจจุบนั ท่ีเรา
กาํ ลงั หายใจเขา้ -ออกอยนู่ ้ี
เราจะเห็นไดว้ า่ เราเคยได้ เคยมีในสิ่งที่น่าชอบใจ เคยดี
ใจ หวั เราะ ปล้ืมปี ติ มีความฝันอนั งดงาม เคยประสบกบั สิ่งที่ไม่
น่าพอใจ เคยเศร้า เงียบเหงา วงั เวง ร้องไห้ เจบ็ ปวด เคยสูญเสีย
.. ๑๗ ..
ผดิ หวงั และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย. แลว้ เดี๋ยวน้ี ส่ิงที่เคยมี
เหล่าน้นั มนั ไปอยไู่ หน แมบ้ างอยา่ งท่ีประทบั ใจรุนแรง เหมือน
กบั วา่ มนั ยงั อยเู่ หมือนเดิม แต่ที่แทม้ นั กแ็ ค่เศษซากของอารมณ์
ที่ยงั ตกคา้ งอยเู่ ท่าน้นั กาลเวลามนั ยอ่ มกลืนกินทุกสิ่งทุกอยา่ ง
ไปเอง กลืนกินชีวติ เราดว้ ย ส่ิงที่เกี่ยวเน่ืองกบั ชีวติ เราดว้ ย
กลืนกินโลกและกลืนกินแมต้ วั กาลเวลาเอง ทุกสิ่งในโลกอนั อยู่
ภายใตอ้ าํ นาจแห่งกาลเวลาจึงตกอยใู่ นสภาพท่ีเหมือนๆกนั คือ
เบ้ืองตน้ มีการเกิดข้ึน แลว้ กไ็ ม่มนั่ คง ยอ่ มเปลี่ยนไป แปรไป
ทนอยใู่ นสภาพเดิมจริงๆไม่ได้ เพยี งแต่บางอยา่ งเปล่ียนแปลง
ชา้ แต่กย็ อ่ มเปลี่ยนแปลง ถึงท่ีสุดกด็ บั สิ้น สภาพเดิมกส็ ูญ
สลายหายไป
ที่พดู กนั วา่ สิ่งน้นั มน่ั คง สิ่งน้ีมน่ั คง กม็ ีแต่ความไม่
มนั่ คงนนั่ แหละท่ีมนั่ คง เม่ืออะไรๆ ไม่มนั่ คงโดยธรรมชาติ
ใครๆ บงั คบั ไม่ได้ แต่ถา้ เราเกิดอยากใหม้ นั มน่ั คงล่ะ คืออยาก
ใหม้ นั เป็นตามท่ีตอ้ งการ แต่โดยธรรมชาติมนั ไม่ใช่ เราคิด
อยากจะใหม้ นั เป็นโดยที่ขดั กบั ธรรมชาติ ถามวา่ เราจะเป็นทุกข์
หรื อเป็ นสุข
เช่น เราปลกู มะม่วง แต่อยากใหม้ นั ออกลกู เป็นทุเรียน
.. ๑๘ ..
หรืออยากใหม้ นั ออกลูกในวนั น้นั หรือเหมือนความรักหนุ่ม
สาว สามี-ภรรยา ที่อยากจะใหม้ นั่ คงถาวรตลอดไปและพดู กนั
วา่ จะเป็นอยา่ งน้นั แต่โดยธรรมชาติท่ีแทม้ นั ไม่ใช่ แมบ้ างคู่จะ
รักกนั ยนื นานจนแก่เฒ่า กย็ งั มีวนั จบ และในขณะที่วา่ ยงั ยง่ั ยนื
อยนู่ ้นั มนั กไ็ ม่ใช่รักในอารมณ์เดิมตลอดไป รักกนั เมื่อแรกพบก็
อยา่ งหน่ึง ไดอ้ ยดู่ ว้ ยกนั ใหม่ๆกอ็ ยา่ งหน่ึง นานไปกอ็ ีกอยา่ ง
หน่ึง จนถึงแก่เฒ่ากอ็ ีกอยา่ งหน่ึง ซ่ึงมนั ค่อยเปล่ียนไปเรื่อย
ทุกส่ิงทุกอยา่ งมนั เป็นของมนั อยา่ งน้นั ถา้ เราไปยดึ
หน่วงผกู พนั วา่ จะใหม้ นั เป็นอยา่ งน้นั อยา่ งน้ีตามใจเรา เรานน่ั
แหละจะเป็นผทู้ ุกข์ เพราะโดยแทธ้ รรมชาติเขาไม่ไดต้ ามใจเรา
เขาเป็นของเขาเองตามเหตุตามปัจจยั เมื่อเราไปคิดขดั กบั
ธรรมชาติ จะไม่ใหเ้ ป็นทุกขไ์ ดอ้ ยา่ งไร บางส่ิงบางอยา่ งเราคิด
คาํ นวณไดต้ รงกบั ธรรมชาติ กจ็ ะเขา้ ใจและเรียกกนั วา่ เป็นความ
สมหวงั บางคนกว็ า่ เทพเจา้ บนั ดาล แมบ้ างอยา่ งเทพจะบนั ดาล
กต็ าม แต่กอ็ ยใู่ นขอบเขตของธรรมชาติ คือบุญทาํ กรรมแต่งอยู่
นนั่ เอง เพราะเทวดาเองกย็ งั ตกอยภู่ ายใตอ้ าํ นาจของธรรมชาติ
ดงั กล่าว
.. ๑๙ ..
เมื่อเป็นอยา่ งน้ี จึงควรเขา้ ใจหลกั เกณฑข์ องธรรมชาติ
แลว้ ปรับความคิดใหต้ รงกบั ธรรมชาติ ยอมรับธรรมชาติอยา่ ง
น้นั แลว้ แกไ้ ขดดั แปลงตามหลกั เกณฑข์ องธรรมชาติ เราจะไม่
ตอ้ งเป็นทุกข์ มีแต่ประโยชนท์ ่ีจะพึงได้
ดุจดงั น้าํ ยอ่ มไหลจากท่ีสูงลงสู่ท่ีต่าํ เราจะไปคิดอยาก
ใหม้ นั ไหลผดิ ไปจากธรรมชาติน้นั กม็ ีแต่จะเป็นบา้ เป็นทุกข์ แต่
ถา้ ถามวา่ เราจะเอาน้าํ จากที่ต่าํ ใหข้ ้ึนไปสู่ท่ีสูงไดไ้ หม ขอ้ น้ีก็
ตอ้ งตอบวา่ ได้ แต่จะใหม้ นั ไหลไปเองน้นั ยอ่ มไม่ได้ ถา้
อยากจะใหน้ ้าํ จากที่ต่าํ ข้ึนไปสู่ที่สูงกต็ อ้ งอาศยั คุณสมบตั ิของน้าํ
นนั่ แหละ
น้าํ อยใู่ นภาชนะใดได้ กเ็ อาใส่ภาชนะน้นั ไปสู่ท่ีสูง
แรงดนั ต่างๆ กส็ ามารถเอามาประกอบข้ึนเป็นรูปร่างต่างๆ เป็น
อุปกรณ์ เคร่ืองยนตก์ ลไกต่างๆ กส็ ามารถพาน้าํ จากที่ต่าํ ไปสู่ที่
สูงได้ แต่ถา้ จะใหน้ ้าํ ไหลเองมนั กไ็ หลจากท่ีสูงลงสู่ที่ต่าํ
เหมือนเดิม อยา่ งน้ีไม่ไดข้ ดั ธรรมชาติ แต่อาศยั ธรรมชาติ
น้นั เองมาดดั แปลง กเ็ ช่นเดียวกนั กบั ธรรมชาติของจิต ชีวติ
กรรม ดงั ท่ีกล่าวมาและสรุปวา่ ทาํ ดีไดด้ ี ทาํ ชวั่ ไดช้ วั่ น้นั
เม่ือเราอยากประสบในส่ิงท่ีดี กเ็ ป็นความจาํ เป็นที่จะตอ้ ง
.. ๒๐ ..
ก่อสร้างหรือปลูกฝังตน้ เหตุท่ีจะใหผ้ ลในสิ่งดี ซ่ึงมกั ตอ้ งฝื นต่อ
อารมณ์เป็นธรรมดา ดงั ยกตวั อยา่ งเรื่องน้าํ ท้งั ภาชนะและ
อุปกรณ์ต่างๆ ลว้ นตอ้ งฝื นต่อธรรมชาติของน้าํ ท่ีจอ้ งจะไหลลง
ท้งั น้นั
อนั ท่ีจริง ธรรมชาติของจิตน้นั ไม่มีอะไร มีแต่จติ แต่
เพราะจิตมีกิเลสยอ้ มอยู่ เมื่อจิตถูกความโลภยอ้ มอยกู่ ารคิดปรุง
แต่งอนั นาํ ไปสู่การกระทาํ กเ็ ป็นไปตามอาํ นาจของความโลภ ถา้
ความโกรธ ความหลง ความถือตวั ความอิจฉา..ฯลฯ. ยอ้ มอยู่
มนั กเ็ ป็นไปตามอาํ นาจของกิเลสน้นั ๆ
จิตกเ็ หมือนน้าํ .. น้าํ ท่ีมีแต่น้าํ แต่ทาํ ไมจึงมีน้าํ ร้อน น้าํ
เยน็ น้าํ แขง็ น้าํ ข่นุ น้าํ หวาน น้าํ สกปรก น้าํ แกง..ฯลฯ ที่เป็น
เช่นน้นั เพราะมีส่ิงเขา้ ไปปะปนกบั น้าํ น้าํ จึงมีช่ือและลกั ษณะ
ตลอดถึงคุณภาพการใชง้ านที่ต่างๆกนั ผมู้ ีปัญญารู้จกั คุณภาพ
ของน้าํ กส็ ามารถเลือกใชป้ ระโยชนไ์ ดส้ ูงสุด
จิตท่ีเป็นประโยชนส์ ูงสุด คือจิตท่ีผอ่ งใส ไม่กิเลสเจือ
ปน กิเลสคือส่ิงท่ีสร้างทุกขใ์ ห้ ถา้ กิเลสไม่มี เหลอื แต่ดวงจิตที่
ผอ่ งใส ความทุกขใ์ ดๆกไ็ ม่เกิดข้ึน เพราะเหตุท่ีจะใหเ้ ป็นทุกข์
น้นั ไม่มี
.. ๒๑ ..
การท่ีจะเขา้ ใจจนถึงละวางส่ิงต่างๆ จนถึงมีแต่ดวงจิตท่ี
ผอ่ งใสไดน้ ้นั การพิจารณาชีวติ ของเรา เช่นที่ใหด้ ูอดีตของตน
น้นั กม็ ีส่วนช่วยได้ เพราะเม่ือไดเ้ ห็นวา่ อดีต กเ็ ป็นสิ่งท่ีไม่
มน่ั คง เมื่ออยใู่ นปัจจุบนั แลว้ ภาวะแห่งอดีตกเ็ หลือแต่ซากแห่ง
ความทรงจาํ กแ็ ลว้ ปัจจุบนั นี่ล่ะ ส่ิงที่กาํ ลงั มีอยกู่ ด็ ี ส่ิงท่ีใฝ่ ฝัน
คาดหวงั กด็ ี จะไปเอาความมน่ั คงอะไรกบั มนั ได้
ความอยากจะใหส้ ิ่งที่พอใจของเรา อยกู่ บั เราตลอดไป
หรือต่อไปอีกนานๆ กด็ ี อยากใหส้ ิ่งท่ีเราไม่พอใจไปใหพ้ น้ ๆ ก็
ดี เหล่าน้ีสร้างความทุกขใ์ หเ้ ราต้งั แต่เริ่มอยากนน่ั ทีเดียว
เม่ือเป็นอยา่ งน้ี เราจะปล่อยใหใ้ จของเราลื่นไหลไปตาม
อาํ นาจของกิเลสทาํ ไม การที่ปล่อยตามกิเลสแลว้ ไดผ้ ลเป็นทุกข์
แลว้ ทุกขเ์ ล่าอยนู่ ้นั เป็นอาการของคนโง่หรือคนฉลาด
กาํ หนดธรรมชาติ พิจารณาธรรมชาติอยอู่ ยา่ งน้ี จะทาํ
ใหเ้ รามองธรรมชาติอยา่ งเขา้ ใจ และจะบรรเทาเบาบางความ
ทุกขท์ ่ีมีอยใู่ นใจดว้ ยความเขา้ ใจธรรมชาติน้นั เอง
..........
.. ๒๒ ..