คาสอนหลวงปู่ใหญ่ ๑
ธรรมปฏบิ ตั บิ ท ๑
เหตเุ กิดทุกข์ จะต้องดับด้วย นิโรธคามนิ ีปฏิปทา ด้วย
มรรคมีองคแ์ ปด ได้แก่ สมั มาทฏิ ฐิ สัมมาสงั กปั ปะ
สมั มากมั มันตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชวี ะ สมั มาวายามะ
สัมมาสติและสมั มาสมาธิ
การปฏบิ ัตกิ ต็ ้องมีศีลกนั ก่อน ศีล ไดแ้ กส่ มั มากัมมนั ตะ
ไดแ้ ก่การงานชอบ เว้นจากเบียดเบียนผู้อนื่ ตอ่ ไปกล็ ะมจิ ฉาวาจา
เสยี ทาใหส้ ัมมาวาจาเกดิ ขน้ึ อาชีวะกเ็ หมือนกันจะต้อง
ประกอบการเลีย้ งชพี ในทางสจุ รติ สงิ่ เหล่านเ้ี ปน็ ศีล ควรทาให้
เกดิ ขึน้ กอ่ น ต่อไปกท็ าสมาธิให้เกิดขึน้ เมอ่ื สมั มาสมาธิมี
สัมมาสติกจ็ ะเกดิ ขน้ึ ตามมาพรอ้ มกับสมาธิ สมั มาสติกับ
สมั มาสมาธจิ ะเกิดขนึ้ พรอ้ มกัน จะไมพ่ รากจากกนั สมาธไิ มม่ สี ติ
ก็ไมม่ ี สว่ นสมั มาวายามะ ได้แก่ ความเพยี รชอบ ก็คอื การรกั ษา
สติอยู่ตลอดเวลา คนเราถา้ มสี ตปิ ระจาอยู่ สมั มาทฏิ ฐกิ จ็ ะเกดิ ขน้ึ
สัมมาสติเป็นตัวใหเ้ กดิ สัมมาทิฏฐิ สมั มาทิฏฐเิ ป็นตวั ให้เกิดสัมมา
๒ คาสอนหลวงปใู่ หญ่
สังกัปปะ เห็นชอบ ดารชิ อบ ส่วนสัมมาสมาธิเปน็ ตัวรักษาส่งิ
ต่างๆให้ดารงอยูแ่ ละทาให้อีก ๗ ตวั เกดิ ขึน้ และอาศัยซ่ึงกนั และกนั
สมั มาสมาธเิ ปน็ หลักในการปฏบิ ัติธรรมในการดับรปู ธรรมและอรปู
ธรรม ในสองสง่ิ น้ีจะต้องใหด้ บั เสยี กอ่ น ตอ่ ไปปรมัตถธรรมถงึ
จะเกิดขึน้ ปรมัตถธรรมเกดิ ขึ้นก็จะเห็นสงิ่ ท่ีจดั เป็นรปู ธรรมและ
อรูปธรรมดับ
การทาสมาธิในข้ันแรก เมื่อได้สมาธิก็จะเกดิ การรูส้ กึ วา่
กายสังขารดบั วจสี งั ขารดบั มโนสังขารดบั กใ็ หใ้ ชค้ วามสงั เกต
ดูวา่ การไดส้ มาธิสักคร้ัง กายสังขารดับหรือไม่ ถ้าไดส้ มาธิจริง
สงั ขารจะดบั สิง่ ที่รวมอยู่กบั สังขารกจ็ ะดับด้วย ถงึ จะเช่อื ไดว้ า่
ได้สมาธจิ ริง
คนตายแล้ว วญิ ญาณไม่มี จะมีแตจ่ ิตเท่านน้ั คนตาย
แลว้ สงิ่ ท่ตี ิดไปมี เวทนา สญั ญา เปน็ ตัวท่ไี ปกบั จิต รูป สงั ขาร
วญิ ญาณ สามสิ่งนี้ไมไ่ ดไ้ ปกบั จิตดว้ ย จิตเปน็ ตวั รับกรรม เวทนา
สัญญา จึงตดิ ไปกบั จติ ไปดว้ ย การทาความดี การทาความชวั่ จิต
เปน็ ตวั รับเวทนาอันนนั้ เพราะสัญญาเป็นตวั กรรมดบั เวทนาอยู่
สัญญาเปน็ ตัวกาหนดให้ใช้กรรม เวทนามีอยตู่ ่อผ้ทู ่ีกาลงั จะตาย
คาสอนหลวงปูใ่ หญ่ ๓
เวทนานน้ั มากน้อยแคไ่ หน เปน็ แรงผลกั ดันให้เปน็ ไปก่อนตาย
ตอ่ ไปเม่ือตายไปแล้วอีกดว้ ยจะตอ่ เน่ืองกนั ไป เปน็ หัวเลย้ี วหัวตอ่
ของชาตแิ ละภพ ใครทาความดีก็ไปดี ใครทาชั่วกไ็ ปชว่ั จะ
อทุ ธรณ์ฎีกาไม่ได้ จะซอื้ ขายแลกเปล่ียนถ่ายเทกนั ไม่ได้.
๔ คาสอนหลวงป่ใู หญ่
ธรรมปฏบิ ตั ิบท ๒
ศาสนาพุทธเปน็ ศาสนาปฏิบตั อิ ยา่ งแทจ้ รงิ ปฏิบตั อิ ย่าง
เดียวจงึ จะเขา้ ถงึ พุทธศาสนาได้ ศาสนาพุทธมใิ ช่ศาสนาทจ่ี ะตอ้ ง
เซ่น มิใชศ่ าสนาท่ีต้องใช้การสวดออ้ นวอน ต้องฆา่ บูชายัญดว้ ย
ส่ิงมีชีวิต พระพุทธเจา้ บอกวา่ ถา้ ใครอยากเข้าถงึ ศาสนาพุทธให้
ปฏิบัติ ปฏิบตั อิ ยา่ งเดยี วเท่านน้ั
คนทน่ี ับถอื ศาสนาพุทธนับถอื กันผิดๆ มีการสวดมนต์ออ้ น
วอนกราบไหว้ สวดรอ้ ยแปด เพือ่ ให้ไดถ้ ึง มันจะไดจ้ ะถึงได้
อยา่ งไร ให้สองรอ้ ยปีมนั ก็ไม่ได้มนั ก็ไม่ถึง พระพุทธเจ้าเอาแต่
เฉพาะคนท่ีปฏบิ ตั ิธรรมเท่านน้ั จึงจะเอาไปด้วย อยา่ วา่ แต่สวด
มนต์เลย ถงึ เกาะชายผ้าเหลืองทา่ น ท่านก็เอาไปไม่ได้ ทา่ นไม่
ชอบคนชุบมือเปบิ จะตอ้ งทางาน ทาการปฏบิ ตั ิธรรมใหไ้ ด้
เสียก่อน จึงจะเอาไป พระที่ยังโลภ โกรธ หลงอยู่ จะเอาไปได้
อยา่ งไร เอาไปเด๋ยี วก็ไปทะเลาะกันอีก พระพวกนที้ ่านไมเ่ อาไป
คาสอนหลวงปู่ใหญ่ ๕
จึงไปไม่ได้ จึงไดอ้ ยหู่ ากินกับญาติโยมไปพลางๆ ทาสิ่งท่ีผดิ ๆถูกๆ
ไปตามเรอื่ ง ให้ญาติโยมสบายใจกจ็ ะไดเ้ งนิ ใช้ พระอยา่ งนีบ้ าง
องค์รวยเป็นลา้ น พระท่ีรวยเปน็ ลา้ นถือวา่ หา่ งพระพทุ ธเจ้า บาง
ทีก็ไม่ใชส่ าวกของพระพุทธเจ้าอีกด้วย คนอย่างนีพ้ ูดอยา่ ไดไ้ ปเชื่อ
จะเชือ่ ได้อยา่ งไร ความอยากยังมอี ยู่ ถา้ ความอยากยังมี ทุกข์
กย็ งั มี จะไปกับพระพุทธเจา้ ได้อยา่ งไร
การปฏบิ ัติธรรม จะตอ้ งหดั ทาอารมณป์ ัจจบุ ันใหไ้ ด้
อารมณป์ ัจจบุ นั น้นั สาคัญมาก เปน็ อารมณข์ องพระอริยบคุ คล
อารมณ์ปัจจุบนั ไดแ้ ก่ การดบั ความนกึ คดิ นนั่ เสีย ไมน่ กึ คิดสงิ่ ใดๆ
ท้ังหมด หดั ทาให้ได้นานๆ จนกว่าจะอย่ตู ัว อารมณป์ จั จุบันเป็น
การละอดีต อนาคตและปจั จบุ ันของอารมณ์ตา่ งๆท่ีจะเข้ามาในจิต
จึงหมายถึงจติ หยดุ น่ิงอยกู่ บั ที่ จงึ จะช่อื วา่ อารมณ์ปัจจุบัน ถ้า
จติ ยังกระสบั กระสา่ ย มกี ารปรงุ แต่ง จิตเคลื่อนท่ีไป สิ่งเหล่านี้
มใิ ชอ่ ารมณป์ ัจจบุ นั การนบั ถอื ศาสนา ทาความดีเรอื่ ยไปอย่าได้
หวังนิพพาน ขอใหท้ าความดตี ดิ ต่อเร่ือยไป ก็จะถึงนพิ พานเอง.
๖ คาสอนหลวงปู่ใหญ่
ธรรมปฏบิ ัติบท ๓
การที่พวกเราปฏิบตั ิธรรม สมาธิ วปิ สั สนา กเ็ พือ่ จะดับรปู
นามกนั หรือเรยี กวา่ ดบั ขันธ์ ๕ ทเ่ี ป็นตวั ให้เกดิ สภาวธรรมปรุง
แต่งให้เกดิ กเิ ลสอยู่ตลอดเวลา ถา้ เราดบั รปู นามขนั ธ์ ๕ ได้ กิเลส
ก็จะดับ จดุ หมายปลายทางมันอยู่ทต่ี รงน้ี จึงได้ทาวิปสั สนากนั
แตพ่ วกเราไมม่ คี วามเขา้ ใจกนั กห็ ลงไปดรู ูปนามเกิดดบั ก็เข้าใจวา่
พอแลว้ ดีแลว้ อะไรๆ กันไปตามเรื่อง อีกอยา่ งหนงึ่ การทา
กสณิ ก็ต่อวปิ สั สนาได้ เว้นแตค่ นทพ่ี ดู ไมเ่ คยทากสิณ แลว้ ก็พูดวา่
การทากสิณตอ่ วิปัสสนาไมไ่ ดก้ เ็ พราะไมเ่ คยทา การทากสิณกต็ ้อง
ไดส้ มาธิกันกอ่ น กสณิ จึงจะเกดิ ขน้ึ กสณิ ต่างๆ จติ จะตอ้ งเกิด
สมาธดิ ว้ ยอุคหนิมิตของกสณิ อุคหนมิ ิต คอื นิมติ ติดตอ่ นิมิต
ตดิ ตา ประกอบไปดว้ ยสมาธจิ ติ กสณิ ๔๐ อยา่ งจะเกดิ ขน้ึ ก็
เกดิ ขน้ึ ดว้ ยจติ ท่ีเปน็ สมาธิ จติ เป็นสมาธจิ ะดูกสณิ อะไร ก็จะเห็น
ตามความตอ้ งการ กสิณตอ้ งการใหอ้ คุ หนมิ ิตเกดิ ขน้ึ สว่ น
วปิ ัสสนาต้องการใหร้ ปู นามดับ อุคหนมิ ิตก็ได้แก่รูปนาม กสณิ
คาสอนหลวงปู่ใหญ่ ๗
ต้องการดูรูปนามเกดิ อย่างเดียว กสิณจะเห็นรูปนามเกดิ หลายๆ
อย่างตามแต่จะตอ้ งการ ส่งิ ทีไ่ ม่เคยมี ไม่เคยเห็น ก็จะไดเ้ ห็นใน
กสิณ จะเกิดนิมติ ให้เหน็ จะจดั ว่าอปุ าทานกใ็ ช่ อุปาทานในสิ่งที่
ไมเ่ คยเห็น การทากสิณมีของเลน่ หลายๆ อย่าง ใครทากจ็ ะร้เู อง
อธบิ ายยาก จะรู้เห็นเฉพาะตัว สว่ นการทากสณิ เพื่อตอ่ วิปัสสนา
น้นั มิใชว่ า่ จะไม่ได้ การทากสิณจะตอ้ งตอ่ วิปสั สนา จะต้องดบั
ดวงนมิ ิตใหไ้ ด้ ถา้ ดบั ดวงนมิ ติ ได้ก็ต่อวิปัสสนาได้ การดบั นมิ ติ
จะต้องมองนิมติ ดว้ ยจิตเฉย การมองจะตอ้ งทาจิตใหเ้ ฉยในการ
มอง ถ้าเรามองนิมิต จิตของเราเฉย จติ ไม่เคลื่อนจากท่ี นมิ ติ
น้กี จ็ ะดบั จติ ก็จะเป็นปฏภิ าคนิมิต เรยี กวา่ จติ ดบั หรอื รูปนมิ ติ ดบั
จิตก็จะเข้าถงึ อารมณ์ปัจจุบัน เรยี กวา่ จิตปรมัตถ์ นมิ ติ กเ็ ป็น
ปรมัตถด์ ว้ ย ต่อไปนี้จะถึงจุดของวปิ ัสสนา เรียกว่า กสณิ ต่อ
วิปสั สนา ถ้าจะถามว่าจติ มสี มาธอิ ยา่ งไหน กจ็ ะตอบว่าจติ
เข้าถึงอปั ปนาสมาธิ จิตถงึ จะเป็นปรมตั ถ์ การท่ีพูดมานก้ี ็พดู ได้
แตค่ นบางคนจะไม่รูไ้ มเ่ ขา้ ใจ ธรรมเปน็ ปัจจตั ตัง ถ้าใครไดใ้ ครถึง
ก็รู้เอง จะบอกกันให้รูจ้ ะไมไ่ ด้ เพราะจติ ของผนู้ ้ันยงั ไม่ถงึ การที่
พูดมาน้เี ป็น ปรยิ ตั ิ ปฏิบัติ ปฏเิ วธพรอ้ มกันทัง้ ๓ อยา่ ง ใครถึง
ปรยิ ัตกิ จ็ ะรูแ้ ต่เพียงปรยิ ตั เิ ทา่ นน้ั สว่ นใครปฏบิ ัตไิ ด้แคไ่ หนกจ็ ะรู้
๘ คาสอนหลวงป่ใู หญ่
ได้แคน่ ั้น สว่ นคนท่ีได้ถึงปฏเิ วธก็จะร้วู า่ ธรรมเหลา่ น้ีเป็นปฏิเวธ
เปน็ ธรรมอันสงู สุด ธรรม พวกเรารจู้ ักธรรมกันหรอื ยงั ถา้ พดู
แลว้ ยงั ไม่รจู้ กั กข็ อพดู เป็นครง้ั สุดทา้ ย ธรรม กค็ ือความดคี วาม
ชวั่ ทพ่ี วกเรากระทากันอยู่ กาลงั ทานแ้ี หละคือ ธรรม ถ้าจะพูดอกี
ทกี ค็ อื กรรม หรอื กรรมเวรที่พวกเรากระทากรรมดีกรรมช่ัวกัน
ธรรมหรือพระธรรม พวกเราจะมติ ้องไปไหวก้ ัน เขามีไว้เพอ่ื ปฏิบัติ
กนั ต่างหาก เราไปเหอ่ นั่งไหวน้ อนไหวม้ นั จะไดอ้ ะไร ยึดถือปฏิบตั ิ
กนั ไม่ถูกต้อง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราจะไมไ่ หวก้ ็ได้ เรา
จะไหวห้ รือไม่ไหว้มันอยู่ท่เี รา แตข่ ออย่างเดียว ขอให้เราปฏิบัติกนั
ใหเ้ ป็นพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์กนั ขึน้ มาได้เท่านัน้ ผหู้ ญิง
หรอื ผู้ชายก็เปน็ พระกันได้ทง้ั นัน้ เป็นพระมิใช่โกนหัวหอ่ ผา้ เหลอื ง
เทา่ นน้ั ถงึ จะเปน็ พระได้ คนท่ีคิดอยา่ งนผ้ี ดิ ถ้าชาวพุทธทแ่ี ทจ้ ริง
เขาจะไม่ถอื อย่างนั้น ถ้าใครเป็นพระจริงก็จะตอ้ งปฏบิ ตั ธิ รรมเขา
จงึ จะยอมรบั วา่ เป็นพระ.
คาสอนหลวงปู่ใหญ่ ๙
ธรรมปฏิบตั ิบท ๔
การทาสมาธิไดแ้ ล้วไปตอ่ วิปสั สนาสะดวกดี แตจ่ ะต้องตอ่
ใหถ้ ูก สมาธิตอ่ วิปัสสนาโดยมากจะไมเ่ ข้าใจกัน จึงพูดวา่ รวมกนั
ไม่ได้ เพราะความไม่เข้าใจ บางคนก็ทาสมาธิตลอดไปเข้าใจว่าการ
ทาสมาธนิ ้นั เปน็ การทาวปิ ัสสนาแลว้ คนทเ่ี ขา้ ใจอย่างน้ีกม็ ี ความ
จริงสมาธกิ ็อยา่ งหน่งึ ส่วนวปิ สั สนาก็อย่างหน่ึง รวมกันไมไ่ ด้ ทา
ไม่เหมอื นกนั มันคนละรูปแบบกัน แต่มันตอ่ เน่ืองกนั การทา
สมาธเิ พื่อส่งใหถ้ ึงวิปสั สนาแล้วกห็ มดหน้าท่ีของสมาธิ ตอ่ ไปก็
ถงึ ของวิปสั สนา วิปสั สนากจ็ ะทาหน้าที่ของๆตนไปตามลาพงั ไม่
เกีย่ วกบั สมาธิ มนั เป็นการส่งตอ่ กนั เทา่ นั้น
การทาสมาธยิ งั ไมถ่ ึงขั้นสมาธจิ ริงๆ มกั จะเกดิ นิมิตรูปแบบ
ตา่ งๆ ข้นึ มาให้เห็น เพราะผู้น้ันยังไม่ไดส้ มาธิอยา่ งแท้จริง ได้
ขณิกบ้าง อุปจารบา้ ง มกี ารขึ้นๆ ลงๆ ไม่เหมือนสมาธติ ัวจริง
จะไมม่ ีนมิ ิตใดๆ ให้เห็นเลย จติ จะนิง่ เฉย จะมองหรือจะฟังอะไรก็
จะเหน็ หรือได้ยินแลว้ ก็ดับไป สมาธิท่แี ท้จรงิ เปน็ อยา่ งน้ี เห็นได้ยนิ
๑๐ คาสอนหลวงปใู่ หญ่ ถ้าเข้าสมาธิแลว้ ยงั มีนมิ ติ อยกู่ ็
แล้วก็ไม่มอี ะไรเกิดขนึ้ มาในจิตใจ
ยงั ใช้ไม่ได.้
คาสอนหลวงปู่ใหญ่ ๑๑
ธรรมปฏบิ ตั บิ ท ๕
สมาธจิ ะทาเหยาะๆ แหยะๆ ไม่ได้ จะต้องทาใหม้ าก ย่ิง
มากเท่าใดยงิ่ ดี อาศัยทาบ่อยๆ ครงั้ ละไมต่ อ้ งนานเปน็ เดอื น เอา
แค่ ๑๐ นาที ๑๕ นาทีก็พอ แตจ่ ะตอ้ งทาบ่อยๆ ใหเ้ กดิ ความเคย
ชินจะเข้าเวลาไหนก็ได้ หรือเพียงแตน่ กึ ถึงก็เข้าแลว้ ไดย้ ิ่งดี.
๑๒ คาสอนหลวงปูใ่ หญ่
ธรรมปฏบิ ัตบิ ท ๖
บรกิ รรมกบั ภาวนามนั จะไมเ่ หมอื นกนั การภาวนาหมายถงึ
เพง่ ในธรรมนนั้ ๆ สว่ นการบรกิ รรม หมายถงึ การเอาอะไรๆ มาเปน็
ตวั ภาวนา เรยี กว่า บริกรรมภาวนา นักปฏิบัตจิ ะต้องเขา้ ใจให้ถูก
บางคนติดบริกรรมภาวนาตลอดไป จิตก็ไม่ยอมเปน็ สมาธิ เพราะ
รปู นามยังมกี ารเกดิ ดบั อยู่ สมาธิเกดิ จากรปู ดบั หรือกายสงั ขาร
ดับและจติ ดบั คอื จิตหยุดนิ่ง ถา้ จติ ดบั กายกด็ ับไปดว้ ยทกุ คร้ัง
ไป การท่จี ติ หยดุ น่งิ อยู่ท่เี ดียวนานๆ จะทาให้วิญญาณดบั เม่อื
วิญญาณดับ การมองรปู กจ็ ะเกดิ ดบั ที่รปู ที่เรามอง รปู ดบั นามรปู
กด็ บั เพราะวญิ ญาณของเราดับ รปู ที่มองก็ดบั ดว้ ย ขอให้สงั เกต
ดวู ่าจกั ษวุ ิญญาณของเราดับ รปู ท่ีมองจงึ ดบั การทาอยา่ งน้ีเปน็
การดับรูปนามขันธ์ ๕ ต่อไปการเหน็ อรรถธรรมก็จะเกิดขน้ึ เรยี กวา่
เหน็ สภาวธรรมทง้ั เกิดและดบั ท่เี กดิ ขนึ้ ภายในตวั เรา การทีร่ ปู นาม
ดบั แล้วในอิรยิ าบถต่างๆ กจ็ ะเหน็ ตามความเปน็ จริง จะเหยียด
จะคู้ จะนั่ง เดนิ ยืน นอน จะเท่าทนั ในสิง่ เหล่านั้นตลอดท้ังหมด
คาสอนหลวงป่ใู หญ่ ๑๓
วญิ ญาณดับ สติสัมปชญั ญะจะเกดิ ขึ้นมาเองอย่างสมบูรณ์ มกี าร
รเู้ ท่าทันกายสงั ขาร วจีสงั ขาร มโนใจเป็นไปพร้อมกันทง้ั หมด จะ
เรียกวา่ จิตเกิดปรมตั ถ์ก็ใชก่ ็ถูก เม่อื วญิ ญาณดบั จติ วสิ ุทธิก็เกดิ
ศลี ปัญญาวิสุทธิกเ็ กดิ ข้ึนพร้อมๆ กัน พรอ้ มกับจิตปรมตั ถ์
การบรกิ รรมทาง่ายกวา่ การเพ่ง (เพง่ ) หมายถึง การกด
ให้หนักลงไปอกี การเพ่งส่งิ ใดส่ิงเดยี วก็เกิดสมาธิเหมอื นกัน แต่
จะต้องนกึ อยูใ่ นสง่ิ นน้ั สิง่ เดียว ทาไดจ้ ติ ก็เปน็ สมาธิ หรอื ไม่
หลับตามองรปู จิตกเ็ ปน็ สมาธไิ ด้ ตามแตใ่ ครจะทาอย่างไหน การ
ได้สมาธิเปน็ การหยุดจิตหรือพักจิตใจได้ ทุกข์อะไรๆ ทีแ่ ล้วมามนั ก็
ไม่มี มนั จะดับหมด ถ้าเราอยูใ่ นสมาธินานๆ ทุกข์ก็จะดบั ไปหมด
จะมีแต่ความสขุ อย่างเดียวเท่านน้ั แตก่ ไ็ มค่ วรติดสุขอยอู่ ย่างน้ี
เพราะเปน็ สขุ ท่ียงั องิ อามสิ อยู่ ยงั มิใช่สขุ แทๆ้ สขุ แท้จะตอ้ งไม่องิ
ถึงไดแ้ ต่นริ ามิสสขุ จะตอ้ งทาตอ่ ไป จนกว่าจะถึงปรมตั ถ์เสยี กอ่ น
จงึ จะถงึ สขุ แท.้
๑๔ คาสอนหลวงปใู่ หญ่
ธรรมปฏบิ ัตบิ ท ๗
การทาบญุ สู้การปฏิบตั บิ ุญไมไ่ ด้ การปฏบิ ตั ิเพอื่ ใหไ้ ด้บุญ
ปฏิบตั ไิ ดก้ ไ็ ด้บญุ กนั เลย มิตอ้ งรอนาน ปฏิบัตมิ ากก็ได้บุญมาก
ปฏบิ ตั ิน้อยก็ได้บุญนอ้ ย การทาบุญได้ความสุขทางกาย สว่ น
ปฏบิ ตั ิบุญไดค้ วามสขุ ทางใจ ทาได้ก็ได้บุญกนั เลย ไม่เหมือนการ
ทาบุญจะตอ้ งรอไปจนกว่าบญุ จะมาถึง สองอยา่ งน้ขี อใหพ้ วกเรา
เลอื กเอา การปฏบิ ัติบุญลงทุนนอ้ ยแตไ่ ด้บุญมาก ส่วนการทาบุญ
จะตอ้ งลงทุนมากแต่ไดบ้ ุญนอ้ ยรอนาน เราจะต้องหลบั ตามองให้
จิตกับใจอยดู่ ว้ ยกัน อะไรๆ ก็ไม่มี จะมกี ็แตค่ วามสขุ เทา่ นั้น ที่ทุกข์
เดอื ดรอ้ นไม่สบายใจเพราะจิตไปนาทกุ ขม์ าใหใ้ จ ใจมไิ ดห้ าทุกข์มา
จติ เป็นคนหามาใหด้ ้วยกนั ทงั้ หมด (จติ เป็นนามธรรม มีหนา้ ที่ใน
การนกึ คดิ สว่ นใจเป็นรูปนามอยใู่ นกายของเรา) เพราะฉะนน้ั เรา
จะตอ้ งน่ังหลับตามองจติ ใหจ้ ติ หยุดน่ิงเสียกอ่ น ความสุขถึงจะ
เกิดขนึ้ ถ้าจติ ไมห่ ยุดน่งิ ความสุขกจ็ ะไมม่ ี.
คาสอนหลวงปใู่ หญ่ ๑๕
ธรรมปฏิบตั ิบท ๘
อานาปานสติเปน็ มหาสตปิ ัฏฐานได้อยา่ งไร การมองกาย
ในกายกาหนดลมหายใจท่ีปลายจมูกท่ีลมกระทบ ก็คือว่ามองดู
ภายในกายเป็นอานาปานสติและมหาสติปัฏฐานไปโดยอตั โนมัติ
แถมกบั เกิดสติสมั ปชัญญะพรอ้ มทง้ั สมาธิด้วย สมาธอิ ย่างนี้
จะต้องเปน็ อุเบกขาสมาธิ ถ้าจติ เปน็ อุเบกขา จิตก็จะเกดิ อารมณ์
ปจั จบุ นั อารมณ์ปัจจบุ นั ทาใหจ้ ติ เป็นปรมัตถ์ ถ้าจิตที่เป็นปรมตั ถ์
ดูรปู รูปก็เป็นปรมัตถ์ มีการดบั รปู รปู ที่เหน็ จะไม่มีการปรุงแตง่
ดรู ูปแล้วก็ไม่เกิดตัณหาในรูปทมี่ อง เพราะนามคือเวทนาดับ ถ้า
จิตเปน็ ปรมตั ถจ์ ะดรู ูปอะไรๆ ก็ไม่มีตัณหาในรปู เสียง กลน่ิ รส จิต
ขาดการสมั ผัสในสิ่งน้นั ๆ เรียกว่า ดับทีส่ มั ผัส มโนสัมผสั ดบั จิต
ว่างจากส่งิ เหล่านี้ อานาปานสติเปน็ ธรรมที่ล่มุ ลกึ โดยมากทุก
คนจะไมเ่ ข้าใจกนั เข้าใจว่าไมม่ อี ะไร เปน็ ปัพพะย่อยๆ อะไรไปตาม
เร่ือง อานาปานสตเิ ปน็ ทาไดย้ ากและทายากด้วย เป็นธรรมเฉพาะ
ผู้มีปัญญาเท่าน้ัน อย่างองค์สมเดจ็ พระสัมมาสมั พุทธเจา้ เป็น
๑๖ คาสอนหลวงปู่ใหญ่
ตน้ เพราะอานาปานสติอยา่ งเดยี วก็โลกตุ ตรแลว้ จะมิตอ้ งทาส่ิง
อ่ืนกันอีก เปน็ การมองกาย มองจติ มองธรรม เปน็ สตปิ ัฏฐาน
อยา่ งสมบรู ณ์แบบกันเลย ความจริงการปฏิบตั ิธรรมกเ็ พอ่ื ทาสติ
กันใหส้ มบูรณ์เท่านัน้ เมื่อมีสติดแี ล้วทกุ ส่ิงทกุ อย่างกด็ ีหมด จะมิ
ต้องพดู อะไรกันอกี เลย ถ้าเรามสี ติ เราก็อยู่ที่สตนิ น้ั จติ ใจมสี ติ
อย่ตู ลอดเวลาทุกอริ ยิ าบถ ใครจะวา่ เป็นอะไรหรือไม่เปน็ อะไรไม่
สาคัญ การยดึ ติดกจ็ ะไม่มี ความจรงิ ถ้าใครถึงแค่นี้ก็จะไมม่ ีอะไร
แล้วท่ีจะเอามาอวดกัน สิง่ ท่ีจะอวดได้มนั หมดไปแลว้ ถงึ ความไม่
ต้องอวด การพดู มากของคนเหลา่ นไี้ มม่ เี พราะละสัมมาวาจาเสีย
แล้ว อยา่ งดกี น็ ัง่ เฉยๆ เป็นผทู้ ่ชี อบฟงั คนอืน่ พูด สว่ นตนเองจะ
พูดน้อยหรอื ไม่พูดเลย ไมช่ อบเพ้อเจอ้ ในสงิ่ ท่ไี ม่เป็นจรงิ หรอื ส่งิ
ท่ีแลว้ ๆ มา คอื ว่าแล้วก็แล้วกันไป จะไม่เก็บเอามาคดิ อกี สมถ
สมาธิ จะทาได้หลายวิธี จะทาอยา่ งไรกไ็ ด้ ตามแต่ใครจะทากัน
ยุบหนอพองหนอกท็ าสมาธิ เพง่ กายในกายกท็ าสมาธิ การเพ่ง
ธรรมกายกท็ าสมาธิ ถ้ายกหนอ ย่างหนอ ก้าวหนอ ไม่เป็นสมาธิ
และก็ไม่เปน็ อะไรดว้ ย ไดแ้ ตร่ จู้ ักรปู นามเกิดดบั หรือได้ขณกิ สมาธิ
การทาดว้ ยพุทโธก็ชือ่ ว่าทาสมาธิ การทาอานาปานสติกช็ ่ือวา่ การ
ทาสมาธิ การต้ังจิตไวใ้ นท่ีใด กจ็ ัดวา่ ทาสมาธดิ ว้ ยกันทัง้ นั้น
คาสอนหลวงปู่ใหญ่ ๑๗
เราจะขอพูดถงึ การทาสมาธิสกั สองวธิ ี วธิ ที ่ีหนงึ่ ได้แก่
พุทโธ พุทโธเป็นคาบริกรรมภาวนา ท่จี ะใหไ้ ด้สมาธิจะตอ้ ง
บรกิ รรมพร้อมกบั ลมหายใจเข้าออก หายใจเขา้ ก็นึกพทุ หายใจ
ออกก็นกึ โธ จะต้องบริกรรมทกุ ลมหายใจเขา้ ออก จะขาดเสียมไิ ด้
เลย ต้องภาวนาเร่อื ยๆ ไปจนกวา่ จะไม่มเี รอื่ งอื่นเขา้ มาแทรกในการ
ภาวนาแลว้ จะเลกิ คาภาวนาไปได้ การเลิกหรือหยุดคาภาวนา เราก็
จะตอ้ งเอาจติ ไปไวก้ บั คาว่าโธ เวลาหายใจออก จิตจะต้องผกู ตดิ
กับคาวา่ โธตลอดไป ไม่ต้องนกึ อะไรๆ ในเรื่องอ่ืนใหจ้ ติ ตดิ กบั คาวา่
โธ ไป ติดไปเลย จติ ก็จะดบั ตกภวงั ค์จิต จิตก็จะเกดิ สมาธิ
ขึ้นมา เมอื่ สมาธิเกิดข้นึ ก็จะรู้ดว้ ยปีติ ปีตจิ ะเกดิ บอกใหร้ ู้ ปีติทั้ง
๕ ตวั ตวั ใดตวั หนงึ่ จะเกดิ ขน้ึ ภายในจิตใจของเรา เพ่อื เป็นการ
บอกให้รู้ เมื่อปตี เิ กดิ ขึน้ สมาธกิ ็เกดิ ขึ้น ทีพ่ ดู มานเ้ี ปน็ วิธหี น่งึ
การทาสมาธิด้วยอานาปานสติ การทาอานาปานสตกิ ท็ า
คลา้ ยๆ กันกับการทาสมาธิอยา่ งแรก ไดแ้ ก่พุทโธตัวภาวนา แต่
การทาอานาปานสตจิ ะต้องเพง่ ลมหายใจ สว่ นพทุ โธจะตอ้ ง
ภาวนาพรอ้ มกบั ลมหายใจ อานาปานสติเปน็ การเพ่งลมหายใจ
หรอื มองดูลมหายใจ การทาอยา่ งนีจ้ ะทาวิปสั สนาก็ได้ หรอื จะทา
๑๘ คาสอนหลวงปู่ใหญ่
สมาธิอย่างเดียวกไ็ ด้ เพราะลมหายใจเป็นได้ทงั้ รปู และนาม ลม
หายใจเปน็ สังขารด้วย เพราะฉะน้ันจงึ ใช้ทาวิปสั สนาได้ อานา
ปานสติกม็ วี ธิ ดี ับรปู นามอยู่แล้ว พวกเราโง่ ไม่เช่ือใจกันหรอื ไม่รู้
กไ็ ด้ พวกเราเลยจัดอานาปานสติเปน็ มรรคยอ่ ยไปร่วมกบั อุปา
ทายรูป ความจริงเปน็ มหาภูตรปู อยา่ งแท้จริง การกระทาถึงได้
ผดิ หมด แตจ่ ะอยา่ งไรก็ชา่ งเถดิ จะไมพ่ ูดถึง ขอใหเ้ อาไปถกเถียง
กนั วา่ จะจรงิ หรอื ไม่จริง
ตอนน้ีจะพดู การทาสมาธดิ ว้ ยอานาปานสติ
การทาสมาธดิ ว้ ยอานาปานสติกจ็ ะตอ้ งเพง่ ลมหายใจ ใหร้ ู้
ว่าลมหายใจเขา้ ออกอยา่ งไร เข้าช้าเรว็ มากน้อยอย่างไร จะตอ้ ง
สเู้ พ่ือใหจ้ ิตเกิดสมาธิขึน้ ถ้าจิตไมเ่ ปน็ สมาธิก็จะไม่รู้จักลมหายใจ
จะตอ้ งอาศัยจติ ที่เปน็ สมาธจิ งึ จะรู้ได้จะแจง้ อานาปานสตจิ ึงจะ
เปน็ สมาธิดว้ ยการเพง่ ลมหายใจ จะทาอย่างไรวิธีไหนเชญิ ฟัง ก็
ต้องเพ่งหรือมอง หรือกาหนดทีล่ มหายใจเข้าออก ลมหายใจเขา้
ออกมันอยทู่ ตี่ รงไหนเราก็เพ่งดทู ี่ตรงนน้ั จะหลับตาหรือลืมตาก็
ทาได้ แตพ่ วกเราจะรกู้ นั หรือเปลา่ ถ้าไมร่ กู้ จ็ ะบอกให้ ท่รี ูจมูก
น้นั แหละ รูจมกู เปน็ ท่ีลมเข้าออก ขอว่าอยา่ คิดวา่ ลมเข้าออกท่อี ่ืน
คาสอนหลวงปูใ่ หญ่ ๑๙
นะ มนั จะขัดกนั จะไม่ได้ฟังดี ลมเข้าออกอย่ทู ี่ปลายจมกู เราก็
เอาจิตไปตง้ั ไวท้ ีล่ มกระทบกับจมกู จติ จะต้องตง้ั อยู่ท่เี ดียว จะไม่
มกี ารยา้ ย เมอ่ื จติ ตง้ั ดแี ลว้ สตกิ ็จะเกิดขึ้นมามคี วามรู้ ลมหายใจ
เขา้ กระทบกร็ ู้ ลมหายใจออกกระทบกร็ ู้ เราต้ังสตริ ู้ไวอ้ ยา่ งเดียว
ใหร้ ู้อยา่ งเดียว รลู้ มเข้าออก สว่ นสิ่งอืน่ ไมต่ อ้ งไปรู้ รแู้ ต่ลมเขา้
ออกเทา่ น้ัน จติ กจ็ ะเปน็ สมาธิ เราก็ทาต่อไปเรือ่ ยๆ กาหนดร้ลู ม
อย่างเดียว ทาไปนานๆ จิตก็จะเขา้ ถงึ อปั ปนาสมาธิ หรอื อุเบกขา
สมาธิ ทงั้ สองอย่างก็ให้พจิ ารณาดกู จ็ ะรู้ดว้ ยจิตอันเฉย ถ้าจะทา
วิปสั สนา เราก็ใช้ปัญญาเขา้ ไปตรวจดูในสิง่ ต่างๆ ได้แก่ รปู นาม
ขนั ธ์ ๕ เขา้ ไปตรวจดวู า่ อะไรมี อะไรไมม่ ี ถ้าจะพิสจู นค์ วามจรงิ
ว่าจติ เป็นปรมัตถห์ รอื เปล่า เรากม็ องดูรูปอะไรๆ วา่ เกิดกเิ ลส
ตณั หาในรปู นน้ั หรือเปล่า จะตอ้ งดดู ว้ ยว่าจิตมอี ารมณเ์ ปน็ อยา่ งไร
จะตอ้ งดใู ห้รู้ เมอ่ื ร้แู ลว้ เรากต็ อ้ งรกั ษาอารมณ์อันนน้ั ไว้ใหม้ ัน่ คง
ตลอดไป จติ กจ็ ะเป็นปรมัตถ์ รปู กจ็ ะเป็นปรมัตถ์ เจตสกิ ก็จะ
เปน็ ปรมตั ถ์ด้วยกันท้ังหมด
การท่ีจะทาวปิ สั สนา จะต้องทาใหจ้ ติ เกดิ ปรมัตถ์เกดิ ขนึ้ มา
มันถงึ จะได้ ถงึ จะวิปัสสนาได้ และเข้าถงึ วปิ สั สนา เราก็ใชจ้ ิต
๒๐ คาสอนหลวงปู่ใหญ่
อย่างนม้ี องอยู่ เมอื่ เรามองดูรปู รูปที่มองกด็ ับ เราก็หันมามอง
นามท่ตี วั เรา นามในตวั เรากด็ ับ รปู ทม่ี องดบั นามในตัวเราก็ดบั
เรยี กว่า มองดูรูปนามเกิดดับเปน็ วธิ กี ารของการทาวิปัสสนา.
คาสอนหลวงปใู่ หญ่ ๒๑
คาถาบชู าหลวงปใู่ หญ่ พระครธู รรมเทพโลกอดุ ร
โย อะริโย มะหาเถโร อะระหัง อะภิญญาธะโร
ปะฏสิ มั ภทิ ปั ปตั โต เตวิชโช พุทธะสาวะโก
พะหู เมตตาทวิ าสะโน มะหาเถรานสุ าสะโก
อะมะตญั เญวะ สุชวี ะติ อะภินันที คหุ าวะนงั
โส โลกุตตะโร นาโม อมั เหหิ อะภปิ ชู ิโต
อิธะ ฐานูปะมาคัมมะ กุสะเล โน นิโยชะเย
ปตุ ตะเมวะ ปยิ งั เทสี มคั คะผะลัง วะ เทสสะติ
ปะระมะ สารีริกะธาตุ วชิรัญจาปวิ านติ ัง
โส โลเก จะ อปุ ปันโน เอเกเนวะ หติ ังกะโล
อะยงั โน โข ปญุ ญะลาโภ อปั ปะมตั โต ภะเวตพั โพ
สาธุกันตงั อะนุกะริสสามะ ยัง วะเรนะ สุภาสิตงั
โลกตุ ตะโร จะ มะหาเถโร เทวะตานะระปชู โิ น
โลกตุ ตะระคุณงั เอตงั อะหงั วนั ทามิ ตัง สะทา
มะหาเถรานุภาเวนะ สขุ ัง โสตถี ภะวนั ตุ เม.
.....................................