รายงาย เรื่อง มวยไทย จัดทำโดย นางสาว ประวันรัตน์ ปัสสา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 3 เสนอ ครูพิสมัย สืบเลย รายงานเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาษาไทยวิชาภาษาไทยพื้นฐาน (ท32102) ภาคเรียนที่ 2 ปี 2567 โรงเรียนสีชมพูศึกษา อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น
คำนำ “มวยไทย”ถือได้ว่าเป็นกีฬาการต่อสู้ประจําชาติของไทยเราที่มีประวัติมาอย่าง ยาวนาน มีความโคดเค่นด้าน เทคนิคการกอดคอต่อสูซึ่เป็นการใช้ทั้งกายและใจ สําหรับการต่อสู้ ที่ใช้ร่างกายเป็นอาวุธ “อาวุธ” ซึ่งประกอบด้วยการโจมตีจากร่างกายทั้ง หมัด, ศอก, เข่า และเท้า มวยไทยได้เป็นที่แพร่หลายใน ระดับนานาชาติในช่วงศตวรรษที่ยี่สิบ เมื่อ เหล่านักมวยไทยสามารถเป็นฝ่ายชนะนักต่อสู้ที่มืชื่อเสียงในแขนง อื่น ๆ ปัจจุบัน ทางสหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ (IFMA) มีแผนที่จะผลักดันกีฬา มวยไทยเข้าสู่กีฬา โอลิมปิกและใน พ.ศ. ๒๕๕๗ ทางองค์การสหประชาชาติได้ให้การยอมรับมวย ไทยเป็นกีฬาแห่งประชาคมโลก โดยได้มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับสภามวยไทยโลก และสหพันธ์มวยไทยสมัครเล่นนานาชาติ ขอขอบพระคุณครูพิสมัย สืบเลย และ ครูนพคุณ สืบเลย ที่มาให้คำแนะนำแล้วให้ใช้ห้องคอมพิวเตอร์ จัดทำโดย นางสาว ประวันรัตน์ปัสสา
สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ 1 ความเป็นมา 2 กติกามวยไทย 3 ประวัติมวยไทยแต่ละยุค 4 มวยไทยมรดกทางวัฒนธรรม 5 เอกลักษณ์ของมวยไทย 6 ทักษะพื้นฐานมวยไทย 7 เครื่องรางของขลังมวยไทย 8 วิธีฝึกมวยไทยอย่างถูกต้อง 9 บรรณานุกรม 10
ความเป็นมา มวยไทยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์และมรดกของไทยมาหลายร้อยปี เช่นเดียวกับประเพณีส่วนใหญ่ ในสมัยโบราณ ประวัติศาสตร์มวยไทยมีอยู่หลายเวอร์ชัน แต่แหล่งข้อมูลทั้งหมดเห็นพ้องต้องกันว่ามวยไทย เป็นวิธีป้องกันตัวหลักและได้ผลที่สุดที่นักรบไทยใช้ในสนามรบของความขัดแย้งและสงครามที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ ถ้วนตลอดประวัติศาสตร์ของประเทศที่ปัจจุบันเรียกว่าประเทศไทย ในช่วงเวลาดังกล่าว มีการเขียนคู่มือการรบ ชื่อว่า “ชูปศาสตร์” คู่มือนี้เน้นย้ำถึงการใช้ร่างกายแต่ละส่วนในการต่อสู้ ปรัชญาพื้นฐานของคู่มือนี้สื่อเป็นนัย ว่าการต่อสู้ไม่ใช่แค่การใช้อาวุธ แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องใช้ทั้งจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณอย่างเต็มที่ มวยไทยเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมครั้งแรกในสมัยพระเจ้าแผ่นดิน (ค.ศ. 1697-1709) โดยพระองค์มี พระทัยเมตตาต่อกีฬาชนิดนี้เป็นอย่างยิ่ง พระองค์จึงทรงต่อสู้ในสนามประลองฝีมือของหมู่บ้านโดยไม่เปิดเผย ตัว และมักจะเอาชนะแชมป์เปี้ยนในท้องถิ่นได้ เมื่อประเทศชาติสงบสุข พระองค์จึงทรงสั่งให้กองทัพฝึกมวย ไทยเพื่อให้กองทัพมีงานทำ และจากเหตุการณ์นี้เองที่การแข่งขันมวยไทยแบบหลวมๆ จึงเริ่มแพร่หลายไปทั่ว ประเทศ
กติกามวยไทย การแต่งกายของนักมวย 1. สวมกางเกงขาสั้นเพียงครึ่งโคนเข่าให้เรียบร้อย ไม่สวมเสื้อ และรองเท้า นักมวยมุมแดงใช้กางเกง สีแดง สีชมพู สีเลือดหมู หรือสีขาว นักมวยมุมน้ำเงินใช้กางเกงสีน้ำเงิน สีกรมท่า หรือสีดำ 2. ต้องสวมกระจับหรือเครื่องป้องกันที่ทำขึ้นจากวัสดุแข็งแรงคลุมอวัยวะเพศ สามารถป้องกัน อันตรายจากเข่า หรืออวัยวะอื่นโดยผูกปมเชือกไว้ด้านหลังด้วยเงื่อนตาย เก็บปลายเชือกส่วนที่ เหลือให้เรียบร้อย 3. ไม่ไว้ผมยาวรุงรัง และไว้เครา อนุญาตให้ไว้หนวดได้แต่ต้องยาวไม่เกินริมฝีปาก 4. เล็บมือและเล็บเท้า ต้องตัดให้เรียบและสั้น 5. ให้ใช้สนับรัดข้อเท้าได้ข้างละ ๑ อัน ห้ามเลื่อนขึ้นไปเป็นสนับแข้ง พับหรือม้วนลงมา ห้ามใช้ผ้ารัด ขาและข้อเท้า ผ้าพันมือ 1. ในการแข่งขันนักมวย (Muay Thai) ต้องพันมือด้วยผ้าพันมืออย่างอ่อน ยาวข้างละไม่ เกิน ๖ เมตร กว้างไม่เกิน ๕ เซนติเมตร 2. ในการแข่งขันนักมวยอาจ ใช้พลาสเตอร์ หรือแถบกาวยาง ยาวข้างละไม่เกิน ๒.๕ เมตร กว้าง ๒.๕ เซนติเมตร ปิดทับข้อมือ หรือหลังมือห้ามพันทับสันหมัดโดยเด็ดขาด 3. ในการแข่งขันนักมวยต้องใช้ผ้าพันมือที่นายสนามมวย หรือผู้จัดรายการแข่งขันมวย (Muay Thai) จัดไว้เท่านั้น ห้ามใช้ผ้าพันมืออื่นนอกเหนือจากที่จัดไว้โดยเด็ดขาด 4. การพันมือต้องได้รับการตรวจและประทับตราจากเจ้าหน้าที่เพื่อรับรองว่าเป็นไปตาม ข้อกำหนดแล้วจึงให้สวมนวมได้
การตัดสิน 1. ชนะโดยคะแนน เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน นักมวยที่ได้รับคะแนนโดยเสียงข้างมากของผู้ให้คะแนน เป็นผู้ชนะ 2. ชนะโดยน็อคเอาท์ ถ้านักมวย” ล้ม” และไม่สามารถชกต่อไปได้ภายใน ๑๐ วินาที ให้นักมวยฝ่าย ตรงข้ามเป็นผู้ชนะโดยน็อคเอาท์ 3. ชนะโดยเทคนิเกิลน็อคเอาท์ 4. เมื่อนักมวยฝ่ายหนึ่งมีฝีมือเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่งมากหรือกระทำอยู่ฝ่ายเดียว จนคู่แข่งขันอาจจะ เป็นอันตราย 5. นักมวยฝ่ายหนึ่งไม่สามารถที่จะแข่งขันต่อไปได้ทันที ภายหลังที่ได้หยุดพักระหว่างยก 6. เมื่อนักมวยฝ่ายหนึ่งบาดเจ็บไม่สามารถแข่งขันต่อไปได้ 7. นักมวยฝ่ายหนึ่งถูกนับเกิน ๒ ครั้งในยกเดียวกัน หรือเกิน ๔ ครั้งตลอดการแข่งขัน
ประวัติมวยไทยแต่ละยุค ประวัติมวยไทย ประวัติศาสตร์อันยาวนานของมวยไทย เริ่มมีและใช้กันในการสงครามในสมัยก่อน ใน ปัจจุบัน มีการดัดแปลงมวยไทยมาใช้ในกองทัพโดยเรียกว่า “เลิศฤทธิ์” ซึ่งแตกต่างจากมวยไทยในปัจจุบันที่ใช้ เป็นการกีฬา โดยมีการใช้นวมขึ้นเพื่อป้องกันการอันตรายที่เกิดขึ้น มวยไทยยังคงได้ชื่อว่า ศาสตร์การโจมตีทั้ง แปด ซึ่งรวม สองมือ สองเท้า สองศอก และสองเข่า (บางตําราอาจเป็น นวอาวุธ ซึ่งรวมการใช้ศีรษะโจมตี หรือ ทศอาวุธ ซึ่งรวมการใช้บั้นท้ายกระแทกโจมตีด้วย) มวยไทยสืบทอดมาจาก มวยโบราณ ซึ่งแบ่งออกเป็น แต่ละ สายตามท้องที่นั้น ๆ โดยมีสายสําคัญหลัก ๆ เช่น มวยท่าเสา (ภาคเหนือ) มวยโคราช (ภาคอีสาน) มวย ไชยา (ภาคใต้) มวยลพบรีและมวยพระนคร (ภาคกลาง) มวยพลศึกษามีคํากล่าวไว้ว่า “หมัดดีโคราช ฉลาด ลพบุรี ท่าดีไชยา ไวกว่าท่าเสา ครบเครื่องพลศึกษา” ประวัติมวยไทยสมัยกรุงสุโขทัย (ประมาณช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 1781-1918) สมัยกรุงสุโขทัย มวยไทยถือ เป็นศาสตร์ชั้นสูงที่ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษาของกษัตริย์ เพื่อฝึกให้ กษัตริย์เป็นนักรบที่มีความกล้าหาญ มีสมรรถภาพร่างกายที่ดีเยี่ยม ดังความปรากฏตามพงศาวดารว่า พ่อขุน ศรีอินทราทิตย์ทรงส่งเจ้าชายร่วงโอรส องค์ที่สองไปฝึกมวยไทยที่สํานักสมอคอน แขวงเมืองลพบุรี หรือการที่ พ่อขุนรามคําแหงทรงนิพนธ์ตําหรับพิชัย สงคราม โดยมีความข้อความบางตอนกล่าวถึงมวยไทย ควบคู่ไปกับ การใช้อาวุธอย่างดาบ หอก มีด โล่ หรือธนู อีกด้วย ประวัติมวยไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา (ประมาณช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 1893 – 2310) สมัยสมเด็จพระ นารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2147 – 2233) ยุคนี้บ้านเมืองสงบร่มเย็นและเจริญรุ่งเรือง พระองค์ทรงให้การ สนับสนุนและส่งเสริมการกีฬาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมวยไทยที่นิยมกันจน กลายเป็นอาชีพ และมี ค่ายมวยต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย มวยไทยสมัยนี้ชกกันบนลานดิน โดยใช้เชือกเส้นเดียว กั้นบริเวณเป็นสี่เหลี่ยม จัตุรัส นักมวยจะใช้ด้ายดิบซุบแป้งหรือนํ้ามันดินจนแข็งพันมือ เรียกว่า มวยคาดเชือก นิยมสวมมงคลไว้ที่สีรษะ และผูกประเจียดไว้ที่ต้นแขนตลอดการแข่งขัน การเปรียบคู่ชกนั้นเอาความสมัครใจ ของทั้งสองฝ่าย ไม่ได้ กําหนดขนาดรูปร่างหรืออายุ โดยมีกติกาง่าย ๆ ว่าชกจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมแพ้
ประวัติมวยไทยสมัยกรุงธนบุรี (ประมาณช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 2310 – 2325) ตลอดระยะเวลา 14 ปีของกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2310 2324) บ้านมืองร่งอยูใน่วพั้นฟุทตังจากพระ - เจ้าตาก สินกอบกู้อิสรภาพคืนมาได้ การฝึกมวยไทยในสมัยนี้จึงฝึกเพื่อราชการทหารและสงครามอย่างแท้จริง การจัด ชกมวยในสมัยกรุงธนบุรีนิยมนํานักมวยต่างถิ่นหรือศิษย์ต่างครูมาชกกัน โดยไม่มีกฎกติกาการแข่งขัน อย่าง เป็นรูปธรรมและไม่มีการกําหนดคะแนน จะทําการชกกันจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมแพ้ บนสังเวียนซึ่งเป็น ลานดิน บริเวณวัด คาดมงคลและนิยมผูกประเจียดเช่นเดิม ประวัติมวยไทย สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (ประมาณช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 2325 - ปัจจุบัน) ประวัติมวยไทยสมัยรัชกาลที่ 1 พระองค์ทรงฝึกหัดมวยไทยมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และทรงสนพระทัยในการเสด็จทอดพระเนตรการ แข่งขันชกมวยไทยอยู่เสมอ ในปี พ.ศ.๒๓๓๑ พ่อค้าชาวฝรั่งเศสสองพี่น้องเดินทางไปค้าขายทั่วโลกด้วยเรือกํา บั่น คนน้องเป็นนักมวยฝีมือดี เที่ยวพนันชกมวยมาหลายเมือง เมื่อเดินทางมาถึงกรุงเทพมหานครจึงได้ล่าม กราบเรียนพระยาพระคลัง ขอชกมวยพนันกับคนไทยพระยาพระคลังได้นําความขึ้นกราบทูลรัชกาลที่ ๑ พระองค์ทรงตรัสปรีกษากับกรมพระราชวังบวรพระอนุชา ซึ่งเป็นผู้มีฝีมือมวยไทย และคุมกรมมวยหลวงอยู่ใน ขณะนั้น รับตกลงพนันกันเป็นเงิน ๕๐ ชั่ง กรมพระราชวังบวรคัดเลือก ทนายเลือกวังหน้าฝีมือดี ชื่อหมื่นผลาญต่อสู้กับนักมวยฝรั่งเศสครั้นี สังเวียน การแข่งขันจัดสร้างขึ้นที่สนามหลังวัดพระแก้ว โดยใช้เชือกเส้นเดียวผูกกับเสา ๔ ต้น สูงประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ขึงกั้นบริเวณเป็นสี่เหลี่ยมจัตรัส กว้างประมาณด้านละ ๒๐ เมตร ด้านหน้าปลูกพลับพลาที่ประทับ กติกาการแข่งขันไม่มีการให้คะแนน ชกกันจนกว่าจะแพ้ชนะกันโดยเด็ดขาด เมื่อใกล้เวลาชกทรงตรัสสั่งให้ แต่งตัวหมื่นผลาญ ด้วยการชโลมนํ้ามันว่านยาตามร่างกาย ผูกประเจียดเครื่องรางที่ต้นแขน แล้วให้ขี่คอคนมา ส่งถึงสังเวียนเมือการแข่งขันเริ่มขึ้น ฝรั่งได้เปรียบรูปร่างเข้าประชิดตัว พยายามจะปล้าเพื่อหักคอและไหปลาร้า หมื่นผลาญพยายามปิดป้อง ปัดเปิด สลับกับเตะถีบชิงต่อยแล้วถอยวนหนียิ่งชกนานฝรั่งยิ่งเสียเปรียบเพราะทํา อะไร่ไม่ได้ ฝรั่งพี่ชายเห็นว่าถ้าชกต่อไปน้องชายคงเสียเปรียบแน่จึงตัดสินใจกระโดดเข้าไปขวางกั้นไม่ให้หมื่น ผลาญถอยหนี่ การกระทําเหมือนช่วยกันจึงเกิดมวยหมู่ระหว่างพวกฝรั่งกับพวกทนายเลือก ฝรั่งบาดเจ็บหลาย คน รัชกาลที่ 1 พระราชทานหมอยาหมอนวดไปรักษาพยาบาล เมื่อหายดีแล้วฝรั่งเศสสองพี่น้องก็ออกเรือ กลับไป
ประวัติมวยไทย สมัยรัชกาลที่ 2 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ.2352-2367) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงฝึก มวยไทยที่สํานักวัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) จากสมเด็จพระวันตัต (ทองอยู่) ซึ่งเคยเป็นแม่ทัพเก่า ครั้นเมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุได้ 16 พรรษาก็เสร็จมาประทับในพระราชวังเดิม และทรงฝึกมวยไทย เพิ่มเติมจากทนายเลือก อีกทั้งยังโปรดให้สร้างสนามมวยไว้ที่สนามหญ้าบริเวณวังหลัง พร้อมทั้งเปลี่ยนคําว่า รําหมัด เป็นมวยไทย อีกด้วย ประวัติมวยไทยสมัยรัชกาลที่ 3 สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2367-2394) ในสมัยนี้ตามหัวเมืองต่าง ๆ ประชาชนก์ ยังคง นิยมฝึกมวยไทยและกระบี่กระบองกันอยู่ ด้วยเหตุนี้เองที่ทําให้ท้าว สุรนารี หรือคุณหญิงโม ภรรยาเจ้า เมืองโคราช สามารถ คุมทัพต่อสู้เอาชนะ เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ได้ ประวัติมวยไทย สมัยรัชกาลที 4 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2394-2411) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ พระองค์ทรงแต่ง องค์ อย่าง กุมารชกมวยไทย และรํากระบี่กระบองแสดงในงานสมโภชพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมัยนี้ เป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ ของอารยะธรรมตะวันตกที่เริ่มแพร่หลายมาในประเทศไทยทว่ามวยไทยก็ยังคง เป็นกีหา ประจําชาติอู่ ประวัติมวยไทยสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงฝึกมวยไทยจากสํานักมวยหลวง ซึ่งมีปรมาจารย์หลวงพลโยธานุโยค ครูมวยหลวงเป็นผู้ถวาย การสอน ทําให้พระองค์โปรดกีฬามวยไทยมาก เสด็จทอดพระเนตรการชกมวยหน้าพระที่นั่ง ทรงโปรดให้ ข้าหลวงหัวเมืองต่างๆ คัดนักมวยฝีมือดีมาชกกันหน้าพระที่นั่งเพื่อหานักมวยที่เก่งที่สุดเข้าเป็นทหารรักษา พระองค์ สังกัดกรมมวยหลวง พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของกีฬาประจําชาติ จึงตรัสให้มีการแข่งขันมวยไทยขึ้น ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความนิยมกีฬามวยไทยมากขึ้น นอกจากนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้มี “มวยหลวง” ตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อทําหน้าที่ฝึกสอน จัดการแข่งขัน และควบคุมการแข่งขันมวยไทย ปี พ.ศ.2430 รัชกาลที่ ; ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งกรมศึกษาธิการขึ้น ให้มวยไทยเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรของโรงเรียนครูฝึกหัด พลคึกษา และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าในสมัยนี้เป็นที่ยอมรับว่า คือ ยุคทองของมวยไทย ประวัติมวยไทย สมัยรัชกาลที่ 6 สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2453-2468) ระหว่างปี พ.ศ. 2457-2461 ประเทศ ไทยได้ส่งทหารเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 ณ เมืองมาเซย์ ประเทศฝรั่งเศส โดยมีพลโท
พระยาเทพหัสดินเป็นแม่ทัพ ในการนี้ท่านได้จัดแสดงมวยไทย ให้บรรดาทหารและประชาชนชาวยุโรปได้ชม นับเป็นครั้งแรกที่มวยไทยได้เผยแพรในทวีปยุ่โรป ต่อมาในปี พ.ศ.2464 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 กีฬามวย ไทยก็ยังคงเป็นที่นิยมของประชาชนอย่างไม่เสื่อมคลาย และยุคนี้ก็ได้มีสนามมวยถาวรแห่งแรกที่จัดการแข่งขัน มวยไทยเป็นประจํานั่นคือบนสนามฟุตบอลภายในโรงเรียนสวนกุหลาบ จึงเรียกยุคนี้ว่า “สมัยสวนกุหลาบ” ประวัติมวยไทยสมัยรัชกาลที่ 7 สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2468-2477) ระหว่างปี พ.ศ. 2466 – 2472 พลโทพระ ยาเทพหัสดินได้สร้างสนามมวยหลักเมืองท่าข้างขึ้น บริเวณโรงละครแห่งชาติ ในปัจจุบัน โดยลักษณะของเวทีมี เซือกกั้นเส้นใหญ่ขึ้นและแต่ละเส้นขึงตึงเป็นเส้นเดียวไม่เปิดช่องตรงมุม สําหรับขึ้นลงอย่างในยุคเก่าเพื่อ ป้องกันมิให้นักมวยตกเวทีตรงช่องดังกล่าว ต่อมาในปี พ.ศ.2472 รัฐบาลได้มีคําสั่งให้ยกเลิกมวยคาดเชือก ลุมพินีร่วมกับมหรสพอื่นๆ โดยคัดเลือกเอานักมวยไทยฝีมือดีมาชกกันทุกวันเสาร์ และมีการสร้างเวทีมวยขึ้น ตามอย่างมาตรฐานสากล คือ มีเชือกกั้นสามเส้น ใช้ผ้าใบปูพื้น มีมุมแดงมุมนําเงิน มีผู้ตัดสินให้คะแนน 2 คน และผู้ตัดสินชี้ขาดการแข่งขันบนเวทีอีก 1 คน โดยกําหนดให้ใช้เสียงระฆัง เป็นสัญญาณด้วยระฆังเป็นครั้งแรก ประวัติมวยไทย สมัยรัชกาลที่ 8 สมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทมหิดล (พ.ศ.2477 – 2489) ระหว่างปี พ.ศ.2478 2484 คหบดีผู้มืชื่เสียงในสมัยนั้นได้สร้างเวทีมวยขึ้นบริเวณที่ดินของเจ้าเซต ชื่อ สนามมวยสวนเจ้าเซต ปัจจุบัน คือ ที่ตั้งกรมรักษาดินแดน การคําเนินการจัดการแข่งขันเป็นไปด้วยดี เนื่องจากทหารเข้ามาควบคุม เพื่อนํา รายได้ ไปบํารุงกิจการทหาร จัดการแข่งขันกันติดต่อหลายปี จึงเลิกไปเพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 กําลังจะสงบแต่ยังคงมีเครื่องบินข้าศึกบินลาดตระเวนอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน จําเป็นต้อง จัดการแข่งขันชกมวยไทยตามโรงภาพยนตร์ต่างๆ ในเวลากลางวัน เช่น สนามมวยพัฒนาการ สนามมวยท่า พระจันทร์ สนามมวยวงเวียนใหญ่ เนื่องจากประชนยังคงให้ความสนใจมวยไทยอยู่ ประวัติมวยไทยสมัยรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (พ.ศ. 2489-ปัจจุบัน) วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2488 สนาม มวยเวทีราชคําเนินได้เปิดสนามทําการแข่งขันครั้งแรก มีนายปราโมทย์ พึ่งสุนทร เป็นนายสนามมวยคนแรก พระยาจินดารักษ์เป็นกรรมการบริหารเวที ครูชิต อัมพลสิน เป็นโปรโมเตอร์ จัดชกเป็นประจําในวันอาทิตย์ เวลา 16.00 – 17.00 น. ใช้กติกาของกรมพลศึกษา ปี พ.ศ.2480 ชก 5 ยกๆ ละ 3 นาที พักระหว่างยก 2 นาที ในระยะแรกชั่ง นํ้าหนักตัวนักมวยด้วยมาตราส่วนเป็นสโตนเหมือนนํ้าหนักม้าอีก 2 ปีต่อมา จึงเปลี่ยนเป็น กิโลกรัม และปี พ.ศ.2494 สนามมวยเวทีราชดําเนินได้เริ่มก่อสร้างหลังคาอย่างถาวร
มวยไทยมรกทางวัฒรธรรม มวยไทยเป็นมรดกทางภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวของชนชาติไทยมาตั้งแต่ครั้ง โบราณ เป็นการใช้อาวุธของร่างกาย 9 อย่าง หรือที่เรียกว่า นวอาวุธ ได้แก่ มือ 2 เท้า 2 เข่า 2 ศอก 2 และ ทีรษะ 1 อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นศิลปะการต่อสู้ที่เก่าแก่ประเภทหนึ่งของโลก มวยไทยเป็นศิลปะการ ป้องกันตัวและเป็นศาสตร์ที่ชายชาติทหารจะต้องฝึกให้คล่องแคล่ว ดังคํากล่าวที่ว่ามวยนั้นเป็นมูลบทของวิชา ยุทธ์ เพลงอาวุธเป็นมัธยม และพิชัยสงครามเป็นมงกุฎ มวยไทยเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการใช้อุบาย ชั้นเชิง ไหวพริบ และวิชาเข้าต่อสู้กัน จึงปรากฏหลักฐานในพระ ราชพงศาวดารว่า ในอดีต พระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถจะทรงเชี่ยวชาญการชกมวยเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ขุนนางฝ่ายทหาร และสามัญชนจะฝึกฝนมวยไทยเพื่อป้องกันตัวและชาติ บ้านเมืองเพราะการใช้อาวุธ เช่น กระบี่ กระบอง พลอง ดาบ จ้าว ทวน ประกอบกับมวยไทย จะทําให้การใช้ อาวุธนั้นเกิดประสิทธิภาพสงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการต่อสู้ป้องกันตัวในระยะประชิด ในยามสงบ มวยไทย สําคัญๆ ดังปรากฏในกฎหมายตราสามดวง หมวดอัยการเบ็ดเสร็จที่กล่าวถึงการชกมวยไว้ว่า “...17 มาตราที่ หนึ่ง ชนทังสองเปนเอกจิตเอกฉันท์ ตีมวยด้วยกันก็ดี และผู้หนึ่งต้องเจ็บปวด มวยไทยถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยที่สืบทอดกันมาอย่างช้านาน เป็นทั้งการต่อสู้เพื่อป้องกัน ตัวและเกมส์กีฬา ยังไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่า เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยใด ในอดีตก็ได้มีการบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับมวยไทย ไว้ด้วยกันหลายยุคหลายสมัย ไม่ว่าจะเป็นสมัยอยุธยาที่มีหลักฐานจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ระบุไว้ในหนังสือศิลปะ มวยไทยว่า สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือพระเจ้าเสือ โปรดการชกมวยมาก จนทรงปลอมพระองค์เป็นสามัญ ชน เพื่อมาชกมวยกับนักมวยฝีมือดีของเมืองวิเศษไชยชาญ และสามารถชกชนะนักมวยเอกถึง ๓ คน ได้แก่ นายกลาง หมัดตาย นายใหญ่ หมัดเหล็ก และนายเล็ก หมัดหนัก โดยทั้ง ๓ คน ได้รับความพ่ายแพ้อย่างบอบ ช้ำจากฝีมือการชกมวยไทยของพระองค์ต่อมาก็มีการฝึกมวยไทยกันอย่างแพร่หลายในราชสำนัก และขยายไปสู่ บ้านและวัด โดยเฉพาะวัด ซึ่งถือเป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชามวยไทยได้เป็นอย่างดี เพราะขุนศึกเมื่อมีอายุ มากมักบวชเป็นพระ และสอนวิชาการต่อสู้ให้แก่ลูกศิษย์ที่ดี ด้วยเหตุนี้การฝึกมวยไทยจึงแพร่หลาย และขยาย วงกว้างไปสู่สามัญชนมากยิ่งขึ้นและเมื่อครั้งที่นายขนมต้มถูกจับเป็นเชลย ถูกกวาดต้อนไปอยู่ที่กรุงอังวะ ประเทศพม่า เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ พม่าได้จัดให้มีการฉลองชัยชนะ ในการทำสงครามกับไทย สุกี้พระนายกองได้ คัดเลือกนายขนมต้มให้ขึ้นชกกับนักมวยพม่า ซึ่งนายขนมต้มสามารถชกชนะนักมวยพม่าได้
เอกลักษณ์ของมวยไทย เอกลักษณ์ของมวยไทยที่ท่าให้มวยไทยมีความโคดเด่นและถือเป็นศิลปะชั้นสูงคือการใช้อวัยวะต่างๆ เป็น ประดุจดังเกราะและอาวุธ ใช้ชั้นเชิงไหวพริบและวิชาเข้าต่อสู้กัน ไม่ใช่กําลังแต่เพียงอย่างเดียว กอปรด้วย “ศาสตร์” อันได้แก่การเรียนรู้จุดอ่อน จุดแข็งของร่างกายที่จะพิชิตและเอาชนะคู่ต่อสู้ “ศิลป์” คือ ลักษณะ การใช้นวอาวุธอันมีรายละเอียดปลีกย่อยอย่างพิสดาร ทําให้มวยไทยเป็นศิลปะการต่อสู้ที่มีมนต์ขลังและเป็น การต่อสู้ทีมชั้นเชิงเป็นที่ประทับใจของคนทั้งโลกการฝึกมวยโบราณ แบ่งเป็น 3 ขุ้นตอน . เบื้องต้น ฝึกให้รู้จกป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยก่อนที่จะคิดทําผู้อื่น เรียกว่า ป้อง ปัด ปิด เปิด . ขั้นกลาง ฝึกเพื่อเป็นนักมวยต่อสู่บนสังเวียน คือ เข้ามวยเป็น สามารถตอบโต้แก้กลับคู่ต่ลู้ด้ เรียกว่า ทุ่ม ทับ จัก หัก (ควักนัยน์ตา) . ขั้นสูง ฝึกเพื่อเป็นนักรบ เป็นครูอาจารย์ไว้ไช้ในราชการสงคราม ประจ๋ากองทนายเลือกและกอง อาจารย์ เป็นจารบุรุษ อาทมาฏ สอดแนม ทหารเอก ทหารรอง นายกอง แม่ทัพ คือเรียนวิชาฆ่าคน (สงวนไวไม่สอนพร่า เพรื่อ) เรียกว่าประกบ ประกับ จับรั้ง เข้าข้างหลังหักก้านคอ มวยไทย ของแต่ละภาค มีรูปแบบ และเอกลักษณ์เฉพาะ ที่แตกต่างกัน ● สำหรับมวย ของภาคเหนือ เรียกว่า “มวยท่าเสา และพระยาพิชัย” จุดเด่น ของไม้มวย คือ การใช้เท้า เป็น อาวุธ ที่รวดเร็ว ● ส่วนมวย ทางภาคอีสาน เรียกว่า “มวยโคราช” จะต่อย และ เตะวงกว้าง มีการใช้หมัดเหวี่ยงควาย ● ทางด้าน มวยภาคกลาง เรียกว่า “มวยลพบุรี” เป็นมวย ที่ได้ฉายาว่า มวยฉลาดลพบุรี มีการรุกรับ ที่ว่องไว และแม่นยำ ในการออกอาวุธ ● โดย มวยภาคใต้ เรียกว่า “มวยไชยา” เอกลักษณ์ อยู่ที่การป้องกันตัวเอง และพร้อมตอบโต้ คู่ต่อสู้โดยทันที 2. การคาดเชือก ก่อนจะมี การสวมนวม แบบในปัจจุบัน มวยไทย ( Muay Thai ) ในอดีต จะใช้การพันมือ แทนการใส่นวม ซึ่ง เรียกว่า การคาดเชือก สาเหตุ ที่ต้องมีการคาดเชือก หมัดที่คาดเชือกสามารถสร้างความเสียหาย ให้แก่คู่ต่อสู้ ได้ด้วยส่วน ที่เป็นปมของเชือก คล้ายก้นหอย ทักษะพื้นฐานมาวยไทย หลักพื้นฐานในการฝึกทักษะ แม่ไม้มวยไทย จําเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจหลักพื้นฐานก่อน เพราะเป็น ทักษะเบ้องต้นของการเรียนแม่ไม้มวยไทยและกลมวย เพื่อนําไปสู่การมีทักษะในขั้นสูงต่อไป ซึ่งศิลปะการใช้
หมัด เท้า เข่า ศอก เป็นทักษะพื้นฐานของกีฬามวยไทย ที่มีอยู่มากมายหลายแบบ ซึ่งครูมวยต่างๆ ได้คิดค้น ขึ้นมาใช้และได้นํามาเขียนหรือบันทึกไว้เพื่อประโยชน์ ในการเรียนการ สอนวิชามวยไทย ในปัจจุบันผู้ที่จะ ศึกษาวิชามวยไทยเหล่านี้ จึงต้องยึดหลักคุณธรรมอย่างเคร่งครัดและสําหรับมวยไทย นั้น ก็เป็นการต่อสู้ ใน ลักษณะมือเปล่า ที่ใช้อวัยวะประจํา ร่างกายของมนุษย์ ทั้งมือ เท้า เข่า ศอก ที่ประกอบด้วย ด้วยท่วงท่าลีลาที่ ทักษะมวยสากล มีลักษณะสวยงาม อ่อนโยนในการเคลื่อนไหวเรือนร่าง แต่เมื่อเกิดการ ปะทะต่อกรกับ คู่ปรปักษ์ องต์ประกอบแห่ง ร่างกายตังกล่าวกลับมีความแข็งแกร่ง เป็นอาวุธที่รุนแรง ทั้งการ รุกรับ การ ปกป้องตนเอง และการตอบโต้ สร้างความปวดเจ็บขึ้นได้อย่างน่าประหลาด โดยการกําหนดวิธีการ แห่งการ เคลื่อนไหวที่ กล่าวถึงข้างต้น นับเนื่องได้ว่าเป็นศิลปะการต่อสู้ชั้สูง ที่เกิดขึ้นจาก ภูมิปัญญาอัน ฉลาด ส้าลีก ของบรรพบุรุษ แห่งซนชาติไทย และมีการสืบทอด ต่อเนื่องกันจาก รุ่นไปสู่ร่น อันถือได้ว่าเป็นมรดก และ เอกลักษณ์ของ บรรพชนที่ทรงคุณค่าสําคัญตกตะกอนสืบทอดอยู่ในหัวใจ ร่างกายของชายชาตรีชาวไทยจาก อดีตมาจนถึงปัจจุบัน แม้ยุคสมัยแห่งกาลเวลาได้เคลื่อนคล้อย ผันแปรไปยาวนานเพียงไรก็ตาม มรดกแห่งการ ต่อสู้ลักษณะนี้กิยังยืนยงเป็นเอกลักษณ์ที่สูงค่าของลูกหลานไทย ไม่เสื่มคลาย นอกจากนี้ความจ๋าเป็นในการ ปกป้องตนเองจากภยันตรายรอบข้าง และสายเลือดของความเป็นไทยยังสร้างความนิยมไปสู่กลุ่มสุภาพสตรีนัก สู้ชาวไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการนําเผยแพร่ในเชิงเอกลักษณ์วัฒนธรรมจนแพร่หลายเป็นที่นิยมของชนชาติต่างๆ เกือบทั่วโลก ในกรอบของกีฬาและวัฒนธรรมที่สามารถก่อให้เกิดพฤติกรรมการ เรียนรู้ที่รอบคลุมในปัจจุบัน เป็น ศิลปะการใช้ หมัด เช่น หมัดตรง หมัดตัด หมัดตวัด หมัดเสย ศิลปะการใช้เท้า ที่แบ่งออกเป็น เตะ ถีบ ซึ่ง การ เตะ นั้นเช่น เตะเฉียง เตะตรง เตะตวัด และ เตะกลับหลัง ส่วนการถีบ เช่น ถีบตรง ถีบข้าง และ ถีบกลับ หลัง ศิลปะการใช้ เข่า เช่น เข่าตรง เข่าเฉียง เข่าตัด เข่าโค้ง เข่าลอย และศิลปะการใช้ ศอก เช่น ศอกตี ศอก ตัด ศอกงัด ศอกพุ่ง ศอกกระทุ้ง ศอกกลับ ซึ่งการนำเอาศิลปะ แม่ไม้มวยไทย เหล่านี้ไปใช้ให้ได้ผลดีย่อมขึ้นอยู่ กับการฝึกฝน ความชำนาญ และความมีไหวพริบจึงจะได้ ประโยชน์ สูงสุด
เครื่องรางของขลังมวยไทย เครื่องรางของขลัง หมายถึง วัตถุมงคลที่ใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของนักมวย สามารถป้องกัน อันตราย ได้ ซึ่งนักมวยเชื่อว่าจะทําให้อยู่ยงคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุด คุ้มกําลัง มีมงคล สําหรับสวมศีรษะ และประเจียดผูกติดกับต้นแขน ทําด้วยสายสิญจน์หรือผ้าดิบที่เกจิอาจารย์เป็น ผู้เขียนอักขระหัวใจมนต์ คาถา และเลขยันต์ แล้วถักหรือม้วนพันด้วยด้ายหรือสายสิญจน์ ห่อหุ้มด้วย ผ้าซึ่งผ่านพิธีกรรมจากครูบาอาจารย์ อิทธิฤทธิ์ ความศักด์ิทธิ์แห่งพิธีกรรม อํานาจของไสยเวทย์ . มงคล คือ เครื่องผูกศีรษะ และมงคลสูงสุดของ นักมวย หมายถึง ความมีลาภ เคราะห์ดี ความสุข ความระมัดระวัง ถือเป็นความศักดิ์สิทธิ์ เป็นของสูง เป็น เครื่องรางของขลังที่สามารถป้องกันภัยให้กับ นักมวยได้ มงคลมักทําจากด้ายหรือเชือกหรือผ้าดิบหลายชิ้นที่ลง อักขระ หัวใจมนตรา คาถา อาคม และเลขยันต์กํากับ นํามาถักและขึ้นรูปเป็นวงกลมให้กระชับศีรษะ . ประเจียด คือ เครื่องผูกแขน เป็นเครื่องรางของขลังอีกอย่างหนึ่งของนักมวย เชื่อกันว่าเป็นเครื่องราง ที่คุ้มกัน ตัวนักมวยไทย ทําด้วยเชือกหรือผ้าลงเลขยันต์และอักขระมนตรา ส่วนมากทําจากผ้าดิบสีแดง ไช้ยูกที่ตันแน หรือคล้องคอก็ได้
วิธีฝึกมวยอย่างถูกต้อง 1. การตั้งท่าจดมวย การตั้งท่าจดมวย คือ การวางเข่า การวางมือ ให้ถูกต้องตามหลักการฝึก โดยการจดมวยจะต้องทราบ เหลี่ยม มวย หรือ การแสดงการใช้มือและเท้าที่ถนัดออกมาให้เห็น นั่นเอง มี 2 เหลี่ยม ได้แก่ เหลี่ยมซ้าย และ เหลี่ยม ขวา 2. การวางตําแหน่งอวัยวะ การวางตําแหน่งของอวัยวะที่ได้จดมวย คือ การกําหมัด วางเท้า มือ และลําตัว ซึ่งการกําหมัดที่ถูกต้อง คือ แบ มือ ให้นิ้วมือทั้ง 4 เรียงชิดติดกัน แล้วพับนิ้วทั้ง 4 นิ้วเข้าหาอุ้งมือ แล้วกดทับด้วยนิ้วหัวแม่มือ ลงทาบ ใน ลักษณะเฉียงกับนิ้วชี้และนิ้วกลาง เพื่อให้หมัดที่กํากระชับแน่น โดยไม่เกร็ง 3. การใช้หมัดในมวยไทย การใช้หมัด ใน มวยไทย ( Muay Thai ) มีอยู่ด้วยกันหลายแบบ เริ่มจาก “หมัดตรง” คือ การใช้หมัดที่ ถนัดม่ง ไปยังเป้าหมาย อาศัยแรงจากหัวไหล่ ลําตัว เอว และเท้ายันพื้น ให้ทกส่วนประสานกัน หมัดต่อมา “หมัดตัด” คือ การใช้หมัดเหวียงในลักษณะโค้งเป็นครึ่งวงกลม โดยเล็งไปที่บริเวณลําตัว ใบหน้า หรือศีรษะของคู่ต่สู้ มีทั้ง หมัดเหวี่ยงสั้นหรือการเหวี่อวงแคบ และ หมัดเหวี่ยงยาว หรือ การเหวี่ยงวง กว้าง หมัดถัดมา “หมัดตวัด” คือ การใช้สันหมัดกดลงบริเวณอวัยวะสําคัญของคู่ต่อสู้ ในลักษณะเหยียดแขน ออกไป พร้อมชกตวัดวงแคบ และ หมัดสุดท้าย “หมัดเสย” คือ การใช้หมัดชกเข้าหาคู่ต่อสู้โดยงอศอก เกร็ง ข้อศอก หงายหมัดแล้วยกขึ้นสู่ปาหมาย เช่น ปลายคาง ดั้งจมูก หรือใบหน้าู่ตู๋้ 4. การใช้เท้าในมวยไทย การใช้เท้า ใน มวยไทย ( Muay Thai ) จะแบ่งออกเป็น 2 ไม้ คือ การเตะ และ การถีบ ซึ่ง การเตะ คือ การ ใช้อวัยวะส่วนขาตั้งแต่เอวลงไปจนถึงปลายเท้า แต่การแตะของ มวยไทย ( Muay Thai ) นิยมใช้หน้าแข้ง เตะ เพราะเป็นส่วนที่แข็งเปรียบเสมือนการหวดด้วยไม้ การเตะแบกแยกย่อยได้อีกเป็น เตะตรง เตะตัด เตะ ตวัด หรือเตะเฉียง และกลับหลังเตะ ส่วนการถีบ คือ การใช้ปลายเท้า ฝ่าเท้า หรือ ส้นเท้า ปะทะคู่ต่อสู้ แบ่งย่อยได้ เป็น ถีบตรง ถีบข้าง กลับหลังถีบ กระโดดถีบ ถีบจิก
4. การใช้เข่าในมวยไทย การใช้เข่า ใน มวยไทย ( Muay Thai ) คือ การใช้อวัยวะส่วนที่เป็นข้อต่อระหว่างกระดูกขาส่วนบนกับ กระดูก ขาส่วนล่าง แล้วงอพับขา กระทุ้งไปยังเป้าหมายของคู่ต่อสู้ โดยการใช้เข่าของ ใน มวยไทย ( Muay Thai ) นิยมพับปลายเท้าลงให้เกือบขนานกับลําแข้ง เพื่อความเร็วและความคล่องตัว มีทั้งเข่าตรง เข่าเฉียง เข่าโค้ง เข่าโยน เข่าลอย 5.การใช้ศอกในมวยไทย มาถึงอาวุธสุดท้าย การใช้ศอก ใน มวยไทย ( Muay Thai ) เป็นหนึ่งในการใช้อาวุธที่รุนแรงที่สุดและมีการ ห้ามให้ใช้ในรายการมวยบางแห่ง การใช้ศอกขั้นพื้นฐานมีลักษณะดังนี้ - ศอกตี หรือ ศอกสับ ใช้วิธีการตีศอก จากบนสู่ล่าง เฉียงซ้ายคล้ายมุมฉาก บางครั้งอาจบิดตัวตี โดยมีแรงส่ง จากไหล่ ลําตัว และเท้า - ศอกตัด คือ การตีศอกตัดขนานไปสู่เป้าหมาย - ศอกจัด คือ การตีศอกจากกลาง งัดขึ้นไปข้างบน ตรง เป็นมมฉาก - ศอกกระทุ้ง คือ การใช้ศอกพุ่งออกไปด้านหลัง ในลักษณะกระทุ้ง แก้ไขสถานการณ์ที่คู่ต่สู้ประชิดเข้ามา ด้านหลัง - ศอกกลับ คือ การหมุนตัวตีศอก กลับไปทางด้านหลัง ตามจังหวะที่สัมพันธ์กับการเคลื่อนตามเท้า - ศอกคู่ คือ การตีศอกด้วยแขนสองข้าง ศิลปะการใช้หมัด เท้า เข่า ศอก ของมวยไทย มวยไทย ( Muay Thai ) หากอยากชํานาญต้องทําการฝึกฝน อย่างสมําเสมอ และถูกท่าถูกวิธี เพื่อให้คู่ตื่สู้จับทางได้ยาก
บรรณานุกรม https://online.anyflip.com/logbm/fenl/mobile/