รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ของผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 ปีการศึกษา 2565 โดย นางสาวอรทัย ม่วงเพชร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนแก้งสนามนางพิทยาคม จังหวัดนคราชสีมา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา นครราชสีมา กระทรวงศึกษาธิการ
บันทึกข้อความ ส่วนราชการ โรงเรียนแก้งสนามนางพิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา นครราชสีมา ที่ ......... ............................................................ วันที่ .................................................... เรื่อง ขออนุญาตส่งเล่มรายงานการวิจัยในชั้นเรียน ปีการศึกษา 2565 . เรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนแก้งสนามนางพิทยาคม ด้วยข้าพเจ้า นางสาวอรทัย ม่วงเพชร ตำแหน่ง ครูได้ดำเนินการจัดทำการวิจัยในชั้น เรียน เรื่อง การพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ของผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565 บัดนี้ ได้ดำเนินการสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าจึงขออนุญาตส่งเล่มรายงานการวิจัยในชั้นเรียน ปีการศึกษา 2565 จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ลงชื่อ ผู้ทำวิจัย (นางสาวอรทัย ม่วงเพชร) ตำแหน่ง ครู ความเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียน o มีเห็นชอบ o ไม่เห็นชอบ (ระบุ).............................................................................. ลงชื่อ........................................................................ ( นางสุภาพร เกษนอก ) รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนแก้งสนามนางพิทยาคม
1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ระบบการศึกษาไทยปัจจุบันตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2545 มีการจัดระบบการศึกษาขั้นประถมศึกษา 6 ปี (6 ระดับชั้น) การศึกษาขั้นมัธยมศึกษา ตอนต้น 3 ปี(3 ระดับชั้น) และการศึกษาขั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี(3ระดับชั้น) หรือระบบ 6-3-3 จากการที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายการพัฒนาประเทศแบบ Thailand 4.0 ขึ้นมา ทำให้เกิด กระแสการ เปลี่ยนแปลงขึ้นในทุกภาคส่วน ไม่เว้นแม้แต่ในระบบการศึกษาของไทย ซึ่งรูปแบบของ การพัฒนาประเทศแบบ Thailand 4.0 นี้เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย ที่อธิบายถึงลักษณะการ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ จากยุคที่มีลักษณะ ของเศรษฐกิจที่เน้นภาคเกษตรกรรม (ยุค 1.0) มาเป็น ยุคแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมแรงงานขนาด เบา (ยุค 2.0) จนมาสู่ยุคการพัฒนา เศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนด้วยเทคโนโลยี(ยุค 3.0) และสุดท้าย คือ การก้าวสู่ยุคแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจเน้นการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เฉกเช่นปัจจุบัน ที่เรา เรียกกัน ยุค 4.0 ถ้านำวิสัยทัศน์เชิงนโยบายนี้มาอธิบายในภาพรวมของระบบการศึกษาไทย เราก็สามารถ แบ่งได้เป็นยุคทั้ง 4 ยุคได้ดังนี้ 1. การศึกษา ใน ยุค Thailand 1.0 ด้วยความที่เป็นยุคที่เพิ่งเริ่มต้นวางระบบการศึกษา ทำ ให้ประชาชนที่ มีความรู้มีจำนวนจำกัด ครูที่สอนตามโรงเรียนต่าง ๆ นับว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่มีความรู้สูง ในชุมชน การเรียนรู้ใน โรงเรียนส่วนใหญ่จึงเน้นการบอกเล่าโดยครูผู้สอนเป็นหลัก 2. การศึกษา ใน ยุค Thailand 2.0 เป็นยุคที่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือครูผู้สอนใน การจัดการ เรียนการสอน มีการจัดทำสื่อการสอนส่งเสริมการเรียนรู้ต่าง ๆ ซึ่งทำให้ผู้เรียนมีความ เข้าใจในเนื้อหาวิชามากขึ้น แต่ครูผู้สอนก็ยังเป็นหลักในการถ่ายทอดความรู้อยู่ 3. การศึกษา ใน ยุค Thailand 3.0 จากการที่มีการพัฒนาเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำให้ทุก คนสามารถ สืบค้นข้อมูลความรู้ต่าง ๆ ผ่านคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพาได้มากมาย ทำให้ยุคนี้เป็น ของการสืบค้น การทำงาน เป็นกลุ่ม ผู้เรียนมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ครูเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้แนะนำ มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์(Social Media) เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยในการพัฒนาการเรียน การสอนมากยิ่งขึ้น แต่มีการกลั่นกรองค่อนข้างน้อย 4. การศึกษา ใน ยุค Thailand 4.0 เป็นยุคที่ต่อเนื่องจากยุคที่แล้ว เนื่องจากการที่ผู้เรียนมี ความสามารถ ในการใช้สื่อเทคโนโลยีที่สูงขึ้น และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เกิดการนำเทคโนโลยี
เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้และส่งเสริมการเรียนรู้มีการใช้สื่อและสังคมออนไลน์ที่มีวิจารณญาณมากขึ้น สร้างมูลค่า สร้างนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของตัวเอง ซึ่งบทบาทของครูในยุคนี้จะต้อง เป็นโค้ชที่ช่วยที่ช่วยส่งเสริม องค์ความรู้ที่ผู้เรียนเกิดการจากเรียนรู้ด้วยตัวเอง การศึกษาในยุค Thailand 4.0 นั้น เป็นยุคที่การศึกษาเป็นเรื่องที่มากกว่าการเตรียมความพร้อมของคนหรือ ให้ความรู้ กับคนเท่านั้น แต่เป็นการเตรียมมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ด้วย กล่าวคือ นอกจากให้ความรู้แล้ว จะต้อง ส่งเสริม ให้ผู้เรียนรักที่จะเรียน มีคุณธรรม สามารถอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างเหมาะสม ซึ่งในการก้าวสู่ การศึกษาในยุค Thailand 4.0 นั้น กระทรวงศึกษาธิการได้วางแนวทางปฏิรูปการศึกษา เพื่อ ตอบสนองการพัฒนาไว้ดังนี้ 1. พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เพื่อช่วยในการเพิ่มศักยภาพในการติดต่อสื่อสารกับ ต่างประเทศ 2. ส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ 3. พัฒนาทักษะและกระบวนการคิดวิเคราะห์ให้ผู้เรียน 4. การปรับหลักสูตรการเรียนการสอน ให้ทันสมัยสอดคล้องกับโลกยุคใหม่ 5. พัฒนาปรับปรุงตำราเรียนให้มีมาตรฐาน 5 ดาว 6. บริหารจัดการคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กอย่างเหมาะสม 7. พัฒนาบทบาทของครูจากผู้สอนเป็นโค้ช 8. การบริหารจัดการคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ภายใต้โครงการโรงเรียนดีใกล้บ้าน จากทั้งหมดนี้ถ้าเราวิเคราะห์จากแนวทางปฏิรูปของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เราก็สามารถ สร้างสรรค์ การศึกษาในยุคไทยแลนด์4.0 ได้โดยใช้แนวคิดด้วยต่อไปนี้
2. แนวคิด/ทฤษฎี/เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คำภาษาอังกฤษที่ใช้เรียก คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ได้แก่ Computer Assisted Instruction (CAI), Computer Aided Instruction (CAI), Computer Assisted learning (CAl), Computer Aided learning (CAl),Computer based Instruction (CbI),Computer based Training (CbT), Computer Administered Education (CAE) ,Computer Aided Teaching (CAT) แต่คำที่นิยม ใช้ทั่วไปในปัจจุบันได้แก่ Computer Assisted Instruction หรือ CAI หรือสื่อซีเอไอ ทั้งนี้มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วย สอน ไว้ดังนี้ (พรเทพ เมืองแมน, 2544 : 7) “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน” หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ซีเอไอ มาจาก ภาษาอังกฤษว่า Computer -Assisted Instruction หรือ Computer – Aided Instruction ซึ่งราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติศัพท์เป็นภาษาไทยว่า “การสอนใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน” แต่คำศัพท์ดังกล่าวไม่เป็นที่นิยม แต่มักจะใช้คำ ว่า “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน” กันมากกว่าอย่างไรก็ดีผู้เขียนเห็นว่า หากเติมคำว่า “บทเรียน” เข้าไปข้างหน้า โดยใช้ เป็น “บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน” จะทำให้เกิด ความเข้าใจได้ง่ายและชัดเจนมากขึ้น ดังนั้น ในหนังสือเล่มนี้จึง ขอให้คำว่า “บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน” ในความหมายเดียวกับคำในภาษาอังกฤษว่า Computer-Assisted Instruction หรือที่เรียก ย่อ ๆ ว่า CAI (นัยนา เอกบูรณวัฒน์, 2539) ได้ให้ความหมายไว้ว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือโปรแกรมช่วย สอน คือสื่อที่ ใช้ในการเรียนการสอนอันหนึ่ง CAI คล้ายกับ สื่อการสอนอื่น ๆ เช่น วิดีโอช่วยสอน บัตร คำช่วยสอน โปสเตอร์แต่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะดีกว่าตรงที่ตัวสื่อการสอน ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์นั้น สามารถโต้ตอบกับผู้เรียนได้ไม่ว่าจะเป็น การรับคำสั่งเพื่อมาปฏิบัติตอบคำถามหรือไม่เช่นนั้น คอมพิวเตอร์ก็จะเป็นฝ่ายป้อนคำถาม (ศิริชัย สงวนแก้ว, 2534) ได้ให้ความหมายไว้ว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI : Computer Assisted Instruction) หมายถึง การประยุกต์นำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการเรียนการสอน โดยมีการ พัฒนาโปรแกรมขึ้น เพื่อ นำเสนอเนื้อหาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเสนอแบบติวเตอร์( Tutorial) แบบจำลองสถานการณ์ (Simulations) หรือแบบการแก้ไขปัญหา (Problem Solving) เป็นต้น การ เสนอเนื้อหาดังกล่าวเป็นการเสนอโดยตรง ไปยังผู้เรียน ผ่านทางจอภาพหรือแป้นพิมพ์ โดยเปิดโอกาส ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วม วัสดุทางการสอนคือโปรแกรมหรือ Courseware ซึ่งปกติจะถูกจัดเก็บไว้ใน แผ่นดิสก์หรือหน่วยความจำของเครื่องพร้อมที่จะเรียกใช้ได้ตลอดเวลา การ เรียนในลักษณะนี้ใน บางครั้งผู้เรียนจะต้องโต้ตอบ หรือตอบคำถามเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยการพิมพ์การตอบ คำถามจะถูก ประเมินโดยคอมพิวเตอร์ และจะเสนอแนะขั้นตอนหรือระดับในการเรียนขั้นต่อ ๆ ไป กระบวนการ เหล่านี้เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์
2.2 ความสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อที่มีความสำคัญในการจัดการเรียนการสอนที่สามารถ ป้อนข้อมูลให้ผล ย้อนกลับทันทีช่วยเสริมสร้างทักษะให้กับผู้เรียนและเหมาะสำหรับผู้เรียนที่มีความ แตกต่างกันโดยมีผู้เสนอหลาย ท่านได้ให้ความสำคัญของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนดังนี้ (ครรชิต มาลัยวงศ์, 2540) ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศกำลังมีบทบาทอย่าง กว้างขวางในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การบริการ สังคม สิ่งแวดล้อม ไป จนถึงด้านการศึกษา เหตุที่เทคโนโลยี สารสนเทศ หรือ Information Technology มีบทบาทมากมาย เช่นนี้เพราะเป็นเสมือนเครื่องจักรที่ขับดันให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่มาเกี่ยวข้องด้วยการก้าวรุดหน้าไปอย่าง รวดเร็วในด้านการศึกษา บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศมา ประยุกต์ใช้กับการศึกษาในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction ห รื อ CAI) ร ะ บ บ สื่ อ ป ร ะ ส ม (Multimedia) ร ะ บ บ ส า ร ส น เท ศ (InformationSystem) ระบบฐานข้อมูล (Database System) ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) และ ระบบ Internet เป็นต้น จากผลกระทบของความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลให้ รูปแบบหรือวิธีการจัดการศึกษาเปลี่ยนแปลงไปจากการจัดการศึกษาในรูปแบบเดิมที่ยึดครู หรือผู้สอน เป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้ไปเป็นการจัดการศึกษาในลักษณะเป็นระบบเปิดมากขึ้นส่งเสริมการศึกษา ตลอดชีวิต เน้น การศึกษาเป็นรายบุคคล เน้นเทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วย ตนเอง เน้นคุณธรรมและ จริยธรรม ส่งเสริมนันทนาการและการพักผ่อนหย่อนใจมากยิ่งขึ้น (กิดานันท์มลิทอง,2535) กล่าวถึงความสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนว่า คอมพิวเตอร์เป็นสื่อการสอนที่ เป็นเทคโนโลยีระดับสูง เมื่อมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนนั้น จะทำให้การเรียนการสอน โต้ตอบกันได้ระหว่างผู้เรียนที่อยู่ในห้องเรียนตามปกตินอกจากนี้คอมพิวเตอร์ยังมีความสามารถในการตอบสนอง ข้อมูลที่ผู้เรียนป้อนข้อมูลได้ทันทีซึ่งเป็น การช่วยเสริมแรงผู้เรียน ดังนั้นในปัจจุบันนี้จึงมีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน กันอย่างกว้างขวางและพร่ หลาย เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากโปรแกรมบทเรียนเพื่อการสอนในรูปแบบต่าง ๆ และยังได้กล่าวถึงคุณลักษณะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4 ประการ ได้แก่ 1. สารสนเทศ (Information) หมายถึง เนื้อหาสาระที่ได้รับการเรียบเรยง ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ หรือ ได้รับทักษะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ผู้สร้างได้กำหนดวัตถุประสงคไ์ ว้การนำเสนออาจเป็นไปในลักษณะทางตรง หรือ ทางอ้อมก็ได้ทางตรงได้แก่คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประเภทติวเตอร์เช่นการอ่าน จำ ทำความเข้าใจ ฝึกฝน ตัวอย่าง การนำเสนอในทางอ้อมได้แก่คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทเกมและการจำลอง 2. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individualization) การตอบสนองความ แตกต่างระหว่างบุคคล คือ ลักษณะสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บุคคลแต่ละบุคคลมีความ แตกต่างกันทางการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นสื่อประเภทหนึ่งจึงต้องได้รับการออกแบบให้มี ลักษณะที่ตอบสนองต่อความแตก ต่างระหว่างบุคคลให้มากที่สุด
3. การโต้ตอบ (Interaction) คือการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนการเรียน การ สอนรูปแบบที่ดีที่สุดก็คือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ สอนได้มากที่สุด 4. การให้ผลป้อนกลับโดยทันที(Immediate Feedback) ผลป้อนกลับ หรือการให้คำตอบนี้ถือเป็นการ เสริมแรงอย่างหนึ่ง การให้ผลป้อนกลับแก่ผู้เรียนในทันทีหมายรวมไป ถึงการที่คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่สมบูรณ์ จะต้องมีการ ทดสอบหรือประเมินความเข้าใจของผู้เรียนใน เนื้อหาหรือทักษะต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ 2.3 ประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลายมีภาพ แสง สีเสียงและกราฟิก ที่มีการ เคลื่อนไหวได้เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจมุ่มเน้นให้ผู้เรียนเกิดคามสนุกสนานท้าทายและ สามารถกระตุ้นผู้เรียนให้เกิด ความอยากเรียนรู้ได้โดยง่ายนอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มบรรยากาศในการ เรียนรู้ให้ดีขึ้นจึงทำให้ผู้เรียนตื่นตัวอยู่เสมอโดยมี นักการศึกษาได้แบ่งบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ออกเป็นประเภทต่าง ๆ พอจะสรุปได้ดังนี้ กิดานันท์มลิทอง (2548: 220 - 222) ได้แบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนดังนี้ 1. การสอน / ทบทวน (tutorial instruction) บทเรียนในแบบการสอน /ทบทวนจะเป็นโปรแกรมที่เสนอ เนื้อหาความรู้เป็นเนื้อหาย่อย ๆ แก่ผู้เรียนในรูปแบบของข้อความ ภาพ เสียง หรือทุกรูปแบบรวมกัน แล้วให้ผู้เรียน ตอบคำถาม เมื่อผู้เรียนให้คำตอบแล้วคำตอบนั้นจะ ได้รับการ วิเคราะห์เพื่อให้ข้อมูลป้อนกลับทันทีแต่ถ้าผู้เรียน ตอบคำถามนั้นซ้ำและยังผิดอีกจะมีการ ให้เนื้อหา เพื่อทบทวนใหม่จนกว่าผู้เรียนจะตอบถูก แล้วจึงให้ตัดสินใจว่าจะ ยังคงเรียนเนื้อหาในบท นั้นอีก หรือจะเรียนในบทใหม่ต่อไป การสอนแบบนี้นับว่าเป็นขั้นพื้นฐานของบทเรียนซีเอไอ ที่เสนอใน รูปแบบของบทเรียนโปรแกรมแบบสาขา โดยสามารถใช้สอนได้ในแทบทุกสาขาวิชานับตั้งแต่ด้าน มนุษยศาสตร์ไปจนถึงวิทยาศาสตร์และเป็นบทเรียนที่เหมาะสมในการเสนอเนื้อหาข้อมูลที่เกี่ยวกับ ข้อเท็จจริง เพื่อ การเรียนรู้ทางด้านตรรกะหรือวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ 2. การฝึกหัด (drills and practice) บทเรียนในการฝึกหัดเป็นโปรแกรมที่ ไม่มีการ เสนอเนื้อหาความรู้แก่ ผู้เรียนก่อน แต่จะมีการให้คำถามหรือปัญหาที่ได้คัดเลือกมาจากการ สุ่มหรือ ออกแบบมาโดยเฉพาะ โดยการ นำเสนอคำถามหรือปัญหานั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้ผู้เรียนตอบ แล้วมีการให้คำตอบที่ถูกต้องเพื่อการตรวจสอบยืนยัน หรือแก้ไข และพร้อมกับให้คำถามหรือปัญหา ต่อไป จนกว่าผู้เรียนจะสามารถตอบคำถามหรือปัญหานั้นจนถึงระดับ เป็นที่น่าพอใจ ดังนั้นในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการฝึกหัดนี้ผู้เรียนจึงจำเป็นต้องมีความคิดรวบยอดและมีความรู้ ความเข้าใจใน เรื่องราว และกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดีมาก่อนแล้วจึงจะสามารถตอบคำถามหรือ
แก้ปัญหาได้โปรแกรมบทเรียนในการฝึกหัดนี้จะสามารถใช้ได้ในหลายสาขาวิชาทั้งทางด้าน คณิตศาสตร์ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์การเรียนคำศัพท์การแปลภาษา ฯลฯ 3. การจำลอง (simulation) การสร้างบทเรียนที่เป็นการจำลองเพื่อใช้ใน การเรียนการ สอนซึ่งจำลองความ เป็นจริงโดยตัดรายละเอียดต่าง ๆ หรือนำกิจกรรมที่ใกล้เคียงกับ ความเป็นจริงมาให้ผู้เรียนได้ศึกษานั้นเป็นการเปิด โอกาสให้ผู้เรียนได้พบเห็นภาพจำลองของเหตุการณ์ เพื่อการฝึก ทักษะและการเรียนรู้โดยไม่ต้องเสี่ยงภัยหรือเสีย ค่าใช้จ่ายมากนัก รูปแบบของบทเรียน การจำลอง อาจประกอบด้วยการเสนอความรู้ข้อมูล แนะนำผู้เรียนเกี่ยวกับ ทักษะการฝึกปฏิบัติเพื่อ เพิ่มพูนความชำนาญ และความคล่องแคล่ว และการให้เข้าถึงซึ่งการเรียนรู้ต่าง ๆ โดยใน บทเรียนจะ ประกอบด้วยสิ่งทั้งหมด เหล่านี้หรือมีเพียงอย่างหน่ึงอย่างใดก็ได้ ในบทเรียนการจำลองนี้จะมีบทเรียน ย่อยแทรกอยู่ด้วย ได้แก่“การสาธิต” ซึ่งมิใช่เป็นการสอนเหมือนกับบทเรียนการสอนแบบธรรมดาซึ่ง เป็นการเสนอ เนื้อหาความรู้แล้วจึงให้ผู้เรียนทำกิจกรรม แต่การสาธิตเป็นเพียงการแสดงให้ผู้เรียนได้ชมเท่านั้น เช่น ในการเสนอ การจำลองของระบบสุริยะจักรวาลว่ามีดาวนพเคราะห์อะไรบ้างที่โคจร รอบดวง อาทิตย์ในบทเรียนนี้อาจมีการ สาธิตแสดงการหมุนรอบตัวเองของดาวนพเคราะห์เหล่านั้น และการ หมุนรอบดวงอาทิตย์ให้ชมด้วย ดังนี้เป็นต้น 4. เกมเพื่อการสอน (instruction games) การใช้เกมเพื่อการเรียนการ สอนเป็นที่นิยม ใช้กันมากเนื่องจาก เป็นสิ่งที่สามารถกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความยากเรียนรู้ได้โดยง่าย ผู้สอนสามารถ ใช้เกมในการสอนและเป็นสื่อเพื่อให้ ความรู้แก่ผู้เรียนได้เช่นกันในเรื่องของกฎเกณฑ์แบบแผนของ ระบบ กระบวนการ ทัศนคติตลอดจนทักษะต่าง ๆ นอกจากนี้การใช้เกมยังช่วยเพิ่ม บรรยากาศใน การเรียนรู้ให้ดีขึ้น และช่วยมิให้ผู้เรียนเกิดอาการเหม่อลอยหรือฝัน กลางวันซึ่งเป็น อุปสรรคในการ เรียนเนื่องจากมีการแข่งขันกันจึงทำให้ผู้เรียนต้องมีการตื่นตัวอยู่เสมอ รูปแบบ บทเรียนของเกมเพื่อ การสอนคล้ายคลึงกับบทเรียนการจำลอง แต่แตกต่างกันโดยการเพิ่มบทบาท ของผู้แข่งขันเข้า ไปด้วย 5. การค้นพบ (discovery) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเองให้มาก ที่สุด โดยการเสนอปัญหาให้ผู้เรียนแก้ไขด้วยการลองผิดลองถูก หรือโดยวิธีการจัดระบบเข้ามาช่วย โปรแกรม คอมพิวเตอร์จะให้ข้อมูลแก่ผู้เรียนเพื่อช่วยในการค้นพบ นั้นจนกว่าจะ ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด ตัวอย่างเช่น นักขายที่มี ความสนใจจะขายสินค้าเพื่อเอาชนะคู่แข่ง โปรแกรมจะ จัดให้มีสินค้ามากมายหลายประเภทเพื่อให้นักขายทดลองจัด แสดงเพื่อดึงดูดความสนใจ ของลูกค้า และเลือกวิธีการดูว่าจะขายสินค้าประเภทใดด้วยวิธีการใดจึงจะทำให้ลูกค้าซื้อ สินค้าของตน เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปว่าควรจะมีวิธีการขายอย่างไรที่จะสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ 6. การแก้ปัญหา (problem – solving) เป็นการให้ผู้เรียนฝึกการคิด การ ตัดสินใจ โดย มีการกำหนด เกณฑ์ให้แล้วให้ผู้เรียนพิจารณาไปตามเกณฑ์นั้น โปรแกรมบทเรียนเพื่อ การแก้ปัญหา แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ โปรแกรมที่ให้ผู้เรียนเขียนเอง และโปรแกรมที่มีผู้เขียนไว้แล้ว เพื่อช่วยผู้เรียน ในการแก้ปัญหา ถ้าเป็นโปรแกรมที่ให้ ผู้เรียนเขียนเอง ผู้เรียนจะเป็นผู้กำหนดปัญหา และเขียนโปรแกรม สำหรับแก้ปัญหานั้น โดยที่คอมพิวเตอร์จะช่วยใน การคิดคำนวณและหาคำตอบที่
ถูกต้องให้ในกรณีนี้คอมพิวเตอร์จะเป็นเครื่องช่วยเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุถึงทักษะของการแก้ปัญหาโดย การคำนวณ ข้อมูล และจัดการสิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อนให้แต่ถ้าเป็นการแก้ปัญหาโดยใช้โปรแกรมที่มีผู้เขียนไว้แล้ว คอมพิวเตอร์จะ ทำการคำนวณในขณะที่ผู้เรียนเป็นผู้จัดการกับปัญหาเหล่านั้นเอง เช่น ในการหาพื้นที่ของที่ดิน แปลงหนึ่ง ปัญหา มิได้อยู่ที่ว่าผู้เรียนจะคำนวณหาพื้นที่ได้เท่าใด แต่ขึ้นอยู่กับ ว่าจะจัดการหาพื้นที่ ได้อย่างไรเสียก่อน ดังนี้เป็นต้น 7. การทดสอบ (test) การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการ ทดสอบมิใช่เป็นการใช้เพียงเพื่อปรับปรุง คุณภาพของแบบทดสอบเพื่อวัดความรู้ของผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้สอนมีความรู้สึกที่เป็นอิสระจากการผูกมัด ทางด้านกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการ ทดสอบได้อีกด้วย เนื่องจาก โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะสามารถช่วย เปลี่ยนแปลงการทดสอบจากแบบ แผนเก่า ๆ ของปรนัยหรือ คำถามจากบทเรียนมาเป็นการทดสอบแบบมี ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง คอมพิวเตอร์กับผู้เรียนหรือผู้ที่ได้รับ การทดสอบซึ่งเป็นที่น่าสนุกและน่าสนใจกว่า พร้อมกันนั้นก็ อาจ เป็นการสะท้อนถึงความสามารถ ของผู้เรียนที่จะนำความรู้ต่าง ๆ มาใช้ในการตอบโต้อีกด้วย 3. วัตถุประสงค์ของงานวิจัย เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาเทคโนโลยีของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ของโรงเรียนแก้งสนามนางพิทยาคม 4. นิยามศัพท์เฉพาะ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบ หนึ่ง ซึ่งใช้ ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟฟิก แผนภูมิ กราฟ วิดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือองค์ความรู้ในลักษณะที่ ใกล้เคียงกับการสอนจริงใน ห้องเรียนมากที่สุด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ผู้เรียนกลุ่มทดลองทำได้จากแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน หลังจากเรียนเนื้อหาจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีความ รับผิดชอบ สำหรับ ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแก้งสนามนางพิทยาคม ผู้เรียน หมายถึง ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแก้งสนามนางพิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน คะแนนคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังจากเรียนด้วย บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน 5. วิธีดำเนินการ 5.1 ประชากร คือ ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแก้งสนามนางพิทยาคม ที่เรียนในรายวิชาเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 5.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 8 คนโรงเรียนแก้งสนามนางพิทยาคม ที่เรียนในรายวิชาเทคโนโลยี 5.3 ตัวแปรศึกษา ตัวแปรอิสระ การเรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ตัวแปรตาม คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลักจากเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กรอบแนวคิด 10 ข้อ 5.4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีความรับผิดชอบ 2. แบบทดสอบวัดคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน(posttest) มีรูปแบบปรนัย 4 ตัวเลือก 5.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ค่าประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ โดยใช้ร้อยละ (Percentage) 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน(CAI) โดยใช้ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติทดสอบค่า ที(ttest)
3. สอบถามความคิดเห็น/ ความพึงพอใจ ของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน(CAI) โดยใช้ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Percentage) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(Standard Deviation) 5.6 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. ค่าเฉลี่ย 2. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3. หาค่าประสิทธิภาพของเครื่องมือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) E1 = ประสิทธิภาพของกระบวนการ X = คะแนนแบบฝึกหัดในแต่ละหน่วยของ บทเรียนช่วยสอน A = คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดในแต่ละหน่วยของ บทเรียนช่วยสอน N = จำนวนผู้เรียน ประสิทธิภาพของผลผลิต (E2) E2 = ประสิทธิภาพของผลผลิต Y = คะแนนของหลังเรียน b = คะแนนเต็มของคะแนนสอบหลังเรียน N = จำนวนผู้เรียน
4. ค่าร้อยละ (Percentage)(บุญชม ศรีสะอาด, 2545) 6. ผลการวิจัย การศึกษาวิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ของผู้เรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนแก้งสนามนางพิทยาคม ผู้วิจัยได้ดำเนินการเสนอผลการวิเคราะห์ ข้อมูลตามลำดับขั้นตอนดังนี้ 1.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1.2 การวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 6.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้กำหนดใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ ในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ N = จำนวนข้อมูลทั้งหมด = ค่าเฉลี่ย ΣX = ผลรวมของคะแนน S.D. = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน E1 = ประสิทธิภาพของกระบวนการ X = คะแนนแบบฝึกหัดในแต่ละหน่วยของ บทเรียนช่วยสอน A = คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดในแต่ละหน่วยของ บทเรียนช่วยสอน E2 = ประสิทธิภาพของผลผลิต Y = คะแนนของหลังเรียน b = คะแนนเต็มของคะแนนสอบหลังเรียน P = ร้อยละ F = ความถี่หรือจำนวนข้อมูลที่ต้องการหาร้อยละ P = ร้อยละ f = ความถี่หรือจำนวนข้อมูลที่ต้องการหาร้อยละ N = จำนวนข้อมูลทั้งหมด
6.2 การวิเคราะห์ข้อมูล การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่าง ก่อนเรียนและหลังเรียน ลำดับ คะแนนก่อนเรียน (E1) คะแนนหลังเรียน (E2) ค่าเฉลี่ย ̄ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 1 5 9 7 2.83 2 7 10 8.5 2.12 3 6 8 7 1.41 4 6 9 7.5 2.12 5 8 8 8 0.00 6 7 9 8 1.41 7 4 8 6 2.83 8 5 8 7 2.82 จากตารางที่ 1 พบว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีความรับผิดชอบ มีค่าเฉลี่ย 7.43 ซึ่งจะเห็นได้ว่า คะแนนของแบบทดสอบ หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงกว่า คะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนเป็นไปตามสมมติฐาน
6.3 ค่าประสิทธิภาพของเครื่องมือ ผู้ทรงคุณวุฒิได้แสดงความคิดเห็นต่อประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาของการพัฒนาบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วย สอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีความรับผิดชอบ รายวิชา เทคโนโลยี(วิทยาการคำนวณ) สำหรับ ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นการประเมินค่า 5 ระดับ ข้อคำถามจำนวน 10 ข้อ มีผลดังนี้ แบบ ประเมิน (5) (4) (3) (2) (1) จำนวน (คน) ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน เกณฑ์การ ประเมิน ข้อ 1 3 0 0 0 0 3 5.00 0.00 มากที่สุด ข้อ 2 3 0 0 0 0 3 5.00 0.00 มากที่สุด ข้อ 3 1 2 0 0 0 3 4.33 0.47 มาก ข้อ 4 0 3 0 0 0 3 4.00 0.00 มาก ข้อ 5 3 0 0 0 0 3 5.00 0.00 มากที่สุด ข้อ 6 3 0 0 0 0 3 5.00 0.00 มากที่สุด ข้อ 7 1 2 0 0 0 3 4.33 0.47 มาก ข้อ 8 1 2 0 0 0 3 4.33 0.47 มาก ข้อ 9 3 0 0 0 0 3 5.00 0.00 มากที่สุด ข้อ 10 3 0 0 0 0 3 5.00 0.00 มากที่สุด จากตารางที่ 2 การประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาของการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ค่าระดับความคิดเห็น (5) หมายถึง ดีมาก (4) หมายถึง มาก (3) หมายถึง ปานกลาง (2) หมายถึง น้อย (1) หมายถึง น้อยที่สุด เกณฑ์ค่าเฉลี่ยจากแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 4.51 – 5.00 มากที่สุด 3.51 – 4.50 มาก 2.51 – 3.50 ปานกลาง 1.51 – 2.50 น้อย 1.00 – 1.50 น้อยที่สุด
ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนแก้งสนามนางพิทยาคม ได้แสดง ความคิดเห็นต่อ ประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาของการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมี ความรับผิดชอบ รายวิชา เทคโนโลยี(วิทยาการคำนวณ) สำหรับ ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นการ ประเมินค่า 5 ระดับ ข้อคำถามจำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย และความเบี่ยงเบน มาตรฐาน เกณฑ์ในการแปลค่า ระดับความคิดเห็น มีดังนี้(บุญชม ศรีสะอาด. 2545) มีผลดังนี้ แบบประเมิน (5) (4) (3) (2) (1) จำนวน (คน) ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน เกณฑ์การ ประเมิน ข้อ 1 32 6 1 0 0 39 4.79 0.46 มากที่สุด ข้อ 2 35 6 3 0 0 44 4.73 0.58 มากที่สุด ข้อ 3 31 11 2 0 0 44 4.66 0.56 มากที่สุด ข้อ 4 37 5 2 0 0 44 4.80 0.50 มากที่สุด ข้อ 5 28 14 3 0 0 45 4.56 0.62 มากที่สุด ข้อ 6 28 14 2 0 0 44 4.59 0.58 มากที่สุด ข้อ 7 32 10 2 0 0 44 4.68 0.55 มากที่สุด ข้อ 8 33 8 2 0 0 43 4.72 0.54 มากที่สุด ข้อ 9 31 12 1 0 0 44 4.68 0.51 มากที่สุด ข้อ 10 27 14 2 0 0 43 4.58 0.58 มากที่สุด จากตารางที่ 3 การประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาของการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนโดยผู้เรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่1 ค่าระดับความคิดเห็น (5) หมายถึง ดีมาก (4) หมายถึง มาก (3) หมายถึง ปานกลาง (2) หมายถึง น้อย (1) หมายถึง น้อยที่สุด เกณฑ์ค่าเฉลี่ยจากแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 4.51 – 5.00 มากที่สุด 3.51 – 4.50 มาก 2.51 – 3.50 ปานกลาง 1.51 – 2.50 น้อย 1.00 – 1.50 น้อยที่สุด
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลจาก ปรากฏว่า ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนแก้ง สนามนางพิทยาคม ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีความรับผิดชอบ มีความแตกต่างกันโดยคะแนนแบบทดสอบหลังเรียน สูงกว่า ก่อนเรียน และสอดคล้องกับวสันต์(2553) ซึ่งผลการวิจัยพบว่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนของ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันโดยที่กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่า กลุ่มควบคุม 7. การอภิปรายผล จากการศึกษาพบว่า การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนส่งผลให้ผู้เรียนมีผลคะแนนก่อน เรียนกับหลัง เรียนต่างกัน โดยแบบทดสอบก่อนเรียนจะใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบปกติโดยไม่ใช้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) และแบบทดสอบหลังเรียนจะใช้การเรียนการสอนแบบคอมพิวเตอร์ช่วย สอน (CAI) ส่งผลให้คะแนนของ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนต่างกัน โดยที่แบบทดสอบหลัง เรียนจะมีค่าเฉลี่ยที่สูงกว่าแบบทดสอบก่อนเรียน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าทำให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นไม่เบื่อหน่าย ผู้เรียนสามารถ เรียนรู้ได้ด้วยตนเองตาม ความสามารถ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถเป็น อิสระและทำให้รู้สึกสนุกสนานตื่นเต้นและ เกิดแรงจูงใจในการเรียน เมื่อไม่เข้าใจเนื้อหาส่วนใดก็สามารถ ย้อนกลับไปทบทวนศึกษาเพิ่มเติมในเนื้อหาส่วนนั้นได้ ซึ่งจากการเก็บรวบรวมข้อมูลพบว่าผู้เรียนแสดงความคิดเห็นต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนเรื่องเครื่องมือพื้นฐาน ความคิดเห็นเช่นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทำให้กระตุ้นการจำ เพราะมีภาพ ประกอบ และมีลูกเล่นที่น่าสนใจ ทำให้การเรียนการสอนไม่น่าเบื่อ และ เข้าใจเนื้อหาในวิชานั้นมากยิ่งขึ้นด้วย มีอิสระในการเรียนรู้ซึ่งจะสอดกับคำ นิยามของคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน คือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์ รูปแบบ หนึ่งซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง แผนภูมิ กราฟฟิก วิดีทัศน์ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือองค์ ความรู้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับ การสอนจริงในห้องเรียนมากที่สุด โดยมีเป้าหมายที่สำคัญก็คือ สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และกระตุ้นให้ เกิดความต้องการที่จะเรียนรู้คอมพิวเตอร์ ช่วยสอนเป็นตัวอย่างที่ดีของสื่อการศึกษาในลักษณะตัวต่อตัว ซึ่งผู้เรียน เกิดการเรียนรู้จากการมี ปฏิสัมพันธ์หรือการโต้ตอบพร้อมการได้รับผลป้อนกลับ (Feedback) นอกจากนี้ยังเป็นสื่อ ที่สามารถ ตอบสนองความแตกต่างระหว่างผู้เรียนได้เป็นอย่างดีรวมทั้งสามารถที่จะประเมินและตรวจสอบความ เข้าใจของผู้เรียนได้ตลอดเวลา ถนอมพร(2541:7) และ ทฤษฎีปัญญานิยม (Cognitivism) เกิดขึ้น จากแนวคิดของ ชอมสกี้ เชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์นั้นเป็นเรื่องภายในจิตใจ มนุษย์ไม่ใช่ผ้าขาวที่ใส่สี อะไรลงไปก็กลายเป็นสีนั้น มนุษย์มีความนึกคิด มีอารมณ์จิตใจ และความรู้สึกภายในที่แตกต่างกัน ออกไป ดังนั้นการออกแบบบทเรียนการ สอนก็ควรคำนึงถึงความแตกต่างภายในมนุษย์ด้วย ทฤษฎีปัญญานิยม ทำให้เกิดการออกแบบในลักษณะสาขาของ คราวเดอร์ซึ่งการออกแบบบทเรียนใน ลักษณะสาขา หากเมื่อเปรียบเทียบกับบทเรียนที่ออกแบบตามแนวคิดของ พฤติกรรมนิยมแล้ว จะทำ ให้ผู้เรียนมีอิสระมากขึ้นในการควบคุมบทเรียนของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีอิสระ มากขึ้นในการ เลือกลำดับของการนำเสนอเนื้อหาบทเรียนที่เหมาะสมกับตน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ออกแบบตาม แนวคิดของทฤษฎีปัญญานิยมจะมีโครงสร้างของบทเรียนในลักษณะสาขา โดยผู้เรียนจะได้รับการ เสนอเนื้อหาใน ลำดับที่ไม่เหมือนกัน โดยเนื้อหาที่จะได้รับการนำเสนอต่อไปนั้น จะขึ้นอยู่กับ ความสามารถ ความถนัด และความ สนใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ (ถนอมพร เลาหจรัสแสง,2541, หน้า 52-55)
8. ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ ในการศึกษาในยุค Thailand 4.0 เป็นยุคที่ผู้เรียน มีความสามารถในการใช้สื่อเทคโนโลยีที่ สูงขึ้น และ เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เกิดการนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้และส่งเสริมการ เรียนรู้มีการใช้สื่อและสังคม ออนไลน์ที่มีวิจารณญาณมากขึ้น สร้างมูลค่า สร้างนวัตกรรมที่ตอบสนอง ต่อความต้องการของตัวเอง ซึ่งบทบาทของ ครูในยุคนี้จะต้องเป็นโค้ชที่ช่วยที่ช่วยส่งเสริมองค์ความรู้ที่ ผู้เรียนเกิดการจากเรียนรู้ด้วยตัวเอง สื่อการเรียนการสอน ในหลายรูปแบบมากมาย เพื่อช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการ เรียนการสอน และ ง่ายต่อการเรียนรู้และใช้งาน ดึงดูดความสนใจของผู้เรียน “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) “ก็ถูกนำมาพัฒนาเพื่อใช้ใน การเรียนการสอนในรูปแบบ มัลติมีเดียเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน โดยเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบบทเรียนที่ช่วย อำนวยความสะดวกให้กับผู้เรียนและผู้สอน ในรูปแบบ ของสื่อการเรียนการสอน โดยรวมเอา เนื้อหา รูปภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว สื่อวิดีทัศน์กระบวนการสอน การนำเสนอเนื้อหา ในรูปแบบที่น่าสนใจ ดึงดูดผู้เรียนให้อยู่กับเนื้อหา ที่เข้าใจยาก หรือเป็นแบบทบทวนบทเรียนที่ต้องใช้ทักษะในการทำงานหรือเรียนรู้สามารถเข้าถึงได้ทุกเมื่อ 1.ในการเลือกใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เครื่องมือพื้นฐาน ควรคำนึงถึง ระยะเวลาในการเรียน การสอน และกิจกรรมที่ออกแบบให้แก้ผู้เรียน ปริมาณของเนื้อหาและการ เรียงลำดับของเนื้อหาให้เหมาะสมกับ เวลา ลักษณะ และระดับความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยไม่ยากหรือง่ายจนเกินไป 2.ในการสร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนควรมีความกระจ่ายของความยากง่าย ของแบบทดสอบ และมีการหาอำนาจจำแนกและความยากง่ายของแบบทดสอบ ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1.การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรมีรูปแบบให้เลือกมากขึ้นตามลักษณะ 2.ควรมีการวิจัยในเรื่องความคงทนในการจดจำของเนื้อหาที่ได้จากบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนใน ลักษณะกันเดียวกันนี้ด้วยการทดสอบเป็นระยะ ๆ เพื่อศึกษาว่าการเรียน ด้วยบทเรียนมัลติมีเดียทำให้เกิดความ คงทนในการจดจำหรือไม่ 3.ควรมีการวิจัยผลของการใช้บทเรียนมัลติมีเดียในระดับต่าง ๆ เพื่อดูว่าผลการเรียน ด้วยบทเรียนคอมพิว เตอร์ช่วยสอน มีประโยชน์และก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างไร 9. ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 1. ได้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ที่ใช้ประกอบการเรียนการสอน เรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างมีความรับผิดชอบ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพ 2. เป็นแนวทางในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เรื่องเครื่องมือพื้นฐาน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3. ได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความแตกต่างระหว่างการเรียนแบบปกติกับการเรียนด้วย บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI
10. เอกสารอ้างอิง (กิดานันท์มลิทอง, 2548) ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สืบค้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม, 2564, จาก maitree5.blogspot: http://maitree5.blogspot.com/p/blog-page.html (พรเทพ เมืองแมน, 2544 : 7) ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สืบค้นเมื่อ วันที่ 7 สิงหาคม ,2564, จาก maitree5.blogspot: http://maitree5.blogspot.com/p/blog- page.html (นัยนา เอกบูรณวัฒน์, 2539) ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สืบค้นเมื่อ วันที่ 7 สิงหาคม ,2564, จาก xngkhprakxbkarreiynkarsxnbnweb: https://bit.ly/2ZnA18l (ถนอมพร (ตันพิพัฒน์) เลาหจรัสแสง,2541, น.19ความสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สืบค้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม, 2564, จาก muay571031469: https://bit.ly/30yocxt) (ถนอมพร (ตันพิพัฒน์) เลาหจรัสแสง,2541, น.8-10) ความสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วย สอน สืบค้นเมื่อ วันที่7 สิงหาคม, 2564, จาก muay571031469: https://bit.ly/30yocxt (กิดานันท์มลิทอง,2548: 220 - 222) ประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สืบค้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม, 2564, จาก oservice.skru : https://bit.ly/2KWJaAE (ถนอมพร (ตันพิพัฒน์) เลาหจรัสแสง,2541: 11- 12) ประเภทของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สืบค้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม, 2564, จาก oservice.skru : https://bit.ly/2KWJaAE
ภาคผนวก