เ อ ก ส า ร ป ร ะ ก อ บ ก า ร ส อ น การศึกษาค้นคว้า ว้ และสร้า ร้ งองค์ ความรู้ IS 1 การศึกษาค้นคว้า ว้ และสร้า ร้ งองค์ ความรู้ IS 1
ส า ร บั ญ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ประเด็นที่ฉันสนใจ ตั้งประเด็นปัญหาหรือตั้งคำ ถาม 1 การตั้งสมติฐาน 5 ประเด็นปัญหาและสมติฐาน 8 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 หลากหลายจากแหล่งเรียนรู้ การออกแบบ วางแผน รวบรวมข้อมูล 11 การเก็บรวบรวมข้อมูล 13 วธการแสวงหาความรของมนษย ์ 18 แหล่งเรียนรู็ 22 การอ้างอิงบรรณานุกรม 24 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เปิดประตูสู่ความจริง เทคนิคในการคิดหาวิธีแก้ไขปีัญหา 26 ข้อมูลการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ 28 การจัดกระทำ ข้อมูล 31 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ประมวลทุกสิ่งที่ค้นพบ การนำ เสนอข้อมูล 32 การวิเคราะห์และการแปลความหมายข้อมูล 35 ห น้ า
ใบความรู้ที่1 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่องการตั้งประเด็นปัญหาหรือตั้งค าถาม การใช้ค าถามเป็ นเทคนิคส ำคัญในกำรเสำะแสวงหำควำมรู้ที่มีประสิทธิภำพ เป็ นกลวิธีกำรสอนที่ก่อใหเ้กิด กำรเรียนรู้ที่พัฒนำทักษะกำรคิด กำรตีควำม กำรไตร่ตรองกำรถ่ำยทอดควำมคิด สำมำรถนำไปสู่กำรเปลี่ยนแปลง และปรับปรุงกำรจดักระบวนกำรเรียนรู้ไดเ้ป็นอยำ่งดี กำรถำมเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนกำรเรียนรู้ช่วยใหผ้เู้รียน สร้ำงควำมรู้ควำมเข้ำใจและพัฒนำควำมคิดใหม่ๆ กระบวนกำรถำมจะช่วยขยำยทกัษะกำรคิด ท ำควำมเข้ำใจให้ กระจ่ำงไดข้อ้มูลป้อนกลบัท้งั ด้ำนกำรเรียนกำรสอน ก่อใหเ้กิดกำรทบทวน กำรเชื่อมโยงระหวำ่งควำมคิดต่ำง ๆ ส่งเสริมควำมอยำกรู้อยำกเห็นและเกิดควำมทำ้ทำย กำรสังเกต (Observation) วิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์มกัจะเริ่ม จำกกำรสังเกตปรำกฏกำรณ์ต่ำงๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเรำ เมื่อได้ขอ้สังเกตบำงอยำ่งที่เรำสนใจจะทำ ใหไ้ดส้ิ่งที่ตำมมำคือ ปัญหำ (Problem) เช่น กำร สังเกต ต้นหญ้ำใต้ต้นไม้ใหญ่หรือตน้หญำ้ที่อยใู่ตห้ลงัคำมกัจะไม่งอกงำม ส่วนตน้หญำ้ ในบริเวณใกลเ้คียงกนัที่ได้รับแสงเจริญงอกงำมดี การตั้งปัญหา "แสงแดดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจริญงอกงามของต้นหญ้าหรือไม่" "แบคทีเรียในจานเพาะเชื่อเจริญช้าไม่งอกงามถ้ามีราสีเขียวอยู่ในจานเพาะเชื้อนั้น" กำรต้งัปัญหำน้นัสำ คญักวำ่กำรแกป้ ัญหำ เพรำะกำรต้งัปัญหำที่ดีและชดัเจนจะทำ ใหผ้ตู้้งัปัญหำ เกิดควำมเขำใจและ ้ มองเห็นลทำงของกำรค้นหำค ำู่ตอบเพื่อแกป้ ัญหำที่ต้งัข้ึน ดงัน้นัจึงตอ้งหมนั่ฝึกกำรสังเกต สิ่งที่สังเกตน้นัเป็น อะไร? เกิดข้ึนเมื่อไร? เกิดข้ึนที่ไหน? เกิดข้ึนไดอ้ยำ่งไร? ท ำไมจึงเป็นเช่นน้นั ? ระดับของการตั้งค าถาม กำรต้งัคำ ถำมมี2 ระดับ คือค ำถำมระดบัพ้ืนฐำน และค ำถำมระดับสูง ซ่ึงมีรำยละเอียดดงัน้ี 1) ค าถามระดับพื้นฐาน เป็ นกำรถำมควำมรู้ควำมจ ำ เป็ นค ำถำมที่ใชค้วำมคิดทวั่ ไป หรือควำมคิด ระดับต ่ำ ใชพ้ ้ืนฐำนควำมรู้เดิมหรือสิ่งที่ประจกัษใ์นกำรตอบ เนื่องจำกเป็ นค ำถำมที่ฝึกใหเ้กิดควำมคล่องตวัใน กำรตอบ ค ำถำมในระดบัน้ีเป็นกำรประเมินควำมพร้อมของผเู้รียนก่อนเรียน วินิจฉยัจุดอ่อน -จุดแข็งและ สรุปเน้ือหำที่เรียน ไปแล้วค ำถำมระดบัพ้ืนฐำนไดแ้ก่ 1.1) ค าถามให้สังเกต เป็ นค ำถำมที่ให้ผู้เรียนคิดตอบจำกกำรสังเกต เป็ นค ำถำมที่ต้องกำรให้ผู้เรียนใช้ประสำท สัมผสัท้งัหำ้ในกำรสืบคน้หำคำ ตอบ คือใช้ตำดูมือสัมผัส จมูกดมกลิ่น ลิ้นชิมรส และ หูฟังเสียง ตวัอยำ่งคำ ถำม เช่น - เมื่อนกัเรียนฟังเพลงน้ีแลว้รู้สึกอยำ่งไร - ภำพน้ีมีลกัษณะอยำ่งไร - สำรเคมีใน 2 ปี กเกอร์ต่ำงกนัอยำ่งไร - พ้ืนผิวของวตัถุเป็นอยำ่งไร 1
1.2) ค าถามทบทวนความจ า เป็ นค ำถำมที่ใช้ทบทวนควำมรู้เดิมของผู้เรียน เพื่อใช้เชื่อมโยงไปสู่ควำมรู้ใหม่ก่อน เริ่มบทเรียน ตวัอยำ่งคำ ถำม เช่น -วันวิสำขบูชำตรงกบัวนัใด - ดำวเครำะห์ดวงใดที่มีขนำดใหญ่ที่สุด - ใครเป็นผแู้ต่งเรื่องอิเหนำ - เมื่อเกิดอำกำรแพย้ำควรโทรศพัทไ์ปที่เบอร์ใด 1.3) ค าถามที่ให้บอกความหมายหรือค าจ ากัดความ เป็ นกำรถำมควำมเข้ำใจโดยกำรให้บอกควำมหมำยของข้อมูล ต่ำง ๆ ตวัอยำ่งคำ ถำม เช่น -ค ำวำ่สิทธิมนุษยชนหมำยควำมวำ่อยำ่งไร - ภำษีเงินได้บุคคลธรรมดำคืออะไร - สถิติ(Statistics) หมำยควำมวำ่อยำ่งไร - บอกควำมหมำยของPassive Voice 1.4) ค าถามบ่งชี้หรือระบุเป็ นค ำถำมที่ใหผ้เู้รียนบ่งช้ีหรือระบุคำ ตอบจำกค ำถำมให้ถูกต้อง ตวัอยำ่งคำ ถำม เช่น - ประโยคที่ปรำกฏบนกระดำนประโยคใดบ้ำงที่เป็ น Past Simple Tense -ค ำใดต่อไปน้ีเป็นคำ ควบกล้ำ ไม่แท้ -ระบุชื่อสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง - ประเทศใดบ้ำงที่เป็ นสมำชิก APEC 2) ค าถามระดับสูง เป็ นกำรถำมให้คิดค้น หมำยถึงค ำตอบที่ผู้เรียนตอบต้องใช้ควำมคิดซับซ้อน เป็ นกำร ส่งเสริมควำมคิดสร้ำงสรรคแ์ละกระตุน้ ใหผ้เู้รียนสำมำรถใชส้มองซีกซ้ำยและซีกขวำในกำรคิดหำค ำตอบ โดยอำจ ใช้ควำมรู้หรือประสบกำรณ์เดิมมำเป็นพ้ืนฐำนในกำรคิดและตอบคำ ถำม ตวัอยำ่งคำ ถำม ระดบัสูงไดแ้ก่ 2.1) ค าถามให้อธิบายเป็ นกำรถำมโดยให้ผู้เรียนตีควำมหมำยขยำยควำม โดยกำรให้อธิบำยแนวคิดของข้อมูล ต่ำง ๆ ตวัอยำ่งคำ ถำม เช่น - เพรำะเหตุใดใบไม้จึงมีสีเขียว - นกัเรียนควรมีบทบำทหนำ้ที่ในโรงเรียนอยำ่งไร - ชำวพุทธที่ดีควรปฏิบตัิตนอยำ่งไร - นักเรียนจะปฏิบตัิตนอยำ่งไรจึงจะทำ ใหร้่ำงกำยแขง็แรง 2.2) ค าถามให้เปรียบเทียบ เป็นกำรต้งัคำ ถำมให้ผู้เรียนสำมำรถจ ำแนกควำมเหมือน -ควำมแตกต่ำงของขอ้มูลได้ ตวัอยำ่งคำ ถำม เช่น - พืชใบเล้ียงคู่ต่ำงจำกพืชใบเล้ียงเดี่ยวอยำ่งไร -จงเปรียบเทียบวิถีชีวิตของคนไทยในภูมิภำคตำ่ง ๆ ของประเทศไทย - DNA กบั RNA แตกต่ำงกนัหรือไม่อยำ่งไร - สังคมเมืองกบัสังคมชนบทเหมือนและต่ำงกนัอยำ่งไร 2
2.3) ค าถามให้วิเคราะห์เป็ นค ำถำมให้ผู้เรียนวิเครำะห์แยกแยะปัญหำจดัหมวดหมู่วิจำรณ์แนวคิด หรือบอก ควำมสัมพันธ์และเหตุผล ตวัอยำ่งคำ ถำม เช่น -อะไรเป็ นสำเหตุที่ท ำใหเ้กิดภำวะโลกร้อน -วฒันธรรมแบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้ำง - สำเหตุใดที่ท ำให้นำงวันทองถูกประหำรชีวิต -กำรติดยำเสพติดของเยำวชนเกิดจำกสำเหตุใด 2.4) ค าถามให้ยกตัวอย่าง เป็ นกำรถำมให้ผู้เรียนใช้ควำมสำมำรถในกำรคิดน ำมำยกตวัอยำ่ง ตวัอยำ่งคำ ถำม เช่น -ร่ำงกำยขบัของเสียออกจำกส่วนใดบำ้ง -ยกตวัอยำ่งกำรเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล์ - หินอัคนีสำมำรถน ำไปใช้ประโยชน์ได้อยำ่งไรบำ้ง -อำหำรคำวหวำนในพระรำชนิพนธ์กำพยเ์ห่ชมเครื่องคำวหวำนไดแ้ก่อะไรบำ้ง 2.5) ค าถามให้สรุป เป็ นกำรใช้ค ำถำมเมื่อจบบทเรียน เพื่อใหท้รำบวำ่ผเู้รียนไดร้ับควำมรู้หรือมีควำมกำ้วหนำ้ใน กำรเรียนมำกน้อยเพียงใด และเป็นกำรช่วยเนน้ย้ำ ควำมรู้ที่ได้เรียนไปแล้ว ท ำให้สำมำรถจดจ ำเน้ือหำไดด้ียงิ่ข้ึน ตวัอยำ่งคำ ถำม เช่น -จงสรุปเหตุผลที่ท ำให้พระเจ้ำตำกสินทรงย้ำยเมืองหลวง - เมื่อนกัเรียนอ่ำนบทควำมเรื่องน้ีแลว้นกัเรียนไดข้อ้คิดอะไรบำ้ง -จงสรุปแนวทำงในกำรอนุรักษ์ทรัพยำกรน้ำ เพอื่ใหเ้กิดคุณค่ำสูงสุด -จงสรุปข้นัตอนกำรทำ ผ้ำบำติค 2.6) ค าถามเพื่อให้ประเมินและเลือกทางเลือกเป็ นกำรใช้ค ำถำมที่ให้ผู้เรียนเปรียบเทียบ หรือใช้วิจำรณญำณในกำร ตัดสินใจเลือกทำงเลือกที่หลำกหลำย ตวัอยำ่งคำ ถำมเช่น -กำรวำ่ยน้ำ กบักำรวิ่งเหยำะอยำ่งไหนเป็นกำรออกกำ ลงักำยที่ดีกวำ่กนั เพรำะเหตุใด -ระหวำ่งน้ำ อดัลมกบันมอยำ่งไหนมีประโยชนต์ ่อร่ำงกำยมำกกวำ่กนั เพรำะเหตุใด - ดินร่วนดินทรำยและดินเหนียวดินชนิดใดเหมำะแก่กำรปลูกมะม่วงมำกกวำ่กนัเพรำะเหตุใด -ไก่ทอดกบัสลดัไก่นักเรียนจะเลือกรับประทำนอำหำรชนิดใด เพรำะเหตุใด 2.7) ค าถามให้ประยุกต์เป็นกำรถำมใหผ้เู้รียนใชพ้ ้ืนฐำนควำมรู้เดิมที่มีอยมู่ำประยกุตใ์ชใ้น สถำนกำรณ์ใหม่หรือใน ชีวิตประจ ำวัน ตวัอยำ่งคำ ถำมเช่น - นกัเรียนมีวิธีกำรประหยดัพลงังำนอยำ่งไรบำ้ง - เมื่อนักเรียนเห็นเพื่อนในห้องขำแพลง นักเรียนจะท ำกำรปฐมพยำบำลอยำ่งไร - นักเรียนน ำปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยกุตใ์ชใ้นกำรดำ เนินชีวิตประจ ำวนัอยำ่งไรบำ้ง - นักเรียนจะท ำกำรส่งขอ้ควำมผำ่นทำงอีเมลลไ์ดอ้ยำ่งไร 3
2.8) ค าถามให้สร้างหรือคิดค้นสิ่งใหม่ๆ หรือผลิตผลใหม่ๆเป็ นลักษณะกำรถำมให้ผู้เรียนคิดสร้ำงสรรค์ผลงำน ใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำ กบัผอู้ื่นหรือที่มีอยแู่ลว้ตวัอยำ่งคำ ถำมเช่น -กระดำษหนังสือพิมพท์ ี่ไม่ใชแ้ลว้ สำมำรถน ำไปประดิษฐข์องเล่นอะไรไดบ้ำ้ง -กล่องหรือลงัไมเ้ก่ำ ๆ สำมำรถดดัแปลงกลบัไปใชใ้หเ้กิดประโยชน์ไดอ้ยำ่งไร - เส้ือผำ้ที่ไม่ใชแ้ลว้ นักเรียนจะน ำไปดดัแปลงเป็นสิ่งใดเพื่อใหเ้กิดประโยชน์ - นักเรียนจะน ำกระดำษที่ใชเ้พียงหนำ้เดียวมำประดิษฐเ์ป็นสิ่งใดบำ้ง กำรต้งัคำ ถำมระดับสูงจะท ำใหผ้เู้รียนเกิดทกัษะกำรคิดระดบัสูงและเป็ นคนมีเหตุผลผเู้รียนไม่เพียงแต่จดจำควำมรู้ ข้อเทจ็จริงไดอ้ยำ่งเดียวแต่สำมำรถนำ ควำมรู้ไปใชใ้นกำรแกป้ ัญหำวิเครำะห์และ ประเมินสิ่งที่ถำมได้นอกจำกน้ี ยงัช่วยใหผ้เู้รียนเขำ้ใจสำระสำ คญัของเรื่องรำวที่เรียนไดอ้ยำ่งถูกตอ้งและกระตุ้นให้ผู้เรียนค้นหำข้อมูลมำตอบ ค ำถำมด้วยตนเองกำรตอบค ำถำมระดับสูงผู้สอนต้องให้เวลำผู้เรียนใน กำรคิดหำค ำตอบเป็นเวลำมำกกวำ่กำรตอบ ค ำถำมระดบัพ้ืนฐำน เพรำะผู้เรียนต้องใช้เวลำในกำรคิดวิเครำะห์อยำ่งลึกซ้ึงและมีวิจำรณญำณในกำรตอบคำ ถำม ควำมผิดพลำดอยำ่งหน่ึงของกำรต้งัคำ ถำมคือกำรถำมแล้ว ต้องกำรค ำตอบในทันทีโดยไม่ใหเ้วลำผเู้รียนในกำรคิด หำค ำตอบ 4
ใบความรู้ที่2 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่องการตั้งสมมติฐาน 1. สมมติฐาน หมายถึงความเชื่อของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือของกลุ่มใดกลุ่มหน่ึงหรืออาจกล่าวไดว้า่ สมมติฐานเป็ น สิ่งที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลคาดวา่จะเกิดข้ึนโดยที่ความเชื่อหรือสิ่งที่คาดน้นัจะเป็นจริงหรือไม่ก็ได้เช่น - เจา้ของร้านคา้ปลีกคาดวา่จะมีกา ไรสุทธิจากการขายสินคา้ต่อปีไม่ต่า กวา่ 500,000 บาท - หัวหน้าพรรคการเมือง A .....คาดวา่การเลือกต้งัสมาชิกสภาผแู้ทนราษฎรในคราวหน้าพรรคอื่นๆ จะได้ ที่นงั่ในสภาต่า กวา่ 50% ของท้งัหมด -คาดวา่รายไดเ้ฉลี่ยต่อเดือนของประชากรในจงัหวดัพิษณุโลกเท่ากบั 15,000 บาท 2. ความแตกต่างของสมมติฐานกับการพยากรณ์ การต้งัสมมติฐาน คือการท านายผลล่วงหนา้โดยไม่มีหรือไม่ทราบ ความสัมพนัธ์เกี่ยวขอ้งระหวา่งขอ้มูล การพยากรณ์คือการท านายผลล่วงหนา้โดยการมีหรือทราบความสัมพนัธ์ระหวา่งขอ้มูลที่เกี่ยวขอ้ง ในการท านาย ล่วงหนา้ 3. หลกัการต้ังสมมุติฐาน 1) สมมติฐานตอ้งเป็นขอ้ความที่บอกความสัมพนัธ์ระหวา่ง ตัวแปรต้น กบั ตัวแปรตาม 2) ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ อาจต้งัหน่ึงสมมติฐานหรือหลายสมมติฐานก็ไดส้มมติฐานที่ต้งัข้ึน อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ดงัน้นัจา เป็นตอ้งมีการทดลองเพื่อตรวจสอบวา่สมมติฐานที่ต้งัข้ึนน้นัเป็นที่ยอมรับ หรือไม่ซ่ึงจะทราบภายหลังจาก การทดลองหาค าตอบแลว้ตวัอยา่งการต้งัสมมติฐาน อะไรมีผลต่อความเร็วรถ(ความเร็วรถขึน้อยู่กบัปัจจัยอะไรบ้าง) สมมติวา่ นักเรียนเลือกขนาดของยางรถยนต์เป็ นตัวแปรที่ต้องการทดสอบ ก็อาจ ต้งัสมมติฐานไดว้า่เมื่อ ขนาดของยางรถยนตใ์หญ่ข้ึน ความเร็วของรถยนต์จะลดลง (ตัวแปรต้น : ขนาดของยางรถยนต์) (ตัวแปรตาม : ความเร็วของรถยนต์) ความหมายของตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ตัวแปรควบคมุ ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระคือ สิ่งที่ตอ้งการศึกษา เป็นตวัแปรที่ถูกกา หนดข้ึนมา ตัวแปรตาม คือผลที่เกิดจากการกระทา ของตวัแปรตน้ตวัแปรตามน้ีจะเปลี่ยนแปลงไปตามตวัแปรตน้ ตัวแปรควบคุม คือ สิ่งที่อาจส่งผลทา ใหก้ารทดลองคลาดเคลื่อน ดงัน้นัจึงตอ้งตอ้งควบคุมใหเ้หมือนกนั เท่ากนั ในการทดลอง 5
ตัวอย่างเช่น การทดลองเรื่องชนิดของดินมีผลตอ่การเจริญเติบโตของตน้มะม่วงหรือไม่ ตวัแปรตน้คือ ดินแต่ละชนิด ตวัแปรตาม คืออตัราการเจริญเติบโตของตน้มะม่วง ตวัแปรควบคุม คือ น้า ปุ๋ยแสง ตัวอย่างเช่น เด็กชายมงักรตอ้งการศึกษาวา่ดินตา่งชนิดกนัมีผลต่อความสูงของตน้พืชหรือไม่ทา การ ทดลองโดยปลูกตน้ถวั่เขียวลงในกระถางที่มีขนาดเท่าๆกนั โดยกระถางแต่ละใบใส่ดิน 3 ชนิดคือ ดินเหนียว ดิน ร่วน ดินทรายรดน้า ปกติทา การทดลองเป็นเวลาสองสัปดาห์ ตัวแปรต้น ของการทดลองน้ีก็คือ ชนิดของดินที่เราใชป้ลูกตน้ถวั่เขียวนนั่เอง (เปลี่ยนชนิดของดิน เพื่อดู ความสูงของตน้ถวั่เขียววา่เหมือนกนัหรือไม่) ตัวแปรตาม ของการทดลองน้ีคือความสูงของตน้ถวั่เขียว(เป็นผลของการทดลอง เป็นสิ่งที่เราตอ้งเก็บค่า) ส่วนตัวแปรควบคุมคือ พนัธุ์ของถวั่เขียวที่ปลูก, ปริมาณน้า ที่รด,ปริมาณแสง,ขนาดกระถาง เป็ นต้น (เป็ น สิ่งที่เราตอ้งควบคุม สมมติวา่ถา้กระถางหน่ึงรดน้า อีกกระถางหน่ึงไม่ไดร้ด ก็อาจทา ใหค้วามสูงของตน้ถวั่เขียว แตกต่างกนัก็ได้ 4. การตั้งสมมติฐานที่ดีควรมีลกัษณะดงัน้ี 1) เป็นสมมติฐานที่เขา้ใจง่าย มักนิยมใช้วลี"ถ้า...ดงัน้นั " 2) เป็นสมมติฐานที่แนะลู่ทางที่จะตรวจสอบได้ 3) เป็ นสมมติฐานที่ตรวจได้โดยการทดลอง 4) เป็นสมมติฐานที่สอดคลอ้งและอยใู่นขอบเขตขอ้เทจ็จริงที่ไดจ้ากการสังเกตและสัมพนัธ์กบั ปัญหา ที่ต้งัไว้ สมมติฐานที่เคยยอมรับอาจลม้เลิกไดถ้า้มีขอ้มูลจากการทดลองใหม่ๆ มาลบล้างแต่ก็มีบางสมมติฐาน ที่ไม่มีขอ้มูล จากการทดลองมาคดัคา้นท่าใหส้มมติฐานเหล่าน้นัเป็นที่ยอมรับวา่ถูกตอ้ง เช่น สมมติฐานของเมนเดลเกี่ยวกบั หน่วยกรรมพนัธุ์ซึ่งเปลี่ยนกฎการแยกตัวของยีน หรือสมมติฐานของอโวกาโดรซึ่งเปลี่ยนเป็ นกฎของอโวกาโดร 6
ตัวอย่างการตั้งลมมติฐาน ข้อสงสัย/ข้อสังเกต/ปัญหา “ท าไมหญา้บริเวณใตต้น้ ไมจ้ึงไม่งอกงามเท่าหญา้ที่อยกู่ลางแจง้” ประเด็นปัญหา “แสงแดดมีส่วนเกี่ยวขอ้งกบัการเจริญงอกงามของตน้หญา้หรือไม่” สมมติฐาน “ถ้าแสงแดดมีส่วนเกี่ยวขอ้งกบัการเจริญงอกงามของตน้หญา้” ดังนั้น “ตน้หญา้บริเวณที่ไม่ไดร้ับแสงแดดจะไม่งอกงามหรือตายไป” หรือ"ถ้าแสงแดดมีส่วนเกี่ยวขอ้งกบัการเจริญงอกงามของตน้หญา้” ดังนั้น “ต้นหญ้าบริเวณที่ได้รับแสงแดดจะเจริญงอกงาม” ข้อสงสัย/ข้อสังเกต/ปัญหา “ความเร็วรถข้ึนอยกู่บั ปัจจยัอะไรบา้ง” ประเด็นปัญหา "ขนาดของยางรถยนตม์ ีผลต่อความเร็วของรถยนตห์รือไม่" สมมติฐาน "เมื่อขนาดของยางรถยนตใ์หญ่ข้ึน ความเร็วของรถยนต์จะลดลง" ข้อสงสัย/ข้อลังเกต/ปัญหา "นกัเรียนช้นัมธัยมศึกษาปีที่3/.....ชอบอ่านหนงัสือประเภทใด" ประเด็นปัญหา "ศึกษาพฤติกรรมการเลือกอ่านหนงัสือของนกัเรียนช้นัมธัยมศึกษาปีที่ ..." สมมติฐาน "ถา้นกัเรียนช้นัมธัยมศึกษาปีที่.......มีนิสัยชอบเพ้อฝัน ดงัน้นันกัเรียน ช้นัมธัยมศึกษาปีที่.....ชอบอ่าน หนังสือนวนิยาย" ประเด็นปัญหา เพื่อหาชนิดของผา้ที่เหมาะสมในการเพิ่มประสิทธิภาพของไมป้ ัดฝ่นุ สมมติฐาน ผา้ที่ใชป้ ัดฝ่นุต่างชนิดกนัจะมีผลต่อประสิทธิภาพของไมป้ ัดฝ่นุต่างกนั ตัวแปรต้น ชนิดของผ้า ตัวแปรตาม ประสิทธิภาพของไม้ปัดฝุ่ น ตัวแปรควบคุม พ้ืนที่ผิวของภาชนะ,ความยาวผ้า, ความกว้างของผ้า,ความเร็วของการปัดฝุ่ น,เวลาที่ปัดฝุ่ น (การวิจัยเชิงส ารวจไม่ต้องตั้งสมมติฐานก็ได้) 7
ใบความรู้ที่3 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่อง ประเด็นปัญหาและสมมติฐาน การตั้งประเด็นปัญหา การวิจัยเป็ นการหาค าตอบที่อยากรู้ที่สงสัย ที่เป็ นปัญหาข้องใจแต่คา ตอบน้นัตอ้งเชื่อถือได้ไม่ใช่การคาดเดา หรือ คิดสรุปไปเองโดยใช้ความรู้สึกวิธีการหาค าตอบจึงต้องเป็ นกระบวนการข้นัตอนอยา่งเป็น ระบบ ตวัอยา่ง เช่น ถา้ตอ้งการทราบวา่นกัเรียนช้นัมธัยมศึกษาปีที่3/.....โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 3 ชอบอ่านหนงัสือ ประเภทใด จะคาดเดาเองหรือไปสอบถามนักเรียนเพียงหนึ่งคน สองคนแลว้มาสรุปวา่นกัเรียนช้นัมธัยมศึกษาปีที่3/..... โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 3 ชอบอ่านหนงัลือประเภทน้นั ประเภทน้ีไม่ได้แต่ตอ้งทา แบบสอบถามให้นักเรียน ช้นัมธัยมศึกษาปีที่3/.....โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 3 เป็ น ผู้ตอบแล้วน ามาสรุปค าตอบข้อค้นพบที่ได้เป็ นต้น ผลที่ได้จากการท าวิจัย นอกจากจะได้ค าตอบที่ต้องการแล้วผวู้ิจยัเองก็ไดป้ระโยชน์จากการท าวิจัยคือการเป็ นคน ช่างคิด ช่างสังเกต ศึกษาค้นคว้าหาความรู้และเขียนเรียบเรียงอยา่งเป็นระบบ นอกจากน้นัการวิจยัจะเกิดประโยชน์ ในภาพรวม ดงัน้ี 1. การวิจัยท าใหเ้กิดความรู้ทางวิชาการใหม่ๆ 2. การวิจัยท าใหเ้กิดนวตักรรม สิ่งประดิษฐ์แนวคิดใหม่ๆ 3. การวิจยัช่วยตอบคา ถามที่อยากรู้ให้เข้าใจปัญหาและช่วยในการแกป้ ัญหา 4. การวิจยัช่วยในการวางแผนและตดัสินใจ 5. การวิจยัช่วยใหท้ราบผลและขอ้บกพร่องจากการดา เนินงาน การค้นหาความรู้ความจริงและตรวจสอบความถูกต้องความรู้ความจริงของ ชาร์ล ดาร์วิน ( Charles Darwin ) ซ่ึงปัจจุบนัเรียกวา่ วิธีการทางวิทยาศาสตร์(Scientific Method) เป็ นวิธีการหาความรู้ความจริงที่น่าเชื่อถือ ที่สุดการวิจัยได้น าเอาวธิีการทางวิทยาศาสตร์น้ีข้ึนมาประยกุตเ์ป็นกระบวนการวจิยั ประกอบด้วย5 ข้นัตอน ดงัน้ี 1. ขั้นปัญหา (Problem) เป็นข้นัตอนที่เราสังเกตพบปัญหาความตอ้งการความรู้ความจริงหน่ึงวา่ มีเหตุการณ์หรือ สภาพการณ์เป็นอยา่งไร มีเหตุหรือปัจจัยอะไรที่ท าใหเ้กิดเหตุการณ์หรือสภาพเหตุการณ์น้นั 2. วิธีตั้งสมมติฐาน (Hypothesis) ในข้นัตอนน้ีเราจะตอ้งศึกษาทบทวนความรู้เดิมมาประกอบการ พิจารณาวา่ ค าตอบของปัญหาในช้นัที่1 น้นัจะเป็นอยา่งไร ซ่ึงเรียกวา่การต้งัสมมติฐาน ซึ่งจะเป็ นแนวในการ ตรวจสอบวา่ สมมติฐานที่ต้งัข้ึนจะเป็นจริงหรือไม่ 3. ข้ันรวบรวมข้อมูล(Gathering Data) ในช้นัน้ีเราจะทา การเก็บรวบรวมขอ้มูลที่เกี่ยวขอ้ง มาอยา่ง เพียงพอและตรง กบัสิ่งทีต้องการศึกษา 4.ข้ันวิเคราะห์ข้อมูล(Analysis)ในช้นัน้ีจะเป็นการนา ข้อมูลที่รวบรวมมาท าการวิเคราะห์เพื่อ มาหาลกัษณะร่วม หรือสอดคลอ้งกนัของขอ้มูลเหล่าน้นัและพิจารณาวา่ขอ้มูลเหล่าน้ีมีกี่ลกัษณะและแตกต่างอยา่งไรเป็ นต้น 5. ข้ันสรุป (Conclusion) ในข้นัตอนน้ีนาผลการวิเคราะห์มาแปลผลและตีความผลการวิจยัที่พบอนัเป็นการสรุป ผลการวิจัย 8
กระบวนการและขั้นตอนการท าวิจัยอย่างง่าย 1. ขั้นปัญหา (Problem) เป็นข้นัตอนที่เราสังเกตพบปัญหาความตอ้งการความรู้ความจริงหน่ึงวา่มีเหตุการณ์หรือ สภาพการณ์เป็นอยา่งไร มีเหตุหรือปัจจัยอะไรที่ท าใหเ้กิดเหตุการณ์หรือสภาพเหตุการณ์น้นัการต้งัประเด็นปัญหา น้นัสา คญักวา่ ปัญหา เพราะการต้งัประเด็นปัญหาที่ดีและชดัเจนจะทาใหผ้ตู้้งัปัญหาเกิด ความเข้าใจและมองเห็น ลู่ทางของการคน้หาคา ตอบเพื่อแกป้ ัญหาที่ต้งัข้ึน 2. การสังเกตและการตั้งปัญหา (Observation problem) การสังเกต (Observation) วิธีทางการวิทยาศาสตร์มกัจะเริ่มจากการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ที่อยรู่อบตวั เรา เมื่อได้ขอ้สังเกตบางอยา่งที่เราสนใจจะทา ใหไ้ดส้ิ่งที่ตามมาคือ ปัญหา (Problem) เช่น การ สังเกต ต้นหญ้าใต้ ต้นไม้ใหญ่หรือตน้หญา้ที่อยใู่ตห้ลงัคามกัจะไม่งอกงาม ส่วนตน้หญา้บริเวณใกลเ้คียงที่ไดร้ับ แสงแดดเจริญงอก งามได้ดี การตั้งปัญหา "แสงแดดมีส่วนเกี่ยวขอ้งกบัการเจริญงอกงามของตอ้นหญา้หรือไม่" ดงัน้นัการต้งัประเด็น ปัญหาตอ้งหมนั่ 'ฝึกการสังเกตสิ่งที่สังเกตน้นั เป็ นอะไรเกิดข้ึนเมื่อใด เกิดข้ึนที่ไหน เกิดข้ึนไดอ้ยา่งไร ท าไมถึงเป็ น เช่นน้นัข้นัตอนแรกของการวิจยัมกัจะเริ่มตน้จากผวู้ิจยัอยากรู้อะไร มีปัญหาข้อสงสัยอะไรเป็นข้นัตอน การ กา หนดค าถามวิจัย/ปัญหาวิจัย ตวัอยา่งคา ถามการวิจัย/ปัญหาการวิจัย(การต้งัประเด็นปัญหา) - นกัร้องในดวงใจวยัรุ่นคือใคร นกัการเมืองในดวงใจวยัรุ่นคือใคร -วยัรุ่นใชเ้วลาวา่งทา อะไร -การศึกษาผลการจัดบัญชีครัวเรือนของ... -วิธีการเล้ียงดูของผปู้กครองที่ลดพฤติกรรมของบุตร -วิธีการลดสภาวะโลกร้อนของนักเรียนในโรงเรียน.. -การส ารวจความพึงพอใจของนักเรียนโรงเรียน..ในการใช้ห้องไอซีที- -การใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่กบัแม่แรงเพื่อบังคับล้อรถยนต์ -การผลิตเซลล์พลังงานไฟฟ้าด้วยวิธีการหมักกล้วยหยวก -การส ารวจพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ของนักเรียนในโรงเรียน.. -การส ารวจพฤติกรรมการให้ของขวัญของนักเรียนในโรงเรียน.. -การส ารวจการเลือกอ่านหนงัสือนอกเวลาของนกัเรียน.. -การส ารวจพฤติกรรมการเช้าวัดของนักเรียน.. -ผลกระทบที่เกิดจากสภาวะนา้มนัแพงของผปู้กครองนกัเรียนโรงเรียน.. -ผลกระทบที่เกิดจากการไม่ไดอ้าศยักบับิดามารดาของนกัเรียน.. -ส ารวจความนิยมและเหตุผลของนักเรียนมัธยมศึกษาปี ที่3ของโรงเรียน… ต่อการเลือกเรียนใน สถาบันกวดวิชา -ความคิดเห็นของนกัเรียนช้นั ...ปี การศึกษา..ที่มีโปรแกรมเรียนอังกฤษแบบเข้ม 9
-ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารเสริมด้านความงามของ.. -ส ารวจพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มของนักเรียน -ศึกษาสาเหตุของความเครียดและวิธีคลายเครียดของ.. -การศึกษาการใช้โปรแกรม Facbook ของนักเรียน.. -การศึกษาและส ารวจปัญหาด้านตัวนักเรียนและด้านสภาพแวดล้อม -ส ารวจพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ของนกัเรียน.. -ความพึงพอใจต่อสิ่งอา นวยความสะดวกของนักเรียน.. -พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งของนกัเรียน -วฒันธรรมต่างชาติมีอิทธิพลต่อนกัเรียน -การส ารวจการมีมารยาทในการใช้ห้องสมุดของนักเรียน -การส ารวจพฤติกรรมการท าความสะอาดของนกัเรียนระดบัช้นั .... -การผลิตน้ายาขัดรองเท้าจากเปลือกส้ม -การผลิตแชมพูสุนขัจากใบนอ้ยหน่า -การศึกษาสมุนไพรที่มีผลต่อการดบักลิ่นเทา้ -การส ารวจพฤติกรรมการใชผ้งชูรสในการประกอบอาหารของแม่คา้โรงเรียน..... -การเปรียบเทียบวิธีการบ าบดันา้เสียระหวา่งการกรองดว้ยผกัตบชวากบั การบาบัดด้วย EM ที่มีประสิทธิภาพมาก ที่สุด -การศึกษาประสิทธิภาพของสมุนไพรในการยบัย้งัการเจริญเติบโตของเช้ือราในถวั่ลิสง -การศึกษาการชาร์จแบตเตอรรี่เครื่อง MP 3 ด้วยมะนาว -การเปรียบเทียบการปลกูผกัแบบไฮโดรโปนิกส์ที่ใชปุ้ยสารละลายธาตุอาหารกบั ปุ๋ยชีวภาพ -การฟังดนตรีคลาสสิค ป๊ อป และร็อคที่มีต่อความสามารถในการจดจา -การสกดัสีจากวสัดุธรรมชาติเพื่อนามาใชแ้ทนสีนา้ -การส ารวจความคิดเห็นเกี่ยวกบัการจดัแข่งขนักีฬาสีภายในโรงเรียน.... -การส ารวจความรู้และความคิดเห็นเกี่ยวกบัเทคโนโลยรีะบบ 3 G ของนักเรียน.... -การศึกษาความสดของดอกไม้เมื่อปักไวใ้นสารละลายต่างชนิดกนั -การศึกษาการใชเ้วลาวา่งของนกัเรียน... -การศึกษาปัญหาการติดเกมของนักเรียน.... -ฯลฯ 10
ใบความรู้ที่4 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่องการออกแบบ วางแผน รวบรวมข้อมูล การตรวจสอบสมมติฐาน จะตอ้งยดึขอ้กำ หนดสมมติฐำนไว้เป็นเหลักเสมอ(เนื่องจำกสมมติฐำนที่ดีได้แนะน ำ ลู่ทำงกำรตรวจสอบและออกแบบกำรตรวจสอบไวแ้ลว้) โดยกำรตรวจสอบสมมติฐำนน้ีไดจ้ำกกำรสังเกต และกำร รวบรวมขอ้เทจ็จริงต่ำงๆ ที่เกิดจำกประสบกำรณ์ธรรมชำติ การทดลอง เป็นกระบวนกำรปฏิบัติหรือหำค ำตอบหรือตรวจสอบสมมติฐำนที่ต้งัไวโดยกำรทดลอง เพื่อ ท ำกำรค้นคว้ำหำข้อมูลและตรวจสอบดูวำ่สมมติฐำนขอ้ใดเป็นคำ ตอบที่ถูกต้องที่สุด ประกอบดว้ยกิจกรรม 3 กระบวนกำรคือ 1. การออกแบบการทดลองคือกำรวำงแผนกำรทดลองก่อนที่จะลงมือปฏิบตัิจริงโดยใหส้อดคลอ้งกบั สมมติฐำนที่ต้งัไวเ้สมอและควบคุมปัจจยัหรือตวัแปรต่ำงๆ ที่มีผลต่อกำรทดลองแบ่งไดเ้ป็น 3 ชนิด คือ 1.1 ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น (Independent Variable or Manipulated Variable) คือ ปัจจัยที่เป็นสำเหตุ ท ำใหเ้กิดผลกำรทดลองหรือตัวแปรที่ต้องศึกษำท ำกำรตรวจสอบดูวำ่เป็นสำเหตุที่ก่อให้เกิดผลเช่นกนั 1.2 ตัวแปรตำม (Dependent Variable) คือผลที่เกิดจำกกำรทดลอง ซึ่งต้องใช้วิธีกำร สังเกตหรือวัดผลด้วย วิธีกำรต่ำงๆ เพื่อเก็บขอ้มูลไว้และจะเปลี่ยนแปลงไปตำมตัวแปรอิสระ 1.3 ตัวแปรที่ต้องควบคุม (Control Variable) คือปัจจัยอื่นๆ ที่นอกเหนือจำกตัวแปรต้นที่ มีผลต่อกำร ทดลองและตอ้งควบคุมใหเ้หมือนกนัทุกชุดกำรทดลอง เพื่อป้องกนัไม่ใหผ้ลกำรทดลองเกิดควำม คลำดเคลื่อนใน กำรตรวจสอบสมมติฐำนนอกจำกจะควบคุมปัจจยัที่มีผลต่อกำรทดลองจะตอ้งแบ่งชุดกำรทดลองออกเป็น 2 ชุด ดงัน้ี ชุดทดลอง หมำยถึง ชุดที่เรำใช้ศึกษำผลของตัวแปรอิสระ ชุดควบคมุหมำยถึง ชุดของกำรทดลองที่ใช้เป็นมำตำฐำนอ้ำงอิง เพื่อเปรียบเทียบ ข้อมูลที่ได้จำกกำรทดลอง ซึ่งชุด ควบคุมน้ีจะมีตวัแปรต่ำงๆ เหมือนชุดทดลองแต่จะแตกต่ำงจำกชุดทดลอง เพียง 1 ตวัแปรเท่ำน้นั คือตัวแปรที่เรำจะ ตรวจสอบหรือตัวแปรอิสระ 2. การปฏิบัติการทดลอง ในกิจกรรมน้ีจะลงมือปฏิบัติกำรทดลองจริงโดยจะด ำเนินกำรไปตำม ข้นัตอนที่ ได้ออกแบบไว้และควรจะทดลองซ้ำ ๆ หลำยๆ คร้ังเพื่อใหแ้น่ใจวำ่ ไดผ้ลเช่นน้นัจริง 3. การบันทึกผลการทดลอง หมำยถึงกำรจดบนัทึกที่ไดจ้ำกกำรทดลองซ่ึงขอ้มูลที่ไดน้้ีสำมำรถรวบรวมไว้ ใช้ส ำหรับยนืยนัวำ่สมมติฐำนที่ต้งัไวถู้กตอ้งหรือไม่ในบำงคร้ังขอ้มูลอำจไดม้ำจำกกำรสร้ำงขอ้เทจ็จริง เอกสำร จำกกำรสังเกตปรำกฏกำรณ์หรือจำกกำรซักถำมผู้รอบรู้แล้วน ำขอ้มูลที่ไดม้ำน้นั ไปแปรผลและลงขอ้สรุปในต่อไป ดงัน้นั กำรรวบรวมข้อมูลเป็น สิ่งจำ เป็นในวิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์ตวัอยำ่ง เมื่อคำดคะเนค ำตอบวำ่ "แสงแดดท ำให้ ต้นหญ้ำเจริญงอกงำม ดงัน้นั ต้นหญ้ำที่ถูกแสงแดด จะเจริญงอกงำม ส่วนตน้หญำ้ที่ไม่ถูกแสงแดดจะไม่เจริญงอก งำมหรือเฉำตำยไป" ดงัน้นั ในช้นัน้ีจะเป็นข้นัที่จะตรวจสอบวำ่ ค ำตอบที่เรำคำดคะเนไวน้้ีจะถูกตอ้งหรือไม่โดยอำจ ออกแบบกำรทดลองไดด้งัน้ี 11
น ำต้นหญ้ำ (หรือพืชชนิดอื่นก็ไดเ้ช่นถวั่เขียวที่ตอ้งเหมือนกนัท้งั 2 กลุ่มชุดกำรทดลอง) ปลูกในทีมีแสงแดด ส่วน อีกหน่ึงกลุ่มปลูกใชส้ ังกะสีมำครอบไวไ้ม่ใหไ้ดร้ับแสงแดด (จัดชุดกำรทดลองและชุด ควบคุมใหเ้หมือนกนัทุก ประกำรยกเวน้กำรไดร้ับแสงแดดกบัไม่ไดร้ับแสงแดด) ท ำกำรควบคุมท้งัปริมำณน้ำ ที่รดท้งั 2 กลุ่มน้ีเท่ำๆ กนั ประมำณ 2 สัปดำห์ท ำกำรสังเกตและบันทึกผล -ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระคือแสงแดด -ตัวแปรตำม คือ ต้นหญ้ำเจริญงอกงำม (หรือกำรเจริญเติบโตของต้นหญ้ำ) -ตัวแปรที่ต้องควบคุม คือ ปริมำณน้ำ , ชนิดของดิน, ปริมำณของดิน, ชนิดของกระถำงที่ใช้ปลูก, ชนิดของ ต้นหญ้ำ น ำขอ้มูลที่ไดม้ำวิเครำะห์หำคำ่เฉลี่ยควำมสูงของตน้หญำ้ หรือกำรน ำจ ำนวนใบของต้นหญ้ำ ซึ่งเรำ พบวำ่ ตน้หญำ้ที่ไดร้ับแสงแดดจะเจริญเติบโตงอกงำมดีส่วนตน้หญำ้ที่ไม่ไดร้ับแสงแดดจะมีสีเหลืองหรือสีขำว ซีด และ ไม่งอกงำม จำกน้นัก็สรุปผลกำรทดลอง 12
ใบความรู้ที่5 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่องการเกบ็รวบรวมข้อมูล ข้นัตอนสำ คัญในกำรท ำวิจัย หลังจำกได้ปัญหำวัตถุประสงค์และสมมติฐำนในกำรวิจัยแล้วข้นัตอนที่ ส ำคัญตำมมำคือกำรเกบ็รวบรวมขอ้มูลกำรตรวจสอบข้อมูลและกำรวิเครำะห์ข้อมูลกำรเก็บรวบรวมขอ้มูลคือ กำรที่ผวู้ิจยัพยำยำมรวบรวมหลกัฐำนต่ำงๆ น ำมำพิจำรณำวิเครำะห์วิจำรณ์แล้วสรุปผลมำเป็นค ำตอบ ปัญหำกำร วิจยัวำ่เป็นไปตำมที่ไดต้้งัสมมติฐำนไวห้รือไม่วธิีกำรเก็บรวบรวมขอ้มูล มีวิธีกำรหลำยอยำ่ง เช่น เก็บรวบรวม ข้อมูลโดยตรงจำกผู้ให้ข้อมูลรวบรวมขอ้มูลที่มีอยเู่ดิมแลว้หรือใชผ้ลู้งัเกตกำรณ์เก็บรวบรวม ข้อมูลหรือใช้วิธีกำร หลำย ๆ วิธีรวมกนั ขั้นตอนส าคัญของการรวบรวมข้อมูล กำรรวบรวมข้อมูลทำงพฤติกรรมศำสตร์ส่วนใหญ่เป็นกำรรวบรวมขอ้มูลภำคสนำม แบ่งไดเ้ป็น 6 ข้นัตอน ตำมที่บุญธรรม กิจปรีดำบริสุทธ์ิ( 2540 ) แบ่งไว้ดงัน้ี 1. กำ หนดตัวแปรที่ต้องกำรศึกษำ ที่ส ำคัญ คือ ตอ้งทรำบวำ่อะไรคือตัวแปรอิสระ ตัวแปรตำม ตัวแปร ควบคุม กำรวดัตวัแปรแต่ละตวัวดัอยำ่งไร มีระดับกำรวัดของตัวแปรคืออะไร ตัวแปรและตัวมีควำมหมำยอยำ่งไร ต้องนิยำมควำมหมำยเชิงปฏิบัติกำรให้ชัดเจนให้สำมำรถวัดได้ 2. กำ หนดขอ้มูลหรือตวัช้ีวดัจำกตวัแปรที่ศึกษำจะตอ้งระบุขอ้มูลและลกัษณะของขอ้มูลที่ตอ้งกำรวำ่ มี ลกัษณะอยำ่งไร ที่ตรงกบัสภำพควำมเป็นจริงควรสอดคลอ้งกบัวตัถุประสงค์หรือปัญหำและขอบเขตของกำรวิจัย 3. กำ หนดแหล่งขอ้มูล ต้องกำรข้อมูลหรือรวบรวมข้อมูลมำจำกที่ไหนบ้ำงผู้ให้ข้อมูลเป็นใครอยทู่ ี่ไหน เป็นแหล่งขอ้มูลปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ 4. เลือกวิธีรวบรวมข้อมูล ตอ้งวำงแผนในวิธีกำรเก็บรวบรวมขอ้มูลอยำ่งรอบคอบรวมท้งัคำ นึงถึงขนำด ของกลุ่มตวัอยำ่งที่เหมำะสม ซ่ึงวิธีกำรเก็บขอ้มูลจำเป็นตอ้งเลือกเครื่องมือที่ใชใ้นกำรเก็บวำ่มีอะไรถ้ำมีแลว้ก็ สำมำรถน ำไปปรับปรุงแกไ้ขใหเ้หมำะกบังำนวจิยัที่ทำ ถำ้ไม่มีก็ตอ้งสร้ำงเครื่องมือข้ึนมำใหม่ซึ่งต้องค ำนึงถึงหลัก ในกำรสร้ำงเครื่องมือที่ดี 5. น ำเครื่องมือรวบรวมขอ้มูลไปทดลองใชใ้นกำรใชเ้ครื่องมือรวบรวมขอ้มูลไม่วำ่จะเป็นเครื่องมือที่มีอยู่ แลว้หรือเครื่องมือที่สร้ำงข้ึนเองควรมีกำรทดลองใชก้บักลุ่มที่ใกลเ้คียงกบักลุ่มตวัอยำ่งจำ นวนไม่มำกก่อน เพื่อดู ขอ้บกพร่องต่ำงๆ ที่อำจเกิดข้ึนจำกกำรใช้เครื่องมือและผู้วิจัยเองต้องน ำเครื่องมือไปปรับปรุงแกไ้ขหรืออำจจะต้อง สร้ำงใหม่เพื่อใหเ้หมำะสมกบังำนวิจยัที่ทำ เพื่อใหเ้กิดคุณภำพของเครื่องมือวิจยั ที่ส ำคัญ คือจะต้อง มีควำมตรงและ ควำมเที่ยงของเครื่องมือ 6. ออกรวบรวมข้อมูลข้นัตอนน้ีเป็นกำรออกภำคสนำม ตอ้งมีกำรวำงแผนเป็นอยำ่งดีวำ่จะเก็บขอ้มูล อยำ่งไรคนเดียว หรือหลำยคน ตอ้งมีกำรอบรมผเู้ก็บขอ้มูลในกรณีที่ใชผ้เู้ก็บหลำยคน ที่ส ำคัญต้องมีกำร ประสำนงำนเพื่อใหแ้หล่งที่ตอ้งกำรเก็บขอ้มูลยนิยอม 13
วิธีการเกบ็รวบรวมข้อมูล วิธีกำรเก็บรวบรวมขอ้มลูมีหลำยวิธีที่ใชก้นัมำกในทำงพฤติกรรมศำสตร์ไดแ้ก่ การสัมภาษณ์โดยตรง ผู้วิจัยไปท ำกำรสัมภำษณ์จำกหน่วยทดลองโดยตรงวิธีน้ีใชก้นัมำกในกำรทำ สำมะโนและกำรส ำรวจจำก ตวัอยำ่งวิธีน้ีเหมำะสำ หรับงำนวิจัยที่มีข้อคำถำมเป็นจ ำนวนมำกข้อค ำถำมมีควำมซับซ้อนมีค ำศัพท์เฉพำะและมีค ำ จ ำกดัควำมที่ตอ้งกำรคำ อธิบำยแต่เป็นวิธีที่เสียค่ำใชจ้่ำยสูง การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ในกรณีที่ค ำถำมไม่มำกและไม่ซบัซอ้น ปริมำณค ำถำมมีไม่มำกนกั กำรสัมภำษณ์ทำงโทรศัพท์จะท ำให้ได้ ขอ้มูลเร็วข้ึน แต่มีขอ้เสียคือ สัมภำษณ์ไดเ้ฉพำะหน่วยตวัอยำ่งที่มีโทรศพัทเ์ท่ำน้นับำงกรณีผตู้อบอำจจะไม่ เกรงใจ หรือไม่พอใจที่จะตอบ หรืออำจจะวำงหูโทรศพัทก์ ็ได้ การตอบแบบสอบถาม เป็นวิธีกำรรวบรวมขอ้มลูโดยมอบแบบสอบถำมพร้อมท้งัอธิบำยวิธีบันทึกตลอดจนค ำอธิบำยศัพท์ต่ำงๆ ใหแ้ก่หน่วยตวัอยำ่งล่วงหนำ้ผู้วิจัยจะกลับไปรับแบบสอบถำมตำมวัน เวลำที่นัดหมำยไว้ถ้ำกำรบันทึก แบบสอบถำมไม่ถูกตอ้งหรือไม่เรียบร้อยก็จะไดม้ีกำรสอบถำมหรือสัมภำษณ์เพิ่มเติมจนกระทงั่ ไดข้อ้มูลตำมที่ ต้องกำร การส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ ผเู้ก็บรวบรวมขอ้มูลส่งแบบสอบถำมทำงไปรษณีย์วิธีน้ีเหมำะสำ หรับกำรเก็บขอ้มูลที่ไม่มีควำมสำ คัญ มำกนักเป็นขอ้มูลง่ำยๆ ที่ไม่ซบัซอ้น ไม่มีศพัทห์รือคำ จ ำกดัควำมที่ตอ้งกำรคำ อธิบำยจ ำนวนข้อค ำถำมมีไม่มำก นักวิธีน้ีมีขอ้ดีคือเสียคำ่ ใชจ้่ำยนอ้ยแต่มีขอ้เสียคือได้รับแบบสอบถำมกลับคืนมำน้อยหรือผู้บันทึกอำจจะเข้ำใจข้อ ค ำถำมไม่ถูกตอ้ง หรือบนัทึกอยำ่งขำดควำมรับผดิชอบ ขอ้จำกดัคือวิธีน้ีใชส้ำหรับหน่วยตวัอยำ่งที่อ่ำนออกเขียนได้ เท่ำน้นั การนับและการวัด ในกำรเก็บรวบรวมขอ้มลูบำงอยำ่งตอ้งใชว้ิธีนบัเช่น กำรส ำรวจจ ำนวนรถที่ผำ่นจุดที่ตอ้งกำรศึกษำและใน เวลำที่สนใจศึกษำจ ำนวนลูกค้ำที่เข้ำแถวเพื่อช ำระเงินในคำบเวลำหนึ่งๆ จ ำนวนผู้ป่ วยที่เข้ำรับบริกำร ใน โรงพยำบำลในคำบเวลำหนึ่งกำรเก็บขอ้มูลโดยใหก้ลุ่มตวัอยำ่งทำ แบบสอบ แบบวัดเป็นต้น การสังเกต วิธีน้ีใชใ้นโครงกำรวิจยัต่ำงๆ ทำงวิทยำศำสตร์และทำงลังคมศำสตร์เช่น กำรสังเกตต ำแหน่งของดวงดำว บนท้องฟ้ำกำรสังเกตพฤติกรรมของคนในชุมชนที่มีต่อผปู้่วยเอดส์เป็นต้น ข้อมูลที่ได้จำกกำร สังเกตอำจจะเป็น ขอ้มูลเชิงคุณลกัษณะหรือปริมำณก็ไดใ้นกำรเก็บรวบรวมขอ้มูลผวู้ิจยัตอ้งกำ หนดข้นัตอนให้รัดกุมต้งัแต่กำร วำงแผนกำรเก็บรวบรวมกำ หนดวิธีกำรใหเ้หมำะสมกบักลุ่มตวัอยำ่งกำ หนดวิธีบันทึกข้อมูลถำ้มีผชู้่วยในกำรเก็บ ขอ้มูลตอ้งอบรมวิธีกำรเก็บใหม้ีควำมรู้ควำมเข้ำใจและช ำนำญเท่ำเทียมกนัจำกน้นัจึงเก็บ ข้อมูลตำมที่วำงแผนไว้ เมื่อได้ข้อมูลกลับมำต้องตรวจสอบควำมสมบูรณ์ของขอ้มูลที่ไดร้ับก่อนนำ ไปวิเครำะห์ขอ้มูลตอ่ ไป 14
( ตัวอย่าง ) แบบสอบถามความพึงพอใจ/ ไม่พึงพอใจต่อการให้บริการ สานักงาน..................................................................... เดือน.................................พ.ศ.2563 ข้อชี้แจงกรุณำท ำเครื่องหมำย ✓ ในขอ้ที่ตรงกบัควำมเป็นจริงและในช่องที่ตรงกบัควำมคิดเห็นของท่ำนมำกที่สุด ตอนที่1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบลาม 1. เพศ □ 1) ชำย □ 2) หญิง 2. อายุ □ 1) ต ่ำกวำ่ 20 ปี □ 2) 21 -40 ปี □ 3) 31 -30 ปี □ 4) 41 -60 ปี □ 5) 60 ปีข้ึนไป 3. ระดับการศึกษาสูงสุด □ 1) ประถมศึกษำ □ 3) ปริญญำตรี □ 2) มัธยมศึกษำตอนต้น/ตอนปลำย/เทียบเท่ำ □ 4) สูงกวำ่ ปริญญำตรี 4. สถานภาพของผู้มารับบริการ □ 1) เกษตรกร/องค์กรเกษตรกร □ 2) ผู้ประกอบกำร □ 3) ประชำชนผู้รับบริกำร □ 4) องค์กรชุมชน/เครือข่ำยองคก์รชุมชน □ 5) อื่นๆ โปรดระบุ ตอนที่2 ความพึงพอใจ/ ไม่พึงพอใจต่อการให้บริการ ประเด็น/ด้าน ระดับความพึงพอใจ ระดับความไม่พึงพอใจ พอใจมาก พอใจ พอใจน้อย ไม่พอใจ ไม่พอใจมาก 1. ด้านเวลา 1.1 กำรให้บริกำรเป็นไปตำมระยะเวลำที่ กำ หนด 1.2 ควำมรวดเร็วในกำรให้บริกำร 2. ด้านขั้นตอนการให้บริการ 2.1 กำรติดป้ำยประกำศหรือแจง้ขอ้มูลเกี่ยวกบั ข้นัตอนและระยะเวลำกำรใหบ้ริกำร 2.2 กำรจัดล ำดบัข้นัตอนกำรใหบ้ริกำรตำมที่ ประกำศไว้ 2.3 กำรให้บริกำรตำมล ำดบัก่อนหลงัเช่นมำ ก่อนตอ้งไดร้ับบริกำรก่อน 15
ประเด็น/ด้าน ระดับความพึงพอใจ ระดับความไม่พึงพอใจ พอใจมาก พอใจ พอใจน้อย ไม่พอใจ ไม่พอใจมาก 3. ด้านบุคลากรที่ให้บริการ 3.1 ควำมเหมำะสมในกำรแต่งกำยของผใู้หบ้ริกำร 3.2 ควำมเต็มใจและควำมพร้อมในกำรให้บริกำร อยำ่งสุภำพ 3.3 ควำมรู้ควำมสำมำรถในกำรให้บริกำร เช่น สำมำรถ ตอบค ำถำม ช้ีแจงขอ้สงสัยใหค ำ้ แนะน ำได้ เป็นต้น 3.4 ควำมซื่อสัตยส์ุจริตในกำรปฏิบตัิหนำ้ที่เช่น ไม่ขอ สิ่งตอบแทน, ไม่รับสินบน, ไม่หำผลประโยชน์ ในทำงมิชอบ 3.5 กำรให้บริกำรเหมือนกนัทุกรำยโดยไม่เลือก ปฏิบัติ 4. ด้านสิ่งอานวยความสะดวก .1 ควำมชัดเจนของป้ำย สัญลักษณ์ประชำสัมพันธ์ บอกจุดบริกำร 4.2 จุด /ช่องกำรให้บริกำรมีควำมเหมำะสมและ เข้ำถึงได้สะดวก 4.3 ควำมเพียงพอของสิ่งอำนวยควำมสะดวกเช่น ที่ นงั่รอรับบริกำร น้ำดื่ม หนังลือพิมพ์ฯลฯ 5. ท่ำนมีควำมพึงพอใจ/ ไม่พึงพอใจต่อกำร ให้บริกำรในภำพรวม อยใู่นระดบั ใด ตอนที่3 ปัญหา / ข้อเสนอแนะ ปัญหำ 1........................................................................................................................................ 2........................................................................................................................................ ข้อเสนอแนะ1........................................................................................................................................ 2........................................................................................................................................ ขอขอบคุณในควำมร่วมมือที่ท่ำนไดเ้สียสละเวลำใหข้อ้มูลที่เป็นประโยชน์แก่ทำงรำชกำรในคร้ังน้ี 16
(ตัวอย่าง) แบบแบบสัมภาษณ ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น รูปภาพ 1. ชื่อ...................................................สกุล.............................................อำยุ...................ปี 2. อำชีพ...............................................สถำนที่ประกอบอำชีพ................................................................... 3. ที่อย.........................................................................................................................ู่ ................................ ......................................................................................................................โทรศัพท์............................... 4. ภูมิปัญญำด้ำน.......................................................................................................................................... 5. ข้อคิดเห็นจำกกำรสัมภำษณ์ ........................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................ (ลงชื่อ)...............................ผู้ให้ข้อมูล (………….………………) ........../............../......... (ลงชื่อ)...............................ผู้สัมภำษณ์ (………………………. ) ........../............../......... 17
ใบความรู้ที่6 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่องวธิีการแสวงหาความรู้ของมนุษย ์ ความรู้ต่างๆของมนุษยป์ระกอบดว้ยขอ้เทจ็จริงและทฤษฎีต่างๆ การแสวงหาความรู้ของ มนุษย์เป็ น กระบวนการที่ต้องอาศัยสติปัญญาและการ'ฝึกฝนต่างๆ วิธีเสาะแสวงหาความรู้ของมนุษย์จ าแนกไดด้งัน้ี 1. การสอบถามจากผู้รู้(Authority) เช่นในสมยัโบราณ เมื่อเกิดน้า ท่วมหรือโรคระบาด ผู้คนก็จะถามผทู้ี่เกิดก่อนวา่ จะท าอยา่งไร ซึ่งในสมยัน้นัผทู้ี่เกิดก่อนก็จะแนะนา ให้ท าพิธีสวดมนต์อ้อน วอนสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิต่างๆ ปัจจุบนัก็มีการ แสวงหาความรู้ที่ใช้วิธีการสอบถามจากผู้รู้เช่น ผู้พิพากษาใน ศาลเวลาตดัสินคดีเกี่ยวกบัการปลอมแปลงลายมือยงั ตอ้งอาศยัผเู้ชี่ยวชาญทางดา้นลายมือใหช้ ่วย ตรวจสอบให้ข้อควรระมัดระวังในการเสาะแสวงหาความรู้โดยการ สอบถามจากผรูู้้คือตอ้งมนั่ใจวา่ผรูู้้น้นัเป็นผรูู้้ในเรื่องที่จะสอบถามอยา่งแทจ้ริง 2. การศึกษาจากขนบธรรมเนียมประเพณี(Tradition) วิธีการเสาะแสวงหาความรู้ของ มนุษย์อีกวิธีหนึ่งที่ใกล้เคียง กนักบัการสอบถามจากผรูู้้ก็คือการศึกษาจากขนบธรรมเนียมประเพณีหรือวฒันธรรมต่างๆ เช่น ในการศึกษา ความรู้เกี่ยวกบัการแต่งกายประจา ชาติตา่งๆ ซึ่งผู้ใช้วิธีการแสวงหาความรู้แบบน้ีตอ้งตระหนกัวา่สิ่งต่างๆที่เกิดข้ึน ในอดีตจนเป็นขนบธรรมเนียมน้นั ไม่ใช่วา่จะเป็นสิ่งที่ถูกตอ้งและเที่ยงตรงเสมอไป ถา้ศึกษาเหตกุารณ์ต่างๆ ทางดา้นประวตัิศาสตร์จะพบวา่มีขอ้ ปฏิบตัิหรือทฤษฎีต่างๆ ที่เป็ นผลสืบเนื่องมาจากวัฒนธรรมหรือ ขนบธรรมเนียมประเพณีน้นัซ่ึงได้ยดึถือปฏิบตัิกนัมาหลายปีและพบข้อเท็จจริงในภายหลังถึงความผิดพลาดข้อ ปฏิบัติหรือทฤษฎีเหล่าน้นัก็ตอ้งยกเลิกไป ดงัน้นัผทู้ี่จะใชว้ธิีการเสาะแสวงหาความรู้โดยการศึกษาจาก ขนบธรรมเนียม ประเพณีน้นัควรจะไดน้ามาประเมินอยา่งรอบคอบเสียก่อนที่จะยอมรับวา่เป็นขอ้เทจ็จริง 3. การใช้ประสบการณ์(Experience) วิธีการเสาะแสวงหาความรู้ที่มนุษยก์ารใชก้นัอยู่บ่อยๆ คือการใช้ ประสบการณ์ตรงของตนเอง เมื่อเผชิญปัญหา มนุษย์พยายามที่จะค้นคว้าหาค าตอบ ในการแกป้ ัญหาโดยใช้ ประสบการณ์ตรงของตนเองที่เคยประสบมา เช่น เด็กมักจะมีค าถามมาถามครูบิดา มารดา ญาติผู้ที่มีอาวุโส มากกวา่บุคลเหล่าน้นัมกัจะใชป้ระสบการณ์ตรงของตนเองในการตอบ ค าถามหรือแกป้ ัญหาใหก้บัเด็กการใช้ ประสบการณ์ตรงน้นัเป็นวิธีการเสาะแสวงหาความรู้แต่ถา้ใช้ไม่ถูกวิธีอาจจะทา ใหไ้ดข้อ้สรุปที่ไม่ถูกตอ้งได้ 4. วิธีการอนุมาน (Deductive method) การเสาะแสวงหาความรู้โดยใชว้ธิีการอนุมานน้ีเป็ นกระบวนการคิดค้นจาก เรื่องทวั่ๆไป ไปสู่เรื่องเฉพาะเจาะจง หรือคิดจากส่วนใหญ่ไปสู่ส่วนยอ่ยจากสิ่งที่รู้ไปสู่สิ่งที่ไม่รู้วิธีการอนุมานน้ี ประกอบด้วย 1) ขอ้เทจ็จริงใหญ่ซ่ึงเป็นเหตุการณ์ที่เป็นจริงอยแู่ลว้ในตวัมนัเอง 2) ขอ้เทจ็จริงยอ่ย ซ่ึงมีความสัมพนัธ์กบักรณีของขอ้เทจ็จริงยอ่ยและ 3) ข้อสรุป (Conclusion) ถา้ขอ้เทจ็จริงใหญ่และขอ้เทจ็จริงยอ่ยเป็นจริงขอ้สรุปก็จะตอ้งเป็น จริง เช่น สัตว์ ทุกชนิดต้องตาย สุนัขเป็ นสัตว์ชนิดหนึ่งข้อสรุป สุนัขต้องตาย 5. วิธีการอุปมาน (Inductive method) จะเริ่มจากส่วนยอ่ยไปหาส่วนใหญ่วิธีการอุปมานน้ีอาจจะจัดแยกเป็ น 2 ชนิด คือ 1) วิธีการอุปมานแบบสมบูรณ์(perfect inductive method) เป็ นวิธีการเสาะแสวงหาความรู้โดยรวบรวม ขอ้เทจ็จริงยอ่ยๆ จากทุกหน่วยของกลุ่มประชากรจึงสรุปไปสู่ส่วนใหญ่เช่นตอ้งการทราบวา่ผทู้ี่อาศยัอยใู่นเขต 18
กรุงเทพมหานครนับถือศาสนาอะไรก็ตอ้งมาถามจากผทู้ี่อาศยัอยใู่นกรุงเทพมหานครวา่ทุกคนนบัถือศาสนาอะไร แลว้จึงนามาสรุปรวมวา่ผทู้ี่อาศยัใน กรุงเทพมหานครนับถือศาสนาอะไรบ้าง 2) วิธีการอุปมานแบบไม่สมบูรณ์(Imperfect inductive method) เป็ นวิธีการเสาะแสวงหาความรู้โดย รวบรวมขอ้เทจ็จริงยอ่ยๆจากบางส่วนของกลุ่มประชากรแลว้สรุปรวมไปสู่ส่วนใหญ่ในทางปฏิบัติเป็ นไปได้ยากที่ จะรวบรวมขอ้เทจ็จริงยอ่ยๆจากทุกๆหน่วยของกลุ่มประชากรจึงใชว้ิธีรวบรวมขอ้เทจ็จริงยอ่ยๆจากกลุ่มตวัอยา่งซ่ึง เป็นส่วนหน่ึงของกลุ่มประชากร 6. วิธีการทางวิทยาศาสตร์(Scientific method) เป็ นวิธีการแสวงหาความรู้โดยใช้หลักการของวิธีการอุปมานและ วิธีการอนุมานมาผสมผสานกนั โดยมีข้นัตอนการเสาะแสวงหาความรู้โดยเริ่มจากการที่มนุษยเ์ริ่มเรียนรู้ทีละเลก็ที ละนอ้ยจากประสบการณ์ตรงความรู้เก่าๆและการสังเกต เป็นตน้จนกระทงั่รวบรวมแนวความคิดเป็นแนวความรู้ ต่างๆที่สมมติข้ึนมา ซึ่งเป็ นวิธีการอุปมานและ หลงัจากน้นัก็ใชว้ิธีการอนุมานในการแสวงหาความรู้ทวั่ ไป โดยเริ่ม จากสมมติฐานซ่ึงเป็นส่วนรวม แล้วศึกษาไปถึงส่วนยอ่ยๆเพื่อที่จะศึกษาถึงการหาความสัมพนัธ์ระหวา่งส่วนยอ่ย กบัส่วนรวม เพื่อให้ได้ขอ้สรุปของความรู้ตา่งๆ วิธีการทางวิทยาศาสตร์(Scientific method) เป็ นวิธีการแสะ แสวงหาความรู้ที่ดีในการแก้ปัญหาต่างๆ ไม่เพียงแต่ปัญหาที่เกิดข้ึนในหอ้งปฏิบตัิการวิทยาศาสตร์เท่าน้นัแต่ยงั สามารถนามา ประยกุตใ์ชใ้นการแกป้ ัญหาทางการศึกษาไดด้ว้ย ความหมายของการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การแสวงหาความรู้คือ ทกัษะที่จะตอ้งอาศยัการเรียนรู้และวิธีการฝึกฝนจนเกิดความ ช านาญ ช่วยทา ใหเ้กิด แนวความคิดความเขา้ใจที่ถูกตอ้งและกวา้งขวางยงิ่ข้ึน เพราะผเู้รียนจะเกิด ทักษะในการค้นคว้า สิ่งที่ตอ้งการและ สนใจใคร่รู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ จะท าให้ทราบข้อเท็จจริงและ สามารถเปรียบเทียบขอ้เทจ็จริงที่ไดม้าวา่ควร เชื่อถือหรือไม่ ทักษะการสร้างปัญญา ทกัษะการสร้างปัญญาใหก้บัผเู้รียน เพื่อน าไปสู่การแสวงหาความรู้ดว้ยตนเอง มี10 ข้นัตอน ดงัน้ี ขั้นตอนที่1 ทักษะการสังเกต คือการสังเกตสิ่งที่เราเห็น สิ่งแวดลอ้ม หรือสิ่งที่เราจะศึกษาโดยสังเกต เกี่ยวกบัแหล่งที่มาความเหมือน ความแตกต่าง สาเหตุของความแตกต่าง ประโยชน์และผลกระทบ วิธีฝึ กการ สังเกต คือการ'ฝึ กสมาธิเพื่อให้มีสติและท าใหเ้กิดปัญญา มีโลกทรรศน์มีวิธีคิด ขั้นตอนที่2 ทักษะการบันทึกคือการบนัทึกสิ่งที่ตอ้งจา หรือต้องศึกษา มีหลายวิธีไดแ้ก่การท าสรุปยอ่ การเขียนเค้าโครงเรื่องการขีดเส้นใต้การเขียนแผนภูมิการท าเป็ น แผนภาพ หรือ ท าเป็ นตาราง เป็ นต้น วิธี'ฝึ กการ บันทึกคือการบนัทึกทุกคร้ังที่มีการสังเกต มีการฟัง หรือมีการอ่าน เป็ นการพัฒนาปัญญา ขั้นตอนที่3 ทักษะการน าเสนอคือการท าความเข้าใจในเรื่องที่จะน าเสนอให้ผู้อื่นรับรู้ได้โดยจดจ าในสิ่งที่ จะน าเสนอออกมาอยา่งเป็นระบบ ซึ่งสามารถท าได้หลายรูปแบบ เช่น การท ารายงานเป็นรูปเล่ม การรายงานปาก เปล่าการรายงานด้วยเทคโนโลยีเป็ นต้น วิธีฝึ กการน าเสนอคือการฝึ กตามหลักการของการน าเสนอในรูปแบบ ต่างๆ ดงักล่าวอยา่งสม่า เสมอจนสามารถ น าเสนอได้ดีซึ่งเป็ นการพัฒนาปัญญา ขั้นตอนที่4 ทักษะการฟังคือการจับประเด็นส าคัญของผู้พูด สามารถต้งัคา ถามเรื่องที่ฟังได้รู้จุดประสงค์ ในการฟังผู้เรียนจะต้องค้นหาเรื่องส าคัญในการฟังให้ได้วิธีฟิ กการฟังคือการท าเค้าโครงเรื่องที่ฟังจดบันทึก 19
ความคิดหลัก หรือถ้อยค าส าคัญลงในกระดาษบันทึกที่เตรียมไว้อาจต้งัค าถามในใจเช่น ใครอะไร ที่ไหน เมื่อไร เพราะเหตุใด อยา่งไรเพราะจะท าให้การฟัง มีความหมายและมีประสิทธิภาพมากข้ึน ขั้นตอนที่5 ทักษะการถาม คือการถามเรื่องส าคัญๆ การต้งัคา ถามส้ันๆ เพื่อน าค าตอบ มา เชื่อมต่อให้ สัมพนัธ์กบัสิ่งที่เรารู้แลว้มาเป็นหลกัฐานสา หรับประเด็นที่กล่าวถึง สิ่งที่ทา ให้เราฟังได้อยา่งมีประสิทธิภาพ คือ การถามเกี่ยวกบัตวัเราเองการฝึ กถาม-ตอบ เป็ นการฝึ กการใช้เหตุผลวิเคราะห์สังเคราะห์ท าใหเ้ขา้ใจในเรื่องน้นัๆ อยา่งชดเจนัถา้เราฟังโดยไม่ถาม-ตอบ ก็จะเขา้ใจใน เรื่องน้นัๆ ไม่ชดัเจน ขั้นตอนที่6 ทักษะการตั้งสมมติฐานและตั้งคาถาม คือการต้งัสมมติฐาน และต้งัคา ถาม สิ่งที่เรียนรู้ไปแลว้ ไดว้า่ คืออะไร มีประโยชน์อยา่งไร ท าอยา่งไรจึงจะสา เร็จได้การฝึกต้งัคา ถาม ที่มีคุณค่าและมีความสา คัญท าให้ อยากได้ค าตอบ ขั้นตอนที่7 ทักษะการค้นหาค าตอบจากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆเช่นจาก หนังสืออินเทอร์เน็ต คุยกบัคนแก่ แลว้แต่ธรรมชาติของคา ถาม การค้นหาค าตอบตอ่คา ถามที่ส าคัญ จะสนุกและท าให้ได้ความรู้มาก บางค าถามหา ค าตอบทุกวิถีทางแลว้ไม่พบ ต้องหาค าตอบต่อไปดว้ยการวิจัย ขั้นตอนที่8 ทักษะการท าวิจัยสร้างความรู้การวิจัยเพื่อหาค าตอบเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการเรียนรู้ทุก ระดับ การวิจัยจะท าใหค้น้พบความรู้ใหม่ท าใหเ้กิดความภูมิใจ สนุกและมีประโยชน์มาก ขั้นตอนที่9 ทักษะการเชื่อมโยงบูรณาการคือการเชื่อมโยงเรื่องที่เรียนรู้มา ให้เห็น ภาพรวมท้งัหมด มองเห็นความงดงาม มองให้เห็นตัวเองไม่ควรใหค้วามรู้น้นัแยกออกเป็นส่วน ๆ ขั้นตอนที่10 ทักษะการเขียนเรียบเรียงคือการเรียบเรียงความคิดใหป้ระณีตข้ึน โดยการค้นคว้า หา หลักฐานอ้างอิงความรู้ให้ถี่ถ้วน แม่นยาข้ึนการเรียบเรียงทางวิชาการจึงเป็นการพฒันา ปัญญาอยา่งสา คัญ และเป็ น ประโยชน์ในการเรียนรู้ของผู้อื่นในวงกว้างออกไป การพฒันาทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง(กรมสามัญศึกษา, 2545, หน้า 12-20) การศึกษาหาความรู้มีข้นัตอน ดงัน้ี 1. การก าหนดประเด็นค้นคว้า ประกอบด้วย 1.1 การต้งัประเด็นคน้ควา้ 1.2 การกา หนดขอบเขตของประเด็นค้นคว้า 1.3 การอธิบายประเด็นค้นคว้าซึ่งเป็ นการน าเสนอรายละเอียดเกี่ยวกบั ประเด็นคน้ควา้ 1.4 การแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นคน้ควา้ 2. การคาดคะเน ประกอบด้วย 2.1 การต้งัประเด็นคาดคะเน 2.2 การอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกบั ประเด็นคาดคะเนผล 2.3 การแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นคาดคะเนผล 3. การก าหนดวิธีค้นคว้าและการด าเนินการ ประกอบด้วย 3.1 จ าแนกวิธีการค้นคว้าคือการระบุแนวทางตา่ง ๆ 3.2 เลือกวิธีการค้นคว้าพร้อมระบุเหตุผล 3.3 วางแผนค้นคว้าตามแนวทางที่ไดแ้สดงข้นัตอนการดา เนินการค้นคว้า 20
3.4 การคาดคะเนสิ่งที่จะเป็นอุปสรรคในการคน้ควา้ 3.5 ด าเนินการค้นคว้า 4. การวิเคราะห์ผลการค้นคว้า ประกอบด้วย 4.1 การจ าแนกจดักลุ่ม และจัดล าดับข้อมูล 4.2 การพิจารณาองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของข้อมูลโดยจัดล าดับความส าคัญ 5. การสรุปผลการค้นคว้า ประกอบด้วย 5.1 การสังเคราะห์ข้อมูลคือการเรียบเรียงข้อมูลที่ค้นพบจากการค้นคว้าและสรุปเป็ นประเด็น 5.2 การอภิปรายผลการค้นคว้าคือการแสดงความเห็นอยา่งมีเหตุผลเกี่ยวกบั ประเด็น ที่พบจากการค้นคว้า พร้อมท้งัแสดงใหเ้ห็นความสัมพนัธ์ของขอ้มูลที่คน้พบที่สามารถเรียบเรียงไปถึง ประเด็นคน้ควา้ใหม่ 5.3 การสรุปกระบวนการในการค้นคว้าคือการระบุข้นัตอนหลกัของกระบวนการคน้ควา้ 5.4 การประเมินกระบวนการที่ใช้ในการค้นคว้าคือการวิเคราะห์จุดอ่อน จุด แข็งและแนวทางแกไข กระบวนการคน้ควา้ที่กา หนดในการประเมินทักษะการแสวงหาความรู้ @@@@@@@@@@@@@@@ 21
ใบความรู้ที่7 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่องแหล่งการเรียนรู้ ความหมาย แหล่งการเรียนรู้หมายถึงแหล่งขอ้มูลข่าวสารความรู้และประสบการณ์ท้งัหลายที่สามารถท าให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ไดด้ว้ยตนเองจากการได้คิดเองปฏิบัติเองและสร้างความรู้ด้วย ตนเอง ตามอธัยาศยัและต่อเนื่องจน เกิดกระบวนการเรียนรู้และสุดทา้ยก็จะเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ความส าคัญของแหล่งเรียนรู้ พระราชบญัญตัิการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 ได้ให้ความส าคญัของแหลง่การเรียนรู้เป็น อยา่งยงิ่ จึงได้ กา หนดใหร้ัฐตอ้งล่งเสริมการดา เนินงานและการจดัต้งัแหล่งการเรียนรู้ไวใ้นมาตรา 25 ดงัน้ี "มาตรา25 รัฐต้องส่งเสริมการด าเนินงานและการจดัต้งัแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบไดแ้ก่ห้องสมุด ประชาชน พิพิธภัณฑ์หอศิลป์สวนสัตว์สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์อุทยาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนยก์ารกีฬาและนนัทนาการแหล่งขอ้มูลและแหล่งการเรียนรู้อื่นอยา่ง เพียงพอและมีประสิทธิภาพ" ความส าคัญของแหล่งการเรียนรู้สามารถสรุปเป็ นข้อๆ ไดด้งัน้ี 1. เป็นแหล่งที่รวมขององคค์วามรู้อนัหลากหลายพร้อมที่จะใหผ้เู้รียนเขา้ไปศึกษาคน้ควา้ดว้ยกระบวนการ จดัการเรียนรู้ที่แตกต่างกนัของแต่ละบุคคลและเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2. เป็นแหล่งเชื่อมโยงใหส้ถานศึกษาและชุมชนมีความสัมพนัธ์ใกลช้ิดกนั ท าให้คนในชุมชนมีส่วนร่วม ในการจดัการศึกษาแก่บตุรหลานของตน 3. เป็นแหล่งขอ้มูลที่ทา ใหผ้เู้รียนเกิดการการเรียนรู้อยา่งมีความสุขเกิดความสนุกสนาน และมีความสนใจ ที่จะเรียนไม่เกิดความเบื่อหน่ายทา ใหผ้เู้รียนเกิดการเรียนรู้จากการไดค้ิดเองปฏิบตัิเองและสร้างความรู้ด้วยตนเอง และสร้างความรู้ด้วยตนเองขณะเดียวกนัก็สามารถเขา้ร่วมกิจกรรม และท างานร่วมกบัผอู้ื่นไดท้า ให้ผู้เรียนได้รับ การปลูกฝั่งใหรู้้และรักทอ้งถิ่นของตน มองเห็นคุณค่าและ ตระหนักถึงปัญหาในชุมชนของตน พร้อมที่จะเป็ น สมาชิกที่ดีของชุมชนท้งัในปัจจุบนัและอนาคต ประเภทของแหล่งเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้แบ่งตามประเภท สามารถแบ่งได้4 ประเภทคือ 1. แหล่งการเรียนรู้ประเภทบุคคลไดแ้ก่บุคคลทวั่ ไปที่อยใู่นชุมชนซ่ึงสามารถถ่ายทอดองคค์วามรู้ใหก้บัผเู้รียนได้ เข่น ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ช่างฝีมือ พ่อคา้นกัธุรกิจ พนักงานบริษัท ข้าราชการ ภิกษุสงฆ์ศิลปิ น นกักีฬา 2. แหล่งการเรียนรู้ประเภทสิ่งที่มนุษย์สร้างขึน้เช่น สถานที่ส าคัญทางด้านประวัติศาสตร์โบราณสถาน สถานที่ ราชการ สถาบันทางศาสนา พิพิธภัณฑ์ตลาด ร้านค้า ห้างร้านบริษัท ธนาคารโรงมโหรสพ โรงงานอุตสาหกรรม ห้องสมุด ถนน สะพาน เขื่อน ฝายทดน้า สวนสาธารณะ สนามกีฬา สนามบิน 3. แหล่งการเรียนรู้ประเภททรัพยากรธรรมชาติเช่น ภูเขา ป่าไม้พืช ดิน หิน แร่ทะเลเกาะแม่น้า ห้วย หนอง คลอง บึง น้า ตก ทุ่งนา สัตว์ป่า สัตวน์ ้า 22
4. แหล่งการเรียนรู้ประเภทกจิกรรมทางสังคม ประเพณีและความเชื่อไดแ้ก่ขนบธรรมเนียมประเพณีพ้ืนบา้น การละเล่นพ้ืนบา้น กีฬาพ้ืนบา้น วรรณกรรมทอ้งถิ่น ศิลปะพ้ืนบา้น ดนตรีพ้ืนบา้น วิถีชีวิตความเป็นอยปู่ระจา วัน แหล่งการเรียนรู้แบ่งตามสถานที่ตั้ง สามารถแบ่งได้2 ประเภท คือ 1. แหล่งการเรียนรู้ในสถานศึกษาไดแ้ก่ห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดเคลื่อนที่มุมหนังสือในห้องเรียน ห้อง พิพิธภัณฑ์ห้องมัลติมีเดีย ห้องคอมพิวเตอร์ห้องอินเทอร์เน็ต ศูนย์วิชาการศูนย์วิทยบริการศูนย์โสตทัศนศึกษา ศูนย์สื่อการเรียนการสอน ศูนยพ์ฒันากิจกรรมการเรียนการสอน สวนพฤกษศาสตร์สวนวรรณคดีสวนสมุนไพร สวนสุขภาพ สวนหนังสือ สวนธรรมะ ฯลฯ 2. แหล่งการเรียนรู้ในชุมชน เช่น ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์หอศิลป์สวนสัตว์สวนสาธารณะ สวน พฤกษศาสตร์อุทยานวิทยาศาสตร์ศูนยก์ีฬาศูนย์เยาวชน ภูมิปัญญาทอ้งถิ่น ศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์หัตถกรรม วัด มัสยิด ครอบครัว ชุมชน สถานประกอบการองค์กรภาครัฐและเอกชน ฯลฯ 23
ใบความรู้ที่8 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่องการอ้างองิทางบรรณานุกรม การอ้างองิทางบรรณานุกรม หมายถึงรายการเอกสาร สิ่งพิมพ์หรือสื่ออื่นใด ที่ผู้ผลิต ผลงานทางวิชาการใช้อ้างอิงในเอกสารผลงาน ของตน การแสดงรายการทางบรรณานุกรมไว้ที่ผลงาน ของท่านจึงนบัเป็นการใหค้วามเคารพผลงานทางปัญญาที่ ผู้อื่นได้แสดงไว้อีกท้งัยงัมีประโยชน์ในการแสดงที่มาที่ไปขององคค์วามรู้ในเรื่องน้นัๆ ท าให้ผู้สนใจสามารถ ติดตามพฒันาการของเรื่องน้นั ไดใ้น โอกาสหน้า การแสดงรายการทางบรรณานุกรม สามารถท าได้หลายรูปแบบ หลักส าคัญในการเลือกรูปแบบการลงรายการคือการเลือกใช้รูปแบบที่เป็ นที่ นิยมในแต่ละสาขาวิชา หรือสถาบัน การเลือกใชรู้ปแบบใดรูปแบบหน่ึงน้นั ผู้เลือกใช้ต้องเลือกใช้เพียงแบบใด แบบหน่ึงเท่าน้นั ไม่ควรนา รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมาผสม หรือประยกุตใ์ชป้นกนั การอ้างอิงแหล่งที่มาของเอกสาร สิ่งสา คญัอยา่งหน่ึงที่บ่งบอกถึงการเป็นผลงานทางวิชาการคืองานเขียนน้นัจะตอ้งมีการอ้างอิง ดงัน้นั ผู้วิจัยจะต้องท าการบนัทึกรายการเอกสารที่อา้งอิงไวใ้นการบนัทึกทุกคร้ัง ต้องบันทึกข้อมูลประเภทของเอกสาร เช่น บทความ หนังสือเว็บไซต์และบนัทึกรายละเอียดของเอกสารน้นัๆ เช่น หากเอกสารที่ท่านนา มาอ้างอิง เป็ น ต้น ส าหรับหนังลือข้อมูลที่ต้องบันทึกไดแ้ก่ชื่อผแู้ต่ง ชื่อเรื่อง สถานที่พิมพ์ส านักพิมพ์ปี ที่พิมพ์และหมายเลข หน้า เป็ นต้น ส าหรับบทความ ขอ้มูลที่ตอ้งบนัทึกไวเ้ช่นเดียวกบัหนงัสือแต่จะมีขอ้มูลเกี่ยวกบัหมายเลข ฉบับ และ หมายเลขปีของวารสารน้นัๆ รูปแบบของรายการอา้งอิงและบรรณานุกรมจะมีความแตกต่างกนั ในแต่ละสาขาวิชา เรียกวา่เป็น รูปแบบการอ้างอิง (citation style) รูปแบบการลงรายการที่ส าคัญ ๆ ในที่น้ีขอยกตวัอยา่งการลงรายการทางบรรณานุกรมรูปแบบที่นิยมใชก้นัทวั่ ไป ไดแ้ก่APA (American Psychological Association) เป็ นรูปแบบการลงรายการทางบรรณานุกรมที่เป็ นที่นิยมใช้ในสาขาวิชาจิตวิทยา การศึกษาและสาขาสังคมศาสตร์อื่น ๆ การอา้งอิงมีขอ้กา หนดตาม แหล่งที่มาของเอกสารที่นา มาใชอ้า้งอิงดงัน้ี การอ้างอิงจากบทความในวารสาร ผแู้ต่ง. (ปี ที่พิมพ์). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร, ปี ที่(ฉบับที่), เลขหน้า. ตัวอย่าง ชัยเสฏฐ์พรหมศรี. (2549). การเป็ นผู้น าที่มีจริยธรรม, นักบริหาร, 26(3), 20-25. Dubeck, L. (1990). Science fiction aids science teaching. Physics Teacher, 28, 316-318. (รายการตวัอยา่งน้ีไม่มีขอ้มูลฉบบัที่ให้ลงรายการตามที่ปรากฏ) 24
การอ้างองิจากบทความในฐานข้อมูล ผแู้ต่ง. (ปี, เดือน). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร, ปี ที่(ฉบับที่), เลขหน้า. สืบค้นเมื่อเดือน วัน, ปี, จากฐานข้อมูล ชื่อ ฐานข้อมูล. ตัวอย่าง Mershon, D. H. (1998, November/December), star trek on the brain: Alien minds, human minds. American Scientist, 86(6), 585. Retrieved July 29,1999, from Expanded Academic ASAP database. การอ้างอิงจากบทความในหนังสือพิมพ์ ผแู้ต่ง. (ปี, เดือน วัน). ชื่อบทความ. ชื่อหนังสือพิมพ์. หน้า. ตัวอย่าง สุชาติเผือกสกนธ์. (9 มิถุนายน 2549). ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง. ผู้จัดการรายวัน, น.13. Di Rado, A. (1995, March 15). Trekking through college: Classes explore modern society using the world of star trek. LosAngeles Times, p. A3. การอ้างอิงจากหนังสือ ผแู้ต่ง. (ปี). ชื่อเรื่อง. สถานที่พิมพ์: ส านักพิมพ์. ตัวอย่าง Okuda, M., & Okuda, D. (1993). star trek chronology: The history of the future. New York: Pocket Books. การอ้างอิงจากบท/ตอนในหนังสือ ผแู้ต่ง. (ปี ที่). ชื่อบท/ตอน. ใน ชื่อบรรณาธิการ(บรรณาธิการ), ชื่อ หนังสือ(หน้า). สถานที่พิมพ์: ส านักพิมพ์. ตัวอย่าง James, N. E. (1988). Two sides of paradise: The Eden myth according to Kirk and Spock. เท D. Palumbo (Ed.), Spectrum of the fantastic (pp. 219-223). Westport, CT: Greenwood. การอ้างองิจากบทความในหนังสือประเภทสารานุกรม ผแู้ต่ง. (ปี ที่พิมพ์). ชื่อบทความ. ใน ชื่อสารา'นุกรม (ฉบับที่, หน้า). สถานที่พิมพ์: ส านักพิมพ์. ตัวอย่าง Sturgeon, T. (1995). Science fiction. เท The encyclopedia Americana (Vol. 24, pp. 390-392). Danbury, CT: Grolier. การอ้างอิงจากเว็บไซต์ ผแู้ต่ง. (ปี). ชื่อเรื่อง. สืบค้นเมื่อวัน เดือน, ปี, จาก ชื่อเว็บไซต์: URL ตัวอย่าง Lynch, T. (1996). DS9 trials and tribble-ations review. Retrieved October 8,1997, from Psi Phi: Bradley's Science Fiction ClubnWeb site: http//wAAA/.bradley.edu/campusorg/psiphi/DS9/ep/503r.html 25
ใบความรู้ที่9 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่องเทคนิคในการคิดหาวิธีแก้ไขปัญหา การคิดหาวิธีแกไ้ขปัญหาน้นัจะตอ้งใชค้วามคิดสร้างสรรคอ์ยา่งเตม็ที่ เพื่อหาวิธีที่มีความ แตกต่างและ หลากหลายโดยควรจะวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง เสียก่อน แล้วพยายามใช้ความคิด สร้างสรรคเ์ฟ้นหาวิธีแกไ้ขไว้ มากๆ อยา่งนอ้ย20 วิธีซ่ึงมีหลกัง่ายๆที่ช่วยใหเ้ราคิดไดม้ากข้ึนดงัน้ีคือ - พยายามคิดนอกกรอบประสบการณ์และความช านาญที่เรามีอยู่ - ให้ความส าคญักบัทุกความคิดหรือทุกๆ วิธีแกเ้ท่าๆกนั - หลีกเลี่ยงการวิพากษว์จิารณ์หรือตดัสินความคิดใหม่ๆ ที่เพิ่งคิดออกแต่ควรใชค้วามคิดน้นัเป็น ตวักระตุน้ ใหเ้กิด ความคิดสร้างสรรค์เพื่อหาวิธีแกท้ ี่สืบเนื่องต่อมาจากความคิดน้นั -แมว้า่จะคิดหาทางแกไ้ดด้ีที่สุดแลว้ก็ไม่ควรหยดุความพยายามที่จะคิดหาวิธีต่อไป - พยายามท าความเข้าใจเกี่ยวกบัวิธีแกทุ้กวิธีใหช้ดัเจนเพราะจะช่วยทา ใหเ้ราเกิดความคิดใหม่ๆ ข้ึนมาได้ Mind Mapping แผนภูมิความคดิเพื่อแก้ไขปัญหา การท าแผนภูมิความคิดหรือ Mind Mapping ถือเป็ นการกระตุ้นสมอง ใหเ้กิดความคิดที่ เป็น อิสระจาก ปัญหาที่เป็นศูนย์กลางออกไปสู่วิธีแกป้ ัญหาต่างๆ ที่แปลกและแตกต่างจากเดิม ซึ่ง สามารถท าไดโดยเริ่มจากการ เขียนสาเหตุของปัญหาไว้กลางหน้ากระดาษ แล้วลากเส้นโยงออกมารอบๆ ถา้คิดวิธีแกไ้ขได้ก็ใหเ้ขียนวิธีน้นั ไว้ เหนือเส้นที่เพิ่งลากออกมาถ้าความคิดไหนสัมพันธ์หรือ สนบัสนุนวิธีแกไ้ขที่มีอยแู่ลว้ก็ใหเ้ติมความคิดใหมน่้นั ต่ออกมาจากวิธีแกเ้ดิม ด้วยการลากเส้นแขนงออกจากเส้นหลักแลว้เขียนความคิดใหม่กากบัลงไป เมื่อเราได้ ความคิดใหม่ๆที่หลากหลายแลว้ก็สามารถนา ความคิดเหล่าน้นั ไปใชใ้นข้นัตอนของการวางแผนแกไ้ขปัญหาได้ Brainstorming ระดมสมองเพื่อแก้ไขปัญหา การระดมสมอง หรือ Brainstroming คือการะดมความคิดจากหลายๆคน เพื่อคิดหาสาเหตุและวิธีแกไ้ข ปัญหาที่ถูกต้อง เหมาะสม และได้ผลดีซึ่งจ าเป็นตอ้งมีการวางกฎพ้ืนฐานในการระดม สมองไว้เพื่อเป็ นกรอบหรือ แนวทางพ้ืนฐาน เช่น ไม่มีการวิพากษว์ิจารณ์หรือตดัสินวา่ความคิดใดดีหรือไม่ดีถ้าใครคิดวิธีการอะไรได้ต้องกล้า พูดอกมาและอยา่ อายที่จะน าความคิดของคนอื่นมาผสมผสานกบัความคิดของตน เพื่อสร้างเป็นความคิดใหม่... นอกจากน้ียงัตอ้งมีการวางข้นัตอนในการระดมสมองให้เป็ นล าดับ เช่น กา หนดเวลาในการระดมสมองกา หนดให้ มีคนจดวิธีแกป้ ัญหา เขียน สาเหตุของปัญหาที่ตอ้งการจะแกใ้หเ้ห็นชดัเจน และให้สมาชิกทุกคนแสดงความคิดเห็น เรียงกนัไปทีละคน ที่ส าคัญต้องจดทุกความคิด ไม่วา่จะแปลกประหลาดขนาดไหนก็ตาม เพื่อน าไปประเมินและ คัดเลือกในภายหลัง Modified Delphi...เทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหา เทคนิคโมดิฟายด์เดลฟี่ เหมาะกบัทีมงานที่มีสมาชิกไม่ค่อยชอบพูด หรือบางคนพูดมากจน ไม่เปิดโอกาส ให้คนอื่นพูด เทคนิคน้ีมีกระบวนการง่ายๆ ดงัน้ีครับเริ่มจากใหห้วัหนา้ทีมหรือผู้ประสานงานแจ้งหรือทบทวน สาเหตุผลการวิเคราะห์และขอ้มูลต่างๆ เกี่ยวกบั ปัญหาที่เกิดข้ึนใหทุ้กคนทราบ จากน้นัก็แจกกระดาษเปล่า เพื่อให้ สมาชิกทุกคนเขียนวธิีแกป้ ัญหาอยา่งสร้างสรรค์โดยเขียนให้ได้มากที่สุด เมื่อเขียนเสร็จแลว้ก็เก็บกระดาษท้งัหมด 26
มาจดลงบนกระดาน แล้วให้หัวหน้าทีม อ่านใหทุ้กคนฟังชดัๆ จากน้นัก็แจกกระดาษเปล่าอีกคร้ัง ให้ทุกคนล าดับ ความส าคญัของวิธีแกไ้ข ซึ่งอาจจะให้จัดมา 5 อันดับจากวิธีแกไ้ขที่อยบู่น กระดานท้งัหมด 20 วิธีจากขอ้มูลน้ีเราก็ น ามาจัด อันดับความส าคญัของวิธีแกป้ ัญหาใหม่อีกคร้ังและสุดทา้ยก็คือ พิจารณาวา่ควรมีการแกไ้ขอนัดบัที่ได้ หรือไม่แลว้ร่วมกนัลงมติเลือกกลุ่มวิธีแกท้ ี่ดีที่สุด ...นี่คืออีกหน่ึงวิธีคิดแกไ้ขปัญหาดว้ยเทคนิค โมดิฟายด์เดลฟี่ ท าอยา่งไร..ไม่ใหเ้ส้นตายกลายเป็นปัญหา บ่อยคร้ังที่เส้นตาย หรือ Deadline ที่เป็ น ตวักา หนดเวลาแล้วเสร็จของ งานแต่ละชิ้นกลายเป็นจุดวิกฤติและกลบัมาเพิ่มปัญหาใหก้บัตวัเราเอง ฉะน้นัตอ้งหาทางแกไ้ขดว้ยวิธีต่างๆ ดงัน้ี ประเมินเวลาในการท างาน เพื่อกา หนดเวลาแลว้เสร็จใหใ้กลเ้คียงกบัความเป็นจริงมากที่สุด แล้วลองบวกเผื่อไว้อีก 5-10 % เส้นตายใหญ่ๆ ของท้งัโครงการถือเป็ นเรื่องวิกฤติที่อาจท าให้เรา เครียดไปตลอด ฉะน้นัควรหลีกเลี่ยงจาก ความเครียดด้วยการแบง่ออกเป็นเส้นตายยอ่ยๆของแต่ละงาน หรือแต่ละกิจกรรม เรื่องใหญ่ก็จะกลายเป็นเรื่องเลก็ ไปทันทีอยา่เลื่อนกา หนดเส้นตายที่ไดต้กลงกนั ไวอ้อกไป เพราะถ้าลองได้เลื่อนแล้วจะติดเป็ นนิสัย ต่อไปจะไม่มี ใครเชื่อถือและยังท าให้สูญเสียศรัทธาจากผู้คนรอบข้างอีกด้วย 27
ใบความรู้ที่10 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่อง ข้อมูลการตรวจสอบความน่าเช ื่อถ ื อของข้อมูล ข้อมูล หมายถึงขอ้เทจ็จริงที่มีการรวบรวมไวล้ะมีความหมายเกี่ยวกบับุคคล สถานที่สิ่งของ หรือ เหตุการณ์ที่สนใจอาจได้จากการสังเกต สอบถาม การวัด การนับ ขอ้มลูเป็นไดท้ ้งัตวัเลขและไม่ใช่ตวัเลขเช่น สัญลักษณ์เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ประเภทของข้อมูล ประเภทของข้อมูลจ าแนกไดห้ลายแบบข้ึนกบัเกณฑท์ ี่ใชใ้นการแบ่งถา้ใชเ้กณฑต์ ่างกนัจะแบ่ง ประเภท ของขอ้มูลไดต้่างกนัไปดว้ย 1. แบ่งตามคุณสมบัติของค่าที่วัดได้ขอ้มูลแบ่งไดเ้ป็น 2 ประเภทคือข้อมูลเชิงคุณภาพ และข้อมูลเชิงปริมาณ ดงัน้ี 1.1 ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นขอ้มูลที่วดัค่าออกมาในรูปของประเภท หรือชนิด เช่น เพศของนักเรียน อาชีพ ของผู้ปกครองขนาดของโรงเรียน ระดับการศึกษาที่เปิ ดสอน 1.2 ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นขอ้มูลที่วดัค่าออกมาในรูปของจา นวนหรือขนาดโดย สามารถบอกปริมาณความ มากน้อยได้เช่น คะแนนสอบระหวา่งภาคและปลายภาคคะแนนสอบ 0-net, A-net คะแนน NT รายได้ของ ผู้ปกครอง เงินเดือนครูนอกจากน้ีขอ้มูลเชิงปริมาณยงัแบ่งออกได้เป็ น 2 ลักษณะคือข้อมูลเชิงปริมาณ แบบต่อเนื่องและขอ้มูลเชิงปริมาณแบบต่อไม่เนื่อง ข้อมูลเชิงปริมาณแบบต่อเนื่อง (continuous data) หมายถึงขอ้มูลที่มีค่าเป็น จ านวนจริงซึ่งสามารถบอกหรือระบุ ไดทุ้กค่าในช่วงที่กา หนดบนเส้นจ านวน เช่น จ านวน 0-1ซ่ึงมีค่ามากมายนบัไม่ถว้น ข้อมูลเชิงปริมาณแบบไม่ต่อเนื่อง (discrete data) หมายถึงข้อมูลที่เป็ นจ านวนเต็ม หรือจ านวนนับ เช่น 0, 1, 2, 3, 4, ... , 100 ฯลฯ 2. แบ่งตามแหล่งที่มาของข้อมูลแบ่งไดเ้ป็น 2 บ่ระเภทคือข้อมูลปฐมภูมิและข้อมูลทุติยภูมิดงัน้ี 2.1 ข้อมูลปฐมภูมิ(primary data) หมายถึงขอ้มูลที่ผใู้ชเ้ป็นผเู้ก็บรวบรวมขอ้มูลข้ึน เองเช่น การเก็บขอ้มูล จากแบบสอบถาม การทดลองในห้องทดลองการทดสอบนักเรียน 7 คน 2.2 ข้อมูลทุติยภูมิ(secondary data) หมายถึงข้อมูลที่ผู้ใช้น ามาจากหน่วยงานอื่น หรือผใู้ชผ้นู้้นัที่ไดท้า การ เก็บรวบรวมแลว้ในอดีตเช่น รายงานประจ าปี ของโรงเรียน ขอ้มูลทอ้งถิ่นซ่ึง ชุมชนเก็บรวบรวมไว้ 3. แบ่งตามมาตรการวัด แบ่งขอ้มูลไดเ้ป็น 4 ประเภท คือข้อมูลที่วัดในมาตรานามบัญญัติข้อมูลที่วัดในมาตราเรียง อันดับ ข้อมูลที่วัดในมาตราอันตรภาคและขอ้มูลที่วดัในมาตราอตัราส่วน ดงัน้ี 3.1 ข้อมูลที่ได้ในมาตรานามบัญญัติ(nominal scale) หรือมาตราจดับ่ระเภท (categorical scale) เป็ นข้อมูล ที่วดัออกมาเป็นกลุ่มเป็นพวกขอ้มูลที่มีคุณสมบตัิเหมือนกนัจะจดัอยู่กลุ่มเดียวกนัขอ้มูลที่อยตู่ ่างกลุ่มกนัจะมี คุณสมบตัิต่างกนั การจ าแนกกลุ่มน้ีไม่มีความหมายเชิงปริมาณ เช่น เพศของนักเรียน จ าแนกเป็ น นักเรียนชาย นักเรียนหญิงอาชีพของผู้ปกครองจ าแนกเป็ น เกษตรกรรับจ้างรับราชการข้อมูลเชิงคุณภาพจะมีการวัดในมาตรา น้ีตวัแปรในการวจิยัที่วดัในมาตราน้ีเรียกวา่ ตัวแปรเชิงคุณภาพ (non - metric variables) 28
3.2 ข้อมูลที่วัดในมาตราเรียงอนัดับ (ordinal scale) ขอ้มูลที่วดัในมาตราน้ีครอบคลุม ข้อมูลที่วัดในมาตรา นามบัญญัติและสามารถจดัเรียงอนัดบัระหวา่งกลุ่ม ใหอ้นัดบัลดหลนั่เป็นข้นัๆ โดยบอกทิศทางความแตกต่างไดว้า่ มากหรือนอ้ยกวา่กนัเช่น ระดับการศึกษาจ าแนกเป็ น ประถมศึกษา มัธยมศึกษาอนุปริญญา ปริญญาตรีสูงกวา่ ปริญญาตรีขนาดของโรงเรียน จ าแนกเป็ น เล็กกลาง ใหญ่และใหญ่พิเศษขอ้มูลเชิงคุณภาพจะมีการวดัในมาตราน้ี ตัวแปรในการวิจัยที่วัดใน มาตราน้ีเรียกวา่ ตัวแปรเชิงคุณภาพ (non - metric variables) 3.3 ข้อมูลที่วัดไดในมาตราอนัตรภาค หรือ มาตราช่วง (interval scale) ข้อมูลที่วัดใน มาตราน้ีครอบคลุม ข้อมูลที่วัดในมาตราเรียงอันดับ และมีคุณสมบตัิเพิ่มอีกประการหน่ึงคือความห่างของแต่ละหน่วยที่วดัมีค่าเท่ากนั จึงสามารถบอกความแตกต่างระหวา่งหน่วยที่อยเู่หนือกวา่ หรือต ่ากวา่ ได้ขอ้มูลที่วดัในมาตราน้ีไม่มีศูนยแ์ท้เช่น คะแนนสอบ อุณหภูมิข้อมูลเชิงปริมาณจะมีการวัด ในมาตราน้ีตวัแปรในการวิจยัที่วดัในมาตราน้ีเรียกวา่ ตัวแปร เชิงปริมาณ (metric variables) 3.4 ข้อมูลที่วัดได้ในมาตราอตัราส่วน (ratio scale) ขอ้มูลที่วดัในมาตราน้ีครอบคลุม ข้อมูลที่วัดในมาตรา อันตรภาคและมีคุณสมบตัิเพิ่มอีกประการหน่ึงคือขอ้มูลที่วดัในมาตราน้ีมีศูนยแ์ท้เช่น รายได้ของผู้ปกครอง น้า หนกัและส่วนสูงของนกัเรียน ตวัแปรในการวิจยัที่วดัในมาตราน้ีเรียกวา่ ตัวแปรเชิงปริมาณ (metric variables) ค่าของตวัแปรที่วดัไดใ้นมาตราอนัตรภาคและมาตราอตัราส่วน หรือตัวแปรเชิงปริมาณ (metric variables) สามารถ นามาค านวณทางคณิตศาสตร์เช่น นามาบวกลบ คูณ หรือหารกนั ได้การตรวจสอบคุณภาพข้อมูลข้อมูลสถิติควร จะมีความสมบูรณ์ครบถ้วน (Completeness) และความถูกต้อง(accuracy) มากพอสมควรเพื่อผู้ใช้ข้อมูลจะได้ น าไปใช้ในการวิเคราะห์วิจัยให้ได้ผลใกล้เคียงความจริงมากที่สุด การที่จะได้มาซึ่งข้อมูลที่มีความสมบูรณ์ถูกต้อง ก็คือ ต้องขจัดความคลาดเคลื่อน ให้เหลือน้อยที่สุด วิธีการตรวจสอบคุณภาพของข้อมูล คือ - ตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลเป็นการตรวจสอบรายการต่างๆ วา่ ได้มีการบันทึกครบถ้วนทุก รายการที่กา หนดหรือไม่ - ตรวจสอบความถูกต้องและความแนบนัยของข้อมูลเป็นการตรวจสอบขอ้มูลวา่ มีการบันทึก มาถูกต้อง แนบนยัหรือไม่ดงัน้ี การตรวจสอบความแนบนัยภายใน (Internal consistency) คือการตรวจวา่ขอ้มูลที่มีความสัมพนัธ์กนั มี ความสอดคลอ้งกนัหรือไม่ การตรวจสอบความแนบนัยภายนอก(External consistency) เป็ นการตรวจสอบความ ถูกต้องของข้อมูล โดยอาศัยความรู้ความช านาญหรือสถานการณ์ภายนอกมาช่วยในการพิจารณา การตรวจสอบข้อมูลสถิติควรจัดหาในขั้นตอนของการด าเนินงานทางสถิติดงัน้ี ข้ันการเกบ็รวบรวมข้อมูล( งานสนาม ) การเก็บรวบรวมขอ้มูลสถิติเป็นข้นัตอนหน่ึงที่สา คัญมาก เนื่องจากขอ้มูลสถิติจะมีคุณภาพดีหรือไม่และมีความเชื่อถือไดม้ากนอ้ยเพียงไรข้ึนอยกู่บัคุณภาพ ของข้อมูลที่ได้ จากการปฏิบตัิงานเก็บรวบรวมขอ้มูล ดงัน้นัการตรวจสอบ ขอ้มูลในข้นัน้ีจะตอ้ง ตรวจสอบอยา่งละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องมากที่สุด ส าหรับน าไปใชใ้นข้นัตอนต่อไป โดยต้องท าการตรวจสอบความครบถ้วนของ ข้อมูลเป็นการตรวจสอบรายการต่างๆ ในแบบขอ้ถามวา่ ไดม้ีการบนัทึกครบถว้น ทุกรายการที่กา หนดหรือไม่ใน การบนัทึกหรือกรอกแบบขอ้ถามน้นัถา้มีรายการหรือขอ้ถามใดที่คาตอบวา่งไวเ้ฉยๆ ก็จะถือไดว้า่แบบขอ้ถามน้นั 29
ขาดความครบถ้วนของข้อมูลไป นอกจากอาจมีบางรายการที่ไม่ตอ้งทาการบนัทึกขอ้มูลเพราะเงื่อนไขบางประการ ตวัอยา่ง เช่น ส ารวจประชากรในชนบท ตัวอย่างแบบส ารวจ 1. ชื่อและ นามสกุล......................................................... 2. เพศ ชาย หญิง 3. อายุ............ ปี 4. การศึกษา ............................................................... 5. อาชีพหลัก.............................................. ( ถา้ตอบวา่มีอาชีพทา การเกษตรให้ตอบข้อ6) 6. เน้ือที่ถือครองทา การเกษตร................................ ไร่ 7. รายได้จากการประกอบอาชีพหลักในรอบปี ที่แล้ว.......................... บาท จากตวัอยา่งแบบขอ้ถามขา้งตน้จะตอ้งตรวจสอบวา่มีการบนัทึกครบตามรายการหรือไม่ในกรณีตวัอยา่ง น้ีถา้ผทู้ี่ถูกสา รวจมีอาชีพรับราชการก็ไม่ตอ้งบนัทึกข้อ6 ข้ามไปบันทึกข้อ7 แต่ถา้ผู้ตอบมีอาชีพท าการเกษตรก็ ต้องบนัทึกขอ้มูลเน้ือที่ถือครองทา การเกษตร( ข้อ6) ด้วย ฉะน้นั ในการ ตรวจสอบความครบถ้วนผู้ตรวจสอบ จะตอ้งดูทุกรายการวา่ ไดม้ีการบนัทึกหรือไม่บนัทึกอยา่งไร ความถูกต้องและความแนบนัยของข้อมูลเป็นการตรวจสอบขอ้มูลที่บนัทึกอยใู่นแบบ ขอ้ถามวา่มีความ ถูกตอ้งหรือไม่แบบข้อถามบางแบบอาจจะบนัทึกมาครบถว้นทุกรายการที่กา หนด แต่ขอ้มูล ที่บนัทึกอาจไม่ ถูกต้อง เช่น จากแบบส ารวจข้างต้น ถา้การบนัทึกแบบเป็นดงัน้ี ส ารวจประขากรในขนบท 1. ชื่อและ นามสกุล... นายดีมากหลาย... 2. เพศ ✓ ชาย ✓หญิง 3. อายุ..... 14 .... ปี 4. การศึกษา ... จบปริญญาตรี 5. อาชีพหลัก..... ท านา ( ถา้ตอบวา่มีอาชีพทา การเกษตรให้ถามข้อ6) 6. เน้ือที่ถือครอบทาการเกษตร...... 10 ........ ไร่ได้ผลผลิต 20 เกวียน 7. รายได้จากการประกอบอาชีพหลักในรอบปี ที่แล้ว......... 5,000 ....... บาท เมื่อตรวจสอบแบบขา้งตน้อยา่งละเอียด แล้วจะพบความผิดในการบันทึกข้อมูล ดงัน้ี 1) ข้อ2 การบันทึกเครื่องหมาย ✓ ท้งัสองแห่ง ที่ถูกควรกา ✓ ที่เพศชายไม่ใช่กา ✓ ท้งัสองเพศ 2) อายุ14 ปีมีการศึกษาจบปริญญาตรีซ่ึงจะเห็นวา่คนอายุ14 ปียงัไม่น่าที่จะจบปริญญาตรีฉะน้นัจะเห็นวา่การ บันทึกข้อมูลในข้อ3 และข้อ4 น้ีไม่แนบนยักนั 3) การบันทึกในข้อ6 มีที่นา 10 ไร่ได้ผลผลิตข้าว20 เกวียน ( เท่ากบั 2,000 ถัง ) เฉลี่ยผลผลิตต่อไร่= 2,000/10 เท่ากบั 200 ถงัต่อไร่ ซึ่งสูงผิดปกติเพราะตามความเป็นจริงน้นัผลผลิตขา้วเฉลี่ย1 ไร่จะไม่สูงถึง200 ถัง ฉะน้นั การบันทึกข้อมูลอาจจะผิดที่จ านวนที่นาหรือจ านวนผลผลิตก็ได้ 30
ใบความรู้ที่11 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่องการจัดกระท าข้อมูล ในการศึกษาจะมีการเกบรวบรวมข้อมูลที่เป็นตัวเลขได้จ า ็นวนมากการที่เราจะเสนอต่อผอู้ื่นวา่ผล การศึกษาของเราเป็นอยา่งไรเราต้องน าข้อมูล(ที่เรียกวา่ "ข้อมูลดิบ" มาท าอยา่งหน่ึงอยา่งใด เพื่อให้ได้ข้อสรุปจาก ขอ้มูลน้นัๆ และน าใหผ้อู้ื่นเขา้ใจไดในรูปแบบตา่งๆ การทาeเช่นน้ีเรารียกวา่ "การจัดกระท าและการสื่อ ความหมายข้อมูล" การจัดกระท าคือการน าข้อมูลดิบมาจัดล าดับจัดจ าพวกหาความถี่หาความสัมพันธ์หรือค านวณใหม่ การสื่อความหมายข้อมูลเป็นการใชว้ิธีต่างๆ เพื่อแสดงข้อมูลให้ผู้อื่นเช้าใจเช่น การบรรยายใช้แผนภูมิแผนภาพ วงจรกราฟ ตาราง สมการไดอะแกรม เป็นต้น ทักษะการจัดกระท าและการสื่อความหมายของข้อมูล เป็นความช านาญในการน าเสนอขอ้มูลในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใหผ้อู้ื่นเขา้ใจสิ่งที่ตอ้งการสื่อได้ชัดเจน ถูกตอ้งรวดเร็วและง่ายต่อการแปลความหมายวิธีในการน าเสนอข้อมูล มีหลายวิธีเช่น การใช้ภาษาพูด ภาษาเขียน แผนภาพ แผนภูมิแผนที่แผนผัง ตารางกราฟ วงจรหรือสมการเป็นความช านาญในการหาความสัมพันธ์เชิง ปริมาณ โดยมีวิธีการนับ การคิดค านวณโดยใช้วิธีบวกลบ คูณ หารการใช้ตัวเลขคิดสูตรทางวิทยาศาสตร์ ขั้นตอนการจัดกระท าและการสื่อความหมายของหมายข้อมูล 1. เลือกรูปแบบในการจัดท าน าเสนอใหเ้หมาะสมกบัขอ้มูล 2. จัดกระท าข้อมูลตามรูปแบบที่ได้เลือกไว้โดยอาจท าไดด้งัน้ี 2.1 จัดเรียงล าดบั ใหม่ 2.2 หาความถี่เมื่อมีขอ้มลูซ้า 2.3 แยกหมวดหมู่หรือประเภท 2.4 ค านวณหาค่าใหม่ 2.5 บรรยายลกัษณะสิ่งใดสิ่งหน่ึงหรือสถานที่ดว้ยขอ้ความกะทดัรัดเหมาะสมจนสื่อความหมายให้ผู้อื่น เข้าใจได้ @@@@@@@@@@@@@@ 31
ใบความรู้ที่12 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่องการน าเสนอข้อมูล(Presentation of Data) ในการรวบรวมข้อมูลสถิติน้นัเราเก็บขอ้มูลไดแ้ลว้ก็นา ไปสู่การนา ข้อมูลที่เรารวบรวมได้น าเสนอหรือ แสดงให้ผู้อื่นทราบและเข้าใจ ซึ่งเราอาจน าเสนอข้อมูลได้ในหลายลกัษณะดว้ยกนั ซึ่งข้ึนอยกู่บัลกัษณะของขอ้มูล น้นัขอ้มูลบางอยา่งอาจจะไม่จา เป็นต้องน าไปวิเคราะห์ทางสถิติอาจจะ น าเสนอขอ้มูลอยา่งง่ายๆซ่ึงจะทา ให้ น่าสนใจมากข้ึน 1. การน าเสนอข้อมูลโดยบทความ ( Text Presentation ) การน าเสนอข้อมูลโดยบทความ จะมีลกัษณะการเสนอเป็นบทความส้ันๆ และมีข้อมูล ตวัเลขอยดู่ว้ย ซึ่งท า ใหอ้ ่านเขา้ใจง่ายอาจเป็นการน าเสนอบทความทางวิทยุโทรทัศน์หรืออาจจะเป็นบทความในวารสารหนังสือพิมพ์ และรายงานต่าง ๆ ตัวอย่างที่1 " ในปีพ.ศ. 2537 มีจ านวนผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยของรัฐ ประมาณ 85,000 คน ซ่ึงคาดวา่ ในปีการศึกษา2538 เพิ่มข้ึนเป็น 110,000 " " ในปีพ.ศ. 2536 ชาวสวนล าไยจงัหวดัเชียงใหม่สามารถส่งลา ไยออกสู่ตลาดเป็น จ านวนเงิน 10 ล้านบาท ซึ่ง มากกวา่ ปี2535 จ านวน 2.5 ล้านบาท " 2. การน าเสนอโดยบทความกึ่งตาราง ( Semi - Tabular Presentation ) เป็นการน าเสนอข้อมูลโดยแยกตัวเลขออกจากข้อความ หรือการน าเสนอบทความแต่มีการต้งัแนวตวัเลข ข้ึนในบทความ เพื่อให้เห็นตัวเลขชัดเจน และเปรียบเทียบสะดวกเมื่อต้องการ ตัวอย่างที่2 ภูมิล าเนาของนกัศึกษาวิทยาลยัแห่งหน่ึงระหวา่งปี2534 –2537 จ านวน (คน) ภูมิลาเนา 2534 2535 2536 2537 กรุงเทพฯ 2,540 2,590 2,556 2,618 ภาคเหนือ 350 244 310 287 ภาคกลาง 825 1,300 1,310 1,544 ภาคใต้ 408 325 368 387 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 520 458 488 481 รวม 4,643 4,917 5,032 5,317 3. การน าเสนอโดยตาราง ( Tabular Presentation ) คือการน าเสนอข้อมูลโดยใช้ตารางกรอกขอ้มูลที่เป็นตวัเลขโดยแบ่งเป็นแถวต้งั (Columns ) และแถวนอน (Row) เพื่อจัดข้อมูลให้เป็นระเบียบ ซ่ึงลกัษณะของตารางข้ึนอยกู่บัจุดมงุ่หมายของการน าเสนอข้อมูล ส่วนประกอบของตารางสถิติที่ควรมี 1) หมายเลขตาราง ( Table Number) 2) ชื่อเรื่อง ( Title ) 32
3) หมายเหตุควรมีต่อทา้ยใหท้ราบแหล่งที่มาของขอ้มูล พร้อมท้งัอธิบายใหท้ราบวา่ขอ้มูลในตารางมาจากไหน เป็นข้อมูลประเภทใด เพื่อท าใหเ้ขา้ใจดียงิ่ข้ึน 4) หัวเรื่อง ( Caption ) เป็นส่วนประกอบของหวัข้วัเพื่อใหไ้ดค้วามสมบูรณ์ข้ึนหรือเป็น ค าอธิบายตัวเลขใน แนวนอน ( อาจมีหลายหัวเรื่อง ) 5) ตน้ข้วั ( Stub ) ประกอบดว้ยหวัข้วัและตน้ข้วัหวัข้วัเป็นคา อธิบายเกี่ยวกบัตวัเลขใน แนวต้งัอาจมีหลายข้วั 6) ตัวเรื่อง ( Body ) ประกอบด้วยข้อมูลที่เป็นตัวเลข 4. การน าเสนอด้วยกราฟหรือแผนภูมิ( Graphical Presentation ) เมื่อได้จัดข้อมูลที่จะน าเสนอแล้วเราอาจจะพิจารณาในการน าเสนอข้อมูลด้วยกราฟหรือแผนภูมิซึ่งเป็น วิธีที่ใช้ได้ดีเพราะรูปภาพที่แสดงข้อมูลจะท าใหเ้กิดความน่าสนใจ ท าใหอ้ ่านเขา้ใจไดง้่ายและรวดเร็วกวา่วิธีอื่นๆ การน าเสนอดว้ยกราฟหรือแผนภูมิมีหลายลกัษณะดงัน้ี 1) แผนภูมิวงกลม ( Pie Chart) 2) แผนภูมิแท่งหรือกราฟแท่ง ( Bar Chart) 3) กราฟเส้น ( Line Graphs ) 4) แผนภูมิภาพ ( Pictogram ) แผนภูมิวงกลม ( Pie Chart) เป็นการน าเสนอข้อมูลที่รวบรวมได้ในรูปวงกลม โดยมีการแบ่งพ้ืนที่ภายใน วงกลมออกเป็นส่วน ๆ ในการเปรียบเทียบ แต่มีหลายลกัษณะของกลุ่มประชากรเช่น มีสถิติจ านวนของนักศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จ าแนกตามคณะ หรือการท างานของบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จ าแนกตาม ประเภทของโครงการการสร้างกราฟวงกลม 1) แผนภูมิวงกลมจะแสดงถึงร้อยละของจ านวนค่าที่สังเกตซ่ึงเท่ากบัค่าสังเกตในแต่ละข้นั เมื่อเทียบกบั ขอ้มูลท้งัหมด 2) พ้ืนที่วงกลมท้งัหมดเป็น 100 ส่วน = 360 องศาหรือ360 องศา= 100 % (1% = 3.6 องศา ) 3) แบ่งพ้ืนที่ในวงกลมตามค่าร้อยละที่คา นวณได้โดยเรียงจากมากไปหาน้อย 4) ท าใหเ้ห็นขอ้แตกต่างในแต่ละส่วนเพื่อความสะดวกในการเปรียบเทียบ ตัวอย่างที่3 ในการส ารวจของอาชีพผู้ปกครองนักศึกษา 300 คน จ าแนกเป็นทาธุรกิจส่วนตวัรัฐวิสาหกิจ รับราชการ บริษัทเอกชน อื่น ๆ ดงัน้ี อาชีพผู้ปกครอง จ านวน ธุรกิจส่วนตวั 40 รัฐวิสาหกิจ 30 รับราชการ 60 บริษัทเอกชน 160 อื่นๆ 10 รวม 300 33
วิธีท า 1. หาค่าร้อยละของความถี่แต่ละอาชีพ อาชีพผู้ปกครอง จ านวน ร้อยละ องศา ธุรกิจส่วนตวั 40 15 54 รัฐวิสาหกิจ 30 10 36 รับราชการ 60 20 72 บริษัทเอกชน 160 50 180 อื่นๆ 10 5 18 รวม 300 100 360 2. สร้างวงกลม และแบ่งเป็นส่วน ๆ โดยให้1% เท่ากบั 3.6 องศา ข้อสังเกต 1) พ้ืนที่วงกลมท้งัหมดคิดเป็นร้อยส่วน หรือ100% และมุมรอบ ๆ จุดศูนย์กลางของวงกลม คือ360 องศา 2) 360 องศาถือวา่เป็น 100 ส่วน และ1 ส่วน หรือ1 % จะเท่ากบั 3.6 องศา แผนภูมิรูปภาพ ( Pictogram ) คือแผนภูมิที่ใชรู้ปภาพแทนค่าตวัเลขจา นวนหนึ่งของข้อมูลที่น าเสนอเช่น ภาพรถยนต์1 คัน แทนจ านวนรถที่น าเสนอ1,000 คน หรือภาพคน 1 ภาพแทนประชากรที่น าเสนอ100 คน ซึ่ง รูปภาพน้นัจะแทนของจริงจา นวนเท่าไรก็ได้แล้วแต้ปริมาณมากน้อยของข้อมูลที่น าเสนอจะท าใหผ้อู้่านเขา้ใจได้ ง่ายแปลความหมายได้ทัน ที่และน่าสนใจมากข้ึน แผนภูมิแท่งหรือกราฟแท่ง ( Bar Chart) คือแผนภูมิที่ประกอบดว้ยรูปสี่เหลี่ยมผืนผา้ที่มีความยาวของแต่ ละรูปเป็นขนาดของข้อมูล มีช่องไฟแต่ละช่องความกวา้งของช่องจะคงที่จะใชก้บัการเปรียบเทียบรายการขอ้มูลที่ แตกต่างกนัหลายรายการ หรือข้อมูลที่จ าแนกตาม ลักษณะคุณภาพ เวลา หรือความถี่ซึ่งท าใหผ้คู้นเขา้ใจง่ายดว้ย ตนเอง กราฟเส้น ( Line Graphs ) การน าเสนอโดยกราฟเส้นจะเป็นที่นิยมใชก้นัมากใชก้บัขอ้มูลอนุกรมเวลา ( Time Series Data ) ซึ่งแสดงการเปลี่ยนแปลงล าดบัก่อนหลงัของเวลาที่ขอ้มูลน้นัเกิดข้ึนและมีจา นวนมากเป็นการ สร้างที่ง่ายอาจเป็นเส้นตรงหรือเส้นโคง้ก็ได้ข้ึนอยกู่บัลกัษณะขอ้มูลที่มีอยู่ใชเ้ปรียบเทียบระหวา่งหลายรายการใน ระยะยาว แผนที่สถิติ( Statistical Map ) คือแผนที่น าเสนอข้อมูลโดยอาศัยหลักทาง ภูมิศาสตร์เพื่อท าการ เปรียบเทียบขอ้มูลที่อยใู่นพ้ืนที่ทางภูมิศาสตร์เป็นไปไดโ้ดยง่ายเปรียบเทียบ ขอ้มูลแต่ละพ้ืนที่เหมาะส าหรับสถิติที่ จ าแนกตามภูมิภาคหรือสภาพภูมิศาสตร์เช่น แผนที่สถิติของเขตที่ทาการปลูกข้าวในจังหวัดหรือภาคใด ๆ 34
ใบความรู้ที่13 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลความหมายข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล หลังจากที่ได้รวบรวมข้อมูลมาเรียบร้อยแล้วงานที่จะตอ้งปฏิบตัิต่อไปก็คือการวิเคราะห์ข้อมูลและการ แปลความหมายข้อมูล ซ่ึงประกอบดว้ยข้นัตอนดงัต่อไปน้ี 1. การตรวจสอบข้อมูล 2. การจัดท าข้อมูล 3. การวิเคราะห์ข้อมูล 4. การเสนอผลข้อมูล 5. การแปลความหมายข้อมูล 1. การตรวจสอบข้อมูลควรทาทนัทีหลงัจากเกบ็รวบรวมขอ้มูลเสร็จเรียบร้อยแลว้ วัตถุประสงค์ของการตรวจสอบ ข้อมูลคือ 1) ตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลขาดหายและหรือลืมตอบ 2) ตรวจความเป็นไปได้ของข้อมูล 3) ตรวจสภาพความเป็ นเอกภาพของการได้มาซึ่งข้อมูล 2. การจัดหาข้อมูลคือการจัดเตรียมข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบเรียบร้อยแล้วจดัใหเ้ป็นระบบสะดวกแก่การ วิเคราะห์ขอ้มูลในข้นัต่อไป แบ่งเป็น 2 กรณี 1) ไม่ใชเ้ครื่องคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะหข์อ้มูลคือการน าข้อมูลที่ได้มาสร้างตารางแจกแจงความถี่หรือ สร้างแผนภูมิต่างๆ 2) ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์คือการน าข้อมูลทีได้มาจัดเตรียมในลักษณะที่พร้อม จะป้อนสู่ คอมพิวเตอร์ 3. การวิเคราะห์ข้อมูล สิ่งที่สา คญั ในการวิเคราะห์ขอ้มูลก็คือผู้วิจัยต้องเลือกใช้สถิติให้เหมาะสม สอดคลอ้งกบั วัตถุประสงค์ในการวิจัยและลักษณะของข้อมูลสถิติที่ได้รับความนิยมในการน าไปใชไ้ดแ้ก่ 3.1 สถิติอธิบายคุณลกัษณะหรือรายละเอียดของกลุ่มที่ศึกษาไดแ้ก่ 1) ร้อยละ 2) การวดัแนวโนม้เขา้สู่ส่วนกลาง 3) การวัดการกระจาย 3.2 สถิติหาค่าความสัมพนัธ์ระหวา่งตวัแปร2 ตวัไดแ้ก่ 1) สหสัมพนัธ์อยา่งง่าย 2) สหสัมพนัธ์ระหวา่งอนัดบั 1.3 สถิติที่ใชท้ดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกบัความแตกต่างระหวา่งค่าเฉลี่ยของกลุ่มเดียวไดแ้ก่ t-test one-Group 1.4 สถิติที่ใชท้ดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกบัความแตกต่างระหวา่งค่าเฉลี่ยของกลุ่ม 2 กลุ่ม ไดแ้ก่ t-test 35
1.5 สถิติที่ใชท้ดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกบัความแตกต่างระหวา่งค่าเฉลี่ยของกลุ่มมากกวา่ 2 กลุ่มข้ึนไปไดแ้ก่ Analysis of Variance (ANOVA) 3.3 สถิติที่ใชท้ดสอบสมมติฐานเกี่ยวกบัความแตกต่างและความสัมพนัธ์กรณีขอ้มูลอยใู่นรูป ของความถี่ไดแ้ก่ Chi-Square 4. การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1) การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะของการบรรยาย 2) การเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้มูลในลกัษณะต่าง ๆ เป็ นการน าเสนอข้อมูลที่เป็ น ตัวเลขอยา่งมีระบบ โดยจัดเป็ น แถวต้งัและแถวนอนที่มีความสัมพนัธ์กนัหรือตาราง 3) การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะแผนภูมิ -แผนภูมิรูปภาพ (Pictogram) -แผนภูมิแท่ง (Histogram) -แผนภูมิเส้น (Line graphs) -กราฟความถี่สะสม (Ogive Curve) -แผนภูมิวง (Pie Chart) 5. การแปลความหมายข้อมูล หมายถึงการอธิบายผลของการวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล ใหเ้กี่ยวโยงกบัวตัถุประสงคข์องการวิจยัขอ้ผิดพลาดในการแปลความหมายขอ้มูลที่ผวู้ิจยัมกัจะปฏิบตัิบ่อย ๆ ก็คือ แปลความหมายขอ้มูลโดยการอ่านค่าจากตารางที่เป็นผลการวเิคราะห์ขอ้มูลเท่าน้นั โดยไม่อธิบายความหมายวา่ ค่าที่ไดน้ ้นหมายถึงอะไรซึ่งผู้วิจัยควรจะน า ั ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลความหมายข้อมูลจาก ตารางน้นั ไวใ้ตต้ารางทนัที @@@@@@@@@ 36
ใบความรู้ที่14 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่อง สถิติ สถิติพ้ืนฐานที่ใชอ้ธิบายคุณลกัษณะของขอ้มูลไดแ้ก่ 1. ร้อยละ(Percentage) 2. การวดัแนวโนม้เชา้สู่ส่วนกลาง (Measures of Central Tendency) 3. การวัดการกระจาย(Measures of Variability) 4. การวัดความสัมพันธ์(Measures of Relationship) 1. ร้อยละ(Percentage) เป็นสถิติที่นิยมใชก้นัมากในการวิจัยเพราะเป็ นตัวเลขที่เข้าใจง่ายใน การค านวณเป็ นการ เปรียบเทียบตัวเลขจ านวนหน่ึงกบัตวัเลขอีกจา นวนหน่ึงที่เทียบส่วนเป็น 100 ดงัน้นั ในการคา นวณหาค่าร้อยละจึง ใช้ตัวเลขที่เราต้องการเปรียบเทียบหารด้วยจ านวนเตม็ของสิ่งน้นั แล้วคูณด้วย100 ดงัตวัอยา่งต่อไปน้ี จากการศึกษาพบวา่กลุ่มตวัอยา่งเป็นนกัเรียนช้นัมธัยมศึกษาปีที่3ของจังหวัดสุพรรณบุรีจานวน 530 คน เป็ นนักเรียน โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา3 135 คน หนองหญ้าไซวิทยา 124 คน ธรรมโชติศึกษาลัย 90 คน สามชุกรัตนโภคาราม 250 คน ด่านชา้งวิทยา75 คน บ่อกรุวิทยา56 คน อยากทราบวา่กลุ่ม ตวัอยา่งจากโรงเรียน ต่าง ๆ คิดเป็นร้อยละเท่าไรจะหาไดด้งัน้ี ร้อยละของกลุ่มตวัอยา่งจากโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 3 = 135/530 X 100 = 25.47 ร้อยละของกลุ่มตวัอยา่งจากโรงเรียนหนองหญ้าไซวิทยา= 124/530 X 100 = 23.39 ร้อยละของกลุ่มตวัอยา่งจากโรงเรียนธรรมโชติศึกษาลัย = 90/530 X 100 = 16.98 ร้อยละของกลุ่มตวัอยา่งจากโรงเรียนสามชุกรัตนโภคาราม = 50/530 X 100 = 9.43 ร้อยละของกลุ่มตวัอยา่งจากโรงเรียนด่านชา้งวิทยา= 75/530 X 100 = 14.15 ร้อยละของกลุ่มตวัอยา่งจากโรงเรียนบ่อกรุวิทยา= 56/530 X 100 = 10.56 ในการแปลความหมายร้อยละจะต้องแปลโดยอาศัย 100 เป็ นเกณฑ์ตวัอยา่งการนา เสนอการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติร้อยละในรูปตาราง 37
ตัวอย่างการวิจัยที่ใช้สถิติร้อยละ ตารางที่1 สถานภาพทวั่ ไปของครูผสู้อนที่เป็นกลุ่มตวัอยา่งในการวิจยัเรื่องความต้องการในการจัดหาหลักสูตร ทอ้งถิ่น สถานภาพทั่วไป จ านวน ร้อยละ เพศ - ชาย - หญิง 4 12 25.0 75.0 ระดับการศึกษา - ปริญญาตรี - ปริญญาโท 12 4 75.0 25.0 ประสบการณ์ในการสอน - 1-5 ปี - 6-10 ปี - 10 ปีข้ึนไป 8 3 5 50.0 18.7 31.3 ประสบการณ์ในการปฏิบัติการสอนที่ อ าเภอเมือง - 1-5 ปี - 6-10 ปี - 10 ปีข้ึนไป 14 2 - 87.5 12.5 การไดร้ับความรู้เกี่ยวกบัการพฒันา หลักสูตรทอ้งถิ่น -ไม่เคย - เคย 1 15 6.2 93.8 จากตารางที่1 ขอ้มูลทวั่ ไปของครูผสู้อน ครูผสู้อนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ75) มีระดับการศึกษาปริญญาตรี (ร้อยละ75) มีประสบการณ์ในการสอน 1 -5 ปี(ร้อยละ50) มีประสบการณ์ในการปฏิบัติการสอนที่อ าเภอเมือง 1 -5 ปี(ร้อยละ87) ซ่ึงส่วนใหญ่เคยไดร้ับ ความรู้เกี่ยวกบัการพฒันาหลกัสูตรทอ้งถิ่น (ร้อยละ93.8) ข้อควรระวังในการใช้สถิติร้อยละ ร้อยละเป็ นสถิติที่ค านวณไดง้่ายและนิยมใชก้นัมากในการวิจยัแต่การใชร้้อยละมีสิ่งที่ตอ้งระมัดระวัง ดงัน้ี 1) เลขฐานที่ใช้ในการค านวณก็คือจ านวนเตม็ที่ใชเ้ทียบส่วนเป็น 100 เช่น นักเรียน โรงเรียนแห่งหน่ึง ช้นัม.4 จ านวน 150 คน จ าแนกเป็ นนักเรียนชาย60 คน นักเรียนหญิง 90 คน สอบวิชาฟิสิกส์ปรากฏวา่ นักเรียนชายที่ได้ คะแนนสูงกวา่คะแนนเฉลี่ยมี38 คน นักเรียนหญิง ที่ไดค้ะแนนสูงกวา่คะแนนเฉลี่ยมี70 คน การหาร้อยละท าได้ ดงัน้ีร้อยละของนกัเรียนชายที่ไดค้ะแนนสูงกวา่คะแนนเฉลี่ย= 38/60 X 100 = 63.33 ร้อยละของนักเรียนหญิงที่ได้ คะแนนสูงกวา่คะแนนเฉลี่ย= 70/90 X 100 = 77.77 ร้อยละของนกัเรียนท้งัหมดที่ไดค้ะแนนสูงกวา่คะแนนเฉลี่ย= 108/150 X 100 = 72 38
2) ร้อยละของเลขฐานต่างกนัจะนา มาบวกลบ หรือหาค่าเฉลี่ยไม่ได้เช่น ร้อยละในข้อ1 เมื่อ ต้องการหาร้อยละของ นกัเรียนท้งัหมด ที่สอบไดค้ะแนนสูงกวา่คะแนนเฉลี่ยจะนา 63.33% กบั 77.77% มาบวกกนัหรือหาค่าเฉลี่ยไม่ได้ เพราะมีเลขฐานที่ต่างกนั (63.33% มาจากเลขฐาน 60 และ77.77% มีเลขฐานมากจาก90) 3) ในการค านวณหาร้อยละจากตวัเลขที่นอ้ยเกินไป อาจท าให้การแปลความหมายผิด พลาดได้เช่น ภาควิชาเคมี ประกาศวา่ "วิทยาศาสตร์บัณฑิตที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญา ปีพ.ศ. 2541 ได้เกียรตินิยม 100 %" ตามความจริง ปรากฏวา่ บัณฑิตที่จบจากภาควิชาเคมีมีเพียง 2 คนเท่าน้นั ทาให้เกิดความเขา้ใจผิดได้ดงัน้นั ในการคิดหาร้อยละจึง ต้องค านึงถึงเรื่องน้ีดว้ย 4) โดยทวั่ ไปทางปฏิบตัิไม่นิยมใชร้้อยละที่มีค่าเกิน 100 ถา้อยใู่นข่ายดงักล่าวควรระบุเป็ น จ านวนเท่าจะเหมาะสม กวา่เช่น ภาษีรถยนต์น าเข้าจากต่างประเทศเป็น 250% ของราคาต้นทุนควรจะระบุวา่ภาษีรถยนตน์า เข้าจาก ต่างประเทศเป็น 2.50 เท่าของราคาตน้ทุน 5) ในการเลือกใชค้่าร้อยละจากการวิเคราะห์โดยคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์และประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ซึ่ง ในปัจจุบนัมีการใชก้นัมากเนื่องจากสะดวกรวดเร็วและแม่นยา ผู้วิจัยจะต้องรู้จักเลือกใหเ้หมาะสมกบังานเนื่องจาก ค่าร้อยละที่ปรากฏใน Print-out อาจใหค้ ่าร้อยละ2 ค่าในแต่ละ Cell คือใหค้ ่าร้อยละท้งัในแนวแถว(row) และแนว สดมภ์(Colomn) เป็ นหน้าที่ของผู้วิจัยจะต้อง เลือกวา่จะใชค้่าใดจึงจะถูกตอ้งและสื่อความหมายไดต้รงกบั ประเด็น ปัญหาที่วิจัย 2. การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง (Measure of Central Tendency) ในการสรุปลกัษณะของขอ้มูลโดยทวั่ๆ ไป จะค านึงถึงลกัษณะค่าที่เป็นตวัแทนของขอ้มูลแต่ละชุด ซึ่งการหา ค่าสถิติที่เป็นตวัแทนของขอ้มูลแต่ละชุด คือการวดัแนวโนม้เขา้สู่ส่วนกลางเป็นการหาค่าเฉลี่ย(Average) เพื่อใช้ เป็นตวัแทนของขอ้มูลท้งัหมด ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ในการเปรียบเทียบขอ้มูลต่าง ๆ โดยไม่จา เป็ นต้องพิจารณาข้อมูล ท้งัหมดของแต่ละชุด การวดัแนวโนม้เขา้สู่ส่วนกลางที่นิยมใชก้นัทวั่ ไปมี3 วิธีคือ 1) ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean) หมายถึงค่าที่ไดจ้ากการนา ขอ้มูลท้งัหมดมารวมกนั แล้วหารด้วย จ านวนขอ้มูลท้งัหมด 2) มัธยฐาน (Median) 3) ฐานนิยม (Mode) @@@@@@@@@@@@@@@ 39
ใบความรู้ที่15 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค ์ ความรู้(I20201) เรื่ององค ์ ความรู้ องค์ความรู้(อังกฤษ : body of knowledge) หมายถึงความรู้ที่อยใู่นศาสตร์ไดแ้ก่ความคิดรวบยอด หลักการวิธีการ ที่อยใู่นตา ราอยใู่นหอ้งสมุด ซ่ึงอยภู่ายนอกตวับุคคล ที่สั่งสมกนัมาเพื่อให้คนรุ่นหลงัไดเ้รียนรู้ โครงสร้างความรู้หมายถึงความรู้ที่อยภู่ายในตวับุคคล ที่เกิดจากการเรียนรู้ของ บุคคลน้นัๆ ซ่ึงไม่ไดล้อกเลียนมา จากองค์ความรู้แต่ผเู้รียนตอ้งสร้างข้ึนมาดว้ยตนเอง เป็นความรู้ที่เกิดข้ึนใหม่เมื่อพฒันาโครงสร้างความรู้ต่อไปก็ สามารถสร้างผลงานเป็นองค์ความรู้ให้คนอื่นค้นคว้าได้ องค์ความรู้เป็นความรู้ที่เกิดข้ึนต่อเรื่องใดเรื่องหน่ึง ซ่ึงอาจเกิดข้ึนจากการถ่ายทอดจากประสบการณ์หรือ จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลโดยความรู้เกิดข้ึนน้นัผรู้ับสามารถนา ไปใช้ได้โดยตรง หรือสามารถน ามา ปรับใช้ได้เพื่อใหเ้หมาะกบัสถานการณ์หรืองานที่กระท าอยเู่ป็นความรู้ที่เกิดข้ึนต่อเรื่องใดเรื่องหน่ึงโดยความรู้ที่ เกิดข้ึนน้นัผรู้ับสามารถนา ไปใชใ้นลกัษณะต่าง ๆ ได้ แหล่งก าเนิดขององค์ความรู้ 1) ความรู้ที่ไดร้ับการถา่ยทอดจากบุคคลอื่น 2) ความรู้เกิดจากประสบการณ์การทา งาน 3) ความรู้ที่ได้จากการวิจัยทดลอง 4) ความรู้จากการประดิษฐค์ ิดคน้ สิ่งใหม่ๆ 5) ความรู้ที่มีปรากฏอยใู่นแหล่งความรู้ภายนอกองค์กรและองค์กรได้น ามาใช้ ประเภทขององค์ความรู้แบ่งได้เป็ น 2 ประเภท ดงัน้ี 1. องค์ความรู้ที่สามารถอธิบายได้เป็ นองค์ความรู้ซึ่งท าความเข้าใจได้จากการฟังการอธิบายการอ่าน และ น าไปใช้ปฏิบัติโดยจดัไวอ้ยา่งมีแบบแผนมีโครงสร้างและอธิบายกระบวนการวธิีข้นัตอนที่สามารถนา ไปใช้ได้ 2. องค์ความรู้ที่ไม่สามารถอธิบายได้หรืออธิบายได้ยากเป็ นองค์ความรู้ที่อธิบายได้ยากหรือในบางคร้ังไม่ สามารถอธิบายวา่เกิดความรู้เหล่าน้นั ไดอ้ยา่งไรไม่มีแบบแผน โครงสร้างแน่ชดัมกัเกิดข้ึนกบัตวับุคคลผลของ การถ่ายทอดข้ึนอยกู่บัผถู้่ายทอดและผรู้ับเป็นสา คัญ การจัดการองค์ความรู้ การจัดการองค์ความรู้คือการรวบรวมองคค์วามรู้ที่มีอยู่ซ่ึงกระจดักระจายอยใู่นตวับคุคล หรือเอกสาร มา พัฒนาให้เป็ นระบบ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเองให้เป็ นผู้รู้รวมท้งัปฏิบตัิงานไดอ้ยา่งมี ประสิทธิภาพ อนัจะส่งผลใหอ้งคก์รมีความสามารถในเชิงแข่งขนัสูงสุดโดยที่ความรู้มี2 ประเภท คือ 40
1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน เป็ นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์พรสวรรค์หรือสัญชาตญาณของแต่ละบุคคลใน การท าความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคาพูดหรือลายลกัษณ์อกัษรไดโ้ดยง่าย เช่น ทักษะการท างาน งานฝีมือหรือการคิดเชิงวเิคราะห์บางคร้ังเรียกวา่เป็นความรู้แบบนามธรรม 2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง เป็ นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดไดโ้ดยผา่นวธิีต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็ นลาย ลักษณ์อักษร ทฤษฎีคู่มือต่าง ๆ และบางคร้ังเรียกวา่เป็นความรู้แบบรูปธรรม เครื่องมือในการจดัการความรู้ การจัดการความรู้ประกอบด้วยกระบวนการหลักๆ ไดแ้ก่การค้นหาความรู้การสร้างและแสวงหาความรู้ ใหม่การจัดการความรู้ให้เป็ นระบบ การประมวลผลและกลนั่กรองความรู้การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้สุดท้าย คือการเรียนรู้และเพื่อให้มีการน าความรู้ไปใชใ้หเ้กิดประโยชน์สูงสุดต่อองคก์รเครื่องมือหลากหลายประเภทถูก สร้างข้ึนมาเพื่อนา ไปใชใ้นการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้ การสังเคราะห์องค์ความรู้ การสังเคราะห์(อังกฤษ: Synthesis) มาจากค าวา่ syn แปลวา่ร่วม และค าวา่ thesis แปลวา่ ปรากฏการณ์ใหม่ มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ มีความหมายคือประชุม การสังเคราะห์เป็นกระบวนบูรณาการปัจจยัต่าง ๆ ต้งัแต่สองปัจจยัข้ึนไปซ่ึงอาจเป็นไดท้ ้งัคน สัตว์สิ่งของรวมท้งัเหตุการณ์และสิ่งที่อยใู่นรูปของแนวคิดเขา้มาเป็น องคป์ระกอบร่วมกนัเพื่อใหเ้กิดสิ่งใหม่หรือเกิดปรากฏการใหม่ที่อาจเรียกไดว้า่เป็นการ บูรณาภาพ โดยปัจจัยหรือ องคป์ระกอบต่าง ๆที่เขา้มาสู่กระบวนบูรณาการในการสังเคราะหน์ ้นับางปัจจยัอาจจะไดผ้า่นการวิเคราะห์แยกแยะ สืบคน้มาก่อนแลว้ขณะที่บางปัจจยัก็อาจจะยงัไม่ไดผ้า่นการวิเคราะห์แยกแยะสืบคน้มาก่อน สภาวะรูปของปัจจัย และองคป์ระกอบต่าง ๆ ที่น ามาเป็นปัจจยัและองคป์ระกอบในการสังเคราะห์น้นัอาจเป็นไปไดท้ ้งัแบบรูปธรรมและ นามธรรม ซ่ึงบูรณภาพที่เป็นปรากฏการณ์ใหมห่รือสิ่งใหม่อนัเกิดข้ึนจากการสังเคราะห์น้นัก็เป็นไปไดท้ ้งัแบบ รูปธรรมและนามธรรมเช่นกนั ขั้นตอนการสังเคราะห์ 1. กา หนดหวัเรื่องและจุดประสงคท์ ี่จะสังเคราะห์ใหช้ดัเจนวา่ตอ้งการสงัเคราะห์เพื่อใหเ้กิด บูรณาภาพหรือ ปรากฏการณ์ใหม่ในรูปแบบใด เช่นเพื่อใหเ้กิดผลผลิต เพื่อใหเ้กิดขอ้สรุป หรือเพื่อให้เกิดการทา นายเหตุการณ์ใน อนาคตโดยกา หนดวตัถปุระสงคใ์หช้ดัเจนดว้ยวา่จะสังเคราะห์เพื่อนาผลการสังเคราะห์ที่ได้ไปด าเนินการในสิ่งใด ต่อ 2. จัดเตรียมปัจจยัและองคป์ระกอบต่าง ๆที่จะน าเขา้สู่กระบวนการสังเคราะห์ซ่ึงอาจเป็นคน สัตว์สิ่งของ หรือเป็นประเดน็นามธรรมต่าง ๆ คัดกรองคดัเลือกใหไ้ดข้อ้มูลหรือปัจจยัวตัถุดิบต่าง ๆที่มีคุณภาพเพื่อนาสู่ กระบวนการสังเคราะห์ 3. สังเคราะห์ปัจจยัและองคป์ระกอบต่าง ๆที่เตรียมไวต้ามจุดประสงคท์ ี่กา หนด โดยให้กระบวนการ สังเคราะห์มุ่งที่การนา ปรากฏการใหม่หรือบรูณาภาพที่ไดจ้ากการสังเคราะห์ไปใชใ้หเ้กิด ประโยชน์ตามที่ได้ กา หนดไว้ในวัตถุประสงค์ของการสังเคราะห์ 41
4. ตรวจสอบและประเมินผลการสังเคราะห์ที่ไดว้า่น่าจะมีความแม่นยา ความเที่ยงและความเป็ นไปได้ มากน้อยเพียงใดเพื่อเตรียมน าไปใช้ตามวัตถุประสงค์ 4.1 ผลการสังเคราะห์ที่มีคุณภาพ มีความแม่นยา น่าเชื่อถือและมีความเป็นไปไดสู้ง สามารถน าผลของการ สังเคราะห์ด าเนินการน าไปใชใ้นข้นัต่อไปไดต้ามวตัถุประสงค์ 4.2 ผลของการสังเคราะห์ที่ไม่มีคุณภาพ ให้น าผลของการสังเคราะห์น้นัเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์เพื่อ ด าเนินการแยกแยะตรวจสอบหาที่มาของปัจจยัและองคป์ระกอบต่าง ๆที่ได้น าเข้าสู่กระบวนการสังเคราะห์รวมท้งั ตรวจสอบคุณภาพของผู้ท าการสังเคราะห์เพื่อสืบค้นหาที่มาและเหตุปัจจัยที่ท าให้ผลของการการสังเคราะห์เป็ นผล การสังเคราะห์ที่ไม่มีคุณภาพ และเมื่อวิเคราะห์หาเหตุปัจจยัตา่ง ๆน้นั ไดแ้ลว้ใหแ้กไ้ขปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาข้อมูลหรือองค์ประกอบ ปัจจยัต่าง ๆ น้นั ใหม้ีคุณภาพต่อไปเพื่อนา เขา้สู่กระบวนการสังเคราะห์ใหม่อีก คร้ังหน่ึง 5. น าผลการสังเคราะห์ไปใชป้ระโยชน์ตามจุดมุ่งหมายโดยจะนา เสนอต่อสาธารณะหรือเก็บ เป็ นข้อมูล สังเคราะห์ส่วนตวัก็แลว้แต่จุดประสงคข์องผทู้า การสังเคราะห์เช่น สังเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันเพื่อน าไปใช้ ประกอบการคาดเดาโอกาสของเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดข้ึนไดใ้นอนาคต Is ย่อมาจาก Independent Study สังเคราะห์ หมายถึง กระบวนการในการรวบรวมองคป์ ระกอบที่แตกต่างกนั ไม่วา่จะเป็ น ความคิด สิ่งของ ฯลฯ ผสมผสานกลมกลืนเขา ้ไวด ้ ว ้ ยกนัจนกลายเป็ นสิ่งใหม่ 42