เรื่ องเล่าจากลกูหลาน...ส่ตูา นาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช (2422-2566) 李秋泉
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 1 จากใจผู้จัดทา “เรื่องเล่าจากลูกหลาน...สู่ต านาน 144 ปีขุนนันทะพานิช” เกิดข้ึนหลงัจากลูกหลานขนุนนัทไ์ดม้ีการ ต้ังกลุ่มไลน์ทา ให้เราได้รู้จักกัน สืบสาวลา ดับญาติกัน กลายเป็นลูกหลานก๋งที่มีขนาดใหญ่มาก ที่ส าคญั มีการเล่าความหลังของก๋งที่เป็ นศูนย์รวมความรักของลูกหลานสู่กันฟัง ท าให้คนรุ่นหลังได้รับรู้จากเฮียก้าว (อาจารย์ชูชาติหงุ่ยตระกูล) เฮียจงศกัด์ิ(พลเอกจงศกัด์ิพานิชกุล) เฮียนอ้ย (อาจารยน์พพร ชาญพาณิชย)์ท้งั สามท่านได้มีโอกาสใกล้ชิดกับก๋งสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่จึงมีเรื่องราวเล่าให้ฟังมากมายแบบไม่เคยรู้มาก่อน ก๋ง จึงเป็ น “วีรบุรุษของลูกหลาน” และเป็ น “อัจฉริยะและผู้บุกเบิกของคนเมืองน่าน ในยุคก่อนมีไฟฟ้าใช้” เป็ นแบบอย่างที่ดีของลูกหลานที่จะสืบทอดต่อไป เรื่องเล่าของก๋งท าให้ผมเรียนรู้เรื่องก๋งมากข้ึน ผมจึงอาสาเป็ นผู้รวบรวมข้อมูล/เรื่อง และต้งัใจทา ให้ เป็ นหนังสือเพื่อถ่ายทอดประวัติของก๋งให้ลูก หลาน เหลนของก๋งได้รับรู้ต่อไป แต่เนื่องจากลูกหลานก๋งจาก แต่ละสายของภรรยามีจา นวนมาก ทา ให้การรวบรวมใช้เวลานาน ผมเริ่มทา ต้งัแต่8 มิถุนายน 2561ผ่านไป เกือบ 5 ปี การรวบรวมก็ยังไม่แล้วเสร็จ ผมออก E-Book (ฉบับย่อ) ไปหลายเวอร์ชนั่ เผื่ออีกหลายท่านจะจ า “สาแหรกครอบครัว” ของตนเองและของเครือญาติได้ พร้อมๆ กับติดตามมาเพิ่ มเติมใหส้มบูรณ์ต่อไป ในโอกาสที่พี่มาลี หวังใจสุข รุ่นหลานของก๋ง ผู้มีอาวุโสสูงสุดของเราในขณะน้ีท่านเมตตาช่วยเรา ทุกวิถีทางในการค้นหาญาติ และให้ก าลังใจฝ่ ายจัดท ามาโดยตลอด จึงได้เวลาท าให้เป็ นรูปเล่มแม้จะยัง ไม่สมบูรณ์แต่เพื่อร่วมเฉลิมฉลองอายุครบ 94 ปี ของท่าน หวังว่าพี่น้อง ลูกหลาน เหลน คงให้อภัยและเต็มใจ หยิบยื่นข้อมูล รูปภาพ เรื่องราวดีๆ เพิ่ มเติมเขา้มา....เพื่อรอคอยพบกับฉบับสมบูรณ์ในโอกาสต่อไปนะครับ ขอบพระคุณทุกท่านที่ส่งข้อมูลครอบครัว รูปภาพ และเรื่องเล่า ทา ให้หนังสือเล่มน้ีนอกจากเป็ น ประวัติศาสตร์ของต้นตระกูลแล้ว ยังมีสาระ มีสายใยรักผูกพันระหว่างลูกหลานก๋ง ขอบพระคุณพี่ธัชชัย จิรวณิชชากรที่ช่วยตรวจพรู๊ฟและจัดพิมพ์ ขอบพระคุณเจ๊นาย (อาจารย์มยุรี จัยวัฒน์) ผู้ให้ก าลังใจผมตลอดมา พร้อมท าหน้าที่บรรณาธิการ หนงัสือเล่มน้ีให้ด้วย มานพ นันทธนาคาร 16 กุมภาพันธ์ 2566
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 2 ประวัติโดยย่อ “ขุนนันทะพานิช” เป็ นนามพระราชทาน ได้รับพระราชทานเมื่อวันที่23 มกราคม พ.ศ.2463 (ค.ศ.1920) ชื่อจริงของท่าน คือ ชิวจั๊ว แซ่ ลี้ เกิดปี พ.ศ. 2422 (ค.ศ.1879) ณ จังหวัดซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ขุนนันทะพานิช เป็นนายช่างใหญ่ (สถาปนิกวิศวกร) รับเหมาออกแบบ ก่อสร้ างอาคารที่สมัยนี้เรียกว่า “ Turnkey Contractor” มีส านักงานที่ ตึกเดิม มีป้ายชื่อว่า“ ชิวกี่” ขุนนันทะพานิช เสียชีวิตเมื่อวันที่22 ธันวาคม พ.ศ. 2496 (ค.ศ.1953) สิริรวมอายุ74 ปีศพของท่านบรรจุอยู่ที่ฮวงซุ้ย เขาน้อย บ้านเจดีย์อ าเภอเมือง จังหวัดน่าน ขุนนันทะพานิช มีภรรยารวม 6 คน ❖ นางบัวทิพย์มีบุตร-ธิดา 7 คน ❖ นางตามน มีบุตร-ธิดา 3 คน ❖ นางองิสีมีบุตร-ธิดา 3 คน ❖ นางบัวแก้ว(โม้น) มีบุตร1 คน ❖ นางศรีค า มีบุตร-ธิดา 2 คน ❖ นางเช็งลั้ง มีธิดา 2 คน ขุนนันทะพานิชกบัคฤหาสน์ของท่านและครอบครัว
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 3 ชีวิตครอบครัว ขุนนันทะพานิชมีภรรยา 6 คน ทุกคนเสียชีวิตแล้ว ขุนนันทะพานิชมีบุตร-ธิดารวม 18คน ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ 3คนคือ นางจือโน้ย นายนิคม และ นางป้วยจวง 1.นางบัวทิพย์ 4.นางบัวแก้ว (โม้น) 3.นางอิงสี กอสีม้า 5.นางศรีค า พานิชกุล 2.นางตามน 6.นางเช็งลั้งแซ่อึ้ง นายวิเชียร ชาญพาณิชย์ นางพลอย เต็งไตรรัตน์ นางแพรแซ่หงุ่ย นางจูหงุ่ยตระกูล นางหน่อแก้ว ศรีไพศาล นายวิจิตร พานิชกุล นายเกียรติพานิชกุล นางอ้วน ค าพับ นายจือไช้ นางภาแซ่ลี้ นายจืออิ้ว แซ่ลี้ นายจือกิ้ม แซ่ลี้ นางจือโน้ยแซ่ลี้ นางประคองศรีศรีเรืองสุข นายวินัย นันทะพานิชสกลุ นายนิคม ฐิตินันท์ นางป้วยเตียง แซ่ลี้ นางป้วยจวง แซ่ลี้
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 4 ขุนนันทะพานิช ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2496 (ค.ศ.1953) สิริรวมอายุ 74 ปี มีพิธีบรรจุศพของ ท่านที่ฮวงซุ้ย เขาน้อย บ้านเจดีย์อ าเภอเมือง จังหวัดน่าน ปัจจุบันเป็ นศูนย์รวมของลูกหลาน ที่ยังไปกราบไหว้ ท่านเป็ นประจ าและทุกปี พิธีกรรมงานศพก๋ง รวมญาติหลังกราบไหว้ก๋งประจ าปี
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 5 ผลงาน ขนุนนัทะพานิชเป็นท้ งัสถาปนิกและวิศวกร มีผลงานการสร้างอาคารหลายแห่งแต่ที่ลูกหลานพอจะจ าได้ รวม 5แห่ง ดงัน้ี ➢ โรงเรียนศรีสวสัด์ิวิทยาคาร หลงัแรกริมแม่น้ า น่าน* (โรงเรียนสตรีศรีน่านในปัจจุบัน) ➢ สถานีต ารวจภูธร อ าเภอเมืองจังหวัดน่าน ➢ ที่ว่าการอ าเภอเมืองน่าน (หลังเดิม)ขา้งวดัชา้งค้ า วรวิหาร ➢ โบสถ์คริสเตียน * ➢ คุ้มเจ้าบัวเขียว สงวนศรี ข้างโรงเรียนซินจง * *หมายถึง ผลงานที่ยังคงใชังานอยู่ในปัจจุบัน โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคาร โบสถ์คริสเตียน คุ้มเจ้าบัวเขียว สงวนศรี
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 6 จากต้นตระกูล“ แซ่ลี้ ” ของขุนนันทะพานิช ปัจจุบันมีสกุลครอบครัวลูก-หลานเพิ่มขึ้นอีก50 สกุล ➢ ชาญพาณิชย์ หวังใจสุข/พันธ์หล้า/ธนาภรณ์/หอมกลิ่ น ➢ เต็งไตรรัตน์ ศุภวโรดม/ภานุไพศาล/พัฒนศิษฏางกูร/ธนะเพทย์/ตันตรานนท์/ทองประยูร ➢ พานิชกุล ปรางค์มณีรัตน์/จารุวิจิตรรัตนา/เพชรร่มโพธิ์ ➢ หงุ่ยตระกูล พิพัฒนานุกฤษณ์/จินดารัตน์/ชาลีรักษ์ตระกูล/หิรัญญัตฐิติ/ทรัพย์ธนะอุดม/แซ่เตีย/ ส่งเจริญ/เดวิดสัน (Davidson)/จัยวัฒน์/ธุรวติกุล ➢ ศรีไพศาล ➢ พานิชกุล เรืองกิตติรุต/สุทธิพงษ์ ➢ นันทพานิช ➢ นันทธนาคาร เช้ือผดู้ี ➢ แซ่ลี้ สูงสว่าง ➢ นันทพานิชสกุล ฉันทะวิทย์/อิทธิกมลเลิศ ➢ ฐิตินันท์ ➢ ค าพับ จารุพิพัฒน์ ➢ แซ่จิว จิรวณิชชากร/พินิจภิญโญ/กิตติสุทธิวงศ์/พรประดับเกียรติ์/ธรรมเลิศมงคล/ก่อศรีเจริญพันธ์ ➢ แซ่อั๊ง จิรวณิชชากร/รุ่งโรจน์การค้า ฉ าฉา หรือ จามจุรี
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 7 หมา ห ุ นา ิ ี ร า า ิ มี ุ ร ิดากั นาง ั ก ิ ม อีก น ือ นา อารี กั นาง อุ ง
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 8
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 9
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 10
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 11
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 12
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 13
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 14
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 15 ศ.นพ.สมยศ-นางจริยา จารุวิจิตรรัตนา และบุตร-ธิดา ศ.นพ.สมยศ-นางจริยาจารวุิจิ ตรรัต นา และบุตร-ธิดา
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 16 รอ รั หงุ ร กู นางจู หงุ ร กู นา ี ้ ง หงุ ร กู อ ิ ั ิ ั นานุก อ จินดารั น าอิ ม นางสุรั า จินดารั น นา สิ ิ ั นานุก นางสุ ิ า า ีรัก ร กู ร รร ี ิ ั นานุก นา ินิจ หงุ ร กู นางสม ิ สิก ม นา ิทัก หงุ ร กู นา น ด หงุ ร กู นาง รา ร หิรั ั ิ ิ ิ นาง รา รร ทรั น อุดม นาง ูจิ หงุ ร กู นา ู ักด ิ ี นา ู ั ี ร สุทิน หงุ ร กู น สม ร สง ส ง จริ นางมาริสา ด ิดสัน นางอมรา ี ส ง จริ นา สม จ น ส ง จริ นา ู า ิ หงุ ร กู นางมา ี จันทร รี ุ ร ร ดร ดี หงุ ร กู ดิ ร ดร ห ัง หงุ ร กู ดุ นา รท หงุ ร กู ดี ร ม ุรี จั ั น นา กิ ิ จั ั น นางกนิดา ุร ดิกุ อม นาง กื อการุ จั ั น อิ ม น ส กุนนที จั ั น อุ น
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 17
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 18
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 19
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 20
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 21
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 22
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 23
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 24
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 25
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 26 รอ รั รุ น ูก รุ นห าน รุ น ห น ร ม น
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 27 ความทรงจ าดีๆ จาก...หลานชูชาติหงุ่ยตระกูล • ขุนนันทะพานิชมีคฤหาสน์อยู่ถนนสุมนเทวราช ด้านซ้ายของตัวตึกจะเป็ นซุ้มองุ่น เป็ นทางเข้า-ออก ใต้ร้านองุ่นเป็ นโรงรถ มีรถเปิ ดประทุนได้จอดอยู่หนึ่งคัน (คล้ายรถ ฟอร์ด โมเดลที) มีซุ้มกระดงังาจีนดา้นทิศใตข้องตวัตึกก่อนข้ึนบนั ได (คฤหาสน์ 2 ช้นั ) ตลอดแนวก าแพงทิศ เหนือ ใต้และตะวนัออก ปลูกว่านสี่ทิศสีส้ม ตลอดแนวกา แพงอิฐก่อเต้ีย สูง 1 ฟุต มีดอกไฮเดรนเยียสีคราม มีหัวเหมือนหัวข้าวเย็น (เรียกกันว่า ดอกหัวข้าวเย็น) ปลูกในกระถางสีครามสลับขาว หลายกระถางบนแท่ง ซีเมนต์ด้านทิศใต้ของตัวตึก ส่วนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีต้นเกาลัดไทยต้นใหญ่ 2-3 ตน้ ใกลบ้ ่อน้ า เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตรลึกประมาณ 6-7 เมตร น้ า ใสและเยน็มีน้ า ตลอดท้งัปีสมยัน้นัตอ้งใชวิธี ้ ตักโดยเอา เชือกผูกติดกับถังใบเล็กโยนลงไปในบ่อ แล้วสาวข้ึนมาใส่ถังใบใหญ่ หิ้วไปเก็บไวใ้นโอ่งมังกรให้เต็ม เก็บไว้กิน ไว้ใช้ ตน้เกาลดัไทยมีลา ตน้ สูงใหญ่แตกกิ่ งกา้นสาขา มีดอกเป็นพวง มีผลเป็นฝักเปลือกสีแดงและมีเมล็ดสี ด าใหญ่อยู่ภายใน 2-3 ลูก เมื่อแก่จดัเก็บมาตม้ ใส่เกลือเล็กน้อยกินเน้ือในสีเหลือง ทานอร่อย ทา เป็นขนม หวานได้ สมัยเป็ นเด็ก พวกเราลูก-หลานชอบปีนข้ึนไปเก็บกนัอย่างสนุกสนาน ต้นเกาลัดไทย ดอกเกาลัดไทย ผลเกาลัดไทยที่บ้านหงุ่ยตระกูล Ws’6jp9itd^]W ว่านสี่ทิศสีโอโรส กร ดังงาจีน บานบุรี
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 28 • การที่ก๋งเป็ นสถาปนิก+วิศวกร รักความสวยงาม รักดอกไม้และต้นไม้ ท าสวน ชื่นชมและสะสมของโบราณ เช่น พระบูชายุคเชียงแสน เครื่องไมฝ้ังมุก ชุดชนชา้งสมยัที่เจา้เมืองสมยัก่อนใชใ้นสงคราม เครื่องเซรามิคลาย คราม หยก เครื่องเล่นจานเสียง งาชา้ง สิ่งเหล่าน้ีผมเห็นบนตึกก๋ง ที่ผมเกิด อาศยัอยมู่าช่วงหน่ึง และจา ไดต้ิดหู ติดตา ท าให้ผมชอบท าตามโดยอัตโนมัติ และสะสมได้บ้างนิดหน่อย ตามก าลังและโอกาส ตามทฤษฏีทาง จิตวิทยา สอนเด็กดว้ยคา พูด เด็กมกัไม่ฟัง แต่เด็กทา ตามที่ผใู้หญ่ทา ดงัน้นัสิ่งที่ก๋งท า ไม่ว่าการให้ความรัก การ ด าเนินชีวิต รสนิยม เป็ นการสอนที่ไม่เป็ นค าพูด แต่เป็ นส่วนหล่อหลอมให้ผมเป็ นดังที่เป็ นอยู่ เช่น ดูแล ลูกหลานดว้ยความรัก ดา รงชีวิตแบบที่เป็นไม่ไดร้่ ารวย/มงั่คงั่ ไม่มีชื่อเสียง ไม่มียศ/ตา แหน่งสูง เหมือนก๋ง แต่ ภูมิใจที่ได้เป็ นหลานก๋ง มีลูกหลานที่น่าพอใจ ผมมีความสุขนะ • ขุนนันท์ฯ น่าจะเป็ นคนรักต้นไม้และดอกไม้ มีไม้ดอก ไม้ประดับมากมาย รอบบ้าน มีไม้ผลรอบบ้าน สวน หลังบ้านและสวนผลไม้อีกกว่า 30 ไร่ ที่บ้านอภัย ที่บ้านตึกมีการท าภูมิทัศน์ อย่างสวยงาม มีร้ัวบานบุรีสีเหลืองตลอดแนวถนนสุมนเทวราช มีประตูใหญ่ ด้านขวาสุดผ่านประตูใหญ่จะพบร้านองุ่นสูงให้ร่มเงา เป็ นที่จอดรถ ซ้ายมือ ก่อนถึงตัวตึกเป็นลานหญ้า ล้อมรอบด้วยอิฐก่อสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ตลอดแนวอิฐมีว่านสี่ ทิศสี โอโรส ติดตัวตึกจะมีหวายพันปี 1 กอใหญ่ นอกแนวอิฐก่อดา้นใตเ้ป็นร้านการะเวก เราเรียกกนัว่ากระดงังาจีนและแท่น วางไมป้ระดบัพวกไฮเดร็นเยีย บีโกเนีย เจอราเนียม ก่อนถึงร้านการะเวกเป็น ต้นพู่ระหง ลึกเข้าไปเป็ นต้นล าไย • ทางทิศเหนือตวัตึกมีตน้มะเฟืองลูกผสมระหว่างมะเฟืองเปร้ียว(สีส้ม)กับ มะเฟื องหวาน (สีเขียวซีด)จึงมีรสชาติเปร้ียวหวานพอดีใกลก้นัมีตน้ทุเรียนสูง ไม่เคยมีลูก หลงัตวัตึกเป็นห้องครัว มีตน้ลิ้ นจี่สีแดงเขม้แบบพนัธ์จกัรพรรดิ ใกลบ้ ่อน้ า มีตน้เกาลดัไทย ที่ยงัมีสายพนัธ์อยู่ที่นครสวรรคบ์า้น ผอ. พวงเพชร หรือเจ๊คิ้ มของพวกเรา มีที่สระบุรีบา้นคุณกฤชเทพ (อ๊าด) พานิชกุล ที่บ้านผมที่ กทม ที่ได้จากคุณกริชเทพด้วย ความขอบคุณ…น่าจะมีที่น่านอีก สวนหลังตึก มีต้นท้อหรือแอปริค็อต ดอกขาวเต็มต้นทุกปี ต้นละมุด มะม่วงอกร่อง ส้มโอ มะปราง หวาน ลางสาด ลิ้ นจี่ลูกเขียวอมชมพู สวนที่บ้านอภัย น่าจะเป็ นการบุกเบิกสวนเกษตร เป็ นสวนยกร่อง (Furrow Irrigation) มีชมพู่ฝรั่ ง มะเฟืองหวาน กระทอ้นรอบบา้นพกัที่มีน้ าลอ้มรอบ กลางคืนยกสะพานข้ึนไม่มีใครผ่านได้ในสวนมีต้น ส้มเขียวหวาน ส้มเกล้ียง (ส้มเช้ง) ล าไย กระท้อน มะม่วง มะพร้าว ด้านหน้ามีซุ้มประตูเฟื่ องฟ้าสวยงาม ตาม แนวร้ัวดา้นถนนยนัตรกิจโกศล (ไป อ.สา และ แพร่) เป็นตน้ฉา ฉาใชเ้ล้ียงครั่ ง ....ถึงว่าสิผมเป็นคนรักและรู้จักไม้ดอกไม้ประดับและต้นไม้มากมายเพราะเป็นสายเลือดขุ นนันท์ฯ นี่เอง
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 29 • ขนุนนัทไ์ม่เล้ียงหมาเฝ้าบา้น แต่จะเล้ียงห่านที่ส่งเสียงดงัเมื่อมีใครเขา้มาในร้ัวบานบุรีมีห่านท้ งัตวัผแู้ละตวั เมียที่ใหไ้ข่บ่อยมาก มีการแยง่กนัเก็บไข่ห่านที่แอบไข่ระหวา่งร้ัวบา้นกบัแท่นอิฐก่อสูง เมตรเศษที่ส าหรับวางกระถางไฮเดร็นเยีย บีโกเนีย เจอราเนียม การแย่งไข่ห่านระหว่าง ผมกับหลานๆ ผมชนะได้เกือบหมด เพราะรู้เวลาและเข้าไปช่วยห่านโดยรูดท้องห่านจน หลุดลงบนอุ้งมือ ยังอุ่นๆ เปี ยกๆ คนอื่นพบแต่ความว่างเปล่า...ฮามาก • ขุนนันท์ฯ มีลูกสาวสวยๆ ท้งัน้ัน เมื่อคร้ังรู้จกัคุณครูกาญจนา กองศาสนะ รุ่นราวคราวเดียวกบัคุณวินัย นันทะพานิชสกุล คุณนิคม ฐิตินันท์ คุณพินิจ หงุ่ยตระกูล ล้วนเป็ นเพื่อน และรู้จักกันดี ท่านเล่าให้ฟังว่า เป็ นที่ เลื่องลือวา่ท่านขนุมีลูกสาวสวยๆ ท้ งัน้นัต้ งัแต่นายพลอย นายจูนายหน่อ(สมยัน้นัเขาเรียกลูกเจา้นายว่า ‘นาย’ ไม่ว่าจะเป็นผูห้ญิงหรือผูช้าย) ใครๆ ที่เดิน/ขี่จกัรยาน/นงั่สามลอ้ผ่านตึกขุนนันท์ ต้องมองไปที่มุขและระเบียง ช้นับนของตึกเผื่อจะไดเ้ห็นสาวสวยคร้ังหน่ึงมีสุภาพสตรีท่านหน่ึงปั่ นสามลอ้แดง ที่มีสองลอ้หน้าหน่ึงลอ้ หลงั (บรรทุกสินคา้) เหม่อมองสาวสวยบนตึกจนรถลม้ระเนระนาด ท่านน้ันภายหลงัเป็นเถา้แก่เน้ียโรงแรม แห่งหนึ่งในจังหวัดน่านบ้านเฮานี่แหละ...น่าจะสวยจริง ถึงข้ นัคนมองตอ้งเหลียวหลงั • ผมเกิดที่ตึกของอาก๋ง อายุเดือนเศษแม่พาไปเช่าอยู่บ้านของน้าจิตตรา ส่งสกุล ซึ่งอยู่ติดกัน (ทิศใต้ของตึก อาก๋ง) ที่จา ความไดค้ือ นงั่ตกัอาก๋งกินอาหารเชา้เกือบทุกวนัมีตวั่กิ๋ ม (แม่คุณอารี ชาญพาณิชย์) ดาวไข่ให้กิน เป็ นประจ า มีองุ่น แอปเปิ ล ตามฤดูกาล ผมรักอาก๋งมากมาย จนวันหนึ่ง อายุ 6-7ขวบ มีคนไปฟ้องอาก๋งว่า ผมไปขโมยส้ม หลังตึก อาก๋งบอกแม่ผม เข้าบ้านก็ถูกดุ ผมโกรธมากไม่ยอมพูดกับอาก๋งนาน จนวันหนึ่งอาก๋ง กลับจากกรุงเทพฯ ไปหาผมที่บ้าน ผมบอกแม่ว่าคนแก่มา (ไม่ยอมเรียกว่าอาก๋ง) แม่ออกไปหน้าบ้าน เรียกให้ ผมออกไปหาอาก๋งรับของฝาก เป็ นปากกาหมึกแห้งหลายสี เป็ นโหล ดีใจมาก ทึกทักเอาว่าเป็ นปากกาหมึกแห้ง ดา้มแรกในเมืองน่าน หายโกรธอาก๋งต้ งัแต่บดัน้นัและรักอาก๋งเหมือนเดิมจนทุกวนัน้ี • เรื่องของความเชื่อในตระกูลของเรา ความเชื่ออย่างไม่มีมีข้อสงสัยก็คือศรัทธา บางศาสนาก็อยู่ยงมานับพัน ปี โดยมีศรัทธาต่อพระเจ้าหรือศาสดา ชาวพุทธก็เชื่อในหลักการความเป็ นเหตุเป็ นผลในพระธรรม ค าสอนของ พระพุทธเจ้า ทุกศาสนาก็มีพิธีกรรม ถ้าไม่มีพิธีกรรมด้วย นักวิชาการก็จัดว่าเป็ นปรัชญา พวกเราส่วนใหญ่เป็ น ชาวพุทธ นอกจากร่วมพิธีกรรมชาวพุทธแล้ว ก็มีความเชื่อในพิธีกรรมเซ่นไหว้หรือบวงสรวงวิญญาณบรรพ บุรุษ หรือสิ่งศกั ดิ์สิทธ์ิที่ตนเคารพบูชา เช่น เทพต่างๆ มีความเชื่อในบางเรื่องที่ทอ้งถิ่ นเชื่อกนัมา พวกเราเชื่อใน เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดเพราะกรรมในศาสนาพุทธ และเชื่อธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมา เช่น เมื่อเด็กใน วัยทารกร้องไห้ไม่หยุดโดยไม่ทราบสาเหตุ ก็จะให้หมอดู/หมอวิญญาณมาท าพิธีรับขวัญ โดยหาวิธีและใช้ ค าถามต่างๆ นาๆ ประกอบลกัษณะพิเศษของทารกจนลงเอยไดว้่าเป็นญาติที่เสียชีวิตคนน้ัน คนน้ีมาเกิดเป็น ทารกคนน้ีก็รับขวญักนั ไป เช่น ผมไดร้ับคา บอกเล่าว่า หนูเอ้ือยเป็นแม่จูมาเกิด หนูออยเป็นป้าพลอยมาเกิด ท้งัคู่เป็นลูกของพี่จงรัก กรณีลูกสาวคนโตของผม มีลักษณะพิเศษที่ เห็นหน้าตารูปไข่แล้วต้องคิดถึงพี่สุดา (เจ๊ซ่วน) แถมมีปานขาวที่หน้าผาก ปานขาวที่หน้าท้อง ผมไม่รีรอทึกทักเอาเลยว่า พี่สุดามาเกิดโดยไม่ต้องรอ
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 30 การร้องไห้จนต้องหาหมอวิญญาณมาท าพิธีอะไรกรณีลูกชายคนที่สอง ตอนอายุ2ขวบเศษ เพิ่ งพูดได้ไม่กี่ค า ผมไปน่าน ไม่ได้เอาลูกไปด้วย ไปขอเอาขันเงินของแม่จากพี่ชูจิตร (เจ๊ฮ้วัของเรา) ไปเก็บไว้เพื่อเป็ นศิริมงคล วางไวท้ี่หัวเตียงที่บา้นพกัในมหาวิทยาลยัขอนแก่น รุ่งข้ึนลูกชายคนน้ีก็ถามว่า..พ่อเอาสลุงน้ีมาจากไหน? ผม ขนลุกทนัทีเด็กนอ้ยเพิ่ งพูดไดไ้ม่กี่ค า รู้จัก “สลุง” ได้ยังไง แม่เขาไม่ใช่คนเหนือยังไม่รู้จักเลย สรุปว่าใครคน หนึ่งในบรรดาญาติใกล้ชิดรักใคร่ผมที่น่านมาเกิดแน่นอน ส่วนคนที่สามผมไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับใครมาเกิด จนเขาโตเรียนจบท างานได้พักหนึ่ง วันหนึ่งเขา กลับจากที่ท างานถอดรองเท้าถุงเท้าเข้าห้องน้ า ช้นัล่างขณะน้ัน น้องนาย (น้องสาวของผม) มาคุยกนัที่บา้น สะดุ้งเฮือก บอกว่า “เฮ!้นนั่เตี่ยเรานี่เขา้บา้นทุกคร้ังตอ้งลา้งเทา้ก่อน“ ไม่ว่าจะใช้หมอวิญญาณช่วยบอก หรือเหตุผลอื่นๆ ทา ให้เชื่อไดว้่าการเวียนว่ายตายเกิดมีจริง ท้งั5 กรณีของลูกหลานขุนนันท์มาจากกรรมดีที่มีต่อกัน จึงเวียนว่ายมาเกิดเป็ นลูกของคนที่รักใคร่ชอบพอกัน มาเก้ือกูลกนัมีความสุขดว้ยกนัถา้เราไม่เคียดแคน้ชิงชงัก่อกรรมทา เข็ญกบั ใคร เราก็จะมีลูกหลานที่รักใคร่กนั ดูแลกนัท้ งัชีวิต • ตวั่กิ๋ ม แม่คุณอารีย์ชาญพาณิชย์มีความจา ดีมากจนถึงวยั 90+ วนัหน่ึงผมไปเยยี่มตวั่กิ๋ มก่อนเสียชีวิตไม่นาน บอกว่า “นี่อาก้าวมาเยี่ยมนะ” ตวั่กิ๋มบอก “ไม่รู้จัก” ตาก็มองไม่เห็น ซักพกัตะโกนลนั่ บ้านว่า “จ าได้แล้ว ล้ือเป็นลูกโกวจู” สามารถบอกวัน เดือน ปี เกิดได้ถูกต้องทุกคน แถมยงับอกวา่ตวั่กิ๋ มกลวัคา พูดผมที่สุด เพราะ มี“ปากทิพย์“ เช่น คืนน้ีตวั่กิ๋ ม จะข้ีไหลก็จะไหลจริง ถึงแมต้วั่กิ๋ มจะกลวัปากทิพย์แต่ก็รักหลานมาก ตอนผม จะไปเรียนวิศวะที่ออสเตรเลีย ตวั่กิ๋ มถกัเส้ ือไหมพรมสีเทาให้1 ตวัเส้ือตวัน้ียงัคงใชไ้ดอ้ยู่นอ้งสาวและลูกสาว ก็ได้ใช้เมื่อไปอยู่ต่างประเทศด้วย ผมไปร่วมพิธีฝังศพตั่ วกิ๋มที่สุสานราชบุรีงานศพเจ๊อุง้ (พี่สาวเฮียซุ้ง) และเฮียซุ้งด้วย เฮียซุ้งก่อน เสียชีวิตโทรถึงผม บอกว่า…”ก้าวรีบมาหาเฮียหน่อย เฮียใกล้ตายแล้วนะ” ผมจึงรีบไปหาปลอบใจกันไปตาม ธรรมเนียม น่าเสียดายที่ลูกเขาแต่งงานไป แยกย้ายไป เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์เลยติดต่อใครไม่ได้เลย • การมีขุนนันท์ฯ เป็นคุณตา ทา ให้เห็นความส าคญัของการไดร้ับการยอมรับของสังคม ยิ่ งกว่ามีเงิน 2 ปี ที่ แล้วผมพาพี่หมอสุทิน (น้อย) ไปไหวพ้ระที่วดัพระธาตุดอยเขาน้อย มีโอกาสส้ันๆ คุยกับท่านเจ้าอาวาส วดัเจดีย์พอรู้วา่เป็นหลานท่านขุนนนัทก์ ็พรั่ งพรูคา ถามเกี่ยวกบัท่านขนุผมก็ตอบไปเท่าที่รู้สุดทา้ยท่านก็อยาก เห็นรูปภาพ ผมจึงดึงจากฐานข้อมูลส่วนตัวบนคลาวด์ให้ท่านดู ท่านขอถ่ายภาพจากมือถือ ผมก็ให้ ท่านกล่าว ขอบคุณและปล้ืมมากที่ไดภ้าพขนุนนัทแ์ละตึกหลงัเดียวน้นั ไป • ผมได้คบหา รู้จัก สนิทสนมกับลุง ป้า น้า อา มากกว่าท่านขุนฯ เพราะท่านจากไปตอนผมอายุได้ 7 ขวบเท่า น้นัเอง จึงไดเ้รียนรู้และจา ได้และสะทอ้นใหเ้ห็นในรุ่นหลงัๆ บา้ง
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 31 คุณลุงวิเชียร ชาญพาณิชย์ พูดเสมอว่าการสอนหนังสือเป็นอาชีพที่ดีกินไม่หมด เหมือนน้ าซึมบ่อ ทรายลูกจึงเป็ นครูบาอาจารย์มากที่สุด คุณน้าวิจิตร พานิชกุล พูดเสมอว่า คนเป็ นหมอต้องรอคนไข้ ไม่มีใคร เจ็บป่ วยก็ไม่ได้งานท า เป็ นวิศวกรก็ไม่มีรายได้ ถ้าไม่มีคนจ้าง สู้เกษตรกรรมไม่ได้ มีงานท าตลอด ท้ งัเตรียม ดิน เตรี ยมต้นไม้ ดูแล เก็บเกี่ยว จึงมีลูกสาวลูกเขยสอนที่แม่โจ้จนเกษียณ มีลูกชายคนเล็กสุดสอนที่ สถาบันราชมงคลจนเกษียณอายุราชการ มีคุณจงรักพฒันาการเกษตรตลอดมาจนถึงทุกวนัน้ีส่วนคุณนา้สนนั่ ศรี ไพศาล (สามีคุณน้าหน่อแก้ว) ที่อ าเภอเวียงสา จะแนะน าผมให้ข้าราชการผู้ใหญ่ที่แวะเวียนไปที่ ร้าน น.ไพศาลเสมอวา่เรียนหนงัสือเก่งได้ยังไง ท าให้เรามีก าลังใจในการเรียนหนังสือเพื่อให้คนชื่นชม พ่อผมสอนลูกๆ เสมอว่า เรียนให้สูง อย่ารีบค้าขาย ไปกินเงินเดือนแล้วเรียนรู้การท างานจากเจ้านาย และเพื่อนร่วมงาน เมื่อมีโอกาสก็ออกไปเป็นผูป้ระกอบการ ส่วนแม่ผมพาผมไปวดัดว้ยทุกคร้ังให้ซึมซบัหลกั ศาสนาในการดา เนินชีวิต กลบัจากวดัตอ้งกรวดน้ า อุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษทุกคนที่แม่จา ได้ผมจา ชื่อคน เหล่าน้นั ไดค้รบทุกคน...จนถึงทุกวนัน้ี • มีความเชื่อในวงกว้างว่า ผีก็คือวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว พิธีกรรมไหว้ผีมีมาก่อนมีศาสนาและให้เห็น ในหลายวัฒนธรรม คริสเตียนก็ท า ด้วยการวางช่อดอกไม้ที่หลุมฝังร่างในสุสาน คนจีนก็มีเทศกาลเช็งเม้งและ/ หรือพิธีเซ่นไหว้ในวันครบรอบวันตายหรือจ้อขี่ ส่วนผีไร้ญาติก็ได้รับการเซ่นไหว้ในวันสารทจีน (กลางเดือน เจ็ด) คนไทยแต่ละภาคก็มีพิธีกรรมเซ่นไหว้ที่คล้ายกัน ลูกหลานของขุนนันท์ก็มีการไหว้ผีปู่ ย่า แต่พวกเราส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น ไม่รู้ว่ามี ตอนเด็กๆ แม่ก็พา ผมไปไหว้ผีปูย่าที่หอไม้เล็กๆ โตกว่าศาลเจ้าที่ที่เราเห็นกันทวั่ๆ ไปบา้งศาลเคยอยู่ที่บา้นแม่อุ๊ยเขียวอยู่ที่หลงั ร้านนวลวรรณของคุณนา้กิ่ งษร ภรรยาคุณชยัครุปต์หาญสมุทร ซอยโรงกลึงอา นวยพร พิธีกรรมแบบเรียบง่าย มีอาหาร ดอกไม้ธูปเทียน หมากพลู แต่ท าวันไหน เดือนไหน ผมจ าไม่ได้แล้ว ทางล้านนาท ากันในเดือนเจ็ด (เมษายน) เรื่อยไปจนถึงเดือนเก้าเหนือ (เดือนมิถุนายน) แล้วแต่สะดวกในช่วงใดช่วงหนึ่ง หลังจากแม่อุ๊ยเขียว เสียชีวิต แม่จู หงุ่ยตระกูลก็รับช่วงพิธีกรรมต่อ แต่ผมต้องจากบ้านไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ และต่างประเทศ จึงไม่ทราบว่าศาลย้ายไปที่ไหนใครรับช่วงต่อ น่าจะเป็ นพี่ชูจิตร (เจ๊ฮ้ัว ของเรา) ที่ไม่มีลูกสาว ไม่ทราบว่า ปัจจุบันมีใครไหว้ผีปู่ ย่าแทนลูกหลาน ในเรื่องของเช็งเม้งและการดูแลฮวงซุ้ยของขุนนันท์เป็ นเรื่องของลูกชาย และหลานชายผู้สืบทอด จึง ขอขอบคุณ พี่จงรัก พานิชกุล อาจารย์นพพร ชาญพานิช คุณอนุสรณ์ และหลานๆ ที่ช่วยสืบสานการดูแล ฮวงซุ้ย และท าพิธีเซ่นไหว้แทนลูกหลานเหลนโหลน • ผมยังเห็นคุณค่าของการไหว้ผี เพราะเป็ นการรวมญาติ และเห็นด้วยกับความเชื่อที่ว่า ทุกคนมีเทวดา คุม้ครองอยู่ซ่ึงก็คือวิญญาณของบรรพบุรุษ ความเชื่อเช่นน้ีทา ให้เราไม่กลา้ทา บาป ทา แต่กรรมดีระลึกถึง บุญคุณของบรรพบุรุษที่คอยดูแลเราตลอดมา มีนักปรัชญาตะวันตกสอนไว้ว่า หัวใจที่เต็มไปด้วยความขอบคุณ ยอ่มอยใู่กลค้วามอุดมสมบูรณ์ของจกัรวาลเสมออะไรทา นองน้ีแหละ
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 32 • ตามหาญาติผมเป็นลูกติดแม่ไปไหนก็ไปกบัแม่ไปวดัถวายอาหารเชา้กรวดน้า ถึงบรรพบุรุษ ไปบริจาค ถวายแผ่นทองสัมฤทธิหุ้มองค์พระธาตุแช่แห้งในโอกาสฉลอง 25 พุทธศตวรรษ และกิจกรรมทางศาสนาอื่นๆ แม่ชอบเล่าเรื่องเก่าๆ ให้ฟัง มีญาติชื่ออะไรอยู่ที่ไหนบา้ง โตมาก็ตามหาญาติเมื่อมีโอกาส พบแลว้ก็แนะนา ตัวเอง คงจะติดใจจากสมัยเด็กๆ ที่ไปหาญาติผู้ใหญ่ตอนตรุษจีน ก็ไดแ้ต๊ะเอียทุกคร้ังกระมงั..ฮา โตแลว้ไม่ได้ สตางค์ไม่เป็ นไร แต่ได้ข้อมูลข่าวสารและก าลังใจเสมอมา เมื่อเรียนที่กรุงเทพฯ พี่พินิจ (เฮียเพ้งของพวกเรา) มักพาไปรู้จักญาติท้ังทางฝ่ายแม่และฝ่ายพ่อ บ้านแรกคือบ้านพี่พวงทอง พัฒนะศิษฏางกูร ที่สะพานเหลือง เมื่อไปรู้จักบ้านพี่อารี (เฮียซุง) เฮียซุงก็น าไป รู้จกักลุ่มคุณธชัชยัจิรวณิชชากร (คุณนา้ป้วยเตียงและคุณนา้ป้วยจวง) หลายปีก่อนผมเคยไปคุยกบัพี่ตุม้ภกัดี บ้านพระเนตร เพื่อเชื่อมโยงความเป็ นญาติ พบคุณละออง คชหิรัญ ที่กรุงเทพฯ ก็ได้โยงใยเครือญาติทางคุณ ยายบวัติ๊ บ พานิชกุลคุณทวดเบาะแซ่ต้ งั ผมสืบเสาะหาญาติของก๋งขุนนันท์ ที่มาจากเมืองจีนในเวลาใกล้เคียงกัน ที่ได้มาคือก๋งฮะคุน (คุณพ่อ ของอาจารย์ มนตรี ศรีประเสริฐ ก๋งฮะทองที่อ าเภอสา และก๋งฮะเซียง ส าหรับสร้างโครงข่ายญาติ(family tree) เก็บไว้ที่ geni.com เป็นภาษาองักฤษเมื่อหลายปีก่อน เมื่อพบวา่ ไม่ค่อยมีคนสนใจไปดูหรือทา อะไรต่อ จึงพกัไว้ ในยุคใหม่เราสามารถสืบหาต้นตอบรรพบุรุษ หรือความเป็ นมาของแซ่ต่างๆ ได้ เพราะมีคนค้นคว้า และบันทึกไว้บนอินเตอร์เน็ต ซึ่งผมได้ค้นและรายงานไว้แล้ว ส าหรับแซ่ล้ีและแซ่หงุ่ย ชื่อจีนของก๋งและชื่อ จีนของผมเองได้จากคุณธัชชัย ผู้รู้ภาษาจีนดีมาก ญาติผู้ใหญ่บางท่านก็พบกันโดยบังเอิญ เช่น คุณแม่ครูตอ้ย พานิชกุลและอีกคร้ังหน่ึงผมไปเดินเล่น แถวบ้านบุปผาราม พบบ้านหลังงามพ้ ืนที่กวา้ง ชื่อบ้านพานิชกุล กดกริ่ง เจ้าของบ้านออกมาเปิดประตู เห็นหนา้ตารู้สึกมนั่ใจวา่เป็นญาติแน่ ปรากฏว่าเป็ นครูต้อย ไม่กี่เดือนมาน้ีพบคนนามสกุลสายสูงในเฟซบุค้อยู่บ้านแสงดาว ส่งข้อความไปถามว่าเป็ นอะไรกับ อาจารย์เสริมศักดิ์ สายสูง ก็ไล่นับญาติกันได้อีก หลายปีก่อน ขณะเดินในห้างใหญ่ชาตอง ใกลห้อไอเฟิล เมืองปารีส เห็นผูห้ญิงหน้าคุน้ๆ ก็ทกัดว้ย ภาษาอังกฤษ คุยไปคุยมาพบว่าเป็นพี่สาวร้านนามโรจน์ก็เป็นหลานนา้สนนั่ศรีไพศาลของพวกเรา โลกใบน้ี เล็ก หรืออาจกลมจนตามหากันได้นะ สรุปคือเรื่องราวที่แม่เล่าให้ฟังตอนเด็ก ท าให้ตามหาญาติมาเรื่อยๆ และมากมายได้มีพี่พินิจ พี่อารีย์ (เฮียซุง) พีมาลีพี่สมร พี่โฉมยง (ลูกลุงวิเชียร ชาญพานิช) เป็นผู้น าพาและให้ข้อมูลต่างๆ ขอขอบคุณเป็ นอย่าง สูงมา ณ ที่นี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่มาลีหวังใจสุข ผู้อาวุโสที่น่ารักที่สุด พี่มีสุขภาพดีท้ังกายใจและสมอง ท้ังๆ ที่อยู่ในวัยเกนิ 90 ปี แล้ว
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 33 ความทรงจ าดีๆ จาก...หลานจงศักด์ิพานิชกุล “ก๋ง”คา น้ียงิ่ใหญ่มากวนัไหนไปหาก๋ง วนัน้นัคือวนัที่มีความสุข ก๋ง กลบัจากรุงเทพฯ นงั่รออยบู่นตึก มีสารใบบอกแจ้งให้หลานๆ มาพบทุกคน ผมเรียกก๋งค่อนขา้งจะไวเ้กียรติแบบคนโบราณที่เราทราบกันนั่ นแหละ วยัรุ่นสมยัน้ีเรียกวา่“มีฟอร์ม” “ตรุษจีน”ก๋งจะแจกตังค์โดยท่านจะนงั่รออยบู่นตึก หลานๆ รออยู่ ที่บันได เข้าไปทีละคน จ าได้ว่า ก๋งจะทักทายว่า ไอ้นี่ลูก...ก๋งจา ไดห้มด นอกจากแจกเงินแลว้บางคร้ังก็จะแจก องุ่นที่เปิดออกมาจากลงัไม้เก็บรักษาด้วยข้ีเลื่อยกันกระแทกและกันช้ืน โดยก๋งจะเด็ดจากพวง ให้คนละ 5-6 ลูก นับเป็นสิ่งประเสริฐเลิศเลอเพราะสมยัน้นัองุ่นเมืองน่านหรือเมืองไทยยังไม่มี ต้องเอามาจากเมืองจีน หลังแจกตังค์ แจกของกิน แล้วท่านก็ให้พรครบทุกคนเนื่องจากหลานเยอะ มีบางคนแอบกลับไปเข้าแถวใหม่ ก๋งจ าได้ “เฮย้เมื่อก้ีมาทีหน่ึงแลว้นี่” เล่นเอาหวัเราะกนัลนั่ตึก ในวันตรุษจีน แถวหลานๆ ยาวมากเป็นสิบคน จากช้นับนยนัช้นัล่าง เพราะก๋งแจกตงัคค์นละบาท ใต้ กระไดมีขวดน้ า มะเน็ดกองอยเู่ตม็ผมอยากไดม้ากขวดเปล่าสีเขียวๆ น้ีแหละครับ แต่ที่คอขวดมีลูกแกว้กลิ้ งอยู่ ต้องทุบออกมาก็จะได้ลูกแก้วสีเขียวๆ เอาไว้เล่นกัน น้ า มะเน็ดเป็นน้า อดัลมชนิดหน่ึงที่คนไทยเรียกเพ้ียนมา จากน้ า Lemonade ของฝรั่ งคา วา่ Lemonade แปลวา่น้ า มะนาวก็จริงแต่น้ า มะเน็ดไม่ใช่น้ า มะนาวแท้แต่เป็นน้ า มะนาวปลอม ที่มีการแต่งรสแต่งสีถา้เปรียบเทียบกบัน้ า อดัลมในยคุปัจจุบนัคงใกลเ้คียงกบัน้ า สไปรท์ ฝรั่ งเริ่มผลิตน้ ามะเน็ดขายต้งัแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ แต่ตอ้งหลงัจาก จาคอบ ชเวพ (Jacob Schwepp) คิดทา น้ า โซดาไดเ้มื่อ พ.ศ. 2335 (ค.ศ.1792) หรือราว 200 ปีก่อน สา หรับในเมืองไทยน้นัพบโฆษณาขายน้ า มะเน็ดในหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์เดอร์ของหมอ บรัดเลย์ ฉบับวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2409(ค.ศ. 1866) โดยน้ า มะเน็ดในสมยัก่อนจะบรรจุอยู่ในขวดรีๆ แบบ ลูกรักบ้ีและปิดปากขวดดว้ยจุกไมก้๊อกเขาออกแบบ ขวด ให้วางนอนขนานกับพ้ืนอยู่เสมอเพื่อไม่ให้จุก ก๊อกแห้งและหด
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 34 เมื่อปีพ.ศ. 2418 (ค.ศ. 1875) ตรงกับต้นสมัยรัชกาลที่ 5 มีการประดิษฐ์ขวดแบบคอคอด และมีจุกแก้วอยู่ที่ปากขวด โดย Hirem Codd จึงมีการบรรจุน้ ามะเน็ด รวมท้ังน้ าโซดา และ น้ าอดัลมอื่นๆ ลงในขวดชนิดน้ีในการบรรจุตอ้งจบัหัวขวดให้ คว่า ลง เมื่อน้ า อดัลมเขา้ไปในขวดแลว้แรงแก๊สจะดนัลูกแกว้ ให้ ลอยข้ึนไปแนบและแน่นติดกับวงแหวนยางที่ปากขวด เมื่อจะดื่มต้องเอาไม้กระแทกลูกแก้วลงไปแรงๆ ไม่ให้ ลูกแกว้กลิ้ งมาปิดปากขวด คือตอ้งหมุนขวดให้ลูกแกว้ลงไปแรงๆ ส่วนวิธีรินไม่ให้ลูกแกว้กลิ้ งมาปิดที่ปาก ขวด คือ ตอ้งหมุนขวดใหลู้กแกว้ไปตกอยู่ระหว่างคอหยกัที่เขาทา ไวจ้ึงจะรินน้ า ไดสะดวก ้น้ า มะเน็ดเคยมีขาย ตามโรงหนังและตามร้านต่างๆ อยู่นานราว 50-60 ปีก่อน • ผมสนิทกบัเจา้ป้อม บา้นท่านอยเู่วียงสาแวะเวียนไปคุยกนัทุกคร้ังที่มาเมืองน่าน เจา้ป้อมเล่าวา่ ขุนนันท์ ฯ ท่านรับเหมาก่อสร้าง มีความรู้เรื่องสร้างอาคารสมยัใหม่มาก สิ่งที่ท่านทิ้ งไวใ้หเ้ป็นแบบอยา่งที่เมืองน่านเก็บ รักษาไวค้ือร้ัวคอนกรีต ที่มีเอกลกัษณ์เฉพาะขุนนันท์เป็นคนออกแบบเองคนสมยัก่อนจึงเรียกร้ัวแบบน้ีว่า “ป่องขุนนันท์”คือร้ัวที่มีรูแบบขนุนนัท์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 35 เรื่องราวดีๆ ของหลานก๋ง...ธัชชัย จิรวณิชชากร กว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่ TOPGROUP ประสบความส าเร็จ เป็นที่รู้จักในหลายวงการอุตสาหกรรม เราผ่านอุ ปสรรคมามากมาย แต่นั่นถือว่า “ฟ้าเปิดโอกาส” ให้ผมได้เรียนรู้รวมทั้งค้นพบว่าทุ กความส าเร็จต้อง มีความรักที่หล่อหลอมและรวมตัวกันอย่างไม่ต้องสงสัยและไม่มีเงื่อนไข ผมเกิดที่กรุงเทพฯ มีคุณตา (ก๋ง/อากง) เป็ นคนจีนมาปักหลัก สร้างฐานที่จังหวัดน่าน เป็ นผู้สร้าง ความเจริญให้คนจงัหวดัน่านต้งัแต่เมืองน่านยงัไม่มีไฟฟ้าใช้ไม่มีถนนหนทางระหว่างตวัเมืองกบัชุมชนใน ทอ้งถิ่ นต่างๆ แมใ้นเขตอา เภอรอบนอกของจงัหวดัน่านเอง คุณตาเป็นท้ งัสถาปนิก และวิศวกร เมืองน่านเริ่มมี การตัดถนน มีหนทางออกจากตัวจังหวัดสู่อ าเภอรอบนอก มีอาคารของทางราชการ โรงเรียน คุ้มของเจ้านาย เมืองน่านเกิดข้ึน อาคารสวยงามเหล่าน้ันบางอาคารยังมีให้เห็น ในปัจจุบันถือเป็นต้นแบบอาคาร ที่คงความคลาสสิค ในขณะที่อาคาร สถานที่อีกหลายแห่งที่คุณตาสร้างไว้ ได้พัฒนาตามยุคสมัยและกาลเวลา ผลงานของคุณตาได้รับการยอมรับจากทางการ จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เป็ น“ขุนนันทะพานิช” ความหมายตามศัพท์คือ ระดับเทียบเท่าขุนนาง+ของ จังหวัดนันทบุรี (ชื่อเดิมของจังหวัดน่าน)+มีความดีเด่นด้านการพาณิชย์ คุณตาเป็ นต้นตระกูล “พานิชสกุล” ไดร้ับศกัดินาเป็นพ้ืนที่ทา กินมากถึง 400 ไร่พ้ืนที่ดงักล่าวถูกคุณตาพลิกฟ้ืนเป็นงานเกษตรกรรมไมผ้ลนานา ชนิด ที่เป็นตา นานและพืชสวนประจา ถิ่ นในเวลาต่อมา อาทิองุ่น มะไฟจีน เกาลดัไทย ...พืชดงักล่าวเป็ นผล จากความพยายามของคุณตาที่หอบหิ้ วเมลด็/ตน้พนัธุ์มาจากประเทศจีนท้ งัสิ้ น ความสามารถในการ “สร้าง”ของคุณตา ไม่ไดจ้า กดัเฉพาะเรื่องวิศวกรรมการก่อสร้าง สถาปัตยกรรม การออกแบบ เกษตรกรรมพืชผล แต่คุณตามีความสามารถในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ “คนคุณภาพ” อีกด้วย ลูก หลาน เหลนในรุ่นต่อๆ มาจึงซึมซับความคิดสร้างสรรค์และความสามารถจากคุณตา โดยจดจ าค าสอนและ การกระทา ของคุณตา รวมท้งัมีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทา ให้ลูกหลานมีชื่อเสียงและกระจายไปเกือบทวั่ ประเทศ หลายคนอาจไม่เห็นด้วยที่คุณตามีภรรยาหลายคน มีลูกหลายสิบคน มีหลาน เหลนกว่าสองร้อยคน (นับถึงปัจจุบนั ) แต่ส าหรับช่วงตอนน้ันผมคิดว่าคุณตาเป็นผูเ้ห็นการณ์ไกล ท่านคงอยากให้ลูกหลานเป็น เสมือน “ลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น” อย่างไรก็ต้องเป็ นคนดี คิดดี ท าดี และมีประโยชน์ต่อสังคมตามเหตุและ ปัจจัยของกาลเวลา ตามแบบอย่างที่ท่านท าไว้ คุณยายผมชื่อเช็งล้งัแซ่อ้ึง (นางนี) มาจากเมืองจีนเป็นภรรยาคนหน่ึงของคุณตา มีลูกสาว 2 คน คือคุณแม่ผม (ป้วยเตียงแซ่ล้ี)กบันา้สาว(ป้วยจวงแซ่ล้ี)คุณยายมองการณ์ไกลกว่าไดห้อบหิ้ วลูกสาวท้ งัสอง มาปักหลักที่กรุงเทพฯ ในช่วงท้ายของชีวิตคุณตา แต่คุณแม่ของผมและคุณน้าก็ยังซึมซับเรื่องราวรายละเอียด ของคุณตาจากคุณยายเสมอๆ คุณแม่ถึงกบับอกผม และย้ า พูดบ่อยๆ วา่ “ลื้อต้องเก่งเหมือนก๋ง แต่อย่ามีเมียมาก เหมือนก๋งนะ”ผมเชื่อเรื่องแรก และสัญญากับตัวเองที่จะไม่ท าในเรื่องหลัง
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 36 ผมเกิดก่อนหนา้คุณตาจะจากไปเพียง 6 เดือน ผมเกือบไม่รู้ความเป็นไปเป็นมาของคุณตา แมผ้มโตข้ึน ก็ยังรู้สึกว่า “รู้น้อยมาก” จ าได้อย่างเดียว “ต้องดีต้องเก่ง ต้องสร้างคุณค่าให้สังคม เหมือนคุณตา” ผมเป็ นลูกคนที่ 2 ของพ่อแม่ แต่เป็ นลูกชายคนโต มีพี่น้องรวมกันรวมตัวผม 7 คน ผมช่วยคุณแม่ ทา งานเล้ียงครอบครัวต้งัแต่เด็ก เลิกเรียนก็ช่วยคุณแม่ส่งของที่คุณแม่รับงานมาท า ช่วยคุณแม่ท างานบ้าน ทุกอย่าง ผมจึงรับถ่ายทอดความขยันติดตัวจากคุณแม่ ผมเป็ นเด็กรักเรียน เรียนจบโรงเรียนบพิตรพิมุข (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ บพิตรพิมุข จักรวรรดิ ในปัจจุบัน) แผนกภาษาญี่ปุ่ น ผม ได้รับความไว้วางใจจากอาจารย์ภาษาญี่ปุ่ นซึ่งเป็ นชาวญี่ปุ่ น ให้ไปช่วยสอนภาษาญี่ปุ่ นที่โรงเรียนสอนภาษา ตอนเยน็ของท่านต้ งัแต่ยงัเรียนอยปู่ ี3และสอนต่อเนื่องมาเป็ นเวลา10 ปี เต็ม ตอนเย็นผมช่วยสอนภาษาญี่ปุ่ น กลางวันจึงมีเวลาท าอย่างอื่นได้ด้วย อาจารย์ญี่ปุ่นแนะน าให้ไป ท างานเป็ นพนักงานขายของที่บริษัทญี่ปุ่ นแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องมีรถยนต์ของตนเองในการท างาน แต่เนื่องจาก ครอบครัวของเราฐานะยังไม่ดีไม่สามารถมีรถยนต์ได้ผมท างานได้ไม่เต็มที่ ท างานได้เดือนเดียวก็ลาออก หางานใหม่ได้งานเป็ นมัคคุเทศก์(ไกด์) ทัวร์ญี่ปุ่ น ซึ่งได้รายได้ดีและเป็ นโอกาสในการฝึ กฝนภาษาญี่ปุ่ นที่ดี มากด้วยแต่อาจารย์ไม่เห็นด้วย เพราะอาชีพไกด์ในยคุน้นัถึงแมจ้ะไดร้ายไดสู้งมากแต่ก็ไม่ใช่อาชีพที่จะยึดท า ในระยะยาว ท่านอยากให้ผมหางานประจ าที่ดีกว่าผมได้ต่อรองกับอาจารย์ว่าขอท างานไกด์เพียงปี เดียว เพื่อฝึกฝนภาษาและเก็บเงินซ้ือรถ ซึ่งผมก็ท าได้ตามสัญญา ครบหน่ึงปีก็หางานประจา ใหม่ที่มนั่คงผมได้ไป ท างานที่บริษัทสยามฟายน์เฆมีบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทสยามเฆมีกับบริษัทญี่ปุ่ น ได้ท างานกับวิศวกรชาว ญี่ปุ่ น เริ่มต้ังแต่ก่อสร้างโรงงาน วางผังการท างานทุกอย่าง นับเป็ นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากส าหรับ การประกอบธุรกิจและก่อสร้างโรงงานของตนเองในภายหลงั หลังจากท างานที่สยามฟายน์เฆมีอยู่ประมาณ 7 ปี ได้รับการทาบทามให้ไปท างานกับบริษัทร่วมทุน ญี่ปุ่ นที่โอซากา ดูแลลูกค้า10 ประเทศในภาคพ้ืนเอเซียเป็ นโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่างกันของหลาย ๆ ประเทศและได้รู้จักผู้คนจ านวนมากที่ล้วนเป็ นทรัพยากรบุคคลที่ส าคัญเมื่อผมออกมาประกอบธุรกิจเอง ก่อนที่จะเริ่มทา ธุรกิจ ผมขอคนั่เรื่องส่วนตวัสักนิด ผมพบเพื่อนสาว (คุณภทัราภรณ์) ที่เรียนแผนก ภาษาญี่ปุ่ นมาด้วยกัน เรียนห้องเดียวกัน เธอเรียนหนงัสืออยู่ในเกณฑด์ีมาก สอบเทียบมธัยมปลายทวั่ประเทศ ไดท้ ี่1ของประเทศไทยในสายทวั่ ไป เธอเป็นคู่แข่งของผม เราผลดักนัสอบไดท้ ี่1-2 ของห้องตลอดระยะเวลา เรียน 3 ปี ขณะที่ผมท างานเป็ นไกด์ญี่ปุ่ น เราก็พบกันโดยบังเอิญและได้รู้ว่าเธอก็ท างานอยู่ไม่ไกลกับที่ท างาน ของผม ความสนิทสนมเริ่มเกิดข้ึน เปลี่ยนจากคู่แข่งมาเป็นเพื่อนสนิทและพฒันาเป็นความรักในเวลาต่อมา ผมคิดว่าเป็ นเรื่อง “ฟ้าลิขิต” ส่งเธอมาเป็ นคู่ชีวิตกับผมทุกเรื่อง เราคุยกนัดว้ยภาษาเดียวกนัพ้ ืนฐานความรู้และ แนวความคิดที่ใกล้เคียงกัน เธอเป็ น “คู่สร้างที่เหมาะสมที่สุดของผม” เราก่อร่างสร้างครอบครัวด้วยกัน
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 37 มีทายาทด้วยกัน 3 คน ช่วงลูกยังเล็ก ผมต้องเดินทางประจ าไป 10 ประเทศที่รับผิดชอบอยู่ เธอจึงต้องท าหน้าที่ ของมารดาที่ดีอย่างสมบูรณ์แบบ เราได้ลูกที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ และช่วยพ่อแม่ขยายธุรกิจได้ในเวลาต่อมา ความรักเรื่องน้ีผมยืนยนัว่าผมจดจา คา สอนของแม่และทา ตามโดยอตัโนมตัิไม่ไดฝ้ืนใจเลยแมแ้ต่นิด แม่คง ถูกใจ ที่ผมมี“เมียคนเดียว” เป็นคนที่สนบัสนุนใหผ้มเก่งเหมือนคุณตา ซ่ึงทา ให้ค าสอนของแม่บรรลุผล ผมต้งั “เป้าหมาย” ไว้ว่าจะเป็ น “เถ้าแก่” ตอนอายุ 35 ปี ตอนน้นัผมก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรท าให้ผมต้อง กา หนดเป้าหมายเป็นตวัเลขเป๊ะซะขนาดน้นัแต่เป้าหมายเป็นเรื่องส าคญัจริงๆ เป้าหมายทา ให้เรามีความต้ งัใจ ใครๆ คงคิดว่าเป็ นเรื่องบังเอิญ แต่ผมว่าไม่บังเอิญนะ เพราะเป้าหมายคือความฝันที่มีเหตุและปัจจัย ท าให้เรา มีความเพียร และไปถึงให้ไดใ้นที่สุด คนญี่ปุ่นถูกสอนให้เป็นคนมีเป้าหมาย และมกัต้งัเป้าให้ตนเองสูงกว่า ความสามารถที่ประเมินไดเ้องคนญี่ปุ่นจึงส าเร็จไดร้วดเร็วและสูงกว่าเป้า เพราะการต้งัเป้าหมายทา ให้ไปถึง เสมอ(สา หรับคนที่ต้ งัใจจริง) หรือผมจะเริ่มเป็นคนญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่พูดภาษาญี่ปุ่นไดเ้ท่าน้นั ผมเริ่มทา ธุรกิจในปี2531ขณะน้ันอายุ35 ปีตามที่ใฝ่ฝันไว้เริ่มตน้ด้วยการซ้ือมา-ขายไปในนาม หจก. ท็อปสตาร์เทรดดิ้ง (Top Star Trading)ความสามารถในภาษาญี่ปุ่ นถูกน ามาใช้ ผมน าเข้าสินค้าต่างๆ จาก หลายแห่ง และขายใหก้บับริษทัญี่ปุ่นในประเทศไทย แต่เมื่อมองไปในอนาคต ผมคิดวา่ธุรกิจซ้ือมา-ขายไปคง ไม่ยงั่ยืน จะขยายในปริมาณมากก็ไม่ได้คิดว่าตอ้งผนัตวัเองเป็นผูผ้ลิตที่มีสินคา้ของตวัเอง ผมพิจารณาแลว้ เห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์มีแนวโน้มตลาดที่จะเติบโตมาก จึงชักชวนผูผ้ลิตน้ ามันหล่อลื่นส าหรับ อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ผมเป็ นตัวแทนน าเข้าและจ าหน่ายอยู่ ให้มาร่วมทุนสร้างโรงงานผลิตในประเทศไทย จดทะเบียนบริษัทชื่อ ท็อปซัน (Top Sun) ในปี2538 โดยสร้างโรงงานเสร็จและเริ่มผลิตสินค้าได้ในปี 2540 ซึ่ งเป็ นช่วงที่เกิดวิกฤติทางเศรษกิจของประเทศไทยและหลายประเทศในเอเซีย แต่ “วิกฤติแบบล้ม ระเนระนาด”กลายเป็ นโอกาสให้เราที่มีสินค้าทดแทนการน าเข้าที่เป็ นปัญหากับลูกค้าจ านวนมากด้วย ส่วนที่ดินที่ใช้สร้างโรงงาน เพียงช าระเงินมัดจ าเล็กน้อยก็เข้าใช้ประโยชน์ได้ เพราะผู้ขายมีปัญหากับ ธนาคารไม่สามารถโอนที่ให้เราได้ เวลาผ่านไปหลายปี ท าให้เรามีเงินทุนหมุนเวียน ในขณะที่ทุกธนาคารมี ปัญหาไม่อาจให้การสนับสนุนธุรกิจได้ในขณะน้ัน ปัจจุบันโรงงาน ท็อปซัน ยงัดา เนินการได้ดีและดีข้ึน เรื่อยๆ โดยมีน้องชาย (ลูกของน้าสาวป้วยจวง) ซึ่งเป็ นหลานคุณตาขุนนันท์เหมือนกัน ดูแลด้านการผลิตและ บริหารโรงงาน ส่วนลูกชายของผมดูแลเรื่องการตลาดและการขาย สินคา้ของเราคือน้ า มนัหล่อลื่นส าหรับ กระบวนการผลิตและประกอบรถยนตใ์นประเทศไทย ลูกคา้ของเราจึงมีท้งั โตโยตา้ฮอนดา้มิตซูบิชิมาสดา้ นิสสัน ความส าเร็จในการเป็ นเจ้าของโรงงานท็อปซัน เป็ นความภูมิใจสูงสุด ผมอยากจะตะโกนบอกคุณแม่ว่า “ผมท าได้อย่างที่คุณแม่อยากให้เก่งเหมือนคุณตาแล้วนะ” ส าหรับคุณพ่อคุณแม่ ท่านภูมิใจที่สุดที่เห็นลูกหลาน ช่วยสานฝันของท่านให้เป็ นความจริงได้
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 38 ท็อปซัน เป็ น trade name ที่ตอกย้ า ความคิด และสร้างกา ลงัใจใหผ้มตลอดมา ทา ใหผ้มสร้างธุรกิจใหม่ เพิ่ มข้ึน กลุ่มสินค้าที่น าเข้ามาจา หน่ายคือพลาสติกส าหรับข้ึนรูปเป็นถาดบรรจุชิ้ นส่วนอีเล็คโทรนิคและ อุตสาหกรรมอาหาร ส าหรับอุตสาหกรรมอาหาร ผมมองเห็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผมตดัสินใจสร้างโรงงานข้ึนรูปแห่งใหม่ในนาม ท็อปพลาสแพค (Top Plaspack) มีน้องชายของผมที่มีความรู้ ความสามารถจากการเป็ นนักเรียนทุนไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่ นหลายปี มีภรรยาเป็ นคนญี่ปุ่ น ได้ซึมซับ วัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่ นไว้ด้วย จึงเป็ นคนที่มีคุณภาพ มีวินัยแบบคนญี่ปุ่ น น้องชายได้เข้ามาช่วยบริ หาร โรงงานท็อปพลาสแพค บริหารการผลิตอย่างมืออาชีพ มีลูกสาวคนโตของผมเป็ นผู้ช่วย บริษทัผลิตและจา หน่ายสินคา้คุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดในเวลาอนัส้ัน ลูกคา้ของบริษทัเป็น ลูกค้าที่มีชื่อเสียงในตลาด เช่น โออิชิ ซีพี MK S&P และผู้ผลิตอาหารส าเร็จรูปอีกหลายรายการที่วางขายใน 7-11 เป็นอีกความภูมิใจที่สินคา้คุณภาพของเราไดร้ับความไวว้างใจ และความมนั่ใจจากผบู้ริโภคจา นวนมาก เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพดีเลิศ ผมกับน้องชายได้ปรึกษากันลงทุนสร้างโรงงานอีกแห่งหนึ่ง เป็ น โรงงานผลิตแผ่นพลาสติก เพื่อเป็ นวัตถุดิบป้อนให้กับท็อปพลาสแพค ภายใต้ชื่อบริษัท ท็อปอิมเมจ ท าให้เรา ประกอบธุรกิจผลิตภณัฑบ์รรจุภณัฑไ์ดค้รบวงจร และสมบูรณ์แบบในวนัน้ี กิจการท้งัท็อปสตาร์เทรดดิ้ ง ท็อปซัน ท็อปพลาสแพค และ ท็อปอิมเมจ เติบโตอย่างมนั่คง ผมเริ่มมี เวลาท่องเที่ยวมากข้ึน จากที่ชอบท่องเที่ยวอยู่เป็นประจา แต่ไม่ไกล และไปไม่นาน มาเป็นท่องเที่ยวไกลข้ึน และนานข้ึน เป็นโอกาสให้ลูกหลานได้ทา งานเต็มศกัยภาพ ส่วนผมและคู่ชีวิตได้พกัผ่อน และที่ส าคญั ได้ ตระเวนเยี่ยมญาติที่เป็ น “ลูกหลานเหลนคุณตา”ด้วยกัน ผมจึงยิ่ งเขา้ใจลึกซ้ึงในความฉลาดและความเก่งของ คุณตามากข้ึน และภูมิใจที่เป็นหลานคนหน่ึงของคุณตา นอกจากน้ีผมและภรรยา มีความคิดเห็นตรงกนัที่ว่าเมื่อเราพอมีพอกินแลว้ควรหันกลบัมาช่วยเหลือ สังคมและคนใกล้ตัว ผมได้มอบทุนการศึกษาให้กับบุตรพนักงานและนักเรียนในโรงเรียนใกล้บ้าน บริจาค โครงการอาหารกลางวันของมูลนิธิศุภนิมิต ท าต่อเนื่องมาแล้วกว่า 20 ปี บริจาคเงินเพื่อการกุศลและบูรณะ วัดวาอาราม สถานพยาบาลตามสมควรตลอดมา ขณะน้ีผมมีธุรกิจอยทู่้ งัหมด 4 บริษทัตอบสนองความตอ้งการของตลาด ดว้ยผลิตภณัฑท์ ี่แตกต่างกนั แต่ล้วนอยู่ในความตอ้งการของตลาด ผมอยากพูดดว้ยความมนั่ใจว่าบนเส้นทางความส าเร็จของผม กอปรดว้ย ความรักตลอดทาง ท้ งัจากคุณพ่อคุณแม่ภรรยา นอ้งลูก หลานและเพื่อนร่วมงานที่เราดูแลดุจคนในครอบครัว ความส าเร็จของเราสะท้อนให้เห็นถึงความรักความสามัคคีกลมเกลียวของทุกคน พนักงานของเรายังคงจ ากัน ได้ว่า ตอนสร้างโรงงานใหม่ๆ ถนนแพรกษาบางปูยงัไม่เจริญเท่าตอนน้ียงัเป็นคูคลอง และพ้ืนที่เวิ้ งวา้ง ว่างเปล่า การคมนาคมยังไม่สะดวก หาพนักงานยาก รับพนักงานมาก็ต้องเดินมาโรงงาน หรือขี่จักรยาน
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 39 บริษัทจึงช่วยเหลือค่าจักรยาน อ านวยความสะดวกการเดินทางให้พนักงาน ผมเชื่อว่าพนักงานได้รับรู้ถึงความ รักและห่วงใยจากเราอยู่เสมอ ธุรกิจที่หลากหลายขา้งตน้น้ีผมพูดไดเ้ตม็ ปากว่าเป็นความต้ งัใจของผมที่จะทา เสมือนการปลูกไมย้ืน ตน้ที่มีอายุยืนยาว ผมวาดภาพว่าเหมือนตน้ “ฉา ฉา” หรือ “จามจุรี” ที่คุณตาเริ่มปลูกไวท้ี่สวนริมถนนทางเข้า จังหวัดน่าน ฉ าฉาเป็ นไม้ที่มีคุณค่า และอายุยืน นอกจากดอกสวยงามอ่อนโยน ยังใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนและ ตลอดกาล คุณตาปลูกไวเ้พื่อใช้เล้ียงครั่ ง ให้คนทา สียอ้มผา้ในสมยัโบราณ ใบที่ร่วงลงสู่พ้ ืนดินถูกหมกัตาม ธรรมชาติกลายเป็ นดินปุ๋ ยส าหรับการเพาะต้นกล้า ไม้ประดบัและพืชสวนต้งัแต่อดีตจนถึงปัจจุบนัฉ าฉาจึง เป็นตวัช่วยปรับปรุงดินไปในตวักิ่ งกา้นสาขาที่ขยบัขยายไปตามพ้ ืนที่ที่ครอบคลุมส่วนที่รากชอนไชไปถึง ไม่ วา่จะไกลแค่ไหน พุ่มฉา ฉาก็เจริญเติบโตแผก่ ิ่ งกา้นขยายไปปกคลุมใหไ้ด้เพียงแต่เป็นการเจริญข้ึนในทิศทางที่ “มุ่งสู่ฟ้า” ในขณะที่รากแผ่ในแนวระนาบและลงลึก ฉ าฉาจึงเป็ นรูปแบบที่ผมอยากให้เป็ นตัวแทนผลงานด้าน ธุรกิจของผม ที่คนใกล้ชิด ญาติมิตรและเพื่อนร่วมงานได้ใช้ร่มเงา มีความสุข มีความแข็งแรงและแข็งแกร่ง จากออกซิเจน และสิ่งแวดลอ้มที่ดีของธรรมชาติ...และเติบโตตามแรงบุญของแต่ละคน... ผมบนัทึกเรื่องน้ีไวเ้ผื่อลูก หลาน เหลนจะไดข้อ้คิดดีๆ ในการประกอบสัมมาอาชีพ และเป็นประโยชน์ ต่อครอบครัว สังคม และประเทศชาติสืบไป ขอให้โชคดีนะครับ ธัชชัย-ภัทราภรณ์ จิรวณิชชากร : เล่าเรื่อง และตรวจแก้ มยุรี จัยวัฒน์: เขียนเรื่อง 17 กุมภาพันธ์ 2566
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 40 เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย...โดยชูชาติหงุ่ยตระกูล(หงุ่ยเค้งเพ้ง 魏庆平 ตัวย่อ หรือ 魏慶平 ตัว เต็ม) • เรื่องราวของของตระกูลลี้(李 หรือ แซ่ลี้) ขนุนนัททะพานิช มีชื่อจีนวา่นาย ซิวจวั๊แฃ่ล้ี李秋泉 (ได้ชื่อจีนจากคุณธัชชัย หลานคนหนึ่งของขุนนันท์) เรื่องราวของตระกูลล้ีมีมากมายขอคดัลอกจาก1แห่ง มาใหพ้วกเราอ่าน (http://www.tcbl-thai.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538957142 ) ตระกูลหลี่เป็ นตระกูลที่มีประชากรแซ่เดียวกันมากที่สุดในโลก และมีมากเป็ นอันดับ 2 ในประเทศจีน จากการ ส ารวจส ามะโนครัว ในปี 2007 โดยมีจ านวนประชากรเกิน 1,000 ล้านคน หรือเท่ากับ 19% ของจ านวน ประชากรจีนท้งัหมด และมีจา นวนมากที่สุดในมณฑลหูหนาน (湖南省)ซึ่งเป็ นมณฑลตัวก าหนดของ ตระกูลหลี่ ส าหรับในประเทศเกาหลี คนแซ่หลี่ (หรือ ลี ในภาษาเกาหลี) ก็มีจ านวนมากเป็ นอันดับ 2 เช่นกัน ส่วนในประเทศเวียดนามก็มีคนตระกูลน้ีอยา่งแพร่หลาย ต้นกา เนิดตระกูลหลี่กล่าวกนัวา่ตระกูลหลี่มีแหล่งที่มาอยทู่้ งัหมด 5 สายดว้ยกนัคือ 1. มาจากตระกูลหยิง (嬴) หรือมาจากลูกหลานของจวนซุนต้ี颛顼 (zhuān xū) โดยมีนามว่า 高阳氏 หรือมาจากลูกหลานของเจ้าลัทธิเต๋า เล่าจื๋อหลี่เอ๋อ 老子李耳 ในสมัยราชวงศ์โจว (周朝)หรือการ น าเอาต าแหน่งทางราชการ • ค าเล่าที่หนึ่งในสมัยซางโจ้วอ๋อง (商纣王) ทายาทของเกาถาว คือ หลี่เจิง (理征) ซึ่ง ราชการในราชส านัก และได้ท าผิดต่ออ๋อง จึงถูกลงโทษประหาร ชีวิต ส่วนภรรยาได้พาลูกชายหลบหนีเอาชีวิตรอด ในระหว่าง หนีภยัน้นัอยู่ในป่าไดอ้าศยัลูกหลี่(李子-ชื่อผลไม้ชนิดหนึ่ง/ ในภาพ) กินประทังชีวิต จึงรอดตาย และไม่กล้าที่จะใช้ค าว่า 理 เลยจึงถือโอกาสเปลี่ยนแซ่เป็ น 李 • ส่วนค าเล่าที่สอง กล่าวกันว่า ตามหลักฐานการบันทึกในประวัติศาสตร์ ในสมัยราชวงศ์โจว (周朝)น้ัน ยงัไม่เคยปรากฏมีคนแซ่หลี่(李) ต้งัแต่มีเล่าจื๋อแซ่หลี่ทายาทรุ่นหลงัเกาถาว เนื่องจากเห็นว่า บรรพชนหลายรุ่นต่างรับราชการต าแหน่งหลี่ 理 และ 理กับ 李 ก็ออก เสียงเหมือนกัน จึงเปลี่ยนแซ่เป็ น 李 2. มาจากชนเผ่าอื่นมาเปลี่ยนแซ่ ในสมัยสามก๊ก เมื่อขงเบ้งได้เอาชนะอายหลาวยี (哀劳夷) แล้ว ก็ได้มอบแซ่ต่างๆ เช่น จ้าว (赵) จาง (张) หยาง (杨) หลี่ (李) เป็นตน้ ใหเ้ป็นแซ่ของชนเผา่กนัเป็นชนกลุ่มนอ้ยเหล่าน้นั สมัยเป่ ยเว่ย (北魏) มีชนเผ่าเซียนเปย (鲜卑) มีตระกูลฟู่ (复) เปลี่ยนเป็ นแซ่หลี่ (李)
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 41 ในส่วนของชนเผ่าหุย (回族) ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับราชทานแซ่มาจากฮ่องเต้ส่วนตระกูลหลี่ของชนเผ่าหุยน้ี ได้รับแซ่หลี่ในศรรตวรรษที่ 7 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็ นชาวเปอร์เชียและอาหรับที่อพยพเข้ามาประเทศจีน 3. เป็ นการเปลี่ยนจากแซ่อื่นมาเป็ นแซ่หลี่ กล่าวกันว่า ในสมัยราชวงศ์ถัง ยุคที่ก าลังศร้างชาตินั้น 元勋诸 (yuan2 xun1 zhu1) ซึ่งเป็ นผู้ที่มี ผลงานอันยิ่ งใหญ่จึงได้พระราชทานแซ่หลี่(李) ให้แก่ลูกหลานของเขาจากแซ่เดิมว่า ถังกั๋ ว (唐国) ตัวอย่างของตระกูลหลี่ที่เปลี่ยนแซ่จากแซ่อื่น เช่น หลี่หยวนฮ่าว ( 李元昊) 4. มาจากรูปแกะสลกับนเสาหิน ส าหรับที่มาของสายน้ีบางตา ราอาจไม่ให้ความส าคญันกัเนื่องจากเป็นการตีความจากรูปแกะสลกัที่ มองต่างมุมกันโดยมองเห็นว่าไม่ใช่ต้นหลี่ (李树)หากแต่เป็ นภาพเสือ (老虎) ซึ่ งภาษาของแคว้น ฉู่ (楚) น้นัคา ว่า “หลี่เอ๋อ 李耳” อันเป็ นฉายาของเล่าจื๋อหมายถึงเสือ (老虎) และปี เกิดของเล่าจื๋อก็ตรง กบั ปีเสือ ดว้ยเหตุผลน้ีชาวบา้นจึงเรียกเล่าจื๋อวา่หลี่เอ๋อ 李耳 5. มาจากแซ่เหล่า (老姓) การบอกเล่าของสายถือ ถือเป็ นความสับสนของผู้คนที่เล่าจื๋อ (老子) หรือเหล่าจื่อน้ันไม่ไดแ้ซ่หลี่ หากแต่แซ่เหล่าต่างหาก ดงัน้ัน จึงถือว่าตระกูลหลี่จึงมาจากตระกูลเหล่านั่ นเองและนักโบราณคดีถังหลาน (唐兰) ก็ยอมรับว่าเหล่าจื่อไม่ได้แซ่หลี่ เพราะการที่เรียกเหล่าจื่อว่า หลี่เอ๋อ ก็เป็ นเพียงฉายาที่ใช้เรียกกันใน สมยัน้นัดงัน้นัเมื่อเหล่าจื่อเป็นคนแซ่หลี่ก็เท่ากบัวา่เป็นการเปลี่ยนจากแซ่เหล่าเป็นแซ่หลีนนั่เอง บุคคลมีช ื่อเสียงในประวัตศิาสตร ์ เนื่องจากตระกูลหลี่เป็นตระกูลใหญ่และเก่าแก่ดงัน้นั ในประวตัิศาสตร์จีนจึงมีบุคคลมีชื่อเสียงต่างๆ ที่มาจากคนแซ่หลี่เขา้สู่อา นาจทางการเมือง นับต้งัแต่แควน้เฉิงฮั่ น (成汉) ในช่วงปี ค.ศ. 304-343 โดยมี ผู้ก่อต้ังแควน้คือหลี่สง (李雄) เรื่อยมาในยุคต่อๆ มา ในสมัยราชวงศ์ถัง ที่มีคนในตระกูลหลี่เป็ นใหญ่ เป็ นโตจ านวนมาก ส่วนประเทศข้างเคียงของจีน ก็มีเกาหลีและเวียดนาม ต่างก็มีคนในตระกูลหลี่เป็ นถึง ผูก้่อต้งัราชวงศท์ ้งัสิ้ น ส่วนในดา้นกวีเอกอยา่งหลี่ไบ๋(李白) ก็เกิดในสมัยราชวงศ์ถัง ส าหรับบุคคลตระกูล หลี่ในยุคหลังๆ ที่พวกเรารู้จักกัน อาทิหลีเสี่ยวหลง (李小龙 บรุ๊ซ ลี) หลี่เผิง (李鹏) อดีตนายกฯของจีน ลีกวนยิว (李光耀) หลี่เซียนเนี่ยน (李先念) อดีตผู้น าทางทหารของจีน ตระกูลหลใี่นประเทศไทย สา หรับคนแซ่หลี่ในประเทศไทยน้นัเนื่องจากต่างก็เปลี่ยนไปใชน้ามสกุลไทยการ คงเสียงหลี่จึงมีการแปรรูปเป็ นรูปแบบต่างๆ กัน เช่น 1)ลีเช่น ลีลาวณิชกุลลีลาประชากุลลีลารัศมีลีลามงั่คง 2) ล้ีลา เช่น ล้ีถาวรล้ีอิสระนุกุล3)ลี เช่น ลีนุตพงศ์ ลีรุ่งเรือง 4) เลิศ เช่น เลิศศิริมิตร เลิศน าพงศ์ เลิศชัย ประเสริฐ อ้างอิงจาก Thai chinese blog http://www.thaichinese.net TCBL 11/8/52 สืบค้นเมื่อว้นที่ 11 ม.ค. 2564
เรื่องเล่าจากลูกĀลาน...ÿู่ตำนาน 144 ปี ขุนนันทะพานิช 42 เรื่องราวเกี่ยวกับ “ตระกูลหงุ่ย” มารู้จัก “หงุ่ย” กันบ้าง 魏...เป็ นนามสกุล (แซ่) ของคนกลุ่มหนึ่งออกเสียงเป็ นหงุ่ย...ในภาษาแต้จิ๋ ว และ ฮักก้าไหง (Hakka: Ngui).ในภาษากวางตุ้ง (Cantonese: Ngai) เว่ย...ในภาษาจีนกลาง (Mandarin: Wei) อุ่ย...ในภาษา ไหหล า (Hinan)กบัท้ งัเป็นชื่ออาณาจกัรในประเทศจีนของราชวงศโ์จยุคสามก๊ก The Cao-Wei dynasty 曹魏(220-265) และราชวงค์โจว (Zhou dynasty) ยุคโบราณ (Wei state 魏, 403–225 BC), one of the seven major states of theWarring States Period) 魏 the Wei kingdom Ref: http://en.wiktionary.org/wiki/%E9%AD%8F http://www.chinaknowledge.de/History/Division/caowei.html/ en.wiktionary.org 魏 – Wiktionary สรุปไว้ในเฟสบุคของ Nguitragool group เมื่อ 11 ก.ค 2016 ************************************************************************************************** ท้ายเล่ม ลูก-หลาน-เหลน-ลื่อ... ของคุณตา (อาก๋ง) ขุนนันทะพานิช ทุกท่านที่เปิ ดหนังสือเล่มนี้และเปิ ดมาถึงหน้านี้ ท่านคงได้รับรู้ เรื่องราว ดีๆ มากบ้าง น้อยบ้างตามที่ท่านได้ให้ เวลาและความสนใจ แต่ที่แน่ๆ ท่านได้รู้ จักบรรพบุรุษต้นก าเนิดของพวกเราพร้ อมวิถีด าเนินชีวิตเพื่อ ประโยชน์และความสุขของสังคม แม้จะเป็ นเรื่ องย่อ แต่ก็เต็มไปด้วย ความหมายที่ชัดเจนและลึกซึ้ง... ได้รู้ จักเครื อญาติทั้งสายตรง และ สายข้างเคียง หลายท่านใช้แบบอย่างในการด าเนินชีวิต วิธีปฏิบัติของอาก๋งและลูกหลานของท่านซึ่งหลายๆ คนมีชื่อเสียง มีความสามารถและประสบความส าเร็จ ยืนหยัดในสังคมได้ไม่น้อยหน้าใคร หนังสือเล่มนี้นับเป็ นเวอร์ ชั่นที่ 1 การรวบรวมและจัดท าได้พยายามเต็มที่แล้ว แต่ก็ยัง ไม่สมบูรณ์ ความผิดพลาดที่อาจมี ขอน้อมรับและขออภัยในทุกๆ กรณี ขอให้ ทุกคน ทุกครอบครัว ช่วยกันส่งข้อมูลแก้ไขและเพิ่มเติมเข้ามา เพื่ออัพเดทให้สมบูรณ์ต่อไป ขอให้หนังสือเล่มนี้เป็ นเสมือนถนนและสะพาน เชื่อมโยงลูก-หลาน-เหลน-ลื่อ ทุกคน ทุกสายให้เดินเข้าหากัน รู้ จักกัน ผูกไมตรี รักใคร่ กัน เป็ นเน็ตเวิร์ คที่แข็งแกร่งอย่างที่คุณตา (อาก๋ง) อยากเห็น ... ...........แล้วพบกันใหม่ในเวอร์ ชั่นต่อไป มยุรี ธัชชัย และ มานพ 27 ก.พ 2566